‘ก่อการร้ายอสุจิ’ การคุกคามผู้หญิงที่ไม่ใช่อาชญากรรมในเกาหลีใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661509

วันที่ 25 ส.ค. 2564 เวลา 16:05 น.

'ก่อการร้ายอสุจิ' การคุกคามผู้หญิงที่ไม่ใช่อาชญากรรมในเกาหลีใต้เกาหลีใต้กำลังผลักดันแก้ไขกฎหมาย ปกป้องเหยื่อ เมื่อการคุกคามด้วยอสุจิไม่จัดเป็นอาชญากรรมทางเพศ

ชายเกาหลีวัย 40 ปีหลั่งอสุจิลงในแก้วกาแฟของเพื่อนร่วมงานสาวถึง 6 ครั้ง นักศึกษาชายป้ายอสุจิลงบนรองเท้าผ้าใบของนักศึกษาหญิง ชายรายหนึ่งผสมอสุจิและถมน้ำลายลงในแก้วกาแฟให้กับผู้หญิงเพื่อเป็นการแก้แค้นที่ถูกเธอปฏิเสธ นี่คือส่วนหนึ่งของการคุกคามทางเพศที่ผู้หญิงเกาหลีใต้ต้องพบเจอ

หลายต่อหลายครั้งผู้ชายที่กระทำความผิดเหล่านี้ชดใช้เพียงแค่การจ่ายค่าปรับ เพราะภายใต้กฎหมายเกาหลีใต้ปัจจุบันการหลั่งอสุจิบนทรัพย์สินหรือข้าวของของใครไม่จัดว่าเป็นอาชญากรรมทางเพศ แต่เป็นเพียงการสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินเท่านั้น

นั่นทำให้แพค ฮเย-รอน (Back Hye-ryun) สมาชิกสภาเกาหลีใต้กำลังพยายามผลักดันเพื่อเปลี่ยนแปลงและต่อสู้กับสิ่งที่เรียกว่า “การก่อการร้ายอสุจิ”

เธอเผยว่าเมื่อเดือนที่แล้วพรรคประชาธิปไตยแห่งเกาหลีได้เสนอการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเพศ โดยเน้นย้ำถึงข้อบกพร่องที่ร้ายแรงของกฎหมายที่ไม่สามารถปกป้องผู้หญิงจากการกระทำดังกล่าว

แบคอ้างถึงคดีที่เคยโด่งดังเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาซึ่งผู้ก่อเหตุชายได้รับการปล่อยตัวไปหลังเสียค่าปรับ 2,500 เหรียญสหรัฐในข้อหาทำให้ทรัพย์สินเสียหาย จากการหลั่งอสุจิลงในแก้วกาแฟของเพื่อนร่วมงานหญิงถึง 6 ครั้งในช่วงเวลาครึ่งปี

แบคมองว่าการกระทำของผู้ก่อเหตุในกรณีนี้เห็นได้ชัดว่าเหยื่อถูกคุกคามทางเพศ แต่ภายใต้กฎหมายปัจจุบันไม่ถือว่าเป็นการก่ออาชญากรรมทางเพศเพราะมองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสัมผัสทางร่างกายโดยตรง การกระทำของเขาจึงถูกตัดสินว่าเป็นการกระทำต่อแก้ว

อาชญากรรมทางเพศต้องตีความจากมุมมองของเหยื่อ แต่ในเกาหลีใต้กำลังทำให้ผู้ต้องหาเป็นศูนย์กลาง ซึ่งมันควรได้รับการเปลี่ยนแปลง…ไม่มีกฎหมายใดที่สามารถลงโทษผู้ที่ก่ออาชญากรรมทางเพศได้ในขณะนี้ และบทลงโทษก็ไม่รุนแรงพอเช่นกัน”

“อาชญากรรมทางเพศกำลังเพิ่มมากขึ้นและหลากหลายขึ้น แต่กฎหมายของเราไม่สามารถตามทันได้”

ทุกคนต้องยอมรับเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเพศที่เกิดขึ้นเพื่อปกป้องเหยื่อเหล่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นมันจะส่งผลดีต่ออาชญากรด้วย เพราะพวกเขาจะได้รับการคุมประพฤติและป้องกันการก่ออาชญากรรมอีกในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกรณีที่ผู้หญิงเกาหลีใต้ต้องพบเจอกับการคุกคามทางเพศในลักษณะนี้

อย่างเช่นในปี 2019 ชายชาวเกาหลีใต้รายหนึ่งถูกจำคุกเป็นเวลา 3 ปี หลังจากที่เขาผสมอสุจิ เสมหะ ยาถ่าย และยาโป๊ ลงในกาแฟให้กับผู้หญิงเพื่อเป็นการแก้แค้นที่ถูกปฏิเสธ

และในปี 2018 มีรายงานว่าชายคนหนึ่งนำถุงยางอนามัยที่มีน้ำอสุจิอยู่ข้างในไปใส่ไว้ในกระเป๋าของผู้หญิงที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงโซล และแน่นอนว่าเขาถูกตั้งข้อหาทำให้ทรัพย์สินเสียหาย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเกาหลีใต้พบช่องโหว่หลายครั้งในการจัดการกับการก่ออาชญากรรมทางเพศต่อผู้หญิง ซึ่งรวมถึงการซ่อนกล้องแอบถ่ายในห้องน้ำหญิงตามสถานีรถไฟฟ้าและโรงแรม

โดยในปี 2019 มีรายงานการกระทำความผิดในลักษณะนี้ 6,465 ครั้ง โดยมีผู้ถูกจับกุม 5,437 คน แต่มีเพียง 119 คน หรือ 2% เท่านั้นที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด

ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) ชี้ว่าวัฒนธรรมคัดค้านผู้หญิงและการกล่าวโทษเหยื่อในเกาหลีใต้ ตลอดจนช่องโหว่ของกฎหมายมักทำให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่เฉื่อยชา

ที่มา InsiderVice

ภาพโดย REUTERS/Kim Hong-Ji

พบคนติดเดลตามีไวรัสในเลือดสูงกว่าสายพันธุ์อื่น 300 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661491

วันที่ 25 ส.ค. 2564 เวลา 15:53 น.

พบคนติดเดลตามีไวรัสในเลือดสูงกว่าสายพันธุ์อื่น 300 เท่า วิจัยเกาหลีใต้พบคนติด Covid-19 สายพันธุ์เดลตามีปริมาณไวรัสในเลือดสูงกว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมถึง 300 เท่า

การวิจัยของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้ (KCDA) พบว่า ผู้ป่วย Covid-19 สายพันธุ์เดลตามีปริมาณไวรัส (viral load) ในเลือดสูงกว่า 300 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบในเมืองอู่ฮั่นของจีน

โดยปริมาณไวรัสจะสูงที่สุดในช่วงที่ผู้ป่วยเริ่มแสดงอาการ และจะค่อยๆ ลดลงมาเหลือเท่าๆ กับปริมาณไวรัสในเลือดของผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์อื่น 10 วันหลังจากการติดเชื้อขึ้นสู่ช่วงสูงสุด

อย่างไรก็ดี นักวิจัยย้ำว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเชื้อสายพันธุ์เดลตาแพร่เชื้อได้มากกว่าเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิม 300 เท่า เพียงแต่ปริมาณเชื้อไวรัสที่สูงกว่าจะเพิ่มโอกาสที่ผู้ติดเชื้อจะแพร่เชื้อให้ผู้อื่น

นักวิจัยของ KCDA เผยอีกว่า “เราคาดว่าอัตราการแพร่เชื้อของมัน (เดลตา) สูงกว่าสายพันธุ์อัลฟา (ซึ่งพบครั้งแรกในอังกฤษ) 1.6 เท่า และสูงกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม 2 เท่า”

การวิจัยของเกาหลีใต้เปรียบเทียบปริมาณไวรัสในเลือดของผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา 1,848 กับผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์อื่นจำนวน 22,106 คน

และยังพบอีกว่าปริมาณไวรัสในเลือดผู้ป่วยสายพันธุ์เดลตาลดลงมากกว่าในผู้ป่วยสายพันธุ์ดั้งเดิมถึง 30 เท่าภายใน 4 วันหลังจากพุ่งสู่ระดับสูงสุด เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายออกมาสู้กับการติดเชื้อ

ขณะที่การวิจัยของจีนที่เผยแพร่เมื่อเดือนที่แล้วพบว่า ผู้ป่วยสายพันธุ์เดลตามีปริมาณเชื้อไวรัสในเลือดสูงกว่าผู้ป่วยสายพันธุ์ดั้งเดิมถึง 1,000 เท่า โดยจะพบเชื้อไวรัสหลังจากติดเชื้อ 4 วัน

Photo by Handout / various sources / AFP

สหรัฐเสนอตัวหนุนหลังเวียดนาม ตอบโต้จีนพิพาททะเลจีนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661484

วันที่ 25 ส.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

สหรัฐเสนอตัวหนุนหลังเวียดนาม ตอบโต้จีนพิพาททะเลจีนใต้รองประธานาธิบดีสหรัฐย้ำต้องเพิ่มแรงกดดันและตอบโต้การอ้างสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ของจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าวันนี้ (25 ส.ค.) กมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐเข้าพบผู้นำระดับสูงของเวียดนามโดยให้การสนับสนุนในหลายประเด็นสำคัญ รวมถึงการส่งเสริมความมั่นคงทางทะเลและตอบโต้ท่าทีคุกคามที่เพิ่มขึ้นของจีนในทะเลจีนใต้

ในระหว่างการเจรจากับประธานาธิบดีเหงียน ซวน ฟุก, รองประธานาธิบดีหวอ ถิ อัน ซวน และนายกรัฐมนตรี ฟาม มินห์ ชิญ ของเวียดนาม แฮร์ริสยังได้เสนอที่จะเพิ่มเรือรบของกองทัพสหรัฐสำหรับการลาดตระเวนในทะเลจีนใต้

“เราต้องเพิ่มแรงกดดันไปยังรัฐบาลจีนให้ปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล และเพื่อตอบโต้กับการกลั่นแกล้งและการอ้างสิทธิ์ทางทะเลที่มากเกินไปของจีน” แฮร์ริสกล่าว

ตลอดจนเสนอที่จะส่งมอบวัคซีน Pfizer อีก 1 ล้านโดสให้แก่เวียดนามเพื่อช่วยเหลือในการรับมือกับโควิด-19 รวมถึงมีการหารือเกี่ยวกับโครงการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย

แฮร์ริสยังคาดว่าจะเซ็นสัญญาเช่าอาคารสถานทูตสหรัฐแห่งใหม่ในกรุงฮานอย เพื่อพยายามขยายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย

ก่อนหน้านี้สหรัฐยังเปิดตัวโครงการ USAID ระยะเวลา 5 ปีมูลค่า 36 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของเวียดนาม และประกาศลดภาษีศุลกากรสำหรับการส่งออกข้าวโพด ข้าวสาลี และเนื้อหมูของสหรัฐไปยังเวียดนาม เพื่อลดการขาดดุลการค้าระหว่างประเทศ

ขณะที่จีนก็ได้กล่าวว่าจะส่งมอบวัคซีนโควิด-19 จำนวน 2 ล้านโดสให้แก่เวียดนามเช่นกัน

ทั้งนี้ แฮร์ริสมีกำหนดการเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเวลา 7 วัน เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรในภูมิภาคและคานอำนาจของจีนซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นในภูมิภาคนี้

โดยเมื่อวานนี้ (24 ส.ค.) ในระหว่างการเดินทางเยือนสิงคโปร์แฮร์ริสยังได้กล่าวโจมตีจีนว่าการข่มขู่คุกคามและอ้างสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ของจีนบ่อนทำลายกฎระเบียบระหว่างประเทศ และเป็นการคุกคามอำนาจอธิปไตยของนานาประเทศ พร้อมเน้นย้ำว่าสหรัฐจะยืนเคียงข้างพันธมิตรในการเผชิญกับภัยคุกคามจากจีน

ขณะที่จีนปฏิเสธและมองว่าสหรัฐพยายามผลักดันให้เกิดความบาดหมางระหว่างจีนและพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Photo by EVELYN HOCKSTEIN / POOL / AFP

ย้อนรอยตำรวจอเมริกันใจกล้า ปล่อยคลิปเปิดโปงพวกเดียวกันเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661471

วันที่ 25 ส.ค. 2564 เวลา 13:56 น.

ย้อนรอยตำรวจอเมริกันใจกล้า ปล่อยคลิปเปิดโปงพวกเดียวกันเองเอเดรียน ชูลคราฟท์ ตำรวจอเมริกันที่ออกมาแฉวงการตำรวจด้วยการปล่อยคลิปเสียง

เรื่องราวของเอเดรียน ชูลคราฟท์ (Adrian Schoolcraft) อดีตเจ้าหน้าที่กรมตำรวจนครนิวยอร์ก (NYPD) สหรัฐอเมริกา เคยโด่งดังเมื่อหลายปีก่อนเมื่อเขาออกมาเปิดโปงคลิปเสียงของนายตำรวจซึ่งพบว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ชูลคราฟท์ประจำการอยู่ที่สถานีตำรวจเขต 81 ในเบดฟอร์ด–สไตเวสซันต์ บรูคลิน นครนิวยอร์ก หลังทำงานอยู่ที่นั่นได้ไม่กี่ปีเขาเริ่มหยิบยกประเด็นว่าเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ที่เขตนี้มีน้อยเกินกว่าที่จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังได้แอบบันทึกการสนทนาของเจ้าหน้าที่ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทุจริตและการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

คลิปเสียงเหล่านั้นถูกบันทึกระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2008 ถึง 15 ตุลาคม 2009 ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นโควตาการจับกุมและการสอบสวน ซึ่งนำไปสู่การจับกุมโดยมิชอบ และการรายงานอาชญากรรมที่ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อรักษาตัวเลข โดยหนึ่งในนั้นมีคลิปเสียงของสตีเวน เมาริเอลโล (Steven Mauriello) ผู้บัญชาการเขต

ชูลคราฟท์ส่งคลิปเสียงเหล่านี้ให้กรมตำรวจนครนิวยอร์กตรวจสอบในปี 2009 เพื่อเป็นหลักฐานการทุจริตและการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่หลังจากนั้นเขาก็ถูกจับตามองและรังควานซ้ำแล้วซ้ำเล่า

บทลงโทษของตำรวจ (คนดี)

หลังจากที่ชูลคราฟท์ออกมาพูดและแสดงความกังวลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวเขาก็ถูกตามรังควานและกลั่นแกล้ง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มงานหรือได้รับการประเมินที่ไม่ดี มีอยู่วันหนึ่งเขาพบกระดาษโน้ตในล็อกเกอร์ของเขาซึ่งมีข้อความว่า “ถ้าไม่ชอบงานที่ทำอยู่ ก็ควรหางานใหม่ซะ”

วันที่ 31 ตุลาคมชูลคราฟท์รู้สึกสังหรใจเมื่อได้รับอนุญาตให้เลิกงานก่อนเวลา 1 ชั่วโมง ก่อนที่เย็นวันนั้นพ่อของเขาซึ่งเป็นตำรวจเช่นเดียวกันโทรมาเตือนให้ระวังตัว เขามองออกไปนอกหน้าต่างห้องพบเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งกำลังรวมตัวกันอยู่บริเวณอพาร์ตเมนต์ของเขา

เจ้าหน้าที่เหล่านั้นขอกุญแจห้องของชูลคราฟท์จากเจ้าของอพาร์ตเมนต์ โดยอ้างว่าชูลคราฟท์ฆ่าตัวตาย ก่อนที่พวกเขาจะบุกเข้ามาที่ห้องของชูลคราฟท์และเริ่มสอบปากคำ

ในบรรดาเจ้าหน้าที่ตรงนั้นมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงประมาณ 12 คนรวมอยู่ด้วย หนึ่งในนั้นคือรองหัวหน้าไมเคิล มาริโน (Michael Marino) ซึ่งบอกกับเขาว่า

“ฟังนะ พวกเขาจะทำเหมือนว่านายเป็น EDP (ผู้มีความผิดปกติทางพฤติกรรมและอารมณ์) ตอนนี้นายมีทางเลือกว่าจะลุกขึ้นมาและเดินเข้าไปในรถบัสคันนั้นแต่โดยดี หรือจะถูกปฏิบัติแบบคนที่เป็น EDP นั่นหมายถึงการใส่กุญแจมือ” “เอาตัวมันไป ฉันทนไม่ไหวแล้ว” ส่วนหนึ่งของคลิปเสียงที่ชูลคราฟท์แอบบันทึกไว้ได้

กลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช

ชูลคราฟท์ถูกนำตัวไปยังแผนกผู้ป่วยจิตเวชโรงพยาบาลจาไมก้า (Jamaica Hospital) เขาถูกใส่กุญแจมือล็อกไว้กับเตียงและห้ามไม่ให้ใช้โทรศัพท์มือถือตามคำสั่งของตำรวจที่อยู่ที่นั่น

ตำรวจอ้างกับโรงพยาบาลว่าพวกเขาตามชูลคราฟท์ไปที่บ้านเพราะชูลคราฟท์เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง และเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องพังประตูเข้าไปหาเขา

ส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยจากแพทย์ระบุว่า “ความทรงจำและสมาธิปกติดี แต่ความเข้าใจและวิจารณญาณบกพร่อง แสดงความคิดที่หวาดระแวง”

ชูลคราฟท์ถูกบังคับให้อยู่ที่นั่น 6 วัน ในที่สุดพ่อของเขาก็สามารถนำตัวกลับมาได้และได้รับค่ารักษาพยาบาล 7,185 เหรียญสหรัฐ ก่อนที่ชูลคราฟท์จะถูกพักงานและมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาหาที่บ้านเป็นประจำ

ไม่หยุดความพยายาม

ในปี 2010 ชูลคราฟท์ส่งคลิปเสียงให้กับหนังสือพิมพ์ The Village Voice ซึ่งนำไปสู่การรายงานเป็นชุดบทความเรื่อง “The NYPD Tapes” โดยผู้สื่อข่าวแกรแฮม เรย์แมน (Graham Rayman)

บทความเหล่านั้นได้เปิดโปงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเช่นระบุว่ามีการจับกุมในข้อหาเล็กๆ น้อยๆ อย่างการจับประชาชนที่ไม่พกพาบัตรประจำตัวประชาชนขณะที่อยู่แถวบ้านของเขา หรือการจับกุมประชาชนที่รวมกลุ่มกัน และการ Stop-And-Frisk หรือการตรวจค้นอาวุธเพิ่มขึ้น 9 เท่า

ยิ่งไปกว่านั้นมีรายงานการตรวจค้นอาวุธปลอมๆ ที่ไม่ระบุชื่อเพื่อทำยอดในช่วงสิ้นเดือนหรือที่รายงานเรียกว่าเป็นการ “จับผี” (Ghost 250s)

นอกจากนี้ยังมีคลิปเสียงของเจ้าหน้าที่นายหนึ่งซึ่งกล่าวว่า “ฟังนะ อย่านำนายแพทย์มาที่สถานีตำรวจ เพราะเขาจะได้รับค่ารักษาพยาบาลฟรีจากเรา แถมยังมีตำรวจดีๆ คอยคุ้มกันตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่”

เรย์แมนกล่าวว่าสาเหตุหนึ่งที่ตำรวจต้องทำแบบนี้เพราะระบบโครงสร้างของที่นี่ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ โดยในวันธรรมดาเขต 81 มีเจ้าหน้าที่เพียง 3 ถึง 9 นายที่ต้องลาดตระเวนตามท้องถนนในพื้นที่ที่มีประชาชนมากกว่า 60,000 คน ในขณะที่พวกเขาเองก็ต้องทำผลงานออกมาให้ดี

ในปีเดียวกันชูลคราฟท์ได้ยื่นฟ้องกรมตำรวจนครนิวยอร์กโดยระบุว่าเขาถูกข่มขู่คุกคาม และเรียกร้องค่าเสียหาย 50,000,000 เหรียญสหรัฐ รวมถึงฟ้องโรงพยาบาลจาไมก้าด้วย เพราะการรักษาตัวในหอผู้ป่วยจิตเวชโดยไม่สมัครใจทำลายชื่อเสียงของเขา

คดีความถูกตัดสินในปี 2012 โดยเขาได้รับเงิน 600,000 เหรียญสหรัฐจากกรมตำรวจนครนิวยอร์ก ส่วนของโรงพยาบาลจาไมก้าสิ้นสุดลงในปี 2015 แต่ไม่มีการเปิดเผยว่าคดีจบลงแบบใด

ในปี 2013 คดี “Stop-And-Frisk” ที่เกี่ยวข้องได้เข้าสู่การพิจารณาคดีในศาลรัฐบาลกลาง

ภายหลังเรื่องราวของชูลคราฟท์ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และนำไปบอกเล่าในพอดแคสต์ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ภาพโดย Scott Olson/AFP

“ยามา” (Llama) อาจเป็นฮีโร่ช่วยมนุษยชาติสู้โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661467

วันที่ 25 ส.ค. 2564 เวลา 13:17 น.

"ยามา" (Llama) อาจเป็นฮีโร่ช่วยมนุษยชาติสู้โควิดแอนติบอดีของตัวยามา (Llama) บั่นทอนเชื้อโควิด-19 ในการทดลองในห้องปฏิบัติการของสตาร์ทอัพในเบลเยียม

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน แอนติบอดีของตัวยามา (Llama) สัตว์จากอเมริกาใต้ อาจมีบทบาทในการต่อสู้กับโควิด-19ทั่วโลกในไม่ช้า หากการทดลองทางคลินิกที่ดำเนินการโดยสตาร์ทอัพด้านชีวการแพทย์ของเบลเยียมนั้นประสบความสำเร็จในที่สุด

นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์ VIB-UGent ในเมืองเกนต์ กล่าวว่า แอนติบอดีที่สกัดจากตัวยามาชื่อวินเทอร์ ได้ลดทอนความรุนแรงของการติดเชื้อโคโรนาไวรัสรวมถึงสายพันธุ์ต่างๆ ในการทดสอบในห้องปฏิบัติการ

ดอมินีค เตร์ซาโก (Dominique Tersago) หัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์ของบริษัท Spin-off ExeVir ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของ VIB-UGent กล่าวว่าเทคโนโลยีนี้ถือเป็น “ตัวพลิกสถานการณ์ ในอนาคตเลยทีดียว โดยมันจะเป๋นตัวเสริมไม่ใช่เข้ามาแทนที่วัคซีนโดยการปกป้องผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอและการรักษาผู้ติดเชื้อในโรงพยาบาล

แอนติบอดีของยามาที่มีขนาดเล็กผิดปกติสามารถจับกับส่วนที่เฉพาะเจาะจงของโปรตีนหนาม (Spike) ของไวรัสและ “ในขณะนี้เราไม่เห็นการกลายพันธุ์ที่มีความถี่สูงโดยรอบที่เชื้อเกาะเข้ากับโปรตีนหนาม” ดอมินีคกล่าว

แอนติบอดียังแสดง “ฤทธิ์เป็นกลางที่แข็งแกร่ง” กับสายพันธุ์เดลตาที่ติดเชื้อได้สูง เธอกล่าวเสริม

นักวิจัยคาดว่าการทดลองทางคลินิกในอาสาสมัครที่มีสุขภาพดีซึ่งเริ่มต้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วโดยร่วมมือกับ UCB บริษัทยาของเบลเยียม ร่วมกับผู้ป่วยในโรงพยาบาล คาดว่าจะได้ผลเช่นเดียวกัน

ซาเวียร์ แซลองส์ ((Xavier Saelens) หัวหน้ากลุ่ม VIB-UGent กล่าวว่า เจ้าวินเทอร์ยังผลิตแอนติบอดีแบบธรรมดาที่มีขนาดเล็กกว่า เสถียรกว่า สืบพันธุ์ได้ง่ายกว่า และมีความหลากหลายมากกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ซึ่งเป็นคุณสมับติเหมือนกันยามาตัวอื่นๆ และสัตว์ในตระกูลอูฐ

“ขนาดที่เล็กของมัน… ช่วยให้พวกมันไปถึงเป้าหมาย เข้าถึงส่วนต่าง ๆ ของไวรัสที่ยากต่อการเข้าถึงด้วยแอนติบอดี้แบบเดิม” เขากล่าว

การค้นหาการรักษาโควิด-19 นี้ดพเนินตามผลการศึกษาในปี 2559 เกี่ยวกับแอนติบอดีของยามาเพื่อต่อต้านโรคซาร์สและเมอร์ส บริษัท Sanofi ของฝรั่งเศสจ่ายเงิน 3.9 พันล้านยูโรให้กับ Ablynx ซึ่งเป็นบริษัททางการแพทย์ในเมืองเกนต์ที่เชี่ยวชาญด้านการวิจัยแอนติบอดียามาในปี 2561

ในขณะเดียวกัน วินเทอร์ซึ่งตอนนี้สามารถนำแอนติบอดี้ของมันมาผลิตซ้ำได้ในห้องแล็บ กำลังเพลิดเพลินกับการเกษียณอายุในอุทยานศิลปะและสวนสัตว์ส่วนตัวในเมืองเกนค์

REUTERS/ Johanna Geron TPX IMAGES OF THE DAY

นักระบาดวิทยาชั้นนำชี้ ‘จีน’ มีแนวโน้มสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ สำเร็จปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661458

วันที่ 25 ส.ค. 2564 เวลา 11:21 น.

นักระบาดวิทยาชั้นนำชี้ ‘จีน’ มีแนวโน้มสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ สำเร็จปีนี้จงหนานซาน นักระบาดวิทยาชั้นนำของจีน เปิดเผยว่าจีนอาจสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ภายในสิ้นปี 2021 โดยจีนฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ให้ประชาชนแล้วมากกว่าร้อยละ 80

จงกล่าวข้อความข้างต้นขณะร่วมแบ่งปันประสบการณ์การป้องกันและควบคุมโรคระบาดของจีนผ่านระบบวิดีโอในงานมหกรรมแสดงสินค้าจีน-กลุ่มประเทศอาหรับ (China-Arab States Expo) เมื่อวันศุกร์ (20 ส.ค.) ที่ผ่านมา

วัคซีนเชื้อตายมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด?

“บทความนี้ที่เผยแพร่ในวารสารการแพทย์นิว อิงแลนด์ เจอร์นัล ออฟ เมดิซีน (NEJM) ในเดือนกรกฎาคม ระบุว่าการศึกษาในกลุ่มผู้ฉีดวัคซีนชนิดเชื้อตายกว่า 10 ล้านคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป บ่งชี้ว่าวัคซีนนี้มีประสิทธิภาพป้องกันการติดโรคโควิด-19 ร้อยละ 65.9, ป้องกันการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลร้อยละ 87.5 , ป้องกันการเข้ารักษาตัวในแผนกผู้ป่วยหนักร้อยละ 90.3 และป้องกันการเสียชีวิตร้อยละ 86” จงระบุ

นอกจากนั้นจงกล่าวว่าการศึกษาขั้นต้นเกี่ยวกับการระบาดระลอกล่าสุดในมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน เผยว่าวัคซีนที่จีนผลิตเองในประเทศมีประสิทธิภาพป้องกันเชื้อไวรัสฯ ชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์เดลตา

“กว่างโจวตรวจพบผู้ป่วย 153 รายในการระบาดระลอกล่าสุด เราได้เปรียบเทียบสถิติของผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย ทั้งกลุ่มที่ฉีดวัคซีนแล้วและยังไม่ได้ฉีดวัคซีน เพื่อทดสอบว่าวัคซีนช่วยป้องกันเชื้อกลายพันธุ์ดังกล่าวหรือไม่ และพบว่าวัคซีนจีนมีประสิทธิภาพป้องกันสายพันธุ์เดลตาโดยรวมใกล้เคียงร้อยละ 60 ป้องกันอาการป่วยระดับปานกลางได้ร้อยละ 70 และป้องกันการป่วยขั้นรุนแรงได้ร้อยละ 100 บทความชิ้นนี้เผยแพร่เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้าในวารสารอีเมอร์จิง ไมโครบส์ แอนด์ อินเฟกชันส์ (Emerging Microbes & Infections) ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดครับ”

ภูมิคุ้มกันอยู่ได้นานเท่าใด?

สำหรับคำถามนี้ จงตอบว่า “อิสราเอลเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงสุดหลังจากฉีดวัคซีนของไฟเซอร์อย่างจริงจัง ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยใหม่ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราการป้องกันร้อยละ 95 แต่ตัวเลขดังกล่าวกลับลดเหลือร้อยละ 39 หลังเวลาผ่านไปครึ่งปี ทำให้จำนวนผู้ป่วยใหม่เพิ่มสูงอย่างเห็นได้ชัด สิ่งนี้พิสูจน์ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) สามารถคงอยู่ได้ราวครึ่งปี สหรัฐฯ เองก็เผชิญสถานการณ์นี้เช่นกัน ผู้ที่ฉีดวัคซีนเชื้อตายและวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอต่างมีภูมิคุ้มกันลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังฉีดนาน 6 เดือน ขณะนี้หลายประเทศจึงกำลังเร่งเสาะหาวิธีการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ได้จากการฉีดวัคซีน”

การฉีดวัคซีนโดสกระตุ้นมีประสิทธิภาพหรือไม่?

จงกล่าวว่า “ข้อมูลล่าสุดในจีนเผยว่าวัคซีนจะมีประสิทธิภาพลดต่ำลงหลังฉีดครบโดสนาน 6 เดือน แต่ระดับแอนติบอดีจะเพิ่มขึ้นหากมีการฉีดโดสกระตุ้น และจะคงอยู่ในระดับค่อนข้างสูงต่อไปอีก 6 เดือน แต่เราไม่สามารถรับรองได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภายหลัง แต่ดูเหมือนว่านี่จะเป็นวิธีการเพิ่มภูมิคุ้มกันที่มีแนวโน้มสำเร็จมาก โดยจีนมีเป้าหมายฉีดวัคซีนให้ประชากรมากกว่าร้อยละ 80 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และเราคิดว่าจะทำมันได้ภายในสิ้นปีนี้”

เนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

Photo by STR / AFP

วิจัยสหรัฐชี้เชื้อเดลตาทำประสิทธิภาพวัคซีนลดฮวบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661452

วันที่ 25 ส.ค. 2564 เวลา 10:35 น.

วิจัยสหรัฐชี้เชื้อเดลตาทำประสิทธิภาพวัคซีนลดฮวบประสิทธิภาพของวัคซีนในกลุ่มบุคลากรด่านหน้าสหรัฐลดเหลือ 66% จาก 91% หลังเดลตาระบาดหนัก

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) เปิดเผยผลการวิจัยซึ่งชี้ว่าประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 ของวัคซีนในกลุ่มบุคลากรด่านหน้าในสหรัฐลดลงเหลือ 66% หลังจากที่สายพันธุ์เดลตาเริ่มแพร่ระบาดมากขึ้น จากเดิมซึ่งอยู่ที่ 91% ก่อนที่สายพันธุ์เดลตาจะเริ่มแพร่ระบาดในประเทศ

งานวิจัยดังกล่าวได้ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคลากรด่านหน้าและเจ้าหน้าที่สาธารสุขมากกว่า 4,000 คนใน 6 รัฐ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2020 ถึงเดือนสิงหาคม 2021 ซึ่งพวกเขาจะได้รับการตรวจหาเชื้อทุกสัปดาห์

ทั้งนี้ ประมาณ 83% ของกลุ่มตัวอย่างได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว โดยประมาณ 2 ใน 3 ได้รับวัคซีนของ Pfizer และอีก 2% ได้รับวัคซีน Johnson & Johnson ส่วนที่เหลือได้รับวัคซีน Moderna

ในระยะแรกของการศึกษาช่วงวันที่ 14 ธันวาคม 2020 ถึง 10 เมษายน 2021 พบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคอยู่ที่ประมาณ 91%

แต่หลังจากนั้นจนถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2021 เมื่อสายพันธุ์เดลตาเริ่มระบาดหนักในสหรัฐกลับพบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนลดลงเหลือ 66%

“ผลการวิจัยข้างต้นชี้ให้เห็นว่าประสิทธิภาพในการป้องกันโรคของวัคซีนลดลงในระดับปานกลาง แต่วัคซีนยังคงสามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ 2 ใน 3 ตอกย้ำความสำคัญและประโยชน์ของการฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง” นักวิจัยกล่าว

อย่างไรก็ตาม CDC เน้นย้ำว่าวัคซีนยังคงสามารถป้องกันโรคได้ แต่ประสิทธิภาพอาจลดลงเมื่อเวลาผ่านไป และตัวเลขที่ได้จากการศึกษาอาจเกิดจากระยะเวลาในการทดลองที่ค่อนข้างสั้น และกลุ่มตัวอย่างจำนวนน้อย และมีหลักฐานยืนยันว่าวัคซีนยังคงสามารถป้องกันอาการป่วยหนักและการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้

งานวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับงานวิจัยจากอิสราเอลและสหราชอาณาจักรก่อนหน้านี้ซึ่งระบุว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาลดทอนประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อเมื่อเวลาผ่านไป

ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐจะเริ่มพิจารณาผลการวิจัยทั้งหลายในสัปดาห์หน้าเพื่อวางแผนการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ชาวอเมริกัน ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 20 กันยายน

Photo by Patrick T. FALLON / AFP

เจ้าหญิงกับศึกชิงบัลลังก์อิตาลีเพื่อราชวงศ์ที่ถูกโค่นล้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661412

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 20:30 น.

เจ้าหญิงกับศึกชิงบัลลังก์อิตาลีเพื่อราชวงศ์ที่ถูกโค่นล้มแม้ว่าอิตาลีจะยกเลิกระบบกษัตริย์ไปตั้งแต่ 75 ปีที่แล้ว แต่การไม่มีอำนาจที่แท้จริงก็ไม่ได้หยุดยั้งราชวงศ์ซาวอยจากการแย่งชิงบัลลังก์ (ที่ไม่มีแล้ว)

ทายาทสายตรงของกษัตริย์อุมแบร์โตที่ 2 (Umberto ll) กษัตริย์องค์สุดท้ายของอิตาลีต่างก็ถกเถียงกันว่าใครควรขึ้นมาเป็นประมุขของราชวงศ์ซาวอย (House of Savoy)

ตามธรรมเนียมเดิมที่บังคับใช้มาเป็นพันๆ ปีกำหนดให้ผู้ชายเท่านั้นที่จะได้เป็นประมุขของราชวงศ์ แต่เมื่อปี 2019 กฎนี้ได้เปลี่ยนไปเมื่อเจ้าชายวิตโตริโอ เอ็มมานูเอล ดิ ซาวอย (Prince Vittorio Emanuele di Savoia) ดยุคแห่งซาวอยและเจ้าชายแห่งเนเปิลส์ ประมุขคนปัจจุบันของราชวงศ์ซาวอย ประกาศยกเลิกกฎที่ไม่ให้ผู้หญิงสืบราชสมบัตินี้ เปิดโอกาสให้พระนัดดาซึ่งมีแต่ผู้หญิงมีโอกาสสืบราชตระกูลได้

ประกาศนี้ส่งผลให้ เจ้าหญิงวิตตอเรีย ดิ ซาวอย (Princess Vittoria di Savoia) เจ้าหญิงแห่งคารินญาโน พระธิดาองค์โตของเจ้าชายเอ็มมานูเอล ฟิลิแบร์โต เจ้าชายแห่งเวนิส (Prince Emanuele Filiberto) พระโอรสองค์เดียวในเจ้าชายวิตโตริโอ คือเจ้าหญิงองค์แรกในรอบ 1,000 ปีที่อยู่ในลำดับที่จะขึ้นเป็นประมุขแห่งราชวงศ์ซาวอยในอนาคต และหากอิตาลียังมีสถาบันกษัตริย์อยู่ก็อาจได้เป็นสมเด็จพระราชินีนาถพระองค์แรกเช่นกัน

การขึ้นมาอยู่ในลำดับการสืบราชตระกูลของเจ้าหญิงวิตตอเรียเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สมาชิกราชวงศ์หญิงของยุโรปอยู่ในลำดับที่จะขึ้นครองบัลลังก์ ไม่ว่าจะเป็นสเปน เบลเยียม หรืออย่างอังกฤษที่มีสมเด็จพระราชินีนาถ ถึงอย่างนั้นก็มีเสียงคัดค้านการสืบราชวงศ์ของเจ้าหญิงวิตตอเรียวัย 17 ปีซึ่งเป็นอินฟลูเอนเซอร์ในอินสตาแกรมด้วย

ทว่าในรัสเซีย สมาชิกราชวงศ์อิตาลีอีกสายหนึ่งปฏิเสธกฎที่เจ้าชายวิตโตริโอประกาศ โดยเจ้าชายไอโมเน ดิ ออสตา (Prince Aimone di Aosta) ซึ่งเป็นญาติห่างๆ ของเจ้าหญิงวิตอเรียเผยกับ The New York Times ว่า การอ้างสิทธิ์ของเจ้าหญิงวิตตอเรีย “ผิดกฎหมายโดยสิ้นเชิง”

การแย่งชิงตำแหน่งประมุขของราชวงศ์ระหว่างซาวอยและออสตาไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ดำเนินมานานหลายทศวรรษแล้ว โดยมีรายงานว่าเจ้าชายวิตโตริโอถึงขั้นต่อยกับหนึ่งในญาติที่ทะเลาะกันเรื่องนี้ในพิธีเสกสมรสของว่าที่กษัตริย์สเปน

ทว่าสิ่งที่ย้อนแย้งท่ามกลางดราม่านี้คือ ไม่มีบัลลังก์จริงให้ลูกหลานกษัตริย์แย่งชิงกันแล้ว เพราะอิตาลียกเลิกระบบกษัตริย์แล้วเปลี่ยนมาสู่ระบบสาธารณรัฐมาตั้งแต่ปี 1946

เดิมทีอิตาลีปกครองด้วยระบอบราชาธิไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 1861 แต่ชาวอิตาลีเริ่มหันหลังให้ระบอบกษัตริย์ในสมัยของกษัตริย์วิกเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 3 (King Victor Emmanuel III)

ชาวอิตาลีกล่าวหาว่ากษัตริย์วิกเตอร์คือต้นเหตุแห่งความหายนะของอิตาลี โดยในปี 1922 กองกำลังคนชุดดำของกลุ่มฟาสซิสต์นำโดย เบนิโต มุสโสลินี เตรียมเคลื่อนกำลังสู่กรุงโรม พระองค์ได้ปฏิเสธที่จะลงนามในพระราชกฤษฎีกาตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยับยั้งการยึดอำนาจของกลุ่มฟาสซิสต์

กษัตริย์วิกเตอร์ยังปล่อยให้มุสโสลินีทำการต่างๆ ตามอำเภอใจโดยไม่ทักท้วง รวมทั้งการลอบสังหาร จาโกโม มัตเตออตติ นักการเมืองฝ่ายสังคมนิยมชาวอิตาลีในปี 1924 11 วันหลังจากที่เขาแฉกลางสภาว่าฝ่ายฟาสซิสต์โกงการเลือกตั้งและใช้ความรุนแรงเพื่อให้ได้คะแนนเสียง

นอกจากนี้ กษัตริย์วิกเตอร์ยังลงนามรับรองกฎหมายเกี่ยวกับเชื้อชาติของฟาสซิสต์ในปี 1938 ที่พุ่งเป้าไปที่ชาวยิวโดยเฉพาะจนนำมาสู่การเนรเทศชาวยิวออกนอกประเทศและการเสียชีวิตของชาวยิวในค่ายกักกันของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ รวมทั้งอนุญาตให้มุสโสลินีนำพาอิตาลีเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ร่วมกับฝ่ายอักษะ

ความไม่พอใจในตัวกษัตริย์วิกเตอร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในปี 1946 รัฐบาลอิตาลีตัดสินใจทำประชามติถามความเห็นประชาชนว่าต้องการคงระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญต่อไปหรือเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณรัฐ

ทว่าวันที่ 9 พ.ค. 1946 ก่อนการลงประชามติเพียง 3 สัปดาห์ กษัตริย์วิกเตอร์ตัดสินใจสละบัลลังก์แล้วให้ อุมแบร์โต นิโกลา ทอมมาโซ จิโอวานนี มาเรีย ดิ ซาวอย พระโอรสเพียงองค์เดียวขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อในนาม กษัตริย์อุมแบร์โตที่ 2 (King Umberto II) ด้วยความหวังว่าจะช่วยกอบกู้ชื่อเสียงและความนิยมของราชวงศ์กลับมาได้บ้าง

แต่วิธีดังกล่าวไม่ได้ผล สุดท้ายวันที่ 2 มิ.ย. 1946 ชาวอิตาลีก็ตัดสินใจเลือกระบอบสาธารณรัฐแทนที่ระบอบกษัตริย์ด้วยคะแนนเสียง 54% (12,717,923 คะแนน) ต่อ 46% (10,719,284 คะแนน) แม้ว่าคนใต้จำนวนมาก รวมถึงชาวเนเปิลส์กว่า 80% จะลงคะแนนสนับสนุนระบอบกษัตริย์ แต่ในภาคเหนือที่มีประชากรหนาแน่นกว่า ส่วนใหญ่เทใจให้กับระบอบสาธารณรัฐ

ด้วยเหตุนี้กษัตริย์อุมแบร์โตที่ 2 ที่ครองราชย์ได้เพียง 34 วัน รวมทั้งอดีตกษัตริย์วิกเตอร์ และสมาชิกราชวงศ์ชายองค์อื่นๆ ต้องลี้ภัยจากอิตาลี โดยอดีตกษัตริย์วิกเตอร์ลี้ภัยไปยังเมืองอเล็กซานเดรียของอียิปต์ ส่วนกษัตริย์อุมแบร์โตที่ 2 กษัตริย์องค์สุดท้ายของอิตาลีลี้ภัยไปยังเมืองเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์

ถือเป็นอันสิ้นสุดการปกครองระบอบราชาธิไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญที่ดำเนินมา 85 ปี โดยอิตาลีจะไม่กลับไปอยู่ภายใต้ระบอบกษัตริย์อีกเนื่อง เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติห้ามไว้ และอีกเหตุผลหนึ่งคือ ราชวงศ์ซาวอยยอมสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการแลกกับการยุติการลี้ภัยเพื่อกลับอิตาลีในปี 2002

ปี 2002 รัฐบาลอิตาลีภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรีฝ่ายขวา ซิลวิโอ แบร์ลุสโกนี ผลักดันให้สภายกเลิกข้อห้ามการเดินทางกลับประเทศของราชวงศ์ซาวอยในรัฐธรรมนูญ เปิดช่องให้เจ้าชายวิตโตริโอ และมารินา ดอเรีย ชายา พร้อมด้วยเจ้าชายเอ็มมานูเอล ฟิลิแบร์โต พระโอรส กลับอิตาลีในปี 2003

ทว่าการกลับมาครั้งนี้ต้องเผชิญกับการประท้วงของชาวอิตาลีที่ยังหลงเหลือความไม่พอใจต่อสถาบันกษัตริย์ รวมทั้งมีการเรียกร้องให้ราชวงศ์ซาวอยขอโทษกับสิ่งที่เคยทำไว้กับชาวอิตาลี

ขณะที่ The New York ระบุว่า แม้ว่าเจ้าชายเอ็มมานูเอล ฟิลิแบร์โต พระบิดาของเจ้าหญิงวิตตอเรียจะอ้างว่า หลายคนมองว่ามีโอกาสที่ระบอบราชาธิปไตยของอิตาลีจะกลับมา แต่ The New York Times รายงานว่าชาวอิตาลีไม่สนใจเรื่องการกลับมาของราชวงศ์ โดยชาวเมืองคารินญาโนซึ่งเป็นบ้านเกิดของราชวงศ์ซาวอยสายของเจ้าชายวิตโตริโอ เอ็มมานูเอล พระบิดาของเจ้าชายเอ็มมานูเอล ฟิลิแบร์โต ไม่รู้จักว่าวิตตอเรียคือใครด้วยซ้ำ

ภาพ: อินสตาแกรม @vittoria.disavoia

เมื่ออเมริกันต้องการ ‘กระท่อม’ เสรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661414

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 18:29 น.

เมื่ออเมริกันต้องการ 'กระท่อม' เสรีผู้เชี่ยวชาญและประชาชนชาวอเมริกันจำนวนหนึ่งมองว่ากระท่อมไม่ควรถูกแบน

1. ในวันนี้ (24 ส.ค.) พืชกระท่อมได้รับการปลดล็อกจากบัญชียาเสพติดของไทย โดยประชาชนสามารถครอบครองและบริโภคได้ ตลอดจนมีการปล่อยตัวผู้กระทำผิดในคดีพืชกระท่อม

2. ขณะที่ในสหรัฐยังคงเป็นข้อถกเถียงเมื่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) กำลังขอความเห็นจากสาธารณชนเกี่ยวกับการที่สหรัฐจะสนับสนุนการแบนกระท่อมระหว่างประเทศ ซึ่งสหประชาชาติ (UN) กำลังพิจารณาผ่านองค์การอนามัยโลก (WHO)

3. ทั้งนี้ สำนักงานควบคุมสารเสพติด (DEA) ของสหรัฐได้ประกาศให้กระท่อมเป็นสารควบคุมประเภทที่ 1 เมื่อเดือนกันยายน 2559 โดยห้ามนำไปใช้ในทางการแพทย์และห้ามใช้ในทางที่ผิด

4. โดย DEA ระบุว่าใบกระท่อมเป็นสารเสพติดผิดกฎหมายซึ่งส่งผลให้มีผู้ป่วยฉุกเฉินปีละหลายร้อยคน โดยมีการนำไปใช้ในทางที่ผิดและใช้เกินขนาด

5. ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากอีกฝ่ายซึ่งมองว่ากระท่อมมีสรรพคุณทางยา ซึ่งสามารถบรรเทาอาการปวด และมีอันตรายน้อยกว่ายาแก้ปวดอื่นๆ ตลอดจนช่วยลดความอยากสารเสพติดประเภทอื่นในผู้ที่ติดยาเสพติด

6. โดยการแบนกระท่อมจะส่งเสริมให้ผู้คนหันไปใช้สารเสพติดที่เป็นอันตรายมากขึ้นอย่างเช่น เฮโรอีน หรือเฟนทานิล และนำมาซึ่งการใช้ยาเกินขนาด ตลอดจนขัดขวางการทำงานวิจัยด้วย

7. โดยกระท่อมมีการบริโภคมายาวนานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดและเป็นสารกระตุ้นอ่อนๆ ขณะที่ชาวอเมริกันหลายล้านคนก็ใช้มันเช่นกัน โดย Scientific American ชี้ว่ามีชาวอเมริกันราว 10 ถึง 16 ล้านคนใช้กระท่อมแทนยารักษาอาการปวดอื่นๆ เช่น โอปิออยด์ (opioids)

8. รายงานโดยเว็บไซต์ Stat News ระบุว่าแม้จะพบข้อบ่งชี้ถึงความไม่ปลอดภัยของกระท่อม แต่มีแนวโน้มว่ากระท่อมไม่อันตรายไปกว่ายาสามัญประจำบ้านหรือยาตามใบสั่งแพทย์หากใช้อย่างถูกวิธี และไม่มีข้อมูลใดที่จะสนับสนุนการแบนกระท่อม

9. ผู้สนับสนุนพืชกระท่อมในสหรัฐชี้ว่าผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับกระท่อมส่วนใหญ่นั้นเกิดจากการใช้สารอื่นร่วมด้วย อย่างเช่น ฝิ่น หรือแอลกอฮอล์ หรือบางคนพบสารเจือปนอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต ไม่ได้เกิดจากตัวกระท่อมเอง

10. พวกเขามองว่าแทนที่จะห้ามใช้กระท่อม หน่วยงานกำกับดูแลควรเพิ่มข้อกำจัดในการใช้ และควบคุมเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีการผลิตและบริโภคกระท่อมอย่างปลอดภัย และเพื่อให้ไม่ขัดขวางการวิจัยด้วย

11 . นอกจากนี้การศึกษาของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) เกี่ยวกับการใช้ยาเกินขนาด 27,000 ครั้งที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2559 ถึง 2560 พบว่ากระท่อมมีส่วนเกี่ยวข้องในการเสียชีวิตน้อยกว่า 1% โดยนักวิจัยประเมินว่ามีโอกาสเสียชีวิตน้อยกว่ายาโอปิออยด์ (opioids) กว่า 1,000 เท่า

12. ด้านฮ่องกงก็ได้มีการแบนกระท่อมเช่นกัน โดยรายงานเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาระบุว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งตรวจสอบและสกัดกั้นการนำเข้าสารเสพติดที่ผิดกฎหมายรวมถึงกระท่อม โดยเรียกว่าเป็น “เฮโรอีนสมุนไพร”

Photo by Handout / THAILAND’S OFFICE OF THE NARCOTICS CONTROL BOARD (ONCB) / AFP

‘หยวนดิจิทัล’ ถูกใช้ในธุรกรรมซื้อขายล่วงหน้าเป็นครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661410

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 17:42 น.

‘หยวนดิจิทัล’ ถูกใช้ในธุรกรรมซื้อขายล่วงหน้าเป็นครั้งแรกจีนเปิดตัวโครงการนำร่องหยวนดิจิทัลในหลายเมืองตั้งแต่ปลายปี 2019 มันกำลังถูกจับตามากขึ้นเรื่อยๆ

ปักกิ่ง, 23 ส.ค. (ซินหัว) — วันจันทร์ (23 ส.ค.) วารสารหลักทรัพย์จีนรายงานว่า สกุลเงินดิจิทัลของจีนหรือหยวนดิจิทัล (e-CNY) ถูกใช้ทำธุรกรรมในตลาดซื้อขายล่วงหน้าภายในประเทศเป็นครั้งแรก

บริษัทหลักทรัพย์ต้าเหลียน คอมโมดิตี (DCE) ได้ใช้หยวนดิจิทัลในการชำระค่าธรรมเนียมการจัดเก็บแก่คลังจัดส่งสินค้าแห่งหนึ่ง โดยได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารแห่งการสื่อสาร (Bank of Communications) และธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China) สาขาท้องถิ่น

หนังสือพิมพ์รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวของธนาคารทั้งสองแห่งว่า การใช้หยวนดิจิทัลในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ผ่านการชำระเงินระหว่างธนาคารแบบเรียลไทม์ เป็นทางเลือกการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และปลอดภัย สำหรับการซื้อขายล่วงหน้าและสำหรับเหล่าผู้มีส่วนร่วมในตลาด

เจียงปิน ผู้จัดการคลังจัดส่งสินค้าข้างต้น กล่าวว่าการชำระเงินด้วยหยวนดิจิทัลไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม และไม่ถูกจำกัดด้วยระยะเวลาการทำการของระบบการชำระเงิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับเหล่าผู้ประกอบ เพราะสามารถแสดงความคืบหน้าของธุรกรรมได้แบบเรียลไทม์

ต้าเหลียน คอมโมดิตีกล่าวว่า ตนวางแผนที่จะส่งเสริมนวัตกรรมทางธุรกิจและจะขยายการใช้หยวนดิจิทัลต่อไป ขณะเดียวกันก็รับประกันการดำเนินงานที่ปลอดภัยและมั่นคงในตลาด

ทั้งนี้ จีนเปิดตัวโครงการนำร่องหยวนดิจิทัลในหลายเมืองตั้งแต่ปลายปี 2019 โดยเมืองต้าเหลียนได้เข้าร่วมในเดือนพฤศจิกายน 2020 และเมื่อนับถึงวันที่ 30 มิ.ย. ปีนี้ เงินหยวนดิจิทัลถูกใช้แล้วในมากกว่า 1.32 ล้านฉากทัศน์ ซึ่งครอบคลุมการชำระค่าสาธารณูปโภค การจัดเลี้ยง การขนส่ง การซื้อของ และบริการต่างๆ ของรัฐ

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว