D.P. เมื่อซีรีส์ปลุกประเด็นแฉการเกณฑ์ทหารในเกาหลีใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663168

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 16:12 น.D.P. เมื่อซีรีส์ปลุกประเด็นแฉการเกณฑ์ทหารในเกาหลีใต้ซีรีส์ D.P. กำลังจุดประเด็นให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารของเกาหลีใต้อีกครั้ง

รอยเตอร์สรายงานว่า “D.P. (หน่วยล่าทหารหนีทัพ)” ซีรีส์เกาหลียอดนิยมใน Netflix กำลังจุดประเด็นให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารของเกาหลีใต้อีกครั้ง

D.P. ซึ่งย่อมาจาก Deserter Pursuit เป็นหนึ่งในซีรีส์ยอดนิยมอันดับต้นๆ ในเกาหลีใต้นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยเป็นเรื่องราวของพลทหารที่ได้รับมอบหมายให้ตามล่าทหารเกณฑ์ที่หลบหนีจากกองทัพในระหว่างเข้ากรม

โดยในซีรีส์มีการชี้ให้เห็นถึงกิจวัตรประจำวันของเหล่าทหารเกณฑ์ ตลอดจนแสดงให้เห็นว่าภายในนั้นมีการทำร้ายทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจจากบรรดาทหารด้วยกัน

ฮันจุนฮี ผู้กำกับซีรีส์เผยว่าเขาพยายามบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษยธรรม และชี้ให้เห็นว่าระบบสามารถทำให้ทหารกลายเป็นได้ทั้งเหยื่อและอาชญากรได้อย่างไร รวมไปถึงทหารที่ถูกบังคับให้ต้องเป็นผู้ล่า

เมื่อซีรีส์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปจุดประเด็นให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารในเกาหลีใต้อีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังแย่ บรรดาชายหนุ่มจำนวนหนึ่งมองว่าไม่อยากเสียเวลาในการเรียนหรือทำงานไปกับการเกณฑ์ทหาร และมันควรเกิดจากความสมัครใจ

อีกทั้ง กองทัพเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบจากเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศและการทำร้ายร่างกายหลายครั้งในปีนี้

บ้างก็หวั่นว่าเมื่อถึงคราวที่ตัวเองจะต้องไปเกณฑ์ทหารแล้วจะโดนกลั่นแกล้งจากรุ่นพี่เหมือนในซีรีส์ บ้างก็ได้แต่หวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก

ขณะที่บรรดาผู้ที่เคยเข้ารับการเกณฑ์ทหารออกมาบอกเล่าประสบการณ์ และกล่าวว่าเนื้อหาในซีรีส์สะท้อนประสบการณ์ที่พวกเขาเคยเจอ ซึ่งเป็นความทรงจำอันเลวร้ายและกระทบกระเทือนจิตใจ

มาจุนบิน ซึ่งเคยเป็นทหารเกณฑ์ในปี 2013 ถึง 2014 เผยว่าฉากในซีรีส์ D.P. ทำให้เขานึกถึงสมัยที่เป็นทหารเกณฑ์ซึ่งเคยผ่านการทำร้ายในแบบที่คล้ายกันมามากมาย “เมื่อมองย้อนกลับไปผมรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเลย แต่ในตอนนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดามาก”

แต่อีกด้านหนึ่งอย่างเช่น อีจุนแท ซึ่งเคยเป็นทหารเกณฑ์ตั้งแต่ปี 2017 ถึง 2019 กล่าวว่าเขาไม่เคยมีประสบการณ์ถูกทำร้ายหรือถูกละเมิดในระหว่างนั้น และไม่มีเพื่อนคนใดได้รับการปฏิบัติที่รุนแรงเช่นกัน

ด้านกระทรวงกลาโหมชี้แจงว่ากระทรวงได้พยายามขจัดการละเมิดต่างๆ ภายในกรมทหาร ตลอดจนป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิบัติที่รุนแรง พร้อมระบุว่าปัจจุบันสภาพแวดล้อมภายในนั้นมีความเปลี่ยนแปลงไปจากแต่ในอดีตแล้ว

โดยก่อนที่ซีรีส์ดังกล่าวจะฉายใน Netflix กองทัพมีการประกาศว่าได้วางแผนที่จะยกเลิกหน่วยล่าทหารที่หนีกองทัพ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคม 2022

ทั้งนี้ เกาหลีใต้มีทหารประจำการอยู่ที่ 550,000 นาย และมีกำลังสำรอง 2.7 ล้านนาย ท่ามกลางความตึงเครียดกับเกาหลีเหนือในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยผู้ชายทุกคนจะต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารนานสุด 21 เดือน ขึ้นอยู่กับหน่วย ซึ่งกฎหมายปัจจุบันระบุว่าผู้ที่หนีเกณฑ์ทหารจะได้รับโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี

กระทรวงกลาโหมเผยว่าผู้ที่หลบหนีการเกณฑ์ทหารลดลงในระยะหลังมานี้ โดยส่วนใหญ่เป็นเพราะในปี 2019 มีการอนุญาตให้ทารเกณฑ์ใช้โทรศัพท์มือถือได้

อย่างไรก็ตามกระทรวงไม่ได้เปดเผยตัวเลขที่แน่ชัด แต่สื่อเกาหลีใต้รายงานว่ามีผู้หลบหนี 55 รายในปีที่แล้ว ซึ่งลดลงจาก 78 รายในปี 2019 ขณะที่ทหารซึ่งเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายในปีที่แล้วอยู่ที่ 15 ราย ซึ่งลดลงจาก 27 รายในปี 2019 เช่นกัน

REUTERS ATTENTION EDITORS

พลังแห่ง ‘พู่กันเทพ’ ศิลปินดาวน์ซินโดรมผู้เอาชนะขีดจำกัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663138

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 14:19 น.พลังแห่ง 'พู่กันเทพ' ศิลปินดาวน์ซินโดรมผู้เอาชนะขีดจำกัดเรื่องราวของคานาซาวะ โชโกะ ที่บริจาคผลงานให้วัดในญี่ปุ่น เพื่ออธิษฐานขอให้โรคระบาดยุติโดยเร็วที่สุด เธอเริ่มคัดลอกพระไตรปิฎกเมื่ออายุได้ 5 ขวบ และในที่สุดก็กลายเป็นนักคัดลายมือที่มีชื่อเสียง

คานาซาวะ โชโกะ (Kanazawa Shoko) เป็นลิปิกร (นักเขียนอัษรวิจิตร) ชั้นนำของญี่ปุ่น มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ตัวอักษรที่ทรงพลังและเด็ดเดี่ยว สะท้อนความปราถนาของเธอที่จะยืนหยัดด้วยตัวเอง

คานาซาวะ โชโกะ ไม่ธรรมดาตรงที่เธอมีอาการดาวน์ซินโดรม แต่ไม่เพียงเขียนอักษรได้ กลับยังสามารถผลักดันตัวเองจนกลายเป็นนักลิปิศิลป์ที่ทั่วโลกยอมรับ

แต่กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ โชโกะต้องผ่านความขมขื่นไม่น้อย โดยเฉพาะกับคุณแม่ที่หัวใจแทบแตกสลาย ตอนที่ทราบว่าลูกคนเดียวมีกลุ่มอาการดาวน์

แม่ของเธอเป็นนักลิปิศิลป์ระดับอาชีพ ส่วนคุณพ่อเป็นผู้บริหารในบริษัทชั้นนำของประเทศ ชีวิตของทั้งคู่ดูพร้อมสรรพ ยกเว้นแต่ขาดทายาท แต่แล้วเมื่อมีทายาทกลับไม่สมบูรณ์แบบดังใจหวัง

แม่ของเธอกังวลว่าสักวันหนึ่ง หากครอบครัวไม่เหลือใคร โชโกะจะอยู่อย่างไร

ความกังวลนี้ทำให้คุณแม่คิดได้ว่าควรจะสอนการเขียนอักษรศิลป์เพื่อให้ลูกมีสมาธิ เมื่อมีสมาธิแล้วก็สามารถตั้งใจทำอะไรๆ ได้ด้วยตัวเอง

โชโกะเริ่มเรียนอักษรเมื่ออายุ 5 ขวบ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะลิปิศิลป์มีกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อน อย่าว่าแต่ผู้ที่มีปัญหาทางสมองเลย แม้แต่คนทั่วไปยังยากที่จะเข้าถึง กระนั้นก็ตาม คุณแม่ของเธอพยายามสอนหลักการเหล่านี้ ด้วยอุปมาอุปมัยง่ายๆ จนลูกสาวเข้าใจ

ผลงานชิ้นเอกชิ้นแรกของโชโกะ คือการคัดลอกมหาปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร เขียนเมื่ออายุ 10 ขวบ แต่กว่าจะได้ชิ้นนี้ออกมาเลือดตาคุณแม่แทบกระเด็น และลูกสาวเสียน้ำตาไปไม่รู้เท่าไหร่ จนเรียกกันว่าเป็น “พระสูตรแห่งน้ำตา”

แต่โชโกะพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง เก็บรางวัลมากมาย อายุแค่ 19 ปีก็ได้รับตำแหน่งลิปิกรสูงสุดเทียบกับเด็กๆ ในวัยเดียวกัน ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้โชโกะอย่างมากคือการเขียนอักษรให้กับซีรีส์เรื่อง ไทระ โนะ คิโยะโมะริ ของช่อง NHK ต่อมายังเขียนอักษรให้กับงานการกุศล และสร้างผลงานศิลปะระดับชาติ ประดับตามวัดสำคัญของประเทศ

คุณแม่วัย 70 กว่าปียังคอยช่วยเหลือลูกสาวอยู่ห่างๆ ไม่เฉพาะแค่สอนวิชาอักษร แต่ยังสอนให้ทำงานบ้านเอง จนสามารถเข้าครัวทำอาหารได้ตั้งแต่ 5 ขวบ ทุกวันนี้ยังช่วยคุณแม่สอนวิชาเขียนอักษรให้กับผู้สนใจอีกด้วย แต่โชโกะรู้ดีว่าสักวันเธอต้องอยู่ตามลำพัง การยืนหยัดด้วยตัวเองจึงเป็นความหวังอย่างหนึ่งของเธอ

ความหวังนี้สะท้อนออกมาในผลงานหลายๆ ชิ้น ขณะเดียวกันหลายชิ้นก็สะท้อนการมองโลกในแง่ดี และสายใยที่เกี่ยวโยงถึงพุทธธรรม ไม่ว่าจะเป็นอักษรความฝัน ความรัก เสียงหัวเราะ หรือแม้แต่ ไร้จิต และจิตพุทธะ

ในเดือนพฤศจิกายน 2017 โชโกะได้จัดแสดงผลงานคัดลายมือของชาวพุทธที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่วัดริวอุนจิ ในญี่ปุ่น นอกจากประเทศญี่ปุ่นแล้ว เธอยังได้จัดนิทรรศการเดี่ยวมากกว่า 400 งานในรัสเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน และดูไบ และเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โชโกะจะจัดนิทรรศการอักษรศิลป์ที่วัดริวอุนจิ ในเมืองฮามามัตสึ ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายนถึง 3 ตุลาคม และจะเผยแพร่ผลงานใหม่ของเธอในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทางวัดกล่าวว่ามีความหวังว่าชาวเมืองจะ “ฟื้นคืนความเมตตากรุณาในใจ” ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

เมื่อชมผลงานอักษรคานาซาวะ โชโกะ เราจะรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ผลงานของผู้ป่วยทางสมอง แต่เป็นความเคลื่อนไหวจากปลายพู่กันที่สะท้อนออกมาจากใจบริสุทธิ์ ปราศจากอาการป่วยไข้

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Evergrande รับสภาพคล่องอาการหนัก จ้างที่ปรึกษาเคลียร์หนี้ก้อนโต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663150

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 13:42 น.Evergrande รับสภาพคล่องอาการหนัก จ้างที่ปรึกษาเคลียร์หนี้ก้อนโตบริษัท Evergrande เผยความคืบหน้าปัญหาหนี้กว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เร่งแก้สถานการณ์ที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจจีน

Evergrande Group บริษัทอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของจีนกล่าวว่าบริษัทเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องที่ “มหาศาล” และได้ว่าจ้างที่ปรึกษาด้านการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรับมือกับวิกฤต เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ 1.97 ล้านล้านหยวน (305,300 ล้านเหรียญสหรัฐ)

ความกังวลเกี่ยวกับความสามารถของบริษัทในการชำระหนี้นำไปสู่การเทขายพันธบัตรและหุ้น โดยพันธบัตรออฟชอร์ของ Evergrande ลดลงเหลือน้อยกว่า 1 ใน 4 ของมูลค่าที่ตราไว้ ขณะที่การซื้อขายพันธบัตออนชอร์หยุดชั่วคราว และราคาหุ้นตกต่ำลง ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดลดลงมากกว่า 3 ใน 4 ในปีนี้

ในช่วงเช้าวันนี้ (14 ก.ย.) หุ้นของ Evergrande ที่จดทะเบียนในตลาดฮ่องกงร่วงลงมากถึง 10% และในภาพรวมตลอดทั้งปีนี้หุ้นของบริษัทร่วงไปประมาณ 80%

Reuters ระบุว่า Evergrande กำลังตกลงอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลหลังยืนกรานว่าจะไม่ยอมล้มละลาย โดยบรรดานักลงทุนได้ออกมาประท้วงบริเวณสำนักงานใหญ่ในเซินเจิ้น ขณะที่บริษัทกล่าวว่ากำลังเผชิญกับ “ปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” แต่ปฏิเสธข่าวลือที่ว่าบริษัทกำลังจะล้มละลาย

โดยในวันนี้บริษัทได้แถลงถึงการว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ทั้งหมด และเพื่อบรรเทาวิกฤติทางการเงินที่บริษัทกำลังเผชิญ

ในส่วนของแผนการขายหุ้นในหน่วยบริการรถยนต์ไฟฟ้าและอสังหาริมทรัพย์นั้น Evergrande กล่าวว่า “ไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ”

ความเชื่อมั่นใน Evergrande เริ่มแย่ลงตั้งแต่เดือนพ.ค. และตามมาด้วยการประท้วงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยผู้ซื้อบ้าน นักลงทุนรายย่อย และพนักงานที่ไม่พอใจ

ขณะที่ Bloomberg ชี้ว่าขอบเขตของการสูญเสียที่นักลงทุนเผชิญส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับว่าทางการจีนและธนาคารของรัฐจะดำเนินการเพื่อจำกัดผลกระทบหรือไม่

หากปราศจากการแทรกแซงจากรัฐ ความเสี่ยงคือ Evergrande จะตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายและยากจะควบคุม โดยนักพัฒนากล่าวว่ายอดขายอสังหาริมทรัพย์ในเดือนนี้จะลดลงเนื่องจากความเชื้อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง อันจะส่งผลให้เม็ดเงินของบริษัทลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อสภาพคล่องของบริษัท

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลว่าบริษัทพัฒนาอสังหาฯ อื่นๆ ของจีนที่มีหนี้สินตะเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ในอนาคต ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจของประเทศ และหากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่อธนาคารและนักลงทุนอย่างมาก

REUTERS/Bobby Yip/File Photo

ธุรกิจต่อไป! รัฐบาลจีนเล็งจัดการคลินิกเสริมความงาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663149

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 13:00 น.ธุรกิจต่อไป! รัฐบาลจีนเล็งจัดการคลินิกเสริมความงามรัฐบาลจีนเตรียมเข้ามาปราบปรามธุรกิจเสริมความงามเป็นธุรกิจต่อไปหลังจัดการบริษัทเทครายใหญ่

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า สื่อที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนระบุว่า “เป็นเรื่องจำเป็นและเร่งด่วน” ในการออกกฎควบคุมโฆษณาเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมความงาม ขั้นตอน และการรักษา โดยบอกว่าบางแห่งอวดอ้างเกินจริงหรืออ้างข้อมูลเท็จ

“โฆษณาความงามทางการแพทย์แพร่หลายไปทุกช่องทาง ตั้งแต่โปสเตอร์ที่ป้ายรถเมล์และในสถานีรถไฟใต้ดิน ไปจนถึงการแนะนำในโซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์มคอนเทนต์ต่างๆ ตั้งแต่โฆษณาที่แทรกอยู่ในภาพยนตร์และรายการวาไรตีโชว์ทางทีวี ไปจนถึงการโปรโมทโดยการไลฟ์สตรีม” บทความแสดงความคิดเห็นที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ People’s Daily ระบุ

บทความระบุว่าโฆษณาบางชิ้นเชื่อมโยงรูปลักษณ์ที่ดูดีกับเรื่องราวเกี่ยวกับ “คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” “ความพากเพียร” “ความสำเร็จ” เรื่องราวที่บิดเบือนเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมเสริมความงามที่เปลี่ยนโชคชะตาชีวิตของคนคนหนึ่ง และบิดเบือนแนวความคิดเกี่ยวกับความสวยความงาม

การวิพากษ์วิจารณ์ธุรกิจศัลยกรรมเสริมความงามเกิดขึ้นในช่วงที่ทางการจีนเข้ามาปราบปรามธุรกิจต่างๆ เป็นวงกว้างตั้งแต่ธุรกิจเทคโนโลยี การศึกษา ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ เพื่อยกระดับการควบคุมเศรษฐกิจและสังคมหลังจากปล่อยให้ธุรกิจเหล่านี้กอบโกยเงินเข้าประเป๋ามาหลายปี

การออกกฎคุมเข้มธุรกิจต่างๆ เพิ่มความกังวลให้บรรดานักลงทุนว่าธุรกิจไหนจะเป็นรายต่อไปที่รัฐบาลจะเข้ามาควบคุม

เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา น่วยงานที่ทำหน้าที่ควบคุมตลาดของจีนร่างแนวทางควบคุมการโฆษณาของธุรกิจเสริมความงาม โดยระบุว่าโฆษณาเหล่านี้ทำให้สัผู้คนในสังคมวิตกกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอก

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้การทำศัลยกรรมความงามเป็นที่นิยมในจีน โดยเฉพาะการทำตาให้โตขึ้นและการเสริมจมูกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด อย่างไรก็ดีธุรกิจเสริมความงามถูกวิจารณ์เนื่องจากไม่ยอมเตือนว่ามีความเสี่ยง

เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา อินฟลูเอนเซอร์วัย 33 ปีรายหนึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่หลังจากเสียชีวิตจากการดูดไขมันที่ผิดพลาด

AFP PHOTO / CHANDAN KHANN

จีนกักตัวนานอาจไร้ผล หลังพบเคสติดเชื้อหลัง 21 วัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663132

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 12:05 น.จีนกักตัวนานอาจไร้ผล หลังพบเคสติดเชื้อหลัง 21 วันผู้เชี่ยวชาญและชาวโซเชียลตั้งคำถามเรื่องกักตัวนานแต่ไม่ได้ผล หลังชายจีนกักตัวครบ 21 วัน แต่ตรวจพบว่าติดเชื้อหลังกลับจากต่างประเทศ 37 วัน

มณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนเผชิญกับการระบาดของ Covid-19 อีกครั้งหลังจากเพิ่งควบคุมการระบาดระลอกก่อนหน้านี้ได้สำเร็จเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนซึ่งเป็นการระบาดที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 1 ปี เน้นย้ำถึงความท้าทายที่เพิ่มขึ้นจากสายพันธุ์เดลตา แม้ในประเทศที่มีมาตรการสกัดการแพร่ระบาดที่เข้มงวดที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง

การระบาดระลอกใหม่ในมณฑลฝูเจี้ยนทำให้มีผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 60 คน รวมทั้งนักเรียนประถม 15 คน หลังจากตรวจพบเด็กชายสองพี่น้องจากโรงเรียนประถมในเขตเซียนโหยวของเมืองผูเถียนติดเชื้อระหว่างตรวจหาเชื้อให้นักเรียนตามปกติ จากนั้นพบนักเรียนอีก 1 คนและผู้ปกครอง 3 คนติดเชื้อในวันถัดมา

ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลจีนคาดว่าพ่อของนักเรียนรายหนึ่งที่เพิ่งกลับมาจากสิงคโปร์อาจเป็นต้นตอของการแพร่เชื้อครั้งใหม่นี้ ทั้งที่กักตัวครบตามที่ทางการกำหนดแล้ว

ผู้ปกครองรายนี้เดินทางกลับมาถึงเมืองเซี่ยเหมินเมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา และเข้ากักตัวในโรงแรมซึ่งเป็นสถานกักตัวทางเลือก 14 วัน ต่อด้วยการกักตัวที่ศูนย์กักตัวของทางการในเมืองเซียนโหยวอีก 7 วัน จากนั้นเดินทางกลับบ้านและเฝ้าระวังต่ออีก 1 สัปดาห์

ระหว่างกักตัว 21 วันมีการตรวจหาเชื้อ 9 ครั้งซึ่งผลออกมาพบว่าไม่ติดเชื้อทั้งหมด ก่อนที่จะพบว่าเขาติดเชื้อเมื่อวันศุกร์ที่ 10 ก.ย. หรือ 37 วันหลังเดินทางกลับจีน

ทางการจีนไม่ได้เปิดเผยว่าชายรายนี้ติดเชื้อเมื่อใด ที่ใด หรือติดอย่างไร ทว่าระยะเวลาฟักตัวของเชื้อที่นานเกิน 21 วันถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างมาก โดยนักวิจัยจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคในมณฑลกวางตุ้งพบว่า เชื้อสายพันธุ์เดลตามีระยะเวลาฟักตัวเฉลี่ย 4 วัน

ด้วยเหตุนี้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางคนของจีนจึงตั้งคำถามว่า ชายคนดังกล่าวอาจได้รับเชื้อหลังเดินทางกลับมาถึงเขตเซียนโหยวแล้ว

ขณะที่ผู็เชี่ยวชาญมองว่า แม้ว่ายุทธศาสตร์คุม Covid-19 ให้เป็นศูนย์ดูเหมือนจะได้ผล แต่จีนทางการจีนต้องใช้เวลานานขึ้นในการสกัดและควบคุมการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตาให้กลับมาเป็นศูนย์อีกครั้งเมื่อเทียบกับการระบาดระลอกก่อนๆ

หวงเหยียนจง จากคณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์ (CFR) เผยว่า ยุทธศาสตร์นี้กำลังเผชิญปัญหาเรื่องประสิทธิภาพที่ถดถอยลงเมื่อต้องเจอกับสายพันธุ์ที่แพร่กระจายได้ง่ายอย่างเดลตา

“มันจะยากขึ้นเรื่อยๆ ในการรักษาแนวทางนั้น ในแง่ของเวลา พลังงานขององค์กร และความเจ็บปวดทางการเงินและเศรษฐกิจที่ใช้ในการทำตัวเลขกลับมาเป็นศูนย์ ไม่ว่าข้อจำกีดการเดินทางจะเข้มงวดแค่ไหน คุIจะยังมีเคสนำเข้าและทำให้เกิดการระบาดในประเทศ”

บางประเทศ อาทิ ออสเตรเลียและสิงคโปร์พากันเปลี่ยนมาเป็นการเรียนรู้การอยู่ร่วมกับ Covid-19 หลังพึงพายุทธศาสตร์คุม Covid-19 ให้เป็นศูนย์มาตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยในออสเตรเลียประชาชนเริ่มไม่พอใจมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวด การประท้วงต่อต้านมาตรการล็อกดาวน์เกิดขึ้นตามเมืองใหญ่ๆ แม้ว่าตัวเชผู้ติดเชื้อจะพุ่งขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว 

อย่างไรก็ดี จีนกลับเพิ่มความพยายามในการสกัดการแพร่ระบาดอย่างเข้มข้นซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์มองว่าเป็นข้อพิสูจน์ของความเหนือกว่าของระบอบการเมืองแบบเผด็จการ

ในจีนมาตรการที่เข้มงวดนี้ยังคงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมาตรการต่างๆ เหล่านี้บังคับใช้เฉพาะในพื้นที่เล็กๆ ของประเทศที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคนในแต่ละครั้ง ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยปราศจาก Covid-19 มากกว่าที่ต้องอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ที่ยืดเยื้อ

“มันเป็นธรรมชาติ เมื่อคุณไม่ใช่เหยื่อของการล็อกดาวน์ คุนก็จะสนับสนุนมาตรการใดๆ ก็ตามที่ทำให้คุฯปลอดภัย แม้ว่าคุณจะต้องเผชิญกับการล็อกดาวน์ แต่คุณก็ยังพบว่ามันพอทนได้เพราะมันเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก” หวงกล่าว 

อย่างไรก็ดี หวงเตือนว่า การสนับสนุนของประชาชนและความอดทนอาจค่อยๆ หมดไปหากการระบาดยืดเยื้อออกไป “ทางการจีนจะใช้มาตรการล็อกดาวน์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ผมคิดว่าในที่สุดการสนับสนุนจากสาธารณะจะหมดไป”

Photo by STR / AFP

เฟคนิวส์เป็นเหตุ เหรียญ litecoin ราคาพุ่งเกือบ 30% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663131

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 11:21 น.เฟคนิวส์เป็นเหตุ เหรียญ litecoin ราคาพุ่งเกือบ 30%  Walmart โต้เฟคนิวส์ ยืนยันไม่มีแผนรับชำระด้วย litecoin

หลังจากที่มีข่าวลือถูกโพสต์ลงบน GlobeNewswire ซึ่งเป็นบริการสำหรับเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ว่า Walmart จะเริ่มยอมรับการชำระเงินเป็นเหรียญ litecoin ส่งผลให้ราคาของ litecoin พุ่งทะยานเกือบ 30% ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

โดยราคาของ litecoin เมื่อคืนที่ผ่านมา (13 ก.ย.) พุ่งแตะระดับ 7,666.47 บาท จากราคาต่ำสุดในรอบ 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 5,637.72 บาท

นอกจากนี้สื่อหลัก เช่น CNBC, Reuters และแม้แต่เว็บไซต์ข่าวสกุลเงินดิจิทัล Coindesk ได้รายงานเกี่ยวกับประกาศดังกล่าวด้วย ซึ่งส่งผลให้หุ้นของ Walmart ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย

ก่อนที่ Walmart จะออกมายืนยันกับ CNBC ว่าข่าวดังกล่าวนั้นไม่เป็นความจริงและได้ติดต่อกับ GlobeNewswire เพื่อทำความเข้าใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ส่งผลให้ในวันนี้ (14 ก.ย.) ราคาของ litecoin ค่อยๆ ปรับลดลงมาจนล่าสุดขณะนี้อยู่ที่ 5,866.21 บาท

ท่ามกลางการตั้งคำถามว่า GlobeNewswire จะมีมาตรการอย่างไรต่อไปหลังจากนี้ในการตรวจสอบข่าวประชาสัมพันธ์และป้องกันเฟคนิวส์ และก.ล.ต. จะสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่

ขณะที่ GlobeNewswire ออกมาชี้แจงว่าได้วางมาตรการในการตรวจสอบความถูกต้องของข่าวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากผู้ไม่หวังดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการสอบสวน ตลอดจนดำเนินการทางกฎหมายเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

Photo by INA FASSBENDER / AFP

‘ชินอิลปา’ จุดจบคนขายชาติ เวรกรรมถึงลูกหลาน #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662991

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 20:42 น.'ชินอิลปา' จุดจบคนขายชาติ เวรกรรมถึงลูกหลานเรื่องราวของผู้ทรยศแผ่นดินเกิดตัวเอง แม้จะเสพสุขบนความทุกข์ของเพือนร่วมชาติ และประวัติศาสตร์ไม่มีวันให้อภัย

“โชซอน” หรืออาณาจักรเกาหลีเคยเป็นรัฐใต้อิทธิพลจีนมาก่อน จีนจึงมีฐานะเหมือน “พี่ใหญ่” ของโชซอน การตัดสินใจสำคัญๆ เกี่ยวกับบ้านเมืองของโชซอนต้องคำนึงถึงจีนด้วย

แต่จีนช่วงปลายราชวงศ์แมนจูเริ่มเสื่อมถอยลงพร้อมๆ กับการรุกรานของชาติตะวันตกและญี่ปุ่น ชาติตะวันตกและญี่ปุ่นใช้อิทธิพลที่เหนือกว่าบีบบังคับจีนให้ยอมยกดินแดนให้ต่างชาติใช้อำนาจตามกฎหมายของตนได้ (หรือสิทธิสภาพนอกอาณาเขต) และหลายดินแดนยังตกเป็นของต่างชาติด้วยสาเหตุอื่นๆ

ต่อมาญี่ปุ่นพยายามรุกคืบเข้ามาที่โชซอนจนเกิด “กรณีคังฮวา” ซึ่งเป็นการปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างโชซอนและญี่ปุ่นซึ่งเกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับเกาะคังฮวาเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2418 หลังจากเหตุการณ์นั้น กองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ปิดกั้นพื้นที่ดังกล่าวและร้องขอขอคำขอโทษอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลโชซอน ซึ่งโชซอนจำต้องส่งคณะทูตไปยินยอมลงนามสนธิสัญญาคังฮวาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2419 ซึ่งเปิดให้ญี่ปุ่นเข้ามาดำเนินการในเกาหลีได้

สนธิสัญญานี้เท่ากับยุติสถานะของเกาหลีในฐานะอารักขาของจีนในทางนิตินัย บังคับให้เกาหลีเปิดท่าเรือโชซอนสามแห่งเพื่อการค้าของญี่ปุ่น ให้สิทธินอกอาณาเขตแก่พลเมืองญี่ปุ่น และเป็นสนธิสัญญาที่ไม่เท่าเทียมกันซึ่งลงนามภายใต้การบังคับขู่เข็ญ

ต่อมาในโชซอนเกิดกบชาวนาที่เรียกว่ากบฏทงฮักขึ้น แต่โชซอนยังสำนึกตัวเองว่าเป็นรัฐอารักขาของจีนทั้งๆ ที่ญี่ปุ่นได้ยื่นมือเข้ามาบงการทีละน้อยๆ แล้ว ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2437 รัฐบาลโชซอนได้ขอความช่วยเหลือจากจีนเพื่อยุติการจลาจลทงฮัก แต่ผู้นำญี่ปุ่นอ้างว่าเป็นการละเมิดอนุสัญญาเทียนจินจึงตัดสินใจแทรกแซงทางทหารเพื่อท้าทายจีน

อิโต ฮิโรบูมิกับมกุฏราชกุมารอี อึน แห่งเกาหลี

จุดเสื่อมของมังกรจีน

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2437 กองกำลังของจักรวรรดิชิง 1,500 นายได้ปรากฏตัวขึ้นที่อินชอน ทำให้เกิดการเผชิญหน้าขึ้น นี่กลายเป็นสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่งที่กินเวลา ระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2437 – 17 เมษายน พ.ศ. 2438 เพื่อชิงอิทธิพลเหนือโชซอน ปรากฎว่าราชวงศ์ชิงยอมยุติสงคราม จีนลงนามในสนธิสัญญาชิโมโนเซกิในปี พ.ศ. 2438 สนธิสัญญาดังกล่าวได้รับรอง “ความเป็นอิสระและเอกราชของเกาหลีที่เต็มที่และสมบูรณ์” ซึ่งส่งผลให้ความสัมพันธ์แบบรัฐบรรณาการของเกาหลีกับราชวงศ์ชิงของจีนสิ้นสุดลง นำไปสู่การประกาศเอกราชของโชซอนอย่างสมบูรณ์ในทางนิตินัยและพฤตินัย

แต่เกาหลีไม่ได้เป็นเอกราชจริงๆ ญี่ปุ่นแทรกแซงอย่างรุนแรงถึงขนาดส่งคนมาลอบสังหารพระนางมย็องซอง (พระนางมิน) พระมเหสีของพระเจ้าโคจงอย่างอุกอาจจนสวรรคตในพระราชวังหลวง จนวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2439 พระเจ้าโคจงและมกุฎราชกุมารต้องทรงลี้ภัยจากพระราชวังคยองบกกุงไปยังสถานกงสุลรัสเซีย และต้องลี้ภัยนานถึง 1 ปีในสถานกงสุล

อี วัน-ยง

หลังจากสิ้นอิทธิพลจีน โชซอนถูกแทรกซึมโดยญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ขุนนางและรัฐบาลและราชสำนักโชซอนแตกแยกเป็นฝ่ายๆ ทั้งฝ่ายอิงญี่ปุ่น ฝ่ายอิงรัสเซีย และสหรัฐต่างคิดจะให้ต่างชาติเข้ามาช่วยถ่วงดุลต่างชาติอีกฝ่าย เพราะโชซอนอ่อนแอเกินไปที่จะรักษาเอกราชตามลำพัง เพราะแม้แต่พี่ใหญ่อย่างจีนก็ยังปกป้องตัวเองไม่ได้

หลังการปลงพระชนม์พระราชินีมย็องซอง คณะมนตรีชุดเก่าก็ถูกสังหารหรือถูกบีบให้หนี ฝ่ายโปรรัสเซียและโปรสหรัฐเข้ามามีอำนาจ หนึ่งในนั้นคือ “อี วัน-ยง” ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในท้องเรื่องนี้ต่อไป

คณะมนตรีชุดใหม่โปรรัสเซียถึงขนาดให้รัสเซียได้รับสัมปทานการค้าและทรัพยากร และยังมอบให้ประเทศมหาอำนาจตะวันตกอื่นๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกาด้วย แต่ญี่ปุ่นยังคงเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของเกาหลี การสมยอมกับต่างชาติทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มที่สนับสนุนเอกราชอย่างแท้จริง

จุดจบของโชซอน

ในปี พ.ศ. 2440 พระเจ้าโคจงเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากทั้งต่างประเทศและกลุ่มเรียกร้องเอกราชที่แท้จริง พระเจ้าโคจงจึงเสด็จออกจากกงสุลรัสเซียมาพระราชวังท็อกซูกุง ซึ่งก็ยังมีทหารรัสเซียมาคอยอารักขาที่วังด้วย ที่พระราชวังท็อกซูกุงทรงประกาศการก่อตั้ง “จักรวรรดิเกาหลีที่ยิ่งใหญ่” และยุบอาณาจักรโชซอนลงเสียเท่ากับตัดขาดจากการเป็นรัฐอารักขาของจีน ยกตัวเองเป็น “จักรวรรดิ” เทียบเท่าจีนและญี่ปุ่น พร้อมกับเริ่มการปฏิรูประเทศจริงๆ จัง

แต่เกาหลีก็ยังตกอยู่ใต้อิทธิพลต่างชาติอยู่ดี โดยเฉพาะกับรัสเซียและญี่ปุ่นที่พยายามแย่งชิงความเป็นหนึ่งเหนือเกาหลี ดังนั้น “จักรวรรดิเกาหลีที่ยิ่งใหญ่” จึงเป็นเพียงแค่ชื่อเรียกเท่านั้น มันไม่ได้ยิ่งใหญ่สมชื่อเลย เป็นแค่หมากเล็กๆ ตัวหนึ่งในกระดานชิงอำนาจ

อี กึน-แท็ก

รัสเซียกับญี่ปุ่นเขม่นใส่กันจนกระทั่งถึงจุดที่ต้องลงมือในที่สุด กลายเป็นสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2447 ถึง 5 กันยายน 2448 ซึ่งญี่ปุ่นชนะ สามารถกำจัดคู่แข่งรายสุดท้ายที่มีอิทธิพลในเกาหลีออกไปได้ และภายใต้สนธิสัญญาพอร์ทสมัธซึ่งลงนามในเดือนกันยายน 2448 รัสเซียยอมรับ “ผลประโยชน์ทางการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจสูงสุด” ของญี่ปุ่นในเกาหลี

หลังจากนั้นไม่นาน ญี่ปุ่นตกลงกับสหรัฐ คือข้อตกลงแทฟต์–คัตสึระ การหารือเกิดขึ้นระหว่างวิลเลียม ฮาวเวิร์ด แทฟต์ รัฐมนตรีกระทรวงการสงครามของสหรัฐอเมริกา (อนาคตคือประธานาธิบดี) และเคาท์ คัตสึระ ทาโร นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2448 ซึ่งญี่ปุ่นตกลงว่าจะไม่แผ่อิทธิพลไปยังฟิลิปปินส์ของสหรัฐ สหรัฐก็จะเห็นชอบกับการที่ญี่ปุ่นยึดเกาหลีเป็นรัฐอารักขา แทฟท์เห็นพ้องกันว่าการจัดตั้งอารักขาของญี่ปุ่นเหนือเกาหลีจะส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพในเอเชียตะวันออก

ตอนนี้เกาหลีมีสภาพไม่ต่างจากฝูงแกะน้อยที่รอหมาป่าเขมือบเท่านั้น แต่ปรากฏว่า “แกะทรยศฝูงแกะ” นั่นเองที่ทำให้หมาป่าสามารถเขมือบแกะน้อยเกาหลีได้อย่างง่ายดายและชอบธรรม

จุดเริ่มต้นคนขายชาติ

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2448 รัฐบุรุษคนสำคัญของญี่ปุ่น อิโต ฮิโรบูมิ เดินทางมาถึงฮันซองหรือกรุงโซลและได้มอบจดหมายจากจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นถึงพระจ้าโคจง ขอให้พระองค์ลงนามในสนธิสัญญายอมยกเกาหลีเป็นรัฐอารักขาของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน อิโตบีบหนักขึ้นโดยสั่งให้กองทหารญี่ปุ่นล้อมพระราชวังของเกาหลีและคุกคามจักรพรรดิเพื่อบังคับให้พระเจ้าโคจงเห็นด้วยกับสนธิสัญญา

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน อิโตและจอมพลฮาเซกาวะ โยชิมิจิ เขาไปที่พระที่นั่งชุงมย็องจอนในพระราชวังท็อกซูกุงเพื่อเกลี้ยกล่อมพระเจ้าโคจงลงพระปรมาภิไธยรับสนธิสัญญา เมื่อพระเจ้าโคจงทรงปฏิเสธอีก คราวนี้อิโตหันไปบีบคณะรัฐมนตรีให้ลงนามยอมรับพร้อมกับขู่ที่จะทำร้ายร่างกาย

นายกรัฐมนตรี ฮัน กยู-ซอล ร้องคำรามด้วยความโกรธแค้น จนอิโตต้องเรียกทหารมาลากตัวเขาไปไว้อีกห้องหนึ่งพร้อมกับสั่งด้วยเสียงเย็นชาขณะมองไปยังรัฐมนตรีคนอื่นๆ ว่า “ถ้าเขายังคงแหกปากอยู่ ให้ฆ่าเขาซะ” ฮัน กยู-ซอลคือฝ่ายต่อต้านพร้อมด้วยรัฐมนตรีคลังและรัฐมนตรียุติธรรม แม้จะนายกรัฐมนตรีจะต่อต้าน แต่เสียงของเขาไม่มีอำนาจพอจะต่อต้านได้ เพราะมี “คนขายชาติ” ในคณะรัฐมนตรียอมทำตามญี่ปุ่น

อี จี-ยง

คนเหล่านี้คือรัฐมนตรีทั้งห้า คือ อี วัน-ยง, อี กึน-แท็ก, อี จี-ยง, ควอน จุง-ฮย็อน และพัค เจ-ซุน ร่วมกันลงนามยอมรับ “สนธิสัญญาญี่ปุ่น-เกาหลีฉบับที่สอง ปี 2448” หรือ “สนธิสัญญาอึลซา” แม้ว่าพระเจ้าโคจงจะทรงปฏิเสธที่จะลงนามในสนธิสัญญาด้วยพระองค์เอง

พระเจ้าโคจงทรงพยายามส่งทูตลับ 3 คนไปที่การประชุมอนุสัญญาสันติภาพกรุงเฮกครั้งที่สองเพื่อพยายามย้ำว่าญี่ปุ่นไม่มีอำนาจเหนือเกาหลีรวมทั้งสนธิสัญญาญี่ปุ่น-เกาหลี 2448 (สนธิสัญญาอึลซา) ก็ไม่มีความชอบธรรม ทูตของพระเจ้าโคจงยืนยันสิทธิของกษัตริย์ในการปกครองเกาหลีโดยไม่ขึ้นกับญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม มหาอำนาจประเทศต่างๆ ในกรุงเฮกไม่อนุญาตให้ทูตเข้าร่วมการประชุมและขัดขวางภารกิจทางการทูตนี้เพราะดีลกับญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว

เกาหลีจึงตกเป็นรัฐอารักขาของญี่ปุ่นเพราะ “คนขายชาติทั้งห้าแห่งสนธิสัญญาอึลซา” เมื่ออิโต ฮิโรบูมิ ดำรงตำแหน่งเป็นข้าหลวงใหญ่ของญี่ปุ่นประจำเกาหลี พวกคนขายชาติทั้งห้าต่างก็ได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า

อี วัน-ยง ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2449 ถึง พ.ศ. 2453 และยังไม่พอเขายังเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการบังคับให้จักรพรรดิโคจงสละราชสมบัติในปี พ.ศ. 2450 หลังจากที่จักรพรรดิโคจงพยายามประณามสนธิสัญญาอึลซาที่ประชุมอนุสัญญาสันติภาพกรุงเฮกครั้งที่สอง

ในปี 2450 อี วัน-ยง ยังเป็นหัวหน้าในหมู่รัฐมนตรีทั้งเจ็ดที่สนับสนุนสนธิสัญญาญี่ปุ่น-เกาหลี พ.ศ. 2450 ซึ่งทำให้กิจการภายในของเกาหลีอยู่ภายใต้การควบคุมของญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง พัค เจ-ซุน ซึ่งเป็นหนึ่งในคนขายชาติทั้งห้าได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ยังร่วมมือสนับสนุนสนับสนุนสนธิสัญญาญี่ปุ่น-เกาหลี พ.ศ. 2450 และสนธิสัญญาฯ ปี พ.ศ. 2453 จนสำเร็จลุล่วงด้วย ส่งผลให้การยึดเกาหลีเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นเสร็จสมบูรณ์

เสพสุขบนความทุกข์ของบ้านเมือง

หลังประเทศชาติของตนถูกญี่ปุ่นกลืน คนขายชาติเหล่านี้ก็ได้รับการอวยยศเป็นขุนนางญี่ปุ่น เช่น เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2453 พัค เจ-ซุนได้รับตำแหน่งขุนนางระดับไวส์เคาท์จากรัฐบาลญี่ปุ่นและได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรแห่งรัฐสภาญี่ปุ่น อี วัน-ยง ได้รรับตำแหน่งที่สูงกว่าเป็นมาร์ควิส และยังมั่งคั่งร่ำรวยจากการยอมเป็น “ข้ารับใช้” ของญี่ปุ่น

อัน วัน-ยง นั้นความมั่งคั่งของเขาที่พอกพูนขึ้นมาจากขายประเทศของตัวเองให้ญี่ปุ่นในตอนนี้มีมูลค่าหลายล้านล้านวอน เป็นเจ้าของที่ดินมากกว่า 130 ล้านพย็อง (1 พย็องเท่ากับ 3.3058 ตารางเมตร) ว่ากันว่าในยุคที่เกาหลีตกเป็นเมืองขึ้่นญี่ปุ่นนั้น พวกขายชาติเหล่านี้เป็นพวกที่มั่งคั่งที่สุดในบรรดาคนชั้นสูงของเกาหลี

เล่ากันว่า อี กึน-แท็ก หนึ่งในรัฐมนตรีขายชาติหลังจากลงนามในสนธิสัญญาอึลซาแล้วกลับมาบ้าน บอกกับคนในบ้านด้วยความยินดีกว่า “ครอบครัวเราจะรวยกันใหญ่แล้วนับจากนี้ เราจะมีวาสนาไม่สิ้นสุดในภายภาคหน้า” เมื่อคนครัวที่กำลังแล่เนื้อได้ยินเข้าก็สับมีดลงบนเขียงดังปัง แล้ววิ่งออกจากบ้านไปพลางร้องตะโกนว่าตัวเขามารับใช้คนขายชาติเสียแล้ว ส่วนคนรับใช้ที่ทำหน้าที่เย็บผ้าก็ประณามเจ้านายแล้วออกจากบ้านไปเช่นกัน

ควอน จุง-ฮย็อน

คนเกาหลีมีความโกรธแค้นคนขายชาติเหล่านี้มาก และตั้งกลุ่มลอบสังหารขึ้นมา เช่นกลุ่ม “ซันอินโจ อัมซัลดัน” แม้แต่อิโต ฮิโรบูมิ ก็ถูกลอบสังหารด้วย เพียงแต่พวกคนขายชาติกลับมีอายุยืนกว่าอิโตและเสวยสุขขณะที่ประชาชนชาวเกาหลีต้องถูกกดขี่และลบล้างอัตลักษณ์ความเป็นคนเกาหลีเพื่อกลืนชาติให้เป็นญี่ปุ่น

คนทรยศขายชาติเหล่านี้ไม่ได้มีแค่ 5 คน แต่ยังมีทั้งสิ้น 15 คนที่ลงนามในสนธิสัญญามอบอำนาจให้ญี่ปุ่นฉบับต่างๆ หรือสมคบกับญี่ปุ่นเพื่อขายชาติ เช่น “คนขายชาติอึลซาทั้งห้า” ลงนามในสนธิสัญญาอึลซา “คนขายชาติชองมีทั้งเจ็ด” ลงนามในสนธิสัญญาชองมีในปี 2450 “คนขายชาติคย็องซุลทั้งเก้า” ที่ลงนาในสนธิสัญญาคย็องซุล

คนขายชาติเหล่านี้ หากรอดชีวิตจากถูกประชาชนผู้รักชาติลอบสังหารมาได้ ลูกหลานของพวกเขาก็อยู่ไม่เป็นสุข

ลูกหลานพลอยรับเคราะห์

อี วัน-ยง เมื่อตายไปนั้นถูกฝังสุสานที่ภูเขานังซันอันห่างไกล เพราะกลัวว่าคนจะตามไปทำลายสุสาน แม้แต่ก่อนการปลดปล่อยเกาหลีเป็นเอกราช ฃก็มีการทำลายสุสานบ่อยครั้งแล้ว เจ้าหน้าที่สายตรวจของญี่ปุ่นจึงต้องคอยปกป้องสุสาน หลังจากการปลดปล่อย สุสานยังคงถูกทำลายต่อไป ในที่สุดในปี 2522 ทายาทสายตรงได้ทำลายสุสานทั้งหมดและศพก็ถูกเผา ส่วนหลุมฝังศพของเขาถูกแปลงเป็นเหมืองหินไม่เหลือร่องรอยอีก เรียกว่า “ตายไม่เหลือซาก”

หลังจากการปลดปล่อยเกาหลีเป็นอิสรภาพในปี 2488 ครอบครัวและลูกหลานของอี วัน-ยง ถูกคนด่าทอและขว้างด้วยก้อนหินไม่ว่าจะไปที่ไหน หลานชายคนโตหายตัวไประหว่างสงครามเกาหลี และหลานชายคนที่สองทนผู้คนประณามไม่ไหวต้องหนีไปญี่ปุ่นแล้วกลายเป็นคนญี่ปุ่นที่ได้รับสัญชาติญี่ปุ่น บางคนอพยพขนทรัพย์สินหนีไปแคนาดา

ลูกหลานของคนขายชาติเหล่านี้ต้องรับกรรมของบรรพชนของพวกเขา เมื่อเกาหลีใต้ได้รับเอกราชแล้ว ได้มีการตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อการดำเนินคดีผู้กระทำความผิดต่อต้านชาติในปี พ.ศ. 2491 ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีอี ซึง-มัน เพื่อดำเนินคดีกับพวกขายชาติให้ญี่ปุ่นมีการส่งคำฟ้อง 221 คดี บางคนมีโทษถึงประหาร

พัค เจ-ซุน

หลังจากผ่านสมัยของอี ซึง-มันแล้วไม่ได้มีการเล่นงานพวกขายชาติอีกอาจเป็นเพราะเกาหลีตกอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการ แต่มีการเรียกชื่อคนกลุ่มนี้เป็นกิจลักษณะขึ้นโดยเรียกว่า “ชินอิลปา” หรือฝ่ายโปรญี่ปุ่น ในช่วงทศวรรษที่ 80 และ 90 การล้างแค้นพบชินอิลปาก็เริ่มได้รับการสนับสนุนมากขึ้นในขณะที่เกาหลีใต้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

จนกระทั่งมีการผ่านกฎหมายพิเศษในการยึดทรัพย์สินของผู้สมคบที่สนับสนุนชาวญี่ปุ่น สภาแห่งชาติเกาหลีใต้ผ่านมติรับรองเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2548 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2548 ภายใต้กฎหมายนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้สามารถยึดที่ดินและทรัพย์สินอื่น ๆ ที่เป็นเจ้าของโดยพวกชินอิลปา และลูกหลานของพวกนี้ ส่วนทรัพย์สินที่ถูกริบมาจะถูกนำไปชดเชยนักเคลื่อนไหวที่สนับสนุนอิสรภาพของเกาหลีและลูกหลานของวีรชนเหล่านี้

และในปี 2550 คณะกรรมการสอบสวนทรัพย์สินพวกชินอิลปาได้ตัดสินใจยึดทรัพย์สินของ อี วัน-ยงมาเป็นของรัฐ

โดย กรกิจ ดิษฐาน

LALISA รวยแค่ไหน? เปิดโผไอดอลหญิงที่รวยสุดในเกาหลีใต้ปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663100

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 19:53 น.LALISA รวยแค่ไหน? เปิดโผไอดอลหญิงที่รวยสุดในเกาหลีใต้ปีนี้South China Morning Post ได้จัดอันดับไอดอลหญิงในวงการเค-ป็อปที่ร่ำรวยที่สุดประจำปี 2021 ไว้ดังนี้

ไอยู (IU) 31-45 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากจะเป็นหนึ่งในสาวเค-ป็อปที่โด่งดังที่สุดในเกาหลีใต้แล้ว เธอยังติดโผบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศตามรายงานของสื่อมากมายรวมถึง Seoul Space และ Korea Portal

นักร้องสาวซึ่งเป็นที่รู้จักจากความสามารถที่หลากหลายรวมทั้งความสามารถในการผลิตและแต่งเพลง เธอเขียนเพลงมากกว่า 50 เพลงสำหรับอัลบั้มของเธอเอง รวมถึงสำหรับศิลปินคนอื่นๆ ตลอดจนเพลงประกอบซีรีส์และภาพยนตร์ ซึ่งทำให้เธอได้รับค่าลิขสิทธิ์

ไอยูยังเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาให้กับแบรนด์ชั้นนำอย่าง Samsung, Sony Korea, Guess และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเว็บไซต์ Koreaboo รายงานเมื่อปี 2018 ว่าเธอได้ค่าตัวประมาณ 940,700 เหรียญสหรัฐจากงานโฆษณาหนึ่งชิ้น

นอกจากนี้ ไอยูยังเป็นนักแสดงในซีรีส์ เช่น Hotel del Luna และ Scarlet Heart Ryeo อีกด้วย

อี ฮโยริ (Lee Hyori) 30-40 ล้านเหรียญสหรัฐ

ตามรายงานของ Soompi เธอเป็นนักร้องหญิงที่มีรายได้สูงสุดในปี 2006 แต่นอกจากความสามารถด้านดนตรีแล้ว เธอยังมีรายได้จากงานโฆษณาแบรนด์ต่างๆ เช่น Samsung และ Lotte Liquor

ในปี 2013 เธอแต่งงานกับโปรดิวเซอร์ ลีซังซุน และร่วมกันสร้างซีรีส์เปิดบ้านพักใจกับฮโยริ หรือ Hyori’s Homestay ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากใน Netflix เป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มรายได้ให้กับเธอ

ดาร่า (Dara) ประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ

ซานดาร่า พัค หรือที่รู้จักกันในนาม ดาร่า เริ่มต้นจากการเป็นสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ป 2NE1 และหลังจากยุบวงไปในปี 2016 เธอก็ลุยงานศิลปินเดี่ยวหลังจากนั้น

นอกจากนี้ยังมีความสามารถในด้านการแสดงโดยเล่นภาพยนตร์ Cheese in the Trap, One Step และ Bcuz of U ซึ่งเธอเคยได้รับรางวัลนักแสดงหญิงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจาก PMPC Star Award ครั้งที่ 21 และดาร่ายังปรากฏตัวในซีรีส์เกาหลี รายการเรียลลิตี้ และภาพยนตร์ฟิลิปปินส์ด้วย

ตลอดจนงานโฆษณาจากแบรนด์สินค้าต่างๆ มากมาย อาทิ Etude House, Nikon, Head and Shoulders และอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้เธอยังเปิดช่องยูทูบ Dara TV ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดตามประมาณ 1.3 ล้านคน

โบอา (Boa) ประมาณ 25 ล้านเหรียญสหรัฐ

ศิลปินผู้มากประสบการณ์จนได้ฉายาว่าราชินีแห่งเค-ป็อป เธอมีชื่อเสียงทั้งในญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชียตะวันออกพอๆ กับในเกาหลีใต้ โดยนับตั้งแต่เดบิวต์ในปี 2000 เธอออกอัลบั้มมาแล้ว 20 อัลบั้ม ทั้งภาษาเกาหลี ญี่ปุ่น และอังกฤษ

นอกจากนี้ยังปรากฏตัวในรายการเรียลลิตี้ ภาพยนตร์ และซีรีส์หลายเรื่อง ตลอดจนร่วมแสดงภาพยนตร์ฮอลลีวูด Make Your Move 3D ด้วย

Koreaboo เผยว่าเธอยังประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยเมื่ออายุ 20 ปีเธอซื้ออาคารหลังหนึ่งซึ่งมีราคา 940,700 เหรียญสหรัฐ และในปี 2018 อาคารหลังนั้นมีมูลค่าประมาณ 2.8 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในปี 2007 เธอยังเป็นบุคคลที่มีรายได้มากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของเกาหลีใต้ และเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ติดอยู่ใน 10 อันดับแรกอีกด้วย

แบ ซูจี (Bae Suzy) 25 ล้านเหรียญสหรัฐ

เริ่มต้นจากการเดบิวต์เป็นสมาชิกงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดัง Miss A ก่อนที่จะยุบวงไปในปี 2017 ซึ่งนอกจากจะประสบความสำเร็จในด้านการเป็นศิลปินแล้ว เธอยังเป็นนักแสดงซีรีส์อีกหลายเรื่อง อาทิ Vagabond และ Start-Up ซึ่งได้รับความนิยมใน Netflix

มีรายงานว่าเธอมีรายได้ถึง 16,700 เหรียญสหรัฐสำหรับซีรีส์หนึ่งตอน

นอกจากนี้เธอยังรับงานโฆษณาให้กับแบรนด์ต่างๆ มากมายตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวไปจนถึงอุปกรณ์เทคโนโลยี รวมถึงแบรนด์ต่างประเทศ เช่น Reebok, Swarovski และ Kerasys

ซูจียังเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในกังนัมซึ่งมีมูลค่ากว่า 3.8 ล้านเหรียญสหรัฐ

ยุนอา (Yoona) 25 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากรายได้จากการเป็นสมาชิกวง Girls’ Generation แล้ว เธอยังประสบความสำเร็จในฐานะนักแสดง โดยร่วมแสดงในซีรีส์ชื่อดังหลายเรื่อง อาทิ The King in Love, Hush และ The K2

นอกจากนี้ยังร่วมเล่นซีรีส์จีนอย่างจูล่ง ขุนพลเทพสงคราม (God of War, Zhao Yun) ซึ่งเธอได้รับค่าตัวประมาณ 2.8 ล้านเหรียญสหรัฐ

เธอยังได้รับการขนานนามว่าเป็น “เจ้าแม่ซีเอฟ” เพราะได้รีวิวและปรากฏตัวในโฆษณาสินค้าของแบรนด์ต่างๆ มากกว่า 40 รายการ

โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2012 เธอถ่ายโฆษณาไปกว่า 20 ชิ้น มูลค่าประมาณ 3.7 ล้านเหรียญสหรัฐ

ลิซ่า แบล็กพิงก์ (Lisa Blackpink) 10-14 ล้านเหรียญสหรัฐ

South China Morning Post ระบุว่าลิซ่ามีความได้เปรียบไอดอลเค-ป็อปคนอื่นๆ เนื่องจากเธอมีฐานแฟนคลับที่ประเทศไทยด้วย ซึ่งสิ่งนี้ช่วยให้เธอและวง Blackpink สร้างกลุ่มแฟนคลับในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้

นอกจากอาชีพศิลปินแล้วลิซ่ายังเป็นที่รู้จักในฐานะแฟชั่นไอคอน โดยได้เซ็นสัญญากับ Prada และเข้าร่วมงาน Milan Fashion Week ในปี 2020 และยังเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์ต่างๆ อย่าง Samsung, Adidas, Celine และ Bulgari

มิวสิควิดีโอเพลง LALISA โซโล่เดี่ยวครั้งแรกของเธอยังสร้างสถิติมียอดวิวทะลุ 70 ล้านครั้งภายใน 24 ชั่วโมง และยังเป็นเอ็มวีของศิลปินเดี่ยวที่มียอดวิวทะลุ 100 ล้านวิวเร็วที่สุดในโลก ล้มสถิติก่อนหน้านี้ของเพลง Gentleman จาก PSY

นอกจากนี้เธอยังมีช่องยูทูบเป็นของตัวเองที่ชื่อว่า Lilifilm Official ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดตามประมาณ 8.3 ล้านคน

ขณะที่ Forbes ประเมินคร่าวๆ ว่าหากวิดีโอบนยูทูบมียอดวิวถึง 1 ล้านครั้งเจ้าของช่องจะสามารถทำเงินได้ถึง 5,000 เหรียญสหรัฐ แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย อาทิ การคลิกโฆษณาในวิดีโอนั้นๆ จำนวนผู้ติดตามของช่อง และอื่นๆ

ที่มา South China Morning Post

ภาพ ‘LALISA’ M/V

จับตาปัญหาหนี้ของ Evergrande สะเทือนบริษัทอื่นๆ ของจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663099

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 18:25 น.จับตาปัญหาหนี้ของ Evergrande สะเทือนบริษัทอื่นๆ ของจีนมันกำลังจะกลายเป็น ‘โดมิโน เอฟเฟกต์’ หรือไม่? กับปัญหาหนี้ที่รุงรังของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษืใหญ่ของจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างความเห็นของผู้จัดการกองทุนและนักวิเคราะห์ว่า ในขณะที่ Evergrande Group บริษัทอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่ของจีนกระเสือกกระสนที่จะขายสินทรัพย์อย่างรวดเร็วและหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ 1.97 ล้านล้านหยวน (305,300 ล้านดอลลาร์) มันอาจเพิ่มความเสี่ยงใต่อบริษัทพัฒนาอสังหาฯ ของเอกชนจีนอื่นๆ ไป

ความกังวลเกี่ยวกับความสามารถของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับ 2 ของประเทศจีนในการชำระเงินดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคารและการชำระเงินผลิตภัณฑ์การบริหารความมั่งคั่งได้ นำไปสู่ภาวะการเทขายพันธบัตรและหุ้นที่ที่ย่ำแย่ลงไปอีกในสัปดาห์ที่ผ่านมา

พันธบัตรออฟชอร์ของ Evergrande ลดลงเหลือน้อยกว่าหนึ่งในสี่ของมูลค่าที่ตราไว้ การซื้อขายพันธบัตออนชอร์หยุดชั่วคราว และราคาหุ้นตกต่ำลง ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดลดลงมากกว่า 3 ใน 4 ในปีนี้

“การบอกคนวงการอสังหาให้ปลดเลเวอเรจอย่างรวดเร็วก็เหมือนกับบอกให้คนที่น้ำหนัก 900 ปอนด์ลดน้ำหนักให้เหลือต่ำกว่า 100 ปอนด์ ไม่ใช่ความอ้วนที่ฆ่าเขา แต่เป็นกระบวนการลดน้ำหนักอย่างมาก (เร็วมาก)” ผู้จัดการสินทรัพย์ตราสารหนี้รายหนึ่งกล่าว ซึ่งเขาปฏิเสธที่จะระบุตัวตนเนื่องจากมีความอ่อนไหวในประเด็นนี้

Evergrande เป็นหนึ่งในผู้ออกตราสารหนี้ที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ในตลาดเกิดใหม่รายใหญ่ที่สุดของโลกด้วยพันธบัตรมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์ และปัญหาที่บริษัทเผชิญตอนนี้ได้ส่งผลให้ดัชนีผู้ออกตราสารหนี้เงินดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงของจีนแตะระดับต่ำสุดในรอบ 16 เดือน

S&P Global Ratings กล่าวว่าความผันผวนของตลาดตราสารหนี้จะทำให้ความพยายามของนักพัฒนาอสังหาฯ บางส่วนประสบปัญหามากขึ้นในการรีไฟแนนซ์ โดยเสริมว่านักพัฒนาที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตมีกำหนดชำระคืนมูลค่า 480,000 ล้านหยวนในระยะเวลาครบกำหนดทั้งอนชอร์และออฟชอร์ในอีก 12 เดือนข้างหน้า

บริษัทพัฒนาเอกชน Guangzhou R&F Properties Co และ Xinyuan Real Estate Co ถูกปรับลดเครดิตในเดือนนี้เนื่องจากความกังวลว่าพวกเขาจะมีปัญหาในการชำระหนี้ โดยผลตอบแทนจากพันธบัตรของพวกเขาพุ่งขึ้นสูงกว่า 30% อันเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดอ่อนตัวลง

Evergrande ให้คำมั่นเมื่อวันศุกร์ว่าจะชำระคืนผลิตภัณฑ์การบริหารความมั่งคั่งที่ครบกำหนดแล้วทั้งหมดโดยเร็วที่สุด ซึ่งช่วยทำให้พันธบัตรดอลลาร์ของพวกเขากระเตื้องขึ้นมา แต่นักวิเคราะห์มองว่ามีปัญหามากขึ้นในอนาคต

Larry Hu นักเศรษฐศาสตร์จาก Macquarie Capital ในฮ่องกงกล่าวว่า “ภาคอสังหาริมทรัพย์อยู่ภายใต้แรงกดดัน และนักพัฒนาบางรายกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะล้มละลาย…ตลาดตราสารหนี้กำลังสะท้อนความเป็นจริงนั้น” “เราจะเห็นนักพัฒนาจำนวนมากขึ้นล้มละลายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า”

หนี้ของ Evergrande มาถึงจุดอันตรายหลังจากการขยายตัวอย่างดุเดือดมาหลายปี เกิดขึ้นท่ามกลางการล้างบางอสังหาริมทรัพย์ตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาลจีนที่การรณรงค์เรื่อง “ความมั่งคั่งร่วมกัน (Common Prosperity) ซึ่งผู้สังเกตการณ์หลายคนมองว่าเป็นการหวนคืนสู่รากเหง้าสังคมนิยมของจีน

แต่ในขณะที่ผู้สร้างบ้านเอกชนประสบปัญหา ส่วนต่างของสินเชื่อในประเทศที่คงที่บ่งชี้ว่านักลงทุนชาวจีนยังคงไม่กังวลในตอนนี้เกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจจะรั่วไหลเข้าสู่ระบบธนาคารในวงกว้าง

นักเศรษฐศาสตร์จาก Natixis กล่าวว่า “การแพร่กระจายจาก Evergrande ไปสู่นักพัฒนารายอื่นๆ จะชัดเจนขึ้นในกรณีของลูกหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงและภาคเอกชน ผลกระทบต่อนักพัฒนาและธนาคารของรัฐมีจำกัดตราบเท่าที่พันธบัตรจะเกี่ยวข้อง” นักเศรษฐศาสตร์จาก Natixis กล่าวในหมายเหตุ

ทั้งนี้ พันธบัตรดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2033 ของบริษัท Poly Developments and Holdings Group Co ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาของรัฐ ทำการซื้อขายที่ระดับพรีเมียมเกือบ 3% ของมูลค่าที่ตราไว้เมื่อวันจันทร์ โดยให้ผลตอบแทน 1.78%

Photo by GREG BAKER / AFP

สิงคโปร์สกัดต่างชาติใช้ IO แทรกแซงการเมือง #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663088

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 17:07 น.สิงคโปร์สกัดต่างชาติใช้ IO แทรกแซงการเมืองความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองของประเทศร่วมภูมิภาค ตังกำแพงป้องกันการแทรกแซงของต่างชาติโดยอาศัยโลออนไลน์ที่เปิดอ้าซ่า

สำนักข่าว CNA รายงานว่า กระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์ได้เสนอกฎหมายที่เสนอให้ป้องกัน ตรวจจับ และขัดขวางการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารด้วยเจตนาที่จะรุกรานและการใช้ตัวแทนท้องถิ่นโดยหน่วยงานต่างประเทศเพื่อแทรกแซงการเมืองภายในประเทศ

กฎหมายนี้มีชื่อว่า The Foreign Interference (Countermeasures) Act หรือกฎหมายการแทรกแซงจากต่างประเทศ (มาตรการตอบโต้) จะทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจในการลบเนื้อหาที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการด้านข้อมูลที่ไม่เป็นมิตร

รัฐมนตรีจะมีอำนาจสามารถสั่งให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเปิดเผยข้อมูลได้ แม้กระทั่งก่อนที่จะมีการเผยแพร่เนื้อหาการเผยแพร่ข้อมูลที่ต้องสงสัยเป็นอันตรายต่อความมั่นคง หรือสามารถสั่งให้หนังสือพิมพ์เผยแพร่ข้อความประกาศเตือนเกี่ยวกับปฏิบัติข้อมูลที่ไม่เป็นมิตรที่อาจจะเกิดขึ้น แม้ว่าจะไม่มีเนื้อหาที่เป็นการละเมิดก็ตาม

กฎหมายนี้มุ่งเป้าไปที่บริษัทโซเชียลมีเดีย บริการอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แอพส่งข้อความออนไลน์หรือเสิร์ชเอ็นจิ้น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต รวมถึงผู้ที่เป็นเจ้าของหรือเปิดเว็บไซต์หรือบล็อก

กระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์แถลงว่า “บทบัญญัติเหล่านี้ใช้ไม่ได้กับชาวสิงคโปร์ที่แสดงความคิดเห็นของตนเองในเรื่องการเมือง เว้นแต่คนเหล่านั้นจะเป็นตัวแทนของหน่วยงานต่างชาติ ชาวสิงคโปร์มีสิทธิที่จะหารือเกี่ยวกับการเมือง”

“และกฎหมายนี้ไม่ได้นำไปใช้กับบุคคลต่างชาติหรือสิ่งพิมพ์ต่างประเทศที่รายงานหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองของสิงคโปร์อย่างเปิดเผย โปร่งใส และมีเหตุผล แม้ว่าความคิดเห็นของพวกเขาอาจวิพากษ์วิจารณ์สิงคโปร์หรือรัฐบาลก็ตาม”

Photo by Kirill KUDRYAVTSEV / AFP