แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตจีน ร่วมคุมเข้มพฤติกรรม ‘แฟนคลับ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663075

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 15:21 น.แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตจีน ร่วมคุมเข้มพฤติกรรม ‘แฟนคลับ’หลังจากในเดือน ส.ค. สำนักงานคณะกรรมการกิจการไซเบอร์สเปซส่วนกลางของจีน ประกาศชุดมาตรการใหม่เพื่อควบคุมการทำการตลาดอย่างไม่เหมาะสมของเหล่าคนดัง และกำกับดูแลกิจกรรมของกลุ่มแฟนคลับ

ปักกิ่ง, 12 ก.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันเสาร์ (11 ก.ย.) สมาคมศิลปะการแสดงแห่งประเทศจีน (CAPA) ประกาศว่าบรรดาแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตจีนได้ออกมาให้คำมั่นยกระดับความพยายามกำกับควบคุมกิจกรรมของกลุ่มแฟนคลับ

ระเบียบที่ร่วมเผยแพร่โดยสมาคมฯ และ 14 แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต อาทิ ซินา เวยโป๋ (Sina Weibo) โต่วอิน (Douyin) และไคว่โส่ว (Kuai Shou) ระบุว่าโพสต์ที่มีเนื้อหาทำลายชื่อเสียงคนดังหรือก่อให้เกิดการเผชิญหน้าและโต้เถียงระหว่างกลุ่มแฟนคลับจะถูกลบออก ส่วนบัญชีผู้ใช้งานที่มีเนื้อหาดังกล่าวจะถูกแบนหรือปิดตัวลง

การประพฤติผิด เช่น การโพสต์หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนตัวของคนดัง การชักนำให้แฟนคลับใช้จ่ายเงินกับไอดอลของพวกเขา และการยุยงปลุกปั่นแฟนคลับจนรบกวนความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมจะถูกลงโทษเช่นกัน

ทั้งนี้ แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตจีนจะแบ่งปันข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานและเนื้อหาที่เข้าข่ายละเมิดกฎระเบียบ โดยอ้างอิงหลักการปกป้องข้อมูลความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน และจะร่วมกันลงโทษการประพฤติผิด พร้อมสนับสนุนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตแจ้งเบาะแสการละเมิดรูปแบบดังกล่าวต่อแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต

ก่อนหน้านี้ซินหัวรายงานว่าทางการจีนปราบแฟนคลับคนดัง ‘พฤติกรรมไม่เหมาะสม’ โดยเมื่อที่ 27 ส.ค.สำนักงานคณะกรรมการกิจการไซเบอร์สเปซส่วนกลางของจีน ประกาศชุดมาตรการใหม่เพื่อควบคุมการทำการตลาดอย่างไม่เหมาะสมของเหล่าคนดัง และกำกับดูแลกิจกรรมของกลุ่มแฟนคลับ

แถลงการณ์จากสำนักงานฯ ระบุการห้ามเยาวชนจัดตั้งกลุ่มแฟนคลับและเข้าร่วมแคมเปญของคนดังที่มีค่าใช้จ่ายสูง รวมถึงห้ามเข้าร่วมการโหวตในการแข่งขันของคนดัง ส่วนการพบปะทางออนไลน์ของกลุ่มแฟนคลับไม่ควรมุ่งเป้าที่เยาวชน

สำนักงานฯ ยังยกเลิกการจัดอับดันเหล่าคนดังทางออนไลน์ ทั้งแบบรายบุคคลและแบบกลุ่ม โดยอนุญาตการจัดอันดับผลงานอย่างเพลงหรือภาพยนตร์เท่านั้น

ด้านบริษัทตัวแทนเหล่าคนดังจะถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น และแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตต้องกำหนดกฎระเบียบชัดเจน สำหรับบริษัทตัวแทนที่เกี่ยวข้องกับการทำการตลาด การประชาสัมพันธ์ และการบริหารจัดการแฟนคลับ

คนดัง บริษัทตัวแทน และกลุ่มแฟนคลับ ที่กระตุ้นให้เกิดการทะเลาะวิวาททางออนไลน์ในหมู่แฟนคลับ จะถูกลงโทษด้านบัญชีผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ เช่น จำกัดการเข้าชม งดเผยแพร่เนื้อหา และปิดบัญชีผู้ใช้งานดังกล่าว

กลุ่มแฟนคลับจะต้องได้รับอนุญาตจากบริษัทตัวแทนของคนดังและต้องประกอบกิจกรรมภายใต้การกำกับดูแลของบริษัทตัวแทน ส่วนแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตต้องลบเนื้อหาเกี่ยวกับการทะเลาะและการหมิ่นประมาทในหมู่แฟนคลับ รวมถึงปิดบัญชีผู้ใช้งานที่ละเมิดกฎระเบียบ โดยผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง

สำนักงานฯ ยังแจ้งเตือนการจัดแคมเปญ การแสดงทางออนไลน์ และการจัดอันดับที่หลอกล่อแฟนคลับให้จ่ายเงินเพื่อสนับสนุนไอดอลที่พวกเขาชื่นชอบด้วย

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

จีนตัดตอน Alipay สั่งแยกแอปเก็บเงินจาก Ant Group #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663073

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 15:04 น.จีนตัดตอน Alipay สั่งแยกแอปเก็บเงินจาก Ant Group รัฐบาลจีนเตรียมออกคำสั่งปราบปราม Alipay แอปพลิเคชันชำระเงินที่ใหญ่ที่สุดของจีน

Reuters อ้างรายงานจาก Financial Times ระบุว่ารัฐบาลจีนต้องการให้บริษัท Ant Group ในเครือ Alibaba แยกแอปพลิเคชันยอดนิยม Alipay ออกจากธุรกิจสินเชื่อของบริษัท และให้พัฒนาแอปพลิเคชันใหม่แยกต่างหากสำหรับธุรกิจสินเชื่อที่ทำกำไรได้สูงของบริษัท

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของ Alibaba ซึ่งจดทะเบียนในตลาดฮ่องกงร่วงลงกว่า 4% เนื่องจากแอปพลิเคชัน Alipay มีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านคน นับเป็นแอปพลิเคชันชำระเงินที่ใหญ่ที่สุดของจีน

โดยความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของรัฐบาลจีนในการจัดระเบียบธุรกิจยักษ์ใหญ่ครั้งนี้จะส่งผลให้ Ant Group ต้องปรับโครงสร้างของบริษัทครั้งใหญ่ที่สุด

REUTERS/Aly Song/File Photo

จัดระเบียบอีกราย อินเดียเล็งเก็บภาษีเทรดคริปโต #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663069

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 14:30 น.จัดระเบียบอีกราย อินเดียเล็งเก็บภาษีเทรดคริปโตแหล่งข่าวเผยรัฐบาลอินเดียเล็งเก็บภาษีคริปโตเคอร์เรนซี

Reuters รายงานว่าเว็บไซต์ข่าว ET Now ทวีตโดยอ้างแหล่งข่าวว่ารัฐบาลอินเดียกำลังเล็งที่จะเก็บภาษีการเทรดคริปโตเคอร์เรนซี

โดยระบุว่ากรมสรรพากรอินเดียสนับสนุนการเก็บภาษีจากการแลกเปลี่ยนและเทรดคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของรัฐบาลที่มองว่ากิจกรรมใดๆ ก็ตามที่สร้างรายได้จะต้องเสียภาษี

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

ผู้เชี่ยวชาญศรีลังกาหนุนฉีด Sinopharm ให้เด็ก #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663059

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 14:00 น.ผู้เชี่ยวชาญศรีลังกาหนุนฉีด Sinopharm ให้เด็กผู้เชี่ยวชาญศรีลังกาชี้ Sinopharm เหมาะกับเด็กมากที่สุด หลังรัฐบาลเตรียมฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าศาสตราจารย์ ทิสสา วิธารานา ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาของศรีลังกา เปิดเผยว่าวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ของซิโนฟาร์มจากจีน เหมาะสำหรับใช้งานในกลุ่มประชากรเด็ก เนื่องจากเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย

หลังจากที่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีมหินทรา ราชปักษา ของศรีลังกา กล่าวว่ารัฐบาลจะเริ่มฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปในอีกไม่ช้า นำไปสู่การถกเถียงของเหล่าผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นว่าวัคซีนตัวใดเหมาะสำหรับนำไปฉีดให้เด็กอายุน้อยมากที่สุด

โดยหนังสือพิมพ์ดิ ไอส์แลนด์ รายงานอ้างอิงข้อมูลจากศาสตราจารย์วิธารานา ระบุว่า “หลังจากตรวจดูข้อมูลแล้ว เราต้องจัดโครงการนำร่องด้วยการสุ่มฉีดวัคซีนหลายตัว เพื่อดูว่าวัคซีนแต่ละตัวสร้างแอนติบอดีและมีผลข้างเคียงในเด็กหรือไม่ ผมเชื่อในแนวทางวิทยาศาสตร์และคิดว่าซิโนฟาร์มเป็นวัคซีนดีที่สุดสำหรับเด็ก”

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์วิธารานาสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยลอนดอนและเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถาบันวิจัยทางการแพทย์แห่งศรีลังการะหว่างปี 1983-1994

ปัจจุบันชาวศรีลังกาฉีดวัคซีนครบโดสกว่าร้อยละ 50 ของประชากรแล้ว โดยขณะนี้ทางการกำลังดำเนินโครงการฉีดวัคซีนให้ประชากรวัยผู้ใหญ่ทุกคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โดยศรีลังกาได้ใช้วัคซีนของซิโนฟาร์ม แอสตราเซเนกา ไฟเซอร์ โมเดอร์นา และสปุตนิก วี

Photo by FADEL SENNA / AFP

ญี่ปุ่นติดสปีด ฉีดวัคซีนครบโดสเกินครึ่งประเทศในเวลา 7 เดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663056

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 13:00 น.ญี่ปุ่นติดสปีด ฉีดวัคซีนครบโดสเกินครึ่งประเทศในเวลา 7 เดือนชาวญี่ปุ่นกว่า 63 ล้านคนฉีดวัคซีนโควิดครบ 2 เข็มแล้ว รัฐบาลเล็งผ่อนคลายมาตรการหลังผู้ป่วยลดต่อเนื่อง

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่าขณะนี้ชาวญี่ปุ่นมากกว่า 50% หรือกว่า 63 ล้านคน ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบ 2 เข็มแล้ว ซึ่งนับว่าเป็นอัตราการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากญี่ปุ่นเริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชาชนเมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ส่งผลให้อัตราการฉีดวัคซีนของญี่ปุ่นเข้าใกล้ประเทศร่ำรวยอื่นๆ อย่างสหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส แม้ว่าจะเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนทีหลัง

ยาสุโตชิ นิชิมูระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของญี่ปุ่นซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับมาตรการโควิด-19 ชี้ว่าหากความเร็วในการฉีดวัคซีนยังคงเดิมจะมีชาวญี่ปุ่นมากกว่า 60% ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มภายในสิ้นเดือนนี้

พร้อมเสริมว่าหากอัตราการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นเป็น 80% คาดว่าจะส่งผลให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งขณะนี้ญี่ปุ่นยังคงตึงเครียดเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา แม้ว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่จะลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม

โดยผู้ติดเชื้อรายใหม่เมื่อวานนี้ (12 กันยายน) อยู่ที่ 7,205 ราย ซึ่งลดลงต่ำกว่าระดับ 8,000 รายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม ขณะที่ผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ราว 1.64 ล้านราย และผู้เสียชีวิต 16,814 ราย

ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าที่จะฉีดวัคซีนให้ประชาชนทุกคนภายในต้นเดือนพฤศจิกายน และพิจารณาคลายมาตรการควบคุมโรค และข้อจำกัดต่างๆ ในเดือนเดียวกัน

Photo by Stanislav Kogiku / POOL / AFP

FBI เปิดเอกสารลับ 9/11 ชุดแรก เชื่อมโยงชาวซาอุฯ #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663037

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 11:23 น.FBI เปิดเอกสารลับ 9/11 ชุดแรก เชื่อมโยงชาวซาอุฯFBI เปิดเผยข้อมูลบางส่วนจากการสอบสวนคดีวินาศกรรม 9/11 อาจเชื่อมโยงจนท.ซาอุฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าหลังจากที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ออกคำสั่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่าให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการสอบสวนคดีวินาศกรรม 11 กันยายน หรือ 9/11 เท่าที่จะสามารถเปิดเผยได้

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐอเมริกา หรือ เอฟบีไอ จึงได้มีการเผยแพร่เอกสารลับชุดแรก ความยาว 16 หน้า ซึ่งชี้ว่าผู้ก่อการร้ายในเหตุวินาศกรรม 9/11 ทั้งหมด 19 คนนั้น มี 15 คนที่มาจากประเทศซาอุดีอาระเบีย

ข้อมูลจากเอกสารส่วนหนึ่งอ้างอิงจากแหล่งข่าวระบุว่านายนาวาฟ อัลฮัซมี และนายคาลิด อัล มิดฮาร์ สองผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินชาวซาอุดีอาระเบีย ได้เดินทางมายังสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2000 ในฐานะนักศึกษา

โดยทั้งคู่ได้รับความช่วยเหลือด้านการเดินทาง ที่พัก และการเงิน จากนายโอมาร์ บายูมี ชาวซาอุดีอาระเบียซึ่งอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาในฐานะนักศึกษาเช่นเดียวกัน

แต่มีพยานหลายคนพบเห็นว่านายบายูมีเดินทางไปที่สถานกงสุลซาอุดีอาระเบียประจำนครลอสแอนเจลิสบ่อยครั้ง ซึ่งแหล่งข่าวยังระบุว่านายบายูมีเป็นบุคคลสำคัญซึ่งมีตำแหน่งสูงในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบีย จึงต้องสงสัยว่าเขาอาจเป็นสายลับซาอุฯ

อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานว่ารัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของซาอุดีอาระเบียให้การสนับสนุนการก่อการร้ายครั้งนี้ แต่มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีองค์กรอิสระที่เป็นท่อนำเลี้ยงให้กับผู้ก่อการร้าย

ด้านรัฐบาลซาอุดีอาระเบียซึ่งยืนกรานมาตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีสหรัฐ ได้ออกแถลงการณ์ยินดีต่อการเผยแพร่เอกสารลับของสหรัฐ และสนับสนุนความโปร่งใส และยังคงยืนยันว่ารัฐบาลซาอุฯ ไม่มีส่วนรู้เห็นกับเหตุวินาศกรรม 9/11

ขณะที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตกำลังตั้งตารอคอยเอกสารชุดต่อๆ ไป ที่จะได้รับการเผยแพร่ในอนาคตตามคำสั่งของประธานาธิบดีไบเดน

AP Photo/Richard Drew, File

ที่มาของ ‘ชฎา’ มาจากทรงผมของมุนีในอินเดีย #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662997

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 20:27 น.ที่มาของ ‘ชฎา’ มาจากทรงผมของมุนีในอินเดียจากความสนใจเรื่อง ‘ชฎา’ หรือศิราภรณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ยังไม่มีใครอธิบายลงลึกว่า ‘ชฎา’ มาจากไหน และมีจุดประสงค์อะไร นี่คือคำตอบ

ผู้เขียนเคยสงสัยมานานว่าทำไม ทรงผมของรูปพระโพธิสัตว์หรือเทวรูปโบราณบางองค์ถึงไว้ทรงเดรดล็อก (Dreadlocks) คือทำผมยาวเป็นเกลียวหลอด บางองค์ก็รวบให้เรียบร้อย บางองค์ก็ปล่อยรุงรังจนน่ายำเกรง (เช่นรูปพระวัชรปาณีซึ่งเป็นโพธิสัตว์สายบู๊) ส่วนใหญ่เป็นประติมากรรมจากสมัยศตวรรษที่ 6 – 8 อะไรทำนองนี้

เก็บความสงสัยไว้นานปี เพิ่งจะมีอุตสาหะค้นคำตอบมาได้

ทรงผมแบบนี้เป็นทรงเดรดล็อกจริงๆ ในภาษาสันสกฤตเรียกว่า “ชัฏ”  แปลว่าผมม้วนเกลียวหรือผมยาวๆ ที่ถูกปั้นเป็นก้อน คำว่า “ชัฏ” ความหมายคล้ายๆ กับคำไทย (ที่ยืมแขกมาอีกที) แปลว่ารก หรือกระเซิง เช่นป่าชัฏ

เจตนาของการไว้ทรงชัฏก็เพื่อปล่อยวางจากความยึดติดในรูปกาย เริ่มจากปล่อยผมให้ยาวไม่ตัด ไม่แยแสอะไรทั้งสิ้น แสดงถึงการสละทางโลก ครั้นไม่ดูแลนานๆ เข้าผมก็เริ่มเป็นสังกะตัง อย่างแย่ๆ ก็เป็นก้อน อย่างดีก็เป็นเกลียว ในขั้นนี้แสดงถึงสภาวะความเป็นมุนี

พอยาวมากๆ หรือเวลาจะประกอบพิธีที่เข้มขลัง มุนีจะรวบผมชัฏเป็นมวยให้เรียบร้อยดูคล้ายกับมงกุฏ เรียกว่า ชฏามกุฏ

“ชฏามกุฏ” นี่เองที่เป็นต้นของมงกุฏประเภท “ชฏา” เดิมนั้นคงเป็นเครื่องประดับศีรษะที่มีนัยทางศาสนา แต่เดี๋ยวนี้คนลืมความหมายกันหมดแล้ว

ภาพถ่ายประติมากรรมรูปพระตรีมูรติพร้อมด้วยทวารบาล ทั้งหมดทรงผมชัฏหรือชฎา ที่ถ้ำเอลิแฟนตา ตั้งอยู่บนเกาะเอลิแฟนตา หรือ เกาะการปุรี ในอ่าวมุมไบ ห่างจากนครมุมไบไป 10 กิโลเมตร ภาพโดย Ronakshah1990

ชฏานั้นมักทำยอดให้ปัดไปด้านหลัง เลียนแบบมุนีที่เกล้ามวยเดรดล็อกแล้วปลายมวยไม่ตั้งแต่จะน้อมลงไปด้านหลัง ดังรูปพระโพธิสัตว์บางองค์ผมสั้นก็มียอดน้อมไปแค่นิดเดียวเหมือนชฏาจริงๆ แต่บางองค์ปลายผมยาวจนห้อยลงมาถึงไหล่

ผมทรงชัฏนี้ศาสนาพุทธมิได้เป็นเจ้าของ แต่เป็นทรงของพระอิศวรในศาสนาพระเวทมาแต่เดิม เหตุเพราะพระอิศวรเป็นมุนี ถือพรต ปล่อยผมไม่สนใจความสวยงาม ทากายด้วยขี้เถ้าคนตาย พวกมุนีไศวะนิกายสมัยนี้ก็ยังแต่งตัวเหมือนพระอิศวร

ส่วนในศาสนาพุทธเน้นโกนผมทิ้ง (เหมือนไวษณพนิกายของสายพระเวท) ต่อมาเกิดสำนักมหายานขึ้น เน้นวิถีโพธิสัตว์ จึงแต่งองค์พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้ผนวชให้เป็นกึ่งมุนีกึ่งฆราวาส ไว้ทรงชัฏแต่แต่งผมให้เรียบร้อย

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงทรงชัฏมันรวบลำบาก โยคีสายพุทธในทิเบต (งักปะ) เดี๋ยวนี้ยังไว้ทรงชัฏอยู่โพธิสัตว์กันอยู่ เพื่อแสดงความไม่ยึดติดทางโลก ถามว่าทำไมไม่โกนผมเสียเล่า ตอบว่า ถ้าโกนจะเหมือนพระสงฆ์เกินไป (โยคียังเป็นคฤหัสถ์) อีกอย่างการปล่อยผมให้เป็นก้อนสังกะตังมันแสดงถึงความไม่แยแสต่อรูปกายได้ชัดเจนกว่า ไม่ต้องเสียเวลามาโกนหรือหามีดโกนให้วุ่นวาย

ท่านฌับกัร โยคีท่านหนึ่งของทิเบตกล่าวว่า ไว้ทรงชัฏทำให้คนมองแปลกๆ พอคนแหยงๆ ก็ไม่เลื่อมใส พอไม่เลื่อมใสก็ไม่มีลาภสักการะ พอไม่มีลาภสักการะก็ไม่มีของสะสมให้รุงรัง พอไม่มีของรุงรังก็ปฏิบัติธรรมได้ก้าวหน้า พอปฏิบัติก้าวหน้าจึงบรรลุได้

ผิดกับบ้านเมืองเราตอนนี้ เห็นมุนีแปลกๆ เข้าหน่อยวิ่งเข้าหา ลาภสักการะบานตะไท

จากสมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงศรีอยุธยา เล่มที่ 6 จะเห็นขุนนางสวมลอมพอกรุ่นเก่าที่เหมือนชฏาของฤาษี

ป.ล. 

จากสมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงศรีอยุธยา เล่มที่ 6 ซึ่งน่าจะมีอายุถึงอยุธยาตอนกลาง จะเห็นว่าลอมพอกมีลักษณะปลายตัดแบบชฏามุนี/ฤษีมาก่อน ต่อมาปลายถูกรวบแล้วดึงให้แหลมขึ้นในสมัยพระนารายณ์ลงมา

มีทฤษฎีที่เสนอหันมานานว่าลอมพอกได้รับอิทธิพลจากผ้าม้วนศีรษะอย่งแขกเปอร์เซียแล้วไทยรับมาโดยดึงผ้าให้สูงขึ้น แต่จากลักษณะที่รากฏในตำราไตรภูมิแบบนี้ไม่ควรบอกว่าลอมพอกได้อิทธิพลมาจากเปอร์เซีย เพราะมันน่าจะมาจากเครื่องสวมศีรษะของมุนีมากกว่า ดีไม่ดีจะเลียนแบบกีรติมกุฏ ซึ่งเป็นมงกุฏแบบกระบอกของพระราชาธิราชในอินเดียผสมกับชฏามกุฏของพวกนักพรต ไม่ได้มีเค้าผ้าโพกแบบเปอร์เซียเลย มิพักจะกล่าวว่า กว่าอยุธยาจะคบหากับเปอร์เซียก็ล่วงเข้าสมัยพระนารายณ์แล้ว และผ้าโพกเปอร์เซียไม่ได้คล้ายลอมพอกเอาเลย แม้จะอ้างว่าไทยดัดแปลงให้ยอดแหลม ก็ดูจะข้ามขั้นวิวัฒนาการไปหน่อย

โปรดดูลักษณะของพระชฎามหากฐินและชฎาพระกลีบเอาเถิด ว่าคล้ายลอมพอกในภาพหรือไม่ แต่ก็ยังมีผู้บอกว่าลอมพอกนี่แหละได้มาจากชฏา ผู้เขียนกลับคิดว่า ชฏาไทยนั้นเลียนแบบลอมพอกของมุนีมาก่อนดังภาพ จากนั้นค่อยวิวัฒนาการเป็นลอมพอกแหลม แล้วกลายเป็นชฎาในบั้นปลาย

โดย กรกิจ ดิษฐาน

‘เสียวหมี่’ แซง ‘แอปเปิล’ ครองตลาดอุปกรณ์สวมใส่ #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662995

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 19:52 น.‘เสียวหมี่’ แซง ‘แอปเปิล’ ครองตลาดอุปกรณ์สวมใส่“การปรับปรุงผลิตภัณฑ์นาฬิกาพื้นฐานของเสียวหมี่ยังช่วยเพิ่มยอดจัดส่งนาฬิกาข้อมือของบริษัทฯ ถึง 1.3 ล้านชิ้นในไตรมาสนี้”

ปักกิ่ง, 12 ก.ย. (ซินหัว) — คานาลิส (Canalys) บริษัทวิเคราะห์ตลาดเทคโนโลยี เปิดเผยว่าเสียวหมี่ (Xiaomi) ยักษ์ใหญ่วงการเทคโนโลยีสัญชาติจีน แซงหน้าแอปเปิล (Apple) บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ขึ้นแท่นเป็นผู้จัดส่งอุปกรณ์สวมใส่อันดับหนึ่งในไตรมาส 2 ของปี 2021 ด้วยยอดจัดส่ง 8 ล้านชิ้น ครองส่วนแบ่งตลาดเกือบร้อยละ 20

ด้านแอปเปิลตามหลังอย่างฉิวเฉียดด้วยยอดจัดส่ง 7.9 ล้านชิ้น ขณะหัวเหวย (Huawei) บริษัทเทคโนโลยีของจีน อยู่ในอันดับสาม ด้วยยอดจัดส่ง 3.7 ล้านชิ้น

“เสียวหมี่ดำเนินงานอย่างชาญฉลาดในการเร่งเปิดตัวหมี่ แบนด์ 6 (Mi Band 6) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีความน่าสนใจมากกว่ารุ่นก่อน” ซินเธีย เฉิน นักวิเคราะห์จากคานาลิสกล่าว “ขณะเดียวกันการปรับปรุงผลิตภัณฑ์นาฬิกาพื้นฐานของเสียวหมี่ยังช่วยเพิ่มยอดจัดส่งนาฬิกาข้อมือของบริษัทฯ ถึง 1.3 ล้านชิ้นในไตรมาสนี้”

ทั้งนี้ คานาลิสระบุว่ายอดจัดส่งสินค้าของตลาดอุปกรณ์สวมใส่ทั่วโลกอยู่ที่ 40.9 ล้านชิ้นในไตรมาส 2 ของปี 2021 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 จากปีก่อนหน้า  

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

พันล้านสู่ศูนย์ Elizabeth Holmes นักปฏิวัติวงการแพทย์ผู้อื้อฉาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662982

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 16:25 น.พันล้านสู่ศูนย์ Elizabeth Holmes นักปฏิวัติวงการแพทย์ผู้อื้อฉาว เอลิซาเบธ โฮล์มส์ อดีตผู้บริหารที่ถูกจับตามากทีสุดคนหนึ่งแห่งบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ Theranos กำลังถูกพิจารณาคดีในคดีฉ้อโกงทางอาญา ในคดีที่มีผู้จับตามากทีสุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการธุรกิจ

ในช่วงเวลานี้ คงไม่มี (อดีต) ผู้บริหารสตาร์ทอัพคนไหนที่จะครอบครองพื้นที่สื่อได้เท่ากับ เอลิซาเบธ โฮล์มส (Elizabeth Holmes) แห่งบริษัทเทรานอส (Theranos) อีกแล้ว

แต่น่าเสียดายที่พื้นสื่อของโฮล์มส ไม่ใช่ข่าวที่น่าพิสมัยนัก เกือบร้อยทั้งร้อยเป็นข่าวเกี่ยวกับการพิจารณาคดีของเธอที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น รวมถึงการขุดเบื้องหลังการเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของ Theranos บริษัทที่ครั้งหนึ่งมีอนาคตไกล แต่แล้วรายหดหายจากระดับพันล้านจนกลายเป็นศูนย์ในเวลาไม่นานนัก

ย้อนกลับไปเมื่อ 18 ปีก่อน โฮล์มส จัดตั้ง Theranos ด้วยวัยเพียง 19 ปี ภายในเวลา 1 ปี ระดมทุนได้ถึง 6.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อมาภายในเวลา 3 ปี สามารถระดมทุนได้กว่า 44 ล้านเหรียญสหรัฐ Theranos เนื้อหอมสุดติดต่อกันนานหลายปี แถม โฮล์มส เองก็ถูกมองว่าเป็นอนาคตไอคอนแห่งวงการในระดับเดียวกับ สตีฟ จ็อบส์ เลยทีเดียว

เมื่ออายุได้ 32 ปี โฮล์มส์ได้รับการขนานนามว่าเป็น “มหาเศรษฐีหญิงที่สร้างตัวเองที่อายุน้อยที่สุด” โดย Forbes

จนกระทั่งเมื่อปี 2015 บริษัทมีมูลค่าตลาดสูงถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่แล้วในปีเดียวกันนั้นเอง ทุกสิ่งที่สร้างมาก็เริ่มที่จะสั่นคลอน และสุดท้ายบริษัทถูกสื่อขุดคุ้ยความจริงจนแทบไม่เหลือชิ้นดี

กลายเป็นว่าสตาร์ทอัพในตำนานกับนายหญิงยอดอัจฉริยะ ถูกมองว่าเป็นเรื่องอื้อฉาวที่สุดเรื่องหนึ่งในวงการ แม้ว่าเจ้าตัวจะยืนยันในความบริสุทธิ์ ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ และบริการก็ตาม

เรื่องราวของ โฮล์มส กับ Theranos จึงไม่ได้เกี่ยวกับความสำเร็จอันสวยหรูของวงการสตาร์ทอัพเท่านั้น แต่ยังฉายให้เห็นด้านมืด ความผิดพลาด และความล้มเหลวที่บรรดาเจเนอเรชั่นใหม่ที่แสวงหาความร่ำรวยแบบสำเร็จรูป จะต้องพึงสังวรให้ดี

เรื่องนี้อาจไม่ใช่ตัวอย่างของความสำเร็จสวยหรูอย่างที่เราเคยนำเสนอมาตลอด แต่เป็นตัวอย่างของความผิดพลาดและการจัดการเรื่องอื้อฉาวที่บริษัทเกิดใหม่สามารถใช้เป็นกรณีศึกษาได้

เพราะหากมุ่งแต่ความสำเร็จโดยไม่ประเมินโอกาสตกม้าตาย ก็เท่ากับทำธุรกิจด้วยความเลินเล่อ

เส้นทางมหาเศรษฐีพันล้าน

ตำนานสตาร์ทอัพอันอื้อฉาวนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อตอนที่ โฮล์มส อายุได้ 19 ปี ตอนนั้นเธอยังเป็นนักศึกษาด้านวิศวกรรมเคมี ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แต่ยังไม่ทันจะจบการศึกษาเธอก็ชิงลาออกเสียก่อน ตามสูตรไอคอนในวงการที่มักเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย แต่มักสร้างกิจการที่ยิ่งใหญ่ด้วยตัวเองหลังจากนั้น

โฮล์มสก็เช่นกัน เธอมีความคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ที่ครอบคลุม เป็นระบบสาธารณสุขแบบสามัญประจำบ้านที่ทุกคนเข้าถึงได้ รวมถึงลดความซับซ้อนและราคาที่แสนแพงของการเข้าถึงการรักษาในสหรัฐ

แต่แรงบันดาลใจจริงๆ เกิดจากประสบการณ์ในวัยเด็กที่เธอต้องสูญเสียญาติสนิทด้วยโรคมะเร็ง ทำให้เธอเฝ้าคิดคำนึงอยู่เสมอว่า หากเราสามารถรู้ล่วงหน้าว่ากำลังป่วยด้วยโรคอะไร คงจะไม่ต้องสูญเสียคนที่รักไปก่อนกาล

นี่คือความฝันที่สตาร์ทอัพส่วนใหญ่อยากจะทำกัน นั่นคือการสร้างธุรกิจที่ทำกำไรไปพร้อมๆ กับรับผิดชอบต่อสังคม หรือหากมีฝันที่สูงส่งสักหน่อยก็อาจฝันถึงการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น โฮล์มส ก็เช่นกัน เธอหวังที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในระบบสาธารณสุขอันเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตมนุษย์ แต่คนส่วนใหญ่ในโลกมักเข้าไม่ถึงปัจจัยนี้

แนวคิดของ โฮล์มส ได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์ที่ปรึกษาผู้เห็นดีเห็นงามกับการลาออกจากมหาวิทยาลัยไปตั้งบริษัท แถมตัวเขาเองยังกระโจนมาร่วมงานด้วยอีกต่างหาก อาจารย์คนนี้เผยว่า ในเวลานั้นเขามองเห็นแววตาของ โฮล์มส สะท้อนแววตาของ บิล เกตส์ หรือคนอย่าง สตีฟ จ็อบส์ หรือ ไมเคิล เดล ซึ่งล้วนแต่เป็นไอคอนผู้สร้างตัวเองจากศูนย์สู่แสนล้าน

ตรวจเลือดอัจฉริยะเหลือเชื่อ

คำยกยอนี้ไม่เกินความจริงเท่าไหร่นัก ในขณะที่ Theranos กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความโหยหาในบริการสาธารณสุขแบบครบวงจรแต่ไม่ซับซ้อนของชาวสหรัฐ ทำให้ Theranos เริ่มได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ บวกกับบริษัทและนายทุนต่างเห็นแวว คอยอัดฉีดเงินทุนไม่หยุดหย่อน

บริการของ Theranos คือการบริการตรวจสุขภาพแบบทันใจ ไม่ต้องผ่านกระบวนการของโรงพยาบาลหรือแล็บตรวจ ซึ่งคิวยาวและกระโดดไปกระโดดมา โฮล์มส จัดการขมวดกระบวนการที่เยิ่นเย้อนี้ด้วยการตรวจแบบวันสต็อปผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า Edison วิธีการก็ไม่ซับซ้อนไปกว่าการใช้เข็มเจาะเลือด หรือ Fingerstick แทนที่จะดึงเลือดออกมาจากเข็มทีละมากๆ แล้วนำไปเข้าแล็บเทคนิคการแพทย์เพื่อตรวจอีกรอบก่อนจะไปถึงมือหมอ เพื่อลงรายละเอียดตามอาการที่แล็บตรวจพบอีกครั้ง

วิธีการนี้ช่วยย่นระยะเวลาในการตรวจโรคของชาวสหรัฐ และทำให้เธอได้รับการยกย่องเป็นผู้ปฏิวัติวงการแพทย์เลยทีเดียว พร้อมกับที่ Theranos สั่งสมทุนและรายได้มากมายจนถูกประเมินว่ามีมูลค่าตลาดระดับกว่าพันล้าน

โฮมส์ ใช้เวลานานถึง 11 ปี ในการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะอำนวยความสะดวกในการตรวจเลือดของแพทย์ให้ถูกต้องแม่นยำ ราคาสบายกระเป๋า โดยเทคโนโลยีการตรวจเลือดของบริษัท Theranos นั้นไม่ง้อเข็มปลายแหลมคมดูดเลือดแต่อย่างใด เพียงแค่ขอเลือด 1 หยดจากนิ้วโป้งเพียงหยดเดียวก็สามารถตรวจเลือดได้แล้ว

นอกจากจะง่ายแล้ว เรื่องความเร็วของการรู้ผลตรวจก็ฉับไวยิ่งกว่า เพราะหากพึ่งพาวิธีเดิมด้วยการนำเลือดจากหลอดแก้วไปเข้าห้องแล็บก็ต้องรอผลนานหลายวัน แต่หากใช้วิธีของ โฮมส์ แค่รอเพียง 4 ชม.ก็สามารถรู้ได้แล้วว่าผู้ป่วยเป็นโรคอะไร และจะต้องดำเนินการรักษาอย่างไรต่อไป

ส่วนเรื่องราคาหลายคนคงคิดว่านวัตกรรมใหม่แห่งการตรวจเลือดนี้คงแพงสมกับระยะเวลาในการคิดค้นนานถึง 11 ปี แต่ ปรากฎว่ามีราคาเพียง 30 เหรียญสหรัฐ หรือราว 990 บาทเท่านั้น เทียบไม่ติดกับราคาเดิมในโรงพยาบาลที่มีค่าใช้จ่ายในการตรวจเลือดแต่ละครั้งหลายพันบาท

ผลก็คือ ในปี 2014 Walgreens ร้านขายยารายใหญ่ที่มีสาขามากที่สุดในสหรัฐถึง 8,100 แห่ง ยังประกาศวางแผนที่จะใช้เครื่องมือการตรวจเลือดของ Theranos เข้ามาขายในร้านค้า ส่วนโฮล์มได้กลายมาเป็นเศรษฐินีพันล้านได้สำเร็จ โดยรายได้หลักที่ทะยานขึ้นจากบริษัทนั้นมาจากการถือครองหุ้น 50% ของเธอ

มุมมืดของ Theranos

แต่แล้วภาพลักษณ์นักปฏิวัติวงการแพทย์เริ่มสั่นคลอนลง เมื่อเดือน ต.ค. ปี 2015 หนังสือพิมพ์เดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างข้อมูลจากอดีตพนักงานของ Theranos ว่า Edison อาจให้ผลการตรวจสอบที่ผิดพลาด นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์หลายรายยังกังขากับความน่าเชื่อถือของระบบนี้ ยังไม่นับผู้ใช้บริการอีกจำนวนหนึ่งที่รับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากล และร้องเรียนไปยังสำนักงานอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐ

จนกระทั่งมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง ที่น่าตกใจก็คือ มีการเปิดเผยว่าที่จริงแล้วหลายๆ กรณี Theranos ไม่ได้ใช้เครื่อง Edison ตรวจแต่อย่างใด แต่ใช้วิธีการตรวจแบบเดิมที่แพทย์ทั้งหลายใช้กัน ทั้งยังใช้เครื่องตรวจของบริษัทอื่นอีกด้วย ทำให้ข้อครหาต่อบริษัทและผู้ก่อตั้งเริ่มรุนแรงขึ้น แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธรายงานข่าวและข้อกล่าวหาทั้งหมดก็ตาม

การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ Theranos ยังมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยดีลที่ไม่โปร่งใส การอ้างตัวเลขทางธุรกิจที่เลื่อนลอย ไปจนถึงการตรวจสอบประสิทธิภาพของ Edison อย่างจริงจังจนพบข้อบกพร่องที่ชัดเจนขึ้น โดยสื่อและหน่วยงานของรัฐตามกัดเรื่องนี้ไม่ยอมปล่อยตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2016 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้ตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนกรณี Theranos อย่างเป็นทางการ

เมื่อปี 2014 เธอได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Forbesว่าเป็นเศรษฐินีหญิงสร้างตัวที่อายุน้อยที่สุดในสหรัฐ ด้วยมูลค่าทรัพย์สินถึง 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่หลังจากถูกเปิดโปง ในปี 2016 Forbes จึงประเมินทรัพย์สินของเธอใหม่และพบว่ามันมีค่าเท่ากับศูนย์ เนื่องจากเธอถือหุ้นสามัญของบริษัท จึงเป็นรายสุดท้ายที่จะได้รับเงินปันผลหากกิจการล้มลง

ในปี 2017 Theranos ตกลงยอมความคดีแพ่งกับบริษัท Walgreens ด้วยจำนวนเงินที่ไม่เปิดเผยและบรรลุข้อตกลงกับนักลงทุนให้ยุติการฟ้องร้องกับบริษัท แต่มันไม่ช่วยให้โฮล์มและ Theranos ถูกฟ้องอาญาจากรัฐได้

ในเดือนมิถุนายน 2018 คณะลูกขุนใหญ่แห่งสหพันธรัฐฟ้องโฮล์มส์และอดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Theranos (COO) คือ ราเมช บัลวานี ในข้อหาฉ้อโกง 9 กระทง และข้อหาสมรู้ร่วมคิดฉ้อโกง 2 กระทงฐานแจกจ่ายการตรวจเลือดโดยให้ผลลัพธ์ที่เป็นเท็จแก่ผู้บริโภค

ราเมช บัลวานี (Ramesh Balwani) นั้นมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับกับเอลิซาเบธ โฮล์มส์ระหว่างดำรงตำแหน่งที่Theranos โฮล์มส์พบเขาในปี 2002 ตอนเธออายุแค่ 18 ปี ขณะที่ยังเรียนอยู่ เขาอายุมากกว่าโฮล์มส์ 19 ปีและแต่งงานแล้วในเวลานั้น ความสัมพันธ์เชิงชู้วาวของพวกเขาไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อนักลงทุนของ Theranos

คดีรฐบาลสหรัฐฟ้องโฮล์มและพวก (U.S. v. Holmes, et al.) เริ่มเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2021 และคาดว่าจะใช้เวลา 13 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น หากถูกตัดสินว่ามีความผิด โฮล์มส์อาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี และอาจมีการชดใช้ค่าเสียหายและค่าปรับอีกหลายล้าน

เหตุเพราะเล่นเส้นแท้ๆ

ความน่าเชื่อถือของ Theranos นั้นส่วนหนึ่งมาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวของโฮล์มส์และความสามารถของเธอในการระดมการสนับสนุนจากผู้มีอิทธิพล รวมถึงเฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระดับตำนาน, จอร์จ ชูลทซ์ (George Shultz) นักการทูต นัการเมืองและนักเศรษฐศษสตร์ผู้ทรงอิทธิพล, เจมส์ แมททิส (James Mattis) อดีตนายทหารระดับบัญชาการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ และเบตซี ดีวอส (Betsy DeVos) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการชุดแรกของ Theranos ที่โฮล์มส์เชิญมาคือจอร์จ ชูลทซ์ และชูลทซ์มีส่วนร่วมในช่วงต้นในการช่วยเหลือการสรรหคณะกรรมการ Theranos จำนวน 12 คนรวมถึงบุคคลที่เอายมาข้างต้นและยังมีนักการเมืองและนักการทหารอีกจำนวนหนึ่ง เรียกได้ว่า Theranos เต็มไปด้วยคนของรัฐบาลและฝ่ายการเมืองัท้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกกัน “เส้น” ฝ่ายการเมืองของพวกเขาจึงหนาปึ๊ก

นอกจากนี้ คณะกรรมการและนักลงทุนของ Theranos ได้รวมบุคคลที่มีอิทธิพลดสาขาอื่นๆ หลายคนไว้ด้วย นักลงทุนรายใหญ่คนแรกของโฮล์มส์คือทิม เดรเปอร์ (Tim Draper) นักลงทุนร่วมทุนในซิลิคอน วัลเลย์ และเป็นพ่อของเจสซี่ เดรเปอร์ เพื่อนสมัยเด็กของโฮล์มส์ ซึ่งสนิทกันขนาดที่เขา “เขียนเช็คโฮล์มส์” เป็นเงินเงิน 1 ล้านดอลลาร์เมื่อได้ยินข้อเสนอแรกเริ่มของเธอที่จะตั้งบริษัท

กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ของ Theranos ยังรวมถึงรูเพิร์ท มเอร์ดอค (Rupert Murdoch) เจ้าพ่อสื่อรายใหญ่ของโลก, ครอบครัวสอลตัน (Walton) ผู้บริหารของบริษัท Walmart, ครอบครัวค็อกซ์ของ Cox Enterprises บริษัทยานยนต์และโทรคมนาคมรายใหญ่ของโลก และการ์โลส สลิม เอลู (Carlos Slim Helu) มหาเศรษฐกิอันดับต้นๆ ของเม็กซิโก

ปรากฎว่านักลงทุนที่คอยเป็นเส้นสายให้โฮล์มเหล่านี้แต่ละรายสูญเสียเงินหลายสิบถึงหลายร้อยล้านดอลลาร์เมื่อ Theranos ล่มสลาย

Photo by Nick Otto / AFP

5 ความท้าทายที่ประธานเฟด (Fed) อาจเผชิญในอนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662972

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 14:09 น.5 ความท้าทายที่ประธานเฟด (Fed) อาจเผชิญในอนาคตบทวิเคราะห์ของสำนักข่าว Reuters ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายและอุปสรรคที่ประธานเฟดคนใหม่ (หรือาจเป็นคนเดิม) ต้องรับมือในอีก 4 ปีข้างหน้า

การตัดสินใจของประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐจะมีขึ้นในอีกไม่นานต่อจากนี้ว่าจะแต่งตั้งเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำรงตำแนห่งอีกครั้งหรือไม่หลังจากวาระของเขาหมดลงในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า หรือจะมอบบังเหียนให้คนอื่นมาคุมแทนในช่วงเวลาสำคัฐยิ่งยวดสำหรับเฟด

พรรคเดโมแครตที่เป็นฝ่ายก้าวหน้าต้องการให้เฟดเข้ามามีบทบาทในวงกว้างมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ โดยการเพิ่มความพยายามที่จะสนับสนุนการจ้างงาน ขจัดความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ และจัดการกับความไม่เท่าเทียมกัน ขณะที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมต้องการให้ยึดกับแนวทางนโยบายการเงินเท่านั้น ให้ความสำคัญกับการลดอัตราเงินเฟ้อ และลดการแทรกแซงในตลาดการเงินและการกำกับดูแล

ไม่ว่าประธานาธิบดีของพรรคเดโมแครตจะเลือกใครก็ตาม หัวหน้าเฟดคนต่อไปจะต้องจัดการกับคำถามสำคัญเกี่ยวกับนโยบายการเงินและธรรมชาติของเงิน และนี่คือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอีกสี่ปีข้างหน้า:

มีนโยบายที่ถูกต้อง

หลังจากการระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัส เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะข้ามคืนลงมาใกล้ศูนย์ และซื้อพันธบัตรกระทรวงการคลังและหลักทรัพย์ค้ำประกันจำนวนหลายล้านล้านดอลลาร์

เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ผู้กำหนดนโยบายของเฟดน่าจะเริ่มลดการซื้อสินทรัพย์ในปลายปีนี้

แต่ภายใต้กรอบนโยบายใหม่ที่นำมาใช้เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พวกเขาวางแผนที่จะรอที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่าเศรษฐกิจจะมีการจ้างงานเต็มที่ และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2% และมีแนวโน้มว่าจะเกินระดับนั้นปานกลาง

เป็นคำมั่นที่หัวหน้าเฟดคนใหม่อาจพยายามรักษาไว้ ผู้กำหนดนโยบายของเฟดส่วนใหญ่เชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งเกิน 2% ในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องชั่วคราว แต่ถ้าราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ใครก็ตามที่เป็นหัวหน้าธนาคารกลางอาจลงเอยด้วยการกำกับดูแลการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนที่จะไปจับเรื่องการว่างงงาน

ปัจจุบันมีชาวอเมริกันน้อยกว่า 5.7 ล้านคนที่ถุกจ้างงานเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการระบาดใหญ่

“มีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะแตกต่างออกไปในอนาคต ซึ่งเป็นลักษณะโครงสร้างที่แฝงอยู่จริงๆ ของเศรษฐกิจ ซึ่งผมคิดว่าเราจะต้องให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะเปรับนโยบายของเราให้เข้ากับเศรษฐกิจอย่างหมาะสม” ลอเร็ตตา เมสเตอร์ (Loretta Mester) ประธานเฟดแห่งคลีฟแลนด์กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนสิงหาคม

เฟดในฐานะผู้เฝ้าระวัง

หากกรอบการทำงานใหม่ของเฟดทำให้นโยบายการเงินผ่อนคลายได้นานขึ้นเพื่อแสวงหาตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งขึ้น นักวิเคราะห์กล่าวว่า อาจจำเป็นต้องกระชับกฎระเบียบทางการเงินเพื่อหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดวิกฤต

เดวิด วิลค็อกซ์ (David Wilcox) อดีตนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของเฟดและปัจจุบันเป็นสมาชิกสถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศปีเตอร์สัน กล่าวว่า “กฎระเบียบทางการเงินในมุมมองของผมเป็นอันดับสองในวาระนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการความเสี่ยงทางการเงินอย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์”

ใครก็ตามที่เป็นผู้นำเฟดจะต้องพิจารณาเสถียรภาพทางการเงินในวงกว้างมากขึ้น วิลค็อกซ์กล่าว

จุดอ่อนเชิงเป็นระบบในวิธีการซื้อขายตั๋วเงินคลังและตลาดเงินถูกเปิดเผยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาจากการล่มสลายของตลาดการเงินเนื่องมาจากการชัตดาวน์ที่เกี่ยวข้องกับการระบาดใหญ่

เอริก โรเซนเกรน (Eric Rosengren) ประธานเฟดจากบอสตันหยิบยกประเด็นขึ้นมาด้วยว่า ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของ “stablecoins” ซึ่งเป็นรูปแบบสกุลเงินดิจิทัลที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกควบคุมและสามารถเชื่อมโยงกับเงินดอลลาร์ได้ ยังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางการเงินอีกด้วย

สู่ระบบดิจิทัล?

คำถามหลักประการหนึ่งคือ เฟดตัดสินใจที่จะออกสกุลเงินดิจิทัลของตนเองหรือไม่ พาวเวลล์ไม่ผูกมัดกับจุดยืนดังกลาวจนถึงตอนนี้ ลาเอล เบรนาร์ด (Lael Brainard) หนึ่งในผู้ว่าการเฟดและตัวเก็งผู้สมัครระดับแนวหน้าอีกคนหนึ่งที่อาจจะนั่งตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ กล่าวว่า เธอจะพบว่าเป็นการยากที่จะจินตนาการว่าจะไม่ทำเช่นนั้น เฟดวางแผนที่จะเผยแพร่เอกสารอภิปรายในหัวข้อนี้ในเดือนกันยายน

ผู้สนับสนุนกล่าวว่าสกุลเงินดิจิทัลที่ออกแบบมาอย่างดีสามารถลดต้นทุนการทำธุรกรรมและเพิ่มการเข้าถึงระบบธนาคารสำหรับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส แต่คนอื่นๆ กังวลว่าธนาคารอาจถูกกีดกันหากครัวเรือนและธุรกิจในอเมริกาเลิกใช้บัญชีเงินฝากประจำและไปที่เฟดโดยตรง

จีนและประเทศอื่นๆ ได้ออกสกุลเงินดิจิทัลของตนเองแล้ว เช่นเดียวกับบริษัทเอกชนเช่น Amazon.com Inc. หากมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย โทเค็นเหล่านั้นอาจทำให้ระบบการชำระเงินแตกแยก คุกคามความสามารถของเฟดในการควบคุมอัตราดอกเบี้ย และเป็นอันตรายต่อฐานะการเป็นสกุลเงินชั้นนำของเงินดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก

แอนดรูว์ เลวิน (Andrew Levin) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากวิทยาลัยดาร์ตมัธ กล่าวว่า “ธนาคารกลางสหรัฐจำเป็นต้องหาทางออกอย่างรวดเร็ว นี่เป็นความท้าทายก่อนที่ความวุ่นวายจะสงบลงภายในปีหรือสองปีหน้า”

ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ

หัวหน้าเฟดยังอยู่ภายใต้แรงกดดันในการทำความเข้าใจและจัดการกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินของไฟป่าที่ควบคุมไม่ได้ พายุเฮอริเคนที่มีพลังมหาศาล และผลกระทบร้ายแรงอื่นๆ ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งพาวเวลล์และเบรนาร์ดกล่าวว่าเป็นหน้าที่ของเฟดที่จะต้องดูแลให้ธนาคารมีความยืดหยุ่น เช่น มูลค่าทรัพย์สินที่ลดลงอันเนื่องมาจากสภาพอากาศเลวร้าย หรือคำสั่งของรัฐบาลในการจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

แต่อาณัติของเฟดไม่รวมถึงการส่งเงินเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง เช่นเดียวกับธนาคารกลางอื่นๆ

เมื่อปีที่แล้วเฟดได้จัดตั้งคณะกรรมการภายในสองชุด คณะหนึ่งเน้นที่ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศในแต่ละธนาคาร และอีกกลุ่มหนึ่งเน้นที่ภัยคุกคามทั่วทั้งระบบ นอกจากนี้ยังกลายเป็นธนาคารกลางรายใหญ่รายสุดท้ายที่เข้าร่วม Network for Greening the Financial System ซึ่งพัฒนาคำแนะนำสำหรับธนาคารกลางต่างๆ เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งสองอาจเป็นเครื่องมือให้หัวหน้าเฟดลงมือทำได้มากขึ้นในด้านสภาพอากาศ แม้ว่าจุดยืนเชิงรุกมากขึ้นในระดับเดียวกับธนาคารกลางอื่นๆ อาจทำได้ยากหากไม่มีกฎหมายใหม่

ช่องว่างทางเชื้อชาติและเพศ

เจ้าหน้าที่เฟดยังพูดตรงไปตรงมามากขึ้นเกี่ยวกับปัญหาจากความไม่เท่าเทียมทางเชื้อชาติและเพศที่จะดึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ (ดู https://fedcommunities.org/data/closethegaps)

วุฒิสมาชิกสหรัฐ แพท ทูมีย์ (Pat Toomey) ซึ่งเป็นพรรครีพับลิกัน เรียกสิ่งนี้ว่า “Mission creep” (ศัพท์การทหารของสหรัฐ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์อย่างค่อยเป็นค่อยไปในระหว่างปฏิบัติการทางทหารซึ่งมักส่งผลให้เกิดการพัวพันในระยะยาวโดยไม่ได้วางแผนไว้) อย่างไรก็ตาม หลายคนที่อยู่ฝ่ายซ้ายกล่าวว่ามันยังไปได้ไม่ไกลพอ และจับผิดโครงการซื้อพันธบัตรของเฟดที่ช่วยเอาเงินเข้ากระเป๋าของคนรวยมากขึ้นโดยการเพิ่มราคาหุ้น

“มันทำให้เกิดความระส่ำระสายขึ้น กับการที่เฟดลงมือทำเพื่อจัดการกับปัญหาใหญ่ในยุคสมัยของเรา ซึ่งรวมถึงความไม่เท่าเทียมกันและความเหลื่อมล้ำต่อผลลัพธ์ของตลาดแรงงานและการกระจายความมั่งคั่ง” จูเลีย โคโรนาโด (Julia Coronado) อดีตนักเศรษฐศาสตร์ของเฟดกล่าว ปัจจุบันเป็นประธาน MacroPolicy Perspectives

ใครก็ตามที่เป็นผู้นำของเฟดสามารถปรับเครื่องมือของตนเพื่อจำกัดช่องว่างเหล่านั้นได้ รวมถึงผ่านโครงการต่างๆ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจขนาดเล็กและการเปลี่ยนแปลงการกำกับดูแลที่ส่งเสริมให้ธนาคารทำงานร่วมกับผู้บริโภคที่ประสบปัญหาในการชำระคืนเงินกู้ โคโรนาโดกล่าว

Photo by Graeme Jennings / POOL / AFP