“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงม็อบ 7 สิงหา “เพนกวิน” ดวงตก นายกฯอยู่อีกนาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477555

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงม็อบ7สิงหา “เพนกวิน”ดวงตก นายกฯอยู่อีกนาน

6 สิงหาคม 2564 – 15:55 น.

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤติ 7 สิงหาคม เป็นราศีเดือนวอก ที่มีผลปะทะต่อดวงเมือง 21 เม.ย. 2325 เป็นปีปะทะของทุกปี ทำให้เกิดความวุ่นวาย “เพนกวิน” ตกดวงแตกแยก ระวังพลัดพราก

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติ เดือนมรณะปะทะดวงเมือง 7 สิงหาคม จุดเริ่มต้นของเดือนสิงหา ซึ่งเป็นราศีเดือนวอก ที่มีผลปะทะต่อดวงประเทศ ที่ตั้งดวงเมืองไว้ ในวันที่ 21 เมษายน ปี 2325 เป็นปีปะทะเดือนสิงหา ของทุกปี

ที่จะทำให้เกิดปัญหาอัปมงคล ความวุ่นวาย ตกเหตุให้เกิดอาเพท แตกแยก พลัดพราก และตายจาก ทำให้ต้องระวัง และมีผลกระทบต่อสถานการณ์ประเทศ บ้านเมืองที่จะเจอมรสุมหนัก

รวมถึงผู้นำประท้วง  เพนกวิน ตกดวงแตกแยก พลัดพราก และระวังตายจาก หากประเทศต้องการความสงบ ก็ควรหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะก่อเหตุความรุนแรงเพราะเป็นเดือนแห่งมรณะ

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการสถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์แห่งประเทศไทย วิเคราะห์วิกฤติสาเหตุจุดเริ่มต้นเดือนมรณะ 7 สิงหาคม ของทุกปี ที่มีผลกระทบต่อดวงเมือง ในวันที่ 21 เมษายน 2325 กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อสถานการณ์ประเทศ

บวกกับ สองปีที่ผ่านดวงเมือง ดวงโลกถูกคลุมด้วยดาวมฤตยู ดาวเสาร์ ทำให้เกิดเหตุรุนแรงต่างๆ เกิดขึ้นเช่น สงครามโลก โรคระบาด ความขัดแย้งแปรเปลี่ยน และภัยพิบัติ

ประกอบกับดวงนายกฯ ที่ต้องเข้ามารับเคราะห์ต่อสถานการณ์ เหมือนแพะรับบาปพระเคราะห์ที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่นายกฯ ยังคงกระพันอยู่ได้เพราะดวงนายกฯ ได้รับพลังเสริมดวงจากดวงเมืองคู่กัน ทำให้อยู่ได้นาน

แต่ก็อยู่ดวงที่มีบริวาร คณะ รมต.ที่ยังทำให้วุ่นวาย เพราะหวังผลประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ ส่งผลกระทบถึง นายกรัฐมนตรีที่รับเคราะห์แทน

ซินแสเข่ง กล่าวเพิ่มเติมว่า เดือนสิงหาคม เป็นเดือนที่มีผลกระทบต่อดวงเมืองตามหลักของโหราศาสตร์แล้ว ยังมีกระทบต่อดวงคนด้วยเช่นเดียวกัน

สำหรับผู้ที่เกิดในปีนัก-ษัตร ขาล – กุน และมะเส็ง ที่ควรระวังให้มากไม่เหมาะที่จะทำการมงคลใดๆ ให้หลีกเลี่ยง ระวังในเหตุที่จะเกิดขึ้น ทำให้แตกแยก สับสน ขัดแย้ง และเบียดเบียนให้ได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจเกิดขึ้น

ม็อบมาแรง “7 สิงหา” บุกวัง “เพนกวิน” สืบทอดสหายดาวแดง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477544

ม็อบมาแรง “7 สิงหา” บุกวัง “เพนกวิน” สืบทอดสหายดาวแดง

6 สิงหาคม 2564 – 14:50 น.

สถานการณ์เดือด ม็อบ ” 7 สิงหา ” เคลื่อนพลประชิดวัง “วันเสียงปืนแตก”  คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ในที่สุด อานนท์ นำภา ที่ติดเงื่อนไขการประกันตัว ก็ออกตัวไม่ขอเป็น “ผู้นำ” ม็อบ 7 สิงหา ไปพระบรมมหาราชวัง อ้างว่าใจไม่ถึง ปล่อยให้เด็กๆ กลุ่มเยาวชนปลดแอกเป็นผู้นำแทน

ตอนนี้ เครือข่าย “ม็อบ 7 สิงหา” ประกอบด้วยคณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน(ครช.), กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG),ขบวนการริมสระ, เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย,ทะลุฟ้า,เยาวชนปลดแอก,ศาลายาเพื่อประชาธิปไตย,สหภาพคนทำงาน และSUPPORTER THAILAND    

ด้านหนึ่ง 7 ส.ค.2564 ในมิติทางการเมืองนอกสภา เป็นวันครบรอบ 1 ปี ของ “คณะประชาชนปลดแอก” ซึ่งมีการประกาศจัดตั้งองค์กรต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่    

วันนั้น(7 ส.ค.2563) ที่บริเวณหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทัตเทพ เรืองประไพกิจ และจุฑาทิพย์ ศิริขันธ์  ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเปิดตัว “คณะประชาชนปลดแอก” อย่างเป็นทางการ    

จากคณะประชาชนปลดแอก ได้แตกยอดเป็นคณะราษฎร, เยาวชนปลดแอก, แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ฯลฯ ที่ได้ยกระดับข้อเรียกร้องจาก “ไล่ประยุทธ์” ทะลุเพดาน สู่การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์    

ในรอบหลายปีมานี้ กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ มักจะเลือก “วันเชิงสัญลักษณ์” อย่าง 24 มิถุนา หรือ 7 สิงหา เป็นวันจัดกิจกรรมการเมืองนอกสภา

++
ดาวแดงโมเดล
++
สำหรับ 7 สิงหาคม 2508 ที่เรียกกันว่า “วันเสียงปืนแตก” เมื่อ 56 ปีที่แล้ว ที่บ้านนาบัว อ.เรณูนคร จ.นครพนม มีการปะทะกัน ระหว่างตำรวจกับผู้ปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นครั้งแรก และ พคท. ให้ถือเป็นวันแห่งการต่อสู้ด้วยอาวุธ เปิดสงครามสู้รบกับทหารรัฐบาลนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ม็อบมาแรง "7 สิงหา" บุกวัง "เพนกวิน" สืบทอดสหายดาวแดง

 เพนกวิน ขอสืบทอดปณิธานสหายธง แจ่มศรี   

พคท.รับเอา “ความคิดเหมาเจ๋อตง” เป็นความชี้นำของพรรค ตั้งแต่ปี 2492 เน้นจัดตั้งชาวนาที่เป็น “ทัพหลวง” มีเป้าหมายโค่นล้ม “นายทุน ขุนศึก ศักดินา”     

พคท.ได้ยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธ และกองทัพปลดประชาชนแห่งประเทศไทย(ทปท.) สลายตัวเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ตั้งแต่ปี 2525 แต่ “แนวทาง 7 สิงหา” ได้ถูกรื้อฟื้นใหม่ในการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงบางกลุ่ม และส่งทอดมาถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่

++
สหายโดมปฏิวัติ
++
ปลายปี 2563 อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ถูกเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก “เยาวชนปลดแอก” (Free YOUTH) มีการโชว์รูปสัญลักษณ์ “ค้อนเคียว” ตามมาด้วย “ฟอร์ด” ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี เลขาธิการเยาวชนปลดแอก ได้ออกมาสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว     

ขณะที่ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า จุดยืนเรื่องอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ เป็นของกลุ่มเยาวชนปลดแอกเอง ไม่ใช่ของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม     

จริงๆแล้ว “เพนกวิน” ก็มีความเชื่อและความศรัทธาในอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ และแนวทางการปฏิวัติ จึงร่วมกับณัฐชนน ไพโรจน์ และ “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ขับเคลื่อน “พรรคโดมปฏิวัติ”

ม็อบมาแรง "7 สิงหา" บุกวัง "เพนกวิน" สืบทอดสหายดาวแดง


ภาพเมื่อครั้ง เพนกวิน จัดกิจกรรมรับน้องปี 2563

ตั้งแต่เข้าเรียนปี 1 เพนกวินปลุกธรรมศาสตร์ ด้วยกิจกรรมทางการเมืองในชื่อพรรคใต้เตียง มธ. ก่อนจะหันมาสร้าง “พรรคโดมปฏิวัติ” (Dome Revolution)    

ย้อนไปในงานศพ “ธง แจ่มศรี” หรือสหายประชา ธัญญไพบูลย์ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) คนที่ 4 ที่วัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร อ.เมือง จ.นครปฐม “เพนกวิน” ในนามพรรคโดมปฏิวัติ ได้เดินทางไปเคารพศพลุงธง    

“เราขอสดุดีปณิธาน และการอุทิศตนของสหายประชา และถึงแม้ลมหายใจของสหายจะหมดลงแล้ว แต่เราเชื่อว่าจิตวิญญาณของสหาย ยังคงอยู่ในใจคน” เป็นข้อความที่เพนกวินโพสต์ไว้ในหน้าเพจพรรคโดมปฏิวัติ พร้อมมีภาพเพนกวิน และเพื่อนชูกำปั้น ต่อหน้าหีบศพธง แจ่มศรี    

อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ และแนวทาง 7 สิงหา…โค่นนายทุน ขุนศึก ศักดินา จึงฟุ้งกระจายอยู่ในกลุ่มเยาวชนปลดแอก

“ทักษิณ” สะเทือน “ก้าวไกล” หักเพื่อไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/477478

“ทักษิณ” สะเทือน “ก้าวไกล” หักเพื่อไทย

5 สิงหาคม 2564 – 21:05 น.

ยังไม่จบ “ก้าวไกล-ก้าวหน้า” กร้าวใส่ “เพื่อไทย-ทักษิณ” ค้านในค้าน แค้นในแค้น คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

++

‘โทนี่’ ตกยุค

++

ความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทย กับพรรคก้าวไกล ไม่ได้เกิดเฉพาะกรณีงบกลาง ย้อนไปดูข่าวช่วงแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องบัตรใบเดียว หรือบัตร 2 ใบ ก็มีวิวาทะกันร้อนแรง ลามไปถึงกองเชียร์ของแต่ละฝ่าย

ทั้งสองพรรค จัดอยู่ในฝ่ายประชาธิปไตย พวกเดียวกัน มีฐานมวลชนกลุ่มเดียวกัน เพื่อไทยได้ “รากหญ้า” และก้าวไกล ได้ “คนหนุ่มสาว”

“สหายใหญ่” ภูมิธรรม เวชยชัย และ “สหายจรัส” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช คงคุ้นเคยทฤษฎีเก่าๆ ว่าด้วยวิธีประชาธิปไตยที่ใช้แก้ความขัดแย้งภายในหมู่ประชาชนคือ “สามัคคี-วิจารณ์-สามัคคี” เริ่มจากที่จะสามัคคีกัน ผ่านการวิจารณ์หรือการต่อสู้ แก้ความขัดแย้งให้ตกไป แล้วบรรลุซึ่งความสามัคคีใหม่บนรากฐานใหม่

“ปิยบุตร แสงกนกกุล” ซ้ายฝรั่งเศส ก็คงคิดไม่ต่างกัน จึงโพสต์เฟซบุ๊คเรื่อง “การดีเบต ไม่ได้ทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยอ่อนแอ” ที่ระบุว่า “การวิจารณ์พรรคเพื่อไทยไม่ได้ทำให้เสียแนวร่วม การวิจารณ์พรรคก้าวไกลไม่ได้ทำให้เสียแนวร่วม การดีเบตไม่ได้ทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยอ่อนแอเลย แต่จะช่วยให้เราเห็นเฉด เห็นความคิดเห็นที่แตกต่างกันมากขึ้น”

"ทักษิณ" สะเทือน "ก้าวไกล" หักเพื่อไทย

ปิยบุตร เตือนเพื่อไทย-ทักษิณ

ส่วนประเด็นที่ปิยบุตรเขียนเรื่อง “ชวนมองภูมิทัศน์ใหม่การเมืองไทย” กลับชวนให้คิดว่า ฝ่ายก้าวหน้า-ก้าวไกล กำลังมองว่า ฝ่ายเพื่อไทยหรือทักษิณ อาจจะพ้นยุคไปแล้ว

หากมองในอีกมิติหนึ่ง ภาพจำที่คนทั่วไปนึกถึง 2 พรรคการเมืองนี้ก็คือ “ทักษิณ ชินวัตร” กับ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ทั้งคู่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่ก็ยังมีอิทธิพลทางความคิดเหนือพรรคทั้งสอง และกลายเป็นคู่แข่งไปโดยปริยาย

++

อย่าผูกขาด

++

“ปิยบุตร” มองว่า ความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างพรรคก้าวไกล กับ พรรคเพื่อไทย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแรก มีมาตั้งแต่ครั้งเป็นพรรคอนาคตใหม่ อยากชวนให้มองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะถ้าคิดเหมือนกันหมด ก็คงไปอยู่พรรคเดียวกัน วิธีคิด วิธีเดิน ชัดเจนว่าคนละแบบกัน และก็อยากให้ชวนมองด้วย เรื่องภูมิทัศน์ทางการเมืองที่เปลี่ยนไป ที่ฟูมฟักคำว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” ขึ้นมา

ในบทความของปิยบุตร ยังได้ย้อนภาพอดีตของพรรคการเมืองในเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร ที่โดดเด่นเป็น “ธงนำ” ของฝ่ายประชาธิปไตย มาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2549

เลือกตั้ง 2550 พรรคพลังประชาชน ต่อสู้กับพรรคการเมืองที่คนเสื้อเหลืองหนุนหลัง ปี 2554 พรรคเพื่อไทย ก็สู้กับพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นพรรคสืบทอดอำนาจ 3 ป.ยุคแรก

"ทักษิณ" สะเทือน "ก้าวไกล" หักเพื่อไทย

ทักษิณ วิ่งหาฐานเสียงเดิมของตัวเอง

“การเลือกตั้งปี 2562 มีตัวละครทางการเมืองใหม่ๆ เกิดขึ้น และก็มีความคิดที่สนับสนุนประประชาธิปไตย ที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง 2562 โดยการไม่เอา คสช. ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา..” จึงมีคำว่า พรรคฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ผูกขาดอยู่พรรคเดียว

ปิยบุตร ชี้ว่า “ภูมิทัศน์การเมือง ‘ฝ่ายประชาธิปไตย’ จากปี 2549 ถึงวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว รูปแบบที่ว่ามาจากการเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมาก ชนะเลือกตั้งมาแล้วเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่แค่นั้น แต่ในด้านเนื้อหาต้องมี เช่น ฟังเสียงประชาชน เปิดเสรีภาพในการวิจารณ์”

คู่หูของธนาธร พยายามบอกว่า พรรคการเมืองเครือข่ายทักษิณแค่ชนะเลือกตั้งแล้ว บอกว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยไม่ได้ ยังจะต้องดูเนื้อหาด้วย เหมือนจะชี้ว่า ครั้งหนึ่ง พรรคไทยรักไทย ก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็น “เผด็จการรัฐสภา”

“วันนี้ ไม่มีทางที่เราจะใส่แว่นมองแบบปี 2549 ได้แล้ว ฝ่ายประชาธิปไตยแบบไหน ประชาชนเป็นคนตัดสินใจ” ปิยบุตรสรุป

‘ชูวิทย์’ วิเคราะห์นายกฯไทย ‘ธรรมนัส’ เหมาะหรือไม่ ชี้หมดเวลาคนเก่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477668

‘ชูวิทย์’ วิเคราะห์นายกฯไทย ‘ธรรมนัส’ เหมาะหรือไม่ ชี้หมดเวลาคนเก่า

7 สิงหาคม 2564 – 10:07 น.

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊กในประเด็นนายกรัฐมนตรีไทย นอกจากนี้ยังได้พูดถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ว่าเหมาะสมหรือไม่ด้วย ชี้หมดเวลาคนเก่า

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊กในประเด็นนายกรัฐมนตรีไทย นอกจากนี้ยังได้พูดถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัส เพิ่งอออกมาชี้แจงข่าวปลอมกับเรื่องที่ว่าตนเองเคยพูด “พร้อมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

โดย นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ” นายกฯ ไทย คนเป็นไม่ได้พูด คนพูดไม่ได้เป็น ผมได้ยินชื่อผู้กองธรรมนัส ตั้งแต่อยู่คุกเรือนจำพิเศษกรุงเทพเมื่อปี 2546 เกือบ 20 ปีที่แล้ว

ผู้กองธรรมนัสเรียนรู้การเมืองได้ไว เข้าหาผู้ใหญ่ได้เก่ง กล้าได้กล้าเสีย นิสัยอย่างนี้เป็นได้ทั้งนักการเมืองและนักเล่น (การพนัน)

แต่หากถึงขนาดจะเป็นนายกฯ คงยังไม่ถึง และผู้กองธรรมนัสก็คงไม่ได้พูด เพราะต้องทราบดีอยู่แล้วว่า นายกฯ ประเทศไทย หากพูดว่าจะเป็น ไม่เคยได้เป็น ส่วนคนไม่พูด จะได้เป็นเสียอย่างนั้น สังเกตุดูว่า ใครเก็บตัวเงียบ จู่ๆ โผล่มาเป็นนายกฯ หน้าตาเฉย 

ขณะนี้หมดเวลาคนเก่า ฝรั่งเขาเรียก “เจ็ดปีคัน” (Seven years itch) เมื่ออยู่มาถึง 7 ปีแล้ว ได้เวลาต้องไป เพราะเริ่มเบื่อ เป็นธรรมดา อย่าได้ฝืนธรรมชาติเลย

ชนะได้ทุกอย่าง แพ้อยู่อย่างเดียว คือสังขาร”

CR เฟซบุ๊ก ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

ด่วน! ศาลยุติธรรม ออกระเบียบว่าด้วยการปล่อยตัวชั่วคราวฉบับใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477626

ด่วน! ศาลยุติธรรม ออกระเบียบว่าด้วยการปล่อยตัวชั่วคราวฉบับใหม่

7 สิงหาคม 2564 – 08:00 น.

เปิดระเบียบศาลยุติธรรมปล่อยตัวชั่วคราวฉบับใหม่ ผู้ต้องหามีความเสี่ยงสูงที่จะหลบหนีหรือไปก่อภัยอันตรายขึ้นอีก ศาลจะสั่งใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวร่วมด้วยก็ได้ การเรียกหลักประกันให้กระทำได้

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2564  ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๔

โดยที่การปล่อยชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอาจเป็นการปล่อยชั่วคราว โดยไม่มีประกันเลย หรือมีประกัน หรือมีประกันและหลักประกันด้วยก็ได้ และในกรณีที่ศาลอ่านคำพิพากษา ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แล้ว

แม้ยังไม่มีการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาหรือมีการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาแล้ว แต่ยังไม่ได้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา

ศาลชั้นต้นอาจอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวได้ประกอบ กับปัจจุบันศาลมีอำนาจใช้มาตรการกำกับดูแลผู้ถูกปล่อยชั่วคราวได้ ตามพระราชบัญญัติมาตรการกำกับ และติดตามจับกุมผู้หลบหนีการปล่อยชั่วคราวโดยศาล พ.ศ. ๒๕๖o 

จึงสมควรปรับปรุงแก้ไข ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๔๘ ให้สอดคล้องกัน เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาหรือจำเลยในระหว่างการพิจารณาคดี อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๑

 ประธานศาลฎีกา จึงวางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๔ ”

ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป

ข้อ ๓ ให้ยกเลิกความในข้อ ๔ แห่งระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “ข้อ ๔ ผู้ต้องหาหรือจำเลยโดยตนเอง หรือผู้ที่เป็นเครือญาติหรือเกี่ยวพันโดยทางสมรส หรือในทางการงานกับผู้ต้องหาหรือจำเลยอาจยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยไม่จำต้องเสนอหลักประกันใด ๆ มาพร้อมกับคำร้อง เมื่อจะมีคำสั่งปล่อยชั่วคราว หากศาลเห็นว่าจำเป็นต้องใช้มาตรการเพื่อป้องกันการหลบหนี หรือก่อภัยอันตรายกับผู้ถูกปล่อยชั่วคราว ให้ศาลพิจารณาใช้วิธีการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราว ปฏิบัติและมาตรการกำกับดูแลก่อน ถ้าวิธีการดังกล่าวยังไม่เพียงพอ ศาลอาจให้ผู้ยื่นคำร้องทำสัญญาประกัน ด้วยตนเองด้วยก็ได้

กรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยมีความเสี่ยงสูงที่จะหลบหนีหรือไปก่อภัยอันตรายขึ้นอีก ศาลจะสั่งใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวร่วมด้วยก็ได้ การเรียกหลักประกันให้กระทำได้

เมื่อศาลเห็นว่าวิธีการตามวรรคสองยังไม่เพียงพอ ต่อการป้องกันการหลบหนีหรือก่อภัยอันตราย หรือเป็นกรณีที่เกี่ยวกับการทุจริตฉ้อฉลอันมีผลกระทบ ต่อสาธารณชนส่วนรวมหรือการค้ายาเสพติดให้โทษที่พฤติการณ์แห่งคดีก่อให้เกิดความเสียหาย แก่เศรษฐกิจและสังคมอย่างร้ายแรง
 

ข้อ ๔ ให้ยกเลิกความในข้อ ๕ แห่งระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “ข้อ ๕ ในคดีที่ศาลชั้นต้นหรือศาลชั้นอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๕ ปี เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา หากจำเลยไม่เคยถูกคุมขังมาก่อน หรือได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นหรือศาลชั้นอุทธรณ์ และไม่มีพฤติการณ์ จะหลบหนีหรือก่อเหตุร้ายใด ๆ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยไม่จำเป็น ต้องส่งให้ศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกาสั่ง

ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา หากจำเลยไม่เคยถูกคุมขังมาก่อนหรือได้รับการปล่อยชั่วคราว ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นหรือศาลชั้นอุทธรณ์ และไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนีหรือก่อภัยอันตรายใด ๆ แม้จำเลยยังไม่ได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาหรือยังไม่ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์หรือฎีกา ศาลที่มีอำนาจ อาจมีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวโดยใช้วิธีการอย่างเดียวกับศาลล่างหรือจะใช้วิธีการที่เข้มงวดเพิ่มขึ้นก็ได้ ”

ข้อ ๕ ให้ยกเลิกข้อ ๘/๑และข้อ ๘/๒ แห่งระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๔๘  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒ 

 ประกาศ ณ วันที่ ๒๔  มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๔

เมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา

ด่วน! ศาลยุติธรรม ออกระเบียบว่าด้วยการปล่อยตัวชั่วคราวฉบับใหม่
ด่วน! ศาลยุติธรรม ออกระเบียบว่าด้วยการปล่อยตัวชั่วคราวฉบับใหม่

“กก. ข้อมูลข่าวสาร” ชี้ “ป.ป.ช.” ต้องเปิดบัญชีทรัพย์สิน “ประยุทธ์-วิษณุ” เพื่อความโปร่งใส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477615

“กก. ข้อมูลข่าวสาร” ชี้ “ป.ป.ช.”ต้องเปิดบัญชีทรัพย์สิน “ประยุทธ์-วิษณุ” เพื่อความโปร่งใส

6 สิงหาคม 2564 – 21:22 น.

คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ชี้ “ป.ป.ช.”ต้องเปิดบัญชีทรัพย์สิน ‘ประยุทธ์-วิษณุ’ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดินตลอดจนเป็นการป้องกันปัญหาการทุจริต

สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาทั้งหมด 17 รายการ หนึ่งในนั้นคือเรื่อง “บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน” ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฝ่ายบริหารระดับสูง 2 คน กล่าวคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ดี ไม่นานมานี้ ป.ป.ช.ได้ปฏิเสธการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน พร้อมให้เหตุผลว่าไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช.เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ที่ยื่นไว้เป็นหลักฐาน ตามมาตรา 105 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561

ทั้งนี้ คณะกรรมการวินิจฉัยฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะยื่นไว้เป็นหลักฐานก็ตาม

แต่จุดมุ่งหมายสำคัญที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดินตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ ตลอดจนเป็นการป้องกันปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบและการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม

ข้อมูลข่าวสารดังกล่าว จึงเป็นข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ช. มีหน้าที่โดยตรงในการเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบตามมาตรา 243 (3) ประกอบมาตรา 59 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

ประกอบกับประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน พ.ศ.2561 ข้อ 7 กำหนดว่า ภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลาการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หากมีการร้องขอเป็นหนังสือเพื่อขอตรวจดูบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินให้สำนักงาน ป.ป.ช.ที่ครอบครองดูแลเอกสารดังกล่าวจัดให้ผู้ร้องขอเข้าตรวจดูสำเนาบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ได้แต่มิให้คัดถ่ายสำเนาเอกสาร

ดังนั้น ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวเปิดเผยโดยให้ผู้อุทธรณ์เข้าตรวจดูได้ตามคำร้องขอ

ผ่าแผนเคลื่อน “ม็อบ 7 สิงหา” ถึงเวลาได้ปลดแอกและแยกย้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477606

ผ่าแผนเคลื่อน “ม็อบ 7 สิงหา” ถึงเวลาได้ปลดแอกและแยกย้าย

6 สิงหาคม 2564 – 20:58 น.

ท่าทีการเคลื่อนขบวนถึง”พระบรมมหาราชวัง” กลับไม่ปรากฎความชัดเจนอีกต่อไป เหลือแต่เพียง ความชัดเจนของหัวโจกที่พยายามป่าวประกาศผ่านสื่อโซเชียล

ความพยายามของกลุ่มมวลชนที่สถาปนาหลายชื่อไม่ว่า “ราษฎรปลดแอก” ประชาชนปลดแอก ม็อบสามกีบ  ให้มีหลากหลายชื่อ  ภายใต้การนำของอานนท์  นำภา  พริษฎ์ ชิวารักษ์  หรือ”เพนกวิน”   และ ปนัสยา   สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ “รุ้ง” แกนนำกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ราษฎร”หรือ “ชาว 3 นิ้ว” ด้วยการโหมประโคมนัดเคลื่อนไหวในวันที่ 7 สิงหาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เร่งเร้าให้ผู้สนับสนุนกลุ่มตน เตรียมเดินทางไปยังพระบรมมหาราชวัง ดูเป็นเรื่องที่อาจเป็นแค่พลังฮึกเหิมทางโซเชียลแต่ขาดแนวร่วมที่จะเห็นตัวเป็นๆอย่างหนาแน่นบนท้องถนน   

เพราะทันทีที่แกนนำที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีหมิ่น 112  ประกาศเคลื่อนไปยัง”พระบรมมหาราชวัง”  ทำให้กลุ่มที่เคยออกมาเคลื่อนไหวโดยมีเป้าหมายขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทยอยออกมาโบกมือบ๊ายบายไม่ขอเข้าร่วมกับขบวนการ “ราษฎรปลดแอก”

ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ  อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)  นายวรชัย เหมะ  อดีตส.ส.สมุทปราการ พรรคเพื่อไทย  รวมไปถึงกลุ่มอาชีวะเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมาประกาศไม่ขอเข้าร่วม

นั่นเพราะ เป้าหมายการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มมวลชนเหล่านี้ ห่างไกลต่อข้อเรียกร้อง ปฏิรูปสถาบัน   ทำให้กลุ่มมวลชนที่เกิดขึ้นตามพื้นที่ต่างๆ กับ กลุ่มราษฎรปลดแอกภายใต้การปลุกระดมของผู้ต้องหาคดี 112  ไม่ต่างกับ น้ำกับน้ำมัน ที่ไม่สามารถเข้ากันได้ในขณะนี้

ขณะเดียวกัน การประกาศอย่างชัดเจน ของหัวขบวน อย่าง อานนท์  นำภา  ด้วยการใช้วาจาไม่เหมาะสม ข่มขู่จะกระทำการสร้างความรุนแรงต่อพระบรมมหาราชวัง อันเป็นสถานที่เคารพสักการะของประชาชน  ยิ่งเป็นตัวผลักให้กลุ่มคนที่เคยอยู่ร่วมอุดมการณ์ประชาธิปไตย ภายใต้ปีกสิทธิเสรีภาพตามกรอบกติกาประชาธิปไตย ทยอยถอยออกไปเรื่อยๆ

หนำซ้ำ ถ้อยวาจาเชิงข่มขู่ ที่อานนท์เร่งเร้าผ่านการประชาสัมพันธ์ทางโซเชียล ได้นำมาซึ่งปฏิกิริยาย้อนกลับ โดยประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ไม่เห็นด้วยต่อถ้อยคำข่มขู่สร้างความรุนแรง ถึงกับประกาศรวมตัว เป็นกลุ่มแนวร่วมปกป้องสถาบัน ในหลายๆพื้นที่

เมื่อย้อนกลับมาดูตัว”ผู้ปลุกปั่น”  แน่นอนได้รับการขายความคิดมาจาก นักเคลื่อนไหวที่ต้องโทษคดี112 โดยหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ คอยบัญชาการผ่านมายัง กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ 

แต่ขณะเดียวกัน ผู้ปลุกปั่นทั้งหลายแหล่ ก็ตกเป็นผู้ต้องหาคดี 112  โดยที่ศาลปล่อยตัวชั่วคราวก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะห้ามกระทำการจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง

 ฉะนั้นความพยายามของแกนนำเหล่านี้ หากกระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า คงหนีไม่พ้น การถูกดำเนินคดีด้วยโทษฐานที่หนักขึ้นอีกเป็นเท่าตัว  

คำถามว่า แกนนำเหล่านี้ ไม่รู้ตัวเลยหรือ  จริงหรือพร้อมที่จะกระทำการสร้างความรุนแรง

หรือมีแต่เพียงการปลุกระดมผ่านโซเชียลเพื่อหวังแนวร่วมสายฮาร์ดคอร์บางส่วนได้ก่อการปะทะกับเจ้าหน้าที่เท่านั้นเอง โดยหวังให้สื่อที่อิงแอบแนวคิดกลุ่มปลดแอกบันทึกภาพ และนำมาขยายผลให้เห็นพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงกับประชาชน ตามด้วยองค์กรสิทธิมนุษยชนสากล รับลูกต่อ  ด้วยการนำไปป่าวประกาศออกไปทั่วโลกเพื่อโจมตีภาพลักษณ์ประเทศไทยภายใต้การบริหารของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำลายความน่าเชื่ออย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในส่วนกลุ่มแนวร่วม ม็อบราษฎรปลดแอก ที่ยังหลงเหลืออยู่  สิ่งที่ทำได้ในวันที่ 7 ส.ค. จึงปรับกระบวนการเคลื่อนไหวรอบใหม่ ตั้งแต่โซนใกล้พื้นที่กทม. ที่ไม่สามารถเข้ามาถึงใจกลางเมืองหลวงได้

เช่น กลุ่มสมุทรสงครามปลดแอก จัดกิจกรรม คาร์ม็อบ ที่บริเวณใต้สะพานเข้าตัวเมืองแม่กลองริมถนนพระราม2 (ฝั่งขาเข้า กทม.) เท่านั้น  จ.เพชรบุรี กลุ่มราษฎรเพชรบุรี จัดกิจกรรม “Car mob เพชรบุรีซ้อมใหญ่” เพื่อแสดงจุดยืนว่าเราไม่พอใจต่อการจัดการ การบริหารของรัฐบาลที่นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

หรือ ที่บริเวณ ถนนเลี่ยงเมือง จ.สระบุรี (เส้นทาง จ.นครราชสีมา-กรุงเทพฯ ขาเข้า) กลุ่มแดงก้าวหน้า 63 ภาคีแดงใหม่ 4 ภาค, กลุ่มราษฎรลพบุรี, กลุ่มราษฎรสระบุรี, กลุ่มราษฎรนครนายก และ DM แดงใหม่ภาคี 4 ภาค 20 จังหวัดอีสาน นำโดย นายพิธาน ทรงกัมพล หรือ “แป๊ะ บางสนาน” และนายรังษี เสรีชัยใจมุ่ง หรือ “รังษี เสรีชัย” จัดกิจกรรม “Car Mob บุกกรุง” ขับไล่ประยุทธ์ แล้วจากไป  หรือที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา กลุ่มฉะเชิงเทราไม่เอาเผด็จการ จัดกิจกรรม “Car Mob แปดริ้วแบบเบิ้มๆ” เพื่อขับไล่รัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล  ขยับไปที่จันทบุรี  ที่สนามสามเหลี่ยมทุ่งนาเชย จ.จันทบุรี จันรีไม่ทนคนจัญไร จัดกิจกรรม “Car Mob

ในส่วนของภาคอีสาน ตั้งแต่นครราชสีมา ที่ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา กลุ่ม Korat no เผด็จการ จัดกิจกรรม “Car mob korat”ครั้งที่ 3  สำหรับ จ. อุบลราชธานี  ที่ช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี คณะอุบลปลดแอก ร่วมกับ กลุ่มคบเพลิง มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดกิจกรรม “CAR MOB UBON” ครั้งที่ 3  กินข้าวป่า หาเก็บเห็ด ตามประสา  เช่นเดียวกับนครพนม   ที่ บริเวณลานตะวันเบิกฟ้าริมฝั่งแม่น้ำโขง เขตเทศบาลเมืองนครพนม  กลุ่มนครพนมสิบ่ทน นำโดย นายประกอบ วงศ์พันธ์ และนายเอกพงษ์  กิติศรีวรพันธ์ จัดกิจกรรม “Car Mob นครพนม” เพื่อร่วมบริจาคเงินสมทบให้โรงพยาบาลนครพนม ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์สู่ศึกโควิด พร้อมทั้งขับไล่ พล.อ. ประยุทธ์  จันทร์โอชา นรม. ที่บริหารงานผิดพลาดในการจัดการวัคซีนและการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด 19  ขณะที่บุรีรัมย์  ที่บริเวณหน้าโรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม ต.ศรีสว่าง อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ กลุ่มบุรีรัมย์ปลดแอก จัดกิจกรรม “CAR MOB BURIRAM”

ที่บริเวณด้านข้างศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ ต.เมืองเหนือ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ กลุ่มศรีสะเกษจะไม่ทน ร่วมกับ กลุ่มแนวร่วมศรีสะเกษเพื่อประชาธิปไตย นำโดย นายพรสิทธิ์ รักษาทรัพย์ และนายพันศักดิ์ มีแก้ว จัดกิจกรรม “Car Mob ศรีสะเกษ” เพื่อขับไล่รัฐบาล ในการบริหารประเทศที่ผิดพลาด ทำให้มีผู้ติดเชื้อโรคโควิด 19 เสียชีวิตจำนวนมาก

ที่บริเวณศาลาอเนกประสงค์ริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนข้าวเม่า ต.บึงกาฬ อ.เมือง จ.บึงกาฬ คณะก้าวหน้า บึงกาฬ จัดกิจกรรม “Car Mob  Buenkan” เปิดไฟบีบแตร เพื่อไล่เผด็จการ  สอดคล้องกับที่สกลนคร  ที่สนามมิ่งเมือง หน้า รร.สกลราชวิทยานุกูล ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร กลุ่มแดนดินถิ่นขบถ จัดกิจกรรม “Car mob สกลนคร” ครั้งที่ 4

โซนภาคเหนือ ตั้งแต่พิษณุโลก  ที่ถนนเลนคู่ฝั่งตรงข้าม ม.นเรศวร จ.พิษณุโลก คณะราษฎรภาคเหนือตอนล่าง ร่วมกับ นปช.พิษณุโลก และ กลุ่ม NU Movement ม.นเรศวร จัดกิจกรรม “Car Mob ถอนหงอกเผด็จการ” เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี   หรือ กรณีจ.น่าน ที่บริเวณถนนโครงการจัดรูปที่ดิน ข่วงฮังต่อ จ.น่าน เครือข่ายนักเรียนนักศึกษา – น่าน (Students Network Nan) จัดกิจกรรม “CAR MOB NAN” ป๊ะกั๋น กระทืบลุง

จ.ลำปาง ที่ลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 (ศาลากลางจังหวัดลำปางหลังเก่า)  กลุ่มพิราบขาวเพื่อมวลชน จัดกิจกรรม“ส่งจดหมายถึงประยุทธ์” ทางไปรษณีย์ “แค่เพียงประชาชนเขียน ก็อาจจะทำให้คนคลั่งอำนาจมีสติได้” โดยเนื้อหาของจดหมายที่เขียนจะเป็นการแสดงความรู้สึก, แสดงความยากลำบาก, แสดงการตักเตือน หรือตามที่ประชาชนปรารถนาจะบอกกล่าวแก่นายกรัฐมนตรี

เช่นเดียวกับที่ เชียงใหม่   ที่หน้าวัดศรีดงเย็น ไชยปราการ  กลุ่ม chiagmai new gen จัดกิจกรรม “Car Mob Chiagmai”ขณะที่จ.เชียงราย   ที่บริเวณห้าแยกพ่อขุนเมงราย-แยกบายพาสเชียงดาว  กลุ่ม chiangrai No เผด็จการ นำโดย นายสราวุธ กุลมธุรพจน์  (เซียนแว่น) จัดกิจกรรม “Car Mob Chiangrai”

ในส่วนของภาคใต้  ไม่ว่าเป็น จ.นครศรีธรรมราช  ที่หน้าค่ายวชิราวุธ  กลุ่มคนคอนจะไม่ทน จัดกิจกรรม “CAR MOB นครศรีธรรมราช” ครั้งที่ 2 หมดเวลา ประยุทธ์  หรือ จ.กระบี่  ที่สวนธารา  กลุ่มกระบี่ไม่ทน จัดกิจกรรม “Car Mob กระบี่” เหยียบยิกยุทธ์  ในส่วนจังหวัดยะลา  ที่พลุบาโกย (สวนขวัญเมือง) เทศบาลเมืองยะลา จ.ยะลา กลุ่มยะลาปลดแอก-Yala free youth จัดกิจกรรม “Car Mob Yala” แว๊นไล่ประยุทธ์ต่อมัยจ๊ะชาวยะลา   หรือ นราธิวาส  บริเวณวงเวียนนกสันติภาพ อ.เมือง จ.นราธิวาส กลุ่มนราธิวาสปลดแอก-Narathiwat free youth จัดกิจกรรม “Car Mob Nara” พร้อมออกมาไล่ประยุทธ์

ที่ลานวัฒนธรรมปัตตานี ข้างโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.ปัตตานี กลุ่มปัตตานีปลดแอก-Pattani free youth จัดกิจกรรม “CAR MOB TANI”

เมื่อเป็นดังนี้ ภาพที่ปรากฎในวันที่ 7 สิงหาคม จึงเป็นเพียง การปลุกระดมของหัวโจกที่มักโหมประโคมผ่านสื่อโซเซียล โดยการตั้งชื่อเพจกลุ่มต่างๆ เพื่อหวังให้ทุกคนที่เข้ามาติดตามว่า เป็นแนวร่วมจำนวนมาก พร้อมนัดหมายมารวมตัวที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เช่น  กลุ่มเยาวชนปลดแอก – Free YOUTH, กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group – DRG, คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.), ขบวนการริมสระ, เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย, ทะลุฟ้า, ศาลายาเพื่อประชาธิปไตย, สหภาพคนทำงาน, SUPPORTER THAILAND ร่วมกับ เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน, We Volunteer, DemHope, PROTECTFREEDOM, การ์ดมวลชน The public guardain welfare และ Guard ปลดแอก V.2  โดยพยายามสื่อความหมายจัดกิจกรรม “เคาะรั้วเจ้าของหมา” โดยมีข้อเรียกร้องดังนี้ 1. จัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง, 2. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องลาออกจากตำแหน่ง และ 3. ปรับลดงบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์  อย่างชัดแจ้ง

แต่กลับท่าทีการเคลื่อนขบวนไปยังพระบรมมหาราชวังกลับไม่ปรากฎความชัดเจนอีกต่อไป  

เหลือแต่เพียง ความชัดเจนของหัวโจกที่พยายามป่าวประกาศผ่านสื่อโซเชียล โดยหวังรอผลงานให้เกิดภาพจากกลุ่มฮาร์ดคอร์บางคนที่จะปะทะกับเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมพื้นที่ก่อนถึงพระบรมมหาราชวังเท่านั้นเอง

ส่วนผู้ปลุกปั่นหรือหัวโจกไม่กี่คนที่เคยหิวแสงทางการเมืองมาตลอด  ย่อมเป็นที่รู้กัน พวกเขาต่างมีคดีติดตัวได้ประเมินแล้วว่า แนวร่วมสายพิราบถอยออกไปเป็นส่วนใหญ่ 

จึงไม่ง่ายที่จะออกมายื่นศีรษะแลกกับกระบองให้เจ็บตัว  

เช็กด่วนแรงงานอิสระ “ม.40” เร่งจ่าย “เงินสมทบ” ภายใน 10 ส.ค. รับ “เยียวยา” 5,000 บาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477596

เช็กด่วน แรงงานอิสระ “ม.40″ เร่งจ่าย”เงินสมทบ”ภายใน 10 ส.ค. รับ”เยียวยา” 5,000 บาท

6 สิงหาคม 2564 – 19:58 น.

“แรงงานอิสระ” ที่สมัครเป็นผู้ประกันตนตาม”มาตรา 40″ และยังไม่ได้ชำระเงินสมทบงวดแรก ให้เร่งดำเนินการชำระเงินสมทบ ภายในวันที่ 10 ส.ค.นี้ เพื่อมีสิทธิได้รับ”เงินเยียวยา” 5,000 บาท

นางสาวลัดดา แซ่ลี้ โฆษกสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตามที่ ครม.ได้เห็นชอบมาตรการเยียวยาผู้ประกอบอาชีพอิสระมาตรา 40 ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ 13 จังหวัด ได้แก่ กทม. นครปฐม นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และพระนครศรีอยุธยาโดยรัฐบาลจะจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาทต่อคน

และยังให้สิทธิผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมให้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 ซึ่งมีผู้ขึ้นทะเบียนสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ส่วนหนึ่งสมัครด้วยตนเองผ่านทางเว็บไซต์ http://www.sso.go.th เครือข่ายประกันสังคม และช่องทางอื่น ๆ แต่ยังไม่ได้ชำระเงินสมทบงวดแรก

จึงขอให้ผู้ที่สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ดังกล่าว ให้เร่งดำเนินมาชำระเงินสมทบงวดแรก ภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2564 ที่จะถึงนี้ โดยสามารถชำระเงินผ่านช่องทางที่สะดวก

ได้แก่ เคาน์เตอร์เซอร์วิส (7-11) เคาน์เตอร์เทสโก้โลตัส เคาน์เตอร์บิ๊กซี เคาน์เตอร์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัดมหาชน หรือผ่าน Mobile Application ShoppyPay และตู้บุญเติม ฟรีค่าธรรมเนียมทุกช่องทาง

เมื่อผู้สมัครได้ชำระเงินสมทบแล้ว ท่านจะมีสถานะความเป็นผู้ประกันตนโดยสมบูรณ์ มีสิทธิได้รับเงินเยียวยา จำนวน 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 1 เดือน

โฆษกสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่า การชำระเงินสมทบมาตรา 40 อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ทุก ๆ เดือน จะทำให้ท่านได้รับสิทธิประโยชน์จากสำนักงานประกันสังคม อย่างครบถ้วนทุกกรณีอีกด้วย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1506 ให้บริการไม่เว้นวันหยุดราชการตลอด 24 ชั่วโมง

สังคมอยู่ยาก “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” เปิดผลสำรวจ ความหวาดกลัวของชาวบ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/477586

สังคมอยู่ยาก “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”เปิดผลสำรวจ ความหวาดกลัวของชาวบ้าน

6 สิงหาคม 2564 – 18:46 น.

“พีเพิลโพล” เผยผลสำรวจ ชาวบ้านหวาดกลัวอยู่ในดงลักทรัพย์ ตามด้วยหวั่นถูกทำร้ายร่างกาย

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด -19 ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ยังต้องสร้างความหวาดวิตกเพิ่มมากขึ้นเมื่อพบว่า สถานการณ์ทางสังคมขณะนี้ มีคดีอาชญากรรมเพิ่มขึ้น

ล่าสุด สํานักงานตํารวจแห่งชาติ นำเสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ “พีเพิลโพล (People Poll)” เรื่อง ความหวาดกลัวภัยอาชญากรรมและความเชื่อมั่น ของประชาชนต่อประสิทธิภาพการ ป้องกันอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่ตํารวจ ประจำเดือนกรกฎาคม 2564 

พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์  หักพาล ที่ปรึกษาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สบ. 9) ดำเนินการสํารวจความหวาดกลัวภัยอาชญากรรมและความเชื่อมั่น ของประชาชนต่อประสิทธิภาพการป้องกันอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่ตํารวจ และความพึงพอใจ ต่อการ ให้บริการภายในสถานีตํารวจ หรือ พีเพิลโพล (People Poll) เพื่อเข้าใจถึงความต้องการ ปัญหาของประชาชน อย่างแท้จริง และสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนต่อการพัฒนาแนวทางการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Smart Safety Zone 4.0)

สำหรับผลสำรวจเดือนกรกฎาคม 2564 นั้น ได้ดำเนินการระหว่างวันที่ 1 – 20 กรกฎาคม 2564 โดย ให้สถานีตํารวจทั่วประเทศ รวม 1,484 แห่ง สํารวจความคิดเห็นของประชาชนอย่างน้อย สถานีละ 100 ตัวอย่าง ในรูปแบบ Google form มีประชาชนตอบแบบสอบถาม จํานวน 187,632 ตัวอย่าง จำแนกเป็น หญิง ร้อยละ 48.6 ชาย ร้อยละ 51.4 ช่วงอายุที่ตอบแบบสอบถามมากที่สุด คือ ช่วงอายุตั้งแต่ 20 – 29 ปี หรือร้อยละ 27.30

ผลสำรวจในภาพรวม พบว่า ประชาชนรู้สึกหวาดกลัวภัยอาชญากรรมลดลง ในขณะที่ ระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อประสิทธิภาพการป้องกันอาชญากรรมของเจ้าหน้าที่ตํารวจอยู่ในระดับที่ สูงขึ้น

สังคมอยู่ยาก "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ"เปิดผลสำรวจ ความหวาดกลัวของชาวบ้าน

มื่อสอบถามประเภทอาชญากรรมที่หวาดกลัว พบว่า ประชาชนมีความหวาดกลัวการลักทรัพย์มาก ที่สุด (ร้อยละ 67.22) รองลงมา คือ การถูกทำร้ายร่างกาย (ร้อยละ 59.72) ชิงทรัพย์ (ร้อยละ 56.42) แก็งคอลเซ็นเตอร์ (ร้อยละ 56.21) วิ่งราวทรัพย์ (47.67%) และการพนันออนไลน์ (ร้อยละ 46.82) ตามลำดับ

สำหรับความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการภายในสถานีตำรวจในภาพรวมทั้งประเทศอยู่ที่ ร้อยละ 78.25 ซึ่งมีระดับที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน กล่าวคือ ถึงแม้ว่าคะแนนความเชื่อมั่นอยู่ในระดับที่สูงขึ้น แต่ประชาชนยังคงมีความหวาดกลัว อาชญากรรม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาชญากรรมสมัยใหม่หรืออาชญากรรมไซเบอร์ที่มีผลมาจากโลกออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดียที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อการสื่อสาร และการดำรงชีวิตในขณะนี้ คณะทำงานได้นำผลสำรวจมาพัฒนา ปรับปรุงแนวทางการทำงานด้านการให้บริการ และงานป้องกัน อาชญากรรม อาทิเช่น นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในงานสายตรวจ , แอพพลิเคชั่น Police I Lert U , สายตรวจโดรน , เสาส่งสัญญาณ SOS , สร้าง Cyber village รวมถึงโครงการสมาร์ทเซฟตี้โซนเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย ตามนโยบายของ ผบ.ตร. ที่กล่าวว่า “จะทำอย่างไรให้ประชาชนต้องไม่เกิดความหวาดระแวงภัยอาชญากรรม หากสามารถทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งสามารถเดินคนเดียวได้อย่างสบายใจบนถนนตอนกลางคืน”

ทั้งนี้ได้คัดเลือก สถานีตำรวจนำร่องทั่วประเทศจำนวน 15 สถานี ประกอบด้วย สน.ลุมพินี , สน.ห้วยขวาง , สน.ภาษีเจริญ , สภ.ปากเกร็ด , สภ.เมืองสมุทรปราการ , สภ.เมืองพัทยา , สภ.เมืองระยอง , สภ.เมืองปราจีนบุรี , สภ.ปากช่อง , สภ.เมืองอุดรธานี , สภ.เมืองเชียงใหม่ , สภ.เมืองพิษณุโลก , สภ.เมืองราชบุรี , สภ.เมืองภูเก็ต และ สภ.หาดใหญ่

โดยคัดเลือกพื้นที่ที่เป็นแลนด์มาร์ค แหล่งเศรษฐกิจ และพื้นที่ที่ประชาชนมีความหวาดกลัวภัยอาชญากรรมมาสร้างเป็นพื้นที่ปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่น อุ่นใจ ปลอดภัย ในชุมชน

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ได้กล่าวถึงนโยบายการป้องกันอาชญากรรมว่าต้องเน้นการทำงานเชิงรุก โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาพัฒนารูปแบบการทำงานให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว สร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รับฟังความคิดเห็นของประชาชน และใช้ทรัพยากรให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และลดความหวาดกลัวภัยของประชาชน

นอกจากนี้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “สองเดือนที่ผ่านมา “พีเพิลโพล” ช่วย ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องที่ได้มากขึ้น รวมถึงส่งผลเชิงบวกต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตำรวจเป็นอย่างมาก โดยได้นำผลสำรวจความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของประชาชนมาปรับใช้ในการทำงาน หลายด้าน

“วิโรจน์” แฉจ่อออก “กฎหมายนิรโทษกรรม” ให้กับ “คณะบุคคล” บริหารวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477589

“วิโรจน์ “แฉจ่อออก”กฎหมายนิรโทษกรรม”ให้กับ”คณะบุคคล” บริหารวัคซีน 

6 สิงหาคม 2564 – 18:44 น.

ส.ส.ก้าวไกล”วิโรจน์ ลักขณาอดิศร”ถามสมควรแล้วหรือที่จะออก”กฎหมายนิรโทษกรรม”แบบกึ่งเหมาเข่งให้กับ”คณะบุคคล”ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาและบริหารวัคซีน

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร  ส.ส. ก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กว่า ควรแล้วหรือที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมแบบกึ่งเหมาเข่งให้กับ”คณะบุคคล”ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาและบริหารวัคซีน

ผมได้รับเอกสารที่มีการนำเสนแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์สำหรับการปฏิบัติงานตามข้อสั่งการในสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับนี้ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นเอกสารฉบับทางการหรือไม่ เป็นเอกสารฉบับล่าสุดหรือเปล่า ปัจจุบันได้มีการแก้ไข ปรับปรุงอะไรไปบ้างแล้วหรือไม่

อย่างไรก็ตามจากเอกสารที่ผมได้รับ ผมขออนุญาตให้ทรรศนะของผมในเบื้องต้นก่อนดังนี้ ส่วนข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร คงต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงเพื่อให้สังคมเกิดความกระจ่างอีกครั้งหนึ่งต่อไป 

โดยแนวคิดสำคัญของเอกสารนำเสนอฉบับนี้ คือ การตรากฎหมาย พ.ร.ก.จำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) พ.ศ….

โดยหลักการแล้วในสถานการณ์โรคระบาดเช่นนี้ การจำกัดความรับผิดทั้งทางอาญา และแพ่งให้กับแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่ปฏิบัติด่านหน้าที่ทำงานเต็มความสามารถโดยสุจริตและไม่ได้เลือกปฏิบัติภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว

แต่ข้อเท็จจริงหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ การที่สถานการณ์การแพร่ระบาดเกิดขึ้นรุนแรงอยู่ที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนหนึ่งมาจากการตัดสินใจเชิงนโยบาย ทั้งๆ ที่ควรจะ
คาดการณ์ได้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น

1) การไม่กระจายความเสี่ยงในการจัดหาวัคซีน 

2) การจัดฉีดวัคซีนที่ล่าช้า ขาดการวางระบบในการจัดการและการบริหารฐานข้อมูลที่ดี

3) การเบิกจ่ายงบประมาณในการเตรียมความพร้อมทั้งด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยา และเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ที่จำเป็น ที่ขาดประสิทธิภาพ ดูเบาต่อสถานการณ์ฯลฯ

ซึ่งประเด็นต่าง ๆ ข้างต้นนี้เป็นที่สงสัยจากภาคประชาชนว่า เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก ต้องตายคาบ้าน ตายกลางถนน ซึ่งเป็นความสูญเสียอย่างที่ไม่ควรจะเป็น ทำให้เด็กตัวเล็ก ๆ เพียงไม่กี่ขวบปี หลายคน ต้องเป็นกำพร้า และจะไม่ได้รับโอกาสที่จะได้กอดพ่อแม่ของพวกเขาอีก และความเสียหายทางเศรษฐกิจที่มากมายเหลือคณานับ หลายคนต้องสิ้นเนื้อประดาตัว แถมยังต้องแบกหนี้สินที่ล้นพ้นตัวอีก

ซึ่งควรต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริงไม่ควรที่จะออกกฎหมาย “นิรโทษกรรมแบบกึ่งเหมาเข่ง”

ในข้อที่ 7 ที่จะคุ้มครองให้บุคคลและคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งหรือมอบหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดหาหรือบริหารวัคซีน ซึ่งควรจะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาล ประชาชนทุกข์ยากแสนสาหัส นั้นมีความเกี่ยวข้องกับ”บุคคล”หรือ”คณะบุคคล”เหล่านี้หรือไม่

ข้อยกเว้น ที่ระบุเอาไว้ ซึ่งมีอยู่แค่ 3 ข้อ ได้แก่

– การกระทำเป็นไปโดยไม่สุจริต

– การกระทำเป็นไปโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

– การกระทำเกิดจากการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

เป็นข้อยกเว้นที่กว้างเกินไป ซึ่งควรจะเขียนเพิ่มเติม ให้เฉพาะเจาะจงและรัดกุมมากขึ้น เช่น การกระทำ และการตัดสินใจใด ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับหลักวิชาหรือผลการศึกษาวิจัยย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองให้ปราศจากความรับผิดจาก พ.ร.ก.ฉบับนี้”

ใจความสำคัญ ก็คือ หากมีการสอบสวนข้อเท็จจริงในภายหลัง แล้วพบว่าการตัดสินใจของบุคคล หรือคณะบุคคลเหล่านี้ในการจัดหาและจัดหรือบริหารวัคซีน หากเป็นไปโดยขัดกับหลักวิชาหรือตัดสินใจโดยที่ไม่มีผลการศึกษาวิจัยที่ทำอย่างเป็นระบบมาอ้างอิง

หรือเป็นการตัดสินใจโดยขัดกับผลการศึกษาและงานวิจัยที่ปรากฎในแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือบุคคลเหล่านี้ ก็ควรต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ศาลยุติธรรมวินิจฉัยว่าควรได้รับโทษทางอาญาหรือทางแพ่งหรือไม่ผิด หรือถูก ก็ควรให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตัดสินโดยพิจารณาจากพยานหลักฐาน ที่รอบคอบรอบด้าน 

ไม่ควรที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมแบบกึ่งเหมาเข่งแบบนี้