พบเสือดาวหิมะ สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ที่จีนต้องคุ้มครองระดับสูงสุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662960

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 12:31 น.พบเสือดาวหิมะ สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ที่จีนต้องคุ้มครองระดับสูงสุด อนึ่ง เสือดาวหิมะเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ของโลก และเป็นสัตว์ป่าที่ได้รับการคุ้มครองระดับสูงสุดในจีน

เฉิงตู, 11 ก.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันศุกร์ (10 ก.ย.) เขตอนุรักษ์ธรรมชาติในมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เปิดเผยว่ากล้องอินฟราเรดสามารถบันทึกภาพเสือดาวหิมะหลายตัวบนเทือกเขาท้องถิ่น ณ ระดับความสูงเหนือน้ำทะเลราว 4,200 เมตร

กล้องอินฟราเรด 5 จาก 14 เครื่อง ในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติหวังหล่าง เทือกเขาหมินซานของอุทยานแพนด้ายักษ์ระดับชาติ สามารถบันทึกภาพสัตว์ป่าหายาก โดยคณะนักวิจัยเผยว่ามีภาพเสือดาวหิมะอย่างน้อย 2 ตัว ซึ่งตัวหนึ่งเป็นตัวผู้รวมอยู่ด้วย

รายงานระบุว่าภาพถ่ายทั้งหมดถูกบันทึกได้ระหว่างเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมที่ผ่านมา โดยนอกจากภาพของเสือดาวหิมะแล้ว ยังมีภาพของแกะสีน้ำเงิน มาร์มอตหิมาลายัน ทาคิน และสัตว์กินพืชอีกเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ เสือดาวหิมะจัดเป็นสัตว์คุ้มครองระดับสูงสุดของจีน และถูกขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) โดยในจีนมักพบตามที่ราบสูงทางตะวันตกเฉียงใต้ ตะวันตกเฉียงเหนือ และตอนเหนือ ซึ่งครอบคลุมทิเบต ซื่อชวน ซินเจียง กานซู่ และมองโกเลียใน

ก่อนหน้านี้ มีรายงานจากฮูฮอต, 8 ส.ค. โดยซินหัว ว่าเขตปกครองตนเองมองโกเลียในทางตอนเหนือของจีน รายงานการพบเห็นเสือดาวหิมะตัวหนึ่งบนทุ่งหญ้า ใกล้กับพรมแดนจีน-มองโกเลีย โดยเสือตัวดังกล่าวไม่แสดงอาการบาดเจ็บที่ชัดเจนในการพบเห็นครั้งแรก มันลุกขึ้นและค่อยๆ ออกเดินหลังสัมผัสได้ว่ามีมนุษย์เข้าใกล้

วันต่อมา คณะเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือสัตว์ป่าวางยาสลบเสือดาวหิมะตัวดังกล่าวและป้อนอาหารบำรุงให้มัน ก่อนจะนำกลับสถานีช่วยเหลือสัตว์ โดยเสือดาวหิมะตัวนี้จะได้รับการตรวจร่างกายและปล่อยกลับคืนสู่ป่าหลังจากมีสุขภาพเข้าเกณฑ์การปล่อยคืนธรรมชาติ

เนื้อหาข่าวและภาพโดยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

เมื่อเรือบรรทุกเครื่องบินอังกฤษหนุนญี่ปุ่น จ่อคอหอยจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662957

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 11:21 น.เมื่อเรือบรรทุกเครื่องบินอังกฤษหนุนญี่ปุ่น จ่อคอหอยจีนการมาถึงของ HMS Queen Elizabeth (R08) คือสัญญาณอันตรายที่อาจทำให้ความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชีย (หรืออินโด) แปซิฟิกรุนแรงขึ้่น

1. ร.ล.ควีนเอลิซาเบธ (HMS Queen Elizabeth หรือ (R08) เป็นเรือนำของเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นควีนอลิซาเบธและเรือประจำกองทัพเรือของราชนาวี สามารถบรรทุกเครื่องบินได้ 60 ลำ ได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เรือ HMS Queen Elizabeth สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั้งสองลำตั้งชื่อตามพระนามของสมเด็จพระราชินีควีนเอลิซาเบธ ที่ 1

2. ควีนเอลิซาเบธจะประจำการเป็นส่วนสำคัญของกองเรือ UK Carrier Strike Group โดยขณะประจำการแล้วเรือจะประกอบด้วยเรือคุ้มกันและเรือสนับสนุน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการแสดงแสนยานุภาพนอกประเทศ หรือ Power projection

Photo by Roy ISSA / AFP

3. Power projection คือหนึ่งในจุดประสงค์ของสหราชอาณาจักรที่หวังจะกลับมาเป็นมหาอำนาจอันดับต้นๆ อีกครั้ง และกองเรือ UK Carrier Strike Group คือเครื่องมือในการแสดงแสนยานุภาพนอกประเทศของสหราชอาณาจักรนั่นเอง และปฏิบัติการล่าสุดคือ United Kingdom Carrier Strike Group 21 หรือ CSG21

4. CSG21 ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความโน้มเอียงที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกในแง่ของการป้องกันประเทศและนโยบายต่างประเทศ และเป็นครั้งแรกที่เรือบรรทุกเครื่องบินชั้นควีนอลิซาเบธมาร่วมในกองเรือนี้ และ CSG21 ถูกเรียกว่าเป็น “แสนยานุภาพทางทะเลและทางอากาศที่เข้มข้นที่สุดที่จะเดินทางออกจากสหราชอาณาจักรในยุคสมัยนี้”

Photo by Roy ISSA / AFP

5. CSG21 มีเป้าหมายที่ยั่วยุจีนอย่างชัดเจน ในเดือนเมษายน 2021 ได้เคลื่อนมาทำการฝึกกับกองทัพเรืออินเดียในมหาสมุทรอินเดีย ก่อนจะเทียบท่าชั่วคราวฐานทัพเรืออังกฤษในสิงคโปร์ จากนั้นได้เข้าสู่พื้นที่พิพาททะเลจีนใต้เพื่อย้ำถึง “เสรีภาพในการเดินเรือ” ในพื้นที่

6. หลังจากแวะร่วมซ้อมรบกับพันธมิตรในภูมิภาคมาระยะหนึ่ง สัปดาห์นี้ เรือบรรทุกเครื่องบิน ร.ล. ควีนเอลิซาเบธเดินทางถึงท่าเรือไของญี่ปุ่นแล้ว ในภารกิจที่เพิ่มแรงกดดันต่อจีนโดยรวมพลังญี่ปุ่น สหรัฐฯ และพันธมิตร เพื่อแสดงแสนยานุภาพทางทะเลในภูมิภาคอย่างชัดเจนมากขึ้น

Photo by Roy ISSA / AFP

7. “การเทียบท่าที่ท่าเรือญี่ปุ่นโดยกองเรือโจมตีอังกฤษ และการซ้อมรบร่วมกันแสดงถึงเจตนารมณ์ของทั้งสองประเทศของเรา” โนบุโอะ คิชิ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ฐานทัพ Yokosuka ซึ่งเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐคือ USS Ronald Reagan เทียบท่าอยู่ด้วย

8. “ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างญี่ปุ่นกับสหราชอาณาจักรไม่เพียงแต่มีส่วนทำให้เกิดความมั่นคงของประเทศของเราเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสันติภาพและเสถียรภาพของอินโดแปซิฟิกและประชาคมระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็จัดการกับปัญหาระดับโลกด้วย”

Photo by Roy ISSA / AFP

9. คำกล่าวของคิชิไม่ได้เอ่ยถึงจีน แต่มันสะท้อนไปยังจีนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังรัฐบาลญี่ปุ่นแสดงจุดยืนชัดเจนว่าหากไต้หวันถูกโจมตี (โดยจีน) ญี่ปุ่นจะเข้าช่วยเหลือ และหลังจากนั้นพัธมิตรของสหรัฐก็แสดงจุดยืนในลักษณะเดียวกันมากขึ้นเรื่อยๆ

10. ในเอกสารยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศฉบับล่าสุดของญี่ปุ่น ระบุว่าจีนเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงแห่งชาติที่สำคัญ และกล่าวว่ามี “ความตระหนักถึงวิกฤต” เกี่ยวกับไต้หวันในขณะที่กิจกรรมทางทหารของจีนรอบๆ ไต้หวันทวีความรุนแรงมากขึ้น

11. ในเดือนกรกฎาคม บทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์ Global Times ของรัฐบางจีนเตือนว่าจีนอาจจำเป็นต้องตอบโต้กองเรือรบ

โดยกล่าวถึงสหราชอาณาจักรและกองกำลังจู่โจมพันธมิตรโดยเฉพาะ ระบุว่า “เราขอเตือนกลุ่มนี้อย่างจริงจังว่า พวกเขาจำเป็นต้องถูกควบคุมและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์”

12. กระทรวงกลาโหมของอังกฤษกล่าวในขณะนั้นว่า การส่งกำลังดังกล่าวเป็นการแสดง “มั่นใจแต่ไม่ใช่การเผชิญหน้า” ขณะที่ พลเรือจัตวาสตีฟ มัวร์เฮาส์ กล่าวในการบรรยายสรุปเมื่อ ร.ล.ควีนเอลิซาเบธ เดินทางถึงญี่ปุ่นว่า “จุดประสงค์ประการหนึ่งของภารกิจนี้คือเพื่อส่งสัญญาณการเริ่มต้นของความมุ่งมั่น ความโดดเด่นของภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก”

Photo by – / Royal Navy / AFP

จับตาจีนด่านแตกอีก ตรวจหลายรอบยังมีเชื้อโผล่แบบเซอร์ไพรส์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662953

วันที่ 12 ก.ย. 2564 เวลา 10:26 น.จับตาจีนด่านแตกอีก ตรวจหลายรอบยังมีเชื้อโผล่แบบเซอร์ไพรส์หรือว่าจะต้านเดลตาไม่อยู่? จีนด่านแตกอีกรอบ คนฝูเจี้ยนตรวจเชื้อ ส.ค.ไม่ติด แต่กลับมาเจอก.ย.

1. คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีนรายงานว่าในวันที่ 12 ยอดติดเชื้อโควิด-19 ในวันที่ 11 ใน 31 มณฑล (เขตปกครองตนเองและเขตเทศบาล) ที่ได้รับการยืนยันรายใหม่ 46 ราย รวมถึงผู้ป่วยในพื้นที่ 20 ราย ในมณฑลฝูเจี้ยน ในจำนวนนี้ 19 รายอยู่ในเมืองผู่เถียน 1 รายในเมืองฉวนโจว รวมถึง 1 รายที่ไม่มีอาการในฝูเจี้ยน

2. สถานการณ์ในผู่เถียนน่ากังวลอย่างมาก People’s Daily สื่อของรัฐบาลรายงานว่า รถบัสรับส่งทั้งในมณฑลและระหว่างเมืองที่วิ่งจากผู่เถียน ถูกระงับตั้งแต่วันเสาร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด เท่ากับล้อคผู่เถียนไปโดยปริยาย

3. วันที่ 12 สำนักงานใหญ่ของมณฑลฝูเจี้ยนเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ได้ออกประกาศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 กิจกรรมการดำเนินงานของสถานบริการสันทนาการในร่ม เช่น โรงภาพยนต์ อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ บาร์ และสถาบันฝึกอบรม เป็นต้นให้งดการดำเนินการ

4. นอกจากนี้ยังมีคำสั่งย้ำการล็อคดาวน์ในผู่เถียนว่า หากไม่จำเป็นไม่ควรออกจากเมือง หากจำเป็นต้องเข้าออกเพื่อการรักษาพยาบาล หน้าที่ราชการเฉพาะ ฯลฯ จะต้องถือใบรับรองการทดสอบกรดนิวคลีอิกเชิงลบภายใน 48 ชั่วโมง

5. จุดกราวด์ซีโร่ของการระบาดครั้งนี้อยู่ที่อำเภอเซียนโหยว เมืองผู่เถียน มณฑลฝูเจี้ยน อำเภอเซียนโหยวได้รับการระบุว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน ณ เวลา 16:00 น. ของวันที่ 11 กันยายน มีรายงานผู้มีผลเป็นบวก ใหม่ทั้งหมด 24 รายในเขตนี้ รวมถึงผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยัน 6 รายและการติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ 18 ราย

6.ผู้ป่วยคนแรกๆ ของเขตนี้ก็มีประวัติที่น่ากังวล รายงานระบุว่าเคสที่ 6 (อายุ 38 ปี) เป็นผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม โดยสารเที่ยวบินของ Xiamen Airlines 852 เพื่อเข้าสู่สนามบินเซี่ยเหมินจากสิงคโปร์ (เซี่ยเหมินอยู่ในมณฑลฝูเจี้ยน)

7. หลังจากการกักตัวที่โรงแรม 14 วัน เคสนี้ก็ถูกย้ายไปกักตัวต่อที่ส่วนกลางของอำเภอเซียนโหยวเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมเพื่อดำเนินการแยกจากส่วนกลางต่อไป (ในจีนมีการกักตัวนาน 14 วัน บวก 7วัน และอีก 7 วัน รวม 21 วัน แต่ใน 7 วันหลังจะมีมาตรการที่ผ่อนคลายลง)

8. ในเคสนี้่ มีการทดสอบกรดนิวคลีอิก 3 ครั้งในวันที่ 19, 22 และ 24 ส.ค. เป็นลบทั้งหมด และดำเนินการตรวจสอบสุขภาพที่บ้านในวันที่ 26 สิงหาคม แต่ในเดือน ก.ย. เขากลับมีผลตรวจเป็นลบอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ หลังจากการวิจัยเบื้องต้นและการตัดสินโดยผู้เชี่ยวชาญ เคสดังกล่าวน่าจะเป็นที่มาของห่วงโซ่การติดเชื้อของโรคระบาดนี้

Photo by STR / AFP) / China OUT

เดลตาดับฝันแนวทาง ‘สิงคโปร์อยู่ร่วมกับโควิด’ #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662933

วันที่ 11 ก.ย. 2564 เวลา 18:00 น.เดลตาดับฝันแนวทาง ‘สิงคโปร์อยู่ร่วมกับโควิด’แม้ว่าสิงคโปร์จะฉีดวัคซีนครอบคลุม 80% แล้ว แต่เดลตายังทำให้ตัวเลขติดเชื้อพุ่งไม่หยุด จนอาจต้องกลับไปล็อกดาวน์อีกครั้ง

ตัวเลขผู้ติดเชื้อของสิงคโปร์พุ่งสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี โดยวานนี้ (10 ก.ย.) พบผู้ติดเชื้อ 568 คน จากที่เมื่อช่วง 2 สัปดาห์ก่อนตัวเลยยังไม่แตะหลักร้อย ทางการจึงส่งสัญญาณว่าอาจจะต้องงัดมาตรการสกัด Covid-19 กลับมาใช้อีกครั้งหากยังคุมเดลตาไม่อยู่ ส่อเค้าว่าแนวทาง “อยู่ร่วมกับ Covid-19” จะสะดุด

ลอว์เรนซ์ หว่อง หัวหน้าทีมรับมือ Covid-19 ของสิงคโปร์เผยว่า สิ่งที่รัฐบาลสิงคโปร์กังวลตอนนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอัตราการแพร่กระจายของเดลตาด้วย “เราเห็นตัวอย่างจากประเทศอื่นว่า เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้น ผู้ป่วยที่ต้องเข้าไอซียูและผู้เสียชีวิตจะเพิ่มตาม”

สิงคโปร์เพิ่งปรับเปลี่ยนนโยบายจากการคุม Covid-19 ให้เป็นศูนย์โดยใช้มาตรการที่เข็มงวดอย่างการปิดร้านอาหาร หรือปิดประเทศ มาสู่การอยู่ร่วมกับไวรัส โดยจะเน้นที่การควบคุมการแพร่ระบาดด้วยการฉีดวัคซีนและเฝ้าจับตาจำนวนผู้ที่ต้องเข้าโรงพยาบาล แทนการจำกัดการใช้ชีวิตของประชาชน

แต่การระบาดระลอกล่าสุดที่เกิดจากสายพันธุ์เดลตาแม้ว่าจะฉีดวัคซีนได้ครอบคลุมประชากรกว่า 80% ซึ่งสูงที่สุดประเทศหนึ่งของโลก กำลังท้าทายสิงคโปร์ว่าในที่สุดแล้วจะอยู่ร่วมกับ Covid-19 ได้ตามแผนหรือไม่

วันที่ 26 ก.ค. สิงคโปร์ประกาศแนวทางการอยู่ร่วมกับ Covid-19 ว่าอาจยกเลิกมาตรการสกุดการระบาดหากสิงคโปร์ทำให้ Covid-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นได้ ซึ่งหมายความว่าจะต้องฉีดวัคซีนในอัตราสูง บวกกับต้องมีตัวเลบผู้ป่วยหนักจาก Covid-19 ต่ำ แม้ว่าจะพบคลัสเตอร์อีกหลายครั้งก็ตาม

จากนั้นวันที่ 10 ส.ค. สิงคโปร์เข้าสู่ “ขั้นตอนการเตรียมพร้อม” โดยเริ่มผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เช่น ให้รวมตัวกันได้ 5 คนจาก 2 คน อนุญาตให้คนที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วนั่งทานอาหารในร้ายได้ 5 คน เพิ่มจำนวนคนเข้าร่วมอีเว้นต์ และมีแผนเข้าสู่ “ขั้นเปลี่ยนผ่าน เอ” ซึ่งจะเปิดเศรษฐกิจ กิจกรรมทางสังคม และการเดินทางเพิ่มเติม ในเดือน ก.ย.

ทว่า สุดท้ายสิงคโปร์ยังไม่สามารถเดินหน้าไปสู่ขั้นตอนเปลี่ยนผ่าน เอ ได้ เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้น และพบคลัสเตอร์ใหม่เสียก่อน ทางการจึงยังไม่ยกเลิกมาตรการสกัดการแพร่ระบาด

วันที่ 6 ก.ย. กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ขอความร่วมมือประชาชนจำกัดการพบปะทางสังคมเหลือวันละ 1 ครั้ง รวมทั้งห้ามมีปฏิสัมพันธ์ในที่ทำงาน เพิ่มความถี่การตรวจโรคคนทำงานจากทุก 2 สัปดาห์ เป็นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และเพิ่มประเภทแรงงานที่ต้องตรวจโรคให้ครอบคลุมพนักงานค้าปลีก พนักงานส่งของ และเจ้าหน้าที่ขนส่งสาธารณะด้วย และยังไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าจะกลับไปใช้มาตรการเฝ้าระวังเข้มงวด

มาตรการคุมเข้มนี้ก่อให้เกิดการถกเถียงในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญว่า สิงคโปร์ควร “กล้า” มากกว่านี้หรือไม่ เนื่องจากเป็นหนึ่งในประเทศที่ฉีดวัคซีนสูงที่สุดในโลก

Eng Eong Ooi ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจาก Duke-NUS Medical School เผยว่า “มันต้องมีการลองผิดลองถูกบ้าง แต่ผมคิดว่าอัตราการฉีดวัคซีนของสิงคโปร์ขณะนี้เปิดทางให้เรากล้าที่จะเดินไปข้างหน้า”

ขณะที่บางรายตั้งคำถามถึงการตรวจหาเชื้ออย่างเข้มงวดในขณะที่ 81% ของประชากรราว 5.7  ล้านคนฉีดวัคซีนครบโดสแล้วและเคสที่ตรวจพบการติดเชื้อในขณะนี้ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ

สิงคโปร์ไม่ใช่ปรดะเทศเดียวที่เปลี่ยนนโยบายจากการล็อกดาวน์เข้มงวดมาสู่แนวทางการอยู่ร่วมกับ Covid-19 ชาวออสเตรเลียนับล้านคนในรัฐนิวเซาท์เวลส์และวิกตอเรียอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์หลายเดือนเพราะรัฐบาลต้องการคุม Covid-19 ให้อยู่หมัด

ทว่าขณะนี้รัฐบาลออสเตรเลียยอมรับแล้วว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะคุม Covid-19 ให้เป็นศูนย์ เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมารัฐบาลออสเตรเลียประกาศว่าหากฉีดวัคซีนครอบคลุม 70% ของประชากรอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไปครบ 2 เข็มแล้วจะผ่อนคลายมาตรการต่างๆ

อย่างไรก็ดี มาตรการเปิดประเทศอย่างระมัดระวังของสิงคโปร์ค่อนข้างแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ฉีดวัคซีนในอัตราสูงแล้วเช่นกัน อาทิ อิสราเอล สหรัฐ และอังกฤษที่ยกเลิกมาตรการสกัดการแพร่ระบาดหลังฉีดวัคซีนให้ประชาชนส่วนใหญ่ แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเข้าโรงพยาบาลจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

ทว่าประสบการณ์ของประเทศเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าหนทางที่จะอยู่ร่วมกับ Covid-19 ยังอีกยาวไกล อิสราเอลเริ่มคลายล็อกดาวน์ตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. ตามด้วยการยกเลิกมาตรการเกือบทั้งหมดรวมทั้งการสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. หลังผู้ติดเชื้อลดลงเหลือน้อยกว่าวันละ 20 คนและมีผู้ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสเกินครึ่ง

แต่ 10 วันหลังจากนั้นชาวอิสราเอลต้องกลับปสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่ปิดอีกครั้งหลังจากตัวเลขผู้ตดเชื้อพุ่งเกินวันละ 100 คนหลายวันติดต่อกันจนต้องกลับมาใช้กรีนการ์ดแสดงว่าฉีดวัคซีนแล้วก่อนเข้าสถานที่ต่างๆ หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อยังพุ่งเนื่องจากสายพันธุ์เดลตา

ส่วนอังกฤษผ่อนคลายมาตรการเกือบทั้งหมดในวันที่ 19 ก.ค. เปิดร้านค้า ไม่จำกัดคนรวมตัว และไม่บังคับสวมหน้ากาก ทั้งที่ตอนนั้นจำนวนผู้ติดเชื้อยังอยู่ที่วันละเกือบ 50,000 ราย แต่ด้วยอัตราการฉีดวัคซีนที่สูง หลังจากนั้นจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันหลังจากนั้นก็ลดต่ำลงไปทรงตัวอยู่ที่วันละประมาณ 20,000 ราย แต่จำนวนผู้ติดเชื้อในอังกฤษกลับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งหลังเข้าสู่เดือนกันยายนเนื่องจากการระบาดของเดลตา

Photo by Roslan RAHMAN / AFP

เตือนไม่ช้าก็เร็ว Bitcoin จะเกิดภาวะฟองสบู่ #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662925

วันที่ 11 ก.ย. 2564 เวลา 16:33 น.เตือนไม่ช้าก็เร็ว Bitcoin จะเกิดภาวะฟองสบู่ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติสวีเดนเตือนสุดท้าย Botcoin อาจเกิดฟองสบู่และล่มสลายในที่สุด

สเตฟาน อิงเวส ผู้ว่าการธนาคารกลาง Riksbank ของสวีเดนเปรียบเทียบการซื้อขาย Bitcoin ว่าเหมือนกับการซื้อขายตั๋วแลกของสมนาคุณ และยังตั้งคำถามถึงความทรงพลังของ Bitcoin หลังจากไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลหลายประเทศ

อิงเวสเผยระหว่างการประชุมเกี่ยวกับการธนาคารในกรุงสตอกโฮล์มว่า “แน่นอนว่าคุณสามารถร่ำรวยจากการซื้อขาย Bitcoin แต่มันก็ไม่ต่างจากการตั๋วที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อเมื่อใช้จ่ายเงินจำนวนหนึ่งเพื่อนำไปแลกของสมนาคุณ”

คำพูดของอิงเวสเป็นไปในทางเดียวกับผู้ว่าการธนาคารกลางอีกหลายแห่ง อาทิ เมื่อเดือน ก.พ. เกเบรียล แมคลูฟ ผู้ว่าการธนาคารกลางของไอร์แลนด์ เตือนนักลงทุนว่าให้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะสูญเงินหมดหน้าตัก

“ส่วนตัวแล้วผมจะไม่ลงทุนใน Bitcoin แต่ก็ชัดเจนว่าบางคนคิดว่าเป็นการเดิมพันที่คุ้ม เมื่อ 300 ปีก่อน ผู้คนทุ่มเงินไปกับการซื้อทิวลิปเพราะพวกเขาเชื่อว่ามันคือการลงทุน”

ทั้งนี้ การซื้อทิวลิปที่ผู้ว่าการธนาคารกลางไอร์แลนด์ผู้ถึงคือ กระแสคลั่งทิวลิป หรือ Tulip mania ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ปี 1636 อันเป็นกรณีศึกษาภาวะฟองสบู่แตกครั้งแรกของโลก

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

CDC เตือนคนไม่ฉีดวัคซีนเสี่ยงตายเพราะโควิดมากกว่า 11 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662910

วันที่ 11 ก.ย. 2564 เวลา 13:01 น.CDC เตือนคนไม่ฉีดวัคซีนเสี่ยงตายเพราะโควิดมากกว่า 11 เท่าพบคนที่ไม่ฉีดวัคซีนมีความเสี่ยงจะติด เข้าโรงพยาบาล และเสียชีวิต Covid-19 มากกว่าคนที่ฉีดครบโดส

ผลการวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนโดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) พบว่า คนที่ไม่ฉีดวัคซีนมีความเสี่ยงติด Covid-19 มากกว่าคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว 4.5 เท่า เสี่ยงป่วยจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 10 เท่า และเสี่ยงเสียชีวิตมากกว่าคนที่ฉีดวัคซีนแล้ว 11 เท่า

การวิจัยนี้ศึกษาข้อมูลผู้ป่วย Covid-19 กว่า 615,000 เคส ตั้งแต่เดือน เม.ย.-ก.ค.ใน 13 รัฐของสหรัฐซึ่งครอบคลุมประชากรราว 1 ใน 3 ของสหรัฐ

การศึกษาช่วงแรกตั้งแค่วันที่ 4 เม.ย.-19 มิ.ย. พบว่า ผู้ที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีสัดส่วน 95% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด ส่วนการรักษาในโรงพยายาลมีสัดส่วน 93% การเสียชีวิตมีสัดส่วน 92%

การศึกษาช่วงหลังตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.-17 ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่สายพันธุ์เดลตาเป็นสายพันธุ์หลักในสหรัฐ พบว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีน (vaccine breakthrough) ในผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วเพิ่มขึ้น ทว่าผู้ติดเชื้อที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีสัดส่วนถึง 82% ส่วนที่ต้องเข้าโรงพยาบาลมีสัดส่วน 86% เสียชีวิต 84% ซึ่งหมายความว่าคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีความเสี่ยงมากกว่า

ผลวิจัยนี้เผยแพร่หลังจากประธานาธิบดี โจ ไบเดน เผยปฏิบัติการและมาตรการต่างๆ เพื่อให้ชาวอเมริกันอีกหลายล้านคนได้รับวัคซีนป้องกัน Covid-19 อาทิ บังคับให้พนักงานของรัฐบาลกลางทุกคนฉีดวัคซีน มาตรการให้นายจ้างที่มีพนักงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปตรวจหาเชื้อทุกสัปดาห์ ซึ่งจะกระทบชาวอเมริกันกว่า 100 ล้านคน

Photo by Emily Kask / AFP

จีนพบหน้ากากทองคำสภาพสมบูรณ์อายุ 3,000 ปี #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662904

วันที่ 11 ก.ย. 2564 เวลา 12:30 น.จีนพบหน้ากากทองคำสภาพสมบูรณ์อายุ 3,000 ปีการค้นพบครั้งใหม่แห่ง ‘ซากปรักหักพังซานซิงตุย’ เผยพลังสรรสร้างยุคจีนโบราณ

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีการค้นพบโบราณวัตถุมากกว่า 500 ชิ้นที่ซากโบราณสถานซานซิงตุย ในเมืองกว่างฮั่น ห่างจากเฉิงตู ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนราว 60 กิโลเมตร โดยในจำนวนนั้น มีหน้ากากทองคำสภาพสมบูรณ์ชิ้นหนึ่งที่มีอายุย้อนไปถึง 3,000 ปี ซึ่งดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก

วัตถุโบราณที่ถูกค้นพบในหลุมบูชายัญแห่งใหม่ 6 หลุมของซากโบราณสถาน เช่น หน้ากากทองคำ สิ่งของที่ทำจากหยกและงาช้าง และเครื่องทองสัมฤทธิ์ต่างๆ ล้วนถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรงดงามและมีรูปลักษณ์เฉพาะตัว

การค้นพบครั้งใหม่ทำให้จำนวนวัตถุที่ถูกค้นพบในซานซิงตุย เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 2,000 ชิ้น หลังการขุดค้นหลุมบูชายัญหมายเลข 3 ถึงหมายเลข 8 ที่เริ่มขึ้นในเดือนตุลาคม ปี 2020

ซากโบราณสถานซานซิงตุย ถูกค้นพบครั้งแรกในช่วงปลายทศวรรษ 1920 ครอบคลุมพื้นที่ 12 ตารางกิโลเมตร และได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกของศตวรรษที่ 20 โดยเชื่อกันว่าเป็นซากปรักหักพังของอาณาจักรสู่ที่มีอายุย้อนหลังราว 4,500-3,000 ปี

ฝาภาชนะสัมฤทธิ์ที่ถูกพบในหลุมบูชายัญหมายเลข 3 ในซากโบราณสถานซานซิงตุย มณฑลเสฉวน (ซื่อชวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
รูปปั้นสิ่งมีชีวิตในตำนานทำจากสัมฤทธิ์ที่ถูกพบในหลุมบูชายัญหมายเลข 8 ในซากโบราณสถานซานซิงตุย มณฑลเสฉวน (ซื่อชวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน บันทึกภาพวันที่ 2 ก.ย. 2021
ฝาภาชนะสัมฤทธิ์ที่ถูกพบในหลุมบูชายัญหมายเลข 3 ในซากโบราณสถานซานซิงตุย มณฑลเสฉวน (ซื่อชวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
ซ้าย : ต้นไม้สัมฤทธิ์ที่ถูกพบในหลุมบูชายัญหมายเลข 2 และถูกนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ซานซิงตุย ในเมืองกว่างฮั่น มณฑลเสฉวน (ซื่อชวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน บันทึกภาพวันที่ 17 มี.ค. 2021) (แฟ้มภาพซินหัว : ขวา : หยกฉง (ฉง คือ ภาชนะที่ด้านนอกมีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม ด้านในเป็นทรงกระบอก) พร้อมภาพวาดต้นไม้ ที่ถูกพบในหลุมบูชายัญหมายเลข 3 และถูกนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ซานซิงตุย ในเมืองกว่างฮั่น มณฑลเสฉวน (ซื่อชวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน บันทึกภาพวันที่ 2 ก.ย. 2021
ใบไม้ทองคำที่ถูกพบในหลุมบูชายัญหมายเลข 8 ในซากโบราณสถานซานซิงตุย มณฑลเสฉวน (ซื่อชวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน บันทึกภาพวันที่ 3 ก.ย. 2021
รูปปั้นสิ่งมีชีวิตในตำนานทำจากสัมฤทธิ์ที่ถูกพบในหลุมบูชายัญหมายเลข 3 ในซากโบราณสถานซานซิงตุย มณฑลเสฉวน (ซื่อชวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน บันทึกภาพวันที่ 6 ก.ย. 2021

ภาพ: xinhuathai

Moderna พัฒนาวัคซีนไฮบริดกันได้ทั้งโควิดและไข้หวัดใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662899

วันที่ 11 ก.ย. 2564 เวลา 10:33 น.Moderna พัฒนาวัคซีนไฮบริดกันได้ทั้งโควิดและไข้หวัดใหญ่Moderna กำลังพัฒนาวัคซีนเข็มกระตุ้นลูกผสมป้องกันได้ทั้ง Covid-19 และไข้หวัดใหญ่

บริษัทผลิตยายักษ์ใหญ่ Moderna ประกาศว่า บริษัทกำลังพัฒนาวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือบูสเตอร์ช็อตแบบไฮบริดที่สามารถป้องกันได้ทั้ง Covid-19 และไข้หวัดใหญ่ในเข็มเดียว

วัคซีนที่ Moderna กำลังพัฒนาอยู่นี้มีชื่อว่า mRNA-1073 เป็นการนำวัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ Moderna มาผสมกับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่อยู่ระหว่างพัฒนา

สตีเฟน บ็องเซล (Stephane Bancel) ซีอีโอของ Moderna เผยว่า “วันนี้เราขอประกาศการเริ่มต้นโครงการวัคซีนโรคทางเดินหายใจชนิดใหม่ด้วยการพัฒนาวัคซีนเข็มเดียวที่ผสมระหว่างวัคซีนบูสเตอร์ป้องกัน Covid-19 และบูสเตอร์ต้านไข้หวัดใหญ่”

บ็องเซลกล่าวต่อว่า “เรามีความคืบหน้าในการรับสมัครคนไข้เข้าโครงการรักษาโรคหายากของเรา และเรามีผู้สมัครทดสอบวัคซีนรักษามะเร็งที่ออกแบบเฉพาะบุคคลเต็มแล้ว เราเชื่อว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ของยาที่พัฒนาโดยอาศัยข้อมูลเป็นหลัก”

นอกจากนี้ Moderna ยังประกาศว่า กำลังพัฒนาวัคซีนสำหรับเด็กที่ชื่อว่า mRNA-1365 ซึ่งนำวัคซีนป้องกันไวรัส RSV ที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง และวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันมาผสมกัน

การประกาศข่าวดีดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของ Moderna พุ่งขึ้นกว่า 5%

ทั้งนี้ จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) พบว่า มีการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ Moderna ในสหรัฐแล้วกว่า 147 ล้านโดส

REUTERS/Mike Segar/File Photo

ทำไมรถไฟญี่ปุ่นล้ำหน้ากว่าไทยทั้งๆ ที่เริ่มพร้อมๆ กัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662880

วันที่ 10 ก.ย. 2564 เวลา 19:12 น.ทำไมรถไฟญี่ปุ่นล้ำหน้ากว่าไทยทั้งๆ ที่เริ่มพร้อมๆ กันรถไฟญี่ปุ่นเริ่มต้นไล่เลี่ยกับรถไฟไทยเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันญี่ปุ่นมีโครงข่ายรถไฟกระจายทั่วประเทศ มีรถไฟความเร็วสูงทุบสถิติ แต่รถไฟไทยแทบไม่เปลี่ยนไปจากเดิม

สืบเนื่องจากกระแสเกี่ยวกับการรับบริจาครถไฟมือสองที่ใช้งานมาแล้ว 40 ปีจำนวน 17 คันจากญี่ปุ่น โพสต์ทูเดย์จะพาไปย้อนประวัติศาสตร์รถไฟของประเทศญี่ปุ่นที่เริ่มขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับรถไฟของไทยเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว

ในขณะนั้นเทคโนโลยีที่ญี่ปุ่นใช้แทบไม่ต่างอะไรจากรถไฟของไทยเลย คือเป็นหัวรถจักรไอน้ำ ทว่าต่อมารถไฟของญี่ปุ่นพัฒนาแบบก้าวกระโดด เปลี่ยนจากไอน้ำเป็นเครื่องยนต์ดีเซล ก่อนจะขยับเป็นรถไฟหัวกระสุน และรถไฟฟ้าพลังงานแม่เหล็ก (Maglev) จนปัจจุบันนี้ญี่ปุ่นมีโครงข่ายรถไฟกระจายครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ ในขณะที่รถไฟไทยยังมีสภาพอย่างที่ทุกคนเห็น

1.การพัฒนาโครงข่ายรางรถไฟของญี่ปุ่นเริ่มขึ้นไม่นานหลังจากญี่ปุ่นเปิดประเทศติดต่อทำมาค้าขายกับประเทศตะวันตก หลังจากรัฐบาลโชกุนปิดประเทศโดยทำการค้าขายเฉพาะกับประเทศเอเชียด้วยกันและฮอลันดามากว่า 250 ปี

2.แม้ว่าขณะนั้นการขนส่งทางรางจะเป็นที่รู้จักผ่านการติดต่อกับต่างประเทศที่มีอยู่ไม่กี่ประเทศ อาทิ พ่อค้าชาวดัตช์ แต่โมเดลของทางรถไฟที่นำเข้ามาโดยชาวต่างชาติ รวมทั้งการนำหัวรถจักรไอน้ำมาโชว์ที่เมืองนะงะซะกิของอังกฤษ ก็เป็นที่สนใจของไดเมียวในขณะนั้น ถึงขั้นมีการร่างแบบและวางแผนก่อสร้างทางรถไฟ แต่ก็ยังไม่มีการก่อสร้างจนกระทั่งในสมัยเมจิที่จักรพรรดิกลับขึ้นมามีอำนาจอีกครั้ง

3.ปี 1868 โธมัส เบลค โกลเวอร์ พ่อค้าชาวสกอตรับผิดชอบในการนำหัวรถจักรไอน้ำคันแรกเข้ามาในญี่ปุ่น ทว่าหลังจากญี่ปุ่นปิดประเทศเพราะไม่เชื่อใจชาวต่างชาติมาราว 250 ปี การก่อสร้างรางรถไฟรางแรกเชื่อมระหว่างเกียวโตเมืองหลวงเก่าและโตเกียวเมืองหลวงแห่งใหม่โดยคนที่ไม่ใช่คนญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในทางการเมือง

4.รัฐบาลญี่ปุ่นจึงตัดสินใจสร้างรางรถไฟจากท่าเรือหลักในเมืองโยโกฮามะมายังกรุงโตเกียวโดยใช้เงินกู้จากธนาคารสัญชาติอังกฤษ เช่นเดียวกับอุปกรณ์ ราง ตู้โดยสารที่นำเข้าจากอังกฤษทั้งหมด โดยมีที่ปรึกษาด้านเทคนิค เช่น วิศวกรโยธา ผู้จัดการทั่วไป ผู้สร้างและคนขับหัวรถจักรไอน้ำจากอังกฤษและยุโรปราว 300 คน โดยมี เอ็ดมุนด์ มอเรล วิศวกรชาวอังกฤษเป็นคนคุมการก่อสร้างทางรถไฟสายแรกบนเกาะฮนชู

5.ญี่ปุ่นตั้งเงื่อนไขว่าผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ต้องถ่ายทอดความรู้ให้คนงานชาวญี่ปุ่นเพื่อที่วันหนึ่งญี่ปุ่นจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสร้างรางรถไฟโดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น

6.ทางรถไฟสายแรกระหว่างชิมบาชิและโยโกฮามะเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 1872 โดย 1 เที่ยวใช้เวลา 53 นาที (รถไฟฟ้าในปัจจุบันใช้เวลา 40 นาที) เริ่มแรกให้บริการไป-กลับวันละ 9 เที่ยว ดำเนินการโดย Japanese Government Railway (JGR) หรือการรถไฟแห่งรัฐบาลญี่ปุ่น

7.รางรถไฟรางแรกของประเทศเป็นรางเดี่ยวกว้าง 1,067 มิลลิเมตร (ชินคันเซนใช้รางกว้าง 1,435 มิลลิเมตร) สำหรับหัวรถจักรไอน้ำของอังกฤษที่วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 32.18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

8.ญี่ปุ่นใช้เวลากว่า 17 ปีสร้างรางรถไฟเชื่อมระหว่างเมืองสำคัญๆ ตามเส้นทางโทไกโด (Eastern Sea Route) จนกระทั่งในปี 1889 ทางรถไฟครอบคลุมจนผู้โดยสารสามารถเดินทางได้ตลอดทางจากโตเกียวไปยังโอซากาด้วยรถไฟ

9.ระหว่างนี้ ญี่ปุ่นที่มีความเป็นชาตินิยมสูงขอก่อตั้ง Engineer Training College ที่เมืองโอซากา เพื่อผลิตบุคลากรด้านกิจการรถไฟให้กับประเทศญี่ปุ่น จนกระทั่งระหว่างปี 1880-1890 ชาวญี่ปุ่นก็สามารถเรียนรู้ระบบรถไฟและเข้ามาทำงานแทนผู้เชี่ยวชาญต่างชาติทั้งหมด และสามารถสร้างหัวรถจักรไอน้ำได้เองในปี 1893

10.ช่วงทศวรรษ 1880 บริษัท Nippon Railway Co. (NRC) กลายเป็นบริษัทแรกที่ได้รับสัมปทานให้ดำเนินการรถไฟสายหลักโทโฮคุจากอุเอโนะถึงอาโอโมริ และสายย่อยจากโอมิยะไปถึงทะคะซะกิ โดยการก่อสร้างทางรถไฟทั้งสองสายดำเนินการโดยรัฐบาล ส่วนบริษัทรับผิดชอบค่าใช้จ่าย หลังจากนั้นก็มีบริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินการอีกหลายเจ้า

11.ปี 1892 ญี่ปุ่นออกกฎหมาย Railway Construction Act สำหรับเส้นทางรถไฟบนเกาะฮนชู คิวชู ชิโกกุ และฮอกไกโดโดยระบุว่า รัฐบาลจะส่งเสริมการสร้างรางรถไฟในเส้นทางเหล่านี้ของบริษัทเอกชน โดยรัฐบาลญี่ปุ่นจะควักเงินจ่ายเฉพาะเส้นทางที่เอกชนไม่สามารถดำเนินการได้เท่านั้น ในปีนั้นรางรถไฟที่เป็นของเอกชนแผ่ขยายเป็นระยะทาง 2,124 กิโลเมตร ขณะที่ของรัฐบาลอยู่ที่ 887 กิโลเมตร

12.ปี 1906 ถือเป็นปีสำคัญทางประวัติศาสตร์การรถไฟของญี่ปุ่น เนื่องจากสภาผ่านร่างกฎหมายการรถไฟแห่งชาติ ส่งผลให้เส้นทางรถไฟของเอกชน 17 เส้นทางถูกซื้อเป็นกิจการของรัฐ

13.การทุ่มงบประมาณไปกับการซื้อกิจการของเอกชนมาเป็นของรัฐทำให้รัฐบาลมีเงินไม่พอสำหรับการขยายเส้นทางไปยังแถบต่างจังหวัดจึงออกกฎหมาย Light Railway Act เปิดทางให้บริษัทเอกชนรายเล็กสร้างรถไฟรางเบา

14.ปี 1917 ญี่ปุ่นเริ่มสร้างระบบรถไฟใต้ดินในโตเกียวซึ่งเป็นรถไฟใต้ดินเส้นแรกของเอเชีย โดยเลียนแบบมาจากลอนดอน ปารีส และนิวยอร์ก และจัดตั้งบริษัท Tokyo Underground Railway Company เพื่อรองรับประชากรในเมืองหลวงที่มีถึง 4.1 ล้านคน และเปิดบริการในปี 1927 ปัจจุบันคือเส้นทางสาย Tokyo Metro Ginza

15.หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 รถไฟของญี่ปุ่นตกอยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร รัฐบาลญี่ปุ่นซื้อกิจการของเอกชนเพิ่มอีก 22 แห่งในช่วงปี 1943-1944 และนับตั้งแต่ปี 1943 รถไฟของรัฐก็เริ่มลดการให้บริการประชาชนแล้วหันมาใช้ในกิจการของทหารเป็นอันดับแรก

16.ปี 1945 ญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 หลังถูกสหรัฐทิ้งปรมาณูถล่ม 2 ลูก นอกจากจะมีคนเสียชีวิตนับล้านแล้ว รางรถไฟยังเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกินะวะ แต่ส่วนใหญ่กลับมาให้บริการอีกครั้งในเวลาไม่นาน ทางรถไฟบางสายของรัฐกลับมาให้บริการ 1 วันหลังจากโตเกียวถูกถล่ม Sanyo Main Line กลับมา 2 วันหลังจากฮิโรชิมะถูกถล่ม ถึงอย่างนั้นก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าเส้นทางรถไฟจะกลับมาเต็มรูปแบบ

17.ปี 1949 สหรัฐที่เข้ามาควบคุมญี่ปุ่นจัดการปฏิรูปรถไฟญี่ปุ่นโดยเปลี่ยนจาก Japanese Government Railway เป็น Japanese National Railways (JNR) หรือการรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นบรรษัทรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้การก่อสร้างซ่อมแซมระบบรถไฟเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั้งยังเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าแทนดีเซล ติดตั้งสายนำไฟฟ้าไปตามเส้นทางหลักต่างๆ และยกเลิกการใช้รถจักรไอน้ำทั้งหมดในปี 1954

18.ยุคทองของรถไฟญี่ปุ่นเริ่มในช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัว ญี่ปุ่นคิดค้นรถไฟพลังแม่เหล็ก (Maglev) ในปี 1963 โดยมีรถไฟสาย Linimo ในจังหวัดไอจิที่เปิดตัวและให้บริการเมื่อปี 2005 เป็นรถ Maglev คันแรกของโลก และยังพัฒนาเพิ่มอีกหลายรุ่น อาทิ ML500 ที่มีความเร็ว 517 กิโลเมตรต่อชั่วโมง, SCMaglev ทำสถิติโลกด้วยความเร็ว 581 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในปี 2003 และ 603 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในปี 2015

19.ปี 1964 ญี่ปุ่นเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงสาย Tokaido Shinkansen ที่เชื่อมระหว่างโตเกียวกับโอซากา ระยะทาง 515 กิโลเมตร โดยเป็นการวางระบบรางใหม่ทั้งระบบเป็นรางคู่ ขนาดมาตรฐานกว้าง 1,435 มิลลิเมตร

20.เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น การเดินทางจากย่านชานเมืองเข้าสู่ตัวเมืองด้วยรถไฟเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านโตเกียว Japanese National Railways จึงพัฒนาเส้นทางหลัก 5 เส้นทางในพื้นที่ดังกล่าวเป็น 4 ทางคู่ขนาน ทำให้เคลื่อนย้ายผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

21.อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายของโครงการนี้และการสร้างรถไฟชินคันเซ็น รวมทั้งเส้นทางอื่นๆ ทำให้การรถไฟเป็นหนี้หนักขึ้น ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างสหภาพการรถไฟและผู้บริหารจนนำมาสู่การสไตรค์หลายครั้ง

22.จนกระทั่งในปี 1987 ซึ่งการรถไฟมีหนี้สินสะสมถึง 280 ล้านเหรียญสหรัฐและเริ่มส่อเค้าว่าจะไปไม่รอด รัฐสภาจึงมีมติให้แปรรูปการรถไฟไปเป็นของเอกชน โดยแตกออกเป็น 6 บริษัทย่อยตามภูมิภาคเช่น JR-Central, JR-West, JR-East เรียกรวมๆ กันว่า Japan Railways Group (JR Group)

23.หลังการแปรรูปบริษัทเอกชนต่างแข่งขันกันปรับปรุงการให้บริการทั้งคุณภาพ ความรวดเร็ว ความตรงต่อเวลา ทำให้มีผู้โดยสารมากขึ้น การเดินทางด้วยรถไฟจึงกลับมาครองใจคนญี่ปุ่นได้อีกครั้ง

REUTERS/Kim Kyung-Hoon, Madaree TOHLALA / AFP

วิจัยพบบางคนมี ‘ภูมิคุ้มกันเหนือมนุษย์’ ต้านโควิดได้หลายสายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662874

วันที่ 10 ก.ย. 2564 เวลา 17:30 น.วิจัยพบบางคนมี 'ภูมิคุ้มกันเหนือมนุษย์' ต้านโควิดได้หลายสายพันธุ์นักวิจัยเผยหากติดโควิดแล้วฉีดวัคซีน mRNA มีโอกาสเกิดภูมิคุ้มกันแบบไฮบริด รับมือกับไวรัสโคโรนาได้ดี

เว็บไซต์ NPR ระบุว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามีผลการศึกษาหลายฉบับที่พบหลักฐานบ่งชี้ว่าบางคนมีภูมิคุ้มกันเหนือมนุษย์ (superhuman immunity) หรือภูมิคุ้มกันแบบไฮบริด (hybrid immunity) ในการต่อต้านไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นสาเหตุของโควิด-19

โดยร่างกายของพวกเขาผลิตแอนติบอดีในระดับที่สูงมาก และยังมีแนวโน้มว่าจะสามารถรับมือกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์กลายพันธุ์ได้อีกด้วย

พอล บีเนียส (Paul Bieniasz) นักไวรัสวิทยาชาวอังกฤษจากมหาวิทยาลัยร็อกกี้เฟลเลอร์ คาดการณ์ว่าคนเหล่านี้จะสามารถป้องกันเชื้อโควิด-19 ได้เกือบทั้งหมด หลังจากที่เขาและทีมวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างจำนวนหนึ่งมีแอนติบอดีที่สามารถต่อต้านโควิด-19 ได้มากถึง 6 สายพันธุ์ รวมถึงสายพันธุ์เดลตา

นอกจากนี้ยังสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ SARS-CoV-2 อีกหลายชนิด เช่น ไวรัสจากค้างคาว ตัวลิ่น รวมถึง SARS-CoV-1 ไวรัสโคโรนาตัวแรกที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน

บีเนียสยังคาดว่าบุคคลเหล่านี้จะสามารถป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์อื่นๆ ที่ยังไม่เคยแพร่ระบาดในมนุษย์ได้อีกด้วย

ธีโอโดรา แฮตซิโอนนู (Theodora Hatziioannou) นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยร็อกกี้เฟลเลอร์ ผู้ร่วมงานวิจัย กล่าวว่า ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 ในปีที่แล้ว และเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน mRNA ในปีนี้ มีโอกาสที่จะมีภูมิคุ้มกันแบบไฮบริด ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะมีปฏิกิริยาตอบสนองที่น่าทึ่งต่อวัคซีน

เพราะนอกจากจะมีแอนติบอดีในระดับสูงแล้วยังมีความยืดหยุ่นสูง หรือสามารถรับมือกับไวรัสโคโรนาได้หลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งรวมถึง SARS-CoV-1 ที่แตกต่างจาก SARS-CoV-2 ที่กำลังแพร่ระบาดในปัจจุบันมาก

นอกจากนี้ทีมวิจัยยังพบว่าภูมิคุ้มกันแบบไฮบริดของบุคคลเหล่านี้สามารถยับยั้งเชื้อ SARS-CoV-2 ที่ถูกปรับแต่งพันธุกรรมให้มีความทนทานสูงเป็นพิเศษได้อีกด้วย

ขณะที่ผลการศึกษาอื่นๆ อีกหลายฉบับสนับสนุนสมมติฐานข้างต้น และสนับสนุนแนวคิดที่ว่าการติดเชื้อไวรัสโคโรนา และได้รับวัคซีนชนิด mRNA จะทำให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่ทรงพลังเป็นพิเศษ

รวมถึงการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The New England Journal of Medicine เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้ทำการวิเคราะห์แอนติบอดีของผู้ที่ติดเชื้อ SARS-CoV-1 เมื่อหลายปีก่อน และได้รับวัคซีน mRNA ในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาดังกล่าวไม่ได้ตอบคำถามว่าหากได้รับวัคซีนก่อนที่จะรับเชื้อจะมีโอกาสเกิดภูมิคุ้มกันแบบไฮบริดหรือไม่ หรือหากไม่เคยรับเชื้อแต่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นจะได้ภูมิคุ้มกันเหนือมนุษย์เหมือนกันหรือไม่

นอกจากนี้ด้วยจำนวนกลุ่มตัวอย่างซึ่งมีปริมาณน้อยทำให้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าภูมิคุ้มกันแบบไฮบริดเกิดขึ้นเฉพาะบุคคลกลุ่มนี้ หรือเป็นวิวัฒนาการตามธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไปในการต่อสู้กับโรคระบาด

ขณะที่จอห์น เวอร์รี่ (John Wherry) นักภูมิคุ้มกันวิทยาจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ได้เปิดเผยการวิจัยพบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนแม้จะไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ก็มีแอนติบอดีที่ยืดหยุ่นมากขึ้นในการรับมือกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ต่างๆ ดังนั้นการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นก็อาจทำให้แอนติบอดีเพิ่มขึ้นและมีการรวิวัฒนาการ หมายความว่าบุคคลจะมีความพร้อมที่จะต่อสู้กับไวรัสสายพันธุ์ใดก็ตามที่จะแพร่ระบาดต่อไป

บีเนียส ทิ้งท้ายว่าจากการค้นพบทั้งหมดเหล่านี้สรุปได้ว่า ในท้ายที่สุดระบบภูมิคุ้มกันของมนุย์จะสามารถเอาชนะไวรัส และ SARS-CoV-2 จะกลายเป็นไวรัสเหมือนกับไข้หวัดใหญ่ในที่สุด

Photo by Lizabeth MENZIES / Centers for Disease Control and Prevention / AFP