“ศาลฎีกา” สั่ง ส.ส.”ภูมิใจไทย” หยุดปฏิบัติหน้าที่ปมเสียบบัตรเเทนกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482503

“ศาลฎีกา” สั่ง ส.ส.”ภูมิใจไทย” หยุดปฏิบัติหน้าที่ปมเสียบบัตรเเทนกัน

07 ก.ย. 2564

“ศาลฎีกา” สั่ง ฉลอง-ภูมิศิษฎ์ ส.ส”.ภูมิใจไทย” หยุดปฏิบัติหน้าที่ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายเเรงปมเสียบบัตรเเทนกัน มีผล 3 ก.ย.ส่งหนังสือเเจ้งสภาเเล้ว

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
เมื่อวันที่ 3 ก.ย.64 ที่ผ่านมาศาลฎีกาได้มีคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ คมจ. 3/2564 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)ยื่นร้อง  นายฉลอง เทอดวีระพงศ์  และนายภูมิศิษฎ์ คงมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพัทลุง พรรคภูมิใจไทยเรื่องการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง (ชั้นรับคำร้อง) ในคดีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดมาตรฐานจริยธรรมฯ อย่างร้ายแรง จากการเสียบบัตรแทนกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงให้ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่นับ แต่วันที่ศาลฎีการับคำร้องจนกว่าจะมีคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งนับ แต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกิน10ปีตามรธน. 60 มาตรา 235 พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561มาตรา87และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระรวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 6-8,11,17 และ 27 

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องของผู้ร้องบรรยายพฤติการณ์ที่กล่าวหาพร้อมทั้งชี้ช่องพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปได้และผู้ร้องดำเนินการตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2561 ครบถ้วนแล้ว

ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้รับคำร้องของผู้ร้องเเละสั่งผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษาตาม รธน.60 มาตรา 235วรรคสาม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ให้มีผลตั้งแต่วันที่รับคำร้อง 3 ก.ย. 64 โดยศาลมีเอกสารแจ้งไปยังรัฐสภาแล้ว

ครม. ผ่าทางตัน “ดาวเทียมไทยคม” ให้ อินทัช ถือหุ้น 51% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482485

ครม. ผ่าทางตัน “ดาวเทียมไทยคม” ให้ อินทัช ถือหุ้น 51%

07 ก.ย. 2564

คณะรัฐมนตรีไฟเขียว 3 ข้อผ่าทางตัน “ดาวเทียมไทยคม” ให้อินทัช ถือหุ้น 51% สั่ง วิษณุ ตั้งคณะทำงานสอบว่าการดำเนินการที่ผ่านมาสร้างความเสียหายอย่างไรบ้างและหาผู้รับผิดชอบ

ครม. เห็นชอบผลการพิจารณาแนวทางการดำเนินการตามสัญญากิจการดาวเทียมสื่อสารในประเทศ มอบ “วิษณุ เครืองาม” ตั้งคณะทำงานสอบข้อเท็จจริงการดำเนินการที่ผ่านมา เสียหายอย่างไร-กำหนดแนวทางแก้ไข-ผู้รับผิดชอบ เสนอ ครม. พิจารณาต่อไป
 

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า คณรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบแนวทางการดำเนินการตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมซึ่งบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)และปัจจุบันชื่อบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)

เป็นผู้ได้รับสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ มีระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี จะสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 10 กันยายน 2564
 

สำหรับแนวทางดำเนินการตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศมีรายละเอียด ดังนี้

1.กรณีการอนุมัติแก้ไขสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ(สัญญาฉบับที่ 5)เห็นควรให้ บมจ. อินทัช โฮลดิ้งส์ ถือหุ้นใน “บมจ. ไทยคม” ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 51 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด

และให้กระทรวงดิจิทัลฯ ดำเนินการแก้ไขสัญญาตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติการการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562  ทั้งนี้ เมื่อครั้งที่มีการแก้ไขสัญญาเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) ในปี 2547 ลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  (ปัจจุบันคือ บมจ. อินทัช โฮลดิ้งส์) ใน”บริษัท ไทยคม” จำกัด (มหาชน) จากไม่น้อยกว่าร้อย 51 เป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 40

ซึ่งต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำวินิจฉัยว่า เป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น และ “บมจ. ไทยคม” ผู้รับสัมปทานจากรัฐโดยไม่สมควร

การที่สัญญาหลักระบุให้บริษัทต้องถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด เป็นไปเพื่อให้บริษัทคู่สัญญามีอำนาจควบคุมการบริหารจัดการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของรัฐ

2.กรณีการอนุมัติโครงการดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) เห็นควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญา โดยกำหนดให้ดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) ผนวกเข้ามาเป็นดาวเทียมภายใต้สัญญา และดำเนินการแก้ไขสัญญาตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติการการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562

3.ครม. เห็นชอบให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ดำเนินการตั้งคณะทำงานในการตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงการดำเนินการที่ผ่านมา ว่าเกิดความเสียหายอย่างไรบ้าง  พร้อมทั้งกำหนดแนวทางแก้ไขและผู้รับผิดชอบเพื่อเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป

ฟ้า-พรหมศร แกนนำม็อบ กลับ “เข้าเรือนจำ” อำเภอธัญบุรี หลังหายป่วย “โควิด” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482481

ฟ้า-พรหมศร แกนนำม็อบ กลับ “เข้าเรือนจำ” อำเภอธัญบุรี หลังหายป่วย “โควิด”

07 ก.ย. 2564

รพ.ราชทัณฑ์ ย้าย ฟ้า พรหมศร กลับ “เข้าเรือนจำ” อำเภอธัญบุรี หลังสุขภาพดีปกติ รักษา”โควิด” -19 ครบกำหนดแล้ว ส่วนแกนนำคนอื่น แพทย์เฝ้าสังเกตอาการ

วันนี้ (7 ก.ย.) นายธวัชชัย ชัยวัฒน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า กรมราชทัณฑ์ ขอรายงานสถานการณ์และการควบคุมดูแลตัวผู้ต้องขังที่เป็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมาเรียกร้องทางการเมือง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ถูกส่งตัวเพื่อเข้ารับการรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ จำนวน 5 ราย ประกอบด้วย นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน , นายพรหมศร วีระธรรมจารี หรือฟ้า , นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ , นายชาติชาย แกดำ และนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน นั้น 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายธวัชชัย เผยว่า ในวันนี้แพทย์ประจำทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้เข้าตรวจร่างกาย พบว่า นายพริษฐ์ รู้สึกตัวดี ถามตอบรู้เรื่อง ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่มีอาการหอบเหนื่อย ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก นอนหลับพักผ่อนได้ทั้งคืนรับประทานอาหารได้ การขับถ่ายปกติ โดยจากการตรวจวัดสัญญาณชีพ และค่าออกซิเจนผลเป็นปกติ ไม่มีไข้ และได้รับการรักษาโควิด-19 จนครบกำหนด 14 วันแล้วอยู่ระหว่างการพักฟื้นเพื่อจำหน่ายกลับไปคุมขังยังเรือนจำฯ ตามเดิม ด้านนายพรหมศร ปัจุบันสุขภาพร่างกายทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ปกติ ได้รับการรักษาโควิด-19 จนครบกำหนด และถูกส่งตัวกลับไปคุมขังยังเรือนจำอำภอธัญบุรีแล้ว โดยได้ดำเนินการแยกกักตัวต่ออีก 14 วันสำหรับสังเกตอาการผู้ที่หายจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 

นายธวัชชัย เผยอีกว่า ส่วน นายภาณุพงศ์ พบว่า รู้สึกตัวดี ไม่มีอาการหอบเหนื่อย สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ สีหน้าสดใส ยิ้มแย้มพูดคุย ช่วยเหลือตัวเองได้ หายใจปกติ ไม่มีเจ็บแน่นหน้าอก ไม่มีหอบเหนื่อย ไม่มีไข้ ไม่เจ็บคอ ไม่มีปวดศีรษะ รับประทานอาหารได้ ขับถ่ายปกติ นอนหลับพักผ่อนได้ สำหรับ นายจตุภัทร์ รู้สึกตัวดี ถามตอบรู้เรื่อง ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่มีอาการหอบเหนื่อย ไม่มีไข้ อ่อนเพลียเล็กน้อย ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก นอนหลับพักผ่อนได้ อาการผื่นคันตามตัวดีขึ้น ผื่นบริเวณหลังและลำตัวลดลง และ นายชาติชาย รู้สึกตัวดี ถามตอบรู้เรื่อง ช่วยเหลือตัวเองได้ เดินทำกิจวัตรได้เองตามปกติ ไม่มีอาการหอบเหนื่อย ไม่มีไข้ สามารถนอนหลับพักผ่อนได้ รับประทานอาหารได้ ขับถ่ายปกติ ในส่วนการติดตามอาการที่พบว่ามีฝ้าชายปอด และผลจากการเอกซเรย์ (X-ray) ปอด เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ผลเป็นปกตินั้น แพทย์ติดตามอาการโดย X – ray ปอดซ้ำอีกครั้ง เมื่อวันที่ 6 ก.ย. อยู่ระหว่างรอผล

นายธวัชชัย กล่าวถึงกรณีเพจชื่อ อานนท์ นำภา ระบุว่า “หลังจากทนายได้เข้าเยี่ยม อานนท์ได้เล่าให้ฟังว่าผลการตรวจโควิดของเพื่อนร่วมห้องขังทั้งหมด 12 คน (ทั้งห้องมี 13 คน) ติดโควิด ถูกย้ายออกไปทั้งหมดเหลือเพียงตัวเขาคนเดียวที่ยังไม่ติดและทำให้ต้องเฝ้าดูอาการต่อไป อันที่จริงอานนท์เกือบจะครบระยะเวลากักตัว 28 วัน และจะได้ย้ายเข้าไปในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ แล้วถ้าห้องขังนั้นมีคนใหม่ๆ มาเพิ่มและติดโควิดอีก อานนท์จะได้ย้ายไปเมื่อไหร่หรือจะต้องกักตัว 24 ชั่วโมงตลอดไปไม่มีวันสิ้นสุด” นั้น กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนชี้แจงว่า นายอานนท์ จัดเป็นผู้ต้องขังกลุ่มเสี่ยงสูง เนื่องจากสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อที่อยู่ในห้องกักโรคเดียวกัน และถึงแม้ผลตรวจหาเชื้อโควิด-19 ของนายอานนท์ ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 2 ก.ย. จะปรากฏผลเป็นลบ ไม่มีอาการเจ็บป่วย สุขภาพโดยรวมแข็งแรงดี แต่ยังคงต้องแยกกักตัว 14 วัน ควบคู่กับการเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด 

อีกทั้งขณะนี้เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครมีสถานะเป็นเรือนจำสีแดงที่พบการแพร่ระบาด จึงไม่สามารถรับตัวนักโทษเข้าใหม่ได้จนกว่าเรือนจำ จะสิ้นสุดการระบาดของโรค หรือ EXIT เป็นเรือนจำสีขาวที่ไม่มีการระบาดได้แล้ว ซึ่งเป็นไปตามแผนการบริหารความพร้อม ต่อสภาวะวิกฤต (แผน BCP) ของกรมราชทัณฑ์

ครม. เพิ่มกรอบวงเงิน 2 หมื่นล้าน “โครงการบ้านล้านหลัง” เฟส 2 ธอส. ปล่อยกู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482473

ครม. เพิ่มกรอบวงเงิน 2 หมื่นล้าน “โครงการบ้านล้านหลัง” เฟส 2 ธอส. ปล่อยกู้

07 ก.ย. 2564

ครม. เพิ่มกรอบวงเงิน 2 หมื่นล้าน ให้ ธอส. ปล่อยกู้ “โครงการบ้านล้านหลัง” เฟส 2 ปรับเงื่อนไขไม่กำหนดเกณฑ์รายได้ผู้กู้ ดอกเบี้ยคงที่ 1.99% นาน 4 ปี

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2564 ว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางเข้าถึงการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองอย่างมั่นคง


ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนิน”โครงการบ้านล้านหลัง” โดยให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปล่อยสินเชื่อแก่ประชาชนให้สามารถซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาซื้อขายไม่เกิน 1.2 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีผู้ยื่นขอสินเชื่อจนใกล้เต็มกรอบวงเงินโครงการแล้ว

โดยข้อมูลตั้งแต่เริ่มโครงการ จนถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2564 ธอส.ได้อนุมัติสินเชื่อ”โครงการบ้านล้านหลัง”แล้ว 52,514 ราย เป็นเงิน 39,522.37 ล้านบาท จากวงเงินโครงการรวม 50,000 ล้านบาท

ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาและอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ครม.จึงเห็นชอบทบทวนมติเดิมโครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแห่งรัฐ (โครงการบ้านล้านหลัง) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการดังนี้

1.ปรับชื่อเป็นโครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแห่งรัฐ (โครงการบ้านล้านหลัง ระยะที่ 2) พร้อมปรับกรอบวงเงินโครงการเพิ่มจำนวน 20,000 ล้านบาท ทำให้วงเงินโครงการบ้านล้านหลังรวมทั้งสิ้น 70,000 ล้านบาท

2.ธอส.ไม่กำหนดเกณฑ์รายได้ผู้กู้ เงินงวดผ่อนชำระรายเดือนไม่เกิน 1 ใน 2 ของรายได้สุทธิต่อเดือนจากเดิมที่กำหนด

(1)ผู้กู้มีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 25,000 บาท ผ่อนชำระรายเดือนไม่เกิน 1 ใน 2 ของรายได้สุทธิต่อเดือน

(2)ผู้กู้มีรายได้ต่อเดือนเกิน 25,000 บาท ผ่อนชำระรายเดือนไม่เกิน 1 ใน 3 ของรายได้สุทธิต่อเดือน

3.ปรับอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 1.99 ต่อปี เป็นระยะเวลา 4 ปี (จากเดิมดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3 ต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี สำหรับผู้กู้ที่มีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 25,000 บาท) 

4.ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 หรือจนกว่า ธอส. ให้สินเชื่อจนเต็มวงเงินโครงการ จากเดิมสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2564

นอกจากนี้ ครม.ได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี จำนวน 700 ล้านบาทเพื่อชดเชยให้ ธอส. สำหรับส่วนต่างระหว่างรายได้ดอกเบี้ยรับตามแผนวิสาหกิจของ ธอส. กับรายได้ดอกเบี้ยรับจากโครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแห่งรัฐ (โครงการบ้านล้านหลัง ระยะที่ 2) 

น.ส.รัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมให้กระทรวงการคลังติดตามการดำเนินโครงการบ้านล้านหลัง ระยะที่ 2 อย่างใกล้ชิด และกำกับดูแลให้ ธอส. พิจารณาอนุมัติสินเชื่อ โดยมุ่งเน้นผู้กู้ที่ยังไม่เคยมีที่อยู่อาศัยมาก่อนเป็นอันดับแรก

ขัดตาทัพ กทม.นำรถบรรทุกเครื่องกำเนิดไฟฟ้าช่วยอุโมงค์”ดินแดง”ชั่วคราว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482461

ขัดตาทัพ กทม.นำรถบรรทุกเครื่องกำเนิดไฟฟ้าช่วยอุโมงค์”ดินแดง”ชั่วคราว

07 ก.ย. 2564

เหตุ”ม็อบ”เผาตู้ควบคุมอุโมงค์”แยกดินแดง”พังยับใช้การไม่ได้ สำนักระบายน้ำ กทม. นำรถบรรทุกเครื่องกำเนิดไฟฟ้าป้องกันอุบัติเหตุให้ประชาชนผ่านอุโมงค์ดินแดงชั่วคราว

จากเหตุการณ์ชุมนุมบริเวณแยกดินแดง ซึ่งมีกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าก่อเหตุทั้งวางเพลิงทำลายทรัพย์สินราชการหลายจุด ไม่ว่าเป็นการเผาป้อมยามตำรวจ  การปาระเบิดเพลิง ระเบิดปิงปองเข้าไปยังสถานที่ราชการ ยิงพลุ โยนประทัดยักษ์ ตามท้องถนน ทางด่วน  

กระทั่งล่าสุด ก่อเหตุวางเพลิงทำลายตู้ควบคุมระบบระบายน้ำและระบบไฟฟ้า ของอุโมงค์ทางลอดแยกดินแดง”

ขัดตาทัพ กทม.นำรถบรรทุกเครื่องกำเนิดไฟฟ้าช่วยอุโมงค์"ดินแดง"ชั่วคราวขัดตาทัพ กทม.นำรถบรรทุกเครื่องกำเนิดไฟฟ้าช่วยอุโมงค์”ดินแดง”ชั่วคราว

ตู้ควบคุมระบบไฟฟ้าและการระบายน้ำในอุโมงค์ลอดแยกดินแดงที่ได้รับความเสียหายใช้การไม่ได้

ทำให้ เพจสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ได้นำเสนอภาพความเสียหายจากการกระทำของผู้ชุมนุม  พร้อมกับโพสต์ข้อความ ว่า ตู้ควบคุมระบบอุโมงค์ใช้การไม่ได้แล้ว ระบบไฟฟ้าขัดข้องและหากฝนตกหนัก อาจมีผลกระทบให้น้ำท่วมไม่สามารถระบายน้ำจากอุโมงค์ได้  ขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนระมัดระวัง ต่อการเกิดอุบัติเหตุได้  

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 ก.ย.  นายสรรเสริญ เรืองฤทธิ์  หัวหน้ากลุ่มงานระบบชลมาตร สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร เปิดเผย “คมชัดลึก” ว่า  ขณะนี้  สำนักการระบายน้ำ กทม. เร่งแก้ไขปัญหาเหตุตู้ควบคุมระบบไฟฟ้าของอุโมงค์ทางลอดดินแดง เขตดินแดง ถูกทุบทำลายไม่สามารถใช้งานได้ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมขังอุโมงค์เมื่อเกิดฝนตก

” เบื้องต้น ได้นำรถเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ขนาด 1000 KVA สำหรับจ่ายกระแสไฟฟ้าฉุกเฉินให้เครื่องสูบน้ำไฟฟ้าของอุโมงค์สามารถเร่งระบายน้ำในกรณีที่เกิดฝนตกหนัก พร้อมทั้งเตรียมรถสูบน้ำเคลื่อนที่ ( โมบายยูนิต ) พร้อมเจ้าหน้าที่ สนับสนุนช่วยแก้ปัญหานำ้ท่วมที่อุโมงค์ทางลอดดินแดง รวมถึงติดตั้งป้ายแจ้งเตือนให้ประชาชนใช้เส้นทางด้วยความระมัดระวัง”  นายสรรเสริญ หัวหน้ากลุ่มงานระบบชลมาตรฯ กทม. กล่าว  

ขัดตาทัพ กทม.นำรถบรรทุกเครื่องกำเนิดไฟฟ้าช่วยอุโมงค์"ดินแดง"ชั่วคราว

รถบรรทุกเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ขนาด 1,000 KVA

นายสรรเสริญ  กล่าวว่า   ส่วนระบบไฟฟ้าส่องสว่างภายในอุโมงค์ สำนักการระบายน้ำจะเร่งดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังในการใช้เส้นทางในช่วงเวลากลางคืน

ขัดตาทัพ กทม.นำรถบรรทุกเครื่องกำเนิดไฟฟ้าช่วยอุโมงค์"ดินแดง"ชั่วคราวขัดตาทัพ กทม.นำรถบรรทุกเครื่องกำเนิดไฟฟ้าช่วยอุโมงค์”ดินแดง”ชั่วคราว

กทม.นำรถบรรทุกเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อจ่ายไฟและควบคุมการระบายน้ำอุโมงค์ทางลอดดินแดงชั่วคราว 

ส่วนการเอาผิดผู้ชุมนุมนั้น นายสรรเสริญ กล่าวว่า   ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการอยู่เพราะทำให้ทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย  

“ธรรมนัส” ไม่พูดมากเจ็บคอเมินตอบสื่อ รุดออกหลังประชุม ครม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482448

“ธรรมนัส” ไม่พูดมากเจ็บคอเมินตอบสื่อ รุดออกหลังประชุม ครม.

07 ก.ย. 2564

รมช.เกษตรฯ “ธรรมนัส” ไม่พูดมากเจ็บคอเมินตอบสื่อรุดออกหลังประชุม ครม. ด้านนายกฯ ยังงดสื่อหลังเปิดทำเนียบ ประชุมเต็มคณะ

วันที่7 ก.ย. 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาลซึ่งเป็นวันประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมี “ร.อ.ธรรมนัส พรหม​เผ่า​” รมช.เกษตรและสหกรณ์​ ต้องเข้าร่วมประชุม ด้วยนั้น

“ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า”  รมช.เกษตรฯและในฐานะ​เลขาธิการ​พรรคพลัง​ประชา​รัฐหรือ พปชร.​ ปฎิเสธตอบคำถามสื่อมวลชนในประเด็นต่าง ๆ โดยชี้มือไปที่ลำคอพร้อมระบุสั้นๆว่า​ “ไม่อยากพูดมาก​ เจ็บคอ​” 

ส่วนกรณีเหตุผลการย้ายที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ​ใหม่ ” ร.อ.ธรรมนัส” กล่าวว่า ไม่รู้ ก่อนเดินทางกลับทันที​

ในส่วนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล โดยมีสีหน้าที่เรียบเฉย และเดินขึ้นตึกอย่างรวดเร็ว และโบกมือทักทายสื่อมวลชน แต่ยังคงงดการให้สัมภาษณ์โดยมอบหมายให้นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสํานักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตอบคำถามแทน 

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเป็นที่น่าสังเกตว่าในวันนี้ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ได้เดินทางออกจากห้องประชุม ไปทันที

ในส่วนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หลังเสร็จสิ้นการประชุมมีนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะเหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนส่งขึ้นรถ

เพิกถอนประกัน “เพนกวิน” – “รุ้ง” พร้อม 4 แกนนำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482462

เพิกถอนประกัน “เพนกวิน” – “รุ้ง” พร้อม 4 แกนนำ

07 ก.ย. 2564

ศาลเลื่อนนัดไต่สวนถอนประกัน 4 แกนนำ ไปเป็นวันที่ 3 พ.ย. เหตุ “รุ้ง” กักตัวโควิด-19 ส่วนอานนท์ ไมค์ แอมมี่ ยังไม่ได้รับคำร้องขอถอนประกัน และเลื่อนนัดสืบพยานโจทก์ 2 ธ.ค. นี้

ต่อมาศาลได้ออกนั่งบัลลังก์เพื่อนัดพร้อมตรวจหลักฐาน กำหนดวันนัดสืบพยานจำเลยทั้ง 22 คน และไต่สวนคำร้องขอปล่อยชั่วคราว นายพริษฐ์ หรือ “เพนกวิน” จำเลยที่ 1, นายอานนท์ จำเลยที่ 2, น.ส.ปนัสยา หรือ “รุ้ง” จำเลยที่ 5, นายภาณุพงศ์  หรือไมค์ จำเลยที่ 6  และนายไชยอมร หรือแอมมี่ จำเลยที่ 17 ในวันนี้อัยการโจทก์ จำเลยที่ 3, 4, 8, 14, 16, 18 และ 21 พร้อมทนายความ และบิดาของจำเลยที่ 17 มาศาล 

 โดยในส่วนของนายพริษฐ์ จำเลยที่ 1 เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์แจ้งว่ามีอาการปวดหัวหนัก ปัจจุบันได้รับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ จึงไม่อาจมาปรากฎตัวผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ได้ ขณะที่น.ส.ปนัสยา หรือ “รุ้ง” จำเลยที่ 5, นายไชยอมร หรือแอมมี่ จำเลยที่ 17 และนายอนุรักษ์ จำเลยที่ 22 ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา ส่วนจำเลยที่เหลือมาศาล ทั้งนี้ ก่อนเริ่มนัดพร้อม และไต่สวนในวันนี้ ศาลได้กำชับห้ามมิให้มีการบันทึกภาพ และเสียง รวมถึงห้ามมิให้คู่ความ และบุคคลอื่นที่อยู่ในห้องพิจารณาลุกขึ้นแถลงการณ์หรือกระทำการใด ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล หรือเป็นการรบกวนขณะศาลดำเนินขบวนพิจารณา ผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนดดังกล่าว ถือว่ากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ต่อมาทนายจำเลยที่ 5 แถลงว่า เนื่องจากเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2564 จำเลยที่ 5 ได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และได้เข้ารับการตรวจหาเชื้อเมื่อวันที่ 6 ก.ย. ที่ผ่านมา ขณะนี้ยังไม่ทราบผลการตรวจ จึงต้องกักตัวเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะแพร่เชื้อไวรัสดังกล่าวแก่บุคคลอื่น จึงขอเลื่อนวันนัดฟ้องออกไปอีกสักนัดหนึ่ง ส่วนทนายความจำเลยที่ 17 และบิดา แถลงว่าจำเลยที่ 17 ได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่นกัน จึงต้องกักตัว และขอเลื่อนนัดเช่นเดียวกัน

ขณะที่นายสมยศ จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 22 แถลงว่า มีกำหนดนัดฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อโควิด-19 ที่โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 ในวันนี้ จึงไม่อาจมาศาลได้ ส่วนทนายจำเลยที่ 1-3 ทนายจำเลยที่ 5, 10 แถลงว่า กำหนดวันนัดเดิมที่ศาลนัดไว้ ไม่ตรงกับวันว่างของคู่ความ เนื่องจากทนายความหลายคนเพิ่งได้รับแต่งตั้งมาในภายหลัง จึงประสงที่จะหารือกับคู่ความทุกฝ่าย เพื่อหาวันว่างตรงกัน และจะไปกำหนดวันนัดใหม่ที่ศูนย์นัดความของศาลอาญา

ศาลได้สอบถามจำเลยที่มาศาล และจำเลยที่ปรากฏตัวผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ แล้วแถลงว่า ไม่คัดค้านที่ศาลจะเลื่อนวันนัด และคดีต้องเลื่อนออกไป เพื่อให้ตรงกับวันว่างของทนายความจำเลยทั้งหมด เพื่อจำเลยจะได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่
 

โดยทนายจำเลยทั้งหมด แถลงว่า มีวันว่างตรงกันตั้งแต่วันที่ 2, 3 และ 14 ธ.ค. จึงขอยกเลิกวันนัดเดิม และจะขอกำหนดวันนัดสืบพยานใหม่ พร้อมทั้งจะนัดวันสืบพยานโจทก์เพิ่มอีกจำนวน 21 นัด และสืบพยานจำเลยเพิ่มอีก 21 นัด สอบถามโจทก์แล้ว แถลงไม่คัดค้าน

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เนื่องจากจำเลยที่ 5 และ 17 ได้สัมผัสกับผู้มีความเสี่ยง ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และจำเป็นต้องกักตัว จึงมาศาลไม่ได้ ส่วนจำเลยที่ 22 มีกำหนดนัดฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในวันนี้ จึงมาศาลไม่ได้ จึงไม่สะดวกในการนัดฟ้อง ประกอบกับทนายความจำเลยทั้งหมดแถลงร่วมกันว่า ไม่สะดวกที่จะมาสืบพยานในกำหนดวันนัดเดิมของศาล ที่นัดไว้ในเดือนตุลาคม และเดือนพฤศจิกายน จึงมีเหตุให้เลื่อนคดีออกไป โดยนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 2, 3 และ 14 ธ.ค. 2564 เวลา 09.00 น.-16.30 น. และให้กำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์เพิ่มเติมใหม่ 21 นัด สืบพยานจำเลยจำนวน 21 นัด ที่ศูนย์นัดความ ศาลอาญา

ส่วนนัดไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวของนายพริษฐ์ หรือ “เพนกวิน” จำเลยที่ 1 นั้น เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถูกเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวไปแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุให้ไต่สวนการเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวของจำเลยที่ 1 อีก ส่วนการไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว จำเลยที่ 2, 5, 6 และ 17 นั้น วันนี้จำเลยที่ 2, 6 และ 17 ทนายความแถลงว่า ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว จึงขอเลื่อนนัดไต่สวนคำร้องเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว สอบถามโจทก์แล้วแถลงไม่คัดค้าน พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เนื่องจากจำเลยที่ 5 สัมผัสกับผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และต้องกักตัว ส่วนจำเลยที่ 2, 6 และ 17 ยังไม่ได้รับคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว กรณีจึงไม่อาจไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวได้ในวันนี้ จึงให้เลื่อนไปนัดไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวใหม่ในวันที่ 3 พ.ย. 2564 เวลา 09.00 น. 

ตามคาด อดีตพระ “พุทธะอิสระ” โพสต์ถึง “2 พส” ยกพระธรรมวินัยฟาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482433

ตามคาด อดีตพระ “พุทธะอิสระ” โพสต์ถึง “2 พส” ยกพระธรรมวินัยฟาด

07 ก.ย. 2564

ตามคาด อดีต “พุทธะอิสระ” โพสต์เฟชบุ๊กตอบปม “พระมหาไพรวัลย์” – “พระมหาสมปอง” ไลฟ์สด ชี้ เผยแพร่ธรรมต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 5 ข้อ

จากกรณี  2พส.  “พระมหาไพรวัลย์” วรวณฺโณ และ “พระมหาสมปอง” ตาลปุตฺโต แห่งวัดสร้อยทอง ได้ไลฟ์สดเผยแพร่ธรรมะ จนกลายเป็นสุดยอดทอล์กแห่งการไลฟ์สด เนื่องจากมีผู้เข้าชมไลฟ์สดกว่า 2 แสนคน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

วันนี้ (7 ก.ย.) นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือ อดีตพระพุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ได้โพสต์เฟซบุ๊ก หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara) ถึงกรณีดังกล่าว  ว่า 

ถามมา ตอบไป 7 กันยายน 2564

ถาม ท่านรู้สึกยังไงกับเฟซบุ๊กไลฟ์ ของมหาสองรูปที่แสดงธรรม ออกมาเล่นตลกให้คนดู?

ตอบ พฤติกรรมส่อถึงตัวตนของผู้กระทำ ผู้มีปัญญา มองแล้ว เห็นแล้ว รู้แล้ว ก็พอเข้าใจได้ว่า พระธรรมวินัยนี้คงจะไปหวังอะไรกับคนเก้อยาก

ถาม ดราม่าที่เกิดขึ้นในกรณีเฟซบุ๊กไลฟ์ของมหาทั้งสองนี้ท่านมองอย่างไร?

ตอบ ก็มหาออกมาพูดเองไม่ใช่หรือว่า เขาโนสน โนแคร์ เพราะเขามีมวลชนสนับสนุนเขาเป็นแสน ทำให้เขามีตัวตนดังที่เห็น เมื่อเขาเห็นจำนวนมวลชนยังสนับสนุนเขาจำนวนมากเสียขนาดนี้ ใยเขาต้องมาสนใจพระธรรมวินัย จารีตประเพณี และกฎเถรสมาคมอีกเล่า นั้นก็คงเป็นเพราะ เขายึดจำนวนมวลชนเป็นหลักนั่นเอง

ถาม แล้วพระธรรมวินัยว่าอย่างไร กับการแสดงธรรม?

ตอบ พระธรรมวินัยบอกไว้ชัดว่า ผู้ที่จะประกาศธรรม เผยแพร่ธรรม จักต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 5 ประการ

1.แสดงธรรมไปโดยลำดับ

2.อธิบายชี้แจ้งให้เข้าใจตามหลักเหตุและผล

3.แสดงธรรมด้วยความเมตตา

4.แสดงธรรมธรรมโดยมิได้มุ่งหวังอามิส

5.แสดงธรรมโดยไม่กระทบผู้อื่น

และยังต้องมีจุดมุ่งหมายในการแสดงธรรมเพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหนาย ให้ผู้ฟังคลายความกำหนัด ความทะยานอยากเพื่อบรรเทาทุกข์แก่ผู้ฟัง เพื่อความดับภพ ชาติ บวชเรียนมาจนได้ปริญญา เรียนได้ถึงมหาเปรียญ เรื่องง่ายๆ แค่นี้ยังไม่รู้ ไม่รู้ก็ต้องบอกว่า โนคอมเมนต์แล้วล่ะ

พุทธะอิสระ

ครม. เคาะแล้ว “เลือกตั้ง อบต.” ก่อน กทม. – พัทยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482432

ครม. เคาะแล้ว “เลือกตั้ง อบต.” ก่อน กทม. – พัทยา

07 ก.ย. 2564

ครม.เคาะแล้ว “เลือกตั้ง อบต.” ก่อน กทม. – พัทยา โยน กกต. กำหนดวัน ขณะที่แต่งตั้ง นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เป็น เลขาฯ ครม.  คนใหม่ 

มีรายงานข่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบให้มีการเลือกตั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในส่วน”องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)” หลัง กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. เสนอโดย เลขาธิการ กกต. จะนำมติ ครม.ในวันนี้ เสนอต่อที่ประชุม กรรมการ กกต. เพื่อพิจารณา กำหนดวัน เลือกตั้ง ส่งไปยังกระทรวงมหาดไทยให้เสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาอีกครั้ง 

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าคณะรัฐมนตรีได้รับทราบการเตรียมความพร้อมการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลหรืออบต. กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยมอบหมายให้คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. พิจารณากรอบระยะเวลาที่เหมาะสมต่อไป

โดยหากมีความพร้อม ครม.ก็ให้พิจารณา “การเลือกตั้งอบต.”ทั่วประเทศภายในปีนี้ จำนวน 5,300 แห่ง 

ขณะที่ในส่วนของกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา อาจจะกำหนดให้มีการเลือกตั้งในลำดับต่อไป

ส่วนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและนายกเทศมนตรีเมืองพัทยาที่ประชุมยังไม่พิจารณาโดยคาดว่าจะมีขึ้นในปีหน้า 

ขณะเดียวกัน ครม.แต่งตั้ง นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีคนใหม่  แทนนาย ธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาศ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ดำรงตำแหน่งครบ วาระ การดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะรัฐมนตรี   6 ปี

จับตา “7 ว่าที่กสทช.”ฝ่าด่านหินสภาสูงพิสูจน์ข้อครหา”ล็อกสเป็ค” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482417

จับตา “7 ว่าที่กสทช.”ฝ่าด่านหินสภาสูงพิสูจน์ข้อครหา”ล็อกสเป็ค”

07 ก.ย. 2564

สภาสูงเจาะข้อมูลเพิ่ม สืบประวัติ “7ว่าที่กสทช.”  หลังกระเเส”ล็อกสเป็ค”โชยหึ่ง งานนี้ขอบอกไม่ง่ายฝ่าด่านหินสว.

เป็นอีกวาระที่ต้องจับตามอง สำหรับการคัดเลือก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ของที่ประชุมวุฒิสภา(สว.) ภายหลังคณะกรรมการสรรหา กสทช.  ซึ่งมี นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ในฐานะประธานกรรมการสรรหาฯ  ได้ประชุมหารือ เพื่อคัดเลือกผู้สมัครกรรมการ กสทช. จากทั้งหมด 78 คน ในช่วงวันที่ 31สิงหาคม วันที่ 1และ 3 กันยายนที่ผ่านมา   ตอนนี้ได้รายชื่อ ”7ว่าที่กสทช. ส่งให้”วุฒิสภา”พิจารณาและลงมติ

ตามขั้นตอนจะต้องมีการตั้งกรรมาธิการตรวจสอบประวัติและความประพฤติของผู้ได้รับการสรรหาก่อนจะให้ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติ ซึ่งพิจารณาตามกรอบเวลาแล้วน่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาในสมัยประชุมหน้าที่จะเปิดในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564

จับตา "7 ว่าที่กสทช."ฝ่าด่านหินสภาสูงพิสูจน์ข้อครหา"ล็อกสเป็ค"จับตา “7 ว่าที่กสทช.”ฝ่าด่านหินสภาสูงพิสูจน์ข้อครหา”ล็อกสเป็ค”

สำนักงาน กสทช.

ย้ำเตือนความจำ  กสทช. ทำหน้าที่กำกับดูเเลเเละออกใบอนุญาตเกี่ยวกับระบบสื่อสาร/ระบบออนไลน์ /โทรคมนาคม /สื่อมวลชนที่มี”เม็ดเงินมหาศาล”ในข่ายธุรกิจดังกล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

มีการตั้งข้อสังเกตไว้ว่า บรรดาว่าที่กสทช.ชุดนี้มาจากการประชันวิสัยทัศน์ 78 ผู้สมัคร   เเต่สอบผ่าน 7  ราย เมื่อช่วงปลายเดือนส.ค.-ต้นเดือนก.ย. พบว่า”ค่อนข้างพลิกล็อก!

”เมื่อตัวเต็ง อาทิ พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ อดีตผบ.ทอ. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมกุล อดีตรองผบ.ตร.พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ อดีตเลขาธิการ กสทช. “หลุดโผ”

บางรายร่วงเพราะขาดคุณสมบัติ คือ ลาออกจากที่เดิมยังไม่ครบ 1 ปี  ขณะที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า “พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ” ที่ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 7 กสทช.ชุดนี้ยังไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งเดิม ( รองเลขาธิการ กสทช. )ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ  ทำเอาแวดวงกิจการสื่อสารโทรคมนาคมต่าง มึนๆงงๆไปตามกัน เชื่อว่า เบื้องลึกที่คนดังหลุดโผ น่าจะมาจาก “เกมการเมือง” !!!

กล่าวได้ว่า นี่เป็น”มาตรฐานไม่ปกติ”สำหรับการเคาะชื่อกรรมการสรรหาฯหรือไม่ ทำให้สมาชิกวุฒิสภาเริ่มขยับหาข้อมูลล่วงหน้าเพื่อประกอบการลงมติ

ความลับไม่มีในโลก” 

ทำให้ ส.ว.บางรายทราบกระเเสข่าวว่าการ”ล็อกโผ”คราวนี้มาจาก พล.ต.อ.นอกราชการนายหนึ่งที่พยายามมีเอี่ยวกับหลายวงการ  ว่าที่กสทช.บางรายมาจากภาคธุรกิจเอกชนระดับยักษ์ด้านพลังงานที่ขยายไลน์ธุรกิจไปยังด้านอื่นๆ  รวมถึงอดีตกสทช.บางคนนั้น ร่วมขบวนการนึ้ด้วย 
 

แม้แต่คนวงในย่านเกียกกายถึงกับเปิดเผยสูตรการเลือก กสทช.รอบนี้ว่า เป็นการกำหนดโควตาเอกชนได้ไป 2-3เก้าอี้ อดีตนายพลสีกากีได้ 3-4 ตำแหน่ง เเละอดีตกสทช.คว้า 1 เก้าอี้ 

จับตา "7 ว่าที่กสทช."ฝ่าด่านหินสภาสูงพิสูจน์ข้อครหา"ล็อกสเป็ค"จับตา “7 ว่าที่กสทช.”ฝ่าด่านหินสภาสูงพิสูจน์ข้อครหา”ล็อกสเป็ค”รายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกให้ทำหน้าที่ กสทช.โดยเสนอสว.พิจารณา 

จากโผที่ล็อกไว้นั้น  เเม้ประวัติของผู้ผ่านการสรรหาจะดูดีมีราคา   เเต่ส.ว.บางคนทราบว่า บางโปรไฟล์ของว่าที่ 7 กสทช.นั้นโดนฟ้องหลายวาระไว้ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) 

 บางรายมีสายสัมพันธ์เชิงลึกเเบบหน้าฉากไม่รู้เเต่หลังบ้านเเน่นสนิทกับ”อดีตบิ๊กตุลาการ”ที่ยามนี้ไปทำหน้าที่บอร์ดให้ยักษ์เอกชนด้านพลังงานที่หวังสยายปีกกับหลากธุรกิจ

บางรายเเม้เป็นคนดีเเต่เเว่วว่าใครบางคนล็อกสเปคไว้ให้ล่วงหน้า!  เเละใครบางคนที่ตอนนี้ได้สิทธิก้าวเป็นว่าที่กสทช.นั้น คนวงในบางขั้วเช็กข้อมูลว่ายังอ่อนอาวุโส เเละคนในบ้านไปสนิทกับผู้ทรงอิทธิพลในวงการยุติธรรมที่ไปนั่งในบอร์ดยักษ์ใหญ่ ด้านพลังงาน และกำลังซื้อกิจการด้านโทรคมนาคม

ย่อมส่อไปถึงผลประโยชน์ทับซ้อนในวันข้างหน้า   

เป็นเช่นนี้แล้ว ความพยายามกำหนดสูตรจัดสรรเก้าอี้“กสทช.”ให้เป็นที่ต้องการของใครบางคน ผลออกมาจะสง่างามหรือไม่ 

ล้วนเป็นเรื่องพึงพินิจพิจารณาไม่น้อย