อินเดียส่งเรือบรรทุกเครื่องบินต่อเองลำแรกโชว์แสนยานุภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660001

วันที่ 07 ส.ค. 2564 เวลา 17:02 น.

อินเดียส่งเรือบรรทุกเครื่องบินต่อเองลำแรกโชว์แสนยานุภาพอินเดียนำเรือบรรทุกเครื่องบินที่ต่อเองในประเทศลำแรกแล่นทดสอบในทะเล

สำนักข่าว AFP รายงานว่า อินเดียโชว์แสนยานุภาพของกองทัพเรือเพื่อสู้กับการขยายอิทธิพลของจีนด้วยการนำเรือบรรทุกเครื่องบินไอเอ็นเอส วิกรันต์ (INS Vikrant) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ต่อเองในประเทศลำแรกทดสอบการเดินเรือนอกชายฝั่งของรัฐเกรละเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (4 ส.ค.)

เรือบรรทุกเครื่องบิน INS Vikrant เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 2 ที่เข้าประจำการในกองทัพอินเดียต่อจากเรือบรรทุกเครื่องบินไอเอ็นเอส วิกรมอาทิตยา (INS Vikramaditya) หรือเรือรบแอดมิรัลกอร์ชอฟที่ต่อขึ้นในยุคโซเวียตที่อินเดียซื้อมาเมื่อปี 2004

กองทัพเรืออินเดียเผยว่า ขณะนี้อินเดียสามารถเข้าร่วมกลุ่มกับประเทศที่สามารถออกแบบและต่อเรือบรรทุกเครื่องบินเอง ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์นโยบาย “ผลิตในอินเดีย” ที่รัฐบาลอินเดียส่งเสริม

กองทัพเรืออินเดียยังระบุอีกว่า อินเดียกำลังต่อเรือรบและเรือดำน้ำเองอีก 44 ลำ

ปีนี้อินเดียเข้าร่วมซ้อมรบทางทะเลกับฝรั่งเศส และล่าสุดเพิ่งร่วมซ้อมรบกับกองเรือรบของอังกฤษซึ่งนำโดยเรือบรรทุกเครื่องบินควีนอลิซาเบธในอ่าวเบงกองเมื่อเดือนที่แล้ว

สัปดาห์นี้สำนักข่าว Al Jazeera รายงานโดยอ้างภาพถ่ายทางดาวเทียม ข้อมูลด้านการเงิน และหลักฐานภาคพื้นดินว่า อินเดียอาจกำลังก่อสร้างฐานทัพเรือบนหมู่เกาะมอริเชียส

Photo by – / INDIAN NAVY / AFP

CDC เตือนไม่ฉีดวัคซีนเสี่ยงติดโควิดซ้ำ 2 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659994

วันที่ 07 ส.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

CDC เตือนไม่ฉีดวัคซีนเสี่ยงติดโควิดซ้ำ 2 เท่าคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีโอกาสป่วย Covid-19 ซ้ำมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่ฉีดแล้ว

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เผยผลการศึกษาว่า คนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีความเสี่ยงที่จะติด Covid-19 ซ้ำเพิ่มเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว

ผลการวิจัยดังกล่าวเป็นการสนับสนุนคำแนะนำของ CDC ที่ให้ผู้ที่มีสิทธิ์ทุกคนเข้ารับวัคซีนไม่ว่าจะเคยหรือไม่เคยติด Covid-19 มาก่อนก็ตาม

ก่อนหน้านี้นักการเมืองสหรัฐหลายคน รวมทั้งวุฒิสมาชิก แรนด์ พอล บอกว่าจะไม่ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 เนื่องจากเข้าใจว่าหากติดเชื้อแล้วจะมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติเกิดขึ้น

การวิจัยของ CDC อ้างอิงจากการติดตามชาวเคนทักกีวัยผู้ใหญ่ 246 คนที่กลับมาติด Covid-19 อีกครั้งในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. ที่ผ่านมาหลังจากเคยติดเชื้อเมื่อปีที่แล้ว เปรียบเทียบกับอาสาสมัครกลุ่มควบคุม 492 คนที่มีอายุ เพศ และช่วงเวลาการติดเชื้อครั้งแรกใกล้เคียงกันกับกลุ่มแรก

พบว่าคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีโอกาสกลับมาติดเชื้อซ้ำ 2.34 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่ฉีดวัคซีนของ Pfizer Moderna หรือ Johnson & Johnson ครบโดสแล้ว

อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้ระบุว่าผู้เชี่ยวชาญยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับระยะเวลาที่ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่เกิดจากการติด Covid-19 จะคงอยู่ในร่างกาย และภูมิคุ้มกันนี้อาจได้รับผลกระทบจากการระบาดของสายพันธุ์ใหม่ๆ เช่น ผลการทดลองในห้องปฏิบัติการหลายชิ้นที่พบว่า ตัวอย่างเลือดจากคนที่เคยติด Covid-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมจากอู่ฮั่นมีปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เบตาที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ลดลง

ทั้งนี้ หนึ่งในข้อจำกัดของงานวิจัยชิ้นนี้คือ เป็นการวิจัยก่อนที่เชื้อสายพันธุ์เดลตาจะเป็นเชื้อสายพันธุ์หลักที่ระบาดในสหรัฐ

Spencer Platt/Getty Images/AFP

แอฟริกาใต้พบวัคซีน J&J ป้องกันเดลตาได้ 71% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659985

วันที่ 07 ส.ค. 2564 เวลา 12:30 น.

แอฟริกาใต้พบวัคซีน J&J ป้องกันเดลตาได้ 71%การทดลองในแอฟริกาใต้พบวัคซีนของ J&J ป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้ 71%

กระทรวงสาธารณสุขแอฟริกาใต้เผยผลการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนของ Johnson&Johnson ต่อสายพันธุ์เดลตาเบื้องต้น โดยพบว่า มีประสิทธิภาพป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาล 71% และป้องกันการเสียชีวิตได้ 96% และอาจคงประสิทธิภาพไปได้ถึง 8 เดือน

แต่มีประสิทธิภาพต่อสายพันธุ์เบตาที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ลดลงคือ ปกป้องได้ 67% เนื่องจากสายพันธุ์นี้หลบภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าสายพันธุ์เดลตา

การทดลองนี้ทำในบุคลากรสาธารณสุขแอฟริกาใต้ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะติด Covid-19 สูงเกือบ 480,000 คน ระหว่างเดือน ก.พ.-พ.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนต่อสายพันธุ์เดลตาจากการใช้งานจริงครั้งแรกของโลก

เกลนดา เกรย์ หนึ่งในทีมวิจัยและประธานสภาวิจัยทางการแพทย์แห่งแอฟริกาใต้ (SAMRC) เผยว่า “ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องฉีดเข็มกระตุ้น (booster shot)”

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

สื่อนอกตีข่าวนักท่องเที่ยวสวิสถูกฆาตกรรมที่ภูเก็ต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659982

วันที่ 07 ส.ค. 2564 เวลา 11:14 น.

สื่อนอกตีข่าวนักท่องเที่ยวสวิสถูกฆาตกรรมที่ภูเก็ตข่าวการเสียชีวิตของนักท่องเที่ยวชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่ถูกฆาตกรรมที่ภูเก็ตกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก

สำนักข่าวต่างประเทศเจ้าใหญ่พากันนำเสนอข่าวการเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรมของ นิโคล ซาเวน ไวส์คอพฟ์ นักท่องเที่ยวชาวสวิตเซอร์แลนด์วัย 57 ปี ที่จังหวัดภูเก็ต

สำนักข่าว BBC ของอังกฤษรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ของไทยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนสอบสวนเพื่อหาตัวและจับกุมตัวคนร้าย รวมทั้งสั่งยกระดับความปลอดภัยในภูเก็ตหลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญขึ้นหลังจากประเทศไทยเพิ่งเปิดตัวโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์

Swissinfo รายงานว่า แอนเดรีย โคทัส แทมมาธิน กงสุลกิตติมศักดิ์ของสวิตเซอร์แลนด์ประจำภูเก็ต แสดงความตกใจและเอ่ยถึง “วันที่น่าเศร้า” ของภูเก็ตว่า “ปกติภูเก็ตขึ้นชื่อเรื่องความเป็นมิตรและความเอื้อเฟื้อ” สื่อรายนี้ยังระบุอีกว่า สื่อของสวิตเซอร์แลนด์บางแห่งรรายงานว่าผู้เสียชีวิตเป็นเจ้าหน้าที่การทูตของสวิตเซอร์แลนด์ แต่เจ้าหน้าที่ของไทยไม่ได้ระบุถึงหน้าที่การงานของเธอ

Deutsche Welle ของเยอรมนีรายงานว่า ทางการไทยกำลังสอบสวนการเสียชีวิตของหญิงชาวสวิสวัย 57 ปีที่ถูกพบร่างใกล้กับน้ำตกแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ตซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยบอกว่าเป็นการฆาตกรรม ทว่าภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเผยว่าต้องรอผลการชันสูตรก่อนจึงจะทราบสาเหตุการเสียชีวิต

Dailymail เผย เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของไทยยืนยันว่า นักท่องเที่ยวหญิงชาวสวิสผู้นี้ได้เดินทางจากสิงคโปร์ มาถึงสนามบินจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ภายใต้โครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ที่รัฐบาลไทยพยายามหาทางฟื้นฟูการท่องเที่ยวในประเทศซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของ Covid-19

Washington Post พาดหัวข่าวว่า “เจ้าหน้าที่ไทยยกระดับความปลอดภัยหลังหญิงชาวสวิสเสียชีวิต” ส่วนเนื้อข่าวส่วนหนึ่งระบุว่า กระทรวงต่างประเทศของสวิตเซอร์แลนด์ได้แจ้งทางอีเมลว่าทางสถานทูตได้รับทราบการเสียชีวิตของหญิงซึ่งถูกอ้างว่าเป็นชาวสวิส ในจังหวัดภูเก็ตแล้ว และขณะนี้ยังไม่มีการระบุชื่อผู้เสียชีวิตอย่างแน่ชัด โดยทางสถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทยได้ประสานติดต่อกับเจ้าหน้าที่ทางการไทยแล้ว แต่ขณะนี้ขอปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นใดๆ เพิ่มเติม ด้วยเหตุผลในเรื่องความเป็นส่วนตัว

จีน ซินเจียง กับตอลิบาน มันเกี่ยวกันยังไง? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659759

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 20:13 น.

จีน ซินเจียง กับตอลิบาน มันเกี่ยวกันยังไง?ความขัดแย้งที่พรมแดนตะวันตกระหว่างเอเชียตะวันออกและเอเชียกลางกำลังเข้าสู่โฉมหน้าใหม่ทางประวัติศาสตร์

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมคณะผู้แทนตอลิบานระดับสูงสุดเยือนจีน โดยคณะผู้แทนซึ่งรวมถึง มุลลอฮ์ อับดุล ฆอนี บาราดาร์ (Mullah Abdul Ghani Baradar) เข้าพบรัฐมนตรีต่างประเทศหวางอี้ เป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามากเพราะเกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐและพันธมิตรถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถาน และยังเกิดขึ้นในขณะที่กองกำลังตอลิบานในอัฟกานิสถานรุกคืบยึดพื้นที่แบบยุทธการ “ป่าล้อมเมือง” เพื่อยึดพื้นที่ชายขอบก่อนจะเขมือบเมืองใหญ่เรื่อยๆ

สาระสำคัญของการหารือระหว่างแกนนำตอลิบานและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนได้รับการเปิดเผยโดยโฆษกของตอลิบานคือโมฮัมหมัด นาอีม ที่บอกกับสำนักข่าว AFP ว่า“เอมิเรตอิสลาม (การปกครองของตอลิบาน) รับรองจีนว่าดินของอัฟกานิสถานจะไม่ถูกนำมาใช้เพื่อสั่นคลอนความมั่นคงของประเทศใดๆ” และ “พวกเขา (จีน) สัญญาว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของอัฟกานิสถาน แต่ช่วยแก้ปัญหาและนำสันติสุขมาแทน”

ว่ากันตามสภาพภูมิศาสตร์ พรมแดนของอัฟกานิสถานกับจีนมีความยาวเพียง 76 กิโลเมตร ตรงฉนวนวาคาน (Wakhan Corridor) จังหวัดบาดักชาน มีลักษณเหมือนเป็นหลอดยาวๆ ที่เชื่อมต่อเขตปกครองตนเองซินเจียงกับเข้าแผ่นดินส่วนใหญ่ของอัฟกานิสถาน “ช่องแคบ” นี้ยังมีความสูงมาก มีเส้นทางขรุขระปราศจากถนน

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ที่พรมแดน แต่อยู่ที่การใช้ดินแดนอัฟกานิสถานเป็นที่กบดานของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนซินเจียง อันที่จริงแล้วขบวนการนี้ไม่ได้เคลื่อนไหวแค่ในอัฟกานิสถาน แต่ยังใช้พื้นที่ใกล้เคียงคือตอนเหนือของปากีสถาน และทาจิกิสถานด้วย เพราะฉนวนวาคานมีพรมแดนติดกับทั้ง 3 ประเทศ (เรียกว่า Tripoint)

จุดนี้เป็นจุดหมิ่นเหม่ของจีนจุดหนึ่ง แม้จะเป็นพรมแดนช่วงเดียวที่ติดกับอัฟกานิสถาน แต่จีนระมัดระวังตัวมากกับพื้นที่นี้โดยไม่ยอมเปิดด่านเอาเลย รัฐบาลอัฟกานิสถานได้ขอให้จีนเปิดพรมแดนที่ฉนวนวาคาน หลายครั้งด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือเป็นเส้นทางการจัดหาทางเลือกสำหรับการต่อสู้กับกลุ่มกบฏตอลิบาน แต่จีนไม่ยอมทำตามคำขอคาดว่าเพราะกังวลกับความไม่สงบในซินเจียง แม้แต่สหรัฐที่ปักหลักในอัฟกานิสถานก็ยังขอให้จีนเปิดพรมแดนจุดนี้

อันที่จริงแล้วจีนอาจจะระแวดระวังเกินไป เพราะฉนวนวาคานห่างไกลจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมในอัฟกานิสถาน เรียกได้ว่าเป็น “เมืองลับแล” ก็ว่าได้ แต่อาจเพราะจีนต้องป้องกันเอาไว้ก่อนจึงต้องระวังตัวขนาดนี้ เนื่องจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนซินเจียงนั้นมีสายสัมพันธ์กับตอลิบาน-อัลกออิดะฮ์มาก่อน

และแล้วความขัดแย้งก็เดินทางมาถึงฉนวนวาคาน เมื่อมีรายงานว่ากองกำลังตอลิบานยึดพื้นที่ฉนวนวาคานเอาไว้ได้ โดยในวันที่ 4 กรกฎาคมได้ยึดเมืองอิชคาชิม ประตูหน้าด่านของฉนวนวาคานเอาไว้ ขณะที่ทหารกองทัพอัฟกานิสถานหนีข้ามพรมแดนของไปในทาจิกิสถาน

ในเวลานั้นนักวิเคราะห์มองว่าการยึดฉนวนวาคานเป็นการแสดงท่าทีให้จีนมั่นใจว่าพื้นที่นี้จะมีผู้ควบคุมเป็นตัวเป็นตนสักที หลังจากเป็นเมืองลับแลมานานและเสี่ยงที่จะเป็นที่กบดานของฝ่ายต่อต้านจีน

หลังจากนั้นเพียง 20 กว่าวันก็มีข่าวว่าแกนนำตอลิบานบินไปปักกิ่งและให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ยอมให้อัฟกานิสถานถูกใช้เป็นพื้นที่สั่นคลอนความมั่นคงของประเทศใดๆ – ซึ่งในที่นี้หมายถึงจีนอยางแน่นอน

มันเป็นการเดินเกมที่หลักแหลมของตอลิบาน เพราะก่อนหน้านี้ตอลิบานก็ได้ขอตกลงกับรัฐบาลสหรัฐในการประชุมที่โดฮาเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ทางกลุ่มถูกมองว่ามีความชอบธรรมขึ้นมากมาในเวทีต่างประเทศ และการหารือกับจีนยิ่งทำให้ตอลิบานได้รับ “ตราประทับ” จากทั้งสหรัฐและจีน อย่างน้อยถ้าผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศนี้ไม่ถูกคุกคาม มหาอำนาจจะปล่อยให้อัฟกานิสถานสะสางเรื่องราวกันเอง

ตอลิบานได้สิ่งที่ต้องการแล้ว แล้วจีนได้สิ่งที่ต้องการหรือเปล่า?

กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในซินเจียงซึ่งมีอยู่หลายกลุ่มเป็นหนามยอกอกจีนมาหลายสิบปี เมื่อกลุ่มตอลิบานยึดกุมอัฟกานิสถานได้พร้อมๆ กับสนับสนุนอัลกออิดะห์ให้เคลื่อนไหวในประเทศ ตอนแรกมันไม่ใช่ปัญหาของสหรัฐสักเท่าไร จนกระทั่งเกิดเหตุวินาศกรรม 9/11 นั่นแหละ สหรัฐจึงเห็นว่าคนเหล่านี้ต้องถูกกำจัด

ตัดกลับมาที่จีน ก่อนที่จะเกิดสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ตอลิบานและอัลกออิดะห์ให้การสนับสนุน “องค์การปลดปล่อยเตอร์กิสถานตะวันออก” หรือ ETLO ซึ่งเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดนซินเจียง (หรือที่พวกเขาเรียกว่าเตอร์กิสถานตะวันออก) จะขอยกกรณีนี้เป็นตัวอย่าง

ETLO ก่อเหตุวินาศกรรมร้ายแรงหลายครั้งตั้งแต่ปี 1998 จนถึงปี 2003 เช่น ก่อวินาศกรรมด้วยยาพิษที่เมืองคัชการ์ในซินเจียง และก่อวินาศกรรมข้ามในเขตทาจิกิสถานหลายครั้งในปี 200 รวมถึงการสังหารนักการทูตชาวจีนที่นั่น กลุ่มนี้ได้รับเงินสนับสนุนหลายทาง เช่น การค้ายาเสพติดและปล้นชิง รวมถึงเงินสนับสนุนจากอัลกออิดะห์ โดยที่ทางการจีนเผยว่า ETLO ได้รับการฝึกที่อัฟกานิสถานโดยมีตอลิบานให้การสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม ในปี 2003 (หลังจากสหรัฐประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้ายและทำการรุกเข้าอัฟกานิสถานแล้ว) หัวหน้ากลุ่ม ETLO ปฏิเสธกับ Radio Free Asia ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอัลกออิดะห์หรือโอซามา บิน ลาเดน และทางกลุ่มไม่มีเป้าหมายที่จะแยกดินแดนด้วยการใช้การก่อการร้าย และนับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมากลุ่มนี้แทบไม่เคลื่อนไหวเลย จนอาจจะไม่มีตัวตนอยู่แล้ว

อีกกลุ่มหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับตอลิบานและอัลกออิดะห์คือ “ขบวนการอิสลามเตอร์กิสถานตะวันออก” หรือ ETIM เป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่เคลื่อนไหวด้วยวิธีการรุนแรงและมีอายุเก่าแก่กว่า ETLO ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับตอลิบาน เห็นได้จากการที่ในปี 1998 ทางกลุ่มได้ย้ายสำนักงานใหญ่ของ ETIM ไปที่กรุงคาบูลภายใต้การปกครองของตอลิบาน รัฐบาลจีนอ้างว่าผู้นำกลุ่มนี้ได้พบกับผู้นำของอัลกออิดะห์และกลุ่มตอลิบานรวมถึง โอซามา บิน ลาเดนในอัฟกานิสถานเมื่อปี 1999 เพื่อประสานงาน แต่หัวหน้ากลุ่ม ETIM ปฏิเสธเรื่องนี้

ETIM ยังสร้างปัญหาในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับปากีสถานด้วย อย่างที่บอกว่าพวกแบ่งแยกดินแดนใช้โอกาสเคลื่อนไหวนอกจีนเพื่อโจมตีจีนโดยกบดานตามภาคเหนือของปากีสถานที่มีกลุ่มตอลิบานในปากีสถานเคลื่อนไหวอยู่ และในอัฟกานิสถานที่ตอลิบานเป็นรัฐบาลในเวลานั้น

กับอัฟกานิสถานนั้นจีนทำอะไรไม่ได้มาก แต่ปากีสถานที่เป็นพันธมิตรจีน จีนได้ร้องขอให้ทางการปากีสถานดำเนินการกับกลุ่มติดอาวุธตอลิบานสาขาปากีสถาน เพราะกล่าวกันว่า ETIM เป็นพันธมิตรกับกลุ่มตาลีบันของปากีสถาน (Tehreek i Taliban Pakistan) เรื่องนี้สร้างความลำบากใจให้ปากีสถานมาก เพราะรู้ๆ กันว่ารัฐบาลปากีสถานไม่ได้มีอำนาจเต็มที่ในการควบคุมพื้นที่ชนเผ่าต่างๆ 

ที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่านอกจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอุยกูร์จะโจมตีจีนโดยตรงแล้ว ยังเป็น “ระเบิดเวลา” ได้ด้วยซึ่งหากใครช่วงใช้ได้ จะสามารถนำมาใช้บ่อนทำลายจีนด้วยวิธีการต่างๆ นานาได้ด้วย

ตอนนี้ ETIM และ ETLO กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนสหรัฐไปแล้วโดยเป็นส่วนหนึ่งในภาพกว้างของ “สงครามเย็นใหม่” ที่มีซินเจียงเป็นหนึ่งในสมรภูมินั้น

สหรัฐนั้นเคยขึ้นทะเบียนกลุ่ม ETIM เป็นกลุ่มก่อการร้ายมาตั้งแต่ปี 2002 แต่นับตั้งแต่สหรัฐกับจีนเผชิญหน้ากันมากขึ้นในสมัยรัฐบาลทรัมป์ ทั้งกรณีสงครามการค้าและการที่สหรัฐกับชาติตะวันตกโจมตีจีนเรื่องวิธีการปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์ สหรัฐเริ่มที่จะ “ใช้งาน” กลุ่มพวกนี้เล่นงานจีนทางอ้อม

เราจะเห็นได้ว่าในปี 2020 สหรัฐที่เคยตราหน้ากลุ่มโน้นกลุ่มนี้ว่าเป็นพวกก่อการร้าย จู่ๆ ก็ปลดชื่อ ETIM จากบัญชีกลุ่มก่อการร้าย โดยให้เหตุผลว่า “ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่า ETIM ยังคงมีอยู่” (เหตุผลคล้ายกับที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ETLO ไม่มีตัวตนอยู่แล้วเช่นกันหลังจากหายหน้าไปตั้งแต่ปี 2005)

แต่การถอนชื่อ ETIM ออกจากรายชื่อผู้ก่อการร้าย ทำให้จีนกล่าวหาสหรัฐว่าใช้สองมาตรฐาน Global Times สื่อของทางการจีนโจมตีว่า

“เมื่อวอชิงตันกำหนดให้ ETIM เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างประเทศในปี 2002 สหรัฐยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากการโจมตี 9/11 อันน่าหวาดผวา ในขณะนั้น สหรัฐ ถือว่าการก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามสูงสุด และกระตือรือร้นที่จะร่วมมือกับจีนในแง่ของการต่อต้านการก่อการร้าย อย่างไรก็ตาม ด้วยการผงาดอย่างรวดเร็วของจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐได้ตราหน้าว่าจีนเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์หลัก และปราบปรามจีนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชนชั้นสูงทางการเมืองของสหรัฐหลายคนโต้แย้งว่าความสามารถทางเทคโนโลยีและการทหารที่เติบโตอย่างรวดเร็วของจีนทำให้จีนเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐที่ใหญ่กว่าการก่อการร้าย”

จีนยังไม่ถึงกับกล่าวว่าสหรัฐใช้การถอนชื่อ ETIM เป็นเครื่องมือเล่นงาน เพียงแต่เตือนว่า “การเคลื่อนไหวที่หุนหันพลันแล่นโดยรัฐบาลของทรัมป์ที่มีต่อ ETIM ย่อมบั่นทอนความพยายามร่วมกันของประชาคมระหว่างประเทศในการต่อสู้กับการก่อการร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย”

จีนเองก็ถูกวิจารณ์ว่าใช้สงครามการก่อการร้ายบังหน้าเพื่อกวาดล้างอุยกูร์เช่นกัน ข้อกล่าวหานี้มาจากองค์การ “ในร่มธงชาติตะวันตก” เช่น Amnesty International ระบุไว้ในปี 2007 ว่า “รัฐบาลจีนใช้คำว่า “การแบ่งแยกดินแดน” ครอบคลุมถึงกิจกรรมที่หลากหลายซึ่งส่วนใหญ่เป็นแค่การต่อต้านหรือแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยอย่างสันติ ในช่วงสามปีที่ผ่านมามีรายงานว่ามีผู้ถูกกักขังหลายหมื่นคนในภูมิภาคเพื่อนำมาสอบสวน และหลายร้อย อาจเป็นหลายพัน ถูกตั้งข้อหาหรือถูกพิพากษาภายใต้กฎหมายอาญา เชื่อว่าชาวอุยกูร์จำนวนมากถูกตัดสินประหารชีวิตและถูกประหารชีวิตในข้อหา “แบ่งแยกดินแดน” หรือ “ผู้ก่อการร้าย” แม้ว่าจำนวนที่แน่นอนจะเป็นไปไม่ได้ที่จะระบุชัด”

Amnesty International พยายามจะบอกเป็นนัยๆ ว่า จีนใช้ข้อหาก่อการร้ายและแบ่งแยกดินแดนเพื่อเป็นข้ออ้างในการ “กดขี่ชาวอุยกูร์” แต่การะบุเช่นนี้ละเลยข้อเท็จจริงที่ว่ามีการวินาศกรรมโดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนจากซินเจียงหลายครั้งในจีนหลายครั้งนั้นมีคนตายเป็นจำนวนมากด้วย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการกล่าวหาจีนแบบนี้ ในปี 2004 รายงานใน China Rights Forum อ้างว่านับตั้งแต่วัเหตุวินาศกรรม 9/11 จีนฉวยโอกาสในโลกกำลังหมกมุ่นกับสงครามต่อต้านการก่อการร้ายเพื่อสร้างพันธมิตรระดับนานาชาติเพื่อต่อต้านขบวนการแบ่งแยกดินแดนอุยกูร์

ข้อกล่าวหานี้ก็เหมือนกับข้อกล่าวหาของ Amnesty International คือละเลยความรุนแรงจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในซินเจียง และกระทั่งละเลยว่ากลุ่มแบ่งแยกดินแดนเหล่านี้ร่วมมือกับตอลิบาน กลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอยางรุนแรงจากชาติตะวันตกนั่นเอง

คงจะพอเห็นความซับซ้อนของเรื่องนี้กันแล้วกระมัง? แต่ถ้ายังไม่ซ้อนพอ ยังมีบางกลุ่ม (โดยเฉพาะชาวอุยกูร์) ที่เชื่อว่าสหรัฐกับจีนสมประโยชน์กันโดยใช้ตอลิบาน-อัลกออิดะห์-อุยกูร์ เป็นข้ออ้างในการผนึกกำลังกันกวาดล้างกลุ่มเหล่านี้ โดยที่จีนพยายามโหนกระแสสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐเพื่อฉวยโอกาส “ปราบซินเจียง” ขณะที่สหรัฐก็ทำเป็นเมินการปราบซินเจียงของจีนโดยขึ้นทะเบียนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนซินเจียงเป็นกลุ่มก่อการร้ายตามความปรารถนาของจีน

นักวิชาการตะวันตกบางคนไปไกลถึงขนาดชี้ว่าข้อมูลเรื่อง ETIM ส่วนใหญ่เมื่อสาวไปแล้วย้อนกลับไปที่ข้อมูลจากทางการจีน (พยายามจะบอกว่าจีนปั้นเรื่องขึ้นมาเพื่อหาข้ออ้างปราบอุยกูร์) บางคนพยายามชี้ให้เห็นว่าจีนอุปโลกน์กลุ่มแบ่งแยกดินแดนพวกนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นข้ออ้างปราบอุยกูร์ด้วยซ้ำ

แน่นอนว่า มีนักวิชาการต่างประเทศอีกกลุ่มคัดค้านทฤษฎีนี้เช่นกันโดยยกหลักฐานการปรากฏตัวของกลุ่มเหล่านี้ในซีเรียรวมถึงการถูกเอ่ยถึงโดยแกนนำอัลกออิดะห์

แต่สิ่งที่เราเห็นในเวลานี้คือ สหรัฐหมดผลประโยชน์ในอัฟกานิสถานแล้วและถอนกำลังทหารออกไป ปล่อยให้ตอลิบานกับรัฐบาลอัฟกานิสถานเคลียร์กันเอง ส่วนจีนทำการ “ปราบซินเจียง” อย่างอยู่หมัดแล้วและยังดีลกับตอลิบานได้ ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกที่พรมแดนตะวันตก สิ่งที่จีนกับ “รัฐบาลตอลิบาน” ต้องกังวลก็คือ สหรัฐจะไม่รามือแค่นี้ เพราะเราจะเห็นว่าสหรัฐเลิกระรานตอลิบาน แต่มาระรานจีนเรื่องซินเจียงอย่างหนัก

แต่ในขณะที่สหรัฐถอนทหารจากอัฟกานินสถานแท้ๆ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกลับบอก (ในวันที่ตอลิบานบินไปปักกิ่ง) ว่า “อัฟกานิสถาน (ภายใต้ตอลิบาน) ที่ไม่เคารพสิทธิของประชาชน อัฟกานิสถานที่กระทำความทารุณต่อประชาชนของตนเองจะกลายเป็นรัฐนอกรีต (Pariah state)”

สหรัฐที่ดีลกับตอลิบานได้ พอเห็นตอลิบานดีลกับจีนสำเร็จก็หมายหัวให้เป็น Pariah state เสียอย่างนั้น!

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Li Ran / XINHUA / AFP

ไทยรั้งท้ายอันดับโลกดัชนีฟื้นตัวจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659948

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 18:15 น.

ไทยรั้งท้ายอันดับโลกดัชนีฟื้นตัวจากโควิดอันดับการฟื้นตัวจาก Covid-19 ของประเทศอาเซียนร่วงไปตามๆ กันหลังเจอเดลตา โดยไทยรั้งท้ายตารางของโลก

สำนักข่าว Nikkei Asia เผยแพร่การจัดอันดับดัชนีการฟื้นตัวจาก Covid-19 (Nikkei COVID-19 Recovery Index) จากข้อมูลที่ประมวลจนถึงวันที่  31 ก.ค. จากกว่า 120 ประเทศ โดยดูจากการจัดการการแพร่ระบาด การฉีดวัคซีน และความคล่องตัวในการเดินทาง

พบว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 120 อันดับสุดท้ายของตารางเท่ากับเวียดนาม ด้วยคะแนนรวม 22 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100

Nikkei Asia ระบุว่า การจัดอันดับครั้งนี้หลายประเทศในอาเซียนถูกจัดอันดับอยู่ใน 1 ใน 8 อันดับท้ายตาราง โดยมาเลเซียและอินโดนีเซียได้ 30 คะแนนเท่ากัน อยู่ในอันดับที่ 114

ส่วนฟิลิปปินส์ได้ 35 คะแนนในอันดับที่ 106 ลาวได้ 35.5 คะแนนในอันดับที่ 103 กัมพูชาได้ 45 คะแนน อยู่อันดับที่ 82 และสิงคโปร์ได้คะแนนมากที่สุดในอาเซียนคือ 66 คะแนน ในอันดับที่ 7

นอกจากนี้ หลายประเทศในอาเซียนยังบังคับใช้มาตรการจำกัดการเดินทางซึ่งส่งผลต่อคะแนนในด้านความคล่องตัวของการเดินทาง อาทิ เวียดนามที่ขยายเวลาการจำกัดการเดินทางในเมืองและจังหวัดทางใต้ 19 แห่งออกไปอีก 2 สัปดาห์ อินโดนีเซียขยายล็อกดาวน์ในเกาะชวาและบาหลี เช่นเดียวกับไทยเพิ่มพื้นที่ที่จำกัดการเดินทาง ปิดห้างสรรพสินค้า และเคอร์ฟิวเป็น 29 จังหวัด จากเดิม 13 จังหวัด

ขณะที่จีนอยู่อันดับ 1 ของตารางด้วยคะแนน 74 คะแนน แม้ว่าจะเกิดการระบาดระลอกใหม่จากสายพันธุ์เดลตาซึ่งเริ่มต้นจากสนามบินหนานจิงลู่โข่วจนกระจายไปแล้วกว่า 17 จังหวัด

Photo by Handout / ROYAL THAI GOVERNMENT / AFP

เตือนพายุโซนร้อนถล่มโตเกียววันปิดโอลิมปิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659945

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 18:00 น.

เตือนพายุโซนร้อนถล่มโตเกียววันปิดโอลิมปิกกรมอุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนระวังพายุโซนร้อนจ่อถล่มวันพิธีปิดโตเกียวโอลิมปิก

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 6 ส.ค. กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นประกาศเตือนประชาชนระวังพายุโซนร้อนมิรินาเอะที่กำลังจะพัดเข้ากรุงโตเกียวตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. ไปจนถึงวันที่ 8 ส.ค. ซึ่งตรงกับกำหนดการจัดพิธีปิดโอลิมปิก ขณะที่ยังไม่มีประกาศเปลี่ยนแปลงกำหนดการใดๆ

นอกจากนี้กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนอาจเกิดลมแรง คลื่นสูง ดินถล่ม และน้ำท่วมตามแนวชายฝั่งภาคตะวันออกของประเทศเมื่อพายุโซนร้อนมิรินาเอะพัดผ่านกรุงโตเกียว

โดยในวันที่ 8 ส.ค. ช่วงเช้ามีกำหนดการแข่งขันวิ่งมาราธอนชายในเมืองซัปโปโรทางตอนเหนือ และการแข่งขันจักรยานในเมืองชิซูโอกะทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงโตเกียว นอกจากนี้จะมีพิธีมอบเหรียญรางวัลในหลายรายการ เช่น โปโลน้ำ และยิมนาสติก ส่วนช่วงเย็นจะเป็นพิธีปิดการแข่งขันโตกียวโอลิมปิก

มาสะ ทาคายะ โฆษกคณะกรรมการจัดงานโตเกียว 2020 เผยว่ากำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจะแจ้งให้ประชาชนทราบอย่างตรงไปตรงมา

รายงานล่าสุดระบุว่าพายุมิรินาเอะอยู่ห่างจากเกาะมินามิไดโตไปทางเหนือประมาณ 100 กิโลเมตร โดยเกาะดังกล่าวอยู่ใกล้กับหมู่เกาะโอกินาว่าทางตอนใต้ของญี่ปุ่น

ซึ่งขณะนี้พายุกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกด้วยความเร็วลมถึง 108 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยังมีพายุโซนร้อนอีกลูกหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวอยู่ในช่องแคบไต้หวันมุ่งหน้าสู่ญี่ปุ่น

ทั้งนี้ พายุไต้ฝุ่นของญี่ปุ่นจะเริ่มในช่วงเดือนพ.ค. ถึงเดือนต.ค. และถึงจุดพีคในช่วงเดือนส.ค. ถึงเดือนก.ย. โดยในปี 2019 พายุไต้ฝุ่นฮากิบิสพัดเข้าถล่มญี่ปุ่นขณะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันรักบี้เวิลด์คัพซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 100 คน

Photo by Andrew Medichini / POOL / AFP

เกาหลีใต้เตรียมเยียวยาพยาบาลเป็นอัมพาตหลังฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659944

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 17:40 น.

เกาหลีใต้เตรียมเยียวยาพยาบาลเป็นอัมพาตหลังฉีดวัคซีนทางการเกาหลีใต้อนุมัติจ่ายชดเชยผู้ช่วยพยาบาลเป็นอัมพาตหลังฉีด AstraZeneca

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทางการเกาหลีใต้เตรียมจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ช่วยพยาบาลหญิงรายหนึ่งที่เป็นอัมพาตหลังจากฉีดวัคซีนของ AstraZeneca

สำนักงานเงินทดแทนและสวัสดิการแห่งชาติเกาหลีเผยว่า ผู้ช่วยพยาบาลรายนี้ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นเริ่มมีอาการเห็นภาพซ้อนและเป็นอัมพาต โดยต่อมาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นสมองและไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน

สำนักงานเงินทดแทนและสวัสดิการแห่งชาติเกาหลีเผยอีกว่า พยาบาลหญิงรายนี้ไม่มีโรคประจำตัว และ “ดูเหมือนว่าจะมี ความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุที่สมเหตุสมผลระหว่างผลข้างเคียงกับการฉีดวัคซีน”

ส่วน ชเวซึงโฮ เจ้าหน้าที่ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้ (KDCA) เผยว่า KDCA ลงความเห็นว่าด้วยหลักฐานที่มีอยู่ยังไม่สามารถพิสูจน์หาความเชื่อมโยงระหว่างอาการของผู้ช่วยพยาบาลรายนี้กับวัคซีน แต่พร้อมที่จะประเมินอีกครั้งหากมีหลักฐานเพิ่มเติม

เมื่อถูกถามถึงกรณีดังกล่าว AstraZeneca ไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้โดยตรง เพียงแต่บอกว่าความปลอดภัยของผู้ป่วยคือเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับบริษัทและผู้มีอำนาจทั่วโลก

“ผู้มีอำนาจจากนานาชาติรวมทั้งองค์การอนามัยโลกยังคงยืนยันว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันความรุนแรงทั้งหมดจาก Covid-19 และจากสายพันธุ์ที่น่ากังวล และวัคซีนเป็นกุญแจสำคัญในความพยายามควบคุมไวรัสของทั่วโลก” แถลงการณ์ของ AstraZeneca ระบุ

ทั้งนี้ หลายประเทศรวมทั้งเกาหลีใต้ตกลงยอมจ่ายค่าชดเชยแทนบริษัทผู้ผลิตวัคซีนและตั้งกองทุนเพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเกาหลีใต้จะจ่ายเงินชดเชยไม่เกิน 10 ล้านวอน หรือราว 291,932 บาทสำหรับผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงอย่างร้ายแรงจากวัคซีน

แต่กรณีนี้เป็นกรณีแรกของประเทศที่ทางการถือว่าผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนเป็นอุบัติเหตุจากการประกอบอาชีพ

ทั้งนี้ KDCA เผยว่า ขณะนี้ทางการกำลังพิจารณาจ่ายเงินชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ทั้งสิ้น 1,562 ราย รวมทั้งกรณีเสียชีวิต 14 ราย และในจำนวนนี้ได้รับเงินชดเชยแล้ว 983 ราย โดยยังไม่มีการจ่ายเงินชดเชยกรณีการเสียชีวิต

Photo by JUNG YEON-JE / POOL / AFP

สื่อนอกชี้ไทยเสี่ยงเจอเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659932

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 17:00 น.

สื่อนอกชี้ไทยเสี่ยงเจอเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อนนักเศรษฐศาสตร์หั่นคาดการณ์จีดีพีไทยท่ามกลางตัวเลขติดเชื้อพุ่ง ความตึงเครียดทางการเมือง และการฟื้นการท่องเที่ยวที่เลือนราง 

สำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจแย่ที่สุดในอาเซียน โดยนักเศรษฐศาสตร์ยังปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ท่ามกลางตัวเลขผู้ติด Covid-19 ที่พุ่งขึ้น บวกกับความตึงเครียดทางการเมือง และความหวังฟื้นฟูการท่องเที่ยวที่ดูเลือนราง 

ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังปรับลดคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีเหลือ 1.3% จากที่คาดไว้ที่ 2.3% เมื่อเดือน เม.ย.  

ทว่าด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อเสียและชีวิตจาก Covid-19 ยังเพิ่มขึ้นทุบสถิตินับตั้งแต่การระบาดระลอกเดือน เม.ย. นักเศรษฐศาสตร์บางคนจึงฟันธงว่า เป็นไปได้ที่ไทยจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคในช่วงครึ่งปีหลัง หรืออาจจะเศรษฐกิจหดตัวเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไทยไม่เคยเจอนับตั้งแต่วิกฤตการเงินเอเชียเมื่อปี 1998 หรือ 23 ปีก่อน 

จากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (weighted average) ของนักเศรษฐศาสตร์ 36 คนที่สำรวจโดย Bloomberg พบว่า ปีนี้จีดีพีควรโต 1.8% ซึ่งค่อนข้างอ่อนเมื่อเทียบกับตัวเลขของปีที่แล้วที่เศรษฐกิจของไทยหดตัว 6.1% ถือเป็นการหดตัวหนักที่สุดในรอบกว่า 20 ปี

ไทยรั้งท้ายในภูมิภาค ด้วยตัวเลขคาดการณ์จีดีพีต่ำที่สุดในอาเซียนทั้งในปี 2021 และ 2022” ชานน บุญนุช นักเศรษฐศาสตร์ของ Nomura Holdings Inc. ในสิงคโปร์กล่าว “การคาดการณ์ของเราบอกว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะไม่กลับไปสู่ระดับเดียวกับช่วงก่อน Covid-19 จนกว่าจะถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2022 ซึ่งช้าที่สุดในอาเซียน ส่วนหนึ่งสะท้อนถึงการพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติสูง”

ด้านธนาคารแห่งประเทศไทยเผยว่า การแพร่ระบาดอาจทำให้จีดีพีของปีนี้ลดลงถึง 2% หากมาตรการล็อกดาวน์และเคอร์ฟิวในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดและไวรัสยังแพร่ระบาดไปจนถึงสิ้นปี

ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์ใหม่ของกระทรวงการคลังซึ่งอยู่ที่ 0.8-1.8% อยู่บนสมมติฐานที่ว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทย 300,000 คน ลดลงจากปีที่แล้วถึง 96% และกระทรวงการคลังยังคาดว่ามาตรการล็อกดาวน์ครั้งล่าสุดนี้จะใช้เพียง 1 เดือน และการระบาดพีคสุดช่วงเดือน ส.ค.

“เราคาดว่าการส่งออกและการใช้จ่ายของรัฐบาลจะช่วยพยุงเศรษฐกิจและป้องกันไม่ให้จีดีพีลดลงในปีนี้” กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเผย โดยกระทรวงการคลังปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกว่าจะเติบโต 16.6% จาก 11% ที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือน เม.ย. เนื่องจากความอุปสงค์โลกฟื้นตัว

ขณะที่ปีนี้เงินบาทอ่อนค่าลงราว 8.9% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอ่อนค่าหนักที่สุดในกลุ่มสกุลเงินในเอเชีย โดยกระทรวงการคลังคาดว่าปีนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวเฉลี่ยที่ 31.48 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ด้าน ทามารา แมสต์ แฮนเดอร์สัน นักเศรษฐศาสตร์อาเซียนของ Bloomberg มองว่า การระบาดของ Covid-19 ที่รุนแรงในไทยจะผลักให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยซ้ำซ้อน (double-dip recession) ในไตรมาสที่ 3 รวมทั้งการหดตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2021

นอกจากนี้ ดัชนีที่มีความถี่สูง (high-frequency indicators) ต่างๆ ที่ติดตามโดย Bloomberg Economics แสดงให้เห็นว่าไม่มีสัญญาณที่เศรษฐกิจที่อ่อนแอของไทยจะฟื้นตัวเลย โดย Bloomberg มองว่ามีความเสี่ยงสูงที่เศรษฐกิจไทยจะหดตัวอีกในปีนี้ เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ของ Bloomberg ที่มองว่าจะขยายตัว 2.3%

ก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าไทยจะบรรลุเป้าหมายสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า แต่ล่าสุดเปลี่ยนคาดการณ์ว่าจะขยับออกไปหลังปี 2022

“ตอนนี้มีการพูดกันว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะหดตัวอีก” มาเรีย ลาพิซ กรรมการผู้จัดการ Maybank Kim Eng Securities Thailand เผย “ไม่มีเหตุผลที่จะมองในแง่ดี” ลาพิซยังเผยอีกว่า เป็นเรื่องยากที่จะยึดมั่นกับความหวังว่าประเทศจะกลับมาเปิดได้ในเดือน ต.ค. หรือการเปิดประเทศ (หากเกิดขึ้นได้) จะสร้างความแตกต่างมาก

Bloomberg ยังระบุอีกว่า วิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตด้านสาธารณสุขเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับความวุ่นวายทางการเมือง ฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยกลับสู่ท้องถนนในกรุงเทพฯ อีกครั้งหลังจากพักไป 6 เดือน โดยมีการนัดร่วมตัวกันแทบทุกวันในหลายๆ กลุ่มนับตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย.

บุรินทร์ อดุลวัฒนะ หัวหน้าทีมเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกรุงเทพเผยว่า “เราอยู่ในวิกฤตร้ายแรงและระบบสาธารณสุขของเรากำลังจะล่มสลาย โครงการเยียวยาไม่เพียงพอ ผู้คนหมดศรัทธาในรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้บางคนลงถนน นี่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลและความเชื่อมั่น”

แซนด์บ็อกซ์มีปัญหา

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งเป้าว่าจะเปิดรับชาวต่างชาติมากขึ้นตั้งแต่เดือน ต.ค.เป็นต้นไป แต่ที่ภูก็ตซึ่งนำร่องโครงการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยไม่ต้องกักตัวสำหรับคนที่ฉีดวัคซีนแล้วกลับมีผู้ติดเชื้อมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนถึง 20% ของจีดีพี และจ้างงานเป็นสัดส่วน 20% ของแรงงาน

ขณะที่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เหลืออย่างการใช้จ่ายของรัฐบาลและการส่งออกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน โดยการส่งออกของเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น 43.8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว นับว่ามากที่สุดในรอบ 11 ปี เนื่องจากอุปสงค์ทั่วโลกเพิ่มขึ้น แต่ภาคอุตสาหกรรมเตือนว่าตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจนี้อาจตกอยู่ในความเสี่ยงหากยังฉีดวัคซีนล่าช้า

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

Sinovac เตรียมทดลองวัคซีนเวอร์ชันใหม่สำหรับเชื้อกลายพันธุ์โดยเฉพาะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659930

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 15:30 น.

Sinovac เตรียมทดลองวัคซีนเวอร์ชันใหม่สำหรับเชื้อกลายพันธุ์โดยเฉพาะบริษัท Sinovac เตรียมทดลอง 2 วัคซีนใหม่ที่พัฒนาเพื่อสู้โควิด-19 สายพันธุ์เดลตาและแกมมาโดยเฉพาะ

Global Times รายงานว่าบริษัท Sinovac ผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 รายใหญ่ของจีนเผยถึงแผนการยื่นเรื่องต่อนานาประเทศเพื่อขออนุญาตดำเนินการทดลองและอนุมัติใช้วัคซีนเวอร์ชันใหม่ของบริษัท 2 ตัวที่พัฒนาเพื่อรับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาและแกมมาโดยเฉพาะ

หยิน เว่ยตง ซีอีโอบริษัทเผยระหว่างการประชุมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านวัคซีนโควิด-19 ซึ่งนำโดยหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน

โดยระบุว่าวัคซีนดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทที่พัฒนาเพื่อใช้สำหรับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาและแกมมาโดยเฉพาะ ซึ่งแตกต่างจากวัคซีน CoronaVac ตัวเดิมที่กำลังใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

หยินเผยว่าหากวัคซีนทั้งสองประสบความสำเร็จในการพัฒนาและได้รับการอนุมัติใช้ในต่างประเทศจะพิจารณาปริมาณการผลิตขึ้นอยู่กับไวรัสสายพันธุ์ท้องถิ่นที่แพร่ระบาดในขณะนั้น

นอกจากนี้ยังเผยว่าบริษัทได้เสร็จสิ้นการวิจัยเกี่ยวกับการใช้วัคซีนเข็มที่ 3 (บูสเตอร์) สำหรับ CoronaVac แล้วหลังจากที่เกิดการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของวัคซีน โดยจะเผยแพร่ผลการศึกษาเร็วๆ นี้แต่เบื้องต้นชี้ว่าบูสเตอร์สามารถเพิ่มระดับแอนติบอดีได้อย่างรวดเร็วภายใน 1 สัปดาห์

ทั้งนี้ วัคซีน CoronaVac แจกจ่ายไปแล้วมากกว่า 1 พันล้านโดสทั่วโลก โดยบริษัทได้เซ็นสัญญากับ 20 ประเทศและภูมิภาคเพื่อจัดหาวัคซีนรวมทั้งสิ้นเกือบ 900 ล้านโดส และได้รับการอนุมัติใช้ในกว่า 50 ประเทศ

ด้านจาง หยุนเทา รองประธานบริษัท China National Biotech Group ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Sinopharm อีกหนึ่งผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ของจีนก็ได้เผยว่า Sinopharm กำลังยื่นเรื่องเกี่ยวกับการทดลองวัคซีนที่พัฒนาสำหรับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาโดยเฉพาะเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า Sinopharm กำลังดำเนินการทดลองวัคซีนที่พัฒนาสำหรับโควิด-19 สายพันธุ์เบตาในสัตว์ทดลอง

Photo by Ted ALJIBE / AFP