Bloomberg ประเมินการฟื้นตัวจากโควิดของไทยรั้งกลุ่มท้ายตาราง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661609

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

Bloomberg ประเมินการฟื้นตัวจากโควิดของไทยรั้งกลุ่มท้ายตาราง อันดับการฟื้นตัวจาก Covid-19 ของหลายประเทศ รวมทั้งไทยลดลงจากพิษสงของสายพันธุ์เดลตา

สำนักข่าว Bloomberg เผยแพร่รายงานการจัดอันดับประเทศที่มีแนวโน้มจะฟื้นตัวจาก Covid-19 ได้ดีและแย่ที่สุดประจำเดือน ส.ค. โดยนอร์เวย์มีแนวโน้มจะกลับสู่ภาวะปกติได้ดีที่สุดด้วยคะแนนรวม 80.1

ขณะนี้ชีวิตของชาวนอร์เวย์กลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อน Covid-19 ระบาด อาทิ สามารถเสิร์ฟแอลกอฮอล์ได้หลังเที่ยงคืน นักเรียนไม่ต้องเว้นระยะห่างในห้องเรียน จัดอีเว้นต์นอกอาคารโดยมีผู้เข้าร่วม 7,000 คนได้ และรัฐบาลยังเตรียมผ่อนคลายมาตรการต่างๆ หลังจากประชากรวัยผู้ใหญ่ได้รับวัคซีนเข็มแรกทุกคนแล้ว

ส่วนประเทศไทยร่วงลงมา 8 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 49 จากทั้งหมด 53 ประเทศ และอยู่ใน 5 ประเทศท้ายตาราง เนื่องจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตาทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง และบังคับใช้มาตรการสกัด Covid-19 ครอบคลุมประชากรราว 40% ทั้งยังมีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำครอบคลุมประชากรเพียง 19.8% และปริมาณการเดินทางด้วยเครื่องบินในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งค่อนข้างน้อย

ขณะที่อีก 4 ประเทศท้ายตารางถัดจากไทยเป็นประเทศในอาเซียนอย่างเวียดนามในอันดับ 50 ด้วยคะแนน 45.9 ร่วงจากการจัดประเมินครั้งก่อน 4 อันดับ ตามด้วยอินโดนีเซียในอันดับ 51 ขยับขึ้น 2 อันดับ ฟิลิปปินส์ในอันดับ ส่วนมาเลเซียรั้งท้ายตาราง

ส่วนสิงคโปร์เป็นประเทศอาเซียนเพียงประเทศเดียวในการสำรวจที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของตาราง คืออันดับที่ 8 ด้วยคะแนนรวม 73.3 เนื่องจากสิงคโปร์ฉีดวัคซีนได้ครอบคลุมประชากรถึง 76.7% เป็นรองเพียงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ฉีดได้ 82.7% และสิงคโปร์ยังกำลังค่อยๆ เปิดประเทศอย่างระมัดระวัง

การระบาดของสายพันธุ์เดลตายังทำให้ประเทศที่ครองแชมป์ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดอันดับเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้วอย่างนิวซีแลนด์ร่วงลงมาถึง 26 อันดับมาอยู่ที่ 29 หลังจากต้องเปลี่ยนแนวทางจากเข้มงวดน้อยที่สุดมาล็อกดาวน์ระดับสูงสุด

เช่นเดียวกับสหรัฐที่เคยอยู่ในอันดับต้นๆ จากการฉีดวัคซีนได้ครอบคลุมประชากรมากที่สุดประเทศหนึ่ง ล่าสุดร่วงลงมา 20 อันดับมาอยู่ที่ 25 เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง และอิสราเอลที่ร่วงลงมา 19 อันดับมาอยู่ที่ 36 ส่วนจีนร่วง 15 อันดับมาอยู่ที่ 24

เปิดที่มา ‘Comirnaty’ ชื่อจริงๆ ของวัคซีน Pfizer #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661606

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 18:15 น.

เปิดที่มา 'Comirnaty' ชื่อจริงๆ ของวัคซีน PfizerComirnaty…ชื่อนี้มาจากไหน?

หลังจากที่วัคซีนโควิด-19 ของ Pfizer-BioNTech ได้รับการอนุมัติเต็มรูปแบบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) ไปแล้วเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา หลายคนอาจสังเกตว่าวัคซีนดังกล่าวจะวางจำหน่ายภายใต้ชื่อทางการค้าว่า “Comirnaty”

ทำไมถึงใช้ชื่อนี้

Comirnaty ออกเสียงว่า koe-mir’-na-tee (โค-เมียร์-นา-ที) หรือที่ในประเทศไทยเรียกว่าโคเมอร์เนตี ซึ่งเป็นการผสมระหว่างคำว่า Covid-19 immunity (ภูมิคุ้มกันโควิด-19) และคำว่า mRNA โดยคล้องกับคำว่า community (ชุมชน)

เมื่อนำมารวมกันแล้วชื่อนี้จะแสดงถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต้านโรคโควิด-19 และชุมชนไปพร้อมๆ กันนั่นเอง

โดยบริษัทได้ยื่นจดทะเบียน Comirnaty เป็นเครื่องหมายการค้าตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020 ก่อนที่ทุกคนจะรู้ว่าจะมีวัคซีนให้ใช้เสียอีก

นอกจาก Comirnaty แล้วยังมีชื่ออื่นๆ ที่เคยอยู่ในการพิจารณา ได้แก่ Covuity, RnaxCovi, Kovimerna และ RNXtract

เสียงตอบรับของ Comirnaty

เกือบจะในทันทีที่มีรายงานออกมาว่าวัคซีนดังกล่าวจะวางจำหน่ายภายใต้ชื่อทางการค้าว่า Comirnaty บรรดาชาวเน็ตต่างประเทศก็ออกมาแสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆ นานา โดยส่วนใหญ่เหมือนจะไม่ค่อยชอบชื่อนี้กันสักเท่าไรนัก ขณะที่หลายสื่อก็ต่างบอกว่าเป็นชื่อที่แปลก

Christopher Bouzy ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัท Bot Sentinel แสดงความคิดเห็นผ่านทวิตเตอร์ว่าคนที่คิดชื่อนี้ไม่ควรได้รับอนุญาตให้ตั้งชื่ออะไรอีกเลย ไม่ควรตั้งชื่อสัตว์เลี้ยงของพวกเขาด้วยซ้ำ

David R. Liu ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Havard ซึ่งเป็นนักเคมีและนักชีววิทยาชาวอเมริกัน ดีใจที่ในที่สุดวัคซีนนี้ได้รับการอนุมัติอย่างเต็มรูปแบบ แต่ในส่วนของชื่อนั้น..จัดว่าพลาด

ด้าน Josh Barro นักข่าวชาวอเมริกันบอกว่าเป็นชื่อที่สู้ไม่ได้เลยเมื่อเทียบกับชื่อ Spikevax ของวัคซีนจาก Moderna แถมยังแซวว่าถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเป็นประธานาธิบดีเขาจะต้องไม่อนุญาตแน่ๆ

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายๆ คนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นกับชื่อนี้ โดยส่วนหนึ่งแซวว่าชื่อของวัคซีนออกเสียงเหมือนกับคำว่า Come-Here-Naughty

ทำไมชื่อวัคซีนถึงแปลก

คำแนะนำขององค์การอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) สำหรับการตั้งชื่อยาและวัคซีนมีรายละเอียดอยู่ในเอกสารถึง 42 หน้า โดยมีมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดอย่างเช่น ต้องเป็นชื่อที่ไม่ทำให้ผู้ป่วยและผู้จ่ายยาสับสนกับยาของอีกยี่ห้อหนึ่ง ควรเป็นชื่อที่มีเอกลักษณ์และจดจำง่าย แต่ไม่แปลกจนแพทย์สะกดไม่ได้

หรือแม้แต่ชื่อยาที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรพิเศษเช่น X หรือ Z มักไม่ค่อยได้รับอนุญาต หากมียาตัวอื่นที่ใช้รักษาโรคเดียวกันขึ้นต้นด้วยตัวอักษรเดียวกันนี้ไปแล้ว

องค์การอาหารและยาสหรัฐเผยว่ามีเพียง 2% ของชื่อยาที่ได้รับการอนุมัติจากทั้งหมด 6,000 ชื่อที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรเหล่านั้น

นอกจากนี้รายงานระบุว่าในทุกๆ ปี องค์การอาหารและยาสหรัฐมีการปฏิเสธชื่อที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์มากถึง 1 ใน 3

ที่มา CNNForbesQuartzThe Washington Post

ภาพโดย MARTIN BUREAU / AFP

น้ำใจในยุคโควิด! ชายนิรนามควักทิปให้พนักงานร้านอาหาร 10,000 เหรียญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661601

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 17:31 น.

น้ำใจในยุคโควิด! ชายนิรนามควักทิปให้พนักงานร้านอาหาร 10,000 เหรียญ ลูกค้าชายรายหนึ่งเรียกพนักงานในร้านอาหารมารวมตัวกันก่อนแจกทิป 10,000 เหรียญสหรัฐ

ในยุคที่ Covid-19 ทำให้ร้านอาหารต้องปิดกิจการชั่วคราว พนักงานขาดรายได้ ยังมีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นกับพนักงาน 10 ชีวิตของร้านอาหาร  Wahoo Seafood Grill ในรัฐฟลอริดาของสหรัฐ เมื่อลูกค้าครอบครัวหนึ่งเข้ามารับประทานอาหารในร้าน

ลูกค้าครอบครัวนี้มากัน 3 คนคือ พ่อ แม่ และลูกชาย ขณะที่ในร้านมีพนักงาน 10 ชีวิตคอยให้บริการลูกค้าที่มีอยู่ 2 โต๊ะ

เมื่อผู้เป็นพ่อเห็นพนักงานทำนู่นทำนี่กันอย่างแข็งขันก็เรียกให้ทุกคนมารวมตัวกันจากนั้นก็เอ่ยปากขอบคุณที่พวกเขาทำงานกันอย่างหนัก

ไบรซ์ แดเนียลส์ พ่อครัวของร้านเผยกับหนังสือพิมพ์ Gainesville Sun ว่า ทันทีที่ลูกค้าชายรายนี้เริ่มพูดพวกเขาก็เริ่มสงสัยแล้วว่าน่าจะต้องมีอะไรน่าสนใจตามมา

และก็มีอย่างที่แดเนียลส์คาดไว้จริงๆ ลูกค้าคนนี้จ่ายเงินค้าอาหาร 144 เหรียญสหรัฐ หรือ 4,717 บาท แล้วบวกค่าทิปให้อีก 10,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 327,570 บาท ให้พนักงาน 10 คนนำไปแบ่งกัน เท่ากับว่าแต่ละคนได้ทิป 1,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 32,744 บาท

นับว่าทิปหนักพอสมควรโดยเฉพาะในช่วงที่ทุกคนเดือดร้อนจาก Covid-19

ด้าน ฌอน เชพเพิร์ด เจ้าของร้านที่ได้รับโทรศัพท์จากพนักงานที่โทรไปเล่าเรื่องทิปในคืนเดียวกัน แทบจะไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เขาสั่งให้พนักงานเช็กเลขประจำตัวและชื่อที่อยู่ด้านหลังบัตรเครดิตของลูกค้าใจดีรายนี้ทันที

แม้ว่าเจ้าของร้านจะสงสัยเรื่องทิป แต่การหักเงินจากบัตรเครดิตก็ได้รับการอนุมัติแล้ว และเชพเพิร์ดก็กลับมาเช็กอีกครั้งในวันถัดมาเพื่อดูว่าทิปก้อนใหญ่นี้ยังอยู่ดีหรือไม่

“เห็นพนักงานได้ทิปแล้วมันรู้สึกดีเหมือนในเช้าวันคริสต์มาสเลย” เชพเพิร์ดเผยกับ Gainesville Sun เขายังรู้สึกขอบคุณในความใจกว้างของลูกค้ารายนี้ เพราะพนักงานที่ทำงานในคืนนั้นคือพนักงานที่อยู่กับร้านมาตลอดในช่วงที่ Covid-19 ระบาด

เชพเพิร์ดยังเล่าอีกว่า หนึ่งในพนักงานที่ได้รับทิป 1,000 เหรียญสหรัฐคือ แอชลีย์ กรีน เธอถูกเรียกตัวให้กลับมาทำงานในคืนนั้นและกำลังเดือดร้อนเรื่องเงิน เนื่องจากลูกสาวไม่สบายและเธอเองก็ไม่ได้ทำงานมาหลายเดือนแล้ว ทิปที่ได้จากลูกค้านิรนามใจดีจึงช่วยต่อชีวิตเธอและลูกได้อีกระยะหนึ่ง

ส่วนร้าน Wahoo Seafood Grill ต้องปิดชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา และต้องเสียวัตถุดิบมูลค่าราว 30,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 982,500 บาทในครั้งนั้น ก่อนจะกลับมาเปิดได้อีกครั้งเมื่อช่วงกลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ลูกค้าก็ยังไม่มากเท่าไร

“ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการขับรถมารับอาหารจากร้านโดยที่ไม่ต้องลงจากรถเลย ผมไม่รู้เกี่ยวกับการเดลิเวอรี่และสั่งอาการกลับบ้านเลย พวกเราไม่ได้เตรียมตัวรับสิ่งนี้ เราไม่มีแม้แต่กล่องใส่อาหาร” เชพเพิร์ดเล่า แต่ยังโชคดีที่สมาคมร้านอาหารฟลอริดาและหอการค้าเขตอัลลาชัวช่วยให้ทางร้านเข้าถึงเงินทุนฉุกเฉินเพื่อให้นำเงินมาจ่ายเงินเดือนพนักงาน

เจ้าของร้ายรายนี้ยังบอกอีกว่าเขาเป็นหนี้พนักงานในร้านที่ช่วยกันฝ่าฟันวิกฤต Covid-19 จนร้านอยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

อนาคตนักขุด Bitcoin สู่ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันที่ถูกจับในตุรกี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661584

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 16:00 น.

อนาคตนักขุด Bitcoin สู่ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันที่ถูกจับในตุรกี“ผมกำลังวางแผนทำธุรกิจขุดคริปโต แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อกลุ่มตอลิบานเข้ายึดครองอัฟกานิสถาน”

มูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali) หนุ่มอัฟกันวัย 20 ปีเผยกับรอยเตอร์สว่าความใฝ่ฝันของเขาคือการโลดแล่นในวงการคริปโต ก่อนที่กลุ่มตอลิบานจะเริ่มกวาดล้างอัฟกานิสถานทำให้เขาต้องหนีออกจากประเทศบ้านเกิด เพราะรู้ดีว่าเขาคงทำตามความฝันไม่ได้หากประเทศยังถูกควบคุมโดยกลุ่มตอลิบาน

อาลีเรียนจบด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และรับสอนออกแบบเว็บและกราฟิกในอัฟกานิสถาน เขายังมีช่องยูทูบเป็นของตัวเองซึ่งทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการแนะนำวิธีหาเงินด้วยช่องทางออนไลน์

“ผมกำลังวางแผนทำธุรกิจขุดคริปโตอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อกลุ่มตอลิบานเข้ายึดครองอัฟกานิสถาน” … “หากมันไม่มีอินเทอร์เน็ต ผมก็ทำงานที่นั่นไม่ได้ แม้แต่สมาร์ทโฟนที่มีกล้องถ่ายรูปกลุ่มตอลิบานยังไม่อนุญาตเลย” อาลีกล่าว

ชัยชนะของตอลิบานทำให้เขาและชาวอัฟกันคนอื่นๆ เลือกที่จะลี้ภัยออกนอกประเทศ โดยหนึ่งในจุดหมายปลายทางของพวกเขาคือตุรกี เพื่อตั้งหลักก่อนจะเดินทางเข้าประเทศอื่นๆ ในยุโรป

ตุรกีซึ่งให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยชาวซีเรียแล้วเกือบ 4 ล้านคนได้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดน ขณะที่ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันต้องหลบเลี่ยงเจ้าหน้าที่และด่านตำรวจเพื่อที่จะเข้าไปได้

อาลีและผู้ลี้ภัยอีกประมาณ 50 คนพักพิงอยู่แถวเมืองบิตลิส ทางตะวันออกของตุรกี และกำลังรอการขนส่งเพื่อไปยังทิศตะวันตกและพวกเขาต้องการมุ่งหน้าไปยังยุโรป

เพียงหนึ่งวันหลังจากที่อาลีให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส เขาก็ส่งข้อความบอกว่า “พวกเราถูกตำรวจจับแล้ว”

นอกจากนี้ยังมีชาวอัฟกันอีกหลายคนกำลังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด หนึ่งในนั้นคือมูฮัมหมัด เชร์ซาด (Muhammad Shehrzad) วัย 30 ปีซึ่งเผยต่อรอยเตอร์สว่าเขาหนีออกจากอัฟกานิสถานเมื่อเดือนที่แล้ว และต้องเดินเท้าติดต่อกันหลายวัน หรืออาจถึงคราวละ 50 ชั่วโมง โดยมีเสบียงอาหารติดตัวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

พร้อมโชว์ร่องรอยความเจ็บปวดจากการเดินทางครั้งนี้ “เท้าของพวกเราเป็นตุ่มพองไปหมดแล้ว เราไม่มีเสื้อผ้า ไม่มีอาหาร และต้องหลบเลี่ยงเพื่อไม่ให้ใครจับได้”

เชร์ซาดเคยเป็นช่างทำรองเท้าและครูสอนภาษาอังกฤษจากกรุงคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน และตอนนี้เขาต้องการมุ่งหน้าไปยังอิสตันบูลเพื่อหางานทำและส่งเงินกลับไปให้ครอบครัว

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ตำรวจตุรกีได้ควบคุมตัวผู้อพยพชาวอัฟกันไปแล้วหลายพันคน แต่พวกเขาจะยังไม่ถูกส่งตัวกลับอัฟกานิสถานเนื่องจากสถานการณ์ในประเทศยังคงไม่สงบเรียบร้อย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมากลุ่มตาลิบานประกาศว่าจะไม่อนุญาตให้พลเมืองชาวอัฟกันอพยพไปยังต่างประเทศแล้ว พร้อมปิดกั้นเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังสนามบิน ตลอดจนเรียกร้องให้ชาวอัฟกันทำงานเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป

โดยกลุ่มตอลิบานอนุญาตเพียงแค่พลเมืองต่างชาติที่ต้องการเดินทางกลับประเทศเท่านั้น หลังมีชาวอัฟกันจำนวนมากไปอออยู่บริเวณสนามบินเพราะต้องการลี้ภัย ซึ่งส่งผลให้เกิดความวุ่นวายและเหตุจลาจล

ภาพโดย AFP

นักจุลชีววิทยาชี้ตอนนี้สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ไม่ได้แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661560

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

นักจุลชีววิทยาชี้ตอนนี้สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ไม่ได้แล้วผู้เชี่ยวชาญเผยการระบาดของสายพันธุ์เดลตาทำให้ขณะนี้ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว แต่ยังต้องเร่งฉีดวัคซีนให้เร็วและมากที่สุด

หยวนกว็อกย้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาและทีมผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงเผยว่า การระบาดของ Covid-19 สายพันธุ์เดลตาทำให้ขณะนี้ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) ได้แล้ว

หยวนและทีมระบุในบทความของหนังสือพิมพ์หมิงเป้าของฮ่องกงว่า เกณฑ์ที่จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่เพิ่มขึ้นอย่างมากเนื่องจากสายพันธุ์เดลตาสามารถแพร่ระบาดได้ในกลุ่มประชาชนที่ฉีดวัคซีนแล้ว

บทความดังกล่าวระบุอีกว่า ก่อนหน้านี้ภูมิคุ้มกันหมู่จะเกิดขึ้นหากประชากร 70% ได้รับวัคซีนของ Pfizer-BioNTech ซึ่งมีประสิทธิภาพ 95% แต่การคำนวณล่าสุดพบว่าต้องฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากร 97.4%

หากใช้วัคซีนของ Sinovac ซึ่งมีประสิทธิภาพน้อยกว่า อัตราการฉีดวัคซีนเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ต้องขยับมาอยู่ที่ 142.9% ซึ่งเป็นไปไม่ได้

“อัตราการฉีดวัคซีนให้สูงกว่า 100% ดูไม่สมเหตุสมผล แต่มันแสดงให้เห็นว่าในขณะที่เชื้อไวรัสยังคงกลายพันธุ์ต่อไปและแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น บวกกับประสิทธิภาพของวัคซีนที่ลดลง การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ก็เหมือนกับการสร้างปราสาทบนท้องฟ้า” หยวนระบุ

และยังระบุอีกว่า การอุบัติขึ้นของสายพันธุ์กลายพันธุ์แสดงให้เห็นว่าวัคซีนเจเนอเรชันแรกดีไม่เพียงพอและขจัดภาพลวงตาที่ผู้คนวาดฝันว่าจะบรรลุภูมิคุ้มกันหมู่

อย่างไรก็ดี เรายังต้องเร่งฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุดเพื่อป้องกันอาการรุนแรงและการเสียชีวิต และยังต้องสวมหน้ากากอนามัยแม้จะฉีดวัคซีนได้ครอบคลุมประชากร 90% แล้วก็ตาม

Photo by SONNY TUMBELAKA / AFP

อินโดนีเซียเล็งฉีดเข็ม 3 ให้ทุกคนต้นปีหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661553

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

อินโดนีเซียเล็งฉีดเข็ม 3 ให้ทุกคนต้นปีหน้าอินโดนีเซียเร่งฉีดวัคซีนกลุ่มเป้าหมายกว่า 200 ล้านคน คาดเสร็จต้นปีหน้า ประชาชนทั่วไปรับเข็ม 3 ต่อได้ทันที

นายบูดี กูนาดี ซาดีกิน (Budi Gunadi Sadikin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียแถลงคาดว่าจะให้วัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 3 แก่ประชาชนทั่วไปในช่วงเดือนมกราคมปีหน้า หลังจากที่ประชากรเป้าหมายทั้งหมดได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 แล้ว

“หากประชากรเป้าหมายทั้งหมดได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มภายในเดือนมกราคม ประชาชนทั่วไปสามารถรับวัคซีนเข็มที่ 3 ได้ทันทีหลังจากนั้น ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าวัคซีนเข็มที่ 3 สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ดีขึ้น” ซาดีกินกล่าว

โดยประชาชนสามารถเลือกได้ว่าจะรับวัคซีนชนิดใดเป็นเข็มที่ 3 แต่ต้องเสียเงินเอง โดยราคาอยู่ที่ประมาณ 100,000 รูเปียห์ หรือประมาณ 230 บาท เว้นแต่ว่าจะเป็นผู้มีรายได้น้อยในระบบประกันสุขภาพของรัฐบาล

ขณะนี้อินโดนีเซียให้วัคซีนเข็มที่ 3 เฉพาะแก่บุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงและมีโอกาสสัมผัสเชื้อมากที่สุด โดยพวกเขาได้รับวัคซีนของ Moderna เป็นเข็มที่ 3 หลังจากที่ส่วนใหญ่ได้รับวัคซีน Sinovac เป็นเข็มแรกและเข็ม 2

ทั้งนี้ อินโดนีเซียตั้งเป้าที่จะฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรเป้าหมายซึ่งมีอายุมากกว่า 12 ปีจำนวนกว่า 208 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 270 ล้านคนภายในเดือนมกราคมปีหน้า ซึ่งขณะนี้มีประชากรกว่า 33 ล้านคนได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว

โดยในเดือนนี้อินโดนีเซียพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังอยู่ที่หลักหมื่นคนต่อวัน ส่งผลให้ขณะนี้อินโดนีเซียมีผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 4 ล้านคน และผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ราว 1.28 แสนคน

อย่างไรก็ตามอินโดนีเซียยอมรับว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาส่งผลให้ประเทศไม่สามารถบรรลุการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้

Photo by SONNY TUMBELAKA / AFP

เกาหลีใต้เตรียมผ่านร่างกฎหมายสกัดเฟกนิวส์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661550

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 12:30 น.

เกาหลีใต้เตรียมผ่านร่างกฎหมายสกัดเฟกนิวส์ รัฐบาลเกาหลีใต้เล็งเพิ่มโทษคนปล่อยเฟกนิวส์ ด้านฝ่ายค้านโต้ว่าเป็นการพยายามปิดปากสื่อ

รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมแก้กฎหมายสื่อ (Act on Press Arbitration and Remedies) เพื่อควบคุมข่าวปลอม หรือเฟกนิวส์ ท่ามกลางเสียงคัดค้านว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นการจำกัดเสรีภาพของสื่อไม่ให้ขุดคุ้ยการทำผิดของผู้มีอำนาจและเป็นข้ออ้างในการปิดปากฝ่ายตรงข้ามที่วิจารณ์รัฐบาล

การแก้ไขกฎหมายสื่อครั้งนี้ให้อำนาจศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ที่ปล่อยเฟกนิวส์จนละเมิดสิทธิ์และสร้างความเสียหายทางจิตใจแก่โจทก์จ่ายค่าชดเชยความเสียหายเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 5 เท่า สำหรับเคสที่ไม่สามารถคำนวณความเสียหายที่แน่ชัด ผู้ที่เผยแพร่ข่าวปลอมต้องจ่ายค่าเสียหายตั้งแต่ 50-100 ล้านวอน หรือ 1,400,355-2,800,711 บาท

และยังกำหนดให้สื่อมวลชน รวมทั้งผู้ให้บริการข่าวทางอินเทอร์เน็ตดำเนินการแก้ไขข่าวที่ผิดพลาดหรือข่าวปลอมที่เผยแพร่ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

แถลงการณ์ของพรคคประชาธิปไตยซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเกาหลีใต้ระบุว่า การรายงานที่ผิดพลาดของสื่อมวลชนทำให้เกิดความเสียหายและผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งยังเป็นอันตรายที่แก้ไขไม่ได้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง และยังชี้แจงว่าการเพิ่มโทษดังกล่าวจะทำให้สื่อมวลชนที่จะเผยแพร่ข่าวมีความรับผิดชอบมากขึ้น

อย่างไรก็ดี พรรคฝ่ายค้านของเกาหลีใต้ออกแถลงการณ์โจมตีว่ากฎหมายดังกล่าวทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังลงคลอง และปิดกั้นขัดขวางไม่ให้สื่อมวลชนรายงานหรือเขียนข่าวเกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายหรือเรื่องอื้อฉาวของผู้มีอำนาจในบ้านเมือง

ด้านริวเจฮวา พนักงานอัยการที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสื่อและคดีการเมืองเผยว่า กฎหมายนี้สะท้อนว่ารัฐบาลต้องการปิดปากสื่อมวลชน

การสำรวจความคิดเห็นของชาวเกาหลีใต้ 1,024 คนโดย WinGKorea Consulting พบว่า 46.4% สนับสนุนกฎหมายใหม่ และ41.6% มองว่าเป็นการปิดกั้นเสรีภาพสื่อ

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมสื่อสารมวลชนของเกาหลีใต้มีอันดับค่อนข้างดีในดัชนีเสรีภาพสื่อ (World Press Freedom Index) โดยอยู่ในอันดับ 42 จาก 180 ประเทศ แต่ต้องเผชิญกับข่าวปลอมและการกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ในช่วงไม่กี่ปีนี้

การแก้ไขกฎหมายสื่อมีขึ้นหลัจากประธานาธิบดี มุนแจอิน บังคับใช้กฎหมายเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ให้จำคุกบุคคลที่เผยแพร่ข่าวปลอมเกี่ยวกับการประท้วงควังจูในช่วงทศวรรษ 1980

Photo by GEORG HOCHMUTH / APA / AFP

ญี่ปุ่นระงับ Moderna 1.63 ล้านโดสหลังพบสารปนเปื้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661543

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 11:00 น.

ญี่ปุ่นระงับ Moderna 1.63 ล้านโดสหลังพบสารปนเปื้อนญี่ปุ่นเร่งตรวจสอบสารปนเปื้อนที่พบในวัคซีน Moderna พร้อมสั่งระงับทั้งล็อต

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่าวานนี้ (25 ส.ค.) กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นแถลงถึงการตรวจพบสารปนเปื้อนในวัคซีนโควิด-19 ของ Moderna ขณะที่วัคซีนดังกล่าวจำนวน 1.63 ล้านโดสที่อยู่ในสายการผลิตเดียวกันถูกระงับไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย

รายงานระบุว่ามีการตรวจพบสารปนเปื้อนหรือสารบางอย่างที่ไม่ใช่ส่วนประกอบของวัคซีนในปริมาณเล็กน้อย ในวัคซีนของ Moderna จำนวน 39 ขวด โดยเบื้องต้นยังไม่ทราบองค์ประกอบของสารเหล่านั้น ขณะที่ Moderna กำลังดำเนินการตรวจสอบ

ด้านบริษัท Takeda Pharmaceutical ของญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดจำหน่ายวัคซีนในญี่ปุ่นกล่าวว่ายังไม่เห็นรายงานข้อกังวลด้านความไม่ปลอดภัยใดๆ แต่ได้เรียกร้องให้ผู้ผลิตวัคซีนเร่งดำเนินการตรวจสอบ พร้อมขอให้สถาบันทางการแพทย์และหน่วยงานอื่นๆ ระงับการใช้วัคซีนหากพบว่ามีความปิดปกติ

พร้อมยืนยันว่าบริษัทจะจัดสรรวัคซีนอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้การระงับวัคซีนกว่าล้านโดสครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อจำนวนวัคซีนที่มีอยู่ในประเทศ

กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเผยว่ามีการพบสารปนเปื้อนในวัคซีนตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค. จากศูนย์ฉีดวัคซีน 8 แห่งในโตเกียว อิบารากิ ไซตามะ กิฟุ และไอจิ ซึ่งบริษัท Takeda ได้รายงานไปยังกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา

โดยวัคซีนจำนวน 1.63 ล้านโดสดังกล่าวถูกผลิตขึ้นในสายการผลิตที่สเปน ซึ่งประกอบด้วย 3 ล็อต ได้แก่ 3004667, 3004734 และ 3004956

Photo by Fred TANNEAU / AFP

สหรัฐเปิดศูนย์ควบคุมโรคสาขาอาเซียนที่เวียดนาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661541

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 10:31 น.

สหรัฐเปิดศูนย์ควบคุมโรคสาขาอาเซียนที่เวียดนาม รองประธานาธิบดีสหรัฐเปิดศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เวียดนาม

รองประธานาธิบดี กมลา แฮร์ริส ของสหรัฐ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดทำการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กรุงฮานอยของเวียดนามระหว่างภารกิจเดินทางเยือนสิงคโปร์และเวียดนามอย่างเป็นทางการครั้งแรก

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะช่วยยกระดับความร่วมมือด้านสุขภาพระหว่างสหรัฐและภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับตัวเลขผู้ติด Covid-19 สูงขึ้นอันเนื่องจากการระบาดของสายพันธุ์เดลตา

โดยจะมุ่งความร่วมมือของรัฐบาลเกี่ยวกับงานวิจัย การฝึกอบรม และการป้องกันวิกฤตสาธารณสุขโลกด้วยการรับมือกับภัยคุกคามทางสาธารณสุขอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดก็ตาม

“ความร่วมมือของเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นจากความสำคัญร่วมกันต่อสุขภาพของประชาชน ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ และความมั่นคงโดยรวมของเรา” แฮร์ริสทวีต

นอกจากนี้ แฮร์ริสยังประกาศว่าสหรัฐจะบริจาควัคซีนป้องกัน Covid-19 ให้เวียดนามเพิ่มอีก 1 ล้านโดสและจะขนส่งมาถึงเวียดนามภายใน 24 ชั่วโมง ทำให้เวียดนามได้รับวัควีนจากสหรัฐรวม 6 ล้านโดส และจะมอบเงิน 23 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อให้เวียดนามใช้ในการจัดหาวัคซีน

ทั้งนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นสาขาภูมิภาคทั่วโลกของสหรัฐแห่งที่ 4 ต่อจากสาขายุโรปตะวันออก/เอเชียกลางในจอร์เจีย สาขาตะวันออกกลาง/แอฟริกาเหนือในโอมาน และสาขาอเมริกาใต้ในบราซิล

กฎเหล็กคนในเครื่องแบบ เมื่อตำรวจปกปิดความผิดกันเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661481

วันที่ 25 ส.ค. 2564 เวลา 20:00 น.

กฎเหล็กคนในเครื่องแบบ เมื่อตำรวจปกปิดความผิดกันเองกรณีแบบนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในไทย แม้แต่สหรัฐ อิตาลี และที่อื่นๆ ก็เจอปัญหานี้เช่นกันด้วยชื่อเรียกที่แตกต่างกัน แต่พฤติกรรมไม่แตกต่างเลย

ในวันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม 2544 เวลา 21.00 น. โจเซฟ เกรย์ขับรถมินิแวนบนถนน Third Avenue ใต้ทางด่วน Gowanus Expressway จนมาถึงที่ซันเซ็ตพาร์ค เขตบรูคลิน ตรงจุดมาเรีย เอร์เรรา วัย 24 ปี กับลูกชายของเธอ แอนดี วัยเพียง 4 ขวบ และน้องสาวของมาเรียที่ชื่อดิลเซียอายุ 16 ปี กำลังข้ามถนน  

ตอนนั้นเองรถของเกรย์ขับฝ่าไฟแดงแล้วชนทั้งสามเข้าอย่างจังจนตายคาที่ เท่านั้นยังไม่พอเอร์เรรายังกำลังตั้งครรภ์ได้ 8 เดือนครึ่ง แพทย์พยายามผ่าตัดช่วยเหลือลูกในครรภ์ แต่โชคร้ายที่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ ความประมาทของโจเซฟ เกรย์ทำให้มีคนตายถึง 4 คนในวันนั้น

ที่สำคัญ โจเซฟ เกรย์เป็นตำรวจ!

จากการสอบสวนพบว่าเกรย์ขับเกินขีดจำกัดความเร็ว 30 ไมล์ต่อชั่วโมง เขามีระดับแอลกอฮอล์ในเลือด .23 มากกว่าสองเท่า (เกือบสามเท่า) ของกฎหมายกำหนดนั่นก็เพราะเขาเพิ่งจะซัดแอลกอฮอล์มากับพ้องเพื่อนตำรวจด้วยกัน

ก่อนที่หน่วยพยาบาลจะมาถึง เกรย์บอกพยานว่า “ไม่เอาน่า เราทุกคนดื่มเบียร์กันนานๆ ครั้งเอง” ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งซัดเบียร์ไปไม่น้อยกว่า 12 –  18 ขวด/กระป๋องในช่วง 12 ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุ

ไม่ใช่แค่เขาที่โกหก เพื่อนพ้องในวงการตำรวจก็พยายามช่วยเหลือเขาด้วย เกรย์ได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการประกันตัวในวันอาทิตย์ ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ครอบครัวของเหยื่อและชาวนิวยอร์กจำนวนมาก 

เกรย์ถูกจับโดยเจ้าหน้าที่จากเขตของเขาเอง ตำรวจที่เขตนั้นยังละเลยไม่กรอกรายงานอุบัติเหตุบางส่วน ภาพที่ถ่ายในที่เกิดเหตุก็หายไปอย่างลึกลับ นักเคมีของตำรวจไม่ส่งรายงานกว่า 60 หน้าเกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของเกรย์ตามที่กฎหมายกำหนด และหลักฐานอื่นๆ อีกหลายชิ้นถูกโยกย้าย

เรื่องนี้ยิ่งมาชัดเมื่อพนักงานสอบสวนเผยหลังจากเกษียณอายุโดยยอมรับว่าเขาพยายาม “ยกประโยชน์” ให้แก่เกรย์ก็เพราะเขาเป็นตำรวจ

แน่นอนว่าเกรย์ไม่สามรถรอดพ้นความยุติธรรมได้เพราะหลักฐานมันคาตา และภายหลังการตัดสินลงโทษของเกรย์แล้ว อัยการเขตได้เริ่ม “สอบสวนการประพฤติมิชอบของตำรวจในกรณีนี้ โดยเฉพาะการขัดขวางการบริหารราชการและขัดขวางการดำเนินคดี” 

นั่นคือกรณีที่เกิดขึ้นในสหรัฐ เมื่อตำรวจช่วยพวกเดียวกันเอง ซึ่งโชคยังดีที่ประชาชนไม่ยอมละสายตา และอัยการไม่นิ่งนอนใจ

“พวกเราไม่มีวันทำผิด”

ในวงการตำรวจของสหรัฐมีคำว่า Blue Wall of Silence หรือ กำแพงสีน้ำเงินที่เงียบงัน ซึ่งสีน้ำเงินก็คือสีของตำรวจ ส่วนความเงียบงันคือ การที่ตำรวจไม่ยอมเปิดปากพูดถึงความผิด การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การก่ออาชญากรรม หรือการใช้ความรุนแรงของเพื่อนตำรวจด้วยกัน อาจจะด้วยการพูดโกหกหรือทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเหตุการณ์นั้นๆ

นอกจากนี้แต่ละหน่วยแต่ละสถานีตำรวจยังมีวัฒนธรรมตำรวจ (cop culture) ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของตัวเองที่ไม่เป็นทางการและไม่เป็นลายลักษณ์อักษรที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นจนก่อให้เกิดความรู้สึกจงรักภักดีต่อพวกพ้องจนไม่อยากทรยศหักหลังกันเอง ส่วนใครที่ปากโป้งก็จะถูกมองว่าเป็นแกะดำ ไม่ได้รับการยอมรับ

วัฒนธรรมตำรวจนี้นำมาสู่คำพูดติดปากว่า “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” ซึ่งมาจากคนในคเรื่องแบบอีกวงการหนึ่ง แต่มันใช้ได้ดีกับวงการไหนๆ ก็ตามที่คนในนั้นช่วยกันปกป้อง “ปลาเน่า”

ด้วยเหตุนี้ บางรัฐจึงมีกฎหมายที่ปกป้องประชาชนและจำเลยจากตำรวจที่คอร์รัปชัน หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งหากผิดจริงตำรวจอาจถูกผู้เสียหายจากการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ จากการจับกุมโดยมิชอบ หรือทำให้เสียชีวิตโดยมิชอบฟ้องร้อง และยังมีกฎหมายรัฐบาลกลางที่บังคับใช้ทั่วประเทศห้ามไม่ให้ตำรวจให้การเท็จเพื่อช่วยเหลือพวกพ้อง และห้ามเพิกเฉยต่อการมีส่วนร่วมในการคอร์รัปชันของเพื่อนตำรวจด้วยกัน

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีแนวปฏิบัติไม่ขายเพื่อนใช้อยู่ จนในปี 1970 ทางการเมืองนิวยอร์กจัดตั้งคณะกรรมาธิการแนปป์ (Knapp Commission) เพื่อสอบสวนความไม่ชอบมาพากลของวงการตำรวจนิวยอร์ก

โดยการเปิดโปงพฤติกรรมฉาวของเพื่อนตำรวจด้วยกันของเจ้าหน้าที่ แฟรงค์ เซอร์ปิโค ไม่เพียงเปิดเผยว่ามีการคอร์รัปชันกันอย่างเป็นระบบเท่านั้น แต่ยังทำให้เห็นถึงอุปสรรคในการสอบสวนการคอร์รัปชันเหล่านั้นด้วย นั่นคือ หลักปฏิบัติที่รู้กันในหมู่เจ้าหน้าที่ที่เรียกกันว่า กฎแห่งความเงียบ (Code of Silence) หรือม่านสีฟ้า (Blue Curtain) ที่ถือว่าเจ้าหน้าที่ที่เปิดปาก “ขายเพื่อน” คือคนทรยศ

กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุอย่างกรณีของผู้กำกับนครสวรรค์ที่ทำทารุณกับผู้ต้องหาคดียาเสพติดด้วยการใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะจนเสียชีวิตน่าจะไม่ใช่ครั้งแรก และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แม้แต่สหรัฐเองก็มีปัญหานี้ไม่น้อย แต่กรณีที่จุดกระแส Black Lives Matter และเกิดการเรียกร้องให้ปฏิวัติตำรวจคือการเสียชีวิตของชายผิวสีที่ชื่อ จอร์จ ฟลอยด์ หลังถูกตำรวจใช้เข่ากดที่คอนานเกือบ 10 นาทีจนขาดอากาศหายใจ

ขอยกตัวอย่างกรณีของสหรัฐที่ใกล้เคียงกับกรณีของไทยคือ ในปี 1991 ร็อดนีย์ คิง ชายผิวสีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจลอสแองเจลิสหลายนายทุบตีทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องล้วนพร้อมใจกันปกปิดความผิดของพวกพ้องโดยอ้างว่าการทำร้ายร่างกายคิงเป็นไปตามกฎหมาย แต่คลิปเหตุการณ์ที่เผยแพร่ในภายหลังกลับฟ้องว่าความจริงเป็นคนละเรื่องกับที่เจ้าหน้าที่เล่า

โลกสีเทาของคนสีกากี

การปกปิดความชั่วของพวกเดียวกันเองเป็นพฤติกรรมของพวกแก๊งอันธพาล เช่น ในภาคใต้ของอิตาลีที่ชุกชุมไปด้วยแก๊งมาเฟีย พวกนี้จะถือกฎเหล็กที่เรียกว่า “โอแมร์ตา” (Omertà) คนในแก๊งและคนในพื้นที่อิทธิพลของนอกแก๊งจะปิดปากเงียบเมื่อถูกซักถามโดยเจ้าหน้าที่หรือบุคคลภายนอกเรื่องภายในแก๊ง พวกเขาจะไม่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ รัฐบาล หรือบุคคลภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างการสอบสวนคดีอาญา และจงใจเพิกเฉยและหลีกเลี่ยงการแทรกแซงกิจกรรมที่ผิดกฎหมายของคนอื่นๆ ในเครือข่ายตัวเอง

คนที่แหกกฎโอแมร์ตาไม่อาจลอยนวลได้ ยิ่งพวกเป็นสายให้ตำรวจแล้วยิ่งรอดยาก แต่ใน “วงการสีกากี” (หรือสีน้ำเงินในสหรัฐ) ก็มีโอแอร์ตาเหมือนกัน นั่นคือ Blue Wall of Silence ที่เอ่ยถึงไป มันคือสิ่งที่ทำให้วงการตำรวจมีความใกล้เคียงกับวงการแก๊งนอกกฎหมาย 

ตำรวจเป็นอาชีพที่ต้องพัวพันกับกลุ่มนอกกฎหมายและการแหกกฎหมาย ดังนั้นพวกเขาจึงต้องคุ้นเคยกับเรื่องผิดกฎหมายเพื่อที่จะไล่ตามพวกมันได้ทัน ตำรวจจึงไม่สามารถอยู่ในโลกสีขาวได้เต็มตัว พวกเขาต้องอยู่ในโลกเทาๆ เพื่อเข้าถึงโลกสีดำด้วย 

แต่บางครั้งพวกเขาถูกความชั่วสีดำกลืนกินจนรับเอาพฤติกรรมแบบโอแมร์ตามาใช้ 

และเมื่อตำรวจใช้โอแมร์ตามันจะเลวร้ายกว่าแก๊งอาชญากรเสียอีก เพราะแก๊งอาชญากรใช้โอแมร์ตาเพื่อไม่ร่วมมือกับมือกฎหมายโดยหวังช่วยพวกเดียวกันเอาตัวรอดและกลุ่มทั้งกลุ่มจะรอดไปด้วย แต่มือกฎหมายมีกฎหมายในมือ เพียงแค่ต้องการจะช่วยพวกเดียวกันแค่ไม่กี่คน และไม่สำคัญต่อองค์กรทั้งองค์กรด้วยซ้ำ พวกเขาใช้กฎหมาย ทำลายหลักฐาน ข่มขู่พยานก็ยังได้

ยังมีโอแมร์ตาแบบที่คาดไม่ถึงอีก นั่นคือการรวมตัวเป็นสหภาพของตำรวจเพื่อต่อรองกับภาครัฐเรื่องสวัสดิการและอำนาจหน้าที่ การรวมตัวแบบนี้ยิ่งทำให้ตำรวจรู้สึกว่าได้รับการหนุนหลังจากตำรวจหมู่มากด้วยกันเอง และมีงานวิจัยในสหรัฐพบว่ายิ่งมีอัตราตำรวจเข้าร่วมกับสหภาพมากเท่าไร จำนวนคนที่ตายด้วยน้ำมือตำรวจยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น การศึกษาของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดใน 100 เมืองที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาพบว่ายิ่งตำรวจมีอำนาจคุ้มครองมากขึ้นระดับความรุนแรงที่ตำรวจทำและการละเมิดอื่นๆ ต่อพลเมืองโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะเพิ่มขึ้น  นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิกตอเรียยังพบว่าเมื่อตำรวจมีอำนาจต่อรองในรูปแบบสหภาพมากขึ้น อัตราการวิสามัญฆาตกรรมเพิ่มขึ้นถึง 40%

จะเห็นว่าโอแมร์ตามีทั้งแบบบนดินและใต้ดิน และบางครั้งใช้อย่างพร่ำเพื่อไม่ใช่เพื่อปกป้องสิทธิของตำรวจ แต่เพื่อปกป้องคนผิดเพียงคนเดียวก็ยังทำ

กรณีของโจเฟซ เกรย์ที่เมาแล้วขับ ตำรวจในท้องที่ใช้โอแมร์ตาเพื่อปกป้องเขาทั้งๆ ที่การเมาแล้วขับและฆ่าคนตายของตำรวจคนเดียวไม่ได้ทำให้ทั้งสถาบันเสื้อน้ำเงินต้องสั่นคลอน แต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะใช้วิธีนี้ 

นั่นแสดงว่าเมื่อคนมีอำนาจกฎหมายในมือ เมื่อจะทำชั่วร้ายนั้น จะร้ายยิ่งกว่าอาชญากรเสียอีก

โดย จารุณี นาคสกุล และ กรกิจ ดิษฐาน

Photo – Kamil Krzaczynski/AFP