“สุรพล” ชี้ “รัฐบาล” ที่ไม่จัดหา “วัคซีน” ที่ดีให้ประชาชน เป็นการ “ทรยศ” ต่อความไว้วางใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/478883

“สุรพล “ชี้ “รัฐบาล”ที่ไม่จัดหา”วัคซีน”ที่ดีให้ประชาชน เป็นการ”ทรยศ”ต่อความไว้วางใจ

14 ส.ค. 2564

อดีตอธิการบดี มธ. “สุรพล นิติไกรพจน์ “ชี้ “รัฐบาล”ที่ไม่จัดหา”วัคซีน”ที่ดีให้ประชาชน เป็นการ”ทรยศ”ต่อความไว้วางใจ ไม่ทำหน้าที่ดูแลให้ประชาชนได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดร้ายแรงนี้

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ได้เขียนบทความ ว่า การติดเชื้อโควิดรายวันของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้นจนเป็นสถิติใหม่ทุก ๆ วัน จนสูงสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 13 สิงหากว่าสองหมื่นสามพันคน และผู้เสียชีวิตในสัปดาห์ล่าสุดเฉลี่ยอยู่ราววันละ 200 คน สร้างความตระหนกในวงกว้างถึงโอกาสที่ผู้คนจะติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคโควิดไปทั่วประเทศ

ยิ่ง ศบค. ออกมาแถลงเมื่อวานนี้ว่ากระทรวงสาธารณสุขได้คาดการณ์ว่า ด้วยมาตรการ”ล็อกดาวน์”ที่เป็นอยู่ ตัวเลขผู้ป่วยติดเชื้ออาจจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 45,000 รายต่อวันในเดือนกันยายน ก็ยิ่งทำให้ผู้คนแตกตื่นและหาวิธีป้องกันเอาชีวิตรอดจากโควิด19ให้ได้ และดูเหมือนจะมีวิธีเดียว นอกเหนือจากการ”ล็อกดาวน์”ที่ทำอยู่แล้ว ตามคำแถลงที่ศบค. ก็ยอมรับคือการฉีดวัคซีนในกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุดเท่านั้น

เป้าหมายที่นายกรัฐมนตรีเคยแถลงเอาไว้ก็คือประเทศไทยต้องฉีดวัคซีนให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 15 ล้านโดส หรือเฉลี่ยวันละ 500,000 โดส เราจึงมีโอกาสที่จะมีภูมิคุ้มกันหมู่และติดเชื้อน้อยลงได้

แต่ตัวเลขการฉีดวัคซีนทั้งประเทศที่รายงานเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม เราฉีดไปได้ทั่วประเทศเพียงเฉลี่ยวันละไม่ถึง 300,000 โดสเท่านั้น (19.091 ล้านโดสหารด้วยจำนวน 68 วันนับแต่ 7 มิถุนายน) ทำไมผู้คนไม่อยากฉีดวัคซีน ไม่เกรงกลัวโควิดหรือ

เปล่าเลย เราให้ประชาชนขวนขวาย กระเสือกกระสนดิ้นรนไปลงทะเบียนขอจองคิว ขอรับวัคซีนกันแน่นขนัดในทุกสถานที่ที่มีประกาศให้ฉีดวัคซีน หลายสถานที่ต้องเข้าแถวรอเบียดเสียดยัดเยียดเหมือนในเวทีคอนเสิร์ต หลายที่ที่จัดแถวมีคนมารอตั้งแถวยาวเป็นกิโลเมตรเพื่อหวังจะให้ได้รับวัคซีน เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันตัวเองและครอบครัว

แต่ทุกครั้งก็จะมีคนผิดหวังและคนจำนวนมากจะไม่ได้รับวัคซีนเพราะเรามีวัคซีนไม่เพียงพอ และไม่มีใครจัดการให้มีวัคซีนเพียงพอให้กับประชาชน และมีการประกาศเลื่อนวันนัดฉีดออกไปในแทบทุกพื้นที่อยู่เป็นระยะ ๆ

จนถึงเมื่อวานนี้ มีประชาชนคนไทยได้รับวัคซีนไปครบสองเข็มหรือสามเข็มสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า หรือเพียงเข็มเดียวสำหรับคนจำนวนมากคิดรวมกันแล้วมีจำนวนเพียง 17.2 ล้านคนหรือนับจำนวนเข็มเท่ากับ 22.5 ล้านเข็มเท่านั้น

แปลว่ามีคนไทยอีกมาก 50 ล้านคนที่ยังไม่เคยมีโอกาสได้รับวัคซีนเลยแม้แต่เข็มเดียวทั้ง ๆ ที่เรามีวัคซีนมาให้เริ่มฉีดได้ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 64 แปลว่าห้าเดือนที่ผ่านมาเราฉีดวัคซีนให้กับผู้คนไปได้เพียงเดือนละประมาณ 4.5 ล้านเข็มเท่านั้น เทียบกับเป้าหมายเดือนละ 15 ล้านเข็มที่นายกรัฐมนตรีแถลงไว้ก็แปลว่าเราฉีดได้เพียงหนึ่งในสามเท่านั้น

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

คำตอบที่ทุกคนในประเทศนี้ (อาจจะยกเว้นเฉพาะผู้กำหนดนโยบายเรื่องวัคซีน) ทราบดีอยู่ก็คือ เราไม่มีวัคซีนมาให้ฉีดอย่างเพียงพอ ในขณะที่ประชาชนเรียกร้อง อ้อนวอน กราบกรานและขอความช่วยเหลือในการให้มีโอกาสได้รับวัคซีนมาตลอด

ถ้าไม่นับวัคซีนทิพย์ที่มีคำสัญญาว่าจะมาถึงในไตรมาสแรกของปี 2565 หรือไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 ไม่นับรวม Pfizer ซึ่งมาจากการบริจาคจำนวนจำกัดสำหรับบุคลากรด่านหน้าแล้ว เรามีวัคซีนให้ฉีดได้เพียงสองชนิดเท่านั้นในประเทศไทยคือ Astra Zeneca (AZ) ซึ่งเป็นวัคซีนหลักและประเทศไทยได้ลงนามสั่งซื้อไปแล้วตามคำแถลงของรัฐบาลจำนวน 61 ล้านโดส และในปัจจุบันได้ส่งมอบมาให้แล้วเพียง 8.1 ล้านโดส

กับวัคซีน Sinovac (SV) จากประเทศจีนที่รัฐบาลเพิ่งสั่งซื้อเพิ่มไปอีกกว่าเก้าล้านโดสเมื่อปลายเดือนที่แล้วรวมเป็นจำนวนสั่งซื้อทั้งสิ้น 19.5 ล้านโดส และได้มีการส่งมอบมาแล้ว 14.5 ล้านโดสขาดอีกเพียง 5 ล้านโดส

ทั้งนี้ ไม่ได้นับรวมวัคซีน Sinopharm ซึ่งไม่ได้เป็นการดำเนินการโดยรัฐบาล แต่การนำเข้ามาให้กลุ่มองค์กรต่าง ๆ ที่จองซื้อผ่านราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้อีกจำนวน 2-4 ล้านโดส

จะเห็นได้ว่าวัคซีนหลักของประเทศไทยคือ AZ ที่ทำสัญญาจองซื้อไว้แล้วถึง 61 ล้านโดส กับอันดับสองคือ SV ซึ่งมีจำนวนจองชื้อสุทธิ 19.5 ล้านโดส และในวันนี้ SV ยังส่งมาไม่ครบถ้วนอีก 5 ล้านโดส ในขณะที่ AZ มียอดทำสัญญาจองซื้อไป 61 ล้านโดส เพื่อส่งมอบมาเพียง 8.1 ล้านโดส ยังขาดอยู่อีกถึง 52.9 ล้านโดส

ไม่ต้องพูดถึงความเชื่อมั่นของสาธารณะต่อวัคซีนเชื้อตายกับวัคซีนไวรัลเวคเตอร์ในเรื่องประสิทธิภาพและการป้องกันโรค ซึ่งมาจากผลงานการวิจัยในประเทศมากมายที่แถลงโดยกระทรวงสาธารณสุขและคณะแพทย์ เพียงแต่ดูจำนวนวัคซีนที่จะต้องส่งมอบมาตามสัญญา ชาวบ้านทั้งหลายก็เข้าใจได้อยู่แล้วว่า อะไรคือวัคซีนหลักจะช่วยให้คนไทยเอาชีวิตรอดโดยสร้างภูมิคุ้มต่อโรคได้ ก็เลยมีคำถามกันอย่างกว้างขวางมาหลายเดือนแล้วว่า ทำไมเราไม่มีวัคซีน AZ มาฉีดให้คนไทย

ในเมื่อเราได้รับการบอกเล่ายืนยันมาตลอดว่าบริษัทสยามไบโอซายน์ซึ่งเป็นโรงงานที่รับจ้างผลิตให้กับ Astra Zeneca คู่สัญญาของรัฐบาลไทยนั้น เป็นบริษัทของคนไทย100% และตั้งโรงงานผลิตอยู่ที่บางใหญ่ จังหวัดนนทบุรีนี่เองและบริษัทไทยที่รับจ้างผลิตวัคซีนชนิดนี้ก็มีกำลังผลิตได้ถึงเดือนละ 15 ล้านโดส

ทำไมวัคซีนที่ผลิตในประเทศไทยจึงไม่ถูกแบ่งมาให้คนไทยได้ฉีดป้องกันโรคระบาดร้ายแรงด้วยได้ ทั้ง ๆ ที่เราก็ได้สั่งซื้อไปตั้ง 61 ล้านโดสแล้ว และยังไม่ได้รับอีกกว่า 52 ล้านโดส  ทำไมบริษัทถึงได้บอกว่าคิวของประเทศเราจะไปได้รับวัคซีนตามสัญญาจองซื้อเอาเมื่อถึงกลางปีหน้า ตามที่ รมช.สาธารณสุขออกมาแถลงไม่นานมานี้

ทำไมสัญญาจองซื้อวัคซีนนี้จึงเปิดเผยให้คนไทยที่เสียภาษีทราบเงื่อนไขข้อตกลงไม่ได้  ทำไมเราจึงไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนที่ผลิตอยู่ในประเทศได้   ในขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตรายวันจากโควิดของประเทศไทยต่อจำนวนประชาชนล้านคนเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกแล้วในวันที่ 11 สิงหาคม 64 (จาก ourworldindata.com)

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่กำหนดหลักพื้นฐานในการปกครองประเทศ และรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้บัญญัติรับรองสิทธิของประชาชนชาวไทยไว้ในบทบัญญัติ มาตรา 47 ว่า

“มาตรา 47 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ บุคคลย่อมมีสิทธิในการได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย”

นอกจากนั้นในบทบัญญัติมาตรา 55 ของรัฐธรรมนูญซึ่งอยู่ในหมวด 5 ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ ได้บัญญัติให้รัฐต้องทำหน้าที่ในเรื่องการบริการสาธารณสุขไว้ว่า

“มาตรา 55 รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค และส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด บริการสาธารณสุขตามวรรคหนึ่ง ต้องครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมและป้องกันโรคการรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพด้วยรัฐต้องพัฒนาการบริการสาธารณสุขให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากนั้น บทบัญญัติมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญยังกำหนดบังคับให้คณะรัฐมนตรีซึ่งจะเข้าทำหน้าที่เป็นรัฐบาลปกครองประเทศ จะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ว่าจะปฏิบัติตามหน้าที่และหลักการของรัฐธรรมนูญไว้ในวรรคสอง ด้วยถ้อยคำที่กำหนดไว้ว่า

“ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

ดังนั้น ถ้าหากรัฐบาลใดละเลยไม่ปฏิบัติตามคำถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ไม่เคารพต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ไม่ทำหน้าที่ดูแลให้ประชาชนได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดร้ายแรงนี้ รัฐบาลนั้นก็ต้องได้ชื่อว่าทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน และไม่ปฏิบัติตามคำสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์อย่างแน่นอน

คำถามคือ รัฐบาลนี้ได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่สถานการณ์การระบาดรุนแรงทั่วโลก ความต้องการใช้วัคซีนที่มีสูงมากกว่าความสามารถในการผลิตวัคซีน เป็นเหตุให้รัฐบาลไม่สามารถจัดหาวัคซีนมาให้ประชาชนได้ใช้ป้องกันโรคอย่างเพียงพอ เป็นคำอธิบายที่รับฟังได้หรือไม่ว่ารัฐบาลได้พยายามกระทำการอย่างดีที่สุดแล้วในทุก ๆ ทางและไม่มีหนทางอื่นที่รัฐบาลจะสามารถดำเนินการให้ดีไปกว่านี้แล้วหรือไม่ 

คำตอบในทางกฎหมายและในทางการบริหารราชการแผ่นดิน และในทางหน้าที่ความรับผิดชอบต่อปวงชนชาวไทยของคนที่มีอำนาจบริหารประเทศก็คือ ไม่ใช่รัฐบาลยังมีช่องทางในการทำตามหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในเรื่องการป้องกันโรคระบาดได้ แต่รัฐบาลไม่ตัดสินใจและไม่เลือกที่จะทำเองต่างหาก

พระราชบัญญัติความมั่นคงทางด้านวัคซีคแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้โดยชอบในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 บัญญัติเรื่องการบริหารจัดการวัคซีนที่ผลิตในประเทศ โดยให้อำนาจรัฐบาลอย่างกว้างขวางในเรื่องการจัดสรรหรือส่งออกวัคซีนที่ผลิตได้ในประเทศเพื่อการส่งออกไปต่างประเทศโดยได้กำหนดไว้ในมาตรา 18 (2) ว่า

“มาตรา 18 ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือมีเหตุจำเป็นเพื่อประโยขน์สาธารณะเพื่อป้องกัน ควบคุม รักษา หรือลดความรุนแรงของโรค หรือเพื่อความมั่นคงของประเทศให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจประกาศกำหนดเรื่องหนึ่ง เรื่องใด ดังต่อไปนี้

(2) สัดส่วนการส่งออกวัคซีนไปนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวซึ่งต้องเหมาะสมกับสัดส่วนการใช้วัคซีนภายในประเทศ”

นอกจากนั้นมาตรา 18 ในวรรคสองยังบัญญัติให้อำนาจของรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมาย ซึ่งก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเอาไว้ด้วยว่า

“ในกรณีที่ไม่อาจขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการได้ทันต่อสถานการณ์ตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีออกประกาศไปก่อน แล้วดำเนินการเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อให้ความเห็นชอบภายในสามวันทำการในกรณีที่มิได้ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด หรือคณะกรรมการไม่ให้ความเห็นชอบให้การประกาศดังกล่าวเป็นอันสิ้นสุดลงและให้สถาบันแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ”

ในขณะนี้ อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติความมั่นคงทางด้านวัคซีนแห่งชาติฉบับนี้ได้ถูกโอนไปเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีแล้วตามประกาศที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารรราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งออกประกาศไว้เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2564

ดังนั้น การดำเนินการออกประกาศกำหนดสัดส่วนการส่งออกวัคซีน Astra Zeneca ที่ผลิตในประเทศไทยไปนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว จึงกระทำได้โดยเพียงนายกรัฐมนตรีออกประกาศตามพระราชบัญญัติความมั่นคงทางด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2561 มาตรา 18 เท่านั้น

ข้อเสนอสำหรับการทำหน้าที่รัฐบาลที่ดีให้เป็นไปตามความคาดหวังและความไว้วางใจของประชาชนตามที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณไว้ว่า คณะรัฐมนตรีจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและปฏิบัติตามหน้าที่ของรัฐในการดูแลสิทธิในการได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่อร้ายแรงตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้นั้น ไม่ใช่เป็นการประกาศห้ามมิให้บริษัทสยามไบโอซายน์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีนมิให้ส่งออกวัคซีนไปยังประเทศอื่น ๆ โดยเด็ดขาด แต่เป็นเพียงเสนอให้จำกัดการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเท่านั้น

เมื่อบริษัทมีกำลังการผลิตได้เดือนละ 15 ล้านโดส จะเป็นประโยชน์สำหรับประชาชนชาวไทยผู้รอคอยวัคซีนอยู่หรือไม่ หากนายกรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายความมั่นคงทางวัคซีนจะออกประกาศให้บริษัทสามารถส่งวัคซีนออกไปต่างประเทศได้เพียงครึ่งเดียวของกำลังการผลิตแต่ละเดือน เพื่อให้มีวัคซีน AZ เหลืออีก 7.5 ล้านโดสต่อเดือนเพื่อฉีดให้กับคนไทย

และที่สำคัญก็คือมาตรการที่เป็นมาตรการที่ใช้เพียงชั่วคราวเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น เพราะเราไม่ต้องการบังคับยึดเอาวัคซีนของบริษัทมาใช้ เพียงแต่จะขอให้บริษัทส่งมอบวัคซีนที่ผลิตในประเทศเพื่อเอาฉีดป้องกันโรคให้คนไทยตามสัญญาสั่งซื้อที่ประเทศไทยได้ตกลงไว้กับ Astra Global จำนวน 61 ล้านโดสเท่านั้น

เมื่อไหร่ที่ได้วัคซีนรายเดือนเดือนละ 7.5 ล้านโดสครบถ้วนตามจำนวนที่ขาดอยู่อีก 52.5 ล้านโดส นายกรัฐมนตรีก็ควรออกประกาศยกเลิกการกำหนดสัดส่วนการส่งออกเสีย จากนั้นบริษัทจะส่งวัคซีนออกไปที่ไหนอย่างไรก็ทำได้ตามปกติเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อบริษัทไม่มากนัก

เนื่องจากเราเพียงแต่ขอให้บริษัทปฏิบัติตามสัญญาสั่งซื้อที่ทำไว้กับประเทศไทย และขอให้ส่งมอบให้คนไทยได้มีวัคซีนไว้เพียงครึ่งเดียวของกำลังการผลิตเท่านั้น

ทั้งยังเป็นการใช้มาตรการตามที่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยถูกต้อง ไม่ได้เป็นการใช้อำนาจของรัฐบาลไปบังคับไปยึดหรือไปยกเลิกสัญญาโดยไม่มีกฎหมายรองรับอย่างที่มีกรณีที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยในเรื่องอื่น ๆ เมื่อไม่กี่ปีมานี้หลายครั้งหลายหนอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิบัติในลักษณะเดียวกันนี้ ก็ได้ทำกันในรัฐบาลทั่วโลก ในยามที่มีภาวะวิกฤตที่ทำให้ส่งผลกระทบให้ประชาชนเดือดร้อนร้ายแรง รัฐบาลอินเดียเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาก็ทำรุนแรงมากกว่าที่เสนอนี้อีก เพราะรัฐบาลอินเดียออกประกาศห้ามการส่งออกวัคซีนที่ผลิตในอินเดียโดยสิ้นเชิง เพื่อให้ประชาชนชาวอินเดียได้มีโอกาสเข้าถึงวัคซีนก่อน ไม่ใช่แต่เพียงการจำกัดการส่งออกให้ส่งออกไว้เพียง 50% อย่างกรณีที่เสนอนี้เท่านั้น

ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และประเทศยุโรปในกลุ่ม EU ก็ได้เคยออกประกาศกำหนดห้ามมิให้มีการส่งออกหน้ากากป้องกันเชื้อโรค N95 ที่ผลิตโดยบริษัท 3M หรือบริษัทผลิตเวชภัณฑ์ที่มีโรงงานผลิตในประเทศของตน มิให้ส่งออกแม้แต่ชิ้นเดียวไปต่างประเทศเมื่อมีการระบาดรุนแรงรอบแรกในปี 2563 มาแล้วทั้งสิ้น

รัฐบาลของทุกประเทศเข้าใจความเดือดร้อนจำเป็นของประชาชนของตนและใช้มาตรการที่รุนแรงมากกว่าที่เสนอ คือห้ามการส่งออกยา วัคซีนและเวชภัณฑ์สำหรับโควิด19 มาแล้วทั้งสิ้น จนกลายเป็นมาตรฐานสากลในเรื่องประโยชน์สาธารณะของประชาชนในประเทศที่จะต้องมาก่อนในทุก ๆ ประเทศ โดยไม่มีใครเกรงใจบริษัทผู้ผลิตเวชภัณฑ์หรือเกรงใจว่าประเทศเพื่อนบ้านจะเดือดร้อนมาแล้วทั้งสิ้น

ดังนั้น มาตรการแบบเกรงใจเพื่อนบ้านอย่างที่ได้เสนอต่อรัฐบาลไทยนี้ โดยให้ส่งออกวัคซีนได้เพียงครึ่งเดียวอย่างที่เสนอให้ทำ จึงดูเป็นมาตรการที่เหมาะสมกับสังคมขี้เกรงใจหรือรัฐบาลขี้เกรงใจของเรามากที่สุดแล้ว ในสถานการณ์ร้ายแรงที่ผู้คนชาวไทยล้มตายจำนวนมากในขณะนี้

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดกับประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าหากเราอนุญาตให้ส่งออกวัคซีนที่ผลิตในประเทศได้เพียง 50% ก็ต้องตั้งคำถามว่าประเทศเพื่อนบ้านประเทศใดในกลุ่มอาเซียนที่เขาใช้วัคซีน Astra Zeneca เป็นวัคซีนหลักบ้าง คำตอบคือไม่มีเลย

ทุกประเทศแม้กระทั่งประเทศลาวและกัมพูชา ต่างก็มีวัคซีนสารพัดชนิด ทั้งวัคซีนเชื้อตายหลายชนิดจากจีน วัคซีนไวรัลเวคเตอร์ วัคซีนmRNA และมียี่ห้อวัคซีนสารพัด นับแต่ Sinovac Sinopharm Pfizer Moderna Nanovac Johnson&Johnson Astra Zeneca ไปจนถึง Sputnik V ของรัสเซีย

มีแต่ประเทศไทยของเราเท่านั้นที่ใช้วัคซีนหลักเป็น Astra Zeneca เพียงชนิดเดียว เพราะฉะนั้น อย่าไปห่วงผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านเลย เขาไม่ได้รับผลกระทบมากนักหรอก ห่วงชีวิตของคนไทยที่ฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับวัคซีน AZ ที่ผลิตในประเทศไทยเองนี้เถิด

อย่าไปเป็นห่วงในข้อวิตกกังวลของนักกฎหมายบางคนในเรื่องที่ว่า การออกประกาศลักษณะนี้จะเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาเลย เพราะนี่เป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติที่ใหญ่กว่าข้อสัญญาและไม่เกี่ยวข้องกับการจองซื้อวัคซีน

ก็ถ้าประเทศมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และมีความขาดแคลนวัคซีนถึงขนาดผู้คนล้มตายกันเป็นใบไม้ร่วง แล้วมีกฎหมายให้ “จำกัดการส่งออกวัคซีน” ขอให้ส่งออกเพียงครึ่งเดียวโดยกลไกที่กฎหมายบัญญัติ ก็ไม่เห็นจะต้องมีข้อสงสัยเลยว่ารัฐบาลจะละเมิดสัญญาอย่างไร เพราะเงินค่าวัคซีนก็จ่าย จำนวนวัคซีนก็ไม่ได้ไปบังคับเอามากมาย แต่ขอเพียงให้ส่งตามยอดที่เราสั่งซื้อไว้คือ 61 ล้านโดส เดือนละ 7.5 ล้านโดส จากกำลังการผลิต 15 ล้านโดส

อันนี้เป็นการใช้อำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญโดยแท้ทีเดียว ถ้าไม่ทำต่างหากจึงจะเป็นการละเมิดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนและไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของรัฐอย่างชัดแจ้ง

การที่เราประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินให้ปิดเส้นทางคมนาคมขนส่ง ปิดกิจการ ห้ามออกนอกบ้าน และไปบังคับให้กิจการขนส่งมวลชนที่เอกชนมาลงทุนตามที่เขามีสัญญากับรัฐไว้ หรือที่เขาได้รับการส่งเสริมการลงทุนไว้ ให้ทำมาหากินได้แค่สามทุ่ม ให้ปิดโรงงาน ปิดโรงแรม หยุดการขนส่งทางอากาศ ปิดธนาคารในห้างสรรพสินค้า อันนี้เป็นการทำผิดสัญญาที่เขาได้รับสัมปทานหรือได้รับอนุญาตจากรัฐ หรือผิดเงื่อนไขที่ให้การส่งเสริมการลงทุนแก่ต่างชาติไป

เป็นการกระทำที่ขัดต่อความตกลงหรือสัญญาหรือเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนไหม  แต่ทำไมรัฐบาลถึงทำไปได้ละ  แล้วทำไมจะกำหนดเกณฑ์เรื่องการส่งออกวัคซีนจึงจะทำไม่ได้

คำตอบก็คือ มันมีเหตุผลความจำเป็นที่เร่งด่วน เพื่อประโยชน์ในการควบคุมและกำจัดโรคระบาดร้ายแรง อันเป็นสิ่งที่เรียกว่าประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้รัฐบาลทำได้และเป็นเรื่องที่ทำโดยชอบด้วยหลักกฎหมาย

ทุกประเทศในโลกก็ทำกันอย่างนี้ ไม่มีใครออกมาโวยวายว่าไม่เป็นไปตามสัญญาสัมปทาน ไม่เป็นไปตามความตกลงหรือข้อกำหนดในเรื่องส่งเสริมการลงทุน

เพราะสำหรับรัฐทุกรัฐ หลักกฎหมายที่ยอมรับเป็นสากลก็คือความมั่นคงและการดำรงอยู่ของรัฐและของประชาชนของรัฐจึงต้องมีความสำคัญสูงสุด นั่นคือเหตุผลที่กฎหมายการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและกฎหมายความมั่นคงทางด้านวัคซีนแห่งชาติกำหนดไว้นั่นเอง

อย่าไปเชื่อความคิดของบางคนที่บอกว่าการจำกัดสิทธิการส่งออกวัคซีนให้เหลือสักครึ่งหนึ่งของกำลังบริษัทจะทำให้เกิดความรับผิดทางปกครอง เพราะกลัวว่าฝรั่งเจ้าของบริษัทเขาจะออกมาฟ้องเรียกค่าเสียหาย

เพราะตั้งแต่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมาปีเศษนี้ รัฐบาลได้เที่ยวไปปิดกิจการการบิน การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า และกิจการขนส่งต่าง ๆ ไปค่อนประเทศ จนคนตกงานกันเกือบหมดทั้งประเทศอยู่แล้ว ไม่เห็นมีนักกฎหมายคนไหนออกมาถามว่า ทำอย่างนี้จะเป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายและต้องชดใช้ค่าเสียหายทางปกครองหรือไม่

เพราะเมื่อใช้อำนาจตามกฎหมายโดยเหตุที่ชอบตามสมควรแก่เหตุ กำหนดมาตรการทีได้สัดส่วนกับการแก้ปัญหา ก็ย่อมไม่มีความรับผิดชอบในทางกฎหมายเกิดขึ้นอยู่แล้ว และไม่ว่าศาลไหน ๆ ก็ไม่อาจมาบังคับให้ต้องมีความรับผิดใดได้ เว้นแต่ว่า ถ้ารัฐบาลผู้ทำให้เขาเดือดร้อนจะ “เยียวยา” ชดเชยช่วยเหลือหรือช่วยชดเชยความเสียหายของผู้ได้รับผลกระทบบ้าง ก็จะเป็นเรื่องที่เหมาะที่ควรที่พึงจะกระทำเท่านั้น

ท้ายที่สุดอาจจะมีใครมาบอกว่า เราไม่สามารถผลิตหัวเชื้อสำหรับวัคซีนได้ ต้องพึ่งพาของ Astra Global ถ้าเราไปห้ามส่งออก เขาก็จะไม่ส่งสารตั้งต้นมาให้เราเพาะเลี้ยง วัคซีนก็จะไม่ได้มาอยู่ดี

เรื่องนี้ก็ต้องชี้แจงว่าเชื้อตั้งต้นนั้นได้ถูกส่งมาและเพาะเลี้ยงในประเทศเป็นเวลาหลายเดือน และหลายรอบแล้วที่มีการเพาะเลี้ยงและขยายสเกลขึ้นในประเทศ ถ้าเราประสงค์เพียงจะได้วัคซีนอีกเดือนละ 7.5 ล้านโดสใน 3-4 เดือนนี้ จำนวนและปริมาณของเชื้อตั้งต้นที่มีอยู่ในประเทศและที่เพาะเลี้ยงขยายสเกลอยู่โดยนักวิทยาศาสตร์และนักชีววิทยาคนไทยในประเทศไทยขณะนี้ มากเพียงพอที่จะทำให้ผลิตวัคซีนไปได้ถึงปลายปี

และถ้ารัฐบาลไทยประกาศชัดว่า เราไม่ได้ห้ามการส่งออก เราเพียงแต่จะขอจำกัดให้ส่งออกไปต่างประเทศได้เพียงครึ่งหนึ่งและให้ประชาชนชาวไทยได้ใช้วัคซีนที่ผลิตในประเทศไทยมาแก้ปัญหาของประเทศและของประชาชนเพียงจำนวนตามสัญญาที่เราสั่งซื้อไว้ ไม่ใช่การริบเอาวัคซีนทั้งหมดเอาไว้ใช้เองอย่างเห็นแก่ตัว

เช่นนี้แล้ว จะมีเหตุผลใดที่ Astra Global ซึ่งมีกำลังซื้อจากประเทศต่าง ๆ มากมายล้นหลามและมีโรงงานผลิตเพียงไม่กี่แห่งในโลกจะต้องยุติกำลังการผลิตของโรงงานในประเทศไทย ซึ่งกำลังผลิตส่งออกไปต่างประเทศให้เขาได้ถึงเดือนละ 7.5 ล้านโดสเสียเล่า

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจะบอกเล่าให้ประชาชนชาวไทยและรัฐบาลได้ทราบว่า หนทางแก้ปัญหาการขาดแคลนวัคซีน AZ ซึ่งเป็นวัคซีนหลักชนิดเดียวของประเทศและแก้ไขความทุกข์ยากเดือดร้อน และปัญหาการล้มตายเป็นใบไม้ร่วงของคนไทยที่เกิดขึ้นทุก ๆ วันจากการติดเชื้อและระบาดรุนแรงของโควิด-19 นั้น

มีหนทางเดียวที่จะทำได้ นอกเหนือไปจากมาตรการต่าง ๆ ที่ทำไปแล้วทั้งหมด ก็คือการจัดหาวัคซีน AZ มาให้ได้อย่างเพียงพอและรวดเร็ว รวดเร็วที่ไม่ได้หมายความว่าปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า รวดเร็วคือเพื่อให้ประชาชนคนไทยได้ฉีดวัคซีนกันอย่างกว้างขวางวันละไม่น้อยกว่า 750,000 โดสตั้งแต่เดือนนี้

อย่าไปเสียเวลารณรงค์ให้ประชาชนมาฉีดวัคซีนเลย เอาเวลาและทรัพยากรไปจัดหาวัคซีนดี ๆ มาให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนดีกว่า และไม่ต้องไปหาไกลถึงวัคซีน mRNA จากต่างประเทศที่บอกว่าจะได้มาในปี 2565 อีก 20 หรือ 30 ล้านโดสเลย

ช่วยทำหน้าที่ของรัฐบาลที่ดีในการใช้อำนาจตามกฎหมาย ขอความร่วมมือจากบริษัทวัคซีนในประเทศให้แบ่งวัคซีนที่ผลิตได้และการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ ให้เหลือไว้ให้ประชาชนชาวไทยที่ทุกข์ยากเดือดร้อนและหวั่นวิตกกับชีวิตและอนาคตที่ไม่แน่นอน ให้ได้มีโอกาสเข้าถึงวัคซีน AZ ได้เพียงแต่ครึ่งหนึ่งของศักยภาพที่ผลิตได้

ก็น่าจะเป็นการทำหน้าที่ของรัฐบาลที่ดีที่พึงกระทำ และไม่ถูกกล่าวหาว่าทรยศต่อความคาดหวังและความไว้วางใจของประชาชนในภาวะที่ยากแค้นลำเค็ญที่สุดของประเทศไทยในคราวนี้แล้ว

ที่มา :สำนักข่าวอิศรา

“โรงพยาบาลบางเสาธง” เปิด Walk-In ฉีดวัคซีน “Pfizer” เข็มที่ 1 วันละ 1,000 คิว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/478868

“โรงพยาบาลบางเสาธง” เปิด Walk-In ฉีดวัคซีน” Pfizer “เข็มที่ 1 วันละ 1,000 คิว

14 ส.ค. 2564

“เพจโรงพยาบาลบางเสาธง” จังหวัดสมุทรปราการ ลงประกาศเปิด” Walk-In” ฉีดวัคซีน”Pfizer” เข็มที่ 1 วันละ 1,000 คิว 17 -19 ส.ค. นี้

เพจโรงพยาบาลบางเสาธง ได้ลงประกาศว่า

โรงพยาบาลบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ เปิด Walk-in ฉีดวัคซีน”Pfizer” เข็มที่ 1

ผู้มีอายุ 60 ขึ้นไป เกิดก่อน 15 สิงหาคม 2504

หญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป 

ผู้ชายมีน้ำหนักเกิน 100 กก.

ผู้หญิงมีน้ำหนักเกิน 80 กก.

เฉพาะผู้ที่อยู่ในจังหวัดสมุทรปราการเท่านั้น
(ตามที่อยู่ในบัตรประจำตัวประชาชน) 

วันที่ 17 – 19 สิงหาคม 2564 เวลา 8.30 น. – 14.00 น.

ณ สนามกีฬา กกท. เมืองใหม่บางพลี

วันละ 1,000 คิว

เตรียมบัตรประชาชนและปากกามาด้วย

โรงพยาบาลบางเสาธง

"โรงพยาบาลบางเสาธง"  เปิด Walk-in ฉีดวัคซีน" Pfizer "เข็มที่ 1 วันละ 1,000 คิว

ศูนย์ข้อมูลCOVID-19 รายงานสถานการณ์โรค”โควิด-19″ ประจำวันที่ 14 สิงหาคม 2564 โดยจำนวนผู้ติดเชื้อ”โควิดวันนี้” 22,086 ราย (เป็นติดเชื้อใหม่ 21,816 ราย ติดเชื้อภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 270 ราย)

ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อ”โควิดวันนี้” สะสมอยู่ที่ 885,275 ราย (สะสมระลอก เม.ย. 2564 จำนวน 856,412 ราย) หายป่วยกลับบ้านเพิ่ม 23,672 ราย (หายป่วยระลอก เม.ย. 640,130ราย) กำลังรักษา 210,376 เสียชีวิตเพิ่มวันนี้ 217 ราย รวมเสียชีวิตแล้ว 7,343 ราย

สถิติตัวเลขผู้ติดเชื้อ-ผู้เสียชีวิตจาก “โควิด-19” ในรอบสัปดาห์

7 ส.ค.2564 ติดเชื้อ 21,838 เสียชีวิต 212 (นิวไฮ)

8 ส.ค.2564 ติดเชื้อ 19,983 เสียชีวิต 138

9 ส.ค.2564 ติดเชื้อ 19,603 เสียชีวิต 149

10 ส.ค.2564 ติดเชื้อ 19,843 เสียชีวิต 235

11 ส.ค.2564 ติดเชื้อ 21,038 เสียชีวิต 207

12 ส.ค.2564 ติดเชื้อ 22,782 เสียชีวิต 147 (นิวไฮ)

13 ส.ค.2564 ติดเชื้อ 23,418 เสียชีวิต 184 (นิวไฮ)
 

จำนวนการได้รับ “วัคซีนโควิด” สะสม (28 ก.พ. – 12 ส.ค. 2564) รวม 22,508,659 โดส ใน 77 จังหวัด

“ธรรมนัส” ควง “ภรรยา” บริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ 2.2 ล้านสู้โควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/478846

“ธรรมนัส”ควง”ภรรยา” บริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ 2.2 ล้านสู้โควิด-19

14 ส.ค. 2564

บริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ 2.2 ล้านบาท สนับสนุน “รพ.พะเยา-รพ.เชียงคำ”ช่วยผู้ป่วยโควิด รุกเยี่ยมพ่อค้า-แม่ค้าตลาดสด เหมาผัดสด-อาหารแห้ง แจก ปชช.ในตลาด

วันที่14 สิงหาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนางสาวธนพร ศรีวิราช ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้บริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ปลัดมท.แจง ไฟเขียวงบท้องถิ่นจัดซื้อวัคซีนโควิด-19 ได้

“สธ.”เตรียมชงซื้อ”ไฟเซอร์” 20 ล้านโดส เข้า “ครม.” 17 ส.ค.นี้

ศบค.เผยสถานการณ์แพร่ระบาดโควิดคาดปลายส.ค.ติดเชื้อพุ่ง 7 หมื่นราย เล็ง”ขยายล็อกดาวน์”


ประกอบด้วย เครื่องบรรจุออกซิเจน จำนวน 2 เครื่อง มูลค่า 400,000 แสนบาท ให้กับโรงพยาบาลพะเยา และโรงพยาบาลเชียงคำ

และมอบเครื่องฟอกไตเทียมจำนวน 1 เครื่อง มูลค่า 800,000 บาท โรงพยาบาลพะเยา พร้อมมอบชุด PPE จำนวน 2,000 ชุด มูลค่า 1,000,000 บาท ให้โรงพยาบาลพะเยา

"ธรรมนัส"ควง"ภรรยา" บริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ 2.2 ล้านสู้โควิด-19

โดยเป็นการมอบในนามมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อสนับสนุนให้โรงพยาบาลนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19
 

ขณะที่สถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 จังหวัดพะเยา แม้จะมีผู้ติดเชื้อเดินทางกลับมารักษาตัวยังภูมิลำเนาหลักร้อย แต่ถือว่าในพื้นที่สามารถรับมือและควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในพื้นที่ ซึ่งใช้มาตรก่รเข้มคัดกรองต่อเนื่อง

ผู้สื่อจ่าวรายงานว่า จากนั้นร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนางสาวธนพร ศรีวิราช ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปยังตลาดสดสุวรรณเภรี อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เพื่อเยี่ยมพ่อค้า-แม่ค้า

"ธรรมนัส"ควง"ภรรยา" บริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ 2.2 ล้านสู้โควิด-19
"ธรรมนัส"ควง"ภรรยา" บริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ 2.2 ล้านสู้โควิด-19

ซึ่งบรรยากาศการค้าขายที่ตลาดสดสุวรรณเภรี เป็นไปอย่างซบเซา จากผลกระทบการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 โดยได้ช่วยพ่อค้า-แม่ค้า เหมาซื้อสินค้าประเภทผักสด อาหารแห้งทุกร้าน และแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของในตลาดดังกล่าว

“ศิริราช” สร้างไอซียูสนาม “หอผู้ป่วยวิกฤตโรคโควิด 19” รับมือ “ผู้ป่วยหนัก” เปิดทำการ 30 ส.ค. นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/478839

“ศิริราช”สร้างไอซียูสนาม”หอผู้ป่วยวิกฤตโรคโควิด 19″รับมือ”ผู้ป่วยหนัก” เปิดทำการ 30 ส.ค. นี้ 

14 ส.ค. 2564

“รพ.ศิริราช”ขยายพื้นที่จัดตั้ง”ไอซียูสนาม” สร้างหอผู้ป่วยวิกฤตโรคโควิด-19 รองรับ”ผู้ป่วยหนัก”ที่มีโรคซ้ำซ้อนเต็มรูปแบบ งบประมาณรวม 100 ล้านบาท เปิดทำการวันแรก 30 สิงหาคม 2564  

รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด 19 ซึ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกขณะจนทำให้ศักยภาพการให้บริการของห้องความดันลบในรพ.ศิริราช เต็มทุกพื้นที่ แม้จะเร่งขยายและดัดแปลงพื้นที่เดิมเพื่อให้สามารถรองรับผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วยหนักที่ขยายตัวขึ้นทุกขณะ

โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวซับซ้อนหรือมีภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์  ต้องทำการผ่าตัดรักษาเร่งด่วน แถมพ่วงติดเชื้อโควิดเข้าไปด้วย ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตความดันลบ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการรักษา  และเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าไปดูแลผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย

ดังนั้น รพ.ศิริราช จึงได้เร่งขยายพื้นที่บริเวณข้างสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ใกล้กับท่าเรือรถไฟ เพื่อจัดตั้งหอผู้ป่วยวิกฤตโรคโควิด 19 รองรับผู้ป่วยหนัก เป็นจำนวนรวม  20 เตียง จะสามารถเปิดทำการและรับผู้ป่วยได้ในวันที่ 30 สิงหาคม 2564 โดยได้รับความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจในการให้บริการเป็นอย่างดีจากบุคลากรทางการแพทย์ในเครือทั้ง 3 โรงพยาบาล  คือ รพ.ศิริราช  รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก

ทั้งนี้ได้จัดเตรียมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา  แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปและพยาบาลเข้าประจำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยหนักครอบคลุมทั่วถึงทุกกลุ่มโรคที่ติดเชื้อโควิด 

ไอซียูสนามศิริราช จัดสร้างขึ้นใหม่เพื่อเป็นหอผู้ป่วยวิกฤตโรคโควิด 19 โดยได้รับความร่วมมือในการออกแบบและจัดสร้างอาคารแบบโมดูลล่าจากบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)  เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2564 แล้วเสร็จในวันที่ 28 สิงหาคม 2564

รูปแบบการก่อสร้างอาคารแบบโมดูลล่า รวม  2 หลัง มีลักษณะสำเร็จรูปหรือเป็นทรงกล่อง เพื่อลดความซับซ้อนของโครงสร้างอาคาร  ติดตั้งและประกอบได้อย่างรวดเร็ว ขนาดความจุผู้ป่วยหนักหลังละ 10 เตียง รวม 20 เตียง

ลักษณะเป็นหอผู้ป่วยไอซียูรวม (Cohort ICU)  ห้องความดันลบครบครันด้วยเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย  มีห้องเล็กด้านหน้าสำหรับเปลี่ยนชุด PPE  มีระบบสนับสนุนเพื่อความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์

อาทิ ระบบปรับสภาวะอากาศ (HVAC) โทรทัศน์วงจรปิด(CCTV) ศูนย์เฝ้าติดตามสภาวะผู้ป่วยวิกฤต (Central Monitor) ระบบเรียกพยาบาลฉุกเฉิน (Nurse Call) ระบบพลังงานสำรองฉุกเฉิน (Emergency Power Supply) แก๊สทางการแพทย์ (Medical Gas) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีอาคารสนับสนุนเพื่อเป็นที่ทำงานและที่พักบุคลากร ห้องเก็บยา และเวชภัณฑ์อีกจำนวน 5 ตู้ ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับตู้คอนเทนเนอร์สำนักงานสำเร็จรูป มีครุภัณฑ์ที่จำเป็น ระบบปรับอากาศ อาคารห้องน้ำ ห้องอาบน้ำสำเร็จรูป 8 ตู้ อาคารที่จัดให้เป็นห้องเครื่องแก๊สทางการแพทย์ ซึ่งนับเป็นหัวใจหลักของการดูแลผู้ป่วยโรคติดเชื้อโควิด 19 รวมทั้งหน่วยงานสนับสนุนอื่น ๆ  

ขณะนี้ไอซียูสนามศิริราช เพื่อผู้ป่วยวิกฤตโรคโควิด 19  ดำเนินการใกล้เสร็จเรียบร้อย และพร้อมรับผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเริ่มวันที่ 30 สิงหาคม 2564 โดยใช้งบประมาณรวม 100 ล้านบาท  

“ท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งต้องร่วมมือกัน เร่งสร้างไอซียูสนาม รองรับผู้ป่วยวิกฤตนั้น ทาง รพ.ศิริราช จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนสร้างหอผู้ป่วยวิกฤตโรคโควิด 19 ได้ที่ ศิริราชมูลนิธิ  กองทุน “ศิริราชสู้ภัยโควิด” ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี   901-3-50034-4 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  โทร. 0 2419 7646-8 ในวันเวลาราชการ”  รศ.นพ.วิศิษฎ์กล่าวทิ้งท้าย 

เขย่าตุลาการอีกรอบ “ชำนาญ” ค้านตั้ง “อนุรักษ์” นั่งประธานแผนกคดีทุจริตฯชี้ต้องโปร่งใสไร้มลทิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/478836

เขย่าตุลาการอีกรอบ “ชำนาญ” ค้านตั้ง “อนุรักษ์” นั่งประธานแผนกคดีทุจริตฯชี้ต้องโปร่งใสไร้มลทิน

14 ส.ค. 2564

จับตาการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญในวงการตุลาการ “ชำนาญ” ชี้ผู้ที่จะรับตำแหน่งปธ.แผนกคดีทุจริตต้องเคลียร์ตัวเองให้โปร่งใส

วันที่ 14 ส.ค. 64 นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา กล่าวภายหลัง ยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม(กต.)และกรรมการกต.เรื่องคัดค้านการแต่งตั้ง นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กุล รองประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์  ให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในศาลอุทธรณ์ ว่า  ตำแหน่งประธานแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในศาลอุทธรณ์ ถือเป็นตำแหน่งสำคัญ  ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนี้ ต้องมีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง

 เขย่าตุลาการอีกรอบ "ชำนาญ" ค้านตั้ง "อนุรักษ์" นั่งประธานแผนกคดีทุจริตฯชี้ต้องโปร่งใสไร้มลทิน

ชำนาญ ระวิวรรณพงษ์ อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา

“คนที่ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และจะเป็นดำรงตำแหน่งนี้ คงไม่เหมาะสม  ควรให้ผู้ที่ถูกร้องเรียนไปชี้แจงให้เรียบร้อยก่อน ให้ปราศจากข้อสงสัยก่อนและค่อยมาว่ากันอีกที  เพราะตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งสำคัญ ที่คดีทุจริตจะไปยุติที่ศาลอุทธรณ์”  นายชำนาญ กล่าว

ส่วนกรณีที่ ตนเอง ได้ ยื่นหนังสือถึง ประธานศาลฎีกา ให้ตรวจสอบ เรื่องของแชทไลน์ ล็อบบี้ เลือก ก.ต. คนนอก นั้น จนถึงขณะนี้  ประธานศาลฎีกายัง ไม่มีการแจ้งความคืบหน้าให้ทราบ ว่า ดำเนินการตรวจสอบเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วหรือไม่  ส่วนตัวมองว่า เรื่องร้องเรียนอื่นนั้น จะช้าหรือเร็วตนเองก็ไม่ขัดข้อง แต่เรื่องนี้ต้องดำเนินการตรวจสอบ โดยด่วน  เพราะหากสอบสวนแล้วได้ความว่ามีการหาเสียงโดยผิดกฎหมาย ก็จะมีผลมากต่อการเข้าสู่ตำแหน่ง ของก.ต.บุคคลภายนอก เป็นอย่างมาก 

นายชำนาญ ยังกล่าวอีกว่า  ในการเลือก ก.ต.บุคคลภายนอก ผิดไปจากเจตนารมย์เดิม   เพราะ เมื่อ 32 ปี ที่ ผ่านมา ขณะที่ ตนเองดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ขณะนั้น มีวิกฤต ก.ต. ผู้พิพากษา ทั่วประเทศไปประชุมกันที่ พัทยา จ.ชลบุรี ตนเอง เป็นผู้เสนอโครงสร้าง ก.ต.บุคคลภายนอก ให้มาจาก 3 ส่วน ประกอบด้วย  ประธานสภาผู้แทนราษฎร  , ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน และนายกรัฐมนตรี  เพื่อเป็นตัวแทนของประชาชน  ให้เข้ามาตรวจสอบ การปฏิบัติหน้าที่ของ ก.ต. ถือเป็นการถ่วงดุลอำนาจการทำงานของ ก.ต.อีกครั้ง 

จากนั้น กฎหมายเปลี่ยน ให้  ก.ต.บุคคลภายนอก มาจาก วุฒิสภา ก็ยังพอไหว เพราะบุคคลที่ วุฒิสภา ส่งมาถือว่า เป็นผู้แทนของประชาชน  ก็ยังคงเป็นไปตามเจตนารมย์ดั้งเดิม  แต่พอมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากศาลเห็นว่า  ตำแหน่ง ก.ต.บุคคลภายนอก ควรมาจากการ เลือกกันเอง ก็ยิ่งไปกันใหญ่ มองว่า ผิดไปจากเจตนารมณ์ดั้งเดิม 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ชำนาญ”พร้อมทำคำชี้แจง…ยันไม่แทรกแซงผู้พิพากษา

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ประธานศาลฎีกา

จับตาแต่งตั้งโยกย้ายแวดวงตราชั่ง ส่อแวววุ่นหลายเก้าอี้

อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ยังกล่าวถึงกรณีที่ ได้แจ้งความ ดำเนินคดีกับ นายอนุรักษ์ เพราะ ขณะนั้น นายอนุรักษ์ ที่ดำรงตำแหน่งเป็น ก.ต. ได้ร่วมลงมติ เอามติเดิม ที่เห็นชอบให้แต่งตั้งนายชำนาญ เป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญการพิเศษและสำนักงานศาลยุติธรรม  ส่งหนังสือถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งแล้วกลับมาทบทวนและกลับมติ ก.ต.เดิมเป็นไม่ให้ความเห็นชอบรวมทั้งลงมติให้นายชำนาญพ้นจากราชการโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ 

โดยมองว่า การกระทำดังกล่าว ถือว่า เป็นเรื่องใหญ่มีความผิดตามมาตรา 112  เป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ  จึงได้แจ้งความในกรณีนี้ที่ สน. ชนะสงคราม เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562  จากนั้นได้ยื่นร้องไปที่ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบ และฟ้องศาลให้เพิกถอนมติดังกล่าวด้วย

 เขย่าตุลาการอีกรอบ "ชำนาญ" ค้านตั้ง "อนุรักษ์" นั่งประธานแผนกคดีทุจริตฯชี้ต้องโปร่งใสไร้มลทิน

ขณะที่ ผู้สื่อข่าว สอบถามกรณี ไปยัง นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กุล รองประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์ ไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูลและไม่ขอพูดเรื่องดังกล่าว

อนึ่ง เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา  นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์  อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ทำหนังสือถึงประธานศาลฎีกาในฐานะประธานกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม(กต.)และกรรมการกต.เรื่องคัดค้านการแต่งตั้งนายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กุล   รองประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในศาลอุทธรณ์ 

โดยมีใจความสำคัญว่า  ตามที่เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเสนอบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตุลาการวาระ1ต.ค.2564 (บัญชี4) ลำดับที่115 (นายอนุรักษ์)ไปดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในศาลอุทธรณ์นั้น  ตนได้มีหนังสือร้องเรียนลงวันที่15เม.ย.2564ถึงประธานศาลฎีกาขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายกรณีมีเหตุควรสงสัยว่าข้าราชการกต.ทำผิดวินัยกรณีหาเสียงให้กต.ลง/งดเว้นการลงคะแนนเลือกบุคคลเป็นกต.ผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา36(3) แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ปรากฏว่ามีผู้ใช้โปรไฟล์ไลน์ J29Anurak และภาพถ่ายนายอนุรักษ์เป็นหนึ่งในผู้โพสต์ข้อความในไลน์สภาตุลาการ อันมีลักษณะหาเสียงให้นายไผทชิต เอกจริยกรและนายจำนง เฉลิมฉัตรในการเลือกกต.ผู้ทรงคุณวุฒิ

 เขย่าตุลาการอีกรอบ "ชำนาญ" ค้านตั้ง "อนุรักษ์" นั่งประธานแผนกคดีทุจริตฯชี้ต้องโปร่งใสไร้มลทิน

หนังสือร้องเรียนระบุว่าแต่ประธานศาลฎีกายังไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวอันเป็นการเข้าลักษณะการหาเสียงตามประกาศคณะกรรมการศาลยุติธรรมเรื่องแนวทางการพิจารณาเกี่ยวกับจริยธรรมในการหาเสียง วันที่3ต.ค.2557 ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมของข้าราชการตุลาการตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา17วรรคสี่ และมีผลต่อการแต่งตั้งโยกย้ายตามมาตรา17และมาตรา62 โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายอนุรักษ์เป็นกต.ที่ต้องควบคุมและลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายหรือฝ่าฝืนจริยธรรมของกต.

“มาตรา 37 วรรคสามแห่งพ.ร.บ.ระเบียบฯ ประกอบกับข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกต.ผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ.2561 ข้อ 9 ยังกำหนดหน้าที่ของกต.เกี่ยวกับการเลือกกต.ผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา36 (1)(2)(3) ที่ระบุว่าการวินิจฉัยของกต.ให้ถือเป็นที่สุดรวมทั้งมาตรา41 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบฯระบุว่ากรณีข้อสังสัยการพ้นตำแหน่งของกต.ผู้ทรงคุณวุฒิบัญญัติให้กต.เป็นผู้ชี้ขาด ดังนั้นมีกฎหมายกำหนดหน้าที่โดยตรงของนายอนุรักษ์ซึ่งเป็นกต.ในขณะนั้นในการดูแลกระบวนการเลือกตั้งกต.ผู้ทรงคุณวุฒิให้ถูกกฎหมาย อีกทั้งมาตรา17วรรคสี่ แห่งพ.ร.บ.ระเบียบฯ และข้อบังคับของปรานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกต.ผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ.2561 ข้อ29 ระบุชัดเจนถึงการไม่ให้หาเสียงเพื่อให้กต.ลง/งดเว้นการลงคะแนนเลือกบุคคลเป็นกต.ผู้ทรงคุณวุฒิ และบุคคลที่จะวินิจฉัยคือกต.

ดังนั้นนายอนุรักษ์ซึ่งเป็นกต.ผู้ทรงคุณวุฒิในศาลอุทธรณ์ในขณะนั้นย่อมมีหน้าที่โดยตรงในการวินิจฉัยการเลือกกต.ผู้ทรงคุณวุฒิในขณะนั้น   แต่ปรากฏว่านายอนุรักษ์พบว่าผู้พิพากษาหลายรายโพสต์ข้อความให้มีการลง/งดเว้นการลงคะแนนเลือกบุคคลเป็นกต.ผู้ทรงคุณวุฒิให้ผู้สมัครรายหนึ่งรายใดอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและจริยธรรม นายอนุรักษ์กลับไม่ห้ามปรามและนายอนุรักษ์กลับเข้าร่วมด้วยในการหาเสียงให้นายไผทชิตและนายจำนง การกระทำที่ผิดวินัยของนายอนุรักษ์ที่มีผลต่อการแต่งตั้งโยกย้ายตามมาตรา17วรรคสี่แห่งพ.ร.บ.ระเบียบฯยังอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา172 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ”ใจความในหนังสือร้องเรียนของนายชำนาญระบุ

หนังสือร้องเรียนระบุว่า นายชำนาญยังคัดค้านอีกประการหนึ่งว่า นายอนุรักษ์จงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการนำมติกต.ครั้งที่8-9/2562 ที่เห็นชอบให้แต่งตั้งนายชำนาญเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญการพิเศษและสำนักงานศาลยุติธรรมส่งหนังสือถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งแล้วกลับมาทบทวนและกลับมติกต.เดิมเป็นไม่ให้ความเห็นชอบรวมทั้งลงมติให้นายชำนาญพ้นจากราชการโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ

หนังสือร้องเรียนของนายชำนาญ ระบุว่า    การที่กต.จะเห็นชอบและนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งบุคคลใดให้ดำรงตำแหน่งประธาน แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในศาลอุทธรณ์นั้นควรต้องไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติมิชอบด้วยกฎหมายหรือใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และตนยังแจ้งความที่สน.ชนะสงคราม ต่อนายอนุรักษ์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 รวมทั้งร้องเรียนไปที่สำนักงานปปช.กล่าวโทษนายอนุรักษ์ ฐานเป็นเจ้าพนักงานรัฐปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ   

“ย่อมเป็นการไม่เหมาะสมที่กต.จะให้ความเห็นชอบและนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายอนุรักษ์ให้ดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในศาลอุทธรณ์ ที่นายอนุรักษ์ยังมีคดีอยู่ที่สำนักงานปปช. และยังคัดค้านนายไผทชิตและนายจำนง กต.ผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมลงมติในครั้งนี้ เพราะเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในเรื่องนี้”หนังสือร้องเรียนของนายชำนาญระบุ

“วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย” ฟันธงมาตรการ ‘ล็อกดาวน์’ ใช้ไม่ได้ผล ถ้าไม่ปูพรมตรวจวัดและแยกตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/478823

“วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย” ฟันธงมาตรการ’ล็อกดาวน์’ใช้ไม่ได้ผล ถ้าไม่ปูพรมตรวจวัดและแยกตัว

14 ส.ค. 2564

ราชบัณฑิต ผอ.สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ศ.ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย “ชี้ มาตรการ’ล็อกดาวน์’ใช้ไม่ได้ผล ถ้าไม่ปูพรมตรวจวัดและแยกตัว การคาดเดาผู้ติดเชื้อรายวัน 40,000-50,000 หรือมากถึง 100,000 รายต่อวัน เป็นไปได้

ศ.ดร.วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย ราชบัณฑิต ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก

13 สิงหาคม 2564

มาตรการ”ล็อกดาวน์”ใช้ไม่ได้ผล ถ้าไม่ปูพรมตรวจวัดและแยกตัว


“การเร่งตรวจวัดเชื้ออาจทำให้ตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นและดูไม่ดีในวันนี้ แต่จะมีผลทำให้ผู้ติดเชื้อลดลงอย่างรวดเร็วและดูดีมากในอนาคต”

(1) จากการแถลงข่าวของ ศบค.“ถ้าล็อกดาวน์แบบมีประสิทธิภาพ 20 เปอร์เซ็นต์ เหมือนที่เป็นอยู่ จะมีผู้ติดเชื้อประมาณ 45,000 คน เสียชีวิตประมาณวันละ 500 คน” 

ในความเห็นผม ในสภาวะที่การติดเชื้อแผ่กระจายไปทั่วประเทศ ประสิทธิผลของการ”ล็อกดาวน์”แบบที่เป็นอยู่แทบไม่มี แม้จะล็อกต่อไปอีก 2-3 ปีก็คงจะไม่ได้ผล

(เคยตั้งข้อสังเกตไว้ตั้งแต่ตัวเลขค่อยๆขยับจาก 10,000, 12,000, 15,000, 20,000 และกำลังจะเข้าสู่ระดับ 25,000 ด้วยอัตราขยายตัว 1.2-1.3 ในคาบ 5 วัน ดังแสดงในตารางภาพ)

 "วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย" ฟันธงมาตรการ'ล็อกดาวน์'ใช้ไม่ได้ผล ถ้าไม่ปูพรมตรวจวัดและแยกตัว

(2) การล็อกดาวน์จะได้ผล ก็ต่อเมื่อมีความพยายามในการลดจำนวน”ผู้ติดเชื้อเงียบ” (ผู้ติดเชื้อที่ปะปนเงียบๆอยู่ในสังคมโดยไม่มีอาการ ที่มีเพิ่มขึ้นวันละกว่าแสนรายดังในตารางภาพ) 

วิธีการลดจำนวนผู้ติดเชื้อเงียบ คือ การปูพรมตรวจเชื้อโควิดอย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถค้นหาผู้ติดเชื้อเงียบและแยกกักกันไว้ นั่นคือ การตัดวงจรการแพร่เชื้อที่ต้นตอ 

(3) การคาดเดาว่า ผู้ติดเชื้อรายวันจะอยู่ที่ 40,000-50,000 หรือ มากถึง 100,000 รายต่อวัน ล้วนเป็นสิ่งที่พูดได้และเป็นไปได้ (ดูภาพ ) ตราบใดที่การระบาดยังอยู่ในกราฟขาขึ้น และยังไม่ถึงจุดหักเห (inflection Point) เพดานคือ เมื่อประชากรทั้งประเทศติดเชื้อหมดนั่นเอง (ดังนั้น เราจึงต้องการวัคซีนในการลดเพดานนี้)

 "วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย" ฟันธงมาตรการ'ล็อกดาวน์'ใช้ไม่ได้ผล ถ้าไม่ปูพรมตรวจวัดและแยกตัว

(4) สถานการณ์ระบาดของเชื้อโควิดในวันนี้ ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว จาก 2 ปัจจัยที่ได้เกิดแล้วเมื่อ 5-7 วันที่แล้ว (5-7 วันคือระยะเวลาที่เชื้อฟักตัว) ได้แก่ จำนวนผู้ติดเชื้อเงียบ และอัตราในการแพร่เชื้อ (R)  ดังนั้นการคำนวณพยากรณ์ผู้ติดเชื้อจึงสามารถทำได้ค่อนข้างใกล้เคียงเป็นรายสัปดาห์ต่อสัปดาห์

 "วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย" ฟันธงมาตรการ'ล็อกดาวน์'ใช้ไม่ได้ผล ถ้าไม่ปูพรมตรวจวัดและแยกตัว

(5) คำถามยอดฮิตสำหรับคนไทย คือ ตัวเลขใกล้จะถึงยอดหรือยัง วิธีสังเกตคือ การสังเกตหาจุดหักเห (Inflection Point) ของกราฟผู้ติดเชื้อสะสม ดังแสดงในภาพ กรณีของอินเดีย อินโดนิเซีย และสหราชอาณาจักร ทุกกราฟจะยืนยันว่า จุดยอดของกราฟผู้ติดเชื้อรายวันจะตรงกับจุดหักเห (Inflection Point) ในกราฟผู้ติดเชื้อสะสม

 "วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย" ฟันธงมาตรการ'ล็อกดาวน์'ใช้ไม่ได้ผล ถ้าไม่ปูพรมตรวจวัดและแยกตัว

(6) กราฟผู้ติดเชื้อสะสมและรายวันของประเทศไทย ถึงวันที่ 13 สิงหาคม ได้แสดงไว้ในภาพจะเห็นว่า กราฟชักจะมีแววว่า จะเกิดจุดหักเหในไม่ช้า (ยกเว้นแต่จะเกิดจากข้อมูลลวง) 

 "วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย" ฟันธงมาตรการ'ล็อกดาวน์'ใช้ไม่ได้ผล ถ้าไม่ปูพรมตรวจวัดและแยกตัว

(7) เป็นภาพที่น่าสนใจมาก เปรียบเทียบกราฟผู้ติดเชื้อรายวันต่อประชากร 1 ล้านคนเท่ากันระหว่างไทยกับอินโดนิเซีย  ผมจึงถือโอกาสฝากไปขอทาง ศบค.ให้ช่วยตรวจสอบว่า รัฐบาลอินโดนิเซียใช้มาตรการอะไรในการกดให้กราฟหักหัวลงได้อย่างน่าอัศจรรย์

หมายเหตุ ก่อนจบโพสต์นี้ ผมขอชื่นชม ”ชมรมแพทย์ชนบท” อีกครั้ง ในการจุดประกายมาตรการเชิงรุก “ปูพรมตรวจวัดเชื้อโควิด” โดยใช้ Antigen Test Kit (ATK) และเพียงเวลารวม 13 วัน สามารถค้นหาผู้ติดเชื้อเงียบได้ถึง 15,562 ราย เป็นการตัดวงจรการแพร่เชื้อในอนาคตได้ประมาณ 1.2 เท่า (ค่า R)

และเป็นที่น่ายินดีว่าหลังจากนั้น กลุ่ม ปตท.เช่นกันก็ได้ประกาศให้บริการ “ตรวจวัดเชื้อโควิด” เชิงรุกให้แก่ประชาชน ตามแนวทาง “ตรวจเร็ว แยกเร็ว รักษาเร็ว” โดยใช้ ATK พร้อมเตรียมเตียงในโรงพยาบาลสนามไว้รองรับด้วย 

ผมจึงถือโอกาสเชิญชวนบริษัทมหาชนอื่นๆ ได้ตามอย่างกลุ่ม ปตท. เข้ามาช่วยชาติ ช่วยประชาชน โดยการให้บริการปูพรมตรวจวัดเชื้อโควิดเชิงรุก โดยเลือกชุมชนสุ่มเสี่ยงต่างๆ เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อเงียบ และหวังว่า ฝ่ายรัฐเองจะตอบสนองในจิตอาสาของภาคเอกชนด้วยอนุโมทนาจิตครับ

“ชมรมแพทย์ชนบท” ท้า “องค์การเภสัชกรรม” เร่งจัดซื้อชุดตรวจ ATK ที่มีปัญหา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/478818

“ชมรมแพทย์ชนบท” ท้า “องค์การเภสัชกรรม” เร่งจัดซื้อชุดตรวจ ATK ที่มีปัญหา

14 ส.ค. 2564

“ชมรมแพทย์ชนบท” พร้อมตรวจสอบคุณภาพ “ชุดตรวจโควิด” ที่มีปัญหาเรื่องมาตรฐาน หาก”องค์การเภสัขกรรม” ดึงดันจะทำสัญญา จัดซื้อ มาแจกประชาชน 8.5ล้านชุด

#ชมรมแพทย์ชนบท ออกแถลงการณ์ฉบับ 2  เรียกร้องให้ อภ.-อย.-รพ.ราชวิถี-สธ.แถลงให้ชัดว่าจะรับผิดอย่างไรหากความเสียหายเกิดขึ้นจากการเดินหน้าจัดซื้อ
#ชุดตรวจโควิด ATK ที่มีข้อกังขาด้านมาตรฐาน

"ชมรมแพทย์ชนบท" ท้า "องค์การเภสัชกรรม" เร่งจัดซื้อชุดตรวจ ATK ที่มีปัญหา

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ  ชมรมแพทย์ชนบทออกแถลงการเรื่อง“ #องค์การเภสัชกรรม อย. รพ.ราชวิถี และกระทรวงสาธารณสุข ต้องรับผิดชอบในการยืนยันจัดซื้อ ATK ที่มีมาตรฐานที่เป็นที่กังขา ” มีเนื้อหาว่าตามที่องค์การเภสัชกรรม  และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ออกมาแถลง ยืนยันที่จะเดินหน้าจัดซื้อตามผลการประมูล ATK จำนวน 8.5 ล้านชิ้น โดยได้ผู้ชนะการประมูลคือบริษัทออสท์แลนด์ แคปปิตอล จำกัด ซึ่งเสนอ ATK ยี่ห้อ LEPU ซึ่งมีข้อกังขามากมายถึงคุณภาพและความแม่นยำนั้น

ชมรมแพทย์ชนบทยังขอยืนยันว่า ATK (Antigen Test Kid) คือหัวใจของการควบคุมโรค#โควิด จึงควรใช้ ATK ที่มีความแม่นยำและคุณภาพสูง ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในการให้การรักษาในทันทีโดยไม่ต้องรอทำ RT-PCR ซ้ำ ซึ่งหากรักษาได้เร็ว ก็จะสามารถลดอัตราป่วย อัตราเสียชีวิตลง

“สุดารัตน์” เรียกร้องให้รัฐบาล #ปลดล็อกวัคซีน

กลุ่มเสี่ยงตายพุ่ง ย้ำรีบเข้ารับวัคซีน “โควิด-19″ลดป่วยรุนแรง

สำหรับ ATK ยี่ห้อ LEPU ทางชมรมแพทย์ชนบทมีข้อสังเกตที่น่าห่วงกังวลให้กับสาธารณะได้รับทราบ ประกอบด้วย

1. แม้ว่า ATK LEPU จะผ่านเกณฑ์ อย.รวมทั้งผ่านการประเมินเทคโนโลยีจากรามาธิบดี ด้วยจำนวนทดสอบ 150 ตัวอย่าง แต่งานวิจัยในวารสารระดับโลกหลายชิ้นมีข้อสรุปถึงความไม่มีประสิทธิภาพของ LEPU อาทิ งานวิจัยในวารสาร Virology Journal ที่ศึกษาในปากีสถาน ในผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ LEPU 33,000 คน พบว่า LEPU มีความไวน้อยมาก พบผลลบเทียมหรือมีเชื้อเป็นบวกแต่ผลการตรวจเป็นลบไม่มีเชื้อ สูงถึง 48% แตกต่างจากข้อมูลที่ LEPU นำมาเสนอต่อ อย.ไทย ที่มีความไวถึง 90%

2. บริษัท ออสท์แลนด์ แคปปิตอล จำกัด ชนะการประมูลด้วยสินค้า LEPU ราคา 70 บาทนั้น หมือนได้ของราคาถูกแตแท้จริงประเทศไทยได้ของถูกที่ราคาแพง เพราะราคาขายส่งอยู่ที่ เกิน 35 บาท  ขณะที่ ราคา ATK มาตรฐาน WHO ที่ UNICEF ซื้อแจกจ่ายทั่วโลกราคา 160 บาท และคณะกรรมการต่อรองราคาของ สปสช.ต่อรองได้ที่ 120 บาทรวมค่าส่ง ซึ่งถือว่าได้ของคุณภาพดีราคาถูก

"ชมรมแพทย์ชนบท" ท้า "องค์การเภสัชกรรม" เร่งจัดซื้อชุดตรวจ ATK ที่มีปัญหา

แต่หาก #องค์การเภสัชกรรม อย. รพ.ราชวิถี และ กระทรวงสาธารณสุข ยังยืนยันจะจัดซื้อ LEPU ต่อไป ก็ขอให้รีบดำเนินการ อย่ารอช้า รีบลงนามจัดซื้อเพื่อให้ความผิดสำเร็จ  

"ชมรมแพทย์ชนบท" ท้า "องค์การเภสัชกรรม" เร่งจัดซื้อชุดตรวจ ATK ที่มีปัญหา

อย่างไรก็ตาม ชมรมแพทย์ชนบทมีเครือข่ายทั่วประเทศ ที่พร้อมจะได้ช่วยตรวจสอบว่า ATK ชุดนี้มี sensitivity และ specificity ตรงตามที่กล่าวอ้างมาหรือไม่  และขอให้ทั้ง 4 องค์กรแถลงให้ชัดว่าจะรับผิดอย่างไรหากมีความเสียหายเกิดขึ้น เพื่อให้สาธารณชนสามารถตามเช็คบิลในภายหลังได้ อันจะเป็นมาตรฐานธรรมาภิบาลภาครัฐใหม่ที่ควรจะเป็น อนุมัติแล้วต้องรับผิดชอบผลที่จะตามมา  อย่าแอบอยู่ข้างหลัง #พ.ร.ก.นิรโทษกรรม ที่กำลังเร่งผลักดัน กันอยู่ในขณะนี้

“สุวัจน์” อาลัยยิ่ง สิ้น “ท่านผู้หญิงบุญเรือน” ยกเป็นหญิงแกร่ง อยู่เคียงข้าง “พล.อ.ชาติชาย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/478801

“สุวัจน์” อาลัยยิ่ง สิ้น”ท่านผู้หญิงบุญเรือน”ยกเป็นหญิงแกร่ง อยู่เคียงข้าง “พล.อ.ชาติชาย”

14 ส.ค. 2564

“สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” อดีตรองนายกฯ เขียนข้อความไว้อาลัย ‘ท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ’ ถึงแก่อนิจกรรมจาก โควิด-19 ยกเป็นหญิงแกร่ง อยู่เคียงข้าง “พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ”

วันที่ 14 ส.ค.2564 จากกรณีเฟซบุ๊ก “ธิษะณา ชุณหะวัณ – แก้วตา – Tisana Choonhavan” ” บุตรสาวของนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ได้โพสต์ข้อความ กรณีท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ ภริยาของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงแก่อนิจกรรมแล้วจากการติดเชื้อโควิด-19 ในวัย 101 ปี นั้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

เศร้า “โควิด-19” พรากชีวิตท่านผู้หญิง ‘บุญเรือน ชุณหะวัณ’ อดีตสตรีหมายเลข 1

เปิดประวัติ ‘ท่านผู้หญิงบุญเรือน’ สตรีหมายเลข 1 พูดได้ 7 ภาษา ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรี

รำลึกถึงสตรีหมายเลข 1 “ท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ” ผู้เคียงข้าง พลเอกชาติชาย จนวันสุดท้าย

"สุวัจน์" อาลัยยิ่ง สิ้น"ท่านผู้หญิงบุญเรือน"ยกเป็นหญิงแกร่ง อยู่เคียงข้าง "พล.อ.ชาติชาย"

ล่าสุด นายสุวัจน์ ลิมลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ได้เขียนข้อความไว้อาลัยโดยระบุว่า ผมรู้สึกเสียใจและอาลัยยิ่ง ต่อการถึงแก่อนิจกรรมของท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ

ผมได้ทราบข่าวจากดร.ปานปรีย์ ได้โทรมาแจ้งให้ทราบเมื่อ 6 วันที่แล้วว่า ท่านผู้หญิงเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล รู้สึกเป็นห่วงท่านมาก ในวัย 101 ปี ที่ต้องมาเผชิญกับโรคร้ายในครั้งนี้

"สุวัจน์" อาลัยยิ่ง สิ้น"ท่านผู้หญิงบุญเรือน"ยกเป็นหญิงแกร่ง อยู่เคียงข้าง "พล.อ.ชาติชาย"

ได้บอกกับด็อกเตอร์ปานปรีย์ช่วยกรุณาส่งข่าวอาการของท่านผู้หญิงด้วย เพราะนึกถึงท่านพลเอกชาติชายมาก ท่านได้สั่งพวกเราไว้ให้คอยดูแลท่านผู้หญิงตลอดเวลาเมื่อท่านไม่อยู่ วันนี้ช่วงเช้า ดร. ปานปรีย์ได้โทรแจ้งว่า ท่านผู้หญิงถึงแก่อนิจกรรมแล้วเมื่อกลางคืนที่ผ่านมา

“ท่านผู้หญิงเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ที่เคารพของพวกเราทุกคน ท่านผู้หญิงจะเป็นกำลังใจให้พวกเราเสมอ ให้ความเมตตา ให้คำชี้แนะ ด้วยประสบการณ์อันสูงยิ่งของท่าน

"สุวัจน์" อาลัยยิ่ง สิ้น"ท่านผู้หญิงบุญเรือน"ยกเป็นหญิงแกร่ง อยู่เคียงข้าง "พล.อ.ชาติชาย"

ผมจำได้ถึงเหตุการณ์ต่างๆในช่วงที่ท่านพลเอกชาติชาย ทำงานทางการเมืองและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านผู้หญิงมีความแข็งแกร่ง อดทน เคียงข้างเป็นคู่ทุกข์คู่ยาก ให้กับท่านพลเอก ชาติชายเสมอ

ท่านผู้หญิงในฐานะภริยานายกรัฐมนตรี ที่มีความเก่ง มีประสบการณ์ด้านต่างประเทศ และมีความสง่างาม มีส่วนสำคัญยิ่งที่เป็นกำลังใจให้ท่านพลเอกชาติชาย ประสบความสำเร็จในการทำงานทางการเมือง ในการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ที่ทำให้บ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมากในยุคนั้น”

"สุวัจน์" อาลัยยิ่ง สิ้น"ท่านผู้หญิงบุญเรือน"ยกเป็นหญิงแกร่ง อยู่เคียงข้าง "พล.อ.ชาติชาย"
"สุวัจน์" อาลัยยิ่ง สิ้น"ท่านผู้หญิงบุญเรือน"ยกเป็นหญิงแกร่ง อยู่เคียงข้าง "พล.อ.ชาติชาย"

ผมยังจำได้วันที่ท่านพลเอกชาติชายถึงแก่อสัญกรรมที่ประเทศอังกฤษ เมื่อ 23 ปีผ่านมา ท่านผู้หญิงและพวกเรา บินไปรับท่านพลเอกชาติชายกลับสู่เมืองไทย ท่านผู้หญิงได้แสดงออกถึงความแข็งแกร่งและความรักที่มีแด่ท่านพลเอกชาติชายอย่างสูงยิ่ง

"สุวัจน์" อาลัยยิ่ง สิ้น"ท่านผู้หญิงบุญเรือน"ยกเป็นหญิงแกร่ง อยู่เคียงข้าง "พล.อ.ชาติชาย"
"สุวัจน์" อาลัยยิ่ง สิ้น"ท่านผู้หญิงบุญเรือน"ยกเป็นหญิงแกร่ง อยู่เคียงข้าง "พล.อ.ชาติชาย"

“ผมและครอบครัวและสมาชิก พรรคชาติพัฒนาทุกท่าน ขอแสดงความเสียใจอย่างสูงยิ่ง ต่อการถึงแก่อนิจกรรมของท่านผู้หญิงในครั้งนี้ ขอให้คุณงามความดีที่ท่านผู้หญิงได้มีต่อ ชาติบ้านเมือง โปรดส่งดวงวิญญาณของท่านผู้หญิงไปสู่สรวงสวรรค์ด้วยครับ.”)

“อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ “ยัน “ATK” เป่ยจิง เล่อผู่ ราคาถูกและดี เตือนแฉกลับพวก “หมออ้างชนบท” ที่ชอบข่มขู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/478815

“อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ “ยัน “ATK” เป่ยจิง เล่อผู่ ราคาถูกและดี เตือนแฉกลับพวก”หมออ้างชนบท” ที่ชอบข่มขู่

14 ส.ค. 2564

อาจารย์คณะสถิติประยุกต์ นิด้า “อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ “ยัน “ATK” เป่ยจิง เล่อผู่ ที่ชนะประมูล ราคาถูกและดี เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ เตือนมีเทป “หมออ้างชนบท” โทรข่มขู่”ล็อคสเปค”

เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ชุดตรวจ Antigen Test Kit หรือ ATK หรือ rapid test จำนวน 8.5 ล้านชิ้น ที่องค์การเภสัชกรรมไม่ยอม”ล็อคสเปค”ส่งผลให้เกิดการประมูลและมีการเสนอราคาถูกกว่าราคากลางที่กำหนดไว้ จาก 120 เหลือ 70 บาท ต่อชิ้น ว่า ชุด ATK ที่ประมูลได้และจะนำเข้าคือของ Beijing Lepu อ่านว่า เป่ยจิง เล่อผู่ (乐普) เป็นรัฐวิสาหกิจที่ผลิตยาและอุปกรณ์การแพทย์ที่ใหญ่สุดของจีน แต่ละปีขายของได้มากกว่างบประมาณแผ่นดินของไทย ผลิตสารพัดนวัตกรรมทางการแพทย์

ผศ.ดร.อานนท์ กล่าวว่า ATK ของ เป่ยจิง เล่อผู่ นั้นผ่านการตรวจคุณภาพแล้วจากองค์การอาหารและยาของประเทศไทย(อย.)โดยมีข้อมูลจากการศึกษาของคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เอามาทดสอบใช้ในโรงเรียนแพทย์ก่อน แล้วตรวจสอบความถูกต้องกับ RT-PCR อันเป็นวิธีการมาตรฐานสามารถนำมาใช้ได้

“Rapid test นั้นเป็น screening test ไม่ได้แม่นยำ 100% อย่างแน่นอน และแม้แต่ RT-PCR ก็ไม่ได้แม่นยำ 100% เช่นกัน เลยต้องมีการตรวจซ้ำร่วมกับการวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากอาการป่วยที่ปรากฎ”

อย่างไรก็ตามวิธีการตรวจสอบ(Validation)ว่า screening test คือการตรวจคัดกรองด้วย Rapid test เช่น ATK นั้นมีความแม่นยำมากน้อยแค่ไหนก็เอา RT-PCR อันถือว่าเป็น gold standard มาเป็นตัวเทียบและยืนยัน แม้ว่ามันจะไม่แม่น 100% ก็ตาม แต่การพิจารณาค่าสถิติสองค่าคือ ค่าความไว (Sensitivity) กับค่าความจำเพาะ (Specificity) ของชุดตรวจจึงเป็นสิ่งที่เราสนใจ

ผลการศึกษาในจีน ใช้การ swab โพรงจมูกพบว่าชุดตรวจ ATK ของ Lepu มีความไว 92%  ในเยอรมัน มีความไว 92% มีความจำเพาะ 99.26% ในสโลเวเนีย มีความไว 92% มีความจำเพาะ 99.2% ในเบลเยี่ยม มีความไว
92% มีความจำเพาะ 99.3%

ประเทศที่ใช้ ATK ของ เป่ยจิง เล่อผู่ ในทางปฏิบัติหรือใช้จริงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้คือ ออสเตรีย เบลเยียม เยอรมันนี สโลเวเนีย โรเมเนีย และยูเครน อย.ของประเทศไทย ออกมาชี้แจงยิบว่าใช้ได้ มีคุณภาพดี

“คณะกรรมการร่วมด้านความปลอดภัยของอาหารและสุขภาพของยุโรป (European Commission Directorate-General for Health and Food Safety) ได้ออกหนังสือความพร้อมด้านสุขภาพของยุโรป รายชื่อตัวทดสอบแอนติเจนแบบด่วนของโควิด-19 (EU health preparedness: A common list of COVID-19 rapid antigen tests and a commonstandardised set of data to be included in COVID-19 test result certificates) ได้รับรองให้ เป่ยจิง เล่อผู่ ATK มีมาตรฐานและใช้ได้ในทวีปยุโรป ตั้งแต่ 17 กุมภาพันธ์ 2021”

ผศ.ดร.อานนท์ กล่าวว่า เราอยู่ใน trade war หรือสงครามการค้า หาใช่ทุ่งลาเวนเดอร์ไม่ กระบวนการด้อยค่า “เป่ยจิง เล่อผู่ ATK” อยากซื้อของแพง เพราะมีนอก มีใน หรือมีใต้โต๊ะก็เกิดขึ้นทันที

แน่นอน สหรัฐอเมริกา ไม่อยากใช้ เป่ยจิง เล่อผู่ เพราะเป็นรัฐวิสาหกิจของพรรคคอมมิวนิสต์จีน Huawei ก็เจอแบบนี้ ถึงจะมีคุณภาพดีมากแค่ไหน แต่อเมริกาห้ามนำเข้าหรือไม่ได้ขอ FDA หรือ อย.อเมริกา เพื่อนำเข้า

แต่มีการลักลอบนำเข้า FDA ก็ต้องประจานว่า False positive, False negative มันก็เป็นเรื่องปกติ แต่จริงๆ ผลการศึกษายืนยันจากหลายประเทศในโลกแล้วพบว่ามีคุณภาพเพียงพอ

ผศ.ดร.อานนท์ กล่าวว่า ข้อเท็จจริง จีนเป็นประเทศที่ตรวจ rapid test มากที่สุดในโลก ไวที่สุดในโลก อู่ฮั่นระบาดอีกรอบ ประชากร 10 ล้านคน ตรวจ rapid test ปูพรมเสร็จใน 5วัน จีนใช้ rapid test และวินัยอันเข้มงวดแบบพรรคคอมมิวนิสต์ในการควบคุมการระบาดของโควิด-19 อย่างได้ผลมากที่สุด อย่าได้แปลกใจว่าอีกไม่นาน

กระบวนการด้อยค่า เป่ยจิง เล่อผู่ ATK จะเกิดขึ้นมากมายพอ ๆ กับเกิดกระบวนการด้อยค่า Sinovac และอยากได้วัคซีนเทพ Pfizer ของสหรัฐอเมริกา ทั้ง ๆ ที่มันก็ไม่ได้เทพ พอเจอเดลต้าประสิทธิภาพของวัคซีนเทพก็ร่วงตายสนิทลงมาเหลือ 30% ตกลงมันคือสงครามการค้า และมีกลุ่มการเมืองอ้างชนบทในประเทศไทยได้ผลประโยชน์หรือไม่ หากินกับความตายและความยากจนหรือไม่

“ATK ของ เป่ยจิง เล่อผู่ ที่ชนะประมูลจากองค์การเภสัชกรรมที่จัดซื้อให้ สปสช. ด้วยเงินของ สปสช. ได้ราคาถูกมาก 70 บาท จาก 120 บาทอันเป็นราคากลาง ผู้ที่เคยขายให้สปสช. มานมนาน ชื่อ “เสี่ยเป็ด” มีสัมพันธ์อันดีกับ สปสช. มีสัมพันธ์อันดีกับรองอธิบดีกรมหนึ่งในกระทรวงสาธารณสุข

และมีสัมพันธ์กันดีกับพวกแพทย์แอบอ้างชนบท หากินรวมกันมานานกระมัง ได้เสนอราคามา 118.9 บาท แปลว่าอะไร คนที่เคยเข้าประมูลก็คงทราบกันดี ผมยังมีคลิปเสียงลับที่พวกแพทย์อ้างชนบทพยายามให้องค์การเภสัชกรรมล็อคสเปคแต่ อภ. ไม่ยอมถึงกับ มีการโทรมาข่มขู่กันว่าจะเอา ผอ. องค์การเภสัชกรรมพ้นจากตำแหน่ง และเอาประชาชนมาอ้างว่าหากไม่ล็อคสเปคประชาชนเดือดร้อนจะกร่นด่าองค์การเภสัชกรรม

ผมก็ไม่ทราบพวกนี้ ทำไมต้องเอาประชาชนมาแอบอ้าง บังหน้า ค้าความจน ค้าความตาย ในเวลาสงครามมหาโรคระบาดอยากซื้อแพงๆ พอมีคนขายให้ถูก ๆ และมีคุณภาพไม่เอา ไม่ได้ ล็อคสเปค อย่าให้แฉนะครับ เอกสารในมือผมมีครบหมด”ผศ.ดร.อานนท์ กล่าว

ผศ.ดร.อานนท์ กล่าวว่า พวกแพทย์อ้างชนบท มาตรวจในกรุงเทพ นี่ได้ค่าตรวจ คนละ 400 บาท ตรวจไปแสนคนโกยเงินเบิกไปเท่าไหร่ จากชนบทมีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งมาทำ Home Isolation หลังรับตรวจ ATK ในกทม. ได้ไปเท่าไหร่ รับทำ home isolation ไป 17,000 ราย รายละ 14 วัน เบิกไปหัวละเป็นพันบาทต่อวัน ใช่หรือไม่ ประชาชนได้ยา ได้อาหารครบสามมื้อหรือไม่

“วันนี้จีนมีคำสั่งห้ามนำเข้าลำไยไทยทั้งหมดกระทันหันโดยไม่มีกำหนดเวลาและไม่มีการเตือนล่วงหน้า อ้างว่าลำไยไทยมีเพลี้ยแป้ง เราสูญเสียตลาดส่งออกลำไย 70% โดยไม่ทันตั้งตัว อย่าให้เรื่องเล็ก ๆ ที่เกิดจากการพยายามหากิน เมื่อไม่ได้ซื้อของแพงดังใจตัวเอง ไม่ได้ผลประโยชน์แล้วก็ออกมาตีโพยตีพายผ่านสื่อ คนพวกนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสียหาย และจะกลายเป็นเรื่องน้ำผึ้งหยดเดียวได้ครับ” ผศ.ดร.อานนท์ กล่าว

“สุดารัตน์” เรียกร้องให้รัฐบาล #ปลดล็อกวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/478787

“สุดารัตน์” เรียกร้องให้รัฐบาล #ปลดล็อกวัคซีน

14 ส.ค. 2564

“สุดารัตน์”ย้ำรัฐบาลกระจายการฉีดวัคซีนให้ปชช. ตามที่พรรคไทยสร้างไทย เรียกร้องมาตั้งแต่เดือนม.ค.รวมทั้งให้บริษัทเอกชนสั่งซื้อวัคซีนมาฉีดให้พนักงาน ตามข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบันเร็วที่สุด

วันที่ 14 สิงหาคม 2564 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยนายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่ให้กำลังใจทีมแพทย์ พยาบาล

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

‘หมอแอ้ม”แพทย์ รพ.ภูมิพล ติด”โควิด-19″ เสียชีวิต- ฉีด ‘ซิโนแวค’ ครบ 2 เข็ม

เปิดตัวเลข ครม.อนุมัติ “งบกลาง” โควิด-19 ให้ สธ.12,000 กว่าล้านบาท

พรรคไทยสร้างไทย”ประกาศฟ้อง”นายกฯ”บริหาร “โควิด-19 ” ผิดพลาด ศุกร์ 13 ส.ค.นี้

และบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ของเทศบาลนครนนทบุรี โดยมีนายสมนึก ธนเดชากุล นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่เทศบาลนครนนทบุรีให้การต้อนรับ

"สุดารัตน์" เรียกร้องให้รัฐบาล #ปลดล็อกวัคซีน

ทั้งนี้เทศบาลนครนนทบุรี เปิดให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนชิโนฟาร์ม วันละ 2,000 คน โดยนายสมนึก ธนเดชากุล นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี กล่าวว่า “ขอบคุณสถาบันจุฬาภรณ์ และสภากาชาดที่ให้โอกาสเทศบาลนครนนทบุรีได้รับวัคซีนซิโนฟาร์มจำนวน 110,000 โดส เพื่อนำมาฉีดให้พี่น้องประชาชน

“หวังว่ารัฐบาลจะปลดล็อคให้ท้องถิ่นมีโอกาสได้จัดหาวัคซีนฉีดให้พี่น้องประชาชน ตามข้อเสนอของคุณหญิงสุดารัตน์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย ที่ได้เสนอมาตั้งแต่ตอนต้นปี จะทำให้ประชาชนได้เข้าถึงการฉีดวัคซีนได้มากขึ้น เป็นการลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดลงได้ อีกทั้งเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เพื่อประเทศชาติต่อไป”นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี กล่าว

ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กล่าวว่า “ในฐานะที่ดิฉันเป็นคนแรกที่เสนอว่า ให้รัฐบาลอนุญาตให้ท้องถิ่นได้ช่วยจัดซื้อวัคซีนคุณภาพดีที่ WHO รับรอง จากเงินสะสมของท้องถิ่นเอง เพราะถ้าคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง รัฐบาลควรอนุญาตให้ท้องถิ่นทั่วประเทศ ที่มีเงินสะสมจำนวนหลายแสนล้านบาท สามารถจัดซื้อวัคซีนได้

"สุดารัตน์" เรียกร้องให้รัฐบาล #ปลดล็อกวัคซีน

“รวมทั้งการสนับสนุนให้ภาคเอกชนได้สั่งซื้อวัคซีนมาฉีดให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ของแต่ละบริษัท ตามที่ กกร. เสนอมา เพราะขณะนี้ประเทศส่วนใหญ่ในโลกเริ่มฟื้นตัว เปิดการทำธุรกิจ หลังจากระดมฉีดวัคซีน ทำให้มีการสั่งซื้อสินค้าต่างๆจากประเทศไทย” คุณหญิงสุดารัตน์  กล่าว

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวอีกว่า แต่ยังมีหลายโรงงานไม่สามารถผลิตสินค้าได้ เพราะมีการระบาดของโควิด-19 จนต้องปิดโรงงาน ทำให้เสียโอกาสในการทำรายได้เข้าประเทศ รัฐบาลจึงควรปรับนโยบายให้ท้องถิ่น และภาคเอกชน สามารถนำเข้าวัคซีนได้ ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งการจัดซื้อก็ต้องผ่านการตรวจและควบคุมจาก อย. และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตามกฎหมายอยู่แล้ว

“ในยามวิกฤตเช่นนี้ เราต้องระดมกำลังของทุกภาคส่วนมาช่วยกัน เพื่อให้ #ประชาชนรอดก่อน การที่ท้องถิ่น และภาคเอกชนมาช่วยจัดซื้อวัคซีน และช่วยในการกระจายวัคซีน ย่อมมีแต่ผลดีที่เกิดขึ้นกับประชาชน ทำให้ประชาชนได้รับวัคซีนรวดเร็วและทั่วถึง

"สุดารัตน์" เรียกร้องให้รัฐบาล #ปลดล็อกวัคซีน

“ทุกนาทีมีค่าสำหรับชีวิตคนไทย” โปรดรวมพลังทุกฝ่ายมาช่วยกันสู้วิกฤตครั้งนี้ ให้คนไทยและประเทศไทยรอดให้ได้เสียก่อน ดิฉันจึงขอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนนโยบาย เพื่อประโยชน์ของพี่น้องคนไทยทุกคน “คุณหญิงสุดารันต์ กล่าว