“โหวตวาระ3” หักปากกาเซียน แก้ไข รธน. เลือกตั้งบัตร2ใบผ่านฉลุย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482987

“โหวตวาระ3” หักปากกาเซียน แก้ไข รธน. เลือกตั้งบัตร2ใบผ่านฉลุย

10 ก.ย. 2564

รัฐสภา “โหวตวาระ3” หักปากกาเซียน แก้ไขรธน. เลือกตั้งบัตร2ใบ ผ่านฉลุย พรรคพลังประชารัฐพรุ้มลุยทุกสนามเลือกตั้ง

"โหวตวาระ3" หักปากกาเซียน แก้ไข รธน. เลือกตั้งบัตร2ใบผ่านฉลุย“โหวตวาระ3” หักปากกาเซียน แก้ไข รธน. เลือกตั้งบัตร2ใบผ่านฉลุย

ผลการลงมติ ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในที่ประชุมรัฐสภาวาระ3 ผลปรากฏออกมาแบบหักปากกาเซียน  หากไม่มีใครยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ การเลือกตั้งครั้งจะเป็นการเลือกตั้งบัตร2ใบ คล้ายปี 2540  มีคำถามว่าทำไมผลออกมาเช่นนี้ มีคำตอบว่า ระยะเวลาที่เหลือกว่าหนึ่ง ก่อนรัฐบาลหมดวาระ เพียงพอจะจัดวางความได้เปรียบทางการเมือง  โดยมีการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปลายปีนี้  เป็นเข็มทิศกำหนดนโยบาย 
 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ธรรมนัส” ผู้มากบารมี สู่ตำแหน่งรัฐมนตรี ก่อนปิดฉาก2ปี เสนาบดี สีเทา

ลุ้นวินาทีสุดท้าย “โหวตวาระ3” แก้รัฐธรรมนูญ ตามใบสั่ง

ด่วนรัฐสภาผ่านฉลุย”ร่างรัฐธรรมนูญฯแก้ไขเพิ่มเติม” บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ

ระบบจัดสรรปันส่วนผสมจากการเลือกตั้งเดือนมีนาคม ทำให้พรรคพลังประชารัฐได้จัดสรรเก้าอี้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 18 คน ส่วนส.ส.เขตได้ 97 เขตเลือกตั้งว่ากันว่ามาจากพลังดูดและนักการเมืองท้องถิ่น ที่ได้รับการเกื้อหนุนจากนโยบายของรัฐบาลคสช.   ประกอบกับการเลือกตั้งบัตร2ใบ มีจำนวนสส.เขตเพิ่มขึ้นเป็น 400 เขต นี่เป็นเหตุผลที่ตอบคำถามได้ว่า พลังประชารัฐ ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนจึงเห็นดีเห็นงามกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สำหรับพรรคเพื่อไทย ไม่เคยปราชัย ไม่ว่าจะบัตรกี่ใบก็ตาม จะมีคำถามก็เพียงแต่ว่า 
องคาภยพ ที่แยกออกมา จะจัดสรรปันส่วนกันอย่างไร ทั้งไทยสร้างไทย และพรรคน้องใหม่ของจาตุรน ฉายแสง เพิ่มส่วนแบ่งอย่างพรรคก้าวไกล ส.ส.บัญชีรายชื่อ50 ราย การันตีความนิยมนโยบายของพรรค แต่ที่บักโกรกสุดๆ น่าจะหนีไม่พ้นพรรคประชาธิปัตย์ ส.ส.เขตก็ยากจะฟื้นศรัทธา บัญชีรายชื่อยิ่งออกทะเล จากนโยบายที่เป๋ไปเป๋มา และยังมีพรรคกล้าเป็นไผ่แตกกอ นอกจากต้องแข่งกับพลังประชารัฐและภูมิใจไทย  พื้นที่ปักษ์ใต้ ก็น่าเป็นห่วง
 

"โหวตวาระ3" หักปากกาเซียน แก้ไข รธน. เลือกตั้งบัตร2ใบผ่านฉลุย“โหวตวาระ3” หักปากกาเซียน แก้ไข รธน. เลือกตั้งบัตร2ใบผ่านฉลุย

การเลือกตั้งในปี62 พลเอกประยุทธ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ถูกฝ่ายค้านมองว่า มาจากกติกา ที่เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจ คสช.การยอมแก้ไขระบบเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเป็นบัตรสองใบ  ต้องการลบข้อครหาของเพื่อไทยอาจเป็นเหตุผลประการหนึ่ง   ถามว่าทำไมจึงกล้าตอบได้ว่า   นอกจากมีเวลา พรรคพลังประชารัฐยังมีมือของวุฒิสภา  มากกว่าพรรคการเมืองอื่น

เลือกบัตร 2 ใบ “ประชาธิปัตย์” จุดแข็งชวน-จุรินทร์ มั่นใจกลับมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482907

เลือกบัตร 2 ใบ “ประชาธิปัตย์” จุดแข็งชวน-จุรินทร์ มั่นใจกลับมา

10 ก.ย. 2564

โหวตแก้รัฐธรรมนูญ “ประชาธิปัตย์” เชื่อบัตร 2 ใบ นำพรรคกลับมา ชูจุดแข็งชวน-จุรินทร์ ฟื้นศรัทธาภาคใต้ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ทำไปทำมา พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ ที่เห็นพ้องต้องกันเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยระบบเลือกตั้ง ก็จะเหลือแค่ “ประชาธิปัตย์” และ “เพื่อไทย” ที่ยืนหยัดโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

กองเชียร์ กปปส. อาจตั้งคำถามกับ “ประชาธิปัตย์” ว่า ทำไมสนับสนุนระบบเลือกตั้งแบบปี 2540 ที่ก่อให้เกิด “เผด็จการรัฐสภา”

วันที่ 9 ก.ย.2564 จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวยืนยันว่า “การแก้ไขรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องของการที่จะใส่พานไปให้กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เพราะถ้าดูประโยชน์ของพรรคการเมือง มันก็มีได้มีเสียกันทุกพรรค”

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระบบเลือกตั้งบัตร 2 ใบ ส.ส. 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน จะนำไปสู่ความเข้มแข็งของประชาธิปไตยระยะยาว ไม่ใช่ดูประโยชน์ส่วนพรรค

ลึกๆแล้ว แกนนำ ปชป. ไล่มาตั้งระดับชวน หลีกภัย จนมาถึงคณะกรรมการบริหารพรรค มองว่า ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม สูตรมีชัย ฤชุพันธ์ ทำให้มี “ส.ส.ปัดเศษ” ไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน

‘เสียงที่หายไป’

ถ้าย้อนดูการเลือกตั้งทั่วไปในรอบ 14-15 ปีที่ผ่านมา พบว่า พฤติกรรมของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ได้แบ่งเป็น 2 ขั้ว 2 พรรค ระหว่างเครือข่ายทักษิณ กับ “ประชาธิปัตย์”

เลือกตั้ง 6 ก.พ.2548 ตามกติกาบัตร 2 ใบ เขตเดียวเบอร์เดียว พรรคไทยรักไทย ได้ 18,993,073 คะแนน และพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 7,210,742 คะแนน

เลือกตั้ง 23 ธ.ค.2550 เปลี่ยนกติกาใช้บัตร 2 ใบ แต่เลือกตั้งพวงใหญ่ผสมบัญชีรายชื่อแบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน ได้ 12,338,903 คะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 34 คน และพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 12,148,504 คะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 33 คน

เลือกตั้ง 3 ก.ค.2554 แก้กติกาเล็กน้อย ใช้บัตร 2 ใบ เขตเดียวเบอร์และบัญชีรายชื่อทั้งประเทศ พรรคเพื่อไทย ได้ 15,744,190 คะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 61 คน และพรรคประชาธิปัตย์ 11,433,501 คะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 44 คน

ดังนั้น การเลือกตั้งทั่วไปในสถานการณ์การเมืองอันร้อนแรง ประชาชนแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว ตามกติกาบัตร 2 ใบ “ประชาธิปัตย์” จะได้ป็อปปูลาร์โหวตอยู่ประมาณ 11-12 ล้านเสียง

เลือกตั้ง 24 มี.ค.2564 กติกาสุดพิสดาร ใช้บัตรใบเดียว เขตเดียวเบอร์เดียว แต่การนับคะแนนบัญชีรายชื่อใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม

ผลคะแนนเลือกตั้งโดยรวม พรรคเพื่อไทย 7,881,006 คะแนน ,พรรคพลังประชารัฐ 8,441,274 คะแนน, พรรคอนาคตใหม่ 6,330,617 คะแนน และพรรคประชาธิปัตย์ 3,959,358 คะแนน

ปี 2554 ปชป.ได้ 11 ล้านเสียง แต่ปี 2562 ลดลงเหลือ 3 ล้านเสียง ก็มีสาเหตุมาจากยุทธวิธีการหาเสียงที่ผิดพลาด ทำให้มวลชนที่ไม่เอาระบอบทักษิณ เทคะแนนไปให้พลังประชารัฐ ทั้งในกรุงเทพฯ ภาคกลาง และภาคใต้

ดังนั้น หากกลับมาใช้กติกาบัตร 2 ใบ แยกเลือกพรรค เลือกคน ก็จะทำให้ ปชป. มีโอกาสกลับมาได้ในสนามเลือกตั้งครั้งหน้า ถึงไม่ใช่พรรคอันดับ 1 แต่ก็ไม่หลุดอยู่อันดับ 4 เหมือนสมัยที่แล้ว

‘2 ใบกลับมา’

“ประชาธิปัตย์” รู้ดีว่า สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน กระแส “ประยุทธ์” ไม่ได้แรงเหมือนปี 2562 บวกกับความผิดพลาดในการแก้ไขปัญหาโควิด ทำให้คะแนนนิยมของประยุทธ์ลดลงฮวบฮาบ

ตัวอย่างภาคใต้ เลือกตั้งปี 2554 ปชป.ได้ ส.ส.เขต 50 คน จากทั้งหมด 53 คน แต่เลือกตั้งปี 2562 ปชป.เสียที่นั่งไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง ได้ ส.ส.เขต 22 คน จาก 50 คน

ความปราชัยครั้งที่แล้ว อาจเกิดจากความผิดพลาดในคำขวัญทางยุทธวิธี หากมีการปรับกลยุทธ์ใหม่ ใช้จุดแข็งความเป็น “ประชาธิปัตย์” สถาบันพรรคการเมือง และ “ชวน หลีกภัย” นักการเมืองผู้ยึดอุดมการณ์ประชาธิปไตย ก็เชื่อว่าน่าจะเรียกคืนศรัทธากลับมาได้

สำหรับภาคกลาง(รวมตะวันออกและตะวันตก) ปี 2554 ปชป.ได้ 37 คน จากทั้งหมด 127 คน มาเลือกตั้งปี 2562 ปชป.ได้เพียง 15 คน จากทั้งหมด 121 คน เนื่องจากเลือกตั้งหนที่แล้ว กระแสลุงตู่-ธนาธร มาแรงในภาคกลาง ทำให้อดีต ส.ส.ค่าย ปชป.สอบตกแบบไม่น่าเชื่อ รวมถึงกรุงเทพมหานคร

ดังนั้น การได้กลับไปใช้กติกาบัตร 2 ใบ “ประชาธิปัตย์” ก็มั่นใจว่าจะกลับมา และไม่ได้แค่ 3 ล้านเสียงเหมือนปี 2562 แน่นอน

เบื้องลึก “บิ๊กตู่” เขี่ยทิ้งสองกบฏ “ธรรมนัส – นฤมล” เชือดคาเก้าอี้รัฐมนตรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482843

เบื้องลึก “บิ๊กตู่” เขี่ยทิ้งสองกบฏ “ธรรมนัส – นฤมล” เชือดคาเก้าอี้รัฐมนตรี

09 ก.ย. 2564

เบื้องลึก หักเหลี่ยมเฉือนคม สยบคลื่นใต้น้ำ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เขี่ยทิ้งสองกบฏ “ธรรมนัส – นฤมล” ออกจากตำแหน่ง รมต.

“บิ๊กตู่” ออกมาให้สัมภาษณ์แล้ว ถึงปมเขี่ยทิ้ง “ธรรมนัส พรหมเผ่า” รมช.เกษตรและสหกรณ์ และ “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์”  รมช.แรงงาน  พ้นจากเก้าอี้รัฐมนตรี 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี 

ปฏิบัติการ “หักเหลี่ยมเฉือนคม” ทางการเมือง ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่  7 ก.ย.64  ที่ผ่านมา ตกเป็นที่จับตามองของสื่อมวลชน ถึงท่าทีระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ มองหน้ากันติดหรือไม่ 

อันเป็นผลพวงจากการก่อพายุอารมณ์โถมเข้าใส่รัฐบาล ในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากมี กลุ่มคน “คิดการใหญ่” หมายโค่นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

หนึ่งใน “กลุ่มคิดการใหญ่”  หวยดันมาออกมาที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์และแกนนำพรรคอีกสองสามคนนั่นเอง 

ท่าทีแรกปรากฎหลังประชุมครม. “ร.อ.ธรรมนัส” ปฏิเสธให้สัมภาษณ์สื่อ “บอกไม่พูดมากเจ็บคอ”

แต่ข้อเท็จจริงแล้ว “ร.อ.ธรรมนัส” ได้ตระเตรียมพิมพ์จดหมาย “จะ” ขอลาออกจากตำแหน่ง รมช. ยื่นให้กับนายกรัฐมนตรี  ด้วยความหวังว่า นายกฯ อาจแบ่งใจด้วยการฉีกหนังสือลาออกจากตำแหน่งของเขาก็ได้  

ในที่สุดค่ำคืนของวันที่ 7 ก.ย.64  สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใต้การทำหน้าที่ของ “ธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส”  เลขาธิการคณะรัฐมนตรีก่อนที่จะถูกมติ ครม.ให้ไปทำหน้าที่ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และให้ ณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแทน 

ประกาศราชกิจจานุเบกษาให้ธรรมนัส และนฤมลพ้นตำแหน่งประกาศราชกิจจานุเบกษาให้ธรรมนัส และนฤมลพ้นตำแหน่ง

เป็นการทำหน้าที่เลขาธิการ ครม.ของ ธีระพงษ์ ด้วยการรับหนังสือจากนายกรัฐมนตรี ให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พ้นจากตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์  และ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ พ้นจากตำแหน่ง รมช. แรงงาน เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ โดยทันที 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

ความปรากฏชัดช่วงบ่ายของวันที่ 9 ก.ย. เมื่อราชกิจจานุเบกษาประกาศให้สองรัฐมนตรีช่วย พ้นจากตำแหน่ง

น่าสนใจกว่านั้น กับการออกมาเปิดเผยของวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี   นอกจากระบุความหมายการพ้นตำแหน่งของสองรมช. เป็นไปตามรธน.มาตรา 171 คือ”การปลดออกจากตำแหน่ง”  ยังมีอีกปมคือ มีผลตั้งแต่ตีหนึ่งของวันที่ 8 ก.ย. 

“เนื่องจากในตัวพระบรมราชโองการได้มีการอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 171 บัญญัติไว้ว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคําแนะนํา ส่วนวันที่มีผลบังคับจริงคือวันที่ระบุในพระบรมราชโองการ  นั่นหมายถึง ตั้งแต่เวลา 01.00 น. ของวันที่ 8 ก.ย. 2564”  มือกฎหมายรัฐบาลกล่าวไว้เมื่อวันที่ 9 ก.ย.64 

รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์

รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์

หมายความว่า ปฏิบัติการ “บิ๊กตู่เชือดสองรมช.” ได้ดำเนินการชนิดชนเร็วเคลมเร็ว ให้เสร็จสิ้นหลังประชุมครม.จนกระทั่งราชกิจจานุเบกษาออกประกาศอย่างเป็นทางการลงวันที่ 9 กันยายน   

จึงไม่แปลกที่ รอ.ธรรมนัส ตัดสินใจออกมาแถลงถึงการยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งที่รัฐสภาทันที ประหนึ่งเปิดหน้าชน พล.อ.ประยุทธ์ อย่างเต็มตัว

เบื้องลึก "บิ๊กตู่" เขี่ยทิ้งสองกบฏ "ธรรมนัส - นฤมล" เชือดคาเก้าอี้รัฐมนตรีเบื้องลึก “บิ๊กตู่” เขี่ยทิ้งสองกบฏ “ธรรมนัส – นฤมล” เชือดคาเก้าอี้รัฐมนตรี

แม้จดหมายลาออกพบการเรียงพิมพ์ที่มีจุดผิดพลาดหลายประการ โดยเฉพาะการลงวันที่หนังสือเป็นวันที่ 8 กันยายน เท่ากับเป็นการตอกย้ำว่าสายเกินการณ์ ไม่ทันปฏิบัติการ”เชือดคาเก้าอี้” ของคนบนตึกไทยคู่ฟ้า ที่ดำเนินเรื่องมาตลอดค่ำคืนวันที่ 7  กันยายน 

“ผมเดินไปในทิศทางเดียวกันไม่ได้ ที่จริงแล้วก่อนที่จะลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีการหารือกับรองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่าจะลาออกแต่หัวหน้าพรรคห้ามไว้” 

นี่เป็นการให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งของ “ร.อ.ธรรมนัส” ที่ได้กลายเป็นอดีตรัฐมนตรี ภายหลังสื่อมวลชนที่รัฐสภาถามว่า เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะทำงานกับนายกรัฐมนตรีไม่ได้แล้วหรือไม่ 

“ผมเดินไปในทิศทางเดียวไม่ได้” นับเป็นประโยคชัดเจนชนิดขีดเส้นใต้ตัวหนา ไม่ต้องบอกว่า “ธรรมนัส” พาดพิงไปถึงใครและจากนี้ ท่าทีระหว่างร.อ.ธรรมนัสกับพล.อ.ประยุทธ์ และกับ พรรคประชารัฐ(พปชร.) จะเป็นไปในทิศทางใด 

เพราะคำตอบเดียวคือ “มันไปด้วยกันไม่ได้แล้ว”

อย่างที่ทราบกันมาโดยตลอด ก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาการฝีหนองภายในพรรคเริ่มบวมเป่ง จนลามมาถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจปรากฎกระแสข่าว “คลื่นใต้น้ำ” ก่อตัวใหญ่ขึ้นมาเป็นระยะๆ  และภายในคลื่นมี ผู้คิดก่อการ หมายซัดเก้าอี้นายกฯให้ล้มครืนในจังหวะการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั่นเอง  

ภายหลัง “ร.อ.ธรรมนัส” เปิดหน้าไพ่อย่างเต็มตัว  ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แถลงลาออกจากรมช.เกษตรและสหกรณ์ จะมีการปรับครม.หรือไม่ว่า  ยืนยันว่า เมื่อรมต.ลาออกแล้วจะปรับ ครม.หรือไม่ต้องรอดูก่อน ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของพรรค แต่ปฏิเสธจะตอบว่าจะมีรัฐมนตรีคนอื่นลาออกตามหรือไม่

แปลความไม่ต้องซับซ้อน เมื่อปฏิบัติการ “เขี่ยทิ้ง” ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นหมายรวมถึงการใช้โอกาสนี้ ปราบพยศ  นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อีกหนึ่งรายที่อยู่ในกลุ่มผู้ก่อการใหญ่ให้พ้นตำแหน่ง รมช.แรงงาน 

“บิ๊กตู่”  ต้องการส่งสัญญาณให้กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ที่ไม่ต่างกับความพยายามคิดการ เป็น “กบฎพรรค” ต้องได้รับผลตอบแทนอย่างสาสม พร้อมกับ เปิดโอกาสให้กลุ่มก๊วนระนาบสองในพรรคขึ้นแท่นสู่ตำแหน่ง รมต.กับเขาบ้าง    

“แก้รัฐธรรมนูญ” สุดท้ายอาจจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482786

“แก้รัฐธรรมนูญ” สุดท้ายอาจจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ

09 ก.ย. 2564

โหวตวาระ3 “แก้รัฐธรรมนูญ” วันพรุ่ง่นี้ มีลุ้น จบที่ศาลรัฐธรรมนูญ หลังมีสัญญาณ แก้ไปก็ไม่สอดรับกับทิศทาง ที่วางไว้

"แก้รัฐธรรมนูญ" สุดท้ายอาจจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ“แก้รัฐธรรมนูญ” สุดท้ายอาจจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ

ท่าทีของ สมาชิกวุฒิสภา  ซึ่งพลิกกลับจากก่อนหน้า ทำให้หลายคนมองว่าเป็นสัญญาณของการคว่ำร่างแก้รัฐธรรมนูญวาระ3 ซึ่งต้องอาศัย เสียงสว.สนับสนุนไม่น้อยกว่า84เสียง  เช่นเดียวกับวาระแรก  สอดรับกับ สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง  ฟันธงยังไงก็ไม่ผ่าน  เพราะรัฐบาลไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเปลี่ยนระบบการเลือกตั้ง  ที่ไม่ตรงกับแนวทางจัดการอำนาจในอนาคต
 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ลุ้นวินาทีสุดท้าย “โหวตวาระ3” แก้รัฐธรรมนูญ ตามใบสั่ง
“7 พรรคเล็ก” แถลงจุดยืนโหวตคว่ำวาระ 3 ร่างแก้ไข รธน.

ทนายความยื่น ป.ป.ช.ฟัน “กมธ.”แก้ร่างแก้ไข รธน. เลยเถิด ตามอำเภอใจ

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญวิเคราะห์ การพิจารณาวาระ3 ร่างแก้รัฐธรรมนูญในที่ประชุมรัฐสภาวันพรุ่งนี้ ว่า  มีทางออก2ทางคือสว.ร่วมลงมติ ไม่ครบตามรัฐธรรมนูญกำหนด คือ น้อยกว่า 84 คน หรือ ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ ในขั้นตอนสุดท้าย หลังผ่านวาระ3 ก่อนนำร่างแก้ไขฯขึ้นทูลเกล้าฯ 

"แก้รัฐธรรมนูญ" สุดท้ายอาจจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ“แก้รัฐธรรมนูญ” สุดท้ายอาจจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ


วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ล่าสุด ท่าทีของสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน ทำให้เห็นได้ว่ามีการส่งสัญญาณมาจากทางฝ่ายการเมือง ซึ่งเชื่อว่ายังไม่จบแค่นี้ ต้องลุ้นกันวินาทีสุดท้าย  การเปลี่ยนท่าทีของสมาชิกวุฒิสภา ในการลงมติร่างแก้รัฐธรรมนูญก็ไม่มีปัญหา เพราะมีประชาชนเป็นหลังพิง จุดพลุว่าประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการแก้รัฐธรรมนูญ

หากยังจำกันได้  ช่วงที่มีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ2560 ก่อนจะสรุปเป็นร่างแก้ไขรายมาตรา สมาชิกรัฐสภา เคยเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า รัฐสภามีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่  มีคำตอบว่าทำได้แต่ต้องได้รับฉันทามติจากประชาชนและต้องทำประชามติอีกหน เมื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่แล้วเสร็จ นั่นเป็นกระบวนการยับยั้งข้อเสนอตั้งสสร.ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างได้ผลมาแล้ว

"แก้รัฐธรรมนูญ" สุดท้ายอาจจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ“แก้รัฐธรรมนูญ” สุดท้ายอาจจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ

แพ้แล้วแพ้อีก “ธนาธร” ลุยต่อ เดิมพันชิงนายก อบต. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482777

แพ้แล้วแพ้อีก “ธนาธร” ลุยต่อ เดิมพันชิงนายก อบต.

09 ก.ย. 2564

10 ปีที่รอคอย “ธนาธร” ลุยสนามนายก อบต. สรุปบทเรียนแพ้แล้วแพ้อีก ก้าวหน้าหวังปลุกรากหญ้าเป็นฐานเสียงก้าวไกล คอลัมน์ท่องยุทธภาพ โดยขุนน้ำหมึก

ปี่กลองท้องถิ่นดังขึ้นอีกแล้ว “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ประกาศส่งผู้สมัครนายก อบต.ทั่วประเทศ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศึกท้องถิ่นที่ผ่านมา นายก อบจ.พ่ายหมดรูป นายกเทศบาลฯ ก็แพ้ส่วนใหญ่ “ธนาธร” ไม่ถอดใจ เดินหน้าปฏิรูปการเมืองท้องถิ่น

“ธนาธร” หวังต่อยอดจากชัยชนะเล็กๆ ของ 12 นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบล ไปสู่นายก อบต. และตั้งเป้าขยายฐานคณะก้าวหน้า ระดับรากหญ้า

หลังรอคอยกันมาเกือบ 10 ปี ในที่สุด คณะรัฐมนตรี เห็นชอบจัดการเลือกตั้ง “นายก อบต.” 5,300 แห่ง ซึ่งคาดว่า กกต.จะกำหนดวันเลือกตั้ง ในช่วงปลายปีนี้

ดังนั้น “ธนาธร” จึงประกาศรับสมัครผู้อาสาลงสมัครนายก อบต. ในนามคณะก้าวหน้าระหว่างวันที่ 6-12 ก.ย.2564 “เป็นนายก อบต.ก้าวหน้า ไม่ต้องเก่งที่สุด ไม่ต้องดีที่สุด ขอเพียงตั้งใจให้เต็มที่ที่สุด”

‘เทศบาลก็แพ้’

คณะก้าวหน้าของ “ธนาธร” บอบช้ำจากสมรภูมิเลือกตั้งนายก อบจ.ช่วงปลายปี 2563 โดยผู้สมัครนายก อบจ.ของคณะก้าวหน้า 42 จังหวัด แพ้เรียบ

ปลายเดือน มี.ค.2564 มีการเลือกตั้งท้องถิ่นระดับเทศบาล มีทั้งหมด 2,472 แห่ง แบ่งเป็นเทศบาลนคร 30 แห่ง ,เทศบาลเมือง 195 แห่ง และเทศบาลตำบล 2,247 แห่ง

คณะก้าวหน้าของ “ธนาธร” ส่งผู้สมัครนายกเทศมนตรีนคร 11 แห่ง, นายกเทศมนตรีเมือง 25 แห่ง และนายกเทศมนตรีตำบล 69 แห่ง ผลปรากฏว่า ได้รับชัยชนะระดับนายกเทศมนตรีตำบล ประมาณ 12 แห่งเท่านั้นเอง

จริงๆแล้ว สนามเทศบาลนคร พิสูจน์ให้เห็นกระแสความนิยมในตัวธนาธรได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นเขตเมืองใหญ่ มีฐานเสียงคนชั้นกลาง คนรุ่นใหม่ แต่คณะก้าวหน้าพ่ายหมด

สำหรับสนามนายกเทศมนตรีตำบล ก็มีขนาดเท่ากับนายก อบต. ปรากฏว่า ผู้สมัครในนามคณะก้าวหน้า ได้รับเลือกตั้งเพราะฐานคะแนนส่วนตัว มากกว่าคะแนนนิยมของธนาธร

ยกตัวอย่าง ประจิณ สีทิม นายกเทศมนตรีตำบลนาป่าแซง อ.ปทุมราชวงษา ซึ่งประจิณ เคยเป็น ส.ท. และเป็นหัวคะแนนของ ชัยศรี กีฬา อดีต ส.ส.อำนาจเจริญ หรือสมพงษ์ วีรชาติวัฒนา นายกเทศมนตรีด่านสำโรง ก็เป็นพี่ชายของสรชา วีรชาติวัฒนา อดีตผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ พรรคประชาธิปัตย์

การเมืองท้องถิ่นยังผูกโยงกับระบบอุปถัมภ์ท้องถิ่น และสายสัมพันธ์เครือญาติ ยิ่งสนามเล็ก ยิ่งพึ่งพาเครือญาติสูง

‘ท้าพิสูจน์ อบต.ราชาเทวะ’

ตอนหาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ. “ธนาธร” และคณะก้าวหน้า พยายามนำกระแสการเมืองระดับชาติลงไปในการหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ความเป็นจริง การเลือกตั้งนายก อบจ. ไม่ได้ทำให้กระแสก้าวหน้านั้นครอบคลุมทั้งจังหวัด

การเลือกตั้งนายก อบต. ที่จะมาถึง หาก “ธนาธร” ต้องการพิสูจน์กระแสความนิยมของคณะก้าวหน้า ก็ควรจะส่งผู้สมัครนายก อบต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

เชื่อว่า สนามเลือกตั้งนายก อบต.ราชาเทวะ จะถูกจับตามองจากสื่อทุกสำนัก อันเนื่องมาจากโครงการเสาไฟฟ้ารูปกินรี ที่มีราคาแพงเวอร์

ทรงชัย นกขมิ้น ได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบต.ราชาเทวะ ติดต่อกันมาหลายสมัย และด้วยความเป็นผู้นำท้องถิ่น ที่มีฐานเสียงเป็นเครือญาติชาวมอญ และอยู่ใต้ร่มเงาบ้านใหญ่ “อัศวเหม”

หากคณะก้าวหน้า ส่งผู้สมัครนายก อบต.ราชาเทวะ ก็จะเป็นการต่อสู้ระหว่างการเมืองเก่ากับการเมืองใหม่ และเป็นการพิสูจน์ว่า สายสัมพันธ์เครือญาติ กับกระแสนิยมของธนาธร ใครจะเป็นฝ่ายชนะ

ผลการเลือกตั้งนายก อบต.ที่จะเกิดขึ้นในปลายปีนี้ พอจะบอกอนาคตพรรคก้าวไกลในสนามเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าก้าวหน้าพ่ายเรียบ ก็เท่ากับก้าวไกลไม่มีฐานเสียงรากหญ้า และสู้พรรคเพื่อทักษิณไม่ได้

“ปฏิรูปตำรวจ” ไปก็ไร้ผล หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก แนะฟันเสือตัวใหญ่กว่าจบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482541

“ปฏิรูปตำรวจ” ไปก็ไร้ผล หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก แนะฟันเสือตัวใหญ่กว่าจบ

09 ก.ย. 2564

“ปฏิรูปตำรวจ” วิกฤติศรัทธาที่ต้องแก้ไข หลังเจอพายุถล่มเป็นระลอก คลุมถุงดำฆ่า-บุกเดี่ยวชิงทอง-ดองคดี5ทรชน-ตรวจค้นอมเงิน-หลับเพลินไม่รับแจ้งความ เลิกใช้มุกเก่าเด้ง 5 เสือ เรื่องเงียบกลับมาใหม่ แนะฟันเสือตัวใหญ่ที่สุด

-เรียกว่าฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาเต็ม ๆ สำหรับวงการสีกากี ไล่มาเป็นระลอกตั้งแต่คลุมถุงดำฆ่า-บุกเดี่ยวชิงทอง-ดองคดี5ทรชน-ตรวจค้นอมเงิน-หลับเพลินไม่รับแจ้งความ…ศรัทธาที่ประชาชนมีต่อภาพลักษณ์ตำรวจตอนนี้บอกตรง ๆ สาหัสมาก ๆ “บิ๊กตำรวจ”อย่ามองว่าเป็นเรื่องเล็กอย่านิ่งเฉยต้องรีบแก้ไขวิกฤติศรัทธานี้อย่างเร่งด่วน!!ย้ำว่าตำรวจดี ๆ ทำงานเพื่อประชาชนยังมีอยู่…อยู่ที่เราจะเจอหรือป่าว!! ส่วนพวกนอกรีตทำผิดก็ว่ากันไปเป็นรายบุคคลไม่ควรไปเหมารวมองค์กร…แปลกไม่ค่อยชอบตำรวจ แต่ทำไมเวลารับสมัครสอบเข้าบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจถึงได้แห่กันไปสมัครกันเต็มไปหมด!!!

-บางคนบอกว่ามันผิดที่ระบบ ต้องมีการ ปฏิรูปตำรวจ เพราะมีการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวกับวงการสีกากีเต็ม ๆ ไม่ว่ากรณีโยกย้าย-ขึ้นตำแหน่ง โรงพักเกรดเอตำรวจที่ได้ดีหนีไม่พ้นพวกเด็กรับใช้นักการเมืองข้ามหัว-ข้ามรุ่นเจริญก้าวหน้าเติบโตเร็วกว่าตำรวจที่ทำงานตามหน้าที่…บอกตรง ๆ นะมันมีมาทุกยุคทุกสมัยแล้วครับท่าน ที่สำคัญไม่ใช่วงการตำรวจอย่างเดียวแทบทุกแห่ง-ทุกองค์กรก็เป็นแบบนี้ มันคือวัฒนธรรมผิดเพี้ยนที่ฝักรากเกาะกินประเทศนี้มานานแล้ว อยู่ที่ว่าหน่วยงานหรือองค์กรไหนจะมีมากหรือน้อยเท่านั้นเอง!!!

เจตจำนงสุจริตในการบริหารงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติเจตจำนงสุจริตในการบริหารงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ"ปฏิรูปตำรวจ" ไปก็ไร้ผล หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก แนะฟันเสือตัวใหญ่กว่าจบ“ปฏิรูปตำรวจ” ไปก็ไร้ผล หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก แนะฟันเสือตัวใหญ่กว่าจบ

 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

  • จากผู้ร้าย กลายเป็นฮีโร่ ? “ผู้กำกับโจ้” พลิกเกมสู้ https://www.komchadluek.net/scoop/480775
  • “บิ๊กหิน” จี้สอบ “ชุดฉก.ชัยภูมิบุกจับ “ยาเสพติด” ทำเงินเจ้าบ้านหาย 3 หมื่น https://www.komchadluek.net/news/482306
  • ด่วน “จี้ชิงทรัพย์ร้านทอง” เยาวราชที่ปากช่อง เจ้าของร้านถูกยิงสาหัส https://www.komchadluek.net/news/481512

-ถามว่าแล้วจะปล่อยไปแบบนี้เหรอ…ก็อยากตอบกลับไปว่าแล้วจะแก้กันไหมล่ะ!!ความคิดเห็นส่วนตัว “เหยี่ยวขาว”มองว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นสาเหตุหนึ่งมาจากการปล่อยปะละเลยของผู้บังคับบัญชา บางกรณีผู้บังคับบัญชามีส่วนได้(ส่วนเสียไม่มี)กับการที่ลูกน้องกระทำความผิดประพฤติมิชอบ…ขอยกเคสหนึ่งหากจำกันได้ กรณีตำรวจก่อเหตุฆ่าตัวตาย ไม่ว่าจะเครียดเรื่องงาน หรือเรื่องอะไรก็ตาม!! ซึ่งเกิดเหตุตำรวจฆ่าตัวตายถี่มากกระทั่ง ผบ.ตร.มีคำสั่งชัดเจนว่า หากเกิดกรณีดังกล่าวผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบมีบทลงโทษฐานปล่อยปะละเลย…ปรากฏว่าภาพแห่งความสูญเสียค่อย ๆ ลดลงทันที ทั้งนี้ต้องดูองค์ประกอบของความผิดที่เกิดขึ้นด้วยว่า ผู้บังคับบัญชาระดับไหนควรมีความผิดสถานใด!!!

"ปฏิรูปตำรวจ" ไปก็ไร้ผล หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก แนะฟันเสือตัวใหญ่กว่าจบ“ปฏิรูปตำรวจ” ไปก็ไร้ผล หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก แนะฟันเสือตัวใหญ่กว่าจบ"ปฏิรูปตำรวจ" ไปก็ไร้ผล หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก แนะฟันเสือตัวใหญ่กว่าจบ“ปฏิรูปตำรวจ” ไปก็ไร้ผล หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก แนะฟันเสือตัวใหญ่กว่าจบ

-เป็นวิธีง่าย ๆ ทำได้ทุกองค์กร-ทุกหน่วยงานแต่ต้องทำจริง!! ฟันตัวใหญ่เพื่อรักษาระบบ-หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิกไม่ต้องเสียเวลาเสียเงินเสียทองไปนั่งปฏิรูปให้ยุ่งยาก… ไม่มีใครในโลกจะนิ่งเฉยอยู่ได้หรอกเมื่อรู้ว่าอันตรายที่จะมีผลต่อความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานจะมาถึงตัวเพราะจัดการสั่งลูกน้องให้ประพฤติตามกรอบไม่ได้…ลูกน้องฆ่าตัวตาย ลูกน้องทำคนตาย ลูกน้องทุจริตในหน้าที่อย่าเด้งแค่ 5 เสือ เรื่องเงียบก็กลับมาใหม่(ชาวบ้านเขารู้ทัน) เด้งเสือที่ตัวใหญ่กว่าแบบถาวรสิรับรองได้ผล…ที่สำคัญอยากให้ย้อนกลับไปดูการแต่งตั้งโยกย้ายใหญ่ประจำปี เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

โดยเฉพาะตำแหน่ง “ผกก” เปรียบเป็นเหมือนผู้นำที่ใกล้ชิดลูกน้องมากสุด ได้ ผกก.ดี-ครบเครื่อง ความสามารถ ประสบการณ์ +อาวุโสจะมีผลต่อองค์กรแน่นอน “เหยี่ยวขาว”ลองมองเล่นๆ พอเกิดคดี “ผู้กำกับโจ้”  เรียกว่าแทบจะส่องไปยังเก้าอี้ ผกก.โรงพัก เกรดเอทำเลทองทุก บช.ยังมี ผกก.ที่อ่อนประสบการณ์ อยู่มากน้อยเพียงใด? คำตอบที่ได้น่าจะมีอีกเยอะ!!!

"ปฏิรูปตำรวจ" ไปก็ไร้ผล หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก แนะฟันเสือตัวใหญ่กว่าจบ“ปฏิรูปตำรวจ” ไปก็ไร้ผล หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก แนะฟันเสือตัวใหญ่กว่าจบ

-ทำไมถึงบอกว่าอย่ามองข้าม เดี๋ยวนี้แทบจะทุก บช.ทั่วประเทศ เก้าอี้ ผกก. โรงพักเกรดเอ ไม่ว่าจะเป็น นครบาล-ภูธร หรือ ตาม บช.ต่างๆ หายากจริง ๆ นาน ๆจะโผล่ ให้เห็นพวกคุณสมบัติครบเครื่อง ความสามารถ-อาวุโส เป็นเรื่องจริงไม่ใช่เรื่องแปลกในวงการสีกากี นายตำรวจน้ำดี(ไม่มีตั๋ว)นาย ๆ มองไม่ค่อยเห็น มองเห็นแต่บรรดานักวิ่ง…ทั้งนี้ทั้งนั้นวิธีจัดการเสือตัวใหญ่อาจทำได้ยาก หากผู้มีอำนาจสูงสุดยึดติดพวกพ้องทุกอย่างก็จะลงเอยเหมือนเดิม แต่ด้วยสปิริตหากฟันตัวบิ๊ก ๆ จนหมดแล้ว!!ถ้ายังแก้ไขปัญหาไม่ได้…ผู้นำสูงสุดต้องกลับมามองตัวเอง!! ลาออกคือคำตอบสุดท้าย!!!

เรื่อง…เหยี่ยวขาว

มิสเตอร์ดีล “บิ๊กป้อม” สัญญานชัด บัตร 2 ใบ เอื้อปรองดอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482708

มิสเตอร์ดีล “บิ๊กป้อม” สัญญานชัด บัตร 2 ใบ เอื้อปรองดอง

08 ก.ย. 2564

ลุ้นแก้รัฐธรรมนูญ “บิ๊กป้อม” ส่งสัญญาณรับระบบบัตร 2 ใบ เกมมิสเตอร์ดีล ปรองดองหลังเลือกตั้งครั้งหน้า คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สัญญาณจาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผ่าน ส.ว.คนใกล้ชิด ชัดเจนว่า ร่างแก้ไขรัฐธรมนูญ ที่จะลงมติวาระ 3 ในวันศุกร์ที่ 10 ก.ย.2564 ต้อง “ผ่าน”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตรงกันข้าม ที่ประชุม ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ กลับให้ฟรีโหวต ทั้งที่ “บิ๊กป้อม” หัวหน้าพรรค เป็นตัวตั้งตัวตีในการเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับระบบเลือกตั้ง

84 ส.ว.จะเป็นเสียงชี้ขาดในวาระ 3 ซึ่งก็มีข่าวว่า “บิ๊กป้อม” ส่งสัญญาณผ่าน ส.ว.กลุ่มใหญ่ให้ช่วยโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

วันที่ 8 ก.ย.2564 นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แถลงว่า แนวทางปฏิบัติของพรรค คือเห็นไปในทิศทางเดียวกันและสนับสนุนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ซึ่งเป็นแนวทางที่ “บิ๊กป้อม” สนับสนุน

ขณะที่ วิรัช รัตนเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคไม่ได้มีมติให้โหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.แต่ละคน

“วิรัช” อ้างว่า มี ส.ส.พลังประชารัฐ จำนวนหนึ่ง ไม่เห็นด้วยการเสนอแก้ไขให้มี ส.ส. เขต 400 คน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน โดยใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ

‘ป้อมกับทักษิณ’

จะว่าไปแล้ว ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะผ่านวาระ 3 หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับ “2 ป.” คือ “บิ๊กป้อม” กับ “บิ๊กตู่” เพราะต่างก็มีอิทธิพลต่อ ส.ว.250 คน

ส.ว.บางคนอาจจะมองว่า “บัตร 2 ใบ” แบบรัฐธรรมนูญ 2540 จะทำให้เผด็จการรัฐสภากลับมา และพรรคพลังประชารัฐ ก็ไม่ได้ประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

หลายคนอาจลืมว่า “บิ๊กป้อม” ได้ชื่อว่าเป็น “Mr.ดีล” เพราะเคยทำงานร่วมกับนักการเมือง ทั้งในยุครัฐบาลทักษิณ และรัฐบาลอภิสิทธิ์

ก่อนวันเกิดครบรอบ 72 ปี “ทักษิณ ชินวัตร” ให้สัมภาษณ์สดผ่านเพจ The room 44 ตอนหนึ่งบอกว่า “ใครที่เดินเข้ามาในชีวิตผมจำได้หมด ตอนนี้ก็จำได้เยอะเลย 3 ป.นี่จำได้แม่นเลย เพราะมีความเกี่ยวพันกับทั้ง 3 ป. เลย”

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2564 “ทักษิณ” เคยพูดถึงการแต่งตั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็น ผบ.ทบ. ว่า “มันเป็นความดูโหงวเฮ้งไม่เป็น หากฝึกดูโหงวเฮ้งหน่อย วันนั้นก็คงไม่ตั้ง..”

จริงๆแล้ว ตัวละครสำคัญที่ช่วยให้บิ๊กป้อมเป็น ผบ.ทบ. ก็คือ “บิ๊กกี่” พล.อ.นพดล อินทปัญญา เพื่อนรักร่วมรุ่น ตท.6 ของบิ๊กป้อม โดยทั้งคู่เป็นน้องรักของ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร

เมื่อ “บิ๊กเหวียง” พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ขึ้นเป็นรัฐมนตรีกลาโหม รัฐบาลทักษิณ พล.อ.นพดล ถูกแต่งตั้งเป็นหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำ รมว.กลาโหม และบิ๊กเหวียง ยังผลักดันให้ “บิ๊กป้อม” เป็นผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร

“บิ๊กกี่” มีคอนเนคชั่นการเมืองที่ไม่ธรรมดา และเป็นคนใจถึง พึ่งพาได้ ขอมาจัดให้ โดยทุกวันนี้ “บิ๊กกี่” ยังเป็น ส.ว. โดยทำหน้าที่ดูแล ส.ว.กลุ่มใหญ่ที่เรียกกันว่า ส.ว.สายเพื่อนป้อม

‘ป้อมกับจันทร์ส่องหล้า’

ในแวดวงนักข่าวสายทหาร เมื่อปี 2547-2548 ต่างทราบดีว่า “บิ๊กป้อม” ขยับเข้าสู่ตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ทบ. ในยุคที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เป็น ผบ.ทบ. โดยลึกๆแล้ว “บิ๊กป้อม” ก็มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับ “คุณหญิงอ้อ” คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร

แม้ “ทักษิณ” จะเคยเล่าว่า บิ๊กป้อมเทียวมาพบที่ทำเนียบรัฐบาล และมาเกาะขอบโต๊ะ ขอเป็น ผบ.ทบ. แต่เรื่องที่ทักษิณไม่ได้เล่าคือ สายสัมพันธ์ของบิ๊กป้อมกับคุณหญิงอ้อ

แถมยังมีเรื่องเล่าว่า คุณหญิงอ้อ มีความพยายามจะเป็นแม่สื่อแม่ชักหาคู่ให้ พล.อ.ประวิตร แต่ไม่สำเร็จ

ดังนั้น ฉายา “มิสเตอร์ดีล” ของ พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ล่องลอยมากับสายลม และบทบาทมิสเตอร์ดีล จึงทำให้ “บิ๊กป๊อก” ในตำแหน่ง ผบ.ทบ. อยู่รอดปลอดภัยในสมัยรัฐบาลสมัคร และ “บิ๊กตู่” เป็น ผบ.ทบ. สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างราบรื่น

ส.ว.หลายคนจึงเชื่อว่า “บิ๊กป้อม” ให้แก้ระบบเลือกตั้งเป็นบัตร 2 ใบ ไม่ใช่เพื่อพรรคพลังประชารัฐ หากแต่เป็นเรื่องของ “มิสเตอร์ดีล” ซึ่งจะดีลกับใคร ดีลอย่างไร หลังยุบสภาก็รู้กันเองแหละ

“ธรรมนัส” ไม่จ๋อย ผนึกชาดา เพื่อนตายสหายศึก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482673

“ธรรมนัส” ไม่จ๋อย ผนึกชาดา เพื่อนตายสหายศึก

08 ก.ย. 2564

ร้าวลึก 2 ป.เมิน “ธรรมนัส” พึ่งคนในยุทธจักร ผนึกชาดา ขาใหญ่อุทัยธานี ไม่มีเหงาบนถนนสายเลือกตั้ง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

พาดหัวข่าว นสพ.หัวสี เช้าวันที่ 8 ก.ย.2564 อย่างน้อย 2 ฉบับ ใช้คำพาดหัวว่า “ธรรมนัสจ๋อย” สะท้อนภาพวงในการประชุมคณะรัฐมนตรี วันอังคารที่ผ่านมา
 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง


สื่อทุกสำนักวิเคราะห์ตรงกันว่า ความขัดแย้งระหว่าง “2 ป.” กับ ธรรมนัส ไม่จบแค่การจัดฉากขอโทษขอโพยที่บ้านป่ารอยต่อฯ ตอนบ่ายแก่ๆ วันที่ 3 ก.ย.2564

แม้ “ป.ป้อม” จะออกมาการันตีไม่มีการปรับ ครม. เก้าอี้ รมช.เกษตรฯของ “ธรรมนัส” ยังมั่นคง ก็ยากที่จะมีคนเชื่อ เพราะภาษากายของ “2 ป.” ต่อผู้กองเมืองพะเยานั้น แรงเกินบรรยาย

นอกจากนี้ กรณีธรรมนัสเอฟเฟกต์ ได้ทำให้ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” ส.ส.อุทัยธานี และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ประยุทธ์ ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว เมื่อเช้าวันที่ 7 ก.ย.2564

“สิ่งที่ท่านนายกฯ ประยุทธ์ ต้องรู้ คือท่านขาดจิตวิทยามวลชน ท่านไม่ออกมาเยี่ยมพี่น้องประชาชนใน กทม. ตามชุมชนต่างๆ…ผู้นำไม่ใช่อยู่กับบ้าน ไม่สมกับเป็นชายชาติทหาร ต้องออกดูปัญหาออกมารับรู้เพื่อเห็นสภาพความเป็นจริง” ชาดาวิพากษ์ความล้มเหลวในการแก้วิกฤตโควิดของ พล.อ.ประยุทธ์

คนในยุทธจักรรู้ดีว่า “ธรรมนัส” กับ “ชาดา” เป็นเพื่อนตายสหายศึก ทั้งคู่รู้จักมักคุ้นกันมานานปี ในทางการเมืองนั้นอยู่คนละพรรค แต่ก็ “พวก” เดียวกัน

รูปธรรมแห่งการยึด อบจ.นครสวรรค์ เมื่อปลายปีที่แล้ว อธิบายความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของผู้ชาย 3 คนคือ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” , “ชาดา ไทยเศรษฐ์” และ “ยงยุทธ ติยะไพรัช”

‘ฉลามดำน้ำจืด’

ช่วงกลางปี 2563 หิมาลัย ผิวพรรณ เพื่อนร่วมรุ่น ตท.25 ของ “ธรรมนัส” ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ได้ไปเคลื่อนไหวทำกิจกรรมการเมืองในพื้นที่นครสวรรค์ ร่วมกับ สัญญา นิลสุพรรณ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ

เวลานั้น คนปากน้ำโพรู้ดีว่า “หิมาลัย” กำลังโปรโมต พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ ประธาน กลุ่มนครสวรรค์บ้านเรา กรุยทางสู่การเลือกตั้งนายก อบจ.นครสวรรค์

เดือน ต.ค.2563 พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ เปิดตัวกลุ่มนครสวรรค์บ้านเรา และเสนอตัวเป็นว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.นครสวรรค์ ซึ่งทีมงานของสมศักดิ์ ล้วนเป็นเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ จิตรา หมีทอง ประธานสภา อบจ.นครสวรรค์, มารุต ศรีผึ้ง นายก อบต.สาย ลำโพง อ.ท่าตะโก และ ไชยรัตน์ บัวเทศ หัวหน้าสาขาพรรคภูมิใจไทย จ.นครสวรรค์

สื่อท้องถิ่นปากน้ำโพ พาดหัวข่าว “ฉลามดำจับมือชาดา-ธรรมนัส ยึด อบจ.นครสวรรค์” ซึ่งคนปากน้ำโพรู้จัก “สมศักดิ์” ในนามมือปราบฉลามดำมาก่อน

“พล.ต.ท.สมศักดิ์” เป็นชาวเชียงใหม่โดยกำเนิด ลาออกจากราชการตำรวจมาเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย สายตรงคนดูไบ หลังเลือกตั้ง 2562 มือปราบฉลามดำ จับมือยงยุทธ ติยะไพรัช เคลื่อนไหวการเมืองในนามกลุ่มพลเมืองร่วมใจ

นี่คือภาพสะท้อน “ลูกข้าวนึ่งคอนเนกชั่น” ระหว่าง “ธรรมนัส” เมืองพะเยา กับ “ยงยุทธ” เมืองเชียงราย

‘สี่แคว-สะแกกรัง’

เลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่แล้ว “ชาดา” ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รับผิดชอบสนามเลือกตั้งภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง โดยเน้นหนักที่อุทัยธานี และนครสวรรค์

“ชาดา” ตั้งเป้าเจาะเมืองสี่แคว 2 เขต แต่ก็ได้มาแค่เขตเดียวคือ มานพ ศรีผึ้ง ส.ส.นครสวรรค์ เขต 4 ซึ่งมานพเป็นอดีตนายก อบจ.นครสวรรค์ ส่วนเขต 2 พ่ายความเก๋าของวีระกร คำประกอบ พรรคพลังประชารัฐ

ล่าสุด “ชาดา” คว้าตัว พีระเดช ศิริวันสานท์ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์ มาอยู่ในสังกัดภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้ว สมัยหน้า ชาดาตั้งเป้าดันพีระเดช เป็น ส.ส.นครสวรรค์ เขต 5 ให้ได้

หลังบรรยิน ตั้งภากรณ์ เจอวิบากต้องนอนคุก ส่งผลให้ค่ายเพื่อไทยนครสวรรค์ ไร้หัว ฉะนั้น ทายาท เกียรติชูศักดิ์ ส.ส.นครสวรรค์ เขต 5 และ พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ เขต 4 พรรคเพื่อไทย ตกที่นั่งลำบาก

ยิ่งมือปราบฉลามดำ หันมาจับมือ “ธรรมนัส” และ “ชาดา” ก็เหมือนลอยแพคนเพื่อไทยปากน้ำโพ

2 ส.ส.ใต้หายไป “ภูมิใจไทย” สะท้านนาที สะเทือนค่ายเนวิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482514

2 ส.ส.ใต้หายไป “ภูมิใจไทย” สะท้านนาที สะเทือนค่ายเนวิน

07 ก.ย. 2564

เสียบบัตรแทนกัน 2 ส.ส.พัทลุง “ภูมิใจไทย” หยุดปฏิบัติหน้าที่ นาทีเหนื่อยแน่สมัยหน้า สะเทือนยุทธศาสตร์ยึดด้ามขวานของเนวิน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

แม้ “นาที รัชกิจประการ” แม่ทัพใหญ่ภาคใต้ของ “ภูมิใจไทย” จะทำใจไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับคดีเสียบบัตรแทนกันที่ 2 ส.ส.พัทลุง จะต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ แต่ในทางการเมือง พรรคคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ย่อมได้แต้ม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ศาลฎีกา” สั่ง ส.ส.”ภูมิใจไทย” หยุดปฏิบัติหน้าที่ปมเสียบบัตรเเทนกัน

ป.ป.ช.ฟัน 4 ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน ภท. 3 ราย – พปชร. 1 ราย

ลุ้นหยุดปฏิบัติหน้าที่ ..”ป.ป.ช.”ส่งสำนวน ส.ส. พปชร.’ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์’ “คดีเสียบบัตรแทนกัน” ถึงศาลฎีกาแล้ว

ดังที่รู้กัน “นาที” เป็นสายตรงของ “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่ของ ส.ส.ภูมิใจไทย ซึ่งเนวิน-นาที ได้ใช้เวลาหลายปี และทุ่มเทสรรพกำลังในการเบียดยึดพื้นที่ ส.ส.ภาคใต้ จากแชมป์เก่า

เฉพาะสนามพัทลุง “ภูมิใจไทย” ปักธงสีน้ำเงิน ได้ถึง 2 เขต สร้างปรากฏการณ์ล้มเสาไฟฟ้าสะเทือนแผ่นดินใต้มาแล้ว แต่ ส.ส.หน้าใหม่ ก็พลาดเกมในสภา กรณีเสียบบัตรแทนกัน ทำให้เสียแต้มให้พรรคเก่าแก่

สืบเนื่องจาก วันที่ 7 ก.ย.2564 นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุงหลายสมัย และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กว่า มีคำสั่งให้ ฉลอง เทอดวีระพงศ์ และภูมิศิษฎ์ คงมี ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย หยุดการปฏิบัติหน้าที่แล้ว

“ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำ ที่คมจ.3/2564 มีคำสั่งให้นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ และนายภูมิศิษฎ์ คงมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพัทลุง พรรคภูมิใจไทย หยุดการปฏิบัติหน้าที่แล้ว ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 235 วรรค สาม (กรณีเสียบบัตรแทนกัน)”

กรณีดังกล่าว เกิดจาก ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล 4 ราย แบ่งเป็น พรรคภูมิใจไทย 3 ราย ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ,ภูมิศิษฏ์ คงมี และนาที รัชกิจประการ (อดีต ส.ส.) และพรรคพลังประชารัฐ 1 ราย ธนิกานต์ พรพงษาโรจน์ กรณีถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท

‘ล้มเสาไฟฟ้า’

ผลการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 “นิพิฏฐ์” อดีต ส.ส.พัทลุง ในฐานะแม่ทัพใต้ของ ปชป. ถึงกับช็อก เมื่อ “ภูมิใจไทย” เบียดแทรกเข้ามาได้ 2 เขต

เขตเลือกตั้งที่ 1 “ไข่ดำ” ภูมิศิษฏ์ คงมี อดีต ส.อบจ.เขต อ.เขาชัยสน และอดีตรองนายก อบจ.พัทลุง ชนะสุพัชรี ธรรมเพชร อดีต ส.ส.หลายสมัย

เขตเลือกตั้งที่ 2 ฉลอง เทอดวีระพงศ์ อดีตปลัดจังหวัดพัทลุง ชนะนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ โดยมีคะแนนทิ้งห่างกันถึง 2 หมื่นคะแนน

นี่คือผลงานชิ้นโบแดงของ “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ แม่ทัพใหญ่ภาคใต้ของค่ายบุรีรัมย์ และปิดตำนานเสาไฟฟ้าพัทลุง

ภาพรวมการเลือกตั้งปี 2562 พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส.เขต 8 คนจากภาคใต้ ประกอบด้วย ภูมิศิษฏ์ คงมี ส.ส.พัทลุง เขต 1, ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง เขต 2, สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่, คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ส.ส.ระนอง, ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา เขต 7, พิบูลย์ รัชกิจประการ ส.ส.สตูล เขต 1, วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ ส.ส.สตูล, อับดุลอาซิม อาบู ส.ส.ปัตตานี เขต 2

เวลานี้ “นาที” ได้เตรียมขยายฐานหวังปักธง “ภูมิใจไทย” ในสนามเลือกตั้งนครศรีธรรมราช และเพิ่มเก้าอี้ ส.ส.ในสนามสงขลา

‘วิบากเจ๊เปี๊ยะ’

ก่อนจะเป็นแม่ทัพใต้ “ภูมิใจไทย” พิพัฒน์-นาที รัชกิจประการ ได้ร่วมมือกับ “เนวิน” สมัยสังกัดไทยรักไทย บุกตลาดการเมือง 3 จังหวัดชายแดนใต้

ปี 2551 เนวิน เป็นแม่ทัพพรรคพลังประชาชน นาทีเป็นเลขานุการประธานรัฐสภา (ชัย ชิดชอบ) เมื่อเนวิน สร้างพรรคภูมิใจไทย ก็มอบให้ “พิพัฒน์-นาที” เป็นแม่ทัพใหญ่ วางยุทธศาสตร์ยึดภาคใต้ให้ได้

หลังเลือกตั้ง 2562 นาทีเกือบได้เป็นรัฐมนตรี แต่เจอกรรมเก่าเรื่องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน เลยต้องเปลี่ยนตัวให้สามี พิพัฒน์ รัชกิจประการ นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬาแทน ซึ่งกรณีแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ส่งผลให้นาทีหลุดจากตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เมื่อกลางปีที่แล้ว

ต้นปี 2564 ครม.มีมติแต่งตั้ง นาที รัชกิจประการ เป็นประธานคณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล) และมีข้อน่าสังเกตว่า การแต่งตั้งนาที เป็นประธานที่ปรึกษารองนายกฯ มีขึ้นหลังศึกเลือกตั้งนายก อบจ.พัทลุง ซึ่งปรากฏว่า ทีมภูมิใจไทยแพ้ทีมตระกูล “ธรรมเพชร”

ความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งนายก อบจ.พัทลุง สร้างความผิดหวังให้แก่เจ๊เปี๊ยะเป็นอย่างมาก และการสูญเสีย 2 ส.ส.พัทลุง ทำให้พรรคภูมิใจไทย เสียแต้มทางการเมืองไปพอสมควร

การเลือกตั้งสมัยหน้า ภูมิใจไทยต้องเจอคู่ปรับ ปชป. ซึ่งวันนี้ กระแสภูมิใจไทยไม่หวือหวา แถมติดลบเรื่องโควิดระบาด และวัคซีนคุณภาพต่ำ เป็นเรื่องท้าทายแม่ทัพใหญ่อย่างนาทีเป็นอย่างมาก

แก้ รธน.บัตร 2 ใบ “ทักษิณ” กลับบ้าน 3ป.ไปต่อยาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482441

แก้ รธน.บัตร 2 ใบ “ทักษิณ” กลับบ้าน 3ป.ไปต่อยาก

07 ก.ย. 2564

ผ่านแก้รัฐธรรมนูญ “ทักษิณ” ฝันหวานอีกรอบ สูตรบัตร 2 ใบ แลนด์สไลด์เขี่ย 3ป. พ้นสนามการเมือง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ผ่านศึกซักฟอก ก็ถึงคิวโหวตวาระสาม ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงมีเสียงต้าน “ทักษิณ” ดังมาจากนักการเมืองซีก กปปส. โดยมองว่า ระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 จะก่อให้เกิดเผด็จการรัฐสภา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เพื่อไทยปราบ “งูเห่า” โฟกัส 2 ส.ส. รอลงดาบ

ยกสุดท้าย 3ป. อยู่หรือไป เจอด่านอันตราย

กลับกว๊านพะเยา “ธรรมนัส” ถอยในรุก ตัวละครลับหนุนหลัง

ส.ว.หลายคน เริ่มตั้งคำถามว่า เหตุใด “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จึงไปร่วมมือกับพรรคของ “ทักษิณ” แก้ระบบเลือกตั้ง

“ทักษิณ” ได้ประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวหรือ ขณะที่ “บิ๊กป้อม” พร้อมแกนนำพลังประชารัฐ มั่นใจว่า เลือกตั้งสมัยหน้า จะได้ ส.ส.จำนวนมาก ถ้าใช้ระบบเลือกตั้งแบบเก่า พลังประชารัฐจะไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียวเหมือนพรรคเพื่อไทย

มีรายงานข่าวว่า “บิ๊กป้อม” ได้ส่งสัญญาณไปถึง ส.ว.บางกลุ่ม ให้โหวตผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระสาม วันศุกร์ที่ 10 ก.ย.2564 ที่ประชุมร่วมรัฐสภา จะมีการประชุมเพื่อลงมติ ให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตรา ที่มีการแก้ไขเรื่องการเปลี่ยนระบบการเลือกตั้ง ส.ส.

การประชุมครั้งนี้ เป็นการโหวตวาระสาม ซึ่งจะผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา จะต้องได้เสียงเห็นชอบจากสมาชิกที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่เกินกึ่งหนึ่งขึ้นไป และต้องมี ส.ว.ลงมติเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 84 เสียง

สาระสำคัญของระบบเลือกตั้ง จะใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เลือก ส.ส.เขต 400 คน เลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อ 100 คน จากเดิมที่ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว เลือกคน-เลือกพรรค แบ่ง ส.ส.เขต 350 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน

‘เผด็จการรัฐสภา’

ชัยชนะในการเลือกตั้ง 6 ก.พ.2548 พรรคไทยรักไทย ได้ ส.ส.เขต 310 คน จาก 400 เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 67 คน จาก 100 คน จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว จึงเป็นที่มาของวาทกรรมเผด็จการรัฐสภา และกระแสต้านระบอบทักษิณ

หลังรัฐประหาร 2549 ทีมร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ระบบเลือกตั้งบัตร 2 ใบ ตามรัฐธรรมนูญ 2540 เอื้อต่อ “ทักษิณ” จึงร่างกติกาเลือกตั้งใหม่ในรัฐธรรมนูญ 2550 แก้ระบบเลือกตั้ง เป็นระบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ หรือพวงใหญ่ ส่วนระบบบัญชีรายชื่อ 100 คน แบ่งเป็น 8 เขตเลือกตั้ง และเขตหนึ่งมี 10 รายชื่อ

พูดตรงๆ กติกานี้ถูกออกแบบมาเพื่อเอาชนะฝ่ายทักษิณ ผลเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชน หรือพรรคไทยรักไทยเดิม ชนะเลือกตั้งได้ ส.ส.เขต 199 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 34 คน รวม 233 ที่นั่ง ได้จัดตั้งรัฐบาลอีกเช่นเคย

หลังเกิดรัฐบาลพลิกขั้ว มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดย “บิ๊กป้อม” ,สุเทพ เทือกสุบรรณ และเนวิน ชิดชอบ เห็นชอบให้กลับไปใช้กติกา “เขตเดียวเบอร์เดียว” มี ส.ส.เขต 350 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน

ผลการเลือกตั้ง 2554 พรรคเพื่อไทยหรือพรรคพลังประชาชนเดิม ก็ชนะเลือกตั้งอีก ได้ ส.ส.เขต 204 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 61 คน รวม 265 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย พ่ายแพ้กระแสยิ่งลักษณ์

‘ทักษิณคัมแบ็ก’

หลังรัฐประหาร 2557 กลุ่มอำนาจ 3 ป. ลากยาวมากว่า 3 ปี จึงร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบระบบเลือกตั้งใหม่ โดยใช้บัตรใบเดียว แบ่งเป็น ส.ส.เขต 350 คน (เขตเดียว คนเดียว) ระบบบัญชีรายชื่อ 150 คน โดยคิดคะแนนรวมทั้งประเทศ มาหารเพื่อจะได้จำนวน ส.ส.ที่พึงมี ซึ่งถ้า ส.ส. เขตเกิน ส.ส.ที่พึงมีก็จะไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

“ทักษิณ” จึงแก้เกม “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย” โดยวางให้พรรคเพื่อไทย กับพรรคไทยรักษาชาติ ลงสนามแบ่งพื้นที่กันเล่น แต่โชคร้าย พรรคไทยรักษาชาติ ถูกยุบ

พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งอันดับ 1 ได้ ส.ส.เขต เกิน ส.ส.ที่พึงมี จึงไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ได้อันดับ 2 เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล โดย “บิ๊กป้อม” ได้ประสานกับพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ไว้ล่วงหน้าแล้ว

สิ่งที่ฝ่าย “3 ป.” คาดคิดไม่ถึงคือ พรรคอนาคตใหม่ ได้คะแนนรวมถึง 6 ล้าน 3 แสนเสียง คิดเป็น ส.ส.ได้ถึง 81 ที่นั่ง ซึ่งต่อมา พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ และตัดสิทธิกรรมการบริหาร พรรคเป็นเวลาถึง 10 ปี แถมเกิดงูเห่า ส.ส.กลุ่มหนึ่งไหลไปอยู่พรรคอื่น ทำให้พรรคก้าวไกลหรือพรรคอนาคตใหม่เดิม มี ส.ส. 53 คน

พูดง่ายๆว่า พรรคก้าวไกล(อนาคตใหม่เดิม) ได้ประโยชน์จากระบบเลือกตั้งบัตรเดียวมากที่สุด จึงขวางการแก้รัฐธรรมนูญกลับไปเป็นบัตร 2 ใบ เพราะกติกาบัตร 2 ใบ จะทำให้พรรคก้าวไกลกลายเป็นขนาดเล็กไปทันที

พรรคพลังประชารัฐ ในสภาพแตกร้าวทั่วทั้งพรรค “บิ๊กป้อม” ก็แทบจะเอาไม่อยู่ คุมไม่ได้ หากลงสนามเลือกตั้ง ด้วยกติกาตามรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่มีทางสู้พรรคของ “ทักษิณ” ได้เลย