แก้ผ้าลุงแซม : ระบาดหนักแต่ไม่ตระหนักสำนึก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601833

แก้ผ้าลุงแซม : ระบาดหนักแต่ไม่ตระหนักสำนึก

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คนขาดจิตสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวมมีทุกชาติทุกภาษาไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนพวกนี้คือภาระของชาติ ไม่เว้นแต่แม้แต่ในอเมริกาหลายคนอวยอเมริกาสุดลิ่มทิ่มประตูว่าระบบสาธารณสุขดีอย่างนั้นอย่างนี้คนอเมริกันมีจิตสำนึกดีกว่าคนชาติอื่น อยากให้เข้าใจเสียใหม่ว่าคนอเมริกันไร้จิตสำนึกปรากฏเป็นข่าวให้เห็นอยู่ตลอดเวลา

สถานการณ์โรคระบาดในอเมริกายังสาหัส ป่วยสะสมพุ่งไป 40 ล้าน ตายไปหกแสนหกหมื่นกว่า อัตราการตายต่อพลเมืองหนึ่งล้านอยู่ที่ 2,014 ราย แต่ตอนนี้ไม่มีใครใส่หน้ากากเลย การ์ดตกกันหมดกลับไปใช้ชีวิตปกติเหมือนไม่รู้จักว่าโควิด-19 และสายพันธุ์เดลต้าคืออะไร

เตียงไอซียูทั่วอเมริกามีผู้ครองเตียงแล้ว 79.83% ในนั้นเกือบ 1 ใน 3 เป็นผู้ป่วยโควิด-19 โดยมีอยู่ 8 รัฐที่มีคนไข้ครองเตียงไอซียูสำหรับผู้ใหญ่มากกว่า 90% คือ แอละแบมา จอร์เจีย เท็กซัส อาร์คันซอส์ ฟลอริดา มิสซิสซิปปีเนวาดา และเคนทักกี

ติดเชื้อโควิด-19 รายวันในปัจจุบันสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหรือวันแรงงานของปี 2020 มากกว่า 4 เท่า ผู้ติดเชื้อรายวันเฉลี่ย 7 วันหลังสุด ในช่วงวันแรงงานของอเมริกาปี 2021 (5 กันยายน) อยู่ที่ 163,728 ราย ขณะที่ปี 2020 ตัวเลขอยู่ที่ 39,355 ราย ส่วนคนตายก็เพิ่มเกือบเท่าตัว คนป่วยตายจากโควิด-19 ในช่วงวันแรงงานปี 2020 อยู่ที่ 804 รายส่วนปี 2021 ดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1,561 ราย

ทั้งๆ ที่ป่วยกันงอมแงมขนาดนี้ ยังมีข่าวแบบนี้ให้เห็นทุกวันครูรายหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนียไม่ยอมฉีดวัคซีนทั้งที่ต้องเจอเด็กนักเรียนทุกวันปรากฏว่าครูรายนี้ติดโควิด-19 แต่ยังมั่นหน้า คิดว่าตัวเองไม่ติด มาทำงานทั้งที่มีอาการของโรคเพียบคิดเอาเองว่าไอ้อาการทั้งหลายแหล่นี่คือโรคภูมิแพ้ เลยมาทำงานทั้งที่รู้ว่าเด็กนักเรียนที่อายุต่ำกว่า 12 ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนขาดจิตสำนึกอย่างร้ายแรง น่าจะไปตรวจโควิดหรือฉีดวัคซีนแต่กลับไม่ทำทั้งสองอย่าง จะมาคิดเอาเองว่าไม่ติดโควิด-19 ไม่ได้แต่ด้วยความมั่นหน้า นางก็ไปสอนเหมือนว่าตัวเองไม่มีอาการโควิด-19

ผลคือนักเรียนทั้ง 24 คน ของครูรายนี้มี 22 คน ที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์เข้ารับวัคซีน 12 คนใน 24 คน มีผลตรวจเป็นบวกนักเรียนที่นั่งอยู่ใกล้กับโต๊ะของครูมากที่สุด โดยเฉพาะสองแถวหน้ามีความเสี่ยงติดเชื้อระดับ 80% จากการตรวจสอบพบว่าครูรายนี้ไม่สวมหน้ากากแถมมั่นหน้าจัดขนาดอ่านออกเสียงส่งเสียงดังให้นักเรียนฟังทั้งที่ขัดต่อกฎของโรงเรียนที่ให้ครูทุกคนสวมหน้ากากอนามัยในห้องเรียน

นอกจากนักเรียนในห้องแล้ว ยังมีนักเรียนอีก 4 ราย จากห้องเรียนอื่นมีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวกเช่นกันทั้งหมดเป็นพี่น้องของเด็กนักเรียน 3 คนในชั้นเรียนของครูคนที่แพร่เชื้อสันนิษฐานว่าการติดเชื้อของนักเรียนต่างห้องนี้น่าจะเกิดตอนที่เด็กๆอยู่ที่บ้าน ต่อมาผู้ปกครอง4 คน ของเด็กๆ ในโรงเรียนแห่งนี้ติดเชื้อโควิด-19เช่นกัน รวมแล้วมีนักเรียนระดับประถมและผู้สัมผัสใกล้ชิดทั้งหมด 26 คน ติดเชื้อหลังสัมผัสกับครูรายนั้น และ 18 คนติดเชื้อเดลต้าแบบนี้คงต้องเรียกว่า “คลัสเตอร์ครู”

ตัวกลายพันธุ์เดลต้ากำลังระบาดจัดหนักไปไวเหมือนไฟลามทุ่งในอเมริกาเมื่อเปิดเทอมและการ์ดตกจึงทำให้เด็กป่วยเป็นจำนวนมากจำนวนคนไข้เด็กที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นาทีนี้มีมากกว่า 2,000 คน

ความไร้จิตสำนึกมาในรูปแบบต่างๆ หลายคนปลอมใบฉีดวัคซีนเพื่อใช้ประกอบการขึ้นเครื่องบินหรือเข้าร้านอาหารอาทิตย์นี้ก็โผล่มาอีกรายหญิงอเมริกันรายนี้ปลอมใบฉีดวัคซีนเพื่อหลีกเลี่ยงการกักตัวของรัฐฮาวายแต่ไม่เนียน เพราะบ้านอยู่อิลลินอยส์ แต่ดันกรอกว่าฉีดที่แดลาแวร์เช็คแล้วไม่พบหลักฐานว่านางคนนี้ฉีดจริง

ที่ฮาหนักกว่านั้นคอนางสะกดคำว่า“โมเดอร์น่า” ผิดไปสะกดเป็นมาเดอร์น่าซะนี่ เพราะไม่เนียนเลยโดนปรับสองพันดอลลาร์หรือหกพันบาทไทย จริงๆ แค่เดินไปฉีดวัคซีนก็จบเรื่อง ฟรีด้วย ทำไมต้องทำให้ยากก็ไม่รู้แถมเสี่ยงต่อการติดโควิด นี่ไม่ใช่เคสเดียว แต่โผล่มาให้เห็นทุกวัน

ตอนนี้มีอเมริกันฉีดวัคซีนเข็มหนึ่งไปแล้วราว 207 ล้านคน และฉีดครบสองเข็มมากกว่า 175 ล้านคน ตรงนี้ต้องขีดเส้นใต้เน้นๆ ย้ำๆ ว่า“ยังไม่มีรัฐที่ฉีดวัคซีนครบถ้วนเกิน 70% ตามที่ตั้งเป้าไว้”

พวกอวยอเมริกาไม่ต้องมาเนียนว่าอเมริกาฉีดวัคซีนครบทั้งประเทศแล้ว ไวมากดีงามมากดีกว่าประเทศไทยโน่นนี่นั่น เพราะมันไม่ใช่ความจริงประเทศไทยนี่แหละที่พร้อมใจกันฉีดวัคซีนอย่างว่องคนไทยนั้นแม้จะเกลียดเข็มฉีดยาหรือกลัวเจ็บแค่ไหนยังยอมฉีดวัคซีน

ส่วนพวกที่เชื่อข้อมูลจากโลกโซเชียลเอาแต่รอวัคซีนเทพนั่นไม่นับอยากรอก็รอไป รับผิดชอบชีวิตตัวเองก็แล้วกันแต่ถ้าติดโควิดตายไปก็เสียใจด้วยที่ข่าวสารไปไม่ถึงบ้านท่าน

บอกตรงๆ เลยว่า ในขณะที่ประเทศไทยเริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์แต่อเมริกายังไม่เห็นแสงสว่างใดๆ ทั้งที่ฉีดวัคซีนเทพที่ใครหลายคนยกย่องเชิดชูนี่แหละ

สตาร์บัคส์ เอาใจสายรักสุขภาพ เครื่องดื่มจากนม Plant-based และอาหารจากพืช #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601854

สตาร์บัคส์ เอาใจสายรักสุขภาพ  เครื่องดื่มจากนม Plant-based และอาหารจากพืช

สตาร์บัคส์ เอาใจสายรักสุขภาพ เครื่องดื่มจากนม Plant-based และอาหารจากพืช

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สตาร์บัคส์ ประเทศไทย เปิดตัวเมนูเครื่องดื่มใหม่ที่มีส่วนผสมจากนมที่ทำจากพืช (plant-basedmilk) คู่กับเมนูอาหาร เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใส่ใจสุขภาพ ร่วมด้วยเปิดตัวดริ๊งค์แวร์คอลเลคชั่นล่าสุด “A Siren Tale” สำหรับนักสะสม

โดยเมนูใหม่ ได้แก่ อัลมอนด์มิลค์ ฮันนี่ ลาเต้ และโอ๊ตมิลค์ ฮันนี่ ลาเต้ (Almondmilk Honey Latte and Oatmilk Honey Latte) กาแฟเอสเพรสโซ่ผสมผสานกับนมอัลมอนด์หรือนมข้าวโอ๊ต เพิ่มความหวานด้วยน้ำผึ้ง ด้านบนโรยด้วยโทสต์ฮันนี่ที่ให้รสชาติหวานเค็มกำลังดี พร้อมรื่นรมย์กับการกลับมาของเครื่องดื่มเมนูโปรดอย่าง โอ๊ตมิลค์ โกโก้ มัคคิอาโต (Oatmilk Cocoa Macchiato) กาแฟเอสเพรสโซ่เข้มข้นผสมรวมกับนมข้าวโอ๊ต เพิ่มความอร่อยด้วยซอสมอคค่าที่ด้านบนโดยทั้งสามเมนู มีให้เลือกทั้งเครื่องดื่มแบบร้อน เย็น และพิเศษ สำหรับแบบปั่นที่มาพร้อมกับวิปครีมสูตรพิเศษทำจากน้ำนมข้าว

นอกจากนี้ ยังมี ไอซ์ อัลมอนด์มิลค์ ฮันนี่ โกลเด้น มังกี้ ทีลาเต้ และ ไอซ์ โอ๊ตมิลค์ ฮันนี่ โกลเด้น มังกี้ ทีลาเต้(Iced Almondmilk Honey Golden Monkey Tea LatteandIced Oatmilk Honey Golden Monkey Tea Latte)ชาโกลเด้นมังกี้ผสมนมอัลมอนด์หรือโอ๊ตมิลค์ที่ลูกค้าชื่นชอบกับน้ำเชื่อมกลิ่นหอมหวานของน้ำผึ้งโรยด้วยโทสต์ฮันนี่ท็อปปิ้งด้านบน ซึ่งจะมีให้เลือกในรูปแบบเย็นเท่านั้นทั้งนี้ลูกค้าสามารถทานคู่กับเมนูอาหารภายใต้ธีม “Health & Wellness”ที่เน้นเมนูแซนด์วิชและขนมปังที่ทำจากพืช (plant-based) อาทิ แซนด์วิชแพลนต์เบสด์และมอสซาเรลล่าชีส ที่สอดไส้ด้วยเนื้อแพลนต์เบสด์และชีสเสิร์ฟพร้อมขนมปังบาแก็ตครัวซองต์เห็ดแชมปิญองและทรัฟเฟิล และ เค้กชาเขียวครีมสดสูตรไม่มีกลูเตน ซึ่งจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน ถึง 1 พฤศจิกายน นี้ที่ร้านสตาร์บัคส์ทุกสาขาทั่วประเทศ

นอกจากนี้ สตาร์บัคส์ยังได้เปิดตัวดริ๊งค์แวร์คอลเลคชั่นล่าสุด “A Siren Tale” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกใต้ทะเลและนางเงือก ซึ่งเป็นราชินีแห่งท้องทะเลอีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของสตาร์บัคส์ โดยการนำสัญลักษณ์หางนางเงือกและสัญลักษณ์ต่างๆ จากท้องทะเล อาทิ เปลือกหอยและปลาดาว มาใช้มาตกแต่งอย่างสวยงาม และเพิ่มความสดใสด้วยโทนสีพาสเทล อย่างสีชมพู และสีเขียวมิ้นท์ ดริ๊งแวร์คอลเลคชั่นใหม่นี้จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ร้านสตาร์บัสค์ทุกสาขาทั่วประเทศ

ลูกค้าสามารถเพลิดเพลินกับกาแฟแก้วโปรดผ่านบริการไดร์ฟทรูของสตาร์บัคส์ หรือสั่งเครื่องดื่มอาหาร เมล็ดกาแฟ ผลิตภัณฑ์ดริ๊งแวร์คอลเลคชั่นใหม่ล่วงหน้าและไปรับที่ร้านโดยไม่ต้องรอคิว ผ่านบริการ Mobile Order & Pick Up บนแอปฯ Starbucks Thailandและเดลิเวอรี่ด้วยฟีเจอร์ Starbucks® Delivers บนแอปฯให้ลูกค้าเพลิดเพลินกับประสบการณ์สตาร์บัคส์ ที่บ้านและสะสมดาวได้ทุกออเดอร์อย่างสะดวกสบาย ลดการเดินทางไปยังพื้นที่สาธารณะ เพื่อความปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรการของภาครัฐ

COS เปิดตัวคอลเลคชั่น AUTUMN WINTER โชว์แบบไฮบริด ใน LONDON FASHION WEEK เดือนกันยายนนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601852

COS เปิดตัวคอลเลคชั่น AUTUMN WINTER โชว์แบบไฮบริด  ใน LONDON FASHION WEEK เดือนกันยายนนี้

COS เปิดตัวคอลเลคชั่น AUTUMN WINTER โชว์แบบไฮบริด ใน LONDON FASHION WEEK เดือนกันยายนนี้

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

COS แบรนด์แฟชั่นจากกรุงลอนดอนที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมร่วมสมัย เป็นที่รู้จักจากการรังสรรค์คอลเลคชั่นที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างนวัตกรรมล้ำสมัยกับดีไซน์ที่สวมใส่ได้นานเหนือกาลเวลา เปิดตัวคอลเลคชั่น Autumn Winter 2021 ที่งาน London Fashion Week presented by Clearpay ในเดือนกันยายน 2021 ในรูปแบบของโชว์แบบไฮบริดที่ผสมผสานการเดินแคตวอล์กรวมเข้ากับภาพถ่ายเชิงศิลป์ และภาพเคลื่อนไหว โดยถ่ายทอดสดผ่าน cos.com

คอลเลคชั่น Autumn Winter นี้ กำเนิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงและการที่ผู้คนหันมาสนใจการมีเป้าหมายและความมุ่งมั่นอีกครั้ง ฤดูกาลนี้เป็นจุดเริ่มต้นแห่งทิศทางใหม่ของแบรนด์COS ซึ่งนำเสนอสไตล์ที่สวยงามเหนือกาลเวลาอันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ ถ่ายทอดผ่านเสื้อผ้าที่ดูมีระดับและมีความแปลกใหม่แคมเปญนี้นำเสนอมิติใหม่แห่งการมองวัฒนธรรมร่วมสมัยผ่านเลนส์แฟชั่น และร่วมถ่ายทอดโดย นักแสดง แมนนี่ จาซินโต(Manny Jacinto), นักกิจกรรม ผู้มองเห็นทิศทางของอนาคต และนักเล่าเรื่องอย่าง จานาญ่าฟิวเจอร์ คาน (Janaya Future Khan), นักแสดง โจดี้ เทอร์เนอร์-สมิธ (Jodie Turner-Smith)และซูเปอร์โมเดลชื่อดังราเควล ซิมเมอร์มันน์ (Raquel Zimmermann) รวมถึงนางแบบและนายแบบท่านอื่นๆ ที่เป็นนวัตกรและนักสร้างที่จะมาชวนให้คิดถึงอนาคต ผ่านการแสดงออกที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้มองอนาคตในมุมใหม่

นวัตกรรมด้านวัสดุและคอนเซ็ปต์การออกแบบที่เน้นการสวมใส่ได้นาน ยังคงเป็นหัวใจของ COS อยู่เช่นเคย และทางแบรนด์ยังคงยึดมั่นในความมุ่งมั่นที่จะสร้างความยั่งยืนผ่านคอลเลคชั่นที่รังสรรค์มาเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ว่าจะเป็นเส้นใยแบบออร์แกนิกไปจนถึงชิ้นผ้าที่นำไปรีไซเคิลทุกกระบวนการตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงผลิตได้ผ่านการพิจารณาอย่างละเอียด เพื่อลดการสร้างผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ

ช่างตัดเย็บของ COS ตีความรายละเอียดต่างๆ ที่ซ่อนอยู่รวมถึงตีความการสรรค์สร้างอันพิถีพิถันของเสื้อผ้าชิ้นที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นการมัดโดยใช้สีที่ตัดกัน การเย็บซ้ำด้วยมือเพื่อเสริมความแข็งแรง หรือการทำให้เสื้อผ้าสามารถปรับขนาดได้ COS ให้ความสำคัญกับฝีมืออันประณีตและการผลิตเสื้อผ้าที่สามารถสวมใส่ได้นาน ซึ่งโลโก้ใหม่จะปรากฏในคอลเลคชั่นนี้และโลโก้บนบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดจะเริ่มเปลี่ยนในฤดูใบไม้ร่วง บรรจุภัณฑ์ใหม่นี้ทำจากกระดาษที่ผลิตขึ้นอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น ถุงหูหิ้วที่ทำจากกระดาษแบบทอที่มีความทนทาน นวัตกรรมของวัสดุใหม่นี้จึงทำให้บรรจุภัณฑ์สามารถนำไปรีไซเคิลได้ 100% ตรงกับการให้คุณค่าด้านความยั่งยืนของแบรนด์อีกด้วย

‘ทุนน้ำใจทีเอพี’ ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601796

‘ทุนน้ำใจทีเอพี’ ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

‘ทุนน้ำใจทีเอพี’ ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปริญ มาลากุล ณ อยุธยา ร่วมมอบ “ทุนน้ำใจทีเอพี” ให้กับ ปิยังกูร เวชพันธ์ โดยมี ธารดล เย็นเพชร รองนายกอบต.ไทรใหญ่ และ วัยวัลย์ รอดหลำ รองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล รักษาราชการแทนปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลราษฎร์นิยม ร่วมรับมอบและเป็นสักขีพยาน ณ ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี

กลุ่มบริษัททีเอพี เข้าสู่การก่อตั้งในปีที่ 26 เดินหน้าร่วมพัฒนาชุมชนรอบโรงงานให้เติบโตอย่างมั่นคงด้วยการสนับสนุนการศึกษาให้เยาวชน มอบ “ทุนน้ำใจทีเอพี”ให้แก่นักเรียนนักศึกษาที่มีความประพฤติและผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี รวมจำนวนทั้งสิ้น 53 ทุน ปีการศึกษา 2564 เพื่อเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนในชุมชนให้เรียนจนสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา สานต่อความฝันในการประกอบอาชีพที่มุ่งหวังของตัวเองโดยไม่ต้องชดใช้ทุนและจะได้นำองค์ความรู้กลับมาพัฒนาชุมชนต่อไปในอนาคต สร้างชุมชนที่แข็งแรงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดียิ่งขึ้นตามเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแผนแม่บทอย่าง “Brew a Better World” อันเป็นแนวคิดจากกลุ่มบริษัททีเอพีที่ได้ทำอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 11

ปริญ มาลากุล ตัวแทนผู้บริหารกลุ่มบ.ทีเอพี

โครงการ “ทุนน้ำใจทีเอพี” เป็นทุนการศึกษาแบบต่อเนื่องมอบให้แก่เยาวชนที่เรียนดีและมีความประพฤติดี ให้ได้มีโอกาสศึกษาจนจบระดับปริญญาตรี มอบทุนให้แก่เยาวชนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา 1 จนถึงระดับอุดมศึกษา ที่มีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า3.00 ในทุกๆ ปี หรือเป็นเยาวชนที่มีความสามารถหรือเป็นเยาวชนตัวอย่างที่สร้างชื่อเสียงให้ชุมชน โดยทุนนี้พิจารณามอบให้เยาวชนใน 2 ตำบลของจังหวัดนนทบุรี คือตำบลราษฎร์นิยม และตำบลไทรใหญ่ ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ชุมชนที่อยู่บริเวณโรงงานของเราโดยในปีนี้เนื่องจากสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ทางบริษัทได้มอบทุนการศึกษาโอนเข้าบัญชีธนาคารของผู้รับทุนโดยตรง “การศึกษาถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาชุมชนไปจนถึงการพัฒนาประเทศในมิติต่างๆบริษัทจึงเล็งเห็นความสำคัญและพร้อมมอบโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนเพราะเชื่อว่าพวกเขาจะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป โดยเราได้เริ่มการสนับสนุนเยาวชนในชุมชนรอบโรงงานของเรา เมื่อบริษัทเติบโตอย่างมั่นคง ส่งต่อโอกาสการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากรในชุมชนให้เข้มแข็งจะเกิดการเติบโตที่ยั่งยืนทั้งบริษัทและชุมชนตามสังคมอุดมคติที่ดีในอนาคต” ปริญ มาลากุล ตัวแทนผู้บริหารกลุ่มบริษัท ทีเอพี กล่าวทิ้งท้าย

ปิยังกูร เวชพันธ์ รับทุนน้ำใจทีเอพีมาอย่างต่อเนื่อง

ปิยังกูร เวชภัณฑ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ การบริหารภาครัฐและเอกชน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้รับทุนการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จนถึงปัจจุบันรวมเวลา 11 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนในกลุ่มแรกที่บริษัทเริ่มดำเนินการมอบทุนการศึกษาและยังคงได้รับต่อเนื่องที่ผ่านมา ปิยังกูรเป็นนักเรียนตัวอย่างที่มีผลการเรียนดีมาโดยตลอดจนเข้าสู่ปีสุดท้ายของการศึกษาในระดับอุดมศึกษา“ขอขอบคุณกลุ่มบริษัททีเอพี ที่จัดตั้งโครงการ “ทุนน้ำใจทีเอพี” มาสานฝันของเด็กๆ และเยาวชนในชุมชน ทุนการศึกษานี้ได้ช่วยเปิดโอกาสให้ผมเป็นอย่างมาก เป็นการนำไปสู่ประตูความสำเร็จในชีวิตของตัวผมและเยาวชนอีกหลายคน ช่วยแบ่งเบาภาระในครอบครัวและทำให้มีโอกาสได้เรียนในระดับปริญญาตรี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่ผมจะเรียนจบสร้างความภาคภูมิใจให้ผมและครอบครัวเป็นอย่างมาก หลังจากเรียนจบผมจะใช้ความรู้ที่เรียนมาช่วยเหลือและพัฒนาสังคมต่อไปแน่นอนครับ”

ทีทีบีไดรฟ์ สนับสนุนกิจกรรมช่วยคนไทยสู้ภัยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601825

ทีทีบีไดรฟ์ สนับสนุนกิจกรรมช่วยคนไทยสู้ภัยโควิด-19

ทีทีบีไดรฟ์ สนับสนุนกิจกรรมช่วยคนไทยสู้ภัยโควิด-19

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ทีทีบีไดรฟ์ (ttb DRIVE) นำโดย นายสุรศักย์ อาปตาคม หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร งานขายและเครือข่ายธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ และ นายชัชฤทธิ์ ตั้งเถกิงเกียรติ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ผลิตภัณฑ์ธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี (ttb) มอบเงินบริจาคจำนวน 1,170,000 บาท สนับสนุนโครงการ #ช่วยด้วยแชร์ ให้แก่ สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว โดยมี นายวิสุทธิ์ เหมพรรณไพเราะ ประธานสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว รับมอบ

สำหรับโครงการ #ช่วยด้วยแชร์ เป็นโครงการที่ ttb DRIVE ร่วมกับผู้ประกอบการเต็นท์รถทั่วประเทศจัดขึ้น เพื่อนำเงินบริจาคไปช่วยในกิจกรรมป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 และช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเงินบริจาคจำนวน 500,000 บาท ได้นำไปมอบให้แก่มูลนิธิรามาธิบดี เพื่อสนับสนุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่วนเงินที่เหลือจะนำไปช่วยเหลือในด้านอื่นๆ อาทิ ค่าอาหารให้กับผู้ยากไร้ การจัดทำโรงพยาบาลสนาม การจัดซื้ออุปกรณ์ป้องกันการแพร่ระบาด และการจัดหาถุงยังชีพ เป็นต้น ทั้งนี้ ttb DRIVE และพันธมิตร พร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาช่วยเหลือและขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน

ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัด แนะนั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601857

ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัด  แนะนั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม

ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัด แนะนั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19ในปัจจุบันทำให้หลายคนจำเป็นต้องทำงานที่บ้าน (Work from home) แต่ทราบหรือไม่ว่าการนั่งทำงานอยู่ในท่าเดิมนานๆ โดยไม่ขยับหรือเปลี่ยนอิริยาบถ รวมถึงการนั่งอย่างที่ไม่เหมาะสม อาจเสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดหลังจากการนั่งผิดท่าเป็นระยะเวลานาน และอาจลุกลามจนเป็นออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) ได้โดยไม่รู้ตัว แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผมจากสารสกัดธรรมชาติ “ธัญ” (THANN)ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัด กภ.บุญญาพร เลิศวัฒนกิตติ มาแนะ “นั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) พร้อมเทคนิคการนวดผ่อนคลายตัวเองระหว่างการทำงานที่บ้าน” กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสร้างความผ่อนคลาย อาทิ “ไทม์ ทู รีเฟรช” (Time to RefreshTM), “ก้านไม้หอม” (Aroma diffuser), “บาธ แอนด์ มาสสาจ ออยล์” (Bath & Massage Oil) และ “บอดี้
บัตเตอร์” (Body Butter)  

กภ.บุญญาพร เลิศวัฒนกิตติ

กภ.บุญญาพร เลิศวัฒนกิตติ ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัด ได้แนะนำการจัดท่านั่งทำงานอย่างไรให้ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม พร้อมเทคนิคการนวดผ่อนคลายตัวเองระหว่างการทำงานที่บ้าน ว่า “ออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) คือ กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) รวมถึงอาการปวดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อและเอ็น (Tendinitis) และอาการปวดชาจากปลายประสาทที่ถูกกดทับบริเวณหลัง บ่า คอ ศีรษะ แขน และข้อมือ อาการเหล่านี้มักพบได้บ่อยกับกลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่นั่งทำงานในท่าเดิมนานเกินไป โดยไม่มีการขยับปรับเปลี่ยนท่าหรืออิริยาบถ ซึ่งอาการในระยะแรกนั้นอาจไม่รุนแรงมากเหมือนเป็นการปวดธรรมดาทั่วไป หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาการอาจรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นโรคปวดเรื้อรังได้

ดังนั้นการจัดท่านั่งที่ถูกต้องในการทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจ เริ่มจาก ศีรษะ ตั้งตรง ไม่ยื่นคอ เก็บคาง ไม่หนีบโทรศัพท์คุย ตา อยู่ระดับเดียวกับหนาจอ ห่างประมาณ 45-60 ซม.หลัง นั่งหลังตรง พิงพนักเล็กน้อย ต้นขาและสะโพก นั่งบนเบาะให้เต็มก้น และขนานกับพื้น ข้อมือและแขน อยู่ระนาบเดียวกับแป้นพิมพ์ หากใช้เม้าส์ควรมีที่รองข้อมือ ข้อศอก แนบลำตัว งอศอกทำมุม 90-120 องศา ไหล่ ไม่ยกและปล่อยแขนช่วงบนตามธรรมชาติ หัวเข่า ควรอยู่ระดับเดียวกับสะโพก ให้ปลายเท้าวางล้ำไปข้างหน้าเล็กน้อย เท้า วางแนบพื้น หากความสูงของโต๊ะไม่พอดี ควรใช้กล่องหรือที่รองมาไว้วางเท้า

คนส่วนใหญ่ที่นั่งทำงานทั้งวันมักมีอาการปวดหลังส่วนบนและส่วนล่างตามมา สาเหตุจากท่านั่งที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการนั่งท่าใดท่าหนึ่งนานจนเกินไป ดังนั้นควรแก้ด้วยการเปลี่ยนอิริยาบททุก 1 ชั่วโมงด้วยท่าที่เหมาะสม ได้แก่

ผสานมือทั้ง 2 ข้างเหยียดตรงขึ้นไปเหนือศีรษะ ยืดตัวค้างไว้ 10 วินาที ทำติดต่อกัน 5 ครั้ง จะช่วยฝึกยืดตัวระหว่างนั่งทำงาน

นำมือทั้ง 2 ข้างเท้าเอวแล้วหมุนสะโพกไปข้างหลัง สลับกันซ้าย-ขวา ทำซ้ำ 20 ครั้ง จะช่วยให้กระดูกสันหลังยืดยุ่นตัวมากขึ้น ช่วยลดอาการปวดหลังได้

เก็บคางเข้าหาแนวกลางลำตัวค้างไว้ 5 วินาที ทํา10 ครั้ง จะช่วยลดภาวะคอยื่นไปข้างหน้า

นอกจากนี้ยังมีวิธีผ่อนคลายส่วนต่างๆ ของร่างกายจากอาการเมื่อยล้า โดยสามารถทำได้ดังนี้

ยืนตัวตรงชิดกําแพง พยายามให้ศีรษะ ไหล่ และหลัง ชิดติดกําแพงให้มากที่สุด ยกแขนขึ้นทํามุมตั้งฉาก ผ่อนบ่าสบายๆ ให้รู้สึกเกร็งบริเวณสะบักด้านหลังค้างไว้ 10 วินาที  ทําซํ้า 10 ครั้ง จะช่วยลดการเกร็งของคอ บ่าและไหล่

ยืนก้มตัวหันหน้าเข้าหากำแพงในระยะห่างที่พอดี โน้มตัวไปข้างหน้าโดยใช้มือยันกําแพงไว้ และปล่อยตัวลง ค้างไว้ 10 วินาที ทําซํ้า 5-6 ครั้ง จะช่วยยืดกล้ามเนื้อด้านหน้า และลดภาวะหลังค่อม

นั่งไขว้ขาข้างขวาเหมือนท่านั่งไขว่ห้าง แล้วหมุนลําตัวด้านบนไปทางขวาค้างไว้ 10 วินาที  ทํา 5-6 ครั้ง แล้วสลับข้างจะช่วยลดอาการปวดเมื่อยหลังและสะโพก

นั่งไขว้ขาข้างขวาเป็นเลข 4 แล้วก้มตัวลงไปด้านหน้าค้างไว้ 10 วินาที  ทํา 5-6 ครั้งแล้วสลับข้าง จะช่วยลดอาการปวดหลัง, สะโพกและก้น

ภาวะออฟฟิศซินโดรมนั้น นอกจากจะมีสาเหตุหลักมาจากการนั่งทำงานด้วยท่าที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานานแล้ว ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยร่วม คือ “ความเครียด” จากการทำงาน ดังนั้นจึงควรหาเวลาผ่อนคลายทางด้านอารมณ์ระหว่างการทำงานด้วยการใช้กลิ่นหอมบำบัด (Aromatherapy) จากน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ อาทิ ไทม์ ทู รีเฟรช และ ก้านไม้หอม นอกจากนี้การทำสปาด้วยตัวเองที่บ้านด้วยการแช่ตัวในน้ำอุ่นที่ผสมบาธ แอนด์ มาสสาจ ออยล์ หรือการนวดตัวด้วยบอดี้ บัตเตอร์ ร่วมกับท่านวดเพื่อความผ่อนคลาย นอกจากจะช่วยคลายกล้ามเนื้อและความเครียดแล้ว ยังสามารถบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้นไปพร้อมกันได้”

อัพเดทเทรนด์สุขภาพกับนวัตกรรมการตรวจยีน พลิกอนาคตแห่งการรักษามะเร็งแบบจำเพาะบุคคล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601827

อัพเดทเทรนด์สุขภาพกับนวัตกรรมการตรวจยีน พลิกอนาคตแห่งการรักษามะเร็งแบบจำเพาะบุคคล

อัพเดทเทรนด์สุขภาพกับนวัตกรรมการตรวจยีน พลิกอนาคตแห่งการรักษามะเร็งแบบจำเพาะบุคคล

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด ผู้นำด้านนวัตกรรมการดูแลสุขภาพแบบจำเพาะบุคคลและการตรวจวินิจฉัย ได้จัดการเสวนาในหัวข้อ “The Future of Personalised Healthcare :อัพเดทเทรนด์สุขภาพคนไทยช่วงโควิด-19 เผยนวัตกรรมการตรวจยีนที่จะมาพลิกอนาคตแห่งการรักษามะเร็ง”ในโอกาสครบรอบ 125 ปีของการก่อตั้งและ 50 ปีของการมีส่วนร่วมส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยในสังคมไทย

ภายในงานได้รับเกียรติจากนักวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แม่นยำ เพื่อร่วมกันเผยอนาคตแห่งการดูแลสุขภาพแบบจำเพาะบุคคลที่เปรียบเสมือนความหวังใหม่ของผู้ป่วยมะเร็งชาวไทยทุกคนโดยพูดคุยเจาะลึกถึงประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจยีนแบบครอบคลุม นวัตกรรมการรักษา โอกาสการเข้าถึงที่สะดวกและรวดเร็วขึ้น ข้อสรุปจากการเสวนาชี้ว่าการตรวจยีนแบบครอบคลุมจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการวินิจฉัยของแพทย์ เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาที่สอดคล้องกับรูปแบบการกลายพันธุ์ของยีนที่เป็นสาเหตุการเกิดมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ นวัตกรรมนี้ช่วยให้ทั้งแพทย์ ผู้ป่วย และผู้ดูแลสามารถรับมือกับโรคร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครับและภาคเอกชนต่างก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาแบบจำเพาะบุคคลให้แก่ผู้ป่วยไทยในอนาคต

ปิยะ เมฆานันท์ ผู้จัดการกลยุทธ์และข้อมูลเชิงลึก จากบริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของคนไทยในช่วงโควิด-19 ว่า “ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาด ทำให้หน่วยงานต่างๆ ใช้มาตรการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าคำค้นหา (keyword) ที่คนไทยนิยมใช้หาข้อมูลออนไลน์ในช่วงนี้สะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่สามารถทำหรือใช้งานภายในบ้าน ควบคู่ไปกับพฤติกรรมด้านสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ คนไทยจำนวนมากหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพทั้งทางกายและทางใจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น การเลือกวัตถุดิบและวิธีการปรุงอาหารเพื่อสุขภาพ วีดีโอคลิปออกกำลังกายและอุปกรณ์ออกกำลังกาย สื่อบันเทิงเพื่อช่วยคลายเครียด เป็นต้น

นอกจากนี้ หากพิจารณาโดยละเอียดจะพบว่าคนไทยเฟ้นหาผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่เฉพาะเจาะจงหรือออกแบบมาให้เหมาะสมกับความต้องการของตนเองอีกด้วย ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่สินค้าและบริการทุกวันนี้พยายามออกแบบมาให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคแต่ละคน หรือ personalisedมากขึ้นนั่นเอง ส่วนมลภาวะที่อาจเป็นภัยต่อสุขภาพ อย่างฝุ่น PM2.5 ก็ได้รับความสนใจจากคนไทยเป็นระลอกเช่นกัน แต่ในทางตรงข้าม คำค้นหาที่เกี่ยวข้องการตรวจสุขภาพกลับลดต่ำลง ซึ่งอาจเป็นผลจากความกังวลของประชาชน ว่าการไปโรงพยาบาลในช่วงโควิด-19 อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะสัมผัสกับเชื้อโรคได้”

แนวโน้มการค้นหาข้อมูลออนไลน์ยังแสดงให้เห็นว่า เมื่อนึกถึงการดูแลสุขภาพ คนไทยมักให้ความสำคัญกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต การดูแลรักษาทางการแพทย์ สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวชี้วัดด้านสุขภาพ ทั้งยังถือเป็นการให้ความร่วมมือกับบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานอย่างหนักและต่อเนื่อง เพื่อแสวงหาหนทางรับมือกับโรคร้ายอย่าง “มะเร็ง” ทั้งนี้ ศ.นพ.มานพ พิทักษภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เผยว่า สาเหตุการเกิดมะเร็งอาจมาจากอีกปัจจัยหนึ่งที่คนไทยจำนวนไม่น้อยอาจไม่เคยตระหนักมาก่อน นั่นก็คือ ลักษณะทางพันธุกรรมหรือยีน (gene) ซึ่งถ่ายทอดภายในครอบครัวจากสมาชิกรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ในร่างกายแต่ละคนประกอบด้วยยีนที่มีลักษณะจำเพาะ เป็นเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำกัน โดยยีนนับได้ว่าเป็นตัวชี้วัดด้านสุขภาพที่มีบทบาทสูงถึง 22%

ขณะที่ มร.ฟาริด บิดโกลิ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โรช ไทยแลนด์ เมียนมา กัมพูชา และลาว บริษัทชั้นนำของโลกด้านนวัตกรรมการวินิจฉัยและการรักษาโรคมะเร็ง เผยถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันที่ช่วยให้เข้าใจความหลากหลายของรูปแบบการกลายพันธุ์ของยีนได้ดียิ่งขึ้นว่า “ในอดีต มะเร็งถูกมองว่าเป็นโรคในระดับอวัยวะหรือระดับเซลล์ ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งชนิดเดียวกันได้รับการรักษาเหมือนกันโดยพิจารณาจากระยะของโรคและขนาดของก้อนมะเร็งเท่านั้น ส่งผลให้ประสบการณ์การรักษามะเร็งในผู้ป่วยบางรายไม่ดีเท่าที่ควร แต่ทุกวันนี้ความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์และการวิจัยเฉลยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วมะเร็งเป็นโรคในระดับยีน ดังนั้น แนวทางการรับมือกับมะเร็งจึงควรเปลี่ยนจากการรักษาบนมาตรฐานเดียวกัน (One-size-fits-all approach) ไปสู่การรักษาแบบจำเพาะบุคคล (Personalised healthcare) โดยเทคโนโลยีการตรวจยีนแบบครอบคลุม (Comprehensive Genomic Profiling) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในขั้นตอนการวินิจฉัย กล่าวคือ แม้จะป่วยเป็นมะเร็งชนิดเดียวกัน แต่รูปแบบการกลายพันธุ์ของยีนที่เป็นสาเหตุนั้นอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน ทำให้แพทย์ต้องวางแผนการรักษาให้สอดคล้องกับความผิดปกติของยีน ระยะของโรค และความแข็งแรงทางกายของผู้ป่วย”

ที่ผ่านมา โรช ได้นำศักยภาพและความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงจุดแข็งด้านเทคโนโลยี มาใช้เพื่อยกระดับการตรวจวินิจฉัยและการรักษามะเร็งแบบจำเพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา การทำวิจัยทางคลินิก ฐานข้อมูล (database) เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ลักษณะทางพันธุกรรมด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่วนในอนาคตอันใกล้นี้ มร.ฟาริด ระบุว่า “ปลายปี 2564 นี้ ผู้ป่วยมะเร็งในประเทศไทยกำลังจะมีโอกาสได้เข้าถึงนวัตกรรมการตรวจยีนแบบครอบคลุม ซึ่งใช้เวลารอผลแล็บสั้นลงและมีความใช้จ่ายน้อยลง เพราะโรชตระหนักดีว่าเวลาทุกวินาทีของผู้ป่วยมะเร็งมีค่า การได้รับผลตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำและได้รับการรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงทีช่วยคลายความกังวลให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลได้อย่างมาก ด้วยเหตุนี้ โรช จึงสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ตรวจยีนแบบครอบคลุมที่ศิริราช ทำให้ไม่ต้องส่งตัวอย่างเลือดหรือชิ้นเนื้อของผู้ป่วยไปวิเคราะห์ที่แล็บในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจใช้ระยะเวลารอผลแล็บร่วมเดือน”

ผลกระทบของโควิด 19 กับไต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601824

ผลกระทบของโควิด 19 กับไต

ผลกระทบของโควิด 19 กับไต

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นอกจากผู้ป่วยโควิด 19 ที่มีอาการรุนแรงอาจมีปัญหาไตวายเฉียบพลันในระหว่างที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และเป็นสาเหตุหนึ่งที่มีส่วนทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว ยังมีข้อมูลที่พบว่าการเจ็บป่วยด้วยโควิด 19 มีผลระยะยาวต่อการทำงานของไตอีกด้วย

มีรายงานที่น่าสนใจเรื่องผลกระทบระยะยาว ต่อไตในผู้ป่วยโควิด 19 ลงในวารสารโรคไตแห่งสหรัฐอเมริกา เป็นการศึกษาเปรียบเทียบทหารผ่านศึกอเมริกันที่รอดชีวิตจากโควิด 19 จำนวน 89,216 ราย เปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่เป็นโควิด 19 จำนวน 1,637,467 ราย ติดตามไป 6 เดือน

พบว่าการเกิดไตบาดเจ็บเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury,AKI), การลดลงของอัตราการกรองของไต (eGFR decline), โรคไตระยะสุดท้าย (End Stage Kidney Disease, ESKD) และเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์สำคัญต่อไต (Major Adverse Kidney Events, MAKE) ซึ่งหมายถึงการลดลงของอัตราการกรองของไตมากกว่า 50% หรือโรคไตระยะสุดท้าย หรือเสียชีวิต เพิ่มขึ้นในผู้ป่วยที่หายป่วยจากโควิด 19 โดยเฉพาะผู้ป่วยนอนโรงพยาบาล ผู้ป่วยนอนหอผู้ป่วยวิกฤต และเพิ่มขึ้นมากในผู้ป่วยที่มีปัญหาไตวายเฉียบพลันขณะที่ป่วยเป็นโควิด 19

อัตราการกรองของไตที่ลดลงในช่วง 30 วัน เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นโควิด 19 พบว่า ในผู้ป่วยโควิด 19 ที่ไม่ได้นอน รพ.ลดลงเฉลี่ย 3.26 ในผู้ป่วยที่นอน รพ.ลดลงเฉลี่ย 5.20 และในผู้ป่วยที่นอนในหอผู้ป่วยวิกฤตลดลง 7.69 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ 1.73 ตารางเมตร

ดังนั้นผู้ป่วยโควิด 19ที่หายป่วยแล้ว ควรติดตามการทำงานของไตอย่างต่อเนื่องนะครับพลอากาศโท นายแพทย์ อนุตตร จิตตินันทน์

ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย จัดโครงการ ‘ASCO ร่วมใจต้านภัย COVID-19’ ระดมเงินได้ 47.6 ล้านบาท สนับสนุนบุคลากรสาธารณสุขและช่วยเหลือผู้ป่วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601797

สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย จัดโครงการ ‘ASCO ร่วมใจต้านภัย COVID-19’  ระดมเงินได้ 47.6 ล้านบาท สนับสนุนบุคลากรสาธารณสุขและช่วยเหลือผู้ป่วย

สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย จัดโครงการ ‘ASCO ร่วมใจต้านภัย COVID-19’ ระดมเงินได้ 47.6 ล้านบาท สนับสนุนบุคลากรสาธารณสุขและช่วยเหลือผู้ป่วย

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ASCO ร่วมใจต้านภัย COVID-19

สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย ร่วมกับสมาชิก 31 บริษัท จัดทำ “โครงการ ASCOร่วมใจต้านภัย COVID-19” นำเงินรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์กึ่งหนึ่งของวันที่ 11 สิงหาคม 2564 บริจาคเข้าร่วมโครงการฯ โดยสามารถระดมทุนได้จำนวน 47.6 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย COVID-19

โดย พิเชษฐ สิทธิอำนวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (Association of Thai Securities Companies) หรือ ASCO เปิดเผยว่า สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยและสมาชิกของสมาคมฯ ได้ตระหนักและเล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับสังคมในช่วงการระบาดของ COVID-19ในประเทศไทย สมาคมฯ จึงได้จัดทำ“โครงการ ASCO ร่วมใจต้านภัย COVID-19”โดยสมาชิกร่วมนำเงินรายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์กึ่งหนึ่งของวันที่ 11สิงหาคม 2564 มาบริจาคเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ เพื่อนำไปช่วยเหลือและสนับสนุนการดำเนินการในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและรักษาผู้ติดเชื้อไวรัส COVID-19

พิเชษฐ สิทธิอำนวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย

ทั้งนี้ ทางสมาคมฯ และสมาชิกที่เข้าร่วมจำนวน 31 บริษัท สามารถระดมเงินบริจาคทั้งจากสมาชิกและจากส่วนของสมาคมฯ ได้ทั้งสิ้น 47.6 ล้านบาท และได้จัดสรรเงินบริจาคออกเป็น 4 ส่วนเพื่อให้ครอบคลุมการช่วยเหลือและสนับสนุนในด้านต่างๆ ดังนี้ ส่วนที่ 1 จัดหาเครื่องมือแพทย์และครุภัณฑ์เพื่อปรับปรุงพื้นที่ของโรงพยาบาลในการรองรับผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ที่ต้องมารับการรักษาที่โรงพยาบาลในวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท

ส่วนที่ 2 สนับสนุนการตรวจเชิงรุกและช่วยเหลือประชาชนและครอบครัวที่ประสบภัยจาก COVID-19 ให้สามารถฝ่าฟันความทุกข์ที่เผชิญอยู่ ในวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยสนับสนุนหน่วยงาน มูลนิธิและจิตอาสาที่ทำงานทางด้านนี้ ตั้งแต่การตรวจเชิงรุก การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยการจัดชุดยาเบื้องต้น รวมถึงการจัดข้าวสาร อาหารแห้งให้กับผู้ป่วยและครอบครัว

ส่วนที่ 3 สนับสนุนเงินจำนวน 10 ล้านบาท และจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 5 ล้านบาท โดยร่วมมือกับอีก 4 องค์กร เพื่อจัดหาเครื่องผลิตออกซิเจน (oxygen concentrator) ขนาด 5 ลิตร และ 10 ลิตร จำนวน 790 เครื่อง เพื่อนำไปใช้กับผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ที่แยกกักตัวที่บ้านหรือที่แยกกักตัวในชุมชน ที่เริ่มมีปัญหาระบบทางเดินหายใจไม่ให้มีอาการทรุดหนักลง หรือมีเวลาที่จะนำไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่อไป โดยส่วนนี้สมาคมฯได้ดำเนินการร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา

และส่วนสุดท้าย จำนวนเงินส่วนที่เหลือไม่น้อยกว่า 22.6 ล้านบาท ทางสมาคมฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญของบุคลากรทางด้านสาธารณสุข ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการต้านภัย COVID-19 ที่มีความเสี่ยงสูงในการสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ จึงได้ร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ในการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่มีคุณภาพทางการแพทย์ สำหรับบุคลากรทางด้านสาธารณสุขในการทำงานรักษาและป้องกันการติดเชื้อCOVID-19 โดยจะจัดสรรไปยังหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่ขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะสามารถแจกจ่ายให้กับหน่วยงานต่างๆ ได้มากกว่า 100 แห่ง

“นับตั้งแต่ก่อตั้งสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยเมื่อปี 2535 เป็นต้นมาสมาคมฯ ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาที่มีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างเสมอ เมื่อครั้งประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554 สมาคมฯ ได้ระดมทุนจำนวนมากกว่า 40 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในขณะนั้น และเมื่อ COVID-19 เริ่มระบาดในรอบแรกทางสมาคมฯ ได้ระดมทุนจำนวน 4 ล้านบาท และในครั้งนี้เมื่อเกิดการแพร่ระบาด COVID-19 รอบใหม่ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา ทำให้มีผู้ประสบภัยจำนวนมาก และมีผู้เสียสละมากมายในการทำงานเพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาด ทางสมาชิกของสมาคมฯ จึงได้มีการปรึกษาหาแนวทางที่เราจะร่วมใจกัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ภัยนี้ และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ป่วยและครอบครัว เราหวังว่าการการดำเนินการตามโครงการ ASCO ร่วมใจต้านภัย COVID-19 ในครั้งนี้ จะเป็นหนทางหนึ่งในการช่วยให้บุคลากรด่านหน้ามีความปลอดภัยมากขึ้น และช่วยสร้างขวัญและกำลังใจในการดำเนินการ รวมทั้งช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ป่วยและครอบครัว ให้สามารถต่อสู้กับภัยที่เผชิญอยู่”พิเชษฐ กล่าวทิ้งท้าย

สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (Association of Thai Securities Companies)เป็นสมาคมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักทรัพย์สมาคมแรกในประเทศไทย ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 โดยมีการจัดตั้งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2516 ในนาม “สมาคมไทยเงินทุนและหลักทรัพย์” โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นศูนย์รวมของบริษัทหลักทรัพย์
เพื่อส่งเสริมพัฒนาตลาดทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ เพื่อการพัฒนามาตรฐานในการประกอบธุรกิจ เพื่อร่วมมือกับหน่วยงานทางการในการออกกฎระเบียบเกี่ยวกับธุรกิจหลักทรัพย์ รวมทั้งเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนไทย ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 42 บริษัท

คุณแหน : 14 กันยายน 2564 #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/601858

คุณแหน

คุณแหน : 14 กันยายน 2564

วันอังคาร ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ll ในบรรดากูรูการตลาดชาวฝรั่ง “ทำเล”ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่ง สำหรับกูรูชาวเอเชี่ยนก็ให้น้ำหนักความสำคัญกับ “ทำเล” เช่นกัน แต่ยังมีศาสตร์ที่เรียกว่า “ฮวงจุ้ย” แฝงไว้อย่างมีนัยสำคัญอีก อาทิ เมื่อหลายปีก่อนที่มหานครนิวยอร์กเป็นเรื่องฮือฮามาก เพราะมีอินเวสเม้นท์แบงก์ใหญ่ของอเมริกา ลงทุนหลายสิบล้านเหรียญจ้างซินแสฮ่องกงมากำหนดฮวงจุ้ยในการสร้าง สนญ.แห่งใหม่… หมู่บ้านสุดหรูย่านบางนา-ตราดที่เป็นนิวาสสถานของท่านเจ้าสัวใหญ่ ท่านขออนุญาตทั้งนิติบุคคลและเพื่อนบ้านเพื่อเคลียร์เสาไฟฟ้าออกเอาสายลงใต้ดินหมดเพื่อความสวยงามและที่สำคัญตามฮวงจุ้ยของซินแส นับว่า “ท้องของมังกรทอง” ตั้งอยู่ในอาณาเขตนี้… สัปดาห์ที่แล้ววงการเมืองไทยสุดช็อก เมื่อพรรค พปชร.เกิดแตกกันในวาระโหวตไม่ไว้วางใจ จนมีผลให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ต้องพ้นจากตำแหน่งรมช.ไป เมื่อมีผู้ถามอดีต รมช.ว่าคลื่นลมสงบแล้วจะกลับไหม ท่านตอบแบบไม่ต้องคิดว่าไม่กลับแล้ว ที่ทำการพรรคนี้ฮวงจุ้ยไม่ดี !…

llควันหลงวิกฤตการโหวตไม่ไว้วางใจนายกฯอาฟเตอร์ช็อกยังคงไหวตัวทั่วทั้งวงการ ผู้คนไม่อาจรู้ว่า อะไรเป็นอะไร เพราะที่กระเพื่อมอยู่จู่ๆ ก็อาจเป็นแผ่นดินไหวขนาด 9 ริกเตอร์ได้ จังหวะเหมาะได้โอกาสพูดคุยกับเกจิการเมืองผู้รู้นักกฎหมายอาวุโส อดุลย์ ตั้งสัตยาภิรมย์ ระบุว่าแก้วที่ร้าวลึกย่อมใช้งานอีกไม่ได้ สิ่งที่เพิ่งปรากฏผ่านไปคือการปฏิวัติเงียบ ส่วนความล้มเหลวของ รมช.ธรรมนัส พรหมเผ่า คือ “ใช้คนไม่เป็น ตัวเล่นไม่คม” ตัวแกนนำ “4 ช.” ของท่านรมช.สกรีนไม่ขาด ประวัติศาสตร์มีมาแล้วเมื่อสมัยคณะทหารนักปฏิวัติไม่มาตามนัด ยังไม่ทันไรเกิดการตีจาก 1 ช.พ่อพาเข้าพบผู้ใหญ่ขอขมาลาโทษ อีก 1 ช.อาวุโสรีบแยกตัวแยกฝ่ายให้ผู้ใหญ่รับรู้ 1 ช.สุดท้ายได้แค่เป็นไม้ประดับ แล้วท่านหัวหน้าทีมจะเหลืออะไร?… จากจุดนี้ท่านอาวุโสของเราทำนายว่า เรื่องยังไม่จบ ยังมีบันไดอีก 3 ขั้น, 1) ผู้กองธรรมนัส พักรักษาแผล2) รวบรวมไพร่พลตั้งพรรค 3) รอจังหวะสำคัญอาจเป็นพันธมิตรกับพรรคใหญ่ฝ่ายค้านเลย…

ll คณะแพทยศาสตร์ มช.ขอแสดงความยินดีกับ ผศ.นพ.เศรษฐพงศ์ บุญศรี และคณะรพ.มหาราชนครเชียงใหม่ ในโอกาสได้รับ“รางวัลดีเด่น Good in Change ประจำปี 2564”จากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล(องค์การมหาชน) โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศเปรียบเทียบวัดระดับคุณภาพโรงพยาบาล (THIP) ซึ่งเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจเป็นที่ยิ่ง…

ll ท่านผู้หญิงธิดา เศวตศิลา เพิ่งพบเหลนน้อย “น้องทีเค” ลูกชายของ “น้ำตาล” ลูกสาว ธาดา-มยุราเศวตศิลา…แลดูคุณทวดมีความสุขมากๆ…

llส่วนคุณปู่คุณย่าคู่ล่าสุด สุเทพ-วันจันทร์ บวรพานิช กำลังหลงใหลได้ปลื้มหลานชายคนแรกที่กำลังอ้อแอ้น่ารักเป็นที่สุด…

ll วีระพงศ์มีสถาน เขียนหนังสือชื่อ “ปรุงชีวิต ให้สุข”เล่าเรื่องชีวิตหญิงสามัญชน ผู้ปรุงรสชาติชีวิตคิดชอบ ท่านคือ คุณแม่บุญเรือน คิดชอบ มารดาของอดีต ออท. วิมล คิดชอบ …เมื่ออ่านแล้วได้ข้อคิดดีๆ มากมาย ปัจจุบันคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ สุขภาพ กายใจแข็งแรง เป็นชาวเมืองสยามก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น “ประเทศไทย”…หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์ เพื่อร่วมสร้างอนาคตเด็กด้อยโอกาส รายได้มอบให้โครงการร้อยพลังการศึกษา โดยมูลนิธิเพื่อ “คนไทย” เป็นทุนการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสทั่วประเทศ…น่าหาอ่านนัก !!…ll

บารอนเนส