ประมวล ซัด “รบ.- พปชร.” เล่นเกมการเมืองมัวแต่เอาชนะกันทำสภาล่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484351

18 ก.ย. 2564

หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ประมวล เอมเปีย จวก “รัฐบาล-พปชร.” เล่นเกมการเมืองทำสภาล่ม ซัดมัวแต่เอาชนะกันจนลืมนึกถึงผลประโยชน์ประชาชน จี้ พล.อ.ประยุทธ์-พล.อ.ประวิตร ร่วมกันรับผิดชอบ ทำนายอนาคต รัฐบาลรอดยากเพราะสส.กลุ่มธรรมนัสรอแก้แค้น

นายประมวล เอมเปีย หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 กันยายน ว่า เหตุการณ์ประชุมสภาเพื่อพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวกับการศึกษาสภาเกิดล่มเมื่อจะมีการลงมติขั้นรับหลักการวาระที่1องค์ประชุมไม่ครบ นายชวน หลีกภัย ประธานสภา จึงให้เจ้าหน้าที่อ่านกฤษฏีปิดสมัยประชุม  

 นายประมวล กล่าวว่า ในฐานะที่อยู่แวดวงการเมืองมานาน พอจะอ่านออกว่าปัญหาเกิดจากการงัดข้อของ 3 ป. มาก่อนหน้านี้2ป.ผนึกกำลังกันหักดิบ1ป.พี่ใหญ่ไล่ออกรมต.2 คนที่ใกล้ชิดกับป.พี่ใหญ่ โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า

นายประมวล มองว่า สภาล่มครั้งนี้น่าจะเป็นการหักดิบของป.พี่ใหญ่และผู้กองยอดรัก ให้รู้ว่า ใครใหญ่จริง ในการคุมเสียงของ 2 สภา ให้น้องเล็กได้รู้ว่าเองขาลอย ถ้าไม่มีข้าแล้วเองไปไม่รอด เป็นการเอาคืนของพี่ใหญ่

แต่สร้างความเสียหายให้กับวงการศึกษาของไทย ที่กฏหมายต้องตกไป เล่นการเมืองกันจนลืมประเทศชาติ ประชาชน น่าจะไปกันได้แล้วนะครับรัฐบาลชุดลุงตู่ก็อยู่มานานจนคนเขาเบื่อ เขาไล่แล้วอย่าไปห่วงกับหัวโขนเลย 

นายประมวลกล่าวต่อว่า เรื่องนี้ทั้งพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ต้องรับผิดชอบ เพราะการเล่นการเมืองที่มัวแต่เอาผลประโยชน์และเอาชนะคะคานกัน มันทำให้กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ส่งผลให้ประชาชนเสียประโยชน์ ซึ่งตนเชื่อว่าหากไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาสภาล่มจะมีให้เห็นตามมาอีกแน่นอน

เพราะได้ยินข่าวว่า ส.ส.กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการ พปชร.จ้องจะแก้แค้นในสภา หากเมื่อไหร่รัฐบาลเสนอกฎหมายกู้เงินอีก1 ล้านล้าน เข้าสภา มีหวังถูกคว่ำแน่ 
 

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

“จากสภาพปัจจุบันมองว่ารัฐบาลคงอยู่ไม่ได้ได้นานเพราะรัฐบาลไม่มีคนคุมเสียงในสภา จะใช้เสียงทีต้องแจกกล้วยที มันจะอยู่อย่างไร จะมีกล้วยที่ไหนมาแจกกันทุกครั้งและมากมายขนาดนี้ เชื่อว่าปลายปีถึงต้นปีหน้า คงยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่แน่นอน” นายประมวลกล่าว 

เช็คเส้นทาง “คาร์ม็อบ” 19 กันยา ขับรถยนต์ ชนรถถัง ไล่รัฐบาล “ประยุทธ์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484336

18 ก.ย. 2564

เปิดเส้นทาง “คาร์ม็อบ 19 กันยา ขับรถยนต์ ชนรถถัง” ไล่รัฐบาลประยุทธ์ เคลื่อนขบวนจาก จากแยกอโศก ถึง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

18 ก.ย.2564  ตามที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ  และแนวร่วมกลุ่มการเมือง ประกาศนัดชุมนุมทางการเมือง จัดกิจกรรม “CAR MOB ขับรถยนต์ชนรถถัง” ในวันอาทิตย์ ที่ 19 กันยายน นี้  เพื่อขับไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสครบรอบ 15 ปี การยึดอำนาจโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เมื่อปี 2549 

คาร์ม็อบ 19 กํนยาคาร์ม็อบ 19 กํนยา

อ่านข่าวที่น่าสนใจ

สำหรับรูปแบบของการชุมนุม “คาร์ม็อบ” จะเป็นการเคลื่อนขบวนโดยรถยนต์ โดยเฉพาะพื้นที่ ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการนัดหมายกันในเวลา 14.00 น. บริเวณแยกอโศก จากนั้นจะเคลื่อนขบวน ไปตามเส้นทางต่างๆ และไปจบที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเวลา  18.00 น. 

คาร์ม็อบ 19 กันยาคาร์ม็อบ 19 กันยา

ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) มีความเป็นห่วงประชาชนจะได้รับผลกระทบจากการจัดชุมนุม “คาร์ม็อบ” จึงได้แนะนำเส้นทางที่อาจได้รับผลกระทบ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ดังนี้ 


1.ถ.สุขุมวิท  2.ถ.อโศกมนตรี  3.ถ.รัชดาภิเษก 4. ถ.พระราม 4 5.ถ.สาทรเหนือ  6.ถ.นราธิวาสราชนครินทร์ 7.ถ.พระราม 3  8.ถ.จรัญสนิทวงศ์   9. ถ.บรมราชชนนี 10.ราชดำเนินกลาง   11.ถ.หลานหลวง   12.สะพานพุทธ  13. ะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

ส่วนเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ
1.ถ.สุขุมวิท (แยกบางนา – ซ.สุขุมวิท24)   2. ถ.อโศกมนตรี    3.ถ.รัชดาฯ 4.ถ.พระราม4 (แยกพระราม 4- แยกวิทยุ)  5.ถ.สาทรเหนือ 6. ถ.นราธิวาสราชนครินทร์

เส้นทาง คาร์ม็อบ 19 กันยาเส้นทาง คาร์ม็อบ 19 กันยา

เส้นทางแนะนำ
1.ถ.พระราม 9  2. ถ.จตุรทิศ   3.ถ.เพชรบุรี   4.ถ.วิทยุ  5. ถนนราชดำริ   6.ถ.สีลม  7.ซ.สุขุมวิท 3 8.ซ.สุขุมวิท24  9.ซ.สุขุมวิท 55 10.ซ.สุขุมวิท 63   11. ทางพิเศษฉลองรัช  12.ทางพิเศษเฉลิมมหานคร

คาร์ม็อบ 19 กันยาคาร์ม็อบ 19 กันยา

เส้นทางแนะนำประชาชน
ทิศเหนือ  ถนนสุโขทัย ถนนนครชัยศรี ถนนเศรษฐศิริ ถนนอำนวยสงคราม สะพานกรุงธน (ซังฮี้) สะพานพระราม 7

ทิศตะวันออก  ถนนวิภาวดี-รังสิต (ช่องทางหลัก) โทลล์เวย์ ถนนพหลโยธิน ถนนพระราม 6 ทางพิเศษศรีรัช ถนนสวรรคโลก

ทิศใต้ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ ถนนหลานหลวง (แยกยมราช – แยกหลานหลวง) ถนนบำรุงเมือง ถนนวรจักร ถนนเจริญกรุง ถนนเยาวราช ถนนพระราม 1 ถนนพระราม 4

ทิศตะวันตก  ถนนสามเสน ถนนจรัญสนิทวงศ์ ถนนบรมราชชนนี ถนนอรุณอมรินทร์ สะพานพระราม 8 สะพานพระพุทธยอดฟ้า สะพานพระปกเกล้า

เส้นทาง คาร์ม็อบ 19 กันยาเส้นทาง คาร์ม็อบ 19 กันยา

“ธรรมนัส” เผย บิ๊กป้อม กำชับส.ส.ลงพื้นที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484331

18 ก.ย. 2564

“ธรรมนัส“ เผย บิ๊กป้อม พล.อ. ประวิตร กำชับ ส.ส. พปชร. ลงพื้นที่ช่วงปิดประชุมสภาฯ ลุยรับฟังปัญหาประชาชนส่งต่อนายกฯหามาตรการดูแล

 วันที่ 18 กันยายน  2564 “ร้อยเอก ธรรมนัส  พรหมเผ่า” ส.ส.เขต 1 จ.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เลขาธิการ พปชร.กล่าวว่า ตามที่มีพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน  2564 นั้น

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรค พปชร.ได้มอบหมายให้ตน กำชับ ส.ส. ของพรรคฯใช้ช่วงเวลาดังกล่าวจากนี้ไปในการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะของประชาชน

โดยย้ำให้ ส.ส. ต้องปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อนำเสียงสะท้อนจากประชาชนเสนอมาที่ตนเองเพื่อรวบรวมและนำไปเสนอต่อหัวหน้าพรรคซึ่งจะประสานไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในกระทรวงต่าง ๆ นำไปสู่การปฏิบัติ เร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่อไป

ผมเองในฐานะ ส.ส.จังหวัดพะเยาและในฐานะเลขาธิการพรรค ก็ต้องลงพื้นที่พบปะพ่อแม่พี่น้องและรับฟังความเดือดร้อนในพื้นที่เช่นกัน ก่อนจะนำเสนอปัญหาและข้อเรียกร้องดังกล่าวของชาวบ้าน

รวมถึงข้อเสนอของ ส.ส. ของพรรค ฯ ที่รับฟังมาจากประชาชนในพื้นที่ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคอีสาน ส่งต่อท่านหัวหน้าพรรค เพื่อพิจารณาให้การสนับสนุนในเรื่องต่างๆ ตามที่ท่านหัวหน้าพรรคได้มอบนโยบายในวันที่ประชุมพรรคฯ เมื่อครั้งที่ผ่านมาอย่างเต็มที่  “ร้อยเอก ธรรมนัสฯ” กล่าว

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

” ร.อ.ธรรมนัส” กล่าวอีกว่า สำหรับการเตรียมพร้อมเลือกตั้งท้องถิ่นทั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กำหนดวันเลือกตั้งแล้วในวันที่ 28 พฤศจิกายน  2564 ก่อนจะเป็นการเลือกตั้งในส่วนกรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยา ตามลำดับนั้น

ทางพรรคฯ ก็มีความพร้อมเช่นกัน ซึ่งอาจจะมีการส่งในนามของพรรคและบางพื้นที่ลงในนามอิสระตัวเอง และกลุ่มของตัวเอง โดยพรรคจะมีการพิจารณาเพื่อจัดสรรบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งแน่นอน 

เนื่องจากการเลือกตั้งท้องถิ่น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ในการนำนโยบายของพรรคลงไปสู่พื้นที่ ที่จะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทั่วถึง และเป็นกลไกสำคัญ ที่นำไปสู่ การเลือกตั้งสนามใหญ่ ที่คาดว่าจะมีขึ้นในอีก  1 ปี ข้างหน้านี้  

ดังนั้นการที่ ส.ส. ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะของประชาชน ก็จะถือเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารถึงผลงานของพรรคและรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย

หมอชลน่าน โวย “สภาล่ม” โหวตกฎหมายปฏิรูปไม่ได้ ใครต้องรับผิดชอบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484281

18 ก.ย. 2564

ฝ่ายค้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว โวย “รัฐสภาล่ม” โหวตร่าง พ.ร.บ การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ ไม่ได้ ใครต้องรับผิดชอบ ชี้เป็นสัญญาณบ่งว่าประยุทธ์ ไปต่อไม่ได้จริง ๆ จนมุมในสภา ไม่เฉพาะในที่ประชุมไม่ใว้วางใจสภาผู้แทนแต่ลามถึงรัฐสภา ส่อวิกฤตทางการเมือง

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.เพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า  17 ก.ย 64 ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ การศึกษาแห่งชาติ เป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่ง’มีชัย’ออกแบบใว้ให้พิจารณาในที่ประชุมร่วมรัฐสภา องค์ประชุมส.ว รวมกับ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล มีเสียงข้างมากเด็ดขาด อย่างไร สภาก็ไม่ล่ม
 

กฎหมายฉบับนี้ สมาชิกรัฐสภาให้ความสนใจมาก มีผู้อภิปราย ร่วม 60 คน ใช้เวลา ร่วม 8 ชั่วโมง ปิดการอภิปรายสัญญาณอันตราย ไม่ได้โหวตเริ่มเกิดขึ้น

เมื่อวิปรัฐบาลขอหารือประธานว่าจะขอเลื่อนไปโหวตในสมัยประชุมหน้า วิปวุฒิสภาอ้างว่า มีกฎหมายปฏิรูปเสนอมาร่วมกัน 2 ฉบับ ร่าง พ.ร.บ การศึกษาแห่งชาติ และร่าง พ.ร.บ ส่งเสริมการเรียนรู้ ปฏิรูป
กศน. ควรเลื่อนพิจารณาไปด้วยกัน

 ฝ่ายค้านเห็นว่าไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะไม่โหวตในวันนี้ เพราะการอภิปรายจบแล้วปิดการอภิปรายไปแล้ว ยืนยันว่าต้องโหวต

ประธานจำเป็นต้องดำเนินการต่อตามข้อบังคับ เข้าสู่การลงมติในวาระรับหลักการ กดออด เรียกสมาชิกเข้าห้องประชุม เพื่อตรวจสอบองค์ประชุม อ๊อดดดๆๆๆ รอแล้วรออีก ก็ยังไม่ครบ จนมีผู้เสนอให้พักการประชุม 30 นาที ท่ามกลางโห่ ครางแบบเบาๆ ประธานจึงเฉย ไม่รับญัตติ

 สุดท้าย ประธานไม่รอ ไม่ประกาศผลตรวจสอบองค์ประชุมเพราะถ้าประกาศผลองค์ประชุมไม่ครบต้องสั่งปิดการประชุม จึงขอให้สมาชิกลุกขึ้นยืน เพื่อรับฟังท่านเลขา ฯ อ่านพระบรมราชโองการฯ ปิดสมัยประชุม 

และจำใจต้องปิดประชุมไปโดยไม่ได้แจ้งผลการดำเนินงานของการประชุมร่วมรัฐสภา ซึ่งปกติก่อนรับฟังพระบรมราชโองการฯ ประธานจะแจ้งให้ทราบทุกครั้งว่าประชุมไปกี่ครั้งกฎหมาย ผ่านไปกี่ฉบับ พิจารณาเรื่องสำคัญอะไรบ้าง จึงเป็นการปิดสมัยประชุมที่ขาด ๆ เกิน ไม่ราบรื่นนัก 

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

ทำไม “สภาถึงล่ม” แม้เป็นการประชุมร่วมรัฐสภา หรือเป็นสัญญาณที่บ่งว่า’ประยุทธ์’ ไปต่อไม่ได้จริงๆ จนมุมในสภา ไม่เฉพาะในที่ประชุมไม่ใว้วางใจสภาผู้แทน ลามถึงรัฐสภา

เกมส์การต่อรองแห่งอำนาจ ส่อวิกฤตทางการเมืองจริงๆ

 ประยุทธ์ อยู่ได้ คงต้องใช้ กล้วย หมดเป็นสวน ๆ สุดท้ายก็ต้องยอม เกมส์โหดขี่คอกินตลอด  ไปไม่รอด ต้องยุบสภา
 

ไม่รู้ว่าใครเหนือกว่าใคร ใครได้ใครเสีย  ที่แน่ ๆ ผู้แพ้คือประเทศชาติและประชาชน ย่อยยับอับปรางค์
 

ผนงรจตกม  ผู้นำโง่เขลาเราจะตายกันหมดจริง 

ขอร้อง..ออกไปเถอะ  ก่อนที่จะเสียหายมากไปกว่านี้

“ยกเว้นค่าธรรมเนียม” ช่วงโควิด-19 จดทะเบียนสมรสรายละหนึ่งบาทถึงสิ้นปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484265

18 ก.ย. 2564

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกรมการปกครองสั่ง”ยกเว้นค่าธรรมเนียม” ในสถานการณ์โควิด-19 ทั้งการทำบัตรประชาชน รวมถึง จดทะเบียนสมรส สำเนาทะเบียนบ้าน หรือขอเปลี่ยนชื่อ “ใบละหนึ่งบาท” ถึงสิ้นปี

18 ก.ย.64  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ย.64ที่ผ่านมา “ราชกิจจานุเบกษา”เผยแพร่ประกาศ “กรมการปกครอง” กระทรวงมหาดไทย จำนวน 3 ฉบับ ซึ่งเกี่ยวกับการยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการทำ“บัตรประจำตัวประชาชน” รวมถึงการขอ”สำเนาทะเบียนบ้าน”  “จดทะเบียนสมรส” และขอเปลี่ยนชื่อสกุล ถ่ายสำเนา รายละหนึ่งบาท”  ในช่วงที่เกิดจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ฉบับที่ ๒)

ประกาศดังกล่าวให้เหตุผลว่า  เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ยังคงทวีความรุนแรง มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบในทางเศรษฐกิจ และการดำรงชีพของประชาชนโดยทั่วไปอย่างกว้างขวาง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ประกาศให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชนประกาศให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชน

ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน และลดภาระของประชาชน จึงให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับ
บัตรประจำตัวประชาชน นับตั้งแต่วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๔  ดังต่อไปนี้

(๑) การออกบัตรใหม่ในกรณีบัตรหายหรือถูกทำลาย บัตรชำรุดในสาระสำคัญ การแก้ไขชื่อตัวหรือชื่อสกุล หรือการย้ายที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน 

(๒) การออกใบแทนใบรับ

(๓) การขอคัดและรับรองสำเนาข้อมูลเกี่ยวกับบัตร 

…………………..

ลดค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนครอบครัว และจดทะเบียนสมรสลดค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนครอบครัว และจดทะเบียนสมรส

นอกจากนี้ ราชกิจจานุเบกษายังได้เผยแพร่ ประกาศกรมการปกครองอีกสอง ซึ่งเป็นการลดค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนครอบครัว และจดทะเบียนสมรส กรณีภัยที่เกิดจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ดังต่อไปนี้

ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนครอบครัวในเรื่องต่อไปนี้  นับตั้งแต่วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๔

(๑) การขอคัดสำเนาหรือคัดและรับรองสำเนาทะเบียนครอบครัว ฉบับละหนึ่งบาท

(๒) การจดทะเบียนสมรสหรือจดทะเบียนรับรองบุตรนอกสำนักทะเบียนโดยมีผู้ขอ รายละหนึ่งบาท

(๓) การจดทะเบียนสมรส ณ สถานที่สมรสซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอนุมัติให้มีขึ้น รายละหนึ่งบาท

ลดค่าธรรมเนีียมการออกหนังสือสำคัญเกี่ยวกับชื่อบุคคลลดค่าธรรมเนีียมการออกหนังสือสำคัญเกี่ยวกับชื่อบุคคล

รวมถึงการออกหนังสือสำคัญเกี่ยวกับชื่อบุคคล ดังต่อไปนี้
 

ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการออกหนังสือสำคัญเกี่ยวกับชื่อบุคคลฉบับละหนึ่งบาท นับตั้งแต่วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๔

(๑) การออกหนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อรอง

(๒) การออกหนังสือสำคัญแสดงการรับจดทะเบียนตั้งชื่อสกุล

(๓) การออกหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ ….

ประกาศกรมการปกครอง เรื่อง ให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชน กรณีภัยที่เกิดจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (ฉบับที่ ๒)
 

ประกาศกรมการปกครอง เรื่อง ให้ลดค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนครอบครัว กรณีภัยที่เกิดจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (ฉบับที่ ๒)
 

ประกาศกรมการปกครอง เรื่อง ให้ลดค่าธรรมเนียมการออกหนังสือสำคัญเกี่ยวกับชื่อบุคคล กรณีภัยที่เกิดจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (ฉบับที่ ๒)

“ปอท.” ยื่นศาลฝากขังเเอดมินกลุ่มเเนวร่วม มธ. สุดท้ายได้ประกันตัวในชั้นศาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484223

17 ก.ย. 2564

“ปอท.” ยื่นศาลฝากขังเเอดมินกลุ่ม “เเนวร่วมธรรมศาสตร์” เเละการชุมนุม ค้านประกัน น.ศ.สาวอายุ20ปี อ้างเป็นคดีมั่นคง ภายหลังศาลอนุญาตให้ฝากขัง ผู้ต้องหายื่นขอปล่อยชั่วคราวศาลอนุญาตให้ประกันตัวตีราคาประกัน2.5หมื่นบาท

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 64 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี “ปอท.”ได้ยื่นคำร้องขอฝากขัง น.ส.นิราภร อ่อนขาวอายุ 20 ปี น.ศ.”มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”
ในผิดฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจาหนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญหรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริตเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย 

คำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ย.64  นายนพดล พรหมภาสิต ผู้กล่าวหาได้ทำการตรวจสอบบัญชีเพจเฟซบุ๊กชื่อ“ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม-United Front of Thammasat and Demonstration” URL: https://www.facebook.com/ThammasatUFTD เนื่องจากพบว่าเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวได้มีการปลุกระดมและโพสต์ข้อความให้ผู้คนออกไปประท้วงเดินชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลซึ่งในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อีกทั้งยังเห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้มีการชุมนุมโดยสันติวิธีและสงบตามที่กฎหมายกำหนด แต่อย่างใดการกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นไปตามความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญหรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริตเมื่อประชาชนออกมาร่วมชุมนุมตามที่มีการชักชวนจากเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวก็ปรากฏว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมได้ก่อความไม่สงบขึ้นในบ้านเมืองการโพสต์ข้อความชักชวนดังกล่าวจึงเป็นการก่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินผู้กล่าวหาทราบเหตุดังกล่าว จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับกับพนักงานสอบสวนกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.)เพื่อให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย
 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ต่อมาจากการสืบสวนทางเทคนิคและการพิสูจน์ทราบตัวบุคคลพบว่านางสาวนิราภร ผู้ต้องหาในคดีนี้มีความเกี่ยวข้องกับเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวข้างต้นและพบว่าบัญชีเพจเฟซบุ๊กชื่อ“ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม-United Front of Thammasat and Demonstration” URL: https://www.facebook.com/ThammasatUFTD ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อจัดการชุมนุมภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยกลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการสื่อสารประชาสัมพันธ์กิจกรรมรายงานความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของกลุ่มแกนนำแนวร่วมกลุ่มอื่น ๆ และเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าดำเนินการกับแกนนำของกลุ่มอีกทั้งยังพบว่าผู้ดูแลระบบ (Admin) หรือผู้ใช้บัญชีเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวยังมีพฤติการณ์ยุยงปลุกปั้นผ่านทางสื่อออนไลน์ให้แนวร่วมของกลุ่มเกิดความกระด้างกระเดื่องต่ออำนาจรัฐและไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและเมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นแล้วแกนนำของกลุ่มดังกล่าวก็ไม่ได้พยายามที่จะเข้าไประงับยับยั้งเหตุ แต่กลับนำภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปโจมตีและกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุมเกินกว่าเหตุพนักงานสอบสวนกองกำกับการ 3 ปอท.จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลจังหวัดธัญบุรีอนุมัติหมายค้น และรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลอาญาอนุมัติหมายจับ น.ส.นิราภรผู้ต้องหาในคดีนี้
 

โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญหรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริตเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย 

ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนและควบคุมผู้ต้องหามาโดยตลอดจะครบกำหนดควบคุมตัว 48 ชั่วโมง แต่สอบสวนยังไม่เสร็จสิ้นเนื่องจากจะต้องสอบพยานจำนวน 10 ปาก, รอผลการตรวจพิมพ์ลายนิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา จึงขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งเเรกเป็นเวลา 12 วันนับตั้งเเต่วันที่17-28 ก.ย.64

ท้ายคำร้องยังระบุว่าหากผู้ต้องหายื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวของผู้ต้องหาเนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูงประกอบกับเป็นคดีสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหากผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวไปเกรงว่าจะหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 108/1(3)  

ภายหลังศาลอนุญาตให้ฝากขัง ผู้ต้องหายื่นขอปล่อยชั่วคราวศาลอนุญาตให้ประกันตัวตีราคาประกัน2.5หมื่นบาท

“อสส.” เปิดใจเหตุลาออก เบื่อทำงานมานาน แค่อยากพักผ่อน ไม่มีอะไรแอบแฝง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484225

17 ก.ย. 2564

vongskul

“อัยการสูงสุด” เปิดใจเบื่อทำงานมานาน อยากพักผ่อน ไม่มีประเด็นอะไรแอบแฝงทั้งนั้นสู้ความจริงทุกเรื่อง เลยแจ้งความประสงค์ ไม่ขอเป็นอัยการอาวุโสเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน นำเข้าที่ประชุมก.อ. 21 กันยายนนี้ ส่วนเนตร ไม่ขอเป็นอัยการอาวุโส ยังไม่เห็นเรื่อง

นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ “อัยการสูงสุด” (อสส.) เปิดเผยถึงกระแสข่าวการลาออกจากการเป็นอัยการอาวุโสว่า  เรื่องการเป็นอัยการอาวุโส ของอัยการทุกคนเมื่ออายุครบ 65 ปี ก็จะเสนอให้เป็นอัยการอาวุโสทุกคนโดยอัตโนมัติ 

สำหรับผมคิดว่า ผมทำงานมา40ปี แล้ว รู้สึกเบื่อ รู้สึกพอแล้ว อยากจะพักผ่อนเลยแจ้งความประสงค์ ไม่ขอเป็นอัยการอาวุโสมาราว 2 สัปดาห์ก่อน ก็ต้องมีการนำเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการอัยการ(ก.อ.) เพื่อพิจารณาวันที่ 21 กันยายนนี้

“ไม่มีประเด็นอะไรแอบแฝงทั้งสิ้น ผมสู้กับความจริงทุกเรื่อง ทำงานมานานพอแล้ว ให้คนอื่นมารับหน้าที่แทนบ้าง  ส่วนจะไปทำงานด้านอื่นๆหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่คิด ขอพักผ่อนก่อน ” อสส.กล่าว

ส่วนเรื่องที่นายเนตร นาคสุข  อดีตรองอัยการสูงสุด มีหนังสือแจ้งความประสงค์ไม่ขอเป็นอัยการอาวุโสนั้น  ตอนนี้ตนยังไม่เห็นเรื่อง ความจริงนายเนตร เป็นอาวุโส นั้น เป็นตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ติดเรื่องการโดนสอบวินัย เลยยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

ด้านนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่าได้ตรวจสอบแล้วเป็นเรื่องจริง โดย”อัยการสูงสุด”ได้ยื่นใบลาออกเพื่อมีความประสงค์เป็นข้าราชการบำนาญ

ทั้งนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการอัยการปี 2553 มาตรา 58 วรรคท้าย ระบุว่า กรณี”อัยการสูงสุด”ประสงค์จะลาออกจากราชการให้ยื่นต่อคณะกรรมการอัยการพิจารณา โดยให้ประธานคณะกรรมการอัยการ (นายพชร ยุติธรรมดำรง) นำเข้าที่ประชุม ซึ่งผู้ที่จะอนุมัติคือคณะกรรมการอัยการ ดังนั้นในวันที่ 21 กันยายน64 นี้ จะมีวาระเรื่องนี้ ผลจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับคณะกรรมการอัยการ 

นายประยุทธ กล่าวว่า การลาออกของพนักงานอัยการมี บัญญัติไว้ในมาตรา 58 กล่าวคือกรณีพนักงานอัยการตำแหน่งอื่นๆที่ไม่ใช่อัยการสูงสุดถ้ามีความประสงค์จะลาออก จากราชการก็ให้ยื่นใบลาออกต่อผู้บังคับบัญชาเหนือตนหนึ่งชั้น

และให้”อัยการสูงสุด”เท่านั้นเป็นผู้พิจารณาอนุมัติแต่ในมาตรา 58 วรรค 3 ให้อำนาจอัยการสูงสุดยับยั้งได้ 3 เดือน นับแต่วันยื่นลาออกถ้า”อัยการสูงสุด”เห็นว่าเพื่อประโยชน์ของราชการก็มีอำนาจยับยั้งได้ดังกล่าว ส่วนที่ มีประเด็นข่าวว่าท่านลาออกเพื่อเลี่ยงการถูกตรวจสอบต่างๆนั้น ขอยืนยันว่าไม่มีประเด็นเรื่องนี้อย่างแน่นอน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ มีข่าวการจะให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบการทำงานของนายวงศ์สกุล “อสส.” ในหลายเรื่อง อาทิ คดีบอสกระทิงแดงเป็นต้น

สำหรับนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ เกิดเมื่อวันที่  3 พฤศจิกายน 2498 ปัจจุบัน อายุ 66 ปี

เป็นอดีตอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ อดีตอธิบดี สำนักงานคดีปราบปรามทุจริต อดีตรองอธิบดีอัยการ สำนักงานสอบสวน อดีตรองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ

จบการศึกษา นิติศาสตร์บัณฑิต จาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง เนติบัณฑิต จาก เนติบัณฑิตยสภา รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จาก สถาบันพัฒนบัณฑิตบริหารศาสตร์

นับเป็นอัยการสูงสุดคนแรกที่จบนิติศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานิติศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง

“ประกาศแล้ว” มาตรการคุมเข้มสถานประกอบกิจการสกัดเชื้อโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484219

17 ก.ย. 2564

ราชกิจจาฯ “ประกาศแล้ว” มาตรการคุมเข้มสถานประกอบกิจการเตรียมพร้อมป้องกันการติดเชื้อโควิด งัดโควิดไทยพลัส ขึ้นป้าย ระดับความเข้ม ระดับ 1 – ระดับ 3 สกัดการแพร่ระบาดใน”สถานประกอบกิจการ”

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 64 “ราชกิจจานุเบกษา”  เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID -19)) สำหรับสถานประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2564

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และมาตรการป้องกัน ความเสี่ยงจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID -19) ) สำหรับสถานประกอบกิจการ ให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์การระบาด ที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเพื่อให้สถานประกอบกิจการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันความเสี่ยง จากการแพร่กระจายและการรับสัมผัสเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และให้ผู้มีหน้าที่สามารถปฏิบัติถูกต้อง ตามสุขลักษณะ มีประสิทธิภาพและเหมาะสม รวมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบกิจการนี้ด้วย

อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๔ แห่งกฎกระทรวงควบคุมสถานประกอบกิจการที่เป็นอันตราย ต่อสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๖๐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสาธารณสุข จึงได้ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

"ประกาศแล้ว" มาตรการคุมเข้มสถานประกอบกิจการสกัดเชื้อโควิด-19“ประกาศแล้ว” มาตรการคุมเข้มสถานประกอบกิจการสกัดเชื้อโควิด-19

ข้อ ๑ ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID -19)) สำหรับสถานประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2564 ”

ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ ๓ ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และมาตรการ การป้องกันความเสี่ยงจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID -19)) สำหรับสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๓

ข้อ ๔ ในประกาศนี้ “สถานประกอบกิจการ” หมายความว่า สถานที่ที่ใช้ในการประกอบกิจการที่เป็นอันตราย ต่อสุขภาพ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ออกตามความในมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติ การสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม “ผู้ดำเนินกิจการ” หมายความว่า เจ้าของ หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของ สถานประกอบกิจการนั้น “ผู้ติดเชื้อ” หมายความว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID -19)) 

“เชื้อไวรัส ” หมายความว่า เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID -19))

“ดิจิทัล ” หมายความว่า เทคโนโลยีที่ใช้วิธีการนำสัญลักษณ์ศูนย์และหนึ่งหรือสัญลักษณ์อื่น มาแทนค่าสิ่งทั้งปวง เพื่อใช้สร้างหรือก่อให้เกิดระบบต่าง ๆ เพื่อให้มนุษย์ใช้ประโยชน์ “ระบบเทคโนโลยีดิจิทัล ” หมายความว่า การนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้และให้หมายความ รวมถึงข้อมูลและการสื่อสารที่เกิดจากการให้บริการหรือการประยุกต์ใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบอินเตอร์เน็ต หรือโครงข่ายโทรคมนาคม รวมทั้งการให้บริการโดยปกติของดาวเทียมและระบบ เครือข่ายที่คล้ายคลึงกันที่เชื่อมต่อกันเป็นการทั่วไป

“ระดับ ๑” หมายความว่า สถานการณ์ที่ไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสทั้งในสถานประกอบกิจการ และในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานประกอบกิจการ และในเขตองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีพื้นที่ติดต่อกันนั้น แต่ยังพบการระบาดของเชื้อไวรัสภายในประเทศและต่างประเทศ

“ระดับ ๒” หมายความว่า สถานการณ์ที่ไม่พบผู้ติดเชื้อในสถานประกอบกิจการ แต่พบว่า มีประวัติการพบผู้ติดเชื้อ ซึ่งอยู่ในระยะแพร่เชื้อตามที่กรมควบคุมโรคกำหนด เข้ามาใช้บริการ ในสถานประกอบกิจการนั้น หรือพบผู้ติดเชื้อในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น หรือในเขต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีพื้นที่ติดต่อกัน

“ระดับ ๓” หมายความว่า สถานการณ์ที่พบผู้ติดเชื้อในสถานประกอบกิจการนั้น

ข้อ ๕ กรณีสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอยู่ในระดับ ๑ ให้ผู้ดำเนินกิจการ ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันความเสี่ยง ดังต่อไปนี้

(๑) จัดให้มีการทำความสะอาดอาคารสถานประกอบกิจการ พื้น ผนัง ด้วยน้ำยาทำความสะอาด อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบริเวณพื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อยหรือสัมผัสร่วมกัน เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได ปุ่มกดลิฟต์โดยสาร เก้าอี้ โต๊ะส าหรับรับประทานอาหาร ห้องน้ำและห้องส้วม ต้องดูแล ความสะอาดให้อยู่ในสภาพที่ถูกสุขลักษณะเป็นประจำทุกวัน

(๒) จัดให้มีการระบายอากาศที่ดีและเพียงพอ กรณีมีระบบปรับอากาศต้องมีอัตราการระบายอากาศ เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ดูแลบำรุงรักษาระบบ ปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอ ตรวจสอบให้อยู่ในสภาพดี และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(๓) จัดให้มีพื้นที่ปฏิบัติงานและพื้นที่ให้บริการอย่างน้อยหนึ่งคนต่อสี่ตารางเมตร หรือมีมาตรการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างน้อยหนึ่งเมตร เว้นแต่จะมีมาตรการป้องกันรูปแบบอื่น ตามคำแนะนำของเจ้าพนักงานสาธารณสุข

(๔) จัดให้มีการทำความสะอาด เครื่องมือ เครื่องใช้ ภาชนะ อุปกรณ์และเครื่องจักรเกี่ยวกับ กระบวนการผลิตและการประกอบกิจการที่มีการสัมผัสบ่อย หรือสัมผัสร่วมกัน ก่อนและหลัง ประกอบกิจการ หรือให้บริการทุกครั้ง

(๕) จัดให้มีอ่างล้างมือพร้อมน้ำและสบู่อย่างเพียงพอ หากไม่สามารถจัดให้มีอ่างล้างมือได้ ต้องจัดให้มีเจลแอลกอฮอล์ หรือแอลกอฮอล์เข้มข้นไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบ วางไว้ในจุดที่สามารถ ใช้ได้อย่างสะดวกและเพียงพอ โดยเฉพาะบริเวณที่ทำการผลิต ปรุงประกอบอาหาร หรือบริเวณ ที่ให้บริการ

(๖) ให้มีภาชนะบรรจุ หรือภาชนะรองรับที่เหมาะสมและเพียงพอกับประเภทและปริมาณ ของมูลฝอย โดยการจัดเก็บให้จัดเก็บใส่ถุงพลาสติกมัดปากถุงให้มิดชิด นำไปกำจัดอย่างถูกสุขลักษณะ และทำความสะอาดภาชนะบรรจุหรือภาชนะรองรับและบริเวณที่ตั้งภาชนะนั้นอย่างสม่ำเสมอ

(๗) จัดให้มีอุปกรณ์ทำความสะอาด น้ำยาทำความสะอาด สารฆ่าเชื้อ อย่างเพียงพอ

(๘) จัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันตนเองสำหรับพนักงานทำความสะอาดอย่างเพียงพอ เช่น ถุงมือยาง หน้ากากอนามัย รองเท้าบูท และคีบด้ามยาวสำหรับเก็บมูลฝอยใส่ถุง

(๙) ให้ผู้ดำเนินกิจการกำกับ ดูแลให้ผู้ปฏิบัติงานต้องมีสุขภาพดี ไม่เป็นโรคติดต่อ รักษา ความสะอาดของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดและมีสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี

(๑๐) จัดให้มีการวัดอุณหภูมิของผู้ปฏิบัติงานและผู้มาใช้บริการ และมีการลงทะเบียนเข้า และออกจากสถานประกอบกิจการ ผ่านระบบเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทางราชการกำหนด เช่น ไทยชนะ หรือใช้การบันทึกข้อมูล

(๑๑) ให้ผู้ดำเนินกิจการกำกับ ดูแลคัดกรองผู้ปฏิบัติงาน โดยให้ผู้ปฏิบัติงานประเมินตนเอง ก่อนเข้าทำงานทุกวัน ผ่านระบบเทคโนโลยีดิจิทัลตามที่กรมอนามัยกำหนด เช่น ไทยเซฟไทย (Thai Save Thai) หากพบว่า มีอาการป่วยจากเชื้อไวรัสหรือสัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อภายในระยะเวลา ที่อาจมีความเสี่ยงในการเป็นผู้ติดเชื้อให้หยุดปฏิบัติงานทันที กรณีผู้มาติดต่อมีประวัติเข้าไป ในสถานที่เสี่ยง หรือสัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อภายในระยะเวลาที่อาจมีความเสี่ยงในการเป็นผู้ติดเชื้อ ให้งดเข้าไปในสถานประกอบกิจการ

ในกรณีกิจการตามข้อ ๓ กิจการที่ ๙ เกี่ยวกับการบริการตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยเรื่องกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ให้ผู้ใช้บริการต้องประเมินตนเองก่อนเข้ารับบริการ ผ่านระบบเทคโนโลยีดิจิทัลตามที่กรมอนามัยกำหนด เช่น ไทยเซฟไทย (Thai Save Thai ) หากพบว่ามีความเสี่ยงที่อาจจะเป็นผู้ติดเชื้อให้งดเข้าใช้บริการ ผู้ดำเนินกิจการต้องก ากับ ดูแล ให้ผู้ปฏิบัติงาน ผู้มาติดต่อ และผู้ใช้บริการ สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในสถานประกอบกิจการ ยกเว้นขณะดื่มหรือรับประทานอาหาร

(๑๒) ให้ดำเนินการเฝ้าระวังโดยการประเมินสถานประกอบกิจการ ในการปฏิบัติตามมาตรการ ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส ผ่านระบบเทคโนโลยีดิจิทัลตามที่กรมอนามัยกำหนด เช่น ไทยสต็อปโควิดพลัส (Thai Stop COVID Plus )

(๑๓) กรณีที่มีการให้บริการอาหารและเครื่องดื่มในสถานประกอบกิจการ ต้องจัดบริการ ที่ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคและต้องจัดให้มีอ่างล้างมือ หรือเจลแอลกอฮอล์หรือแอลกอฮอล์เข้มข้นไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบไว้ด้วย

ข้อ ๖ กรณีสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอยู่ในระดับ ๒ ให้ผู้ดำเนินกิจการ ปฏิบัติตามมาตรการในระดับ ๑ และดำเนินการตามมาตรการในระดับ ๒ ดังต่อไปนี้ด้วย

(๑) ให้เพิ่มมาตรการในการทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วมในข้อ ๕ (๑) อย่างน้อยวันละ สองครั้ง หรือเพิ่มความถี่มากขึ้นหากมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก และอาจฆ่าเชื้อด้วยสารฆ่าเชื้อโรค (๒) เมื่อทราบว่ามีผู้ติดเชื้อเข้ามาในสถานประกอบการตามช่วงเวลา หรือลำดับเหตุการณ์ ที่อาจแพร่เชื้อไวรัสได้ ตามที่ได้รับแจ้งข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือได้รับแจ้งจากผู้ที่เชื่อถือได้ ให้หยุดการดำเนินกิจการในส่วนที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อทำความสะอาดสถานประกอบกิจการ เครื่องปรับอากาศ หรือระบบระบายอากาศ แล้วจึงเปิดการดำเนินกิจการได้

ทั้งนี้ กรณีเป็นกิจการ ตามข้อ ๓ กิจการที่ ๙ เกี่ยวกับการบริการตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่องกิจการ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กรมอนามัยกำหนดเพิ่มเติมด้วย

(๓) จัดให้มีมาตรการลดความแออัด ลดการสัมผัสในสถานประกอบกิจการ เช่น ลดการ รวมกลุ่มในสถานประกอบกิจการ จำกัดจำนวนผู้ปฏิบัติงาน เช่น เหลื่อมเวลาทำงาน ปฏิบัติงานที่บ้าน การประชุมผ่านระบบเครือข่ายทางคอมพิวเตอร์ และจ ากัดจำนวนผู้ใช้บริการในช่วงเวลาเดียวกัน เช่น การจองผ่านระบบเครือข่ายทางคอมพิวเตอร์ การนัดเวลาเข้ารับบริการล่วงหน้า

(๔) จัดทำทะเบียนบันทึกประวัติและข้อมูลการเดินทางของผู้ปฏิบัติงาน กรณีที่มีการเดินทาง ไปในพื้นที่หรือสถานที่เสี่ยง และให้มีมาตรการป้องกันควบคุมโรค เช่น การกักตัวเพื่อสังเกตอาการ

(๕) จัดให้มีการตรวจหาเชื้อไวรัสให้แก่พนักงานตามความเหมาะสม กรณีตรวจแล้วได้ผล ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะเป็นผู้ติดเชื้อ ให้รายงานต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขโดยทันที และปฏิบัติ ตามมาตรการควบคุมโรคตามที่กฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อกำหนด

(๖) ส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนได้รับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส ตามที่กรมควบคุมโรคกำหนด

(๗) ให้เพิ่มมาตรการในการคัดกรองในข้อ ๕ (๑๑) ในกรณีมีบุคคลภายนอกที่เข้ามา ให้บริการหรือปฏิบัติงานในสถานประกอบกิจการมากกว่าหนึ่งชั่วโมง ต้องดำเนินการประเมินตนเอง ผ่านระบบเทคโนโลยีดิจิทัลตามที่กรมอนามัยกำหนดด้วย

(๘) ให้เพิ่มมาตรการกรณีที่มีการให้บริการอาหารและเครื่องดื่มในสถานประกอบกิจการ ในข้อ ๕ (๑๓) โดยจัดให้มีที่นั่งรับประทานอาหารเป็นการเฉพาะ ที่สามารถป้องกันการแพร่กระจาย ของเชื้อไวรัส เช่น แยกที่นั่งแต่ละบุคคล หรือจัดให้มีฉากกั้น

ข้อ ๗ กรณีสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอยู่ในระดับที่ ๓ ให้ผู้ดำเนินกิจการ ปฏิบัติตามมาตรการในระดับ ๒ และมาตรการในระดับ ๓ ดังต่อไปนี้ด้วย 

(๑) ให้สถานประกอบกิจการท าความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค ในบริเวณสถานประกอบกิจการ ที่คาดว่าผู้ติดเชื้ออยู่ในสภาพแวดล้อมในสถานประกอบกิจการนั้นทันที โดยพิจารณาหยุดกิจกรรม หรือการให้บริการ ในแผนกที่มีผู้ปฏิบัติงานติดเชื้อและบริเวณที่เกี่ยวข้อง และให้เปิดการดำเนินกิจการต่อไปได้ ในวันถัดจากวันที่ทำความสะอาดแล้วเสร็จหนึ่งวัน หรือตามที่เจ้าพนักงานสาธารณสุขตามกฎหมายว่าด้วย การสาธารณสุขกำหนด หรือใช้มาตรการอื่นตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดแล้วแต่กรณี เช่น การควบคุม การระบาดของเชื้อไวรัสในสถานประกอบกิจการ โดยดำเนินการภายใต้มาตรการควบคุมป้องกันโรค อย่างเคร่งครัด ได้แก่ ควบคุมการเดินทางระหว่างที่ทำงานกับที่พักอาศัย ห้ามผู้ปฏิบัติงานแวะระหว่าง การเดินทาง เมื่อถึงที่พักอาศัยแล้วต้องอยู่ภายในที่พักอาศัยเท่านั้น และควบคุมไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานออกไป ภายนอกสถานประกอบกิจการ (Bubble and Seal ) หรือตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

(๒) ให้เพิ่มความถี่ในการท าความสะอาดสถานประกอบกิจการ อย่างน้อยทุกสองชั่วโมง หรือหลังการให้บริการ โดยเฉพาะในจุดเสี่ยงหรือจุดที่มีการสัมผัสร่วม กรณีสถานประกอบกิจการที่ให้บริการเป็นรอบ เช่น ประเภทการเลี้ยงสัตว์ให้ประชาชนเข้าชม และการให้เข้าชมมหรสพ ให้ท าความสะอาดทุกครั้งหลังจากมีผู้ใช้บริการในแต่ละรอบ

(๓) ให้เพิ่มการดูแลการระบายอากาศในสถานประกอบกิจการให้มีการถ่ายเทอากาศบริเวณ ที่พบผู้ติดเชื้อทันที และปรับปรุงระบบระบายอากาศให้ดียิ่งขึ้น โดยอาจติดตั้งอุปกรณ์เพิ่ม เช่น เครื่องกรองอากาศหรือพัดลมดูดอากาศให้เพียงพอ กรณีห้องส้วมให้เปิดพัดลมดูดอากาศ ออกตลอดเวลาการใช้งาน

(๔) ให้มีการจัดการมูลฝอยประเภทที่ปนเปื้อนน้ำมูก น้ำลาย สารคัดหลั่ง เช่น หน้ากากอนามัย กระดาษทิชชู ชุดตรวจและน้ ายาที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยการติดเชื้อ SARS -CoV – 2 (เชื้อก่อโรค COVID -19 ) แบบตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเอง (COVID -19 Antigen test self-test kits ) ที่ใช้งานแล้ว ในแผนกที่มีผู้ปฏิบัติงานผู้ติดเชื้อและบริเวณที่เกี่ยวข้อง ให้จัดที่ทิ้งมูลฝอยติดเชื้อ เป็นการเฉพาะ แยกเก็บรวบรวม และทำลายเชื้อไวรัส โดยใส่ถุงบรรจุมูลฝอยติดเชื้อที่ท าจากพลาสติก หรือวัสดุอื่นที่มีความเหนียวไม่ฉีกขาดง่าย ทนทานต่อสารเคมีและการรับน้ำหนัก กันน้ำได้ ไม่รั่วซึม และไม่ดูดซึม จำนวนสองชั้น ถุงชั้นแรกให้ราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือน้ำยาฟอกขาว จากนั้นมัดปากถุง ให้แน่นแล้วซ้อนด้วยถุงแดงบรรจุมูลฝอยติดเชื้ออีกหนึ่งชั้นมัดปากถุง ให้แน่นอีกครั้ง หากไม่มีถุงแดง ต้องมีข้อความ “มูลฝอยติดเชื้อ ” ปรากฏบนถุงบรรจุมูลฝอยติดเชื้อ มูลฝอยติดเชื้อตามวรรคหนึ่ง ให้เก็บรวบรวมเพื่อรอการเก็บขนและกำจัดแบบมูลฝอยติดเชื้อ หรือเก็บรวบรวมแยกไว้เฉพาะตามที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก าหนด และจัดให้มีเจ้าหน้าที่กำกับดูแล การจัดการมูลฝอยติดเชื้อ ให้เป็นไปตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกำจัดมูลฝอยติดเชื้ออย่างเคร่งครัด

ข้อ ๘ ให้สถานประกอบกิจการดำเนินการตามมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากเชื้อไวรัส ตามระดับของสถานการณ์การแพร่ระบาด โดยเพิ่มมาตรการจากระดับ ๑ เป็นระดับ ๒ หรือจนถึง ระดับ ๓ หรือโดยลดมาตรการจากระดับที่ ๓ เป็นระดับที่ ๒ หรือเป็นระดับที่ ๑ แล้วแต่กรณี

ทั้งนี้ ตามที่เจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือเจ้าพนักงานสาธารณสุขตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขกำหนด ข้อ ๙ ในกรณีที่สถานประกอบกิจการใดมีมาตรการกำหนดไว้โดยเฉพาะที่มีความเข้มข้น มากกว่ามาตรการตามประกาศนี้ ให้ปฏิบัติตามมาตรการนั้นต่อไปได้ และให้ปฏิบัติมาตรการตามกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องด้วย

ประกาศ ณ วันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๔

สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
 

อ่านประกาศฉบับเต็มได้ที่นี่…. 

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ หรือโรคโควิด ๑๙ (Coronavirus Disease ๒๐๑๙ (COVID-๑๙)) สำหรับสถานประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๖๔

วิลาศ-วัชระ ยื่นตรวจสอบ “ไม้-หิน” ใช้ก่อสร้างรัฐสภาใหม่ตรงสเป๊กหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484189

17 ก.ย. 2564

วิลาศ-วัชระ ยื่นพรพิศตรวจสอบ “ไม้-หิน” ที่ใช้ก่อสร้างอาคารรัฐสภาตรงสเป๊กหรือไม่ หลังพบข้อพิรุธหลายเรื่องส่อทุจริตมหาศาล

17 ก.ย.64 ที่อาคารรัฐสภา นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ และนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือผ่านเจ้าหน้าที่งานสารบรรณถึงนางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบ“ไม้ปูพื้น”โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่

เนื่องจากขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการ”ปูพื้นไม้”ว่า เป็น”ไม้ตะเคียนทอง”ทั้งหมดตามที่ระบุไว้ในสัญญาจริงหรือไม่หรือเป็นไม้ตะเคียนทองผสมไม้ชนิดอื่นหรือไม่ ไม้มีขนาดความกว้างและความหนาถูก
ต้องตามแบบหรือไม่

ที่สำคัญประเทศไทยประกาศปิดป่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ไม่มีโครงการปลูกป่าไม้ตะเคียนทอง ฉะนั้น”ไม้ตะเคียนทอง”ที่ใช้ในโครงการน่าจะเป็นไม้ที่เหลือจากปีพ.ศ. 2532 มีไม้ใหม่น้อยมาก หรืออาจนำเข้าจากต่างประเทศ จึงขอให้ตรวจสอบให้ชัดเจนถ้าเป็นไม้นำเข้าขอให้ตรวจสอบว่านำเข้าจากประเทศใดและขอใบกำกับภาษีว่ามีการนำเข้าจริงเป็น”ไม้ตะเคียนทอง”จริง

แต่จากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญเรื่องไม้ทราบว่า”ไม้ตะเคียนทอง”มีอยู่ในประเทศกัมพูชา ลาวและเมียนมา ประเทศอื่นอาจมีแต่น้อยมาก

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกันนายวิลาศยังยื่นหนังสือถึงเลขาธิการสภาฯอีก 1 ฉบับให้ตรวจสอบหินทราโวทีนนอกจริงหรือไม่ โดยสามารถตรวจจากใบกำกับภาษีการนำเข้าสินค้าจากกรมศุลกากร

ทั้งนี้เพราะจากการเอา”เศษหิน”ที่บริเวณก่อสร้างให้นักธรณีดู มีข้อสงสัยว่าอาจเป็นหินอ่อนสุโขทัย แต่มีบางคนบอกว่าเป็นหินแกรนิตสีชมพูซึ่งพบที่อ.หนองบัวจ.นครสวรรค์

จึงขอให้นำนักธรณีวิทยามาตรวจสอบข้อเท็จจริง และตามแบบในสัญญา”หินทราโวทีนนอก”มีขนาด 50 x 100 ซม. หนา 25 ม.ม. เห็นว่าการเปลี่ยนแบบโดยลดความหนาลงเหลือ หนา 20 ม.ม. จะทำให้การรับน้ำหนักและความคงทนลดลงมาก เพราะมีขนาดใหญ่พิเศษ

และหากมีการชำรุดหรือแตกในอนาคตจะหาวัสดุมาทดแทนยากลำบาก

จึงขอทราบว่ามีการแก้ไขสัญญาเรื่องความหนาของ”หิน”แล้วหรือไม่ เพราะมีการก่อสร้างแล้วเสร็จไปหลายจุดแล้ว

สอบถามนักวิชาการ กรมทรัพยากรธรณีให้ข้อมูลว่า”หิน”ความหนา 20 ม.ม. และ 25 ม.ม. ราคาต่างกันเกือบเท่าตัว จึงขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย ทั้งนี้เพราะชนิดความหนา 25 ม.ม. เป็นความหนาพิเศษ ราคาจึงสูง และถ้ามีการแก้ไขสัญญาจริง มีคำถามว่าเป็นประโยชน์อะไรกับประเทศหรือส่วนรวม มีการทำผิดกฎหมายหรือไม่อย่างไร

“ปอท.” บุกรวบ “แนวร่วมธรรมศาสตร์” ยกคอมพ์สอบ โยง ผิด ม.116 พ.ร.บคอมพ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/484146

17 ก.ย. 2564

ปอท.บุกรวบ“นิราภร ” แนวร่วมธรรมศาสตร์ ผิด ม. 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พร้อมยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตรวจสอบ เจ้าตัว สุดงง ตร.ไม่เคยออกหมายเรียกมาก่อน

17 ก.ย.2564  เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตำรวจ บก.ปอท. นำหมายค้นเข้าค้นบ้าน หลังหนึ่งในพื้นที่ อำเภอปากคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พร้อมยึด อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง  แกนนำกลุ่มราษฎร น.ส.นิรากร อ่อนขาว และ น.ส.เบนจา อะปัญ แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม 

อ่านข่าวที่น่าสนใจ 

ต่อมา  ศ.ดร.อดิศร จันทรสุข รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า “มีเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าค้นบ้านกลุ่มแกนนำชุมนุมทางการเมืองอย่างปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ “รุ้ง” แกนนำกลุ่มราษฎร เบนจา อะปัญ แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และน.ส.นิราภร อ่อนขาว”

"ปอท." บุกรวบ "แนวร่วมธรรมศาสตร์" ยกคอมพ์สอบ โยง ผิด ม.116  พ.ร.บคอมพ์“ปอท.” บุกรวบ “แนวร่วมธรรมศาสตร์” ยกคอมพ์สอบ โยง ผิด ม.116 พ.ร.บคอมพ์

โดยมีการโพสต์ภาพหมายค้น พร้อมข้อความระบุว่า “เช้านี้ได้รับโทรศัพท์ จากนักศึกษาว่ามีตำรวจกำลังบุกเข้าค้นที่พักเพื่อยึดอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์ มือถือของรุ้ง เบนจา และ นิราภร”

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตำรวจแสดงหมายจับกับนิราภร และคุมตัวไป ขณะที่ทางศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่าเป็นหมายจับคดี ม.116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่ง น.ส.นิราภร ระบุว่า ตำรวจไม่เคยออกหมายเรียกมาก่อนหน้านี้ อีกทั้งหมายจับก็ไม่ระบุเหตุการณ์ออกหมาย รวมถึงเลขประจำตัวประชาชนก็ไม่ถูกต้อง

"ปอท." บุกรวบ "แนวร่วมธรรมศาสตร์" ยกคอมพ์สอบ โยง ผิด ม.116  พ.ร.บคอมพ์“ปอท.” บุกรวบ “แนวร่วมธรรมศาสตร์” ยกคอมพ์สอบ โยง ผิด ม.116 พ.ร.บคอมพ์

ล่าสุด เมื่อ 12.10 น. วันเดียวกัน พนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอท.ควบคุมตัว น.ส.นิราภร อ่อนขาว เพียงคนเดียวมาดำเนินคดีที่ มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ม.14(3) พร้อมยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มาตรวจสอบ