“เพนกวิน” เคลื่อนต่อ เดินหน้าไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติท้าให้จับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477827

“เพนกวิน” เคลื่อนต่อ เดินหน้าไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติท้าให้จับ

8 สิงหาคม 2564 – 11:19 น.

“เพนกวิน” รอตำรวจมาควบคุมตัวไม่ไหว ประกาศเดินทางไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ “ท้าให้จับ” บ่ายโมงวันนี้

การเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชน ไม่ว่าจะเป็น ราษฎรปลดแอก ม็อบสามนิ้ว ม็อบสามกีบ เยาวชนปลดแอก ภายใต้การปลุกระดมของอานนท์ นำภา  พริษฎ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน ที่ให้เคลื่อนไปหน้าพระบรมมหาราชวังเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมาโดยไม่ประสบผลสำเร็จ ขณะที่ไม่ปรากฎ แกนนำผู้ปลุกระดมออกมาร่วมด้วย มีแต่เพียงโพสต์ข้อความยั่วยุผ่านสื่อโซเซียล 

"เพนกวิน" เคลื่อนต่อ เดินหน้าไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติท้าให้จับ

ล่าสุด พริษฎ์  ชิวารักษ์ หรือ เพนกวินได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเพจส่วนตน ว่าจะเดินทางไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) พร้อมให้ควบคุมตัว 

เพนกวิน โพสต์ข้อความว่า  ตามที่ปรากฏข่าวว่าตำรวจจะดำเนินคดีกับผมจากการทำกิจกรรม save พี่ไผ่ ดาวดิน ทีมทะลุฟ้า และพี่น้องมวลชน ที่หน้า ตชด. เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น และยังได้ปรากฏต่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มาด้อม ๆ มอง ๆ ผมเรื่อย ๆ อย่างไม่ลดละนั้น

ผมตัดสินใจที่จะเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมโดยการเดินทางไปที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติในวันที่ 8 สิงหาคม เวลา 13.00 น. พร้อมกับทีมทนาย หากเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการจับกุมผมก็ให้มาจับที่นั่น ถ้าไม่จับก็จะถือว่าไม่อยากจับแล้ว จะได้มุ่งหน้ากับการต่อสู้ต่อไป

ผมขอยืนยันว่าผมไม่เคยคิดหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานใด ๆ และไม่เคยจะทำอันตรายอะไร ที่ผ่านมาม็อบจะอันตรายก็เพราะฝ่ายรัฐมาตลอด และฝ่ายรัฐก็อย่าอ้างว่าผมทำผิดซ้ำซากไม่เข็ดหลาบ ข้อกล่าวหาทั้งหลายที่ผมได้รับนั้นยังไม่มีข้อใดที่ศาลตัดสินว่าผิด และในหลักการ ผมก็ไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงแต่ใช้สิทธิเสรีภาพในฐานะประชาชนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและอนาคตที่สดใสให้กับประเทศชาติเท่านั้น

หากผมไม่ได้กลับออกมาก็ขอให้ติดตามข่าวกิจกรรมการชุมนุมทางเพจ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม – United Front of Thammasat and Demonstration และ ราษฎร

ถ้าโชคดี เราก็จะได้เจอกันวันที่ 10 แต่ถ้าโชคไม่ดีก็รอเจอกันที่ปลายทางครับ

ด้วยรักและศรัทธาต่อสถาบันประชาชน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถานีตำรวจภูธรคลองห้า

โปรดรอดูโปสเตอร์อย่างเป็นทางการต่อไปทางเพจ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม – United Front of Thammasat and Demonstration ครับ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม  หลังจากม็อบ 7 สิงหาคม ได้เกิดเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชนที่บริเวณแยกดินแดง พร้อมกับเกิดเหตุการณ์วางเพลิงรถควบคุมผู้ต้องหา  บรรดาแกนนำที่ปลุกระดมกลุ่มคนเหล่านี้ออกมา  ก็ยังโพสต์ข้อความ สนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุม 

โดยในส่วนของ เพนกวิน ได้โพสต์ข้อความไว้ว่า  แม้ว่าวันนี้ประยุทธ์จะยังไม่ออกไป แต่วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของทรราชทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นประยุทธ์ ประวิตร อนุพงษ์ อนุทิน ธรรมนัส จุรินทร์ หรือใคร ให้รู้เถิดว่าถัดจากนี้ คนรุ่นใหม่และประชาชนไม่มีอีกแล้วกับคำว่ายอม

ต่อไปนี้เราประชาชนจะต้องยืนหยัดต่อสู้อย่างต่อเนื่อง เราจะต้องสู้กันอย่างหนักหน่วง เข้มข้น ต่อเนื่อง อาจจะมีม็อบถี่ขึ้น หลายพื้นที่ขึ้น เพื่อขยายพลังประชาชนให้กว้างขวางที่สุด ถ้าโชคอยู่ข้างเรา ประยุทธ์จะออกในสัปดาห์นี้ ถ้ายังไม่ออก จุดชี้ขาดอยู่ที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจปลายเดือนนี้ ยิ่งประชาชนโหมเพลิงแห่งการเปลี่ยนแปลงได้แรงเท่าไหร่ ประยุทธ์ก็จะออกไวขึ้นเท่านั้น

หมุดหมายใหญ่ต่อไปคือคาร์ม็อบ #10สิงหาไล่ล่าทรราช ขอระดมรถทุกคันในกรุงเทพและปริมณฑลมาร่วมกันปั่นป่วนรัฐบาลนี้อย่าให้ได้อยู่สุข ไม่ได้กินอิ่มนอนหลับ และด้วยยุทธวิธีคาร์ม็อบนี้เอง เราจะสกัดไม่ให้รัฐบาลทรราชย์ใช้อำนาจและความรุนแรงได้ตามใจชอบอีกต่อไป

พิสูจน์กันครับว่าประยุทธ์และพวกจะหน้าด้านใจดำขนาดไหนก็แพ้แรงใจของประชาชน

โปรดรอดูโปสเตอร์อย่างเป็นทางการต่อไปทางเพจ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม – United Front of Thammasat and Demonstration ครับ

"เพนกวิน" เคลื่อนต่อ เดินหน้าไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติท้าให้จับ

“นายจ้าง 1.8 แสนรายตามมาตรา 33” รีบยื่นขอรับเงินเยียวยา 3,000 บาทโดยด่วน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477800

“นายจ้าง 1.8 แสนรายตามมาตรา 33” รีบยื่นขอรับเงินเยียวยา 3,000 บาทโดยด่วน

8 สิงหาคม 2564 – 03:05 น.

“สุชาติ” เตือน”นายจ้างมาตรา 33″ รีบยื่นขอรับเงินชดเชยเข้ามาในระบบ e -service เว็บไซต์ สปส.ใน13 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม มีนายจ้างกว่า 180,000 ราย 

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เห็นความยากลำบากและมีความห่วงใยพี่น้องแรงงานและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

จึงมีมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการ “ล็อกดาวน์” พื้นที่สีแดงเข้มใน 13 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา เพิ่มเติม จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และพระนครศรีอยุธยา

ครอบคลุม 9 ประเภทกิจการ  ได้แก่ กิจการก่อสร้าง กิจการที่พักแรมบริการด้านอาหาร กิจกรรมศิลปะ ความบันเทิงและนันทนาการ กิจกรรมบริการด้านอื่น ๆ สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า สาขาขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์ สาขากิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุน สาขากิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิชาการ และสาขาข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร นั้น

นายสุชาติ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการเยียวยากลุ่มนายจ้างมาตรา 33 จำนวน 3,000 บาท ต่อลูกจ้างไม่เกิน 200 คน นั้น ขณะนี้มีนายจ้างได้ทยอยยื่นขอรับเงินชดเชยเข้ามาในระบบ e -service โดยพื้นที่ใน 13 จังหวัดนั้นมีนายจ้างทั้งหมดประมาณ 180,000 ราย

 รมว.แรงงาน   กล่าวอีกว่า ตนยังได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคม(สปส.) เร่งประชาสัมพันธ์กระตุ้นเตือนไปยังนายจ้างที่ยังไม่ได้ยื่นขอรับค่าชดเชยเยียวยาสามารถยื่นความประสงค์ขอรับเงินได้ที่ ระบบ e – service ของประกันสังคม

จากนั้นปริ้นข้อมูลแบบรับการเยียวยาแล้วกรอกข้อมูลตามแบบฟอร์ม ส่งกลับมาให้ประกันสังคมโดยถ้าเป็นนายจ้างที่เป็นนิติบุคคลต้องแนบเลขบัญชีธนาคารกลับมาด้วย แต่ถ้าเป็นนายจ้างบุคคลธรรมดาให้นายจ้างผูกพร้อมเพย์กับบัตรประชาชนเพื่อประกันสังคมจะได้โอนเงินให้โดยเร็ว

“ รัฐบาล กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีความห่วงใยและเห็นความสำคัญของนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกอบการในพื้นที่สีแดงทุกจังหวัด และเข้าใจดีว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ทำให้ทุกคน ทุกกลุ่ม และหลายกิจการได้รับความเดือดร้อนตาม ๆ กัน

จึงอยากให้นายจ้างได้รีบยื่นขอรับเงินเยียวยา อย่างน้อยจะช่วยบรรเทาเพื่อลดผลกระทบในเบื้องต้น และช่วยประคองให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ ตามเจตนารมย์ของรัฐบาลที่จะฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจให้เดินได้ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”นายสุชาติ กล่าว

“แอมมี่” เดอะบอททอมบลูส์ “เผารถตำรวจเป็นสิ่งพึงกระทำ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477789

“แอมมี่” เดอะบอททอมบลูส์ ” เผารถตำรวจเป็นสิ่งพึงกระทำ”

7 สิงหาคม 2564 – 21:47 น.

“ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์” หรือ แอมมี่ ลั่นโพสต์ เผารถตำรวจเป็นสิ่งพึงกระทำ อยู่ในขอบเขตสันติวิธี

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.  นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่ เดอะบอททอมบลูส์ อายุ 32 ปี แนวร่วมกลุ่มราษฎร และผู้ต้องหาคดี 112 , ร่วมกันวางเพลิงเผาพระบรมฉายาลักษณ์ที่บริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ได้โพสต์ข้อความกล่าวถึงเหตุการณ์ม็อบเผารถตำรวจที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิว่า รถตำรวจคันเดียว เทียบไม่ได้เลยกับงบประมาณชาติทั้งหมด ที่พวกท่านสูบกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ ตำรวจเผาเอง หรือ ประชาชนเผา

"แอมมี่" เดอะบอททอมบลูส์ " เผารถตำรวจเป็นสิ่งพึงกระทำ"
"แอมมี่" เดอะบอททอมบลูส์ " เผารถตำรวจเป็นสิ่งพึงกระทำ"

สำหรับเราแค่คิดว่า มันเป็นสิ่งที่พึงกระทำและยังอยู่ในขอบเขตของสันติวิธี ไม่มีใครเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ แต่กลับกันที่เจ้าหน้าที่รัฐทั้งระดมยิงกระสุนยางทั้งยิงระเบิดแก็สน้ำตา ใส่ประชาชนมือเปล่าเราเห็นแล้วกลับรู้สึกคับแค้นใจยิ่งกว่า#ม๊อบ7สิงหา 

"แอมมี่" เดอะบอททอมบลูส์ " เผารถตำรวจเป็นสิ่งพึงกระทำ"

“อนุทิน” ยกทีมผู้บริหารสธ.ลุยเมืองปากน้ำโพมอบวัคซีนโควิดเร่งฉีดอสม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477781

“อนุทิน”ยกทีมผู้บริหารสธ.ลุยเมืองปากน้ำโพมอบวัคซีนโควิดเร่งฉีดอสม.

7 สิงหาคม 2564 – 21:23 น.

“อนุทิน” ย้ำเร่งฉีดวัคซีนอสม.ให้ครบถ้วนส.ค. นี้ แจงทั่วประเทศต้องการใช้ “ยาฟาวิพิราเวียร์” วันละ 8.5 แสนเม็ดต่อวัน ยืนยันว่ายาไม่มีขาด เตรียมนำเข้าเฉพาะเดือนกันยายน100 ล้านเม็ด

วันที่7 สิงหาคม 2564 ที่โรงพยาบาลท่าตะโก จ.นครสวรรค์นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.)  พร้อมด้วยนายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค มอบวัคซีนโควิด 19 เพื่อฉีดบุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) จ.นครสวรรค์ พร้อมตรวจเยี่ยมจุดฉีดวัคซีน

"อนุทิน"ยกทีมผู้บริหารสธ.ลุยเมืองปากน้ำโพมอบวัคซีนโควิดเร่งฉีดอสม.

รองนายกฯมอบวัคซีนโควิด19ให้ชาวปากน้ำโพ

นายอนุทินกล่าวว่า จากการกลายพันธุ์ของเชื้อสายพันธุ์เดลตา ทำให้ติดเชื้อโควิด 19 ได้รวดเร็ว มีการใช้ยาต้านไวรัสฟาวิพิราเวียร์เพิ่มมากขึ้น ขณะนี้ทั่วประเทศมีความต้องการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ วันละ 8.5 แสนเม็ดต่อวัน ยืนยันว่ายาไม่มีขาด โดยเดือนสิงหาคมนำเข้ายาฟาวิพิราเวียร์ 40 ล้านเม็ด เดือนหน้าอีก 100 ล้านเม็ด 

อย่างไรก็ตามต้องช่วยกันลดการติดเชื้อ โดยเคร่งครัดมาตรการควบคุมโรคและฉีดวัคซีน ซึ่งรัฐบาลจัดหามาฉีดให้ประชาชนในปีนี้ได้ครบตามเป้าหมาย โดยตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไปจะมีปริมาณวัคซีนส่งไปในแต่ละจังหวัดมากขึ้น

นายอนุทินกล่าวต่อว่า วันนี้ได้นำวัคซีนบูสเตอร์มาฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า และนำวัคซีนมาฉีดให้กับ อสม.โดยจะเร่งฉีดให้ครบถ้วนภายในเดือนนี้ เนื่องจาก อสม.ถือว่าเป็นบุคลากรด่านหน้า ทำงานมีความเสี่ยงจากการติดตามและดูแลผู้เดินทางมากลับเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งมีโอกาสติดเชื้อสูงได้เช่นกัน

“ขอให้ อสม.มีความมั่นใจ การฉีดวัคซีนสลับซิโนแวคตามด้วยแอสตร้าเซนเนก้าห่างกัน 3 สัปดาห์ ช่วยให้ภูมิคุ้มกันสูงขึ้นมากในเวลารวดเร็วและมีความปลอดภัย ขอให้ช่วยชักชวนประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงมาฉีดวัคซีนเพื่อลดโอกาสติดเชื้ออาการรุนแรงและเสียชีวิต ซึ่งหากไม่สามารถเดินทางมาได้ก็ขอให้ประสานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้พื้นที่จัดบริการเชิงรุกเข้าไปฉีดในชุมชน”นายอนุทินกล่าว

สำหรับ จ.นครสวรรค์ มีผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่ระลอกเมษายน 2564 ถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2564 จำนวน 4,746 ราย อยู่ระหว่างรักษา 2,493 ราย รักษาหายแล้ว 2,187 ราย เสียชีวิต 66 ราย

"อนุทิน"ยกทีมผู้บริหารสธ.ลุยเมืองปากน้ำโพมอบวัคซีนโควิดเร่งฉีดอสม.

ขณะนี้มีโรงพยาบาลสนาม 7 แห่งกำลังสร้างแห่งที่ 8 จะทำให้มีเตียงรองรับรวม 1,200 เตียง โรงพยาบาลจังหวัดและโรงพยาบาลชุมชนรวมมี 500 กว่าเตียงและศูนย์พักคอยมีอีกพันกว่าเตียง เตียงจะเพียงพอหากควบคุมผู้ติดเชื้อรายใหม่ไม่ถึงวันละ 200 ราย

“นายกฯ” ขอบคุณทุกฝ่าย- เจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการดูแล “การชุมนุม” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477784

“นายกฯ” ขอบคุณทุกฝ่าย- เจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการดูแล”การชุมนุม”

7 สิงหาคม 2564 – 21:20 น.

“นายกรัฐมนตรี” ขอบคุณทุกฝ่าย- เจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการดูแล”การชุมนุม”ระงับเหตุตามสถานการณ์และความจำเป็น ยึดหลักสากล 

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ดูแลการชุมนุม ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการเข้าระงับเหตุและควบคุมฝูงชนยึดหลักสากล ปฏิบัติการตามสถานการณ์และความจำเป็นเท่านั้น

พร้อมทั้งขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือ หลีกเลี่ยง ไม่เข้าร่วมหรือไปยังพื้นที่ชุมนุม นายกรัฐมนตรียังรู้สึกเสียใจที่การชุมนุมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน สร้างความเดือดร้อนและสร้างผลกระทบให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่และผู้ที่เดินทางทั่วไปด้วย

นายอนุชา ฯ กล่าวว่า​ นายกรัฐมนตรียังได้ย้ำว่า การชุมนุมที่มีการใช้ความรุนแรงนั้น  ถือเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย ทั้งพ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

รวมทั้งยังได้มีประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เรื่องการห้ามชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019(โควิด-19) ฉบับที่ 9 ที่ห้ามชุมนุม ซึ่งมีความผิดจำคุก 2 ปี ปรับ 40,000 บาท

“จึงอยากให้กลุ่มผู้ชุมนุม และผู้ที่ต้องการแสดงออกทางการเมืองเสนอความคิดเห็นหรือข้อร้องเรียนมายังรัฐบาลด้วยแนวทางอย่างสุจริต หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงและใช้ช่องทางตามกฎหมายที่มีอยู่”

“สุทิน” ขานรับ “โทนี” ล้มเผด็จการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477776

“สุทิน”ขานรับ” โทนี” ล้มเผด็จการ

7 สิงหาคม 2564 – 20:35 น.

รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย”สุทิน คลังแสง”ขานรับ”โทนี วู้ดซัม ทักษิณ ชินวัตร” ล้มเผด็จการ ไม่ขอทนปล่อยบริหารประเทศผิด ติดเป็นนิสัย


เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคามและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  ประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือ Tony Woodsome หรือโทนี วู้ดซัม  กล่าวถึงภาพความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ว่าอย่าเพิ่งกัดกัน แต่ต้องกอดคอกันล้มเผด็จการ ทางพรรคเพื่อไทยจะรับคำแนะนำไปดำเนินการต่ออย่างไรบ้างว่า ก็ยังไม่ได้หารือกัน

แต่คิดว่าก็มีความชัดเจนในตัวอยู่แล้ว ทุกคนได้ฟังก็คงจะต้องเก็บมาคิด อันไหนคือยุทธศาสตร์หลักและอันไหนคือยุทธศาสตร์รองในการทำงานการเมือง เรื่องไหนคือเป้าหมายใหญ่ที่เราจะต้องช่วยกันและเดินหน้าไปให้ถึง และเรื่องไหนคือเป้าหมายรอง

ดังนั้น เราทุกคนต้องตระหนักรู้ การยึดเป้าหมายหลัก ส่วนเป้าหมายรองหรือรายละเอียดบางเรื่องที่เห็นไม่ตรงกัน ทุกคนก็คิดได้ เหมือนกับเล็ก ๆ ไม่ใหญ่ ๆ ทำ คิดว่าทุกคนคงเข้าใจชัดเจนกัน ส่วนพรรคก้าวไกลเราก็คงจะได้คุยกัน ซึ่งอีกฝ่ายก็คงคิดได้เหมือนกัน ตนคิดว่าเวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นและเดินหน้าทำงานใหญ่กันต่อโดยเฉพาะเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่กำลังจะมาถึง ที่ทุกคนคงจะร่วมมือกัน

นายสุทิน กล่าวว่า เป้าหมายหลักของพรรคร่วมฝ่ายค้านคือการสู้กับอำนาจเผด็จการทุกรูปแบบ ทั้งรัฐธรรมนูญที่เผด็จการเขียนขึ้น นโยบายของรัฐบาลที่เป็นเผด็จการ กฎหมายที่เป็นเผด็จการทั้งหลาย

ล่าสุดคือ การปล่อยให้ประชาชนต่อสู้กับโรคระบาดโควิด-19 ต้องควักเงินตัวเองซื้อวัคซีนถือว่า พล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศโดยขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน แทนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะมีความละอายและแก้ไขปัญหานี้ไม่ให้เกิดขึ้น กลับออกข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อปิดปากผู้คนไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์ต่อเรื่องดังกล่าว

“เมื่อศาลวินิจฉัยว่ารัฐบาลทำผิด และนายกฯกระทำขัดต่อกฎหมาย ผมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นการบริหารประเทศโดยละเมิดกฎหมายจนเป็นนิสัย ดังนั้น ผมในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานของพรรคและในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ก็จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับ พล.อ.ประยุทธ์ เบื้องต้นคิดว่าจะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งอาจจะต้องหารือกับฝ่ายกฎหมายเพื่อยื่นถอดถอนนายกฯ ซึ่งเรื่องนี้อาจจะต้องให้เวลา พล.อ.ประยุทธ์แสดงความรับผิดชอบต่อความผิดที่เกิดขึ้นก่อน” นายสุทินกล่าว

“แกนนำ” หายไปไหน บทสรุปแห่งความเสียหายย่อยยับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477772

“แกนนำ”หายไปไหน บทสรุปแห่งความเสียหายย่อยยับ

7 สิงหาคม 2564 – 20:20 น.

การรวมตัวเคลื่อนไหว ไม่ปรากฎภาพ อานนท์ นำภา ที่เคยขึ้นเวทีปราศรัยปลุกเร้าให้สมาชิกมาร่วม”ม็อบ 7 สิงหา” บุกพระบรมมหาราชวัง

การปลุกเร้าชุมนุมของอานนท์  นำภา ภายใต้หัวขบวนหลากหลายชื่อ กลุ่มราษฎรปลดแอก กลุ่มสามนิ้ว  กลุ่มสามกีบ กลุ่มเยาวชนปลดแอก หรืออะไรต่อมิอะไรก็ตามแต่ที่ปรากฎอยู่บนหน้าสื่อโซเชียล

โดยเฉพาะกับการประกาศผ่านทางสื่อโซเชียล ต้องการให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนพลไปยังพระบรมมหาราชวัง ไม่ประสบความสำเร็จ โดยไม่สามารถผ่านแนวสกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามจุดต่างๆ

"แกนนำ"หายไปไหน บทสรุปแห่งความเสียหายย่อยยับ

จึงต้องยุติลงเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. โดยมีการขึ้นป้ายประชาสัมพันธ์ผ่านโลกโซเชียลทุกช่องทางให้ยุติการชุมนุมและรอการนัดหมายใหม่

อย่างไรก็ตาม  การรวมตัวเคลื่อนไหว นับตั้งแต่ช่วงบ่ายสี่โมงเย็นเป็นต้นมา  ไม่ปรากฎภาพ อานนท์ นำภา ที่เคยขึ้นเวทีปราศรัยหน้าหอศิลป์ กทม. ปลุกเร้าให้สมาชิกมาร่วมม็อบ 7 สิงหา  เช่นเดียวกับ แกนนำคนสำคัญรายอื่นๆ ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา

"แกนนำ"หายไปไหน บทสรุปแห่งความเสียหายย่อยยับ

อย่าลืมว่า แกนนำเหล่านี้ ล้วนตกเป็นผู้ต้องหาในคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง โดยศาลเมตตาให้ปล่อยตัวชั่วคราวภายใต้เงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมือง โดยเฉพาะการก้าวล่วงดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง

ทว่า กลับปรากฎการโพสต์ข้อความ ของ พริษฎ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน  ระหว่างเหตุการณ์ชุมนุม ด้วยการโพสต์ทวิต  เปิดเผยเบอร์โทรศัพท์ ผบ.ตร.ให้กับสมาชิกของพวกเขาได้รับทราบ 

"แกนนำ"หายไปไหน บทสรุปแห่งความเสียหายย่อยยับ

หรือแม้แต่ บรรดาแกนนำคณะก้าวหน้า  ไม่ว่าเป็น ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  ช่อ พรรณิการ์ วาณิช  ปิยบุตร แสงกนกกุล  ซึ่งทราบกันดีสนับสนุนแนวทางของกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งอ้างเสมอเป็นสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย ก็ไม่ปรากฎตัว มีเพียงการทวิตข้อความรัวๆ ด้วยการยืนยันม็อบมาชุมนุมอย่างสันติ ถึงกับออกแถลงการณ์ กลุ่มผู้ชุมนุมมีการตระเตรียมอุปกรณ์เคลื่อนไหวด้วยความคิดสร้างสรรค์       

แน่นอน การเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมครั้งนี้  จึงไม่มีแกนนำ ทำให้เกิดภาพอย่างที่ปรากฎ ทั้งการทุบทำลายป้อมตำรวจ ทั้งการรื้อกล้องวงจรปิด

โดยเฉพาะพื้นที่สี่แยกดินแดง ที่มีการปะทะกับเจ้าหน้าที่กระทั่งเกิดเหตุวางเพลิงรถควบคุมผู้ต้องหา

"แกนนำ"หายไปไหน บทสรุปแห่งความเสียหายย่อยยับ
"แกนนำ"หายไปไหน บทสรุปแห่งความเสียหายย่อยยับ
"แกนนำ"หายไปไหน บทสรุปแห่งความเสียหายย่อยยับ
"แกนนำ"หายไปไหน บทสรุปแห่งความเสียหายย่อยยับ

นี่คือบทสรุปของกิจกรรมทางการเมืองที่นำมาซึ่งความวุ่นวายโกลาหล สร้างความเสียหาย สร้างความคุ้นชินสายตาประชาชนทุกวันหยุดสุดสัปดาห์  

ท่ามกลางคำถาม  เมื่อไหร่บ้านเมืองจะกลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อย  

“อนุทิน” คิกออฟหนุน “เกษตรกร” ปลูก “ฟ้าทะลายโจร” ป้อนสาธารณสุข #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477760

“อนุทิน” คิกออฟหนุน”เกษตรกร”ปลูก”ฟ้าทะลายโจร”ป้อนสาธารณสุข

7 สิงหาคม 2564 – 19:21 น.

“อนุทิน”ลงแปลงปลูก”ฟ้าทะลายโจร”สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด อุทัยฯ เตรียมผลักดันสหกรณ์เป็นแหล่งปลูกสมุนไพรป้อนกระทรวงสาธารณสุข ด้านกรมวิชาการเกษตรเตรียมพร้อมจัดหาต้นกล้า”ฟ้าทะลายโจร” 8 แสนต้น กระจายให้สหกรณ์เป้าหมายใน 10 จังหวัดที่เข้าร่วมโครงการ

“อนุทิน”ลงแปลงปลูกฟ้าทะลายโจรสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด จังหวัดอุทัยธานี เตรียมผลักดันสหกรณ์เป็นแหล่งปลูกสมุนไพรป้อนกระทรวงสาธารณสุข หลังกระแสความต้องการฟ้าทะลายโจรมีแนวโน้มสูงขึ้น

ขณะที่กรมวิชาการเกษตรเตรียมพร้อมจัดหาต้นกล้าฟ้าทะลายโจร 8 แสนต้น กระจายให้สหกรณ์เป้าหมายใน 10 จังหวัดที่เข้าร่วมโครงการพร้อมเปิดให้ประชาชนที่สนใจแจ้งความประสงค์ขอรับพันธุ์ฟ้าทะลายโจรได้ฟรีทางเว็บไซต์ www.doa.go.th

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดตัวโครงการส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพร (ฟ้าทะลายโจร) สู้ภัยโควิด-19 ณ  แปลงปลูกฟ้าทะลายโจร ของสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ตำบลระบำ  อำเภอลานสัก  จังหวัดอุทัยธานี พร้อมเผยว่า

ต้องการสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกฟ้าทะลายโจรเพิ่มมากขึ้นเพื่อป้อนเป็นวัตถุดิบให้กับกระทรวงสาธารณสุขที่มีความต้องการวัตถุดิบจำนวนมาก

"อนุทิน" คิกออฟหนุน"เกษตรกร"ปลูก"ฟ้าทะลายโจร"ป้อนสาธารณสุข

แต่ขณะนี้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงได้ประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านทางนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ผลักดันสหกรณ์การเกษตร ในพื้นที่ต่าง ๆ เข้าร่วมโครงการส่งเสริมปลูกฟ้าทะลายโจร เพื่อนำไปผลิตยาสมุนไพร เป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด–19 โดยให้จับมือกันระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์กับกรมการแพทย์แผนไทยในการดำเนินโครงการนี้ร่วมกัน  

"อนุทิน" คิกออฟหนุน"เกษตรกร"ปลูก"ฟ้าทะลายโจร"ป้อนสาธารณสุข

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดรับสหกรณ์ที่สนใจร่วมโครงการส่งเสริมปลูกสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ขณะนี้มีสหกรณ์ใน 8 จังหวัดแจ้งความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยวางแผนพื้นที่ปลูกฟ้าทะลายโจรเกือบ 100 ไร่ ซึ่งจังหวัดอุทัยธานี เป็นจังหวัดนำร่อง พื้นที่รวม 10 ไร่

"อนุทิน" คิกออฟหนุน"เกษตรกร"ปลูก"ฟ้าทะลายโจร"ป้อนสาธารณสุข

และวันนี้ได้จัดกิจกรรมเปิดตัวครั้งแรกที่สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด อำเภอลานสัก จำนวน 4 ไร่ ส่วนในระยะต่อไป จะมีการขยายพื้นที่ปลูกฟ้าทะลายโจรในสถาบันเกษตรกร เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1,000 ไร่ ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในทุกภูมิภาค ซึ่งมีสถาบันเกษตรกรแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการแล้ว 52 สหกรณ์ใน 11 จังหวัด

"อนุทิน" คิกออฟหนุน"เกษตรกร"ปลูก"ฟ้าทะลายโจร"ป้อนสาธารณสุข

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่าสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการปลูกฟ้าทะลายโจร จะกระจายอยู่ทุกภาค ซึ่งหลังจากได้สหกรณ์ที่เข้าโครงการแล้ว กรมฯจะชี้แจงแนวทางการปฏิบัติ และเน้นย้ำให้สหกรณ์ผลิตพืชสมุนไพรปลอดสารเคมี

"อนุทิน" คิกออฟหนุน"เกษตรกร"ปลูก"ฟ้าทะลายโจร"ป้อนสาธารณสุข

อย่างไรก็ตามกรณีสหกรณ์ที่เข้าโครงการต้องการเงินทุนเพื่อส่งเสริมอาชีพการปลูกฟ้าทะลายโจรให้กับสมาชิก กรมจะจัดเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 เพื่อใช้ในการตั้งต้นเข้าโครงการ ซึ่งกรมคาดหวังว่าโครงการนี้จะเป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมให้กับสมาชิกสหกรณ์ได้ดี เนื่องจากเป็นสมุนไพรคุณภาพ

และคาดหวังว่าหากสหกรณ์สามารถผลิตได้คุณภาพ อนาคตหลายสหกรณ์จะเป็นแหล่งผลิตสมุนไพรปลอดสารได้อีกจำนวนมาก และจะสามารถเป็นทั้งแหล่งผลิตและแหล่งท่องเที่ยว ส่งผลต่อรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ด้าน นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรพร้อมจะสนับสนุนต้นกล้าพันธุ์ฟ้าทะลายโจรให้กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการนี้ทั้งหมด

ซึ่งขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้เตรียมพันธุ์ ฟ้าทะลายโจรไว้ 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์พิจิตร 4-4 และพิษณุโลก 5-4 จำนวน 800,000 ต้น และจะมอบให้จังหวัดอุทัยธานี นำไปปลูกเป็นจังหวัดแรก จำนวน 24,000 ต้น และที่เหลือจะกระจายไปยังสหกรณ์เป้าหมายอีก 9 จังหวัดเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับสมาชิก

คาดว่าจะลงมือปลูกได้ช่วงปลายสิงหาคมนี้ครบทั้ง 10 สหกรณ์ใช้เวลาปลูกประมาณ 3 เดือนจะได้ผลผลิตฟ้าทะลายโจรแบบแห้ง เฉลี่ย 700 กก./ต่อไร่ คาดว่าผลผลิตรวมทั้งหมดที่สหกรณ์ผลิตได้ในปีนี้ ประมาณ 56,000 – 70,000 กก.

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรยังได้เตรียมทำแปลงขยายเมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจร สำหรับแจกจ่ายให้กับประชาชนที่สนใจเพื่อส่งเสริมการขยายพื้นที่เพาะปลูกฟ้าทะลายโจรเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2565 กรมฯมีแผนที่จะเพาะเมล็ดพันธุ์อีกประมาณ 400 กิโลกรัมพร้อมสำหรับแจกจ่ายให้ผู้ที่ต้องการปลูกฟ้าทะลายโจร ซึ่งเมล็ดพันธุ์ 400 กิโลกรัมนี้ สามารถนำไปปลูกได้ในพื้นที่ 27,000 ไร่

สำหรับเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่ต้องการขอรับการสนับสนุนพันธุ์ฟ้าทะลายโจร กรมวิชาการเกษตรได้เตรียมต้นพันธุ์ฟ้าทะลายโจรไว้ 100,000 ต้น โดยในวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันที่เปิดตัวโครงการส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพร(ฟ้าทะลายโจร)สู้ภัยโควิด-19 ทางกรมวิชาการเกษตรได้เปิดสั่งจองต้นพันธุ์ฟ้าทะลายโจร คนละ 5 ต้น

โดยเปิดให้จองผ่านทางเว็บไซต์www.doa.go.thตั้งแต่วันที่ 7 – 31 สิงหาคม 2564 นี้และจะแจกจ่ายต้นพันธุ์ฟ้าทะลายโจรให้ผู้ที่สั่งจองได้ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2564 เป็นต้นไปและได้กำหนดจุดรับต้นพันธุ์กระจายไปตามจังหวัดต่าง ๆ พร้อมนี้ยังได้จัดทำคู่มือการปลูกฟ้าทะลายโจร เพื่อให้ทุกคนสามารถดาวน์โหลดผ่านทางเว็บไซต์ www.doa.go.th  ด้วยเช่นกัน  

“กรรมการ ป.ป.ช.” ชุดใหญ่จ่อถกบัญชีทรัพย์สินฯ. ‘ประยุทธ์ -วิษณุ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477748

“กรรมการ ป.ป.ช.”ชุดใหญ่จ่อถกบัญชีทรัพย์สินฯ.’ประยุทธ์ -วิษณุ’

7 สิงหาคม 2564 – 17:49 น.

“กรรมการ ป.ป.ช.”ชุดใหญ่จ่อถกบัญชีทรัพย์สินฯ”‘ประยุทธ์ -วิษณุ” หลังคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารฯ วินิจัยให้ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินฯของบุคคลทั้งสอง เพื่อความโปร่งใส

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ในฐานะโฆษกป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหาราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย เห็นสมควรให้ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ไม่ยอมเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินดังกล่าว

คาดว่า พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช.จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุม ป.ป.ช.ว่าจะต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของพล.อ.ประยุทธ์ และนายวิษณุหรือไม่ โดยต้องพิจารณาข้อกฎหมายที่คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ฯ ขอให้ป.ป.ช.เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินนั้น

เพราะว่า ถ้าป.ป.ช.เปิดเผยโดยไม่มีข้อกฎหมายใดรองรับ พล.อ.ประยุทธ์และนายวิษณุอาจฟ้อง ป.ป.ช.ว่ากระทำผิดมาตรา157 ว่าไม่มีอำนาจเปิดเผยแต่กลับนำไปเปิดเผย 

นายนิวัติไชย กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารเคยมีคำสั่งให้ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลข่าวสารเช่นกัน  บางกรณีป.ป.ช.เปิดเผยให้แต่บางกรณีก็ไม่เปิดเผยเพราะต้องดูว่าเป็นข้อมูลเปิดเผยได้หรือไม่

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาทั้งหมด 17 รายการ หนึ่งในนั้นคือเรื่อง “บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน” ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฝ่ายบริหารระดับสูง 2 คน กล่าวคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ คณะกรรมการวินิจฉัยฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะยื่นไว้เป็นหลักฐานก็ตาม

แต่จุดมุ่งหมายสำคัญที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดินตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ

ตลอดจนเป็นการป้องกันปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบและการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม

ข้อมูลข่าวสารดังกล่าว จึงเป็นข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ช. มีหน้าที่โดยตรงในการเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบตามมาตรา 243 (3) ประกอบมาตรา 59 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

ประกอบกับประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน พ.ศ.2561 ข้อ 7 กำหนดว่า ภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลาการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หากมีการร้องขอเป็นหนังสือเพื่อขอตรวจดูบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินให้สำนักงาน ป.ป.ช.ที่ครอบครองดูแลเอกสารดังกล่าวจัดให้ผู้ร้องขอเข้าตรวจดูสำเนาบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้แต่มิให้คัดถ่ายสำเนาเอกสาร

ดังนั้น ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวเปิดเผยโดยให้ผู้อุทธรณ์เข้าตรวจดูได้ตามคำร้องขอ

“โทนี” ซัดเห็นแต่ความล้าหลัง “บริหาร ปท.” เหมือนไม่ได้บริหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477733

“โทนี”ซัดเห็นแต่ความล้าหลัง “บริหาร ปท.” เหมือนไม่ได้บริหาร

7 สิงหาคม 2564 – 17:08 น.

“โทนี วู้ดซัม” มองประเทศเห็นแต่ความล้าหลัง ซัด “บริหาร ปท”.เหมือนไม่ได้บริหาร

 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯหรือโทนี วู้ดซัม กล่าวตอนหนึ่งในรายการ CARE TAlK x CARE ClubHouse ตอน “ขันโตกความคิด รวมมิตรไอเดีย คำผกาถาม อ้ายโทนีตอบ” ว่าเห็นความล้าหลังของประเทศอย่างชัดเจนเพราะการบริหารประเทศเหมือนระบบราชการเช้าชามเย็นชามไม่ทันสถานการณ์ของโลกเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ เรื่องของเทคโนโลยีจนเด็กมองไม่เห็นอนาคต มองแล้วผมเศร้าใจ

“การมีรัฐบาลไม่ใช่เพื่อเซ็นแฟ้ม เป็นประธานที่ประชุม มันต้องใช้ความคิด มีวิสัยทัศน์มองไปข้างหน้า มียุทธศาสตร์เพื่อประเทศ มิเช่นนั้นต่อไปลูกหลานจะลำบาก”

เวลานี้บริหารประเทศเหมือนไม่ใช่ประเทศ มันไม่ได้บริหารปล่อยผ่าน ๆ ไปวัน ๆ หนึ่ง ไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนทั้ง ๆ ที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤตขนาดนี้ วันนี้วิกฤตทุกอย่าง วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตโรคระบาด วิกฤตสาธารณสุข ชีวิตคนทุกครอบครัวลำบากหมด สูญเสียทุกอย่าง รถ บ้าน กิจการ อนาคต เหลือเพียงอย่างเดียวอย่าสูญเสียชีวิต  

“ผู้นำได้ยินหรือไม่ เพราะมัวฟังแต่นายดีครับท่าน เสาร์ -อาทิตย์ ไม่ทำงานกัน วิกฤตอย่างนี้ไม่มีเสาร์-อาทิตย์ “

เวลามีวิกฤต ไม่มีเสาร์-อาทิตย์ ไม่ต้องพัก เพราะเหตุการณ์วิ่งไวกว่าที่เราทำงาน เราต้องทำงานหนักกว่า บ้านมืองเราตอนนี้บริหารเหมือน เสาร์ อาทิตย์  ฉีดวัคซีนได้วันละ 200,000- 300,000  คน แต่เสาร์-อาทิตย์ เหลือวันละ 90,000 คน เชื้อโรคหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือ..ผมงง  บริหารประเทศเหมือนไม่ใช่ประเทศ

จะว่าโง่ ก็ไม่ใช่ เพราะว่าคนที่สอบเข้าเตรียมทหารได้ไอคิวดีทุกคน แต่ว่า พล.อ. ประยุทธ์ รับราชการทหารมานานโลกจึงแคบ โลกมันอยู่ในค่ายทหาร พอมาเจอโลกใหญ่เป็นนายกรัฐมนตรี จึงยาก เพราะว่าชีวิตทั้งชีวิตไม่ได้เปิดโลกทัศน์เลย เพราะมาเปิดโลกทัศน์เป็นนายกฯ เป็นมา 7 ปี  มันไม่ง่าย ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเขาเป็นคนฉลาด

พล.อ.ประยุทธ์ มีอำนาจ บารมีมาก เนื่องจากมาจากหัวหน้าคณะปฏิวัติ  นักการเมืองกลัวทหาร ไม่กล้า สั่งมาก็ทำงานรูทีนไป รูทีนไปเรื่อย ๆ นี่คือจุดอ่อนของเขา สังคมไทยเกรงกลัวผู้นำเป็นหลัก ไม่ได้มีความเป็น “ลีดเดอร์ชิพ” ของแต่ละคนเอง รอผู้นำก่อน มันไม่ได้ เสียเวลา 

โลกปัจจุบันไม่ได้มีการรายงานจากล่างไปสู่บน โลกยุคใหม่มันรายงานหลายสายเพราะโลกปัจจุบันมันเชื่อมโยงกับทุกอย่าง ไม่มี ที่เป็นแท่ง ๆ แบบสมัยเก่ามันหมดแล้ว มันเป็นโลกของเครือข่ายต้องรายงานไขว้ไปมา ต้องถกปัญหาด้วยกัน ตัดสินใจร่วมกัน ไม่ใช่คนเดียวสั่ง ไม่เหมือนสั่งในค่ายทหาร พล.อ. ประยุทธ์ ใช้วิธีนี้กับ ครม. จึงไม่มีประสิทธิภาพ ยังไม่เห็นกระทรวงไหนโดดเด่นสักกระทรวงเลย  

วันนี้ผลงานรัฐบาลไม่ออกเพราะต่างคนต่างหาเงิน เนื่องจากเห็นว่ารอบหน้า พล.อ.ประยุทธ์ คงไปไม่รอดแล้ว ตอนนี้จึงเงียบกันหมด ต่างคน ต่างหาเงินตุนไว้ใช้ตอนเลือกตั้ง  ตอนนี้ประเทศย้อนหลังไปเหมือนตอนพรรคสามัคคีธรรมที่ตั้งขึ้นมาเป็นพรรคทหารหรือแย่กว่า

วันนี้แข่งกันระหว่างประเทศทรุดโทรมลง กับ”ประยุทธ์”ออกไป ถ้า”ประยุทธ์”เหนียว ประเทศก็โทรมหนักกว่านี้ ชาวบ้านยิ่งลำบากกว่านี้แต่ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เหนียว ก็อยู่ที่ว่าใครจะมาซ่อมแซมเพื่อที่จะฟื้นขึ้นมาได้