แก้ รธน. “พรรคก้าวไกล” เสี่ยงสูง พรรคใหญ่ยึดบัตร 2 ใบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/480121

แก้ รธน. “พรรคก้าวไกล” เสี่ยงสูง พรรคใหญ่ยึดบัตร 2 ใบ

23 ส.ค. 2564

ศึกแก้รัฐธรรมนูญ “พรรคก้าวไกล” ขวางสุดฤทธิ์ ต้าน 2 พรรคใหญ่ยึดบัตร 2 ใบ ขวางยึดสภาฯ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ศึกงบประมาณผ่านพ้นไปแล้ว ก็ถึงคิวแก้รัฐธรรมนูญ ช่วงเวลาวันที่ 24-25 ส.ค.2564 จะมีการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ฉบับที่.…พ.ศ.… (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และมาตรา 91 ว่าด้วยระบบเลือกตั้ง ส.ส.) ซึ่งเป็นการพิจารณาในวาระ 2

ในร่างดังกล่าว ได้เสนอแก้ไขเป็นระบบบัตรเลือกตั้งสองใบ แยกคะแนน “ส.ส.เขต” กับ “บัญชีรายชื่อ” รวมถึงแก้ไขจำนวนและที่มาของ ส.ส.จากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ให้มี ส.ส.เขต 350 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน ก็มีการแก้ไขให้มี ส.ส.เขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน

ถ้าจำกันได้ การแก้รัฐธรรมนูญว่าด้วยระบบเลือกตั้ง ทำให้เกิดรอยร้าวในฝ่ายค้าน เมื่อพรรคเพื่อไทย เดินหน้าขอแก้เป็น “บัตร 2 ใบ” เหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 แต่พรรคก้าวไกล ก็ค้านหัวชนฝา ขอเป็นบัตรใบเดียวเหมือนเดิม

ที่แปลกคือ ในชั้นกรรมาธิการฯ ส.ส.เพื่อไทย และพลังประชารัฐ สุมหัวแก้ระบบเลือกตั้ง ราวกับอยู่ฝ่ายเดียวกัน ด้านพรรคประชาธิปัตย์ ตัวชงเรื่อง กลับเล่นตามน้ำ

พูดตรงๆ พรรคของทักษิณ ชินวัตร ประสบความสำเร็จอย่างสูง จากกติกาเลือกตั้ง “บัตร 2 ใบ” (เลือกคนและเลือกพรรค) เลือกตั้ง 6 ก.พ.2548 พรรคไทยรักไทย ได้ ส.ส.เขต 310 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 67 คน รวม 377 คน เป็นรัฐบาลพรรคเดียว

แก้ รธน. “พรรคก้าวไกล” เสี่ยงสูง พรรคใหญ่ยึดบัตร 2 ใบ

พิธา ยังไม่ป็อบปูลาร์เท่า ธนาธร

มาวันนี้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล วัดกันที่ตัวบุคคล เรตติ้งยังต่ำ ถ้าเทียบกับ “ทักษิณ ชินวัตร” ก็ยังห่างกันไกล

++

เลือกระบบเยอรมัน

++

ดังที่ทราบกัน ส่วนพรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล) ได้ประโยชน์จากระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสม(บัตรใบเดียว) ตามสูตรของ มีชัย ฤชุพันธ์

ซึ่งผลการเลือกตั้งปี 2562 พรรคก้าวไกล ได้ 6,265,950 คะแนน แยกเป็น ส.ส.เขต 31 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 50 คน ขณะที่พรรคเพื่อไทย ไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แม้แต่คนเดียว

ในชั้นกรรมาธิการฯ ส.ส. พรรคก้าวไกล เสนอวิธีการคำนวณหาจำนวนที่นั่ง ส.ส.ของแต่ละพรรคการเมืองตามระบบเลือกตั้งแบบเยอรมันหรือระบบสัดส่วนผสม (MMP) แต่ไม่สำเร็จ เพราะ กมธ.เสียงส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย แต่ กมธ.ของพรรคก้าวไกล ก็สงวนความเห็นไว้ เพื่อมาอภิปรายในวาระ 2

แก้ รธน. “พรรคก้าวไกล” เสี่ยงสูง พรรคใหญ่ยึดบัตร 2 ใบ

ระบบเลือกตั้งแบบเยอรมัน ที่พรรคก้าวไกล ภูมิใจเสนอ

ระบบเลือกตั้งแบบเยอรมันหรือระบบสัดส่วนผสม (Mixed Member Proportional-MMP) ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ โดยแยกเป็นบัตรเลือก ส.ส. เขต และเลือกพรรค (ส.ส.บัญชีรายชื่อ) ซึ่งคะแนนของบัตรเลือกพรรคการเมืองนั้น จะถูกนำมาใช้เพื่อคำนวนเป็นจำนวน ส.ส.พึงมีของพรรคการเมือง คล้ายระบบจัดสรรปันส่วนผสมของมีชัย

ถ้าเอาตามระบบ MMP พรรคก้าวไกล ที่ไม่แข็งแกร่งในระบบ ส.ส.เขต ก็ยังพอหายใจได้บ้างกับการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบจัดสรรปันส่วนผสม

++

จุดอ่อนก้าวไกล

++

หากย้อนไปดูผลการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 ผลคะแนนป็อบปูลาร์โหวต พรรคเพื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่(พรรคก้าวไกล) ตัวเลขใกล้เคียงกันมาก แต่พรรคหนึ่งไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว อีกพรรคหนึ่งได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 50 คน

เมื่อสแกน ส.ส.เขต ของพรรคอนาคตใหม่ แยกเป็น ส.ส.กรุงเทพฯ 9 คน , ส.ส.ภาคกลาง 6 คน ,ส.ส.ภาคตะวันออก 9 คน ,ส.ส.ภาคอีสาน 1 คน และ ส.ส.ภาคเหนือ 6 คน

ชัยชนะของ ส.ส.เขต ของพรรคสีส้ม ส่วนใหญ่มาจากกรณีพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ ส่งผลให้ไม่มีผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย ดังนั้น เอฟซีทักษิณจึงเทคะแนนมาที่พรรคอนาคตใหม่

ที่น่าสนใจ จำนวน ส.ส.เขตของพรรคก้าวไกลในวันนี้ จาก 31 คน เหลืออยู่เพียง 12 คน และในนี้ 8 คน เป็น ส.ส.กทม. ส่วนใหญ่ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ยกเว้นเขต 5 นครปฐม ที่มีการเลือกตั้งใหม่ และพรรคก้าวไกลก็พ่ายแพ้

สาเหตุหนึ่งที่ ส.ส.เขตเหล่านั้น ตัดสินใจไม่ไปต่อกับพรรคก้าวไกล เพราะประเมินดูแล้ว การเลือกตั้งสมัยหน้า ยากที่ค่ายสีส้มจะปักธงในพื้นที่ได้ เนื่องจากพรรคเพื่อไทย ส่งสัญญาณส่งผู้สมัคร ส.ส.ครบทุกเขตทั้งประเทศ ไม่เว้นให้พรรคใดพรรคหนึ่ง

พฤติกรรมของผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งในต่างจังหวัด ยังไว้เนื้อเชื่อใจ “นักเลือกตั้ง” ในระบบอุปถัมภ์ ซึ่งคณะก้าวหน้าของ “ธนาธร-ปิยบุตร” ก็ได้บทเรียนมาแล้ว จากการเลือกตั้งนายก อบจ.เมื่อปลายปี 2563 ปรากฏว่า แพ้ราบคาบ

ฉะนั้น อิทธิฤทธิ์บัตร 2 ใบตามสูตร 2540 อาจทำให้ค่ายสีส้ม ไม่ได้ ส.ส.แม้แต่คนเดียว ทั้งที่ป็อปปูลาร์โหวต 6-7 ล้านเสียง

ATK พิสูจน์ค่า รัฐบาล บริหารตามเสียงด่า ตัดสินใจตามคำขู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/480125

ATK พิสูจน์ค่า รัฐบาล บริหารตามเสียงด่า ตัดสินใจตามคำขู่

23 ส.ค. 2564

https://www.youtube.com/embed/Jdp4LIm0jLc

ตัดสินใจตามคำขู่ บริหารตามเสียงด่า จัดซื้อชุดตรวจ ATK พิสูจน์คุณค่า เงื่อนไข TOR กับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี

 ข้อสั่งการพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในมติ ครม. วันที่ 17 สิงหาคมชุดตรวจต้องได้รับการรับรองจากองค์กรอนามัยโลก WHO เป็นปัญหาที่ทำให้ องค์การเภสัชกรรม ไม่กล้าเซ็นสัญญากับบริษัทที่ชนะประมูลจริงหรือไม่ 

ATK  พิสูจน์ค่า รัฐบาล  บริหารตามเสียงด่า ตัดสินใจตามคำขู่

สาเหตุที่การประมูลมีปัญหาคืออะไร ฟังจากนายแพทย์ สุภัทร ฮาสุวรรณกิจประธานชมรมแพทย์ชนบทจะพบคำตอบ 1.คือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งกำหนดเงื่อนไข ในTOR ชุดตรวจ ATK ล็อตนี้ ต้องได้รับการรับรองจากWHO 2.คือ องค์การเภสัชกรรม ในฐานะผู้ดำเนินการจัดซื้อลดเงื่อนไขTOR ชุดตรวจATK ไม่ต้องผ่านการรับรองจาก WHO  

ในจดหมายเปิดผนึกที่ชมรมแพทย์ชนบทส่งถึงนายกรัฐมนตรีล่าสุดระบุว่า การยกเลิกประมูลสามารถทำได้ ขอให้คณะรัฐมนตรียืนยันการจัดซื้อชุดตรวจ ATK 8.5 ล้านชิ้น ต้องได้มาตรฐาน องค์การอนามัยโลกเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้ในการควบคุมโรคโควิด 

ATK  พิสูจน์ค่า รัฐบาล  บริหารตามเสียงด่า ตัดสินใจตามคำขู่

ตรงกับที่นายแพทย์เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติประธานคณะทำงานกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยืนยันเรื่องการสงวนสิทธิ์ ในแบบเชิญยื่นซองเสนอราคา หรือทีโออาร์ ที่องค์การเภสัชฯระบุไว้ว่า องค์การเภสัชกรรม ทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะลดหรือเพิ่มจำนวน, จะงดซื้อหรือเลือกซื้อโดยไม่จำเป็นต้องซื้อจากผู้เสนอราคาต่ำสุดเสมอไป รวมทั้งสงวนสิทธิที่จะพิจารณายกเลิกการเสนอราคาเพื่อประโยชน์ขององค์การเภสัชกรรมเป็นสำคัญ

ATK  พิสูจน์ค่า รัฐบาล  บริหารตามเสียงด่า ตัดสินใจตามคำขู่

คำถามคือผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ ทำไม ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี จึงยังไม่มีการดำเนินการใดๆ หากเดินหน้าลงนามในสัญญาไม่ได้ มีวิธีการอื่นอีกไหม ที่จะทำให้การแก้ปัญหารุดหน้า นี่ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่า หรือจะติดปัญหาหลังบ้าน เหมือนกับหลายๆโครงการที่กลับไปกลับมา 

ATK  พิสูจน์ค่า รัฐบาล  บริหารตามเสียงด่า ตัดสินใจตามคำขู่

ประชาชนเดือดร้อน ทุกๆระยะเวลาที่ล็อกดาวน์ ถูกเลื่อนออกไป ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่24 สิงหา จะเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่า นายกฯตัดสินใจเรื่องใดๆภายใต้คำขู่และรัฐบาลบริหารงานด้วยคำด่าอย่างที่เขานินทา เป็นเรื่องจริงหรือไม่

เปิดคลิปเสียงคล้าย “ไฮโซลูกนัท” ยัน ไม่เจตนาล้อเลียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480623

เปิดคลิปเสียงคล้าย “ไฮโซลูกนัท” ยัน ไม่เจตนาล้อเลียน

26 ส.ค. 2564

https://www.youtube.com/embed/NPKGIhDaHmM

รายการเนชั่น กรองข่าว เปิดคลิปเสียงคล้าย “ไฮโซลูกนัท” สนทนา ยันไม่เจตนาล้อเลียน แต่หากถูกฟ้องมาตรา112 ก็ต้องสู้

ประชาไท ธนณรงค์ ผู้ดำเนินรายการเนชั่น กรองข่าว  เปิดคลิปเสียงคล้าย ไฮโซลูกนัท สนทนา กับบุคคลหนึ่ง ยืนยัน ไม่ได้เจตนาแต่งกายล้อเลียน แต่หากถูกฟ้องมาตรา112  ก็ต้องสู้คดี 

เปิดคลิปเสียงคล้าย "ไฮโซลูกนัท" ยัน ไม่เจตนาล้อเลียน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ไฮโซลูกนัท” เซอร์ไพรส์ ร่วมม็อบ ทะลุฟ้า ถือป้าย ภารดรภาพของประชาชน

ส่องโปรไฟล์หมอผู้ออกใบรับรองแพทย์ให้กับ “ไฮโซลูกนัท” ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา

รายละเอียดในคลิปต์ เป็นเสียงสนทนา ที่มีเนื้อหากล่าวถึงการแต่งกายในม็อบทะลุฟ้าที่ไปร่วมชุมนุมม็อบทะลุฟ้าล่าสุด โดยเสียงที่คล้ายไฮโซลูกนัท ยอมรับว่าคึกคะนองไปหน่อย แต่คอสเพลย์ หรือล้อเลียนเป็นคำที่เกินเลยความตั้งใจไปเยอะมาก 

เปิดคลิปเสียงคล้าย "ไฮโซลูกนัท" ยัน ไม่เจตนาล้อเลียน

ในคลิปเสียงที่คล้ายไฮโซลูกนัท ยังระบุอีกว่า การแต่งกายดังกล่าวแค่อยากให้คนขำเล่น แค่อยากให้บันเทิง ไม่เคยคิดอยากจะให้ถูกมองว่าเป็นการหมิ่นเกียรติ เพราะไม่ได้ชอบ แต่พอคนเอาไปเล่นกันขนาดนั้นก็รู้สึกตกใจ เพราะไม่ได้มีเจตนา แต่ไม่สามารถออกสื่อได้ว่าเสียใจ เพราะทำไปแล้วก็ต้องยอมรับ และถ้าใครจะฟ้องมาตรา112 ก็ต้องสู้ต่อไป เพราะเป็นแค่การแต่งตัว 

สพ.รฟ. เริ่มเคลื่อนแล้ว รับซักฟอก ศักดิ์สยาม ทวงที่ดิน “เขากระโดง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480621

สพ.รฟ. เริ่มเคลื่อนแล้ว รับซักฟอก ศักดิ์สยาม ทวงที่ดิน”เขากระโดง”

26 ส.ค. 2564

สมาพันธ์คนงานรถไฟ( สพ.รฟ. )เริ่มเคลื่อนแล้ว รับซักฟอก ศักดิ์สยาม ทวงที่ดิน”เขากระโดง” คืน ให้ตรวจสอบโดยเร่งด่วน

วันที่ 26 ส.ค. 64 ที่อาคารรัฐสภา นายสุวิช  ศุมานนท์ ประธานสมาพันธ์คนงานรถไฟ(สพ.รฟ.) พร้อมคณะ ได้ยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบที่ดิน “เขากระโดง” จังหวัดบุรีรัมย์มีใจความดังนี้ 

ที่ สพ.รฟ. 003 / 2564

26 สิงหาคม 2564

เรื่อง ขอให้ตรวจสอบการทุจริตกรณีการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยออกเอกสารสิทธิ์ทับซ้อนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณเขากระโดง ตำบลอิสาณ  อำเภอเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์

เรียน ประธานคณะกรรมาธิการ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  เตมียเวส  

อ้างถึง   1.คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ ๘๔๒-๘๗๖/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

2.คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๘๐๒๗/ ๒๕๖๑ลงวันที่  ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๑

3.พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดินพ.ศ.2497 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน(ฉบับที่ 9) พ.ศ.2543 มาตรา 61 ,62

สพ.รฟ. เริ่มเคลื่อนแล้ว รับซักฟอก ศักดิ์สยาม ทวงที่ดิน"เขากระโดง"

สิ่งที่ส่งมาด้วย

๑.หนังสือประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่ปช. ๐๐๘๑/๑๐๘๕ ถึงผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ลงวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๔ เรื่องให้ดำเนินการกับผู้บุกรุกที่ดิน

๒. บันทึกการประชุมร่วมข้อพิพาทการรถไฟฯลงวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๓

๓. มติคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ นร.๐๖๐๑/๒๑๑ ลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๑  

เนื่องด้วยสมาพันธ์คนงานรถไฟ (สพ.รฟ.) ซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมตัวขององค์กรคนงานรถไฟ ทั้งที่อยู่ในระบบรถไฟทั่วไปและระบบรถไฟฟ้า ทั้งที่เป็นพนักงานปัจจุบัน อดีตผู้ที่ปฏิบัติงานในกิจการรถไฟฯ รวมทั้งครอบครัว

วัตถุประสงค์ปกป้องกิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) และระบบการขนส่งทางรางของรัฐ ให้มีความสำคัญในการทำหน้าที่โดยรัฐเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการบริการที่เป็นธรรม

รวมทั้งการปกป้องระบบการขนส่งทางรางของรัฐ ให้เป็นเสาหลักทางด้านการขนส่งของประเทศ

จากกรณี ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(นายปานเทพ  กล้าณรงค์ราญ)ได้มีหนังสือที่ปช.๐๐๑๘/๑๐๘๕  ถึงผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ลงวันที่  ๑๔ กันยายน  ๒๕๕๔

กล่าวหาให้ดำเนินการกับผู้บุกรุกที่ดินของรัฐ (ตามหนังสือที่ส่งมาด้วย ๑) ของโฉนดที่ดินเลขที่  ๓๔๖๖ (นายชัย ชิดชอบ เป็นผู้ขอออกโฉนด) และโฉนดเลขที่  ๘๕๖๔( นางกรุณา  ชิดชอบ) ถือกรรมสิทธิ์ ตำบลอิสาณ  อำเภอเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ออกทับที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย

ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่า“การออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๔๖๖ และ ๘๕๖๔  เป็นการออกโฉนดในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นที่สงวนหวงห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน

จึงเป็นการออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายให้แจ้งกรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๖๑ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙๙ ”

จนถึงปัจจุบันก็ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการกับผู้บุกรุกที่ดินของการรถไฟฯแต่ประการใด ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่๘๔๒-๘๗๖/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ และ พิพากษาศาลฎีกาที่  ๘๐๒๗/ ๒๕๖๑ ลงวันที่  ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ 

ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐได้รับความเสียหายอย่างยิ่ง  เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯ มีจำนวนเนื้อที่ ๕,๐๘๓ ไร่ ๘๐ ตารางวา  อันเป็นที่หวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นทรัพย์สิน
ของแผ่นดิน

เข้าลักษณะเป็นที่ดินรถไฟมาตรา ๓ (๒) ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดวางทางรถไฟแลทางหลวง พ.ศ. ๒๔๖๔ และได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๖ (๑) (๒)

กล่าวคือ ห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นต่อสู้สิทธิของแผ่นดินเหนือที่ดินรถไฟหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นของรถไฟ ห้ามไม่ให้เอกชนหรือบริษัทใด ๆ ถือกรรมสิทธิ์ เข้าครอบครองทำประโยชน์ด้วยวิธีใด ๆ ตราบใดที่ยัง “ไม่มีประกาศกระแสพระบรมราชโองการเป็นพิเศษว่าทรัพย์นั้น ๆ ขาดจากเป็นที่ดินรถไฟ และมีการเพิกถอนหรือแก้ไขพระราชกฤษฎีกาสงวนที่ดินของการรถไฟฯ” โดยข้อเท็จจริงดังกล่าวมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

๑. เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน  ๒๔๖๒ ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตร์ให้สร้างทางรถไฟหลวงต่อจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี  ให้กรมทางหลวง ตรวจและวางแนวทางรถไฟ ตั้งแต่นครราชสีมาไปยังบุรีรัมย์ จนถึงอุบลราชธานี ให้เสร็จภายใน  ๒  ปี

โดยได้แต่งตั้งข้าหลวงพิเศษจัดการที่ดิน ดำเนินการปักหลักเขตที่ดินที่เป็นที่รกร้างว่างเปล่าห้ามผู้หนึ่งผู้ใดจับจองเป็นเจ้าของ

ส่วนที่ดินที่มีการครอบครองก่อน ๘ พฤศจิกายน  ๒๔๖๒ ห้ามมิให้เจ้าของนำที่ดินที่อยู่ในเขตที่ดินรถไฟตามที่ปรากฏในแผนที่ ไปยกหรือซื้อขาย แลกเปลี่ยนกับผู้หนึ่งผู้ใด ห้ามมิให้สร้างบ้านเรือน ปลูกต้นไม้ หรือทำไร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากข้าหลวงพิเศษ และกรมรถไฟหลวง 

เห็นว่า การก่อสร้างทางรถไฟมีความจำเป็นต้องใช้หินโรยทางจึงวางแนวและดำเนินการก่อสร้างทางรถไฟเข้าไปลำเลียงหินที่บริเวณ “เขากระโดง”และบ้านตะโกอันเป็นแหล่งระเบิดหินและย่อยหิน มีระยะทาง  ๘ กิโลเมตร ในช่วง ๔  กิโลเมตรแรก มีผู้เป็นเจ้าของ
ที่ดินจำนวน ๑๘ ราย มีความกว้างจากกึ่งกลางทางรถไฟข้างละ ๑๕ – ๒๐ เมตร

ส่วนอีก ๔ กิโลเมตรต่อไปจนถึงบริเวณที่มีการระเบิดและย่อยหิน ขณะนั้นไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครอง โดยข้าหลวงพิเศษจัดการที่ดินได้จัดทำแผนที่ไว้เป็นหลักฐาน

ซึ่งถือได้ว่าที่ดินของการรถไฟที่เป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินไม่มีเอกชนรายใดอ้างสิทธิ์ครอบครองได้  เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกาหรือประกาศกระแสพระบรมราชโองการ 

ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นที่ดินรถไฟตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ. ๒๔๖๔ มาตรา ๓ (๒) บุคคลใดจะเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมานานเท่าใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท

และตามมาตรา ๖(๑),(๒) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวห้ามไม่ให้เอกชนเข้าหวงห้ามหรือถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินรถไฟห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นต่อสู้สิทธิของแผ่นดินเหนือที่ดินรถไฟ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา  ๑๓๐๔  

ต่อมาเมื่อวันที่  ๙  พฤศจิกายน  ๒๕๑๓  ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเกิดข้อพิพาทระหว่างนายชัย  ชิดชอบ และราษฎรบุกรุกที่ดินของการรถไฟในพื้นที่ “เขากระโดง” ตำบลอิสาณ  อำเภอเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์ กับการรถไฟแห่งประเทศไทย

ภายหลังการประชุมเจรจากันนายชัย  ชิดชอบ  รับว่าที่ดินที่ตนครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟ  และทำหนังสือขออาศัยในที่ดินของการรถไฟ และการรถไฟตกลงยินยอมให้อาศัย  ปรากฏตามบันทึกการประชุมร่วมฯ(ตามที่ส่งมาด้วย)

จากนั้นเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๑๕ นายชัย  ชิดชอบ นำที่ดินไปทำการออกโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๔๖๖ เนื้อที่ ๗ ไร่ ๑ งาน ๕๕ ตารางวาในพื้นที่การรถไฟซึ่งตั้งอยู่“เขากระโดง” ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ หลังจากออกโฉนดแล้วได้นำที่ดินขาย
ให้กับนางละออง  ชิดชอบ เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๓๕ 

และต่อมานางละออง  ชิดชอบ  ได้นำที่ดินแปลงดังกล่าวขายต่อให้กับบริษัทศิลาชัยบุรีรัมย์ฯ

นอกจากนี้เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๑๘ ได้ปรากฏว่านายประพันธ์  สมานประธาน  ได้นำที่ดินบริเวณพื้นที่ “เขากระโดง”ไปออกโฉนดเลขที่ ๘๕๖๔ เนื้อที่ ๓๗ ไร่  ๑ งาน ๕๖  ตารางวา และนำที่ดินขายต่อเป็นทอด ๆ

จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ที่ดินแปลงดังกล่าวมีการโอนขายให้กับนางกรุณา  ชิดชอบ  และทำนิติกรรมการจดจำนองกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

โดยสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์มีหนังสือถึงธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) เลขที่๑๓๑๒๙/๘๕๖๗  ลงวันที่ ๓๐  ตุลาคม ๒๕๔๐
แจ้งและยืนยันว่าที่ดินที่จดจำนองอยู่ในเขตทางรถไฟ 

จนกระทั่งเมื่อปี  ๒๕๓๙  เกิดมีกรณีพิพาทบุกรุกในที่ดินบริเวณพื้นที่ “เขากระโดง” ตำบลอิสาณ  อำเภอเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างราษฎรรวมถึงนายชัย  ชิดชอบ และนางกรุณา  ชิดชอบ กับการรถไฟฯ

ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๐ จังหวัดบุรีรัมย์ได้ส่งเรื่องข้อพิพาทดังกล่าวให้คณะกรรมกฤษฎีกาวินิจฉัย จนในที่สุด คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯ ปรากฏตามหนังสือ นร.๐๖๐๑/๒๑๑ ลงวันที่ ๑๗ มีนาคม
๒๕๔๑(ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย )

ต่อมาปี ๒๕๔๘ คณะกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภาพิจารณาสอบสวนและศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการทุจริต กรณีการครอบครองที่ดินของการรถไฟ บริเวณเขากระโดง ต.อิสาณ  อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์

และมีมติว่า การออกเอกสารสิทธิ์ของประชาชนอื่นและการออกโฉนดที่ดิน เลขที่ ๓๔๖๖ และ ๘๕๖๔ ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ เนื้อที่ ๓๗ ไร่ ๑ งาน ๖๕ ตารางวา ของนักการเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นการออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ดินของการรถไฟฯ เป็นการออกโฉนดโดยมิชอบ ถือว่าผู้เข้าครอบครองที่ดินดังกล่าว ได้บุกรุกที่ดินของการรถไฟฯ 

นอกจากนี้เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.)ได้ไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

กล่าวหานายบัญชา คงนคร รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย กับพวก ว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ดำเนินการกับผู้บุกรุกที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย

กรณีนายชัยชิดชอบ ขอออกโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และนางกรุณา  
ชิดชอบ ถือกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเลขที่ 8564 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ออกทับที่ดินของการรถไฟฯ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับเรื่องไว้พิจารณา

ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๔ ป.ป.ช.มีมติว่าที่ดินโฉนดเลขที่๓๔๖๖,๘๕๖๔ ทั้ง ๒ แปลง ซึ่งนายชัย ชิดชอบ และ นางกรุณา  ชิดชอบ  ครอบครองอ้างกรรมสิทธิ์บริเวณพื้นที่ “เขากระโดง”นั้น
เป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯ อันเป็นที่หวงห้ามเป็นการออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

และได้ดำเนินการส่งเรื่องให้กับกรมที่ดินทำการเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้ง ๒ แปลง ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ ประกอบพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒

นอกจากนี้ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  ยังได้มีหนังสือที่ ปช.๐๐๘๑/๑๐๘๕ ลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๔ ถึงผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เรื่องให้ดำเนินคดีกับผู้บุกรุกที่ดินทั้ง  ๒ แปลง ที่ขอออกโฉนดที่ดินของการรถไฟที่สงวนหวงห้ามไว้

จนในที่สุด ๑๖  กุมภาพันธ์  ๒๕๖๐ ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ คดีระหว่างราษฎรจำนวน ๓๕ รายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นจำเลยที่ ๑ และ กรมที่ดินเป็นจำเลยที่ ๒ เพื่อขอออกโฉนดที่ดิน

ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาว่าที่ดินพิพาทในพื้นที่“เขากระโดง”ตามแผนที่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของการรถไฟฯ พิพากษาให้ขับไล่ รื้อถอน และให้ราษฎรชดใช้ค่าเสียหายให้กับการรถไฟฯ 

จนในที่สุดเมื่อวันที่ ๑๖ ก.พ.๒๕๖๐ ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ คดีระหว่างราษฎรจำนวน ๓๕ รายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นจำเลยที่ ๑ และกรมที่ดินเป็นจำเลยที่ ๒ เพื่อขอออกโฉนดที่ดิน

ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาว่าที่ดินพิพาทในพื้นที่“เขากระโดง”ตามแผนที่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของการรถไฟฯ พิพากษาให้ขับไล่ รื้อถอน และให้ราษฎรชดใช้ค่าเสียหายให้กับการรถไฟฯ 

นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าเมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ ๘๐๒๗/ ๒๕๖๑  คดีซึ่งนายศุภวัฒน์  เกษมสุทธิ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องการรถไฟเป็นจำเลย  เพื่อรังวัดขอออกโฉนดที่ดินที่ซื้อมาจากนายชัย  ชิดชอบ

ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.๓ ข เลขที่ ๒๐๐ อำเภอเมือง  จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ ๒๔ ไร่  ๔  ตารางวา ซึ่งการรถไฟฯ ทำหนังสือคัดค้านและต่อสู้คดีอ้างว่าที่ดินที่ขอออกโฉนดเป็นที่ดินของการรถไฟฯทั้งแปลง ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องและวินิจฉัยทำนองเดียวกันกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๔๒-๘๗๖/๒๕๖๐

จากกรณีดังกล่าวได้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายศักดิ์สยาม  ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ ๑๖ – ๑๙กุมภาพันธ์  ๒๕๖๔  โดยกล่าวหาว่าได้กระทำการจงใจบริหารราชการแผ่นดินโดยเห็นแก่ประโยชน์ของตนเอง เครือญาติและพวกพ้อง

ไม่คำนึงถึงผลเสียแก่ประเทศชาติและประชาชน ไม่รักษาผลประโยชน์ของรัฐ มีผลประโยชน์ทับซ้อนทุจริตต่อหน้าที่และปล่อยปละละเลย  สมคบกันเพื่อปิดบังการทุจริตไม่ยึดถือและปฏิบัติตามหลักการบริหารบ้านเมืองที่ดี ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

โดยเฉพาะต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตนและต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเองและผู้อื่น

และกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีมีการบุกรุก ครอบครอง ทำประโยชน์ ตลอดจนออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ของการรถไฟโดยมิชอบ

อีกทั้งกล่าวหาว่าจงใจละเว้นไม่บังคับคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย

ซึ่งข้อเท็จจริงยังได้ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม  ชิดชอบ  ได้แจ้งที่อยู่ต่อรัฐสภาเมื่อครั้งได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่าตนเองอยู่บ้านเลขที่ ๓๐/๒ หมู่ที่ ๑๕ ตำบลอิสาณอำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์

ซึ่งบ้านเลขที่ดังกล่าวนั้นได้ตั้งอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ ๘๕๖๔ ตำบลอิสาณ อำเภอเมือง บุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯ

นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่ามีบรรดาเครือญาติ และบุคคลใกล้ชิด ได้บุกรุกครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินของ การรถไฟฯโดยมิชอบด้วยกฎหมายจำนวนมาก พฤติกรรมดังกล่าวเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง

เมื่อมีคำพิพากษาของศาลฎีกาถึงที่สุด และมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่ได้เคยชี้มูลจนเสร็จสิ้นยุติเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วถือเป็นข้อยุติว่าที่ดินบริเวณ “เขากระโดง” ตามแผนที่ทั้งแปลงเนื้อที่ จำนวน ๕๐๘๓ ไร่ ๘๐ ตารางวา  ตำบล
อิสาณ  อำเภอเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์ ดังกล่าวข้างต้นเป็นที่ดินของการรถไฟฯ

ดังนั้นเอกสารสิทธิ์ใดที่ออกทับซ้อนพื้นที่ในที่ดินรถไฟจึงออกไม่ชอบด้วยกฎหมาย

หนังสือที่ยื่นต่อ กมธ. ป.ป.ช. กล่าวหาในตอนท้ายว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ  ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รู้ข้อเท็จจริงการกระทำความผิดของตนเองและเครือญาติโดยสมบูรณ์แล้ว

ดังนั้นจึงถือว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จงใจบริหารราชการแผ่นดินโดยเห็นแก่ประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องไม่คำนึงถึงผลเสียแก่ประเทศชาติและประชาชน ไม่รักษาผลประโยชน์ของรัฐ  ไม่ยึดถือและปฏิบัติตามหลักการบริหารบ้านเมืองที่ดี ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง 

โดยเฉพาะต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตนและต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเองและผู้อื่น

และกระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗  เป็นตัวการ

และหรือผู้สนับสนุนให้ตนเอง ญาติพี่น้อง และพวกพ้อง ที่ได้ยึดถือครอบครองเบียดบังที่ดินของการรถไฟฯ อันเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายและโดยทุจริต ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ปกป้องละเว้นและเลือกปฏิบัติ มีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยไม่ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับเครือญาติ พวกพ้องและตนเอง

และกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งให้ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.  ๒๕๖๐  มาตรา ๒๑๙ วรรคสอง  ประกอบข้อ ๗  ข้อ ๘ และข้อ ๑๑

เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. ๒๕๖๐มาตรา ๑๖๐ (๕)และมาตรา ๑๗๐ (๔) ต่อไปด้วย

๒.เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษา๑๖  ก.พ. ๒๕๖๐ และคำพิพากษาศาลฎีกา ลงวันที่  ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของการรถไฟ ฯ ให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์โฉนดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.๓)และสิทธิครอบครอง(ส.ค.๑)เพราะการออกโฉนดหรือเอกสารสิทธิ์ใดๆไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ซึ่งเป็นการที่ศาลวินิจฉัยตามแผนที่พิพาทของการรถไฟซึ่งมีเนื้อที่ จำนวน ๕,๐๓๘ ไร่ ๘๐ ตารางวาเป็นการวินิจฉัยครอบคลุมที่ดินทั้งแปลง (มิใช่เฉพาะราย) และคดีเป็นที่ยุติสิ้นสุดแล้วและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติแล้วด้วย

เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๖๑ ที่บัญญัติรองรับว่า“เมื่อความปรากฏว่าได้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์…..ให้แก่ผู้ใดคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายซึ่งดำรงตำแหน่ง

รองอธิบดีหรือผู้ตรวจราชการกรมที่ดินมีอำนาจหน้าที่สั่งเพิกถอนหรือแก้ไขได้…..” มาตรา ๖๒ บัญญัติว่า “ บรรดาคดีที่เกิดขึ้นเกี่ยวด้วยเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ได้ออกโฉนดที่ดินแล้ว เมื่อศาลพิจารณาพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้วให้ศาลแจ้งผลของคำพิพากษาอันถึงที่สุดหรือคำสั่งนั้นต่อเจ้าพนักงานที่ดินแห่งท้องที่ซึ่งที่ดินนั้นตั้งอยู่ด้วย”

เนื่องจากในคดีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษานั้นกรมที่ดินตกเป็นจำเลยที่ 2 ด้วยและศาลได้แจ้งผลคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายที่ดินดังกล่าวข้างต้นแล้ว

หนังสือที่ยื่นต่อ กมธ. ป.ป.ช. กล่าวหาว่า กรมที่ดินเพิกเฉย ไม่ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ศาลมีคำพิพากษาตลอดรวมทั้งกรณีโฉนดเลขที่  ๓๔๖๖ และ ๘๕๖๔ ตำบลอิสาณ  อำเภอเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์  ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ ,นางกรุณา  ชิดชอบ  และบุคคลที่บุกรุกที่ดินของการรถไฟซึ่งเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินในพื้นที่ทั้งหมด

การละเว้นปฏิบัติหน้าที่และการไม่บังคับใช้กฎหมายเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๕๓ บัญญัติว่า “ รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด”

และเมื่อกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐแล้วหากมีการปล่อยปละละเลย ประชาชนอาจฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๕๑

ดังนั้นด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น กรมที่ดินต้องดำเนินการเพิกถอนคำสั่งต่าง ๆ ของกรมที่ดินที่ออกไม่ชอบด้วยกฎหมายและเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ

แต่กลับไม่ดำเนินการปฏิบัติบังคับใช้ตามกฎหมาย ไม่ปกป้องผลประโยชน์ของรัฐไม่ใช้อำนาจทำหน้าที่ของตนทำการเพิกถอนโฉนดที่ ๓๔๖๖ และ ๘๕๖๔ ซึ่งออกทับซ้อนที่ดินของการรถไฟฯ

ทั้งที่มีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาฯ ปี ๒๕๔๑ ผลการสอบสวนของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯวุฒิสภาเมื่อปี ๒๕๔๘
และผลการไต่สวนของ ป.ป.ช.ปี ๒๕๕๔ ตลอดจนมีคำพิพากษาศาลฎีกาปี ๒๕๖๐,ปี ๒๕๖๑  

การไม่ยอมเพิกถอนทำให้รัฐสูญเสียที่ดินที่เป็นสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินจำนวนมหาศาลอันเป็นปัญหาสำคัญของประเทศชาติ จึงแจ้งมาเพื่อเป็นเบาะแสข้อมูลให้กับคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเพื่อดำเนินการต่อไป

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น สมาพันธ์คนงานรถไฟ (สพ.รฟ.) จึงขอเรียนมายังท่านประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการตรวจสอบโดยเร่งด่วนต่อไป

เคาะแล้ว “ซักฟอก” รบ. 31ส.ค. – 3 ก.ย. ลงมติ 4 ก.ย. ไม่หลบเคอร์ฟิว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480598

เคาะแล้ว”ซักฟอก” รบ. 31ส.ค. – 3 ก.ย. ลงมติ 4 ก.ย. ไม่หลบเคอร์ฟิว

26 ส.ค. 2564

ลงตัวเคาะกรอบเวลาซักฟอก อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล 31 ส.ค. – 3 ก.ย. ลงมติ 4 ก.ย. ไม่หลบเคอร์ฟิว ฝ่ายค้านขอร่ายยาวซักฟอก 40 ชั่วโมง

นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส. กทม.พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะตัวแทนประธานวิปรัฐบาลแถลงมติที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีวิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน และตัวแทน ครม.เข้าร่วมว่า ได้ข้อสรุปเรื่องกรอบเวลาในการ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลระหว่างวันที่ 31 ส.ค. – 3 ก.ย.

และลงมติในวันที่ 4 ก.ย. เวลา 10.00 น.โดยในวันที่ 31 ส.ค.- 2 ก.ย.จะเริ่ม 09.30น ถึง 00.30 น. และในวันที่ 3 ส.ค.เริ่ม 09.00-21.00 น.

รวมฝ่ายค้านขอเวลาอภิปราย 40 ชั่วโมงซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างเต็มที่

ขณะที่รัฐบาลมีเวลาชี้แจง18 ชั่วโมง 30 นาที รวมเวลาทั้งสิ้น58 ชั่วโมง 30 นาที

ส่วนการประชุมสภาผู้แทนราษฎรภายใต้มาตรการเคอร์ฟิวนั้นสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะทำหนังสือรับรองให้กับผู้เกี่ยวข้องรวมถึงสื่อมวลชน

รบ. ตั้ง “วอร์รูม” ตอบโต้-ล้วงตับฝ่ายค้าน สู้ศึกซักฟอก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480590

รบ. ตั้ง”วอร์รูม”ตอบโต้-ล้วงตับฝ่ายค้าน สู้ศึกซักฟอก

26 ส.ค. 2564

แรมโบ้ เตรียมตั้ง”วอร์รูม”นอกสภาสู้ศึกอภิปรายฯ ตอบโต้-เก็งข้อสอบ-ล้วงตับฝ่ายค้าน ดำเนินคดี ซัดฝ่ายค้านเพื่อไทย เหมือนสุนัขบ้าไล่ฟัดนอกกติกา ไม่ยึดมั่นในระบบรัฐสภ

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ถึงการตั้ง”วอร์รูม”นอกสภาเพื่อรับมือญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ว่า การทำงานครั้งนี้ เป็นการรวมตัวของคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีทุกกระทรวงฯทุกพรรคการเมืองในซีกรัฐบาลอย่างเป็นเอกภาพเพื่อทำงานเตรียมการสู้ศึกซักฟอกของฝ่ายค้านในนามทีมงาน”วอร์รูม”นอกสภาฯ

นายเสกสกล กล่าวต่อว่า วอร์รูมดังกล่าวมีหน้าที่ในการหาข้อมูลสนับสนุนและพิทักษ์ปกป้องนายกฯและรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีนักกฎหมายเตรียมการดำเนินคดีกับ ส.ส.ฝ่ายค้านที่บิดเบือนใส่ร้ายป้ายสี ใช้หลักฐานอันเป็นเท็จและโจมตีจาบจ้วงก้าวล่วงดูหมิ่นดูแคลนสถาบันเบื้องสูง

“วอร์รูม”นอกสภาดังกล่าวนี้ จะจัดทีมแถลงตอบโต้ทันทีโดยมีตนเป็นหัวหน้าทีม จะทำงานเชิงรุกตอบโต้ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ ไม่ได้เป็นการคุกคามหรือข่มขู่ฝ่ายค้าน

แต่ต้องการป้องปรามและส่งสัญญาณเตือนถึงฝ่ายค้านว่า อย่าได้อภิปรายนอกลู่ นอกทางหรือสร้างหลักฐานอันเป็นเท็จ ตลอดจนอย่าก้าวล่วงจาบจ้วงสถาบันอย่างเด็ดขาดอาจจะโดนดำเนินคดี
มาตรา 112 ได้

นายเสกสกล กล่าวต่อว่า การที่ฝ่ายค้านเขียนญัตติใช้ภาษาที่ทุเรศอัปยศอดสูที่สุด เสมือนดูถูกประชาชน ซึ่งไม่เคยมีฝ่ายค้านยุคไหนที่ใช้ภาษาดูหมิ่นดูแคลนผู้นำประเทศเยี่ยงนี้ 

และไม่ยอมใช้วิธีเล่นการเมืองยึดกติกาในสภา ฯ ตามระบอบประชาธิปไตย แต่กลับหันมาเล่นการเมืองเถื่อนนอกสภาฯโดยผุดแคมเปญลงชื่อไล่ล่านายกฯ

วิธีการเล่นการเมืองแบบป่าเถื่อนนอกสภา ฯ ไม่ยึดมั่นในกติกาประชาธิปไตย ถือเป็นพรรคฝ่ายค้านที่เลวร้าย ใจอำมหิตที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในการเมืองไทย ในยุคตกต่ำที่สุดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน  เพียงเพื่อหวังทำลายนายกฯ จ้องล้มรัฐบาลจนมืดหน้าตามัวกิเลสตัณหาโลภะสูง

ขอเพียงเพื่อให้พรรคเพื่อไทยกลับมามีอำนาจอีกครั้ง ช่วยให้นายใหญ่ นายทักษิณ ชินวัตรและนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับมาฟอกตัวให้พ้นคดีทุจริตให้ได้ จึงกล้าทุ่มเท ยอมทุบหม้อข้าวหม้อแกง ถล่มโจมตีนายกฯและรัฐบาลทุกรูปแบบถวายชีวิต จึงไม่แตกต่างอะไรกับหมาบ้าที่เที่ยวไล่งับไล่กัดชาวบ้านไปทั่ว

สุดท้ายต้องถึงจุดจบเพราะพิษหมาบ้าของตัวเองที่จะโดนประชาชนลงทัณฑ์ จนทำให้นายใหญ่ทั้งสองก็คงต้องระเหเร่ร่อนพเนจรต่อไปอีก เพราะความคิดการเมืองแบบเพี้ยน ๆ จิตวิปริตเช่นนี้ของคนบางคนในพรรคเพื่อไทย เหมือนกับที่เคยคิดจะออก พ.ร.บ.นิรโทษสุดซอยช่วยนายทักษิณ กลับบ้าน ในยุครัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ 

ไม่พลิกโผ ตั้ง “พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม” นั่ง เลขาฯ สมช.คนใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480578

ไม่พลิกโผ ตั้ง “พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม” นั่ง เลขาฯ สมช.คนใหม่

26 ส.ค. 2564

ไม่พลิกโผ นายกฯเห็นชอบ ตั้ง “พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม” นั่ง เลขาฯ สมช.คนใหม่ แทน พล.อ.ณัฐพล ก่อนเสนอเข้าที่ประชุม ครม.พิจารณาต่อไป

วันที่ 26 สิงหาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง “พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม” หรือ เสธ.ไก่ เสนาธิการทหาร ขึ้นเป็น เลขาฯ สมช.คนใหม่ แทน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ที่จะเกษียณ 30 ก.ย.นี้ 

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยในที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง “พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม” เสนาธิการทหาร ขึ้นเป็น “เลขาฯ สมช.คนใหม่” แทน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการ สมช.คนปัจจุบัน ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ตามที่ พล.อ.ณัฐพล เป็นคนเสนอ ก่อนจะนำเสนอเข้าที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป 

สำหรับ “พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม” ยังคงเหลืออายุราชการอีก 2 ปี โดยจะเกษียณอายุราชการในปี 2566 ทั้งนี้ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ภายใน สมช.ว่า เป็นอีกครั้งที่มีการโยกบุคคลภายนอกข้ามห้วยมาตัดโอกาสคนใน สมช.ที่จะเติบโต เพราะตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา มีการโยกนายทหารจากกระทรวงกลาโหม มาดำรงตำแหน่ง เลขาฯสมช. มาโดยตลอด 

สำหรับปีนี้พบว่า รองเลขาฯ สมช. ที่อาวุโสสูงสุด คือ นางศิริวรรณ สุคนธมาน ที่เหลืออายุราชการอีก 1 ปี ซึ่งที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้วิธีปลอบใจคนในสมช. ด้วยการแต่งตั้ง รองเลขาฯ สมช.ที่อาวุโสสูงสุด ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าซี 11 

ครบรอบ 101 ปี ชาตกาล “พล.อ.เปรม” รัฐบุรุษ 2 รัชกาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480541

ครบรอบ 101 ปี ชาตกาล “พล.อ.เปรม” รัฐบุรุษ 2 รัชกาล

26 ส.ค. 2564

วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม 2564 เป็นวันครบรอบ 101 ปีชาตกาล ของ” พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ “อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ 2 รัชกาล

วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 26  สิงหาคม 2564 เป็นวันครบรอบ  101  ปีชาตกาลและเป็นวันที่ 822 ในการถึงแก่อสัญกรรมของพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ (คลิกประวัติ) อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ 2 รัชกาล (26  พฤษภาคม 2562 )และเป็นวันที่ 625  หลังจากพิธีพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดเทพศิรินทราวาส (๘ ธันวาคม ๒๕๖๒)

ครบรอบ 101 ปี ชาตกาล "พล.อ.เปรม" รัฐบุรุษ 2 รัชกาล
ครบรอบ 101 ปี ชาตกาล "พล.อ.เปรม" รัฐบุรุษ 2 รัชกาล

จังหวัดสงขลา ประกาศกำหนดให้วันที่ ๒๖ สิงหาคม ของปี เป็น “วันมูลนิธิ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์” ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๙ โดยจัดให้มีกิจกรรมมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ของมูลนิธิที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวม ๒๔ แห่ง เป็นประจำอย่างต่อเนื่องตลอดมา

(สำหรับในปีนี้มูลนิธิแต่ละแห่งจะจัดมอบทุนการศึกษาเองตามความเหมาะสม)

ครบรอบ 101 ปี ชาตกาล "พล.อ.เปรม" รัฐบุรุษ 2 รัชกาล

ในโอกาส 101  ปี ชาตกาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๔ โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลาได้จัดทำ Music VDO

เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีและคำสอนที่มอบให้ไว้ในบทเพลงตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน

ขับร้องโดย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และนักเรียนโรงเรียนมหาวชิราวุธ  จ.สงขลา

 ชาวมหาวชิราวุธร่วมสืบสานปณิธานป๋า”ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน”

ครบรอบ 101 ปี  พลเอก เปรม ติณสูลานนท์  วันคล้ายวันเกิด 26 สิงหาคม 2463 รายการคืนคุณให้แผ่นดิน ขอมอบเพลง ” ป่ารักน้ำ ” พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประพันธ์คำร้องและทำนอง

ราชกิจจานุเบกษา “โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง” นายทหารชั้นนายพล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480532

ราชกิจจานุเบกษา “โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง” นายทหารชั้นนายพล

26 ส.ค. 2564

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระบรมราชโองการ”โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง”ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารให้ดำรงตำแหน่ง และพระราชทานยศทหารชั้น”นายพล”จำนวน 13 นาย

เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา  “ราชกิจจานุเบกษา” เผยแพร่ การแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารให้ดำรงตำแหน่ง และพระราชทานยศทหารชั้น“นายพล”


พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารให้ดำรงตำแหน่งและพระราชทานยศทหารชั้นนายพล

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ประกอบมาตรา ๔ และมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๐ และมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติยศทหารพุทธศักราช ๒๔๗๙

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารให้ดำรงตำแหน่ง และพระราชทานยศทหารชั้นนายพล จำนวน ๑๓ นาย ดังนี้


๑. พลตรีกิตติ มหายศนันท์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน กรมฝ่ายยุทธการ (อ)ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) ดำรงตำแหน่ง
นายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ๓ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์(อัตรา พลตรี)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง นายทหารหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ‘อนุสรา สิริวชิรภักดิ์’ เป็นพันตรีหญิง

พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการอัยการ จำนวน 33 ราย

๒. พลตรี ทรงสิทธิ์ ไชยยงค์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีสารสนเทศกรมฝ่ายยุทธการ (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการ
ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ ๓ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)

๓. พลตรี รติ สินธุพัทร์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองยุทธการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมฝ่ายยุทธการ (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์
(อัตรา พลตรี) ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีสารสนเทศ กรมฝ่ายยุทธการ (อ)ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)

๔. พลตรี ธนวัฒน์ พัฒนทอง ตำแหน่ง รองหัวหน้าสำนักงานรองผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ๒ (๓) กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองยุทธการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมฝ่ายยุทธการ (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์
กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)

๕. พันเอก วีระไชย เหเตโชดม ตำแหน่ง นายทหารอำนวยการ สำนักงานรองผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ๓ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พันเอกพิเศษ) ดำรงตำแหน่ง นายทหาร
ปฏิบัติการประจำ สำนักงานผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)และพระราชทานยศ พลตรี

๖. พันเอก สายน้ำ พินิจอักษร ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกองปฏิบัติการกิจการราชสำนัก (๒)กรมฝ่ายกิจการวัง (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตราพันเอกพิเศษ) ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ๒ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) และพระราชทานยศ พลตรี

๗. พันเอก พงศกร อาจสัญจร ตำแหน่ง รองผู้บังคับการกรมทหารรักษาวังมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (๓) กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พันเอกพิเศษ) ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำสำนักงานรองผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ๑ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) และพระราชทานยศ พลตรี

๘. พันเอก เพิ่มศักดิ์ ประเสริฐศรี ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกองหลักนิยมวิชาการในการฝึก (๒) กรมฝ่ายการฝึก (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการ
กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์(อัตรา พันเอกพิเศษ) ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ๑ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) และพระราชทานยศ พลตรี

๙. พันเอก พิเชษฐ์ หัสดีผง ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกองหลักนิยมวิชาการในการฝึก (๓)กรมฝ่ายการฝึก (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตราพันเอกพิเศษ) ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำสำนักงานรองผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ๑ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) และพระราชทานยศ พลตรี

๑๐. พันเอก สุทธิชัย ศรลัมพ์ ตำแหน่ง  รองผู้อำนวยการ กองยุทธการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (๒) กรมฝ่ายยุทธการ (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษพระองค์กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พันเอกพิเศษ) ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ๒ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) และพระราชทานยศ พลตรี


๑๑. พันเอก สมพร โตภาพ ตำแหน่ง รองผู้บังคับการกรมทหารรักษาวังมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (๔) กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พันเอกพิเศษ) ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน
กรมฝ่ายยุทธการ (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)และพระราชทานยศ พลตรี

๑๒. พันเอก พงษ์พิสิทธิ์ มีสูงเนิน ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกองส่งกำลัง (๑) กรมฝ่ายส่งกำลังบำรุง (อ) ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กรมการเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พันเอกพิเศษ)ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ๒ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) และพระราชทานยศ พลตรี

๑๓. พันเอก ธีระพงษ์ ชูตินันทน์ ตำแหน่งรองผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (๓) กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พันเอกพิเศษ) ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการประจำสำนักงานรองผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ๑ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) และพระราชทานยศ พลตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔

ประกาศณ วันที่ ๒o สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ เป็นปีที่ ๖ ในรัชกาลปัจจุบัน

ราชกิจจานุเบกษา "โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง" นายทหารชั้นนายพล
ราชกิจจานุเบกษา "โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง" นายทหารชั้นนายพล
ราชกิจจานุเบกษา "โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง" นายทหารชั้นนายพล
ราชกิจจานุเบกษา "โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง" นายทหารชั้นนายพล

อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2564/E/196/T_0001.PDF

ท้าดีเอสไอเปิดหมายแดงเสี่ยกำพลหนี “คดีอ่างวิคตอเรียฯ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/480513

ท้าดีเอสไอเปิดหมายแดงเสี่ยกำพลหนี”คดีอ่างวิคตอเรียฯ”

25 ส.ค. 2564

จี้ดีเอสไอ เปิดหมายแดง อินเตอร์โพลหลังเสี่ยกำพลหนี “คดีอ่างวิคตอเรียฯ” ผ่านมาสามปีไร้วี่แวว ส่อซ้ำรอย บอส อยู่วิทยา

ภายหลัง นายรณสิทธิ์ พฤกษยาชีวะ ประธานมูลนิธิรณสิทธิ์เพื่อช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์และสตรี ยื่นหนังสือถึง นายสิระ เจนจาคะ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฏหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร  เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณี นายกำพล  วิระเทพสุภรณ์ หรือ “เสี่ยกำพล วิคตอเรีย” (เจ้าของอาบอบนวดวิคตอเรีย ซีเคร็ท) กับพวก

ท้าดีเอสไอเปิดหมายแดงเสี่ยกำพลหนี"คดีอ่างวิคตอเรียฯ"

โดยที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พ.ต.ท.กรวัชร ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้กล่าวว่านายกำพล มีหมายแดงจากตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) ออกมาแล้วนั้น

นายรณสิทธิ์ ตั้งข้อสงสัยว่า นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ก่อนจะเกษียณสิ้นเดือนกันยายนนี้ จะมีการสั่งคำสั่งที่ผิดแผกไปจากหลักปฏิบัติทั่วไปหรือเปล่าเพราะเราไม่อยากให้เกิดเหตุแบบนี้ขึ้นอีกซ้ำสองในคดีเดียวกัน เพราะลูกเมียก็ถูกสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว โดยที่อยู่ๆไม่ได้รับรู้ข่าวสารอะไรเลย

ถ้าสั่งไม่ฟ้องแล้วมีการลงนามโดยผู้มีอำนาจก็หมายความว่าคดีนั้นสิ้นสุดเด็ดขาดไปเลย ผู้ต้องหาก็หลุดไปเลย เราไม่อยากให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นกับผู้ต้องหารายสุดท้ายที่เป็นเจ้าของสถานบริการแห่งนี้ แล้วก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นเหมือนคดีนายบอส อยู่วิทยา ที่อยู่ๆก็สั่งไม่ฟ้องแล้วก็หลุดจากคดีไปเลย ถ้าจะสั่งฟ้องกันใหม่ก็ต้องมาหาหลักฐาน พยานชิ้นใหม่ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จี้  ” อัยการสูงสุด” ชี้แจงกรณีสั่งไม่ฟ้องคดีวิคตอเรียซีเครท เพื่อความโปร่งใส 

“ดีเอสไอ”รับคดีค้ากาม“วิคตอเรีย”เป็นคดีพิเศษ

บุกสภายื่นสิระสอบ อัยการ-ดีเอสไอ ปล่อย”คดีอ่างวิคตอเรีย”ลอยนวล

“เท่าที่ทราบมา นายกำพล  ยังคงหลบหนีอยู่ต่างประเทศ แต่ข้อเท็จจริงยังไม่ทราบ ต้องไปตรวจสอบกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ที่เป็นเจ้าของสำนวนว่าได้ทำการติดตามคดีไปถึงไหน

ล่าสุดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีดีเอสไอ ว่าติดตามคดีไปถึงไหน เรื่องหมายแดงถ้าเราทราบว่าอยู่ต่างประเทศ ขณะนี้เราก็ยังไม่ได้คำตอบ หมายแดงถ้าท่านบอกแล้วว่ามีการออกแล้ว นายกฯ บอกว่าออกหมายแดงแล้ว แต่เราไม่เคยเห็นหลักฐานการออกหมายแดงที่แน่ชัด เพราะฉะนั้นเราก็ยังไม่เชื่อจนกว่าจะเห็นหมายแดงในการตามจับคุณกำพลที่ต่างประเทศแล้วจริง” นายรณสิทธิ์ กล่าว 

ประธานมูลนิธิรณสิทธิ์เพื่อช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์และสตรี กล่าวตั้งข้อสงสัยอีกว่า กรณีหมายแดงนั้น พล.อ.ประยุทธ์ เคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่าหมายแดงจากตำรวจสากลออกแล้วนั้นเป็นความเข้าใจด้วยตัวเองหรือว่ามีคนให้ข้อมูล ซึ่งเมื่อไปติดตามกับอธิบดีดีเอสไอ ก็บอกว่ามีการออกหมายแดงแล้วเช่นกัน จึงต้องการให้อธิบดีดีเอสไอ ออกมาโชว์หมายแดงแล้วจริง แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ 

“สิ่งเหล่านี้หลายๆอย่างมารวมกันก็เลยทำให้เราสงสัยว่ามีเจ้าหน้าที่ในขบวนการยุติธรรมที่ให้ความช่วยเหลือผู้ต้องหาหรือพยายามพลิกคดีนี้อยู่หรือไม่ เนื่องจากผู้ต้องหาหลบหนีจึงแยกสำนวนออกมาและยังไม่ได้ฟ้อง โดยที่แยกออกมามี 3 คน ได้แก่ คุณกำพล คุณนิภา ภรรยา และคุณธนพล ซึ่งเป็นลูกชาย แต่ทั้ง 3 คนไปร้องขอความเป็นธรรม และมีการถอนหมายจับออกไปแล้ว 2 คน เหลือคุณกำพลคนเดียว ซึ่งหมายจับของคุณกำพลเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ เลยต้องไปเกี่ยวพันกับการสั่งคดีของท่านอัยการสูงสุด” นายรณสิทธิ์ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม นายรณสิทธ์ ยังกล่าวด้วยว่า สิ่งที่สงสัยคือถ้าพยานหลักฐานไปไม่ถึงทำไมพนักงานสอบสวนของดีเอสไอถึงเชื่อว่ามีพยานหลักฐานที่สาวตัวไปถึงได้ 

“ถ้าสมมติว่าพนักงานสอบสวนดีเอสไอเชื่ออย่างนั้นแล้วคณะทำงานของอัยการไม่เชื่อทำไมคณะกรรมการของอัยการจึงไม่ปรึกษากับดีเอสไอว่ามีหลักฐานอย่างไรแล้วลองมาหักล้างกัน สุดท้ายทราบว่าดีเอสไอไม่มีความเห็นแย้งกับอัยการที่สั่งไม่ฟ้อง ทั้งๆที่เป็นผู้สั่งฟ้องตอนแรก นี่คือสิ่งที่มันขัดกันอยู่ตอนนี้

เราจึงอยากทราบว่าคณะกรรมการของอัยการที่สั่งไม่ฟ้องมีเหตุผลและพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าผู้ต้องหาไม่มีการกระทำความผิดอย่างไรบ้าง ทำไมไม่เปิดเผย เพื่อให้กระจ่างในข้อสงสัยต่างๆ ถ้าเปิดหลักฐานมาเราก็หายข้อข้องใจ ที่ผ่านมาได้รับคำตอบเพียงว่าการใช้ดุลพินิจเป็นไปอย่างถูกต้องส่วนพยานหลักฐานไม่สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งการที่บอกอย่างนี้มันไม่มีประโยชน์อะไร” นายรณสิทธิ์ กล่าว 

ท้าดีเอสไอเปิดหมายแดงเสี่ยกำพลหนี"คดีอ่างวิคตอเรียฯ"
ท้าดีเอสไอเปิดหมายแดงเสี่ยกำพลหนี"คดีอ่างวิคตอเรียฯ"
ท้าดีเอสไอเปิดหมายแดงเสี่ยกำพลหนี"คดีอ่างวิคตอเรียฯ"

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบบนเว็บไซต์ interpol พบว่า มีการออกหมายแดงให้กับผู้ต้องหาสัญชาติไทย 12 ราย โดยทั้ง 12 รายนั้นไม่มีชื่อของนายกำพล