ปฏิรูปป่าไม้รับโควิด-19 ยกระดับ E-Service #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477580

ปฏิรูปป่าไม้รับโควิด-19 ยกระดับ E-Service

6 สิงหาคม 2564 – 18:09 น.

ต้องปรับตัว กรมป่าไม้ ยกระดับ E-Service ตอบโจทย์ปชช. ร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้

นายอดิศร นุชดำรงค์ อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ภายใต้ยุทธศาตร์ชาติประเด็นการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม กรมป่าไม้ได้มีการสื่อสาร รับฟังปัญหาของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมป่าไม้ต้องทำงานโดยการลงพื้นที่เพื่อให้เข้าถึงประชาชนผู้ที่มีส่วนร่วม ตามภารกิจทุกด้านของกรมป่าไม้ ไม่ว่าจะเป็นงานป้องกันรักษาป่าที่มีส่วนภาคประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมโดยช่วยเป็นหูเป็นตา

ปฏิรูปป่าไม้รับโควิด-19  ยกระดับ E-Service

อีกทั้งเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวังในการป้องกันรักษาป่า ตลอดจนเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยดูแลและมีส่วนร่วมในการปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศ  รวมถึงการสร้างเครือข่ายเครือข่ายป่าชุมชน

นายอดิศร กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนหันมาใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน
มากขึ้น จากสาเหตุสถานการณ์การแพร่การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (covid-19) จึงต้องมีการปรับรูปแบบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐเพื่อให้ภารกิจในการปฏิบัติงานยังคงสามารถขับเคลื่อนดำเนินการต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดการสื่อสารระหว่างภาครัฐและประชาชนได้ง่ายขึ้น

โดยรัฐมีหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และมีประโยชน์ต่อประชาชน สามารถนำความต้องการของประชาชนมาวิเคราะห์หาทางปฏิบัติที่เหมาะสม

ปฏิรูปป่าไม้รับโควิด-19  ยกระดับ E-Service

 เช่น การที่กรมป่าไม้ได้ปรับแก้กฎหมายปลดล็อคมาตรา 7 พ.ร.บ.ป่าไม้ ฉบับใหม่ ให้ไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม เพื่อให้ประชาชนมีความสะดวกในการตัดไม้ เคลื่อนย้ายไม้ ตามที่ประชาชนต้องการให้ได้มากที่สุด

ดังนั้น การพัฒนาและให้บริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือในรูปแบบ E-Service จึงได้ถูกสร้างขึ้นพร้อมทั้งพัฒนาระบบเพื่อที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถรับบริการต่าง ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ แทนการเดินทางมาติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐ E-Service จึงนับเป็นช่องทางที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวกรวดเร็วและประหยัด อีกทั้ง ยังสามารถนำข้อมูลต่าง ๆ ไปใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายได้อีกด้วย

ปฏิรูปป่าไม้รับโควิด-19  ยกระดับ E-Service

นายอดิศร กล่าวอีกว่า กรมป่าไม้ได้พัฒนาระบบ E-Service ในปัจจุบันให้ประชาชนสามารถเข้าถึง
การบริการของกรมป่าไม้ เช่น การขออนุญาตรับรองไม้ และการอนุญาตขอใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ การขอรับกล้าไม้ผ่านระบบออนไลน์ และระบบบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนของกรมป่าไม้ โดยที่ประชาชนสามารถร้องเรียนผ่านเข้ามาในระบบโดยจะมีเจ้าหน้าที่รับเรื่องและแจ้งเข้าไปในระบบในเรื่องของขั้นตอนการดำเนินการตามที่ประชาชนได้ร้องเรียนเข้ามา และเป็นข้อมูลที่เปิดเผยประชาชนสามารถตรวจสอบและติดตามได้ด้วยเองผ่านทางระบบอิเล็กโทรนิก

ปฏิรูปป่าไม้รับโควิด-19  ยกระดับ E-Service

โดยทุกระบบพร้อมให้บริการกับประชาชนอย่างเต็มประสิทธิภาพ ผลของการเปิดระบบราชการทำให้กรมป่าไม้ทำงานใกล้ชิดประชาชนได้มากขึ้น  สามารถรับรู้ปัญหาและร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างภาครัฐกับประชาชน อันจะส่งผลให้ประชาชนหันมาให้ความร่วมมือ และยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น โดยภาพรวมเมื่อรัฐทำงานร่วมกับประชาชนสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ ในปี 2562 เรามีพื้นที่ป่าสีเขียวเพิ่มขึ้น 122,223.79 ไร่ พื้นที่ป่าเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 25.46 ล้านไร่ เป็นการรักษาทรัพยากรป่าไม้ให้ยั่งยืน ผืนป่าอุดมสมบูรณ์ระบบเศรษฐกิจได้รับการพัฒนาที่ดีขึ้น ต่อไป

“กรณ์” เสนอ 5 ทางแก้ทวง “เงินเยียวยา” ลูกจ้างทุกประเภทพื้นที่ “สีแดงเข้ม” ต้องได้ทั้งหมด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477575

“กรณ์”เสนอ 5 ทางแก้ ทวง”เงินเยียวยา”ลูกจ้างทุกประเภทพื้นที่”สีแดงเข้ม”ต้องได้ทั้งหมด

6 สิงหาคม 2564 – 17:40 น.

“กรณ์”เสนอ 5 ทางแก้ทวง”เงินเยียวยา” ให้คนทำงาน-ลูกจ้างทุกประเภทในพื้นที่”สีแดงเข้ม” ต้องได้รับ”การเยียวยา”ทั้งหมด 

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว ทวงเงินให้ “คนทำงาน” ภาค 2 หลังจากที่ได้โพสต์ทวงเงินเยียวยาประกันสังคมไปแล้วเมื่อวานนี้ ปรากฎว่ามีคำถามจากคนทำงานต่อรัฐบาล หลั่งไหลเข้ามามากมาย ล้วนเป็นเสียงสะท้อนข้อบกพร่องและความไม่ยุติธรรมของมาตรการรัฐบาล

ปัญหา – ระบบ Data ต้องลงทะเบียนซ้ำซากทั้ง ๆ ที่มีข้อมูลอยู่แล้ว, ประเมินความเดือดร้อนไม่ครอบคลุมทุกคน คนนอก 9 ประเภทกิจการถูกมองว่าไม่เดือดร้อน,อยู่ในพื้นที่แดงเข้มแท้แต่ไม่ได้รับเงินเยียวยา ไม่มองว่าธุรกิจมันต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ เดือดร้อนทุกประเภท,ทำไม จ่ายแค่ 1 – 2 เดือน ทั้งที่ปิดมานานมากแล้ว และดูเหมือนจะต้องปิดอีกนาน 

นายกรณ์ กล่าวว่า ยังมีปัญหาข้อมูลภาครัฐไม่ลงรายละเอียดของพื้นที่ทำงานจริงของประชาชน , คนที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ แต่บัตรประชาชนอยู่จังหวัดนอกเขตแดงเข้ม ทำไมถึงไม่ได้,ชื่อในระบบนายจ้าง สำนักงานใหญ่อยู่จังหวัดปลอดภัย แต่ต้องมาประจำอยู่จังหวัดแดงเข้ม ทำไมไม่ได้เงิน

นอกจากเยียวยาแล้ว ทำไมถึงช่วยเรื่องอื่นมากกว่านี้ไม่ได้ น้ำ ไฟ อินเตอร์เน็ต ค่าเช่า ดอกเบี้ย , ทำไมการจ่ายเยียวยาให้คนใน ม.39 ต้องเอาไปรอคนลงทะเบียนใหม่ของ ม.40 

หัวหน้าพรรคกล้า กล่าวว่า ข้อเสนอ วิธีแก้ปัญหา ทางออกสมัยตนเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แก้ปัญหากำลังซื้อหดหายจากภาคบริโภคในประเทศ ตอนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ก็ใช้ฐานข้อมูลจาก “ประกันสังคม” ออกมาตรการ “เช็คช่วยชาติ” โดยประชาชนไม่ต้องทำอะไรเลย รอรับเช็คเยียวยาอย่างเดียว ซึ่งนั่นคือยุค Analogue ในยุคดิจิตอลน่าจะทำได้ดีกว่านี้มาก

จึงเสนอทางออก 5 ข้อคือ 1.)ใช้ data ที่มีให้เป็นประโยชน์ อย่าไปสร้างภาระกรอกข้อมูลซ้ำซาก 2.) ยกเลิก 9 ประเภทกิจการนั้น และให้ทุกประเภทกิจการในพื้นที่สีแดงเข้ม ต้องได้รับการเยียวยาทั้งหมด

3.) คนที่ระบบประกันสังคมมีข้อมูลเก่าอยู่แล้ว ต้องได้รับการโอนเงินทันที 4.) ใครยังไม่เข้าระบบ เร่งให้ลงทะเบียน ม.40 และเปิดพร้อมเพย์ให้ครบ พร้อมยิงเงินตรงรอบละ 7 วัน และ 5.) หลีกเลี่ยงการโยนความรับผิดชอบไป-มา ตั้งทีมเฉพาะกิจดูแล“คนทำงาน” ร่วมกันระหว่างกระทรวง “แรงงาน-พาณิชย์-คลัง”

“ศาลฎีกา” จำคุกตลอดชีวิต “นวัธ” อดีต ส.ส.ขอนแก่น “คดีจ้างวานฆ่า” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477560

“ศาลฎีกา”จำคุกตลอดชีวิต”นวัธ”อดีต ส.ส.ขอนแก่น”คดีจ้างวานฆ่า”

6 สิงหาคม 2564 – 15:59 น.

“ศาลฎีกา”จำคุกตลอดชีวิต”นวัธ เตาะเจริญสุข” อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย”คดีจ้างวานฆ่า”อดีต ปลัด อบจ.ขอนแก่น ลดจากเดิมโทษประหารชีวิต

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 64 ที่ ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.929/2561 ที่พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่นโจทก์และนางลำดวน โคตรทุม โจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง นายนวัธ เตาะเจริญสุข อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย เป็นจำเลย ความผิดต่อชีวิต เหตุจ้างวานฆ่าปลัด อบจ.ขอนแก่น เมื่อปึ 2556

โดยศาลฎีกาพิพากษาแก้โทษอาญา เนื่องจากทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) ให้จำคุกตลอดชีวิต

ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาส่วนแพ่งให้จำเลยรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 63 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ประหารชีวิตนายนวัธ และชดใช้ค่าปลงศพ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5

สำหรับคดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 3 พ.ค.2556 คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงนายสุชาติ โคตรทุม อดีตปลัด อบจ.ขอนแก่น เสียชีวิตที่หน้าบ้านพัก ภายในหมู่บ้านจอมพล เขตเทศบาลนครขอนแก่น

ในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาและผู้ร่วมก่อเหตุได้ทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วย ด.ต.วีระศักดิ์ ชำนาญผล จำเลยที่ 1 ,พ.ต.ท.สมจิตร แก้วพรม อดีต รองผกก.(ป.) สภ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น จำเลยที่ 2 ,นายประพันธ์ ศรีพิลัย จำเลยที่ 3, นายบุญช่วย จูงกลาง จำเลยที่ 4 และนายปิยะพงษ์ มีกำบัง จำเลยที่ 5

โดยศาลฎีกาได้พิพากษาตัดสินประหารชีวิต พ.ต.ท.สมจิตร , ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ด.ต.วีระศักดิ์ , นายประพันธ์ และ นายบุญช่วย ซึ่งเป็น จำเลยที่ 1, 3 และ 4 ส่วนนายปิยะพงษ์ จำเลยที่ 5 ให้ยกฟ้อง

ขณะเดียวกัน ศาลจังหวัดขอนแก่น ได้ออกหมายจับนายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 พรรคเพื่อไทย ในข้อหากระทำความผิดฐานจ้างวานผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหลังมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงกับผู้ต้องหา ที่ร่วมกันก่อเหตุฆาตกรรมนายสุชาติ

และระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นางลำดวน โคตรทุม ภรรยาของนายสุชาติ ได้ขอเป็นโจทก์ร่วม และยื่นคำร้องขอให้นายนวัธ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็น

โดยศาลชั้นได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2562 ระบุว่า ผู้ต้องหามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4) ประกอบมาตรา 84 ลงโทษประหารชีวิตและให้จำเลยชดใช้ค่าปลงศพ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 

“ศาลแพ่ง” สั่งห้าม “นายกฯ” บังคับใช้ข้อกำหนดตามมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน “ปิดปากสื่อ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477548

“ศาลแพ่ง” สั่งห้าม”นายกฯ” บังคับใช้ข้อกำหนดตามมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ปิดปากสื่อ”

6 สิงหาคม 2564 – 14:48 น.

“ศาลแพ่ง”คุ้มครองชั่วคราวสั่งห้าม “นายกฯ” บังคับใช้ข้อกำหนดตามม.9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปิดปากสื่อ ด้านทนายพอใจศาลสั่งคุ้มครองให้ประชาชนและสื่อมวลชน

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.64 ศาลแพ่ง รัชดาภิเษก มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวคดีที่ทนายความภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน พร้อมด้วยตัวแทนสื่อออนไลน์รวม 12 แห่ง ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด 19 หรือ ศบค.

ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฉบับที่ 29 ที่ให้อำนาจสำนักงานคณะกรรมการบริหารกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) แจ้งผู้รับใบอนุญาตการใช้บริการอินเตอร์เนตตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรสื่อความถี่และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรคมนาคมทุกราย

ให้มีการตรวจสอบข้อความหรือข่าวสารมีที่มาจากIP ADDRESSโดยให้แจ้งรายละเอียดตามที่สำนักงาน กสทช.กำหนด และให้แจ้งการใช้อินเตอร์เนตรวมทั้งให้ สำนักงาน กสทช. แจ้งพนักงานสอบสวน ดำเนินการตามกฎหมาย 

โดยศาลแพ่งพิเคราะห์แล้วจึงมีคำสั่งห้ามจำเลยดำเนินการบังคับใช้ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 29) เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

ทนายพอใจศาลสั่งคุ้มครองให้ประชาชนและสื่อมวลชน มีสิทธิใช้อินเตอร์เนตตามกฎหมายเพื่อการสื่อสาร หากมีการเสนอข่าวผิดพลาดหรือเฟกนิวส์ รัฐยังมี พ.ร.บ.คอมฯ เป็นเครื่องมือเอาผิดได้

ภายหลังฟังคำสั่งศาล นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ ให้สัมภาษณ์ ว่า ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศบค.บังคับใช้ข้อกำหนดฉบับที่ 29 ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

เหตุเพราะ ข้อกำหนดว่าห้ามนำเสนอข่าวที่มีลักษณะสร้างความหวาดกลัว เป็นข้อกำหนดที่ไม่มีความชัดเจนแน่นอนในขอบเขต ดังนั้นอาจจะทำให้ประชาชนรวมทั้งโจทก์ ไม่รู้ว่าขอบเขตในการใช้เสรีภาพนั้นเป็นอย่างไร การนำเสนอความจริงจะผิดต่อข้อกำหนดนี้หรือไม่ จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 34,35 และ 26 

นอกจากนี้แล้วข้อกำหนดที่ให้อำนาจ กสทช.ในการระงับใช้อินเตอร์เน็ต ศาลเห็นว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ได้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการออกข้อกำหนดลักษณะนี้ ที่ให้สั่งระงับอินเตอร์เน็ตได้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอินเตอร์เน็ตมีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ประชาชนจะต้องใช้อินเตอร์เน็ตในการสื่อสาร ติดต่อข่าวสารต่างๆ การให้อำนาจสั่งระงับอินเตอร์เน็ตที่รวมไปถึงในอนาคตด้วยนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญ    

อย่างไรก็ตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ไม่ให้ใช้ข้อกำหนด ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ  และไม่ให้ระงับอินเตอร์เน็ตดังกล่าว ก็ไม่ได้ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินได้รับการกระทบกระเทือน หรือก่อให้เกิดความเสียหาย เนื่องจากรัฐยังสามารถบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในการใช้บังคับเกี่ยวกับข่าวปลอม หรือข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงได้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกพอใจกับคำสั่งศาลแพ่งที่ให้ระงับข้อกำหนดฉบับที่ 29 ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เกี่ยวกับข่าวที่สร้างความหวาดกลัวหรือไม่

นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า พอใจ ในคำสั่งศาล เพราะถือว่าศาลมุ่งคุ้มครองเสรีภาพของประชาชนและเสรีภาพของสื่อในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะในสถานการณ์แบบนี้ควรจะสามารถนำเสนอความจริงอย่างตรงไปตรงมาได้ แม้ความจริงนั้นบางครั้งอาจจะน่ากลัวก็ตาม แต่ว่าเราก็ต้องนำเสนอเพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคม

"ศาลแพ่ง" สั่งห้าม"นายกฯ" บังคับใช้ข้อกำหนดตามมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" ปิดปากสื่อ"
"ศาลแพ่ง" สั่งห้าม"นายกฯ" บังคับใช้ข้อกำหนดตามมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" ปิดปากสื่อ"

“ผู้ว่าฯสมุทรสาคร” มอบเงิน​จากการเขียนหนังสือ “คืนปูสู่สาคร” ถอดบทเรียนการเป็นผู้ป่วย ​”Covid-19​” กว่า​ 5 แสนบาทให้บุคลากร​ทางการแพทย์ “สมุทรสาคร” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477543

“ผู้ว่าฯสมุทรสาคร” มอบเงิน​จากการเขียนหนังสือ”คืนปู่สู่สาคร”ถอดบทเรียนการเป็นผู้ป่วย​” Covid-19​”กว่า​ 5 แสนบาทให้บุคลากร​ทางการแพทย์”สมุทรสาคร””

6 สิงหาคม 2564 – 14:22 น.

“ผู้ว่าฯสมุทรสาคร” ​ มอบเงิน​จากการเขียนหนังสือ​ “คืนปู่สู่สาคร” ถอดบทเรียนการเป็นผู้ป่วย​” Covid-19​”  จำนวนกว่า​ 500,000  บาท​ ให้บุคลากร​ทางการแพทย์และด่านหน้าฯ​ จังหวัด”สมุทรสาคร”

วันที่​ 6​ สิงหาคม​ 2564​ เวลา​ 09.00​ น.​ นาย​วี​ระ​ศักดิ์​ วิจิต​ร์​แสง​ศรี​ ผู้​ว่าราชการ​จังหวัด​สมุทรสาคร​ ได้เป็น​ประธาน​การประชุม​คณะ​กรรม​การ​โรคติดต่อ​จังหวัด​สมุทรสาคร​ ณ​ ห้องประชุม​พัน​ท้าย​นรสิงห์​ 401​ ศาลากลาง​จังหวัด​สมุทรสาคร​ อ.เมืองฯ​ จ.สมุทรสาคร​

"ผู้ว่าฯสมุทรสาคร" มอบเงิน​จากการเขียนหนังสือ"คืนปู่สู่สาคร"ถอดบทเรียนการเป็นผู้ป่วย​" Covid-19​"กว่า​ 5 แสนบาทให้บุคลากร​ทางการแพทย์"สมุทรสาคร""
"ผู้ว่าฯสมุทรสาคร" มอบเงิน​จากการเขียนหนังสือ"คืนปู่สู่สาคร"ถอดบทเรียนการเป็นผู้ป่วย​" Covid-19​"กว่า​ 5 แสนบาทให้บุคลากร​ทางการแพทย์"สมุทรสาคร""

โดยมีวาระหารือข้อราชการที่สำคัญในการหารือความคืบหน้า​และแนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคมาตรการขับเคลื่อน​ CI​ ในชุมชน และ​ CI​ ในสถานประกอบการหรือ​ FAI​ รวมถึงการบริหารจัดการการตรวจเชิงรุก​ ด้วย​ TTK

ซึ่งจังหวัดได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลาง​และภาคเอกชน และรวมถึงการแก้ไขปัญหาระบบโรงพยาบาลคู่รับผิดชอบ​ CI.​ในโรงงานให้เกิดประสิทธิภาพ​ รวมไปถึงการหารือเรื่องการดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามสีเหลืองแห่งที่​ 2​ ในเขตพื้นที่อำเภอกระทุ่มแบนและบ้านแพ้วตามลำดับ​โดยการสนับสนุนในภาคประชาชัฐ

"ผู้ว่าฯสมุทรสาคร" มอบเงิน​จากการเขียนหนังสือ"คืนปู่สู่สาคร"ถอดบทเรียนการเป็นผู้ป่วย​" Covid-19​"กว่า​ 5 แสนบาทให้บุคลากร​ทางการแพทย์"สมุทรสาคร""

ในวันนี้​ ท่านผู้ว่าฯยังได้มอบเงินจากการทำหนังสือ​ “คืนปูสู่สาคร”  ซึ่งผู้ว่าฯ​ ปูได้เขียนเอง​ และมอบให้สำนักงานจังหวัดสมุทรสาครจำหน่ายให้แก่กลัยาณมิตร​ และผู้สนใจ​ พิมพ์จำนวน​ ทั้งหมดจำนวน​ 5,000​ เล่ม​ ปัจจุบันจำหน่ายหมดเรียบร้อยแล้ว​

ได้ยอดเงินหลังหักค่าจัดพิมพ์​ รวมเป็นเงิน​ 580,975.32  บาท​ (ห้าแสนแปดหมื่นเก้าร้อย​เจ็ดสิบห้าบาท​สามสิบสองสตางค์)​ ซึ่งท่านผู้ว่าฯ​ ได้บริจาคทั้งหมดให้กับกองทุนคน​สมุทรสาคร​ร่วมใจ​สู้​ภัย​ covid19​ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์​ บุคลากรทางสาธารณสุข​ และบุคลากรด่านหน้าของฝ่ายปกครองท้องที่​ ท้องถิ่นและอื่นๆ​ ในการสู้ภัย​ covid – 19​ ของจังหวัดสมุทรสาคร​ ด้วย

“ปิยบุตร” ซัด “ไชยันต์” สุดยอดแห่งการเชื่อมโยง คิดเป็นตุเป็นตะ พาดพิง ชุมนุม 7 ส.ค. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477540

“ปิยบุตร”ซัด”ไชยันต์ ” สุดยอดแห่งการเชื่อมโยง คิดเป็นตุเป็นตะ พาดพิง ชุมนุม 7 ส.ค. 

6 สิงหาคม 2564 – 14:04 น.

เลขาธิการคณะก้าวหน้า “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ซัด “ไชยันต์  ไชยพร” สุดยอดแห่งการเชื่อมโยงคิดเป็นตุเป็นตะ พาดพิง ชุมนุม 7 ส.ค. 

รศ.ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เขียนข้อความทางเฟซบุ๊กแสดงความเห็นถึง ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่พาดพิงนายปิยบุตร ถึงกรณีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองนัดชุมนุม 7 ส.ค. ซึ่งผู้นัดชุมนุมมีกำหนดการจะเคลื่อนขบวนไปยังพระบรมมหาราชวัง ว่า

สุดยอดแห่งการเชื่อมโยงคิดเป็นตุเป็นตะของไชยันต์ ไชยพร

ผมมีภรรยาเป็นคนฝรั่งเศส คบกันมาเกือบ 10 ปี แต่งงานครบรอบ 5 ปี วันนี้พอดี 

ภรรยาผมเดินทางรับทุนหลังปริญญาเอกไปหลายแห่งตั้งแต่เยอรมนี สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และพึ่งได้รับตำแหน่งอาจารย์ที่ปารีส จึงเดินทางกลับไปตั้งถิ่นฐานถาวรที่บ้านเกิด 

ช่วงหลัง ๆ ผมเอง แทบไม่ได้เจอภรรยา ปีหนึ่ง 2 ครั้ง เต็มที่ 3 ครั้ง ยิ่งพอเกิดวิกฤต Covid-19 ขึ้นมา ยิ่งเดินทางลำบาก จนฝรั่งเศสพึ่งปลดล็อก ให้คนต่างชาติเข้าประเทศได้ ใครยังไม่ฉีดวัคซีน ก็เข้ามาได้ หากมีเหตุผลทางครอบครัว ผมจึงมีโอกาสเดินทางมาช่วงนี้ 

ในช่วงปกติผมก็มาฝรั่งเศสเป็นประจำปีละ 1-2 ครั้ง โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อน มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม 

ส่วนเรื่องเขียนงานเกี่ยวกับปฏิวัติฝรั่งเศส เรื่องปฏิวัติที่ต่าง ๆ ทั่วโลก เรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องประเทศฝรั่งเศส ผมก็เขียนประจำ โพสลงเพจส่วนตัวบ่อยมาก เมื่อก่อน ก็มีคอลัมน์ในมติชนสุดสัปดาห์ด้วย

พอมาเป็นนักการเมือง ก็ยังเขียนเล่าลงเพจสาธารณะอยู่ ก็เลยไม่ทราบว่า คนแบบอาจารย์ไชยันต์และพวก จะอะไรกันนักกันหนากับผม 

ถ้าจะพูดภาษาบ้านๆที่ทนความรำคาญไม่ไหว คงพูดว่า…

“พวกมึงเป็น..อะไรกับกูนักหนา แค่กูเดินทางมาฝรั่งเศส มาเจอเมีย แค่เนี้ย” 

อย่าอ่อนไหวกันนักเลยครับ 

โตเป็นผู้ใหญ่ ทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่บ้าง ให้เยาวชนคนรุ่นหลังเขาเคารพกันบ้าง 

ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างอาจารย์ไชยันต์กับนักวิชาการอีกฝ่าย ผมเองยังคิดเสมอว่า ผมน่าจะเป็นคนที่สนทนาแลกเปลี่ยนกับอาจารย์ได้

สัมภาษณ์สื่อที่มักคุ้นกับอาจารย์เมื่อหลายเดือนก่อน ผมยังถามไถ่ถึงและยังบอกว่าพร้อมจัดวงพูดคุยกันกับแกเรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 

ไม่นึกว่า อาจารย์ไชยันต์จะ“ไปไกล”ขนาดนี้ ผูกโยงเรื่อง เป็นตุเป็นตะ 

อ่านแล้ว คิดว่า ดาวสยาม ยานเกราะ กลับมาเกิดใหม่ 

ไม่รู้ว่ามีวัตถุประสงค์อะไร คุณธรรมน้ำมิตรในหมู่นักวิชาการ ไม่ต้องมีกันอีกแล้วหรือถึงขั้นต้องกุเรื่องทำลายผม ปลุกระดมความเกลียดชังต่อผม 

บ้ากันขนาดนี้ คงเคารพนับถือกันต่อไปไม่ไหว

ถ้าหากอ่านข้อเสนอผม แล้วคิดดี ๆ เสียบ้าง สมองแบบไชยันต์และพวกก็จะรู้ว่าการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ คือ ทางออกจริงๆ 

แต่กลับไม่พิจารณา ไม่สนทนา สาดน้ำมันเข้าใส่ ให้ไฟมันแรงกว่าเดิม 

ก็ทำกันแบบนี้แหละ ถึงหาทางลงกันไม่ได้เสียที

ถ้าผมใช้แท็คติกแบบไชยันต์และพวกบ้าง ก็คงต้องบอกว่าหากสถานการณ์ในประเทศไทยลื่นไถลไปไกลจนไม่มีใครคาดคิด ไม่มีใครควบคุมได้ ก็เพราะ คนแบบไชยันต์นั่นเอง

“ธนาธร” ถึงเวลาพูดความจริง ปลาย ก.ย.ติดเชื้อ “โควิด” แตะวันละ 5 หมื่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477490

“ธนาธร”ถึงเวลาพูดความจริง ปลาย ก.ย.ติดเชื้อ”โควิด” แตะวันละ 5 หมื่น

5 สิงหาคม 2564 – 21:27 น.

ประธานคณะก้าวหน้า”ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ย้ำถึงเวลาพูดความจริงกับประชาชน”โควิด”เข้าสู่ภาวะวิกฤตปลาย ก.ย.อาจติดเชื้อแตะวันละ 5 หมื่น ผู้เสียชีวิตรายวันอาจจะเพิ่มขึ้นถึงกว่า 400 คน ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อที่ต้องการเตียงอาจจะเพิ่มขึ้นไปถึง 500,000 คน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2564 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า จัดเฟซบุ๊กไลฟ์ทางเพจเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ “ปัจจุบันและอนาคตประเทศไทยใต้โควิด” สรุปคาดการณ์สถานการณ์โควิดในระยะตั้งแต่สิงหาคมเป็นต้นไปและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ

โดยนายธนาธร ระบุว่า ตนมีความเชื่อเป็นอย่างยิ่ง าการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายและรัฐต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจและเท่าทันถึงสถานภาพของปัญหานั้น ๆ โดยมีสติแต่ไม่ตื่นตระหนก ซึ่งความจริงที่ต้องพูดให้ชัดในวันนี้ ก็คือสถานการณ์โควิดของประเทศไทยอาจจะเลวร้ายกว่านี้ในไตรมาสที่สามของปี 2564 

*** ต้องลดอัตราติดเชื้อลงให้ได้ถึง 50% ก่อนต้น ก.ย. – หวั่นแนวโน้มติดเชื้อพุ่ง 5 หมื่น-ตาย 400 ต่อวัน ***

โดยนายธนาธรได้นำข้อมูลจาก Google Mobility Trend และ Facebook Movement Range Map ซึ่งเป็นข้อมูลที่ Facebook และ Google เปิดเผยแนวโน้มการเดินทางของประชากรจากสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้แอพพลิเคชั่น มาแสดงให้เห็นว่าประชาชนคนไทยเดินทางออกนอกบ้านมากขึ้นหรือน้อยลงเท่าไหร่

ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหลังสถานการณ์โควิดและการล็อกดาวน์รอบแรก คนไทยเดินทางน้อยลงประมาณ 35% จากสถานการณ์ปกติ เมื่อมาถึงระลอกที่สองประชากรมีการเดินทางน้อยลงประมาณ 20% จากสถานการณ์ปกติ จนมาถึงล็อกดาวน์ครั้งปัจจุบัน ประชากรเดินทางลดลง 30% เมื่อเทียบกับสถานการณ์ปกติ

เมื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาเปรี่ยบเทียบกับแบบจำลองอนาคตที่จัดทำขึ้นโดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จะพบว่ามีความแปรผันสอดคล้องกันในระดับหนึ่ง ที่ชี้ให้เห็นว่าอัตราการแพร่ระบาดสามารถลดลงได้เมื่อประชากรจำกัดการเดินทางลง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือจากข้อมูลของแบบจำลองอนาคตนี้ หากเราสามารถลดการติดเชื้อได้เพียงแค่ 20% จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันอาจจะขึ้นไปถึง 50,000 คนในปลายเดือนกันยายน หากลดการแพร่ระบาดได้ 25% จำนวนผู้ติดเชื้ออาจเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 35,000 คนต่อวันในปลายเดือนกันยายน แต่ในอัตรานี้จำนวนผู้ติดเชื้อจะค่อย ๆ ลดลงในปลายเดือนสิงหาคมและอาจเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากการหยุด”ล็อกดาวน์”ในเดือนกันยายน

แต่หากสามารถลดการแพร่เชื้อได้ 45-50% ขึ้นไป จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันอาจจะเหลือเพียงแค่ 4,000-5,000 คนและจะอยู่ในระดับคงที่หลังจากการล็อกดาวน์สิ้นสุดลง

ในแง่ของความต้องการเตียง แบบจำลองอนาคตนี้บ่งชี้ว่าปัจจุบัน มีจำนวนผู้ติดเชื้อที่ต้องการเตียงอยู่ที่ประมาณ 200,000 คน หากลดการแพร่ระบาดได้เพียง 20% จำนวนผู้ติดเชื้อที่ต้องการเตียงอาจจะเพิ่มขึ้นไปถึง 500,000 คนในเดือนกันยายน แต่หากลดการแพร่ระบาดได้ถึง 50% จำนวนผู้ติดเชื้อที่ต้องการเตียง อาจะจะลดลงเหลือ 84,500 คนได้ 

ในแง่ของจำนวนผู้เสียชีวิตก็ช่นกัน หากลดการแพร่เชื้อได้เพียง 20% ผู้เสียชีวิตรายวันอาจจะเพิ่มขึ้นถึงกว่า 400 คนต่อวันในเดือนกันยายน แต่หากลดการแพร่ระบาดลงได้ถึง 50% จำนวนผู้เสียชีวิตรายวันอาจจะอยู่ที่ระดับ 100 คนต่อวันในเดือนกันยายน
 

นายธนาธรยังระบุด้วยว่า อย่างไรก็ตามการลดการแพร่เชื้อไปถึงระดับ 50% อาจจะเป็นไปได้ยาก ระดับที่อาจจะมีความเป็นไปได้อยู่ที่ 30-35% ซึ่งก็จะไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือจะไม่ทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติได้ในเร็ววัน
.
*** เศรษฐกิจไทยระส่ำ เติบโตปี 64 อาจถึงขั้นติดลบ ขณะที่โลกโต 6% ***

นายธนาธร ระบุต่อไปว่า ทุกวันนี้สถาบันทางการเงินต่าง ๆ ที่ออกพยากรณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2564 ต่างมีการปรับลดตัวเลขการพยากรณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งหมด เช่น สถาบันวิจัยของธนาคารกสิกรไทย เคยพยากรณ์ในไตรมาสแรกว่าเศรษฐกิจไทยจะโตประมาณ 2.6% มาถึงไตรมาสสองลดการพยากรณ์ลงมาเหลือ 1.8% พอมาถึงเดือนกรกฎาคมก็ปรับลดการพยากรณ์เหลือเพียงแค่ 1% 

ในขณะที่ กกร.หรือคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เมื่อไตรมาสหนึ่งพยากรณ์ว่าเศรษฐกิจปี 2564 จะเติบโตขึ้น 2.5% พอมาถึงกลางปีก็ปรับเปลี่ยนลงเหลือประมาณ 1.3% และเมื่อมาถึงเดือนกรกฎาคมก็ปรับลดลงเหลือเพียง 0.8%
.
โดยที่การปรับพยากรณ์ลงนี้ยังไม่ได้ใส่ปัจจัยการล็อกดาวน์ที่จะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้เข้าไปด้วยแปลว่าเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตน้อยกว่าพยากรณ์ล่าสุดที่มีการปรับลดแล้วนี้อีก อาจไปถึงขั้นติดลบก็เป็นได้ เป็นอนาคตที่จะต้องบอกประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า นี่คือสิ่งที่พวกเราจะต้องเผชิญ
.
ขณะเดียวกัน IMF หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ได้ออกรายงานพยากรณ์เศรษฐกิจโลก “Fault Lines Widen in the Global Recovery” เมื่อเดือนกรกฎาคที่ผ่านมา ระบุโลกกำลังจะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มประเทศ คือประเทศกลุ่มที่ได้รับการฉีดวัคซีนเพียงพอแล้ว เศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตเร็ว ขณะที่กลุ่มที่มีการฉีดวัคซีนไม่เพียงพอจะเติบโตทางเศรษฐกิจช้า
.
โดย IMF ได้พยากรณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2564 จะโตประมาณ 6% จากปีที่แล้ว -3.2% โดยประเทศที่พัฒนาแล้วจะเติบโต 5.6% ประเทศที่กำลังพัฒนาจะเติบโต 6.3% ส่วนประเทศไทยพยากรณ์ล่าสุดเติบโตอยู่ที่ 1%.

“เมื่อเทียบกับที่ IMF พยากรณ์ว่าประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งโลกจะเติบโต 6.3% จะเห็นได้ว่าจากผลกระทบของสถานการณ์วิกฤตโควิดที่ผ่านมา กำลังจะซ้ำเติมการพัฒนาของประเทศไทย ให้ช้ากว่าโลกและช้ากว่าประเทศที่กำลังพัฒนาอื่น ๆ ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาใหม่ ก่อนสถานการณ์โควิดประเทศไทยก็เติบโตช้ากว่าโลกและช้ากว่าเพื่อนบ้านอยู่แล้ว พอมาเจอสถานการณ์โควิดประเทศไทยก็จะเติบโตช้ากว่าโลกและช้ากว่าเพื่อนบ้านไปอีก หมายความว่าอินโดนีเซีย เวียดนาม ฯลฯ กำลังจะไล่ตามเราเข้ามาใกล้ขึ้นทุกวัน ๆ หมายความว่ามาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ฯลฯ กำลังจะเดินออกห่างจากเราไปไกลขึ้นทุกวัน ๆ” นายธนาธรกล่าว.

*** วัคซีนกำลังจะหมดประเทศ ถ้าล็อตใหม่ไม่เข้าเร็วๆนี้ จะเหลือฉีดได้อีกแค่ 3-4 วัน ***
.
นายธนาธรกล่าวต่อไปว่า ดังนั้น สถานการณ์วันนี้จึงขึ้นอยู่กับวัคซีน ว่าจะฉีดให้ครบจำนวนที่เพียงพอได้เมื่อไหร่ ซึ่งจากข้อมูล ณ วันที่ 2 สิงหาคม มีประชากรไทยที่ฉีดวัคซีนครบสองโดสแล้วเป็นจำนวน 3.9 ล้านคน หรือ 6% ของจำนวนประชากร

คนที่ได้รับวัคซีนแล้วอย่างน้อยหนึ่งโดสมีจำนวน 21.5% ของจำนวนประชากร หรือ 14.2 ล้านคน ซึ่งหากเราต้องการไปถึงเป้าหมาย 100 ล้านโดสภายในสิ้นปี 2564 จะต้องฉีดให้ได้ 5.47 แสนโดสต่อวัน ในทุกวันที่เหลือนับตั้งแต่วันนี้ 

ปัญหาก็คือวัคซีนที่ได้รับจัดสรรอยู่ในประเทศไทยมีทั้งหมด 18.9 ล้านโดส ฉีดไปแล้ว 18.1 ล้านโดส หมายความว่าประเทศไทยเหลือวัคซีนอยู่อีกเพียงประมาณ 8 แสนโดส ถ้าฉีดในอัตราปัจจุบัน คือประมาณ 2 แสนกว่าโดสต่อวัน เราจะสามารถฉีดได้อีกเพียง 3-4 วันเท่านั้น
.
“ถ้าไม่มีวัคซีนล็อตใหม่เข้ามา เราก็จะไม่สามารถเพิ่มศักยภาพการฉีดวัคซีนอย่างเต็มที่ให้กับประชากรของเราได้เลย ซึ่งการฉีดวัคซีนได้ช้าก็จะส่งผลให้เราต้องอยู่กับความเสี่ยงที่จะเกิดคลัสเตอร์ใหม่ ๆ และการแพร่ระบาดรอบใหม่อยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าเราจะควบคุมการแพร่ระบาดรอบนี้ไปได้“ นายธนาธรกล่าว
.
*** ตกงาน-รายได้หด-หนี้สินเพิ่ม แนวโน้มวิบากกรรมประชาชนต้องเผชิญหากคุมระบาดไม่ได้ ***
.
นายธนาธรกล่าวต่อไปว่า ดังนั้นหากเราไม่สามารถลด % การแพร่ระบาดของไวรัสได้ สิ่งที่เราจะต้องเจอก็คือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อาจจะติดลบ และส่งผลกับรายได้ของประชาชน ที่ไม่ว่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยว ที่เดิมสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยถึง 2 แสนล้านบาทต่อเดือน แต่ปัจจุบันลดลงมาเหลือเพียง 4 พันล้านบาทต่อเดือนเท่านั้น.

ส่วนภาคการเกษตร ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ราคาข้าวหอมมะลิลดลง 6.7% จาก 10,862 บาทต่อตัน เหลือเพียง 10,134 บาทต่อตัน ในขณะที่ข้าวเจ้าความชื้น 15% ราคาลดลงในรอบสองเดือนที่ผ่านมา 7.4% จาก 8,474 บาทต่อตัน เหลือเพียง 7,844 บาทต่อตัน โดยสถานการณ์มีแนวโน้มจะเป็นเช่นนี้ต่อไปในฤดูเก็บเกี่ยวที่กำลังจะมาถึงอีก 2-3 เดือนข้างหน้า และราคาอาจจะต่ำลงกว่านี้อีก.

ส่วนภาคแรงงานในระบบ นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 มา ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ลดจำนวนลงไป 5% จากเดิม 11.67 ล้านคน หายไป 6 แสนคน เท่ากับว่ามีคนตกงานไปแล้วถึง 6 แสนคนเป็นอย่างต่ำที่สุด เพราะจำนวนนี้ยังไม่ได้นับรวมถึงแรงงานนอกระบบ ที่รายได้ลดลง ถูกเลิกจ้าง หรือต้องปิดกิจการไปด้วย แต่ไม่มีตัวเลขสถิติ.

ปัญหาการตกงานและรายได้ที่ลดลง นำมาซึ่งหนี้สินของครัวเรือนที่มากขึ้น ซึ่งหากลองเข้าไปดูใน Google Trend ในสถานการณ์ปกติ จะมีคนค้นหาคำว่า “เงินกู้” “เงินด่วน” อยู่ที่ 35% โดยเฉลี่ยทุกเดือน แต่เมื่อเกิดการล็อกดาวน์ครั้งแรก มีผู้ค้นหาคำว่า “เงินกู้” “เงินด่วน” เพิ่มขึ้นถึง 100% แม้จะลดลงมาในปัจจุบันเป็น 68% แต่วันนี้ตัวเลขหนี้สินของครัวเรือนขึ้นไปสูงถึง 90% ของจีดีพี ซึ่งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์แล้ว.

*** เยียวยาไม่ถ้วนหน้า-วัคซีนก็ไม่มา ประชาชนอยู่บ้านไม่ได้เพราะจะอดตาย ระบาดก็ไม่มีวันลด ***
.
นายธนาธรยังกล่าวด้วยว่า ดังนั้นการจำกัดการแพร่เชื้อจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชากรมีการฉีดวัคซีนสองเข็มเป็นจำนวนมากแล้วเท่านั้น แต่ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าวันนี้เราไม่สามารถหาวัคซีนที่มีคุณภาพดีและมีปริมาณที่เพียงพอมาฉีดให้กับประชาชนได้.

แต่เมื่อหาวัคซีนยังไม่ได้ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำก็คือการเยียวยาอย่างสมเหตุสมผล เพื่อให้ประชาชนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจให้ความร่วมมือกับมาตรการล็อกดาวน์ มิเช่นนั้นการควบคุมการแพร่ระบาดก็จะไม่มีวันเป็นไปได้ ในสถานการณ์ที่ประชาชนต้องประสบกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจในวันนี้ และในอนาคตที่จะหนักยิ่งกว่านี้.

“การล็อกดาวน์ในเดือนสิงหาคมนี้ จำเป็นต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลเยียวยาประชาชนอย่างสมเหตุสมผลได้สัดส่วน ให้ประชาชนมั่นใจว่าเขาจะไม่อดตาย พวกเขาจะได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมเมื่อเทียบกับเวลาที่เขาเสียไป ถึงแม้จะต้องใช้เงินมากแต่อย่างไรก็ถูกกว่าการปล่อยให้โรคระบาดถึงจุดเลวร้ายที่สุด ที่มีผู้ติดเชื้อ 50,000 คนต่อวัน” นายธนาธร  กล่าวทิ้งท้าย

“ไชยันต์ ไชยพร” ให้คำตอบ ทำไม ต้องวันที่ 7 สิงหา และ 10 สิงหา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477482

“ไชยันต์ ไชยพร” ให้คำตอบ ทำไม ต้องวันที่ 7 สิงหา และ 10 สิงหา

5 สิงหาคม 2564 – 20:29 น.

ไชยันต์ ไชยพร ชี้ การที่ “เพนกวิน” กล่าวเช่นนั้น เท่ากับให้ความชอบธรรมกับ ผู้ก่อการร้าย และ นัดชุมนุม “บุกวัง” ในวันเสาร์ที่ 7 สิงหา 2564

ความพยายามของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้การนำของ   อานนท์  นำภา   พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน  รวมถึง  ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ “รุ้ง” แกนนำกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ราษฎร” หรือ “ชาว 3 นิ้ว” ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง และได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว แต่ยังเดินหน้าเคลื่อนไหวโดยเฉพาะ อานนท์ ได้ออกมาประกาศนัดชุมนุมวันที่ 7 สิงหาคม โดยจะเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมไปยังพระบรมมหาราชวัง พร้อมประกาศข่มขู่แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างรุนแรงในวันดังกล่าว นอกจากนี้ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมประกาศประกาศชุมนุมในวันที่ 10 ส.ค.นี้ด้วย  

ท่ามกลางกระแสจากประชาชน ที่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมกลุ่มคนเหล่านี้ที่กำลังจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง ล่าสุด เมื่อวันที่  5  ส.ค.   ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพรอาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ได้ออกมาโพสต์ข้อความเชิงวิเคราะห์ในหัวข้อ  “ทำไมต้อง 7 สิงหา ? และ 10 สิงหา ?

ศ.ดร.ไชยันต์ ระบุ ไว้ดังนี้  

วันที่ 7 สิงหา 2508

เป็นวันที่กองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ปะทะด้วยกำลังอาวุธปืนเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นครั้งแรกที่บ้านนาบัว อ.เรณูนคร จังหวัดนครพนม เป็นข่าวใหญ่ของประเทศในเวลานั้น

ดังนั้น การที่ในวันที่ 1 สิงหาที่ผ่านมา

เพนกวิ้น ได้ปราศัยว่า “..เรามาทวงชื่อถนน วิภาวดีรังสิต ซึ่งเป็นของ “เจ้า” ไม่ให้เป็นของเจ้าอีกต่อไป .. มันเป็นถนนของประชาชน ของราษฏร”

จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแบบปากพาไปในขณะที่กำลังปลุกระดมอยู่บนถนนวิภาวดี

เพราะในปี พ.ศ. 2520 พระองค์เจ้าเจ้าวิภาวดี ทรงถูกยิง ขณะเสด็จไปรับตำรวจตระเวนชายแดนที่บาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด ที่ ตำบลบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ผู้ก่อการร้ายได้ระดมยิงมาที่เฮลิคอปเตอร์ที่ประทับ

การที่ เพนกวิน กล่าวเช่นนั้น เท่ากับให้ความชอบธรรมกับ ผู้ก่อการร้าย

และ นัดชุมนุม “บุกวัง” ในวันเสาร์ที่ 7 สิงหา 2564

————

ทำไมต้อง “บุกวัง” และมีนัด “10 สิงหา 2564”

เพราะ ย้อนกลับไปฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1792

“การก่อการปฏิวัติโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ หรืออีกนัยหนึ่งคือฉีกรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1791 เกิดขึ้นในวันที่ 10 สิงหาคม

กลุ่มปฏิวัติได้จัดตั้งรัฐบาลคณะปฏิวัติแห่งปารีสขึ้น และยื่นกำหนดเส้นตายให้สภานิติบัญญัติประกาศยุติสถานะความเป็นกษัตริย์ของพระเจ้าหลุยส์ฯเป็นการชั่วคราว

แต่เมื่อสภาไม่ปฏิบัติตาม

กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้ใช้กำลังเข้าจู่โจมพระราชวังและได้เกิดการจลาจลขึ้น

พระเจ้าหลุยส์ฯและพระราชินีทรงเสด็จไปยังสภาเพื่อความปลอดภัย

สภาไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องทำตามความต้องการของคณะปฏิวัติ

ออกประกาศยุติสถานะของพระเจ้าหลุยส์ฯ

และต่อมา สภาได้ตกอยู่ในสภาพที่หมดอำนาจใดๆ และ

รัฐบาลคณะปฏิวัติได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งสภาแห่งชาติ (National Convention)

ที่จะทำการพิพากษาพระเจ้าหลุยส์ฯ

และทำการร่างรัฐธรรมนูญที่ให้ฝรั่งเศสปกครองในระบอบสาธารณรัฐ

และวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 1792

ถือเป็นการปฏิวัติของฝรั่งเศสครั้งที่สองต่อจากการปฏิวัติ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789

และเป็นการสิ้นสุดสถาบันพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสครั้งที่หนึ่ง” (ดูบทความในคอมเมนท์)

—————-

ก่อนหน้านี้ ในวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

รศ. ดร. ปิยบุตร แสงกนกกุล

ได้บรรยายพิเศษ #ตลาดวิชาอนาคตใหม่ ของ Common School ในหัวข้อ “บทบาทของสมาชิกสภาแห่งชาติในการกรุยทางปฏิวัติ 1789″

พูดถึงความสำคัญของสมาชิกสภาในการเป็นจุดชี่ขาดของการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่หรือปฏิวัติ

และกล่าวถึงการที่ประชาชนบุกพระราชวังตุยเลอรี

อันนำมาซึ่ง การปฏิวัติฝรั่งเศสครั้งที่ 2 และการสิ้นสุดของสถาบันกษัตริย์ฝรั่งเศสครั้งแรก

โดยอาจารย์ปิยบุตรบรรยายจากฝรั่งเศส เพราะเดินทางไปเยี่ยมครอบครัว

ทำไมต้องไปช่วงนี้ และทำไมจึงเกิดการวางแผน “บุกวัง” ช่วงที่เขาไม่อยู่ในประเทศไทย ?

————-

เลนิน ผู้นำปฏิวัติรัสเซีย

เลนินเป็นนักกฎหมาย แต่แทนที่จะประกอบอาชีพทางกฎหมาย กลับมีส่วนรวมในความพยายามโฆษณาชวนเชื่อเพื่อการปฏิวัติ

ต่อมา เขาได้ย้ายไปอยู่ที่ฟินแลนด์ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

เขาได้ท่องเที่ยวไปในยุโรปต่อและร่วมในการประชุมและกิจกรรมของพวกสังคมนิยมในหลายๆแห่ง

และต่อมาได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในปารีส

ร่วมกับสมาชิกบอลเชวิกคนอื่น ๆ ที่ถูกเนรเทศมา

และ หลังจากที่ซาร์นิโคลัสที่ 2 ถูกโค่นล้ม

เลนินจึงเดินทางจากสวิตเซอร์แลนด์กลับไปรัสเซีย

และมีบทบาทสำคัญในขบวนการบอลเชวิก

—————-

อายะตุลลอฮ์ โคมัยนี แห่งอิหร่าน

ผู้นำการปฏิวัติที่นำไปสู่การล้มล้างพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประเทศสหรัฐอเมริกา

ปี 1978 ตอนที่เกิดความวุ่นวายก่อนการปฏิวัติ อยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี ถูกควบคุมตัวอย่างใกล้ชิดในฐานะผู้ลี้ภัยในเมืองนาจาฟ ซึ่งเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมชีอะห์ในอิรัก และในเวลาต่อมา พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ได้ทรงขอให้ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรักในขณะนั้นขับไล่เขาออกจากประเทศ

นั่นเป็นการตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่หลวง อยาตอลเลาะห์ โคไมนี บินไปฝรั่งเศสและมีอิสระที่จะสื่อสารกับคนทั้งโลก ด้วยความเด็ดขาดและปฏิเสธที่จะประนีประนอม เขาได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

การเดินทางออกจากประเทศในเดือน ม.ค. 1979 ของพระเจ้าชาห์ เปิดทางให้ อยาตอลเลาะห์ โคไมนี เดินทางกลับประเทศเพื่อโค่นล้มสถาบันกษัตริย์

อยาตอลเลาะห์ โคไมนี ใช้โอกาสนั้นบินกลับไปอิหร่าน

ในขณะที่กำลังบินกลับนั้น เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของโคไมนี ประกาศว่า

กองทัพอากาศอิหร่านซึ่งยังจงรักภักดีต่อพระเจ้าชาห์อยู่ วางแผนจะโจมตีเครื่องบินทันทีที่เข้าสู่เขตน่านฟ้าอิหร่าน

หลังจากบินวนอยู่เหนือสนามบินอยู่นาน

ขณะการเจรจากับเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินดำเนินไป

เครื่องบินก็ได้ลงจอดในที่สุด

มีผู้ประเมินว่า จำนวนคนที่มาต้อนรับ โคไมนี ในวันนั้นอาจจะมีจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีในประวัติศาสตร์

จากนั้นก็มีการจัดตั้งสาธารณรัฐอิสลามในอิหร่าน และการต่อต้านความคิดเสรีของชาติตะวันตกก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้น

การวางแผนทั้งหมดเกิดขึ้น ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในฝรั่งเศส !!

————

ผมเชื่อว่า

ทุกคนคงประเมินเรื่องราวที่กำลังเกิดหรือจะเกิดขึ้นในบ้านเราได้อย่างแน่นอน

เพียง ตัวละคร ที่จะกลับแบบ เลนิน หรือ โคมัยนี

มีมากกว่า 1 !

สร้างขวัญกำลังใจ 6 ส.ค.นี้ “สุวัจน์” นำแจกฟรีต้นกล้าฟ้าทะลายโจร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477449

สร้างขวัญกำลังใจ 6 ส.ค.นี้ “สุวัจน์” นำแจกฟรีต้นกล้าฟ้าทะลายโจร

5 สิงหาคม 2564 – 19:15 น.

“สุวัจน์” ย้ำศูนย์ฅนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน ลุยช่วยพี่น้องชาวโคราชต่อเนื่อง ระบุโรงแรมฟอร์จูน-รพ.มหาราช เป็นมีที่พักคอย รับประชาชนกลุ่มเสี่ยง และใช้เป็นรพ.สนาม ขอเป็นกำลังใจระหว่างรอฉีดวัคซีน

วันที่ 5 สิงหาคม เวลา 13.00 น. ณ บ้านราชวิถี 20 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์ฅนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน ได้เปิดเผยว่าในวันศุกร์ที่ 6 สิงหาคมนี้ ศูนย์ฅนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน จะได้แจกจ่ายต้นกล้าฟ้าทะลายโจร จํานวนประมาณ 12,000 ต้น

ให้กับพี่น้องประชาชนชาวโคราช เพื่อส่งเสริมการใช้สมุนไพรไทยในการสู้ภัยโควิด ณ ที่ทําการ ศูนย์ฅนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน พรรคชาติพัฒนา

เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของ โควิด-19 ในจังหวัดนครราชสีมายังพบผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง  ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พบผู้ติดเชื้อติด 545 คน

ขณะนี้เทศบาลนคร นครราชสีมา ได้จัดตั้งสถานที่กักตัว (State Quarantine) สําหรับกลุ่มเสี่ยงที่เดินทางมาจากพื้นที่ เสี่ยงเพื่อใช้เป็นที่พักคอยก่อนตรวจหาเชื้อโควิด หากพบว่าเป็นผู้ติดเชื้อก็จะส่งตัวเข้ารักษา ที่โรงพยาบาลต่อไป

โดยใช้สถานที่โรงแรมฟอร์จูน อําเภอเมืองนครราชสีมา สามารถรองรับได้ 120 คน รวมทั้งโรงพยาบาลมหาราชได้มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพิ่มเติมอีก 1 แห่ง โดยใช้ หอพักพยาบาลของโรงพยาบาลมหาราช สามารถรับผู้ป่วยเพิ่มได้อีก 240 คน

ซึ่งศูนย์ฅนโคราชรัก จริงไม่ทิ้งกัน ได้ช่วยกันสนับสนุนอุปกรณ์จําเป็นต่างๆ อาทิ เช่น ตู้เย็น พัดลม และ SINK ล้างมือ ให้กับโรงพยาบาลสนาม เพิ่มประสิทธิภาพในการให้การดูแลผู้ป่วยโควิด-19

ขณะนี้การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิดโดยเร่งด่วนคือ การจัดหาวัคซีนให้เร็วที่สุด และมีจำนวนเพียงพอกับประชากรและสถานการณ์การแพร่ระบาด จะต้องจัดลําดับการฉีดและ กระจายจัดวัคซีนไปยังกลุ่มต่างๆ ให้สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น

รวมทั้ง เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารและให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องต่างๆ เกี่ยวกับวัคซีนและ สถานการณ์โควิด ไปยังพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็ว เพื่อลดความวิตกกังวล และสร้างความ เชื่อมั่นว่าเราจะสามารถฝ่าฟันวิกฤตโควิด-19 ไปได้ เพื่อจะได้เกิดความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมทั้งความเรียบร้อยต่างๆ

สร้างขวัญกำลังใจ 6 ส.ค.นี้ "สุวัจน์" นำแจกฟรีต้นกล้าฟ้าทะลายโจร

ต้นกล้าฟ้าทะลายโจร

นอกจากนี้ การส่งเสริมให้ใช้สมุนไพรไทยที่ประเทศเรามีอยู่ ไม่ต้องพึ่งพาการนําเข้าจาก ต่างชาติ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการแก้ไขสถานการณ์โควิดได้ ตามที่ได้มีการประกาศให้ฟ้าทะลายโจร อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร และมีการส่งเสริมให้มีการนํามาใช้ เพราะมีสารสกัดแอนโดรกราโพไลด์ ซึ่งสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายและสามารถรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่ไม่มีอาการหรือผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย 

โดยได้มีการทดลองนํามาใช้กับผู้ป่วย และ เกิดผลสำเร็จในการรักษา ทำให้ขณะนี้ สมุนไพรไทย ฟ้าทะลายโจรจึงมีความต้องการสูงมาก เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้สมุนไพรไทยให้เกิดประโยชน์ในการต่อสู้กับโควิด-19

ศูนย์ฅนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน จึงได้จัดหาต้นกล้าฟ้าทะลายโจรไว้จํานวนประมาณ 12,000 ต้น โดยได้รับการ สนับสนุนจากมูลนิธิเก้ายั่งยืน มูลนิธิรักษ์ดิน รักษ์น้ำ และออฟฟิศชาวนา ช่วยกันจัดหาเพิ่มเติมอีกด้วย เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนจำนวนประมาณ 5,600 ต้น

และหน่วยงานราชการ เทศบาล อบต. ตําบล ชุมชนต่างๆ อีกจำนวนประมาณ 6,400 ต้น เพื่อนําไปปลูกและใช้ประโยชน์ และเป็น ส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาโควิด-19 และสร้างขวัญกําลังใจให้กับพี่น้องประชาชน

สร้างขวัญกำลังใจ 6 ส.ค.นี้ "สุวัจน์" นำแจกฟรีต้นกล้าฟ้าทะลายโจร

โดยจะเริ่มแจกจ่ายให้ในวันศุกร์ที่ 6 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์ฅนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน พรรคชาติพัฒนา ขอเชิญประชาชนผู้สนใจสามารถติดต่อขอรับต้นฟ้าทะลายโจรได้ ตามจำนวนที่จัดเตรียมไว้

นายสุวัจน์ กล่าวว่า ศูนย์ฅนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกันและพรรคชาติพัฒนา ได้ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชนทางโคราชมานับแต่เริ่มต้นของสถานการณ์ COVID-19 เมื่อต้นปี 2563 ด้วยการแจกจ่าย อาหาร หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์สเปรย์ฆ่าเชื้อ ถุงน้ำใจ ข้าวกล่อง อุปกรณ์ทางการแพทย์ และอื่นๆ เพื่อช่วยพี่น้องประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

“และขอส่งกําลังใจมายังพี่น้องประชาชนทุกท่าน ขณะที่รอการฉีดวัคซีนนั้น ขอให้พวกเรามีกําลังใจ ร่วมกันฝ่าฟันโควิดไปด้วยกัน ให้ความร่วมมือ กับมาตรการต่างๆ ด้านสาธารณสุข และดูแลตนเองให้ดีที่สุด ในสถานการณ์ที่การฉีดวัคซีนยังไม่ทั่วถึง ด้วยการใส่หน้ากากอนามัยล้างมือ มีระยะห่าง อยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมตลอดเวลา ก็สามารถที่จะสร้างความปลอดภัยจากโควิด-19 ได้” นายสุวัจน์ กล่าวในที่สุด

ผู้ประกันตน ม.33,39,40 ตกหล่น กรณ์ขอตามทวงให้คนทำงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/477460

ผู้ประกันตน ม.33,39,40 ตกหล่น กรณ์ขอตามทวงให้คนทำงาน

5 สิงหาคม 2564 – 17:58 น.

“กรณ์” ทวงเงินให้คนทำงาน ขอรัฐเร่งเยียวยาผู้ประกันตน ม.33,39,40 ตกหล่น ล่าช้า ไม่ครอบคลุม เสนอใช้ข้อมูลกรมสรรพากร แทนระบบขึ้นทะเบียนของ กรมพัฒฯ เยียวยาได้ครบทุกราย 

ภายหลังรัฐบาลได้ออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะในส่วนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ,39 40  ได้เริ่มมีการโอนเงินเข้าบัญชีผู้ประกันตน ตามมาตรา 33แล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกันตนทั้งมาตรา 33 ,39  40 แสดงความกังวลว่าจะไม่ได้รับเงินและหวั่นเกรงว่าจะตกหล่นจากบัญชีการให้ความช่วยเหลือ

ล่าสุด  นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรรกล้า และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความลง Facebook ว่า วันนี้มา “ทวงเงิน” ให้ “คนทำงาน” โดยได้รับการร้องเรียนมากมายจากหรือผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมว่า เงินเยียวยาล่าช้า ตกหล่น ไม่ครอบคลุม

จากระบบราชการที่เป็นปัญหา รวมไปถึงนโยบายที่ให้ขึ้นทะเบียน ทั้งๆ ที่ราชการมีข้อมูลอยู่แล้วเพียงพอแต่แรก ซึ่งมติ ครม. ออกมาตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม และเมื่อวานนี้ผู้ประกันตน ม.33 บางคนได้เงินแล้ว แต่ยังมีคนที่รอรับเงินอยู่อีกคือ ผู้ประกันตนมาตรา 39, 40 และ ม.33 ที่ตกหล่น อย่างเร็วสุดได้รับเงินวันที่ 24 สิงหาคม เนื่องจากปัญหาความวุ่นวายของระบบประกันสังคมของกระทรวงแรงงาน และฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ของกระทรวงพาณิชย์ 

มติ ครม. กลางเดือนกรกฎาคม 2 รอบบอกว่า จะเยียวยาคนใน ม.33ตามระบบประกันสังคม ใน 13 จังหวัด มีชื่อและนายจ้างชัดเจน แต่ยังพบปัญหาตกหล่นหลายแห่ง ปัญหาที่ 1 พนักงาน ม.33ของโรงแรมหลายแห่งยังตกหล่น เพราะข้อมูลกรมพัฒฯ ที่ขึ้นทะเบียนเป็นกิจการที่ทำธุรกิจหลายประเภท เสี่ยงไม่เข้าเกณฑ์ พนักงานต้องอุทธรณ์กันเอง กว่าจะได้เงินก็ช้าเป็นเกือบเดือน จึงเสนอให้ใช้ระบบข้อมูลจัดส่งรายได้ของกรมสรรพากร แทนระบบขึ้นทะเบียนของ กรมพัฒฯ ว่าหากใครขาดรายได้จากการถูกรัฐบาลสั่งปิดกิจการ ต้องได้รับเยียวยาทุกราย 

ปัญหาที่ 2 เกิดจากภาครัฐรอให้คนลงทะเบียน ม.40 ใหม่อีกรอบ มานับรวมกันกับคนที่ลงทะเบียนไว้อยู่แล้ว ทำให้คนกว่า 3 ล้านคนได้เงินเยียวยาช้ากันไปหมด จึงเสนอให้ตัดรอบสำหรับคนใน 13 จังหวัดสีแดงเข้ม ที่เข้าระบบ ม.39/40 อยู่แล้ว ก่อนมติ ครม. 17 กรกฎาคม ต้องได้รับเงินทันที ไม่ต้องรอคนที่มาลงทะเบียนใหม่ 

ต่อมา มติ ครม. ต้นสิงหาคม ขยายความช่วยเหลืออีก 16 จังหวัดเป็น 29 จังหวัด เกิดปัญหาที่ 3 คือใช้ระบบเดิม ล่าช้าตามเดิม จึงเสนอให้ตัดรอบสำหรับคนใน 16 จังหวัดสีแดงเข้ม ที่เข้าระบบ ม.39/40 อยู่แล้ว ก่อนมติครม. 3 สิงหาคม ต้องได้รับเงินทันที ไม่ต้องรอคนที่มาลงทะเบียนใหม่ 

หัวหน้าพรรคกล้า กล่าวต่อว่า วันนี้ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย เป็นนักรบทางเศรษฐกิจของไทยมาตลอดกำลังจะตาย นี่คือภารกิจที่ต้องทำให้ได้โดยเร็วที่สุด ในการพยุงชีวิตของพวกเขา ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการอัดฉีดให้เร็วและตรงเป้า ยังไม่นับว่านี่เป็นจำนวนเงินที่ผมมองว่า “น้อยเกินไป” และ “สั้นเกินไป” วิกฤตไม่จบภายในเดือนเดียว ควรมีการประเมินผลกระทบอย่างตรงไปตรงมา และวางแผนเยียวยาให้แก่ “คนทำงาน” เลยอย่างน้อย 3-6 เดือน 

“เพราะลูกจ้างธุรกิจบริการ SMEs รายย่อย พ่อค้าแม่ขายรายเล็ก กลุ่ม Freelance-อาชีพอิสระ นักร้อง-นักดนตรี ธุรกิจฟิตเนส นวดสปา คนกลุ่มนี้สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของไทยในภาคบริการมาโดยตลอด รอไม่ได้แล้วครับ” นายกรณ์ กล่าว