ลุ้นวินาทีสุดท้าย “โหวตวาระ3” แก้รัฐธรรมนูญ ตามใบสั่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482753

ลุ้นวินาทีสุดท้าย “โหวตวาระ3” แก้รัฐธรรมนูญ ตามใบสั่ง

09 ก.ย. 2564

“โหวตวาระ3” แก้รัฐธรรมนูญวันพรุ่งนี้ ต้องลุ้นยันวินาทีสุดท้าย สว.ออกอาการ ลงมติตามใบสั่ง สุดท้ายอาจต้องถึงมือศาลรัฐธรรมนูญ

ลุ้นวินาทีสุดท้าย "โหวตวาระ3" แก้รัฐธรรมนูญ ตามใบสั่งลุ้นวินาทีสุดท้าย “โหวตวาระ3” แก้รัฐธรรมนูญ ตามใบสั่ง

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ วิเคราะห์ การพิจารณาวาระ3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในที่ประชุมรัฐสภาวันพรุ่งนี้ ว่า  มีทางออก2ทางคือสว.ร่วมลงมติ ไม่ครบตามรัฐธรรมนูญกำหนด คือ น้อยกว่า 84 คน หรือ ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ ในขั้นตอนสุดท้าย หลังผ่านวาระสาม ก่อนนำร่างแก้ไขฯขึ้นทูลเกล้าฯ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เสร็จศึก “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” พลังประชารัฐ-เพื่อไทย ใครจะจบก่อนกัน

ถกแก้รัฐธรรมนูญ  ก้าวไกล ขวาง แก้ไขเกินหลักการ

หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก “ปฏิรูปตำรวจ” ไปก็ไร้ผล แนะฟันเสือตัวใหญ่กว่าจบ

หากวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ล่าสุด ท่าทีของสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน ทำให้เห็นได้ว่า มีการส่งสัญญาณว่าจะมีใบสั่ง มาจากทางฝ่ายการเมือง ซึ่งเชื่อว่ายังไม่จบแค่นี้ ต้องลุ้นกันวินาทีสุดท้าย  ในการลงมติร่างแก้รัฐธรรมนูญวันพรุ่งนี้  และการเปลี่ยนท่าทีของสมาชิกวุฒิสภา ก็ไม่มีปัญหา เพราะมีประชาชนเป็นหลังพิง จากการจุดพลุว่าประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้
 ลุ้นวินาทีสุดท้าย "โหวตวาระ3" แก้รัฐธรรมนูญ ตามใบสั่งลุ้นวินาทีสุดท้าย “โหวตวาระ3” แก้รัฐธรรมนูญ ตามใบสั่ง

แต่หากสว.ไม่ต้องการเปลืองตัวก็มีอีกวิธี คือโหวตผ่านวาระ3ตามรัฐธรรมนูญ  และ ยื่นให้ศาลรธน. ตีความ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ชอบด้วยกฏหมายหรือไม่  ยกอำนาจการตัดสินใจให้ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาด เหมือนที่ทำมาแล้ว ช่วงที่มีความพยายาม เสนอตั้งให้สสร. มาทำหน้าที่ ยกร่างรัฐธรรมนูญ

ประภัตร ประกาศหากสัตว์ป่วยตาย”ลัมปี -สกิน”พร้อมเยียวยาทั่วถึง เป็นธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482714

ประภัตร ประกาศหากสัตว์ป่วยตาย”ลัมปี -สกิน”พร้อมเยียวยาทั่วถึง เป็นธรรม

08 ก.ย. 2564

กระทรวงเกษตรฯแถลงคืบหน้ามาตรการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบสัตว์ตายจากโรค “ลัมปี-สกิน” รมช.ประภัตร ประกาศหากสัตว์ป่วยตายจริงตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2564 พร้อมเยียวยาอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธานการแถลงข่าวความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโค – กระบือ เสียชีวิตจาก”โรคลัมปี – สกิน” ณ ห้องประชุม 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยจากรายงานของกรมปศุสัตว์ สำหรับสถานการณ์การระบาดของ”โรคลัมปี – สกิน”ใน โค – กระบือนั้น กรมปศุสัตว์ได้มีมาตรการต่างๆ ในการควบคุมโรค ทำให้สถานการณ์การระบาดเริ่มดีขึ้นตามลำดับ  

โดยขณะนี้พบการระบาดสะสมรวม 65 จังหวัดเกษตรกรได้รับผลกระทบ 268,371 ราย โค – กระบือป่วยสะสม 581,747 ตัว รักษาหายแล้ว 441,543 ตัว อยู่ระหว่างการรักษา 90,879 ตัว ป่วยตายสะสม 51,073 ตัว (ข้อมูล ณ วันที่ 7 กันยายน 2564)

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง : ขึ้นทะเบียนวัคซีนสำหรับสัตว์”ลัมปี สกิน”

                          : โคราช โรคลัมปีสกินยังระบาดหนัก

                        :“กรมปศุสัตว์” ออกโรงเตือน สายเปิบ “เมนูไข่จุ๊บ” 

สำหรับอัตราการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโค – กระบือ เสียชีวิตจากโรค”ลัมปี – สกิน” ตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2564 นั้น 

ประภัตร ประกาศหากสัตว์ป่วยตาย"ลัมปี -สกิน"พร้อมเยียวยาทั่วถึง เป็นธรรมประภัตร ประกาศหากสัตว์ป่วยตาย”ลัมปี -สกิน”พร้อมเยียวยาทั่วถึง เป็นธรรม

โค ได้ไม่เกินรายละ 5 ตัว อายุน้อยกว่า 6 เดือน 13,000 บาท อายุ 6 เดือนถึง 1 ปี 22,000 บาท อายุมากกว่า 1 ปีถึง 2 ปี 29,000 บาท อายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป 35,000 บาท

กระบือ ไม่เกินรายละ 5 ตัว อายุน้อยกว่า 6 เดือน 15,000 บาท  อายุ 6 เดือนถึง 1 ปี 24,000 บาท อายุมากกว่า 1 ปีถึง 2 ปี 32,000 บาท  อายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป 39,000 บาท

ประภัตร ประกาศหากสัตว์ป่วยตาย"ลัมปี -สกิน"พร้อมเยียวยาทั่วถึง เป็นธรรมประภัตร ประกาศหากสัตว์ป่วยตาย”ลัมปี -สกิน”พร้อมเยียวยาทั่วถึง เป็นธรรม

สำหรับประกาศหลักเกณฑ์ปลีกย่อย ฯ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 เป็นต้นไป แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขอยกเว้นการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2563

ครอบคลุมทั้งเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน และยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน รวมถึงกรณีที่เกษตรกรไม่ได้เก็บหลักฐานการตายของสัตว์ไว้ ก็สามารถไปแจ้งที่ปศุสัตว์อำเภอ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการทำประชาคม

หากทำประชาคมครบ3 วันไม่มีผู้คัดค้านก็สามารถรับเงินเยียวยาได้ นอกจากนี้กรณีที่เกษตรกรได้รับเงินเยียวยาไปแล้วในเรทอัตราเยียวยาเก่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะทบทวนอีกครั้ง เพื่อจ่ายเงินเยียวยาส่วนต่างเพิ่มเติมให้เท่ากันอัตราการเยียวยาใหม่

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประมาณการค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร กรณี โค – กระบือ ป่วยตายด้วยโรค”ลัมปี – สกิน” ไว้ที่ 1,018,009,150 บาท
 

และหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2564 ไปยังกระทรวงการคลัง ทำให้สามารถเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรค”ลัมปี – สกิน” ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2564

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์การระบาดของโรคและได้สั่งการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แก้ไขปัญหา และดูแลเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบให้เร็วที่สุด

ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยขณะนี้ มี 4 จังหวัด ที่เกษตรกรส่งเอกสารเข้ามาครบแล้ว และกรมปศุสัตว์ตรวจสอบข้อมูล ผ่านความเห็นชอบตามขั้นตอนครบถ้วนแล้ว ได้แก่ จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดสระแก้ว เป็นเกษตรกร 2,576 ราย สัตว์ตาย 2,800 ตัว ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังทยอยจ่ายเงินเยียวยา จำนวน 29,772,000 บาท  รมช.ประภัตร กล่าว

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการสั่งวัคซีน LSDV ป้องกันโรคลัมปี สกิน เข้ามาเพิ่มอีก 5 ล้านโด๊ส โดยมีการนำเข้ามาถึงประเทศไทยแล้ว ล็อตแรก 2.5 ล้านโด๊ส และจะทยอยเข้ามาอีกในล็อตที่สองและล็อตที่สาม จนครบ 5 ล้านโด๊ส

ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้มีการวางแผนจัดสรรวัคซีนไว้แล้ว ยึดตามหลักรวดเร็ว ทั่วถึง เป็นธรรม ตามสัดส่วนของจำนวนประชากรสัตว์ทั่วประเทศ โดยขณะนี้หน่วยงานในสังกัดของกรมปศุสัตว์ในพื้นที่ต่างๆ มีการทำแผนวัคซีนเรียบร้อยแล้ว และสามารถดำเนินการได้ทันที 

ทนายความยื่น ป.ป.ช.ฟัน “กมธ.”แก้ร่างแก้ไข รธน. เลยเถิด ตามอำเภอใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482703

ทนายความยื่น ป.ป.ช.ฟัน “กมธ.”แก้ร่างแก้ไข รธน. เลยเถิด ตามอำเภอใจ

08 ก.ย. 2564

ทนายความยื่น ป.ป.ช.ฟัน “กมธ.” แก้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมเนื้อหาผิดไปจากวาระแรกขั้นรับหลักการ แก้ไขขยายความเลยเถิด ตามอำเภอใจที่เกินเลยไปจากหลักการ​

8 ก.ย.-ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)จ.นนทบุนี นายพีรพัฒน์ แสนพาน ทนายความ ยื่นเรื่องถึงคณะกรรมการป.ป.ช.ขอให้ตรวจสอบเจ้าพนักงานของรัฐ มีพฤติการณ์กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่

กรณีแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 83 และ 91 ที่คณะกรรมาธิการ​ (กมธ.) ​พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ได้ไปแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาผิดไปจากวาระรับหลักการตามที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์​ รองนายกรัฐมนตรี​และรมว.พาณิชย์​ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอมา

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง : วันชัย ชี้ มีสัญญาณไม่ปกติโหวตวาระ 3

                           :ACT คัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญเปิดทางคดโกง

                           : “ไทยสร้างไทย” ชี้ ทางออกของประเทศ

โดยมีการเพิ่มเนื้อหาใน ม.83 ที่นอกเหนือไปจากเรื่องการกำหนดให้มีส.ส.เขต 400 คนและส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ในชั้นวาระรับหลักการ ซึ่งขัดต่อหลักการที่ไม่ให้ “กมธ.”แก้ไขเนื้อหาเกินกว่าหลักการได้ ถือเป็นการแก้ไขขยายความเลยเถิด ตามอำเภอใจที่เกินเลยไปจากหลักการ​

เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อ รธน. กฎหมายและหลักนิติธรรม และอาจเป็นความผิดตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการ​ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ที่ให้ใช้บังคับกับส.ส. ส.ว.และคณะรัฐมนตรี(ครม.) ด้วย จึงขอให้ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนการกระทำดังกล่าวเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป

“เต้น ณัฐวุฒิ” – “บก.ลายจุด” ยังรอด ศาลเเขวงใต้ยกคำร้องขอหมายจับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482665

“เต้น ณัฐวุฒิ” – “บก.ลายจุด” ยังรอด ศาลเเขวงใต้ยกคำร้องขอหมายจับ

08 ก.ย. 2564

ศาลเเขวงใต้ยกคำร้องขอหมายจับ “เต้น ณัฐวุฒิ” – “บก.ลายจุด” จัดชุมนุมเเยกอโศก ระบุให้ออกหมายเรียกก่อน ถ้าไม่มาโดนแน่

เมื่อวันที่8 กันยายน 64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าศาลแขวงพระนครใต้มีคำสั่งยกคำร้องในคดีที่พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ยื่นคำร้องขอหมายจับ นาย “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” เลขาธิการกลุ่ม นปช. และ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด”ฯลฯ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งจัดชุมนุมกันที่บริเวณแยกอโศกมนตรี โดยมีรายงานว่า ศาลได้ยกคำร้องขอหมายจับของพนักงานสอบสวนดังกล่าว

โดยให้เหตุผลว่าคดีดังกล่าว มีอัตราโทษไม่เกินสามปี เห็นควรให้ออกหมายเรียกก่อนที่จะขอออกหมายจับให้ยกคำร้อง

“ลูกนัท”บุกสภาเรียกร้องผ่านร่างกม.ป้องกันอุ้ม-ทรมาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482660

“ลูกนัท”บุกสภาเรียกร้องผ่านร่างกม.ป้องกันอุ้ม-ทรมาน

08 ก.ย. 2564

ไฮโซ”ลูกนัท” นำตัวแทนภาคประชาชนบุกสภายื่นจม.เปิดผนึก ให้รังสิมันต์ โดม เร่งผ่านร่างกฎหมายทรมาน-อุ้มหาย โวยถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายผู้ชุมนุม

เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 64  นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล พร้อมด้วยนายปกรณ์ อารีกุล หัวหน้าคณะทำงานฯ เดินทางมารับหนังสือจากตัวแทนภาคประชาสังคม เครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชน และเครือข่ายญาติผู้เสียหายจากการทรมาน-อุ้มหาย ที่ขอให้สภาผู้แทนราษฎร เร่งพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย ในสมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ในวันที่ 8 ก.ย.2564

"ลูกนัท"บุกสภาเรียกร้องผ่านร่างกม.ป้องกันอุ้ม-ทรมาน“ลูกนัท”บุกสภาเรียกร้องผ่านร่างกม.ป้องกันอุ้ม-ทรมานกลุ่มภาคประชาชนยื่นหนังสือผลักดันร่างกม.ป้องโดนอุ้ม-ทรมาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ลูกนัท"บุกสภาเรียกร้องผ่านร่างกม.ป้องกันอุ้ม-ทรมาน“ลูกนัท”บุกสภาเรียกร้องผ่านร่างกม.ป้องกันอุ้ม-ทรมาน

ขณะที่นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ “ลูกนัท” กล่าวปราศรัยเกี่ยวกับผลกระทบจากความรุนแรงของภาครัฐ จากสาเหตุการออกมาใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ โดยยกตัวอย่าง การชุมนุมเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมลาออก บริเวณแยกดินแดง เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรง เป็นการละเมิดสิทธิ์ จึงเรียกร้องให้สภาฯเร่งพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย ในสมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ต่อไป

ก่อนหน้านี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา  ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุม ได้มติรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรณีการป้องกันการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีลักษณะเป็นการทรมานบุคคล ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ และแจ้งให้กสม.ทราบต่อไป

"ลูกนัท"บุกสภาเรียกร้องผ่านร่างกม.ป้องกันอุ้ม-ทรมาน“ลูกนัท”บุกสภาเรียกร้องผ่านร่างกม.ป้องกันอุ้ม-ทรมาน

นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ “ลูกนัท”

โดยรายงานฉบับดังกล่าว  กระทรวงยุติธรรม ได้รายงานด้วยว่า ได้เสนอร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …เข้าสู่กระบวนการพิจารณากฎหมายตามลำดับ

โดยผ่านการพิจารณาจากครม. และคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว และได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) เมื่อวันที่ 25 ม.ค.  64 และคณะอนุกรรมการกลั่นกรองร่างกฎหมายในกระบวนการนิติบัญญัติ (อนุวิปรัฐบาล) เมื่อวันที่ 1 ก.พ.64 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล)

“ณัฐวุฒิ” ขอเคลียร์หมายจับ ประกาศหยุดชุมนุมวันนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482642

“ณัฐวุฒิ” ขอเคลียร์หมายจับ ประกาศหยุดชุมนุมวันนี้

08 ก.ย. 2564

“ณัฐวุฒิ” รู้ทัน “หมายจับ” ชุมนุมอาจสร้างเงื่อนไข ให้เกิดความรุนแรง ขอหยุด1วัน หากไม่ถูกดำเนินคดี จะนัดหมายใหม่

"ณัฐวุฒิ" ขอเคลียร์หมายจับ ประกาศหยุดชุมนุมวันนี้“ณัฐวุฒิ” ขอเคลียร์หมายจับ ประกาศหยุดชุมนุมวันนี้

นาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคาร์ม็อบ ประกาศยกเลิกชุมนุม ที่แยกอโศกวันนี้ โดยให้เหตุผลว่า ในช่วงบ่ายตำรวจจะไปยื่นขอหมายจับ ซึ่งกว่าจะทราบว่าศาลอนุมัติหรือไม่ น่าจะใกล้เวลานัดหมายที่อโศก 4 โมงเย็น ถ้าศาลอนุมัติหมายจับออกคงจับกันที่เวทีอาจเป็นสาเหตุ สร้างเงื่อนไข ทำให้เกิดการเผชิญหน้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เพิกถอนประกัน “เพนกวิน” – “รุ้ง” พร้อม 4 แกนนำ

ขัดตาทัพ กทม.นำรถบรรทุกเครื่องกำเนิดไฟฟ้าช่วยอุโมงค์”ดินแดง”ชั่วคราว

แก้ไข ร่าง รธน. “ปมบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ” 3 พรรคใหญ่ พท.- พปชร.-ปชป. ได้ประโยชน์

"ณัฐวุฒิ" ขอเคลียร์หมายจับ ประกาศหยุดชุมนุมวันนี้

ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมยืนยันว่าจะไม่เล่นเกมนี้ แต่จะชุมนุมโดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ จึงขอยกเลิกนัดหมายชุมนุมที่แยกอโศกวันนี้ เพื่อติดตามสถานการณ์หมายจับให้แน่ชัด ถ้าออกหมายจับจะไปมอบตัวพร้อมกับนายสมบัติ บุญงามอนงค์หรือ บก.ลายจุด ทันที  หากศาลไม่อนุมัติหมายจับโปรดติดตามนัดหมายครั้งต่อไป 
 

"ณัฐวุฒิ" ขอเคลียร์หมายจับ ประกาศหยุดชุมนุมวันนี้“ณัฐวุฒิ” ขอเคลียร์หมายจับ ประกาศหยุดชุมนุมวันนี้

กลุ่มผู้ชุมนุมยืนยันว่าที่ผ่านมาชุมนุมโดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ ซึ่งเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ หากศาลไม่อนุมัติหมายจับ  จะนัดหมายการชุมนุมใหม่อีกครั้ง  

ราชทัณฑ์เผย “ไมค์ จาดนอก” พร้อม “เพนกวิน” หายป่วยโควิด เตรียมส่งกลับคุก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482637

ราชทัณฑ์เผย “ไมค์ จาดนอก” พร้อม “เพนกวิน” หายป่วยโควิด เตรียมส่งกลับคุก

08 ก.ย. 2564

รองอธิบดีราชทัณฑ์ เผยแกนนำม็อบทยอยหายป่วยโควิด ล่าสุด “ไมค์ จาดนอก”อยู่ระหว่างพักฟื้น รพ.ราชทัณฑ์ เช่นเดียวกับ “เพนกวิน”รอส่งเข้าเรือนจำปกติ ยันผู้ต้องขังใช้มือถือโพสต์เฟซบุ๊กไม่ได้

วันนี้ (8 ก.ย.) นายธวัชชัย ชัยวัฒน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า กรมราชทัณฑ์ ขอรายงานสถานการณ์และการควบคุมดูแลตัวผู้ต้องขังที่เป็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมาเรียกร้องทางการเมือง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ถูกส่งตัวเพื่อเข้ารับการรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ”เพนกวิน” , นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ , นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน และนายชาติชาย แกดำ นั้น 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายธวัชชัย เผยว่า ในวันนี้แพทย์ประจำทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้เข้าตรวจร่างกาย พบว่า นายพริษฐ์ รู้สึกตัวดี ถามตอบรู้เรื่อง ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่มีอาการหอบเหนื่อย ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก นอนหลับพักผ่อนได้ทั้งคืน รับประทานอาหารได้ การขับถ่ายปกติ ไม่มีไข้ และได้รับการรักษาโควิด-19 จนครบกำหนด 14 วันแล้ว และอยู่ระหว่างการพักฟื้นเพื่อจำหน่ายกลับไปคุมขังยังเรือนจำฯ ตามเดิม ส่วน นายภาณุพงศ์ พบว่า รู้สึกตัวดี ไม่มีอาการหอบเหนื่อย สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ สีหน้าสดใส ช่วยเหลือตัวเองได้ หายใจปกติ ไม่มีเจ็บแน่นหน้าอก ไม่มีไข้ ไม่เจ็บคอ           ไม่มีปวดศีรษะ รับประทานอาหารได้ ขับถ่ายปกติ นอนหลับพักผ่อนได้ และได้รับการรักษาโควิด-19 ครบกำหนด 14 วัน และอยู่ระหว่างการพักฟื้นเพื่อจำหน่ายกลับไปคุมขังยังเรือนจำฯ ตามเดิมเช่นเดียวกัน

นายธวัชชัย กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีการโพสต์ข้อความบนสื่อโซเชียลมีเดียของ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์                      และนายอานนท์ นำภา รวมทั้งผู้ต้องขังที่รายอื่นที่มีลักษณะระบุชื่อ-นามสกุล และเรือนจำที่ถูกคุมขังในช่วงท้ายของข้อความเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง เป็นการสร้างความเข้าใจผิดต่อสังคมในวงกว้างถึงระเบียบการใช้เครื่องมือสื่อสารของผู้ต้องขังกลุ่มดังกล่าว นั้น กรมราชทัณฑ์ ขอชี้แจงทำความเข้าใจและขอยืนยันอีกครั้ง ว่า พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 กำหนดให้ “เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารอื่น รวมทั้งอุปกรณ์สําหรับสิ่งของดังกล่าว เป็นสิ่งของต้องห้าม” ห้ามมิให้ผู้ต้องขังหรือผู้ใดนำเข้ามาในเรือนจำอย่างเด็ดขาด ซึ่งรวมถึง เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์เองก็ไม่สามารถนำเข้าไปในเขตพื้นที่เรือนจำได้ กรณีการโพสต์ข้อความของกลุ่มผู้ต้องขังการเมืองนั้น คาดว่าน่าจะเป็นการฝากข้อความผ่านทนายความส่วนตัวในระหว่างเข้าพบเพื่อปรึกษาคดีเป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นการสนทนาผ่านระบบวีตีโอคอนเฟอเรนซ์ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด ซึ่งการระบุว่าออกมาจากเรือนจำโดยตรงนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด  ขอยืนยันว่าผู้ต้องทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม ไม่มีการยกเว้นหรือให้สิทธิพิเศษเฉพาะผู้ต้องขังกลุ่มใดอย่างแน่นอน

“7 พรรคเล็ก” แถลงจุดยืนโหวตคว่ำวาระ 3 ร่างแก้ไข รธน. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482622

“7 พรรคเล็ก” แถลงจุดยืนโหวตคว่ำวาระ 3 ร่างแก้ไข รธน.

08 ก.ย. 2564

“7 พรรคเล็ก” แถลงจุดยืนโหวตคว่ำวาระ 3 ร่างแก้ไข รธน. แจงไม่ได้กลัวสูญพันธุ์ แต่ห่วงคะแนนเสียงตกน้ำ เสียดายระบบ ส.ส.พึงมี ที่ยุติธรรมที่สุด หวั่นใช้บัตร 2 ใบได้เผด็จการ รัฐสภาเหมือนสมัย “ทักษิณ-สมัคร-ยิ่งลักษณ์”

หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล  เป็นตัวแทน “7 พรรคเล็ก” ร่วมรัฐบาล ได้แก่ พรรคพลังธรรมใหม่ พลเมืองไทย  ครูไทย ไทรักธรรม ประชาธรรมไท พลังชาติไทย เพื่อชาติไทย แถลงจุดยืนในการโหวต ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ในวันที่ 10 กันยายนนี้ว่า “กลุ่มพรรคเล็ก” มีมติโหวตคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ด้วยเหตุผลว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ผ่านการทำประชามติจากประชาชนแล้ว

อีกทั้งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยกเลิกระบบจัดสรรปันส่วนผสม ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนตัวเล็ก ๆ เข้ามามีโอกาสทำงานในสภา รวมถึงล้มระบบ ส.ส.พึงมีที่ถือเป็นระบบที่ยุติธรรมที่สุด และยังล้มหลักการเรื่องคะแนนเสียงตกน้ำจากเดิมที่นำมารวมเป็นคะแนนของพรรคการเมืองได้ตกน้ำไป
 

นพ.ระวี ยังระบุว่า รัฐธรรมนูญปี 40 และ ปี 50 ที่ใช้ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ทำให้เห็นว่าเกิดรัฐบาลทักษิณ-สมัคร-ยิ่งลักษณ์ เกิดเผด็จการรัฐสภา มีการคอรัปชั่นเชิงนโยบายมโหฬารอย่างโจ่งแจ้ง

ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าการที่ “พรรคเล็ก” ออกมาประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ไม่ให้สูญพันธุ์หรือไม่ นายแพทย์ระวี ระบุว่า เหมือนจะใช่แต่ไม่ใช่ เพราะถ้าผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พรรคขนาดเล็กจะสูญพันธุ์ พรรคขนาดกลางจะถูกแช่แข็งไปด้วย ยืนยันว่าพรรคเล็กมีจุดยืนเรื่องนี้มาโดยตลอด

ส่วนที่บอกว่าพรรคเล็กชอบกินกล้วยหรือเป็นพรรคปัดเศษ นายแพทย์ระวี ย้อนถามกลับว่า เคยมีกล้วยที่ไหนให้ “พรรคเล็ก” มีแต่พรรคขนาดใหญ่ที่มีรัฐมนตรีได้เงินทอนจากโครงการต่าง ๆ ซึ่งการที่ “พรรคเล็ก” กล้าโหวตสวน เพราะ “พรรคเล็ก” ไม่มีรัฐมนตรี จึงไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง 

นายแพทย์ระวี กล่าวว่า ในวันที่ 10 กันยายนนี้ ขอเรียกร้องให้ ส.ส. โหวตคว่ำร่วมกับ”พรรคเล็ก” รวมถึงเรียกร้องให้ ส.ว.คิดให้รอบคอบร่วมโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยเพราะถ้า ส.ว.สนับสนุนไม่ถึง 84 เสียงจะทำให้ร่างนี้ตกไป

แต่หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน “กลุ่มพรรคเล็ก”จะร่วมกับพรรคขนาดกลางลงชื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความ พร้อมย้ำว่า หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง ๆ ขอให้ทำประชามติก่อน ซึ่งพรรคเล็กก็พร้อมสู้ในระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ถ้าผ่านความเห็นของประชาชน 

สำหรับพรรคเล็กร่วมรัฐบาล 2 พรรคที่สนับสนุนแนวทางบัตรเลือกตั้ง2 ใบคือ พรรคประชาธิปไตยใหม่และพรรคประชาภิวัฒน์

ยื้อไปทำไม ไล่บี้ทวงคืนที่ดินเขากระโดงให้การรถไฟ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482589

ยื้อไปทำไม ไล่บี้ทวงคืนที่ดินเขากระโดงให้การรถไฟ

08 ก.ย. 2564

สาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานการรถไฟฯ ส่งสัญญาณ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รมว.คมนาคม ยื้อไปทำไม ทวงคืนที่ดิน”เขากระโดง” จ.บุรีรัมย์ ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย

จากกรณีที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล หนึ่งในนั้นคือ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ที่ถูกกล่าวหาไม่สามารถแก้ปัญหาราษฏรบุกรกที่ดินรถไฟบริเวณเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ได้สำเร็จ ซึ่งมีความยืดเยื้อมานานหลายสิบปี ทั้งที่ศาลฏีกาได้พิพากษาให้ที่ดินบริเวณดังกล่าวอยู่ในกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย

ล่าสุด นายสาวิทย์ แก้วหวาน  ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย  ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจส่วนตน  Sawit Kaewvarn   ตั้งคำถามเชิงเรียกร้องถึงปมปัญหาดังกล่าวว่า “ยื้อไปทำไม” 

นายสาวิทย์ โพสต์ข้อความไว้ว่า  “จะยื้อไปทำไม จะยื้อไปเพื่ออะไร เมื่อยื้อไปแล้วไม่เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย  ทำให้มันจบๆซะ

ยื้อไปทำไม ไล่บี้ทวงคืนที่ดินเขากระโดงให้การรถไฟยื้อไปทำไม ไล่บี้ทวงคืนที่ดินเขากระโดงให้การรถไฟ

ประเด็นที่ดินของการรถไฟบริเวณที่เขากระโดง จ.บุรีรัมย์ จะยื้อไปทำไม ไม่เกิดประโยชน์กับใครเลย ทั้งบุคคลที่เข้าไปอยู่อาสัย ทั้ง การรถไฟฯและระบบนิติธรรมของประเทศ
ในที่ดินดังกล่าวบางแปลงมีการออกโฉนดโดยกรมที่ดิน/บางแปลงเป็น นส.3/ สค.1 บางแปลงก็เข้าไปอยู่เฉยๆ ที่นิยมเรียกกันว่า บุกรุก

ซึ่งการที่บางคนบอกว่าที่ดินที่ตนครอบครองมีโฉนดที่ออกโดยชอบ แท้จริงแล้วมันไม่ชอบเพียงแต่เรื่องนี้ ปปช.ชี้ว่าเวลามันล่วงเลยเวลาบุคคลที่เกี่ยวข้องในการออกโฉนดที่มิชอบนั้น มีความผิด แต่เนื่องด้วยบางคนเสียชีวิต และ คดีขาดอายุความไม่สามารถเอาผิดผู้เกี่ยวข้องที่ออกโฉนดโดยมิชอบได้  ปปช.ยุติเรื่องแต่ ปปช.ก็ยืนยันว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินของการรถไฟฯและให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนด ตาม ปะมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

ซึ่งต่อมาก็มีการฟ้องร้องกันระหว่างประชาชนในพื้นที่เข้าอยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวกับการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ไปขัดขวางการออกโฉนด ทั้งนี้หากผลคดีออกมาในทางบวกสำหรับผู้ฟ้องแล้ว ผู้ฟ้องเหล่านั้นก็จะให้ให้กรมที่ดินออกเอกสารสิทธิ์หรือโฉนดให้ต่อไปโดยชาวบ้านผู้ฟ้องเห็นว่าก่อนหน้านี้ กรมที่ดินก็เคยออกโฉนดบางแปลงให้บุคคลบางคนโดยเฉพาะนักการเมือง


การฟ้องร้องมีการดำเนินการกันถึง 3 ศาล คือชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกาทุกศาลมีคำพิพากษาในแนวทางเดียวกัน รวมทั้ง สำนักงาน ปปช.ที่สหภาพเคยไปร้องเรียน คือ ไม่สามารถออกโฉนดได้เนื่องจากที่ดินบริเวณดังกล่าวทั้งหมดประมาณ 5,083 ไร่ เป็นที่ดินของการรถไฟฯ

ดังนั้นกระบวนการในการออกโฉนดที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งหนังสือครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดนั้นไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น แม้ว่าผู้ที่ครอบครองที่มีโฉนดจะอ้างว่าได้มาถูกต้องนั้น แท้จริงแล้วโฉนดนั้นออกโดยมิชอบ ตามคำวินิจฉัยของ ปปช.ว่าโฉนดเลขที่ 3,466 และ 8,564 นั้นมิชอบด้วยกฎหมาย แต่เนื่องจากมีบางคนเสียชีวิตก่อน และระยะเวลาก่อนฟ้องเกิน 30 ปี ขาดอายุความ ตอกย้ำกรณีนี้เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษา ก็ถือว่าเป็นโมฆะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บุคคลที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล ก็เท่านั้น….จะยื้อไปทำไม? …จะยื้อไปเพื่ออะไร…

แต่ละหน่วยงาน แต่ละบุคคลก็ทำตามหน้าที่ของตนไป ไม่ต้องมานั่งซักถาม ทำหนังสือถาม ว่าทำไมไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้….การที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ปฏิบัติหน้าตามที่ควรจะกระทำก็ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งก็เห็นว่าหลายฝ่ายกำลังเตรียมการที่จะฟ้องร้องดำเนินคดี….ถ้าศาลสั่งแล้วยังไม่ทำแล้วหลักนิติธรรมแห่งรัฐมันจะยืนอยู่อย่างไร อะไรจะเป็นหลัก ใครจะทำอะไรโดยไม่สนใจกฎหมาย ไม่สนใจคำพิพากษาเลยหรือ แล้วทำไมคนเล็กคนน้อย คนจน แค่ไปเก็บเห็ด หาหน่อไม่ในเขตป่าสงวนยังถูกจับติดคุกเลย…และประเทศนี้จะหลงเหลืออะไรให้เป็นหลัก
กฎหมายก็จะเสื่อม

ศาลและคำพิพากษาก็จะเสื่อม
บุคคลที่ไปเกี่ยวข้องก็จะเสื่อม

การรถไฟก็จะเสียหายเสียประโยชน์หากชาวบ้าน คนยากจนที่อยู่อาศัยที่ที่รถไฟในที่อื่นๆยกเอาประเด็นนี้มาในการอ้างสิทธิ์ อ้างความชอบธรรม อ้างว่ารัฐเลือกปฏิบัติแล้การรถไฟจะยุ่งยากในการบริหารจัดการ…ก็จะเสื่อม

รัฐบาลในฐานะผู้กุมอำนาจก็จะเสื่อม ดังที่กล่าวกันว่า “กฎหมายบังคับใช้แต่คนยากจน แต่คนมีเงิน มีอิทธิพล มีอำนาจกลับใช้ไม่ได้ ” หรือ “คุกมีไว้ขังแต่คนจน” คนมีเงินติดสินบนอยู่ได้ หรือไม่ก็หนีคดีไปต่างประเทศ

ประเทศชาติก็จะเสื่อม อำนาจแห่งรัฐ บทบัญญัติในการปกป้องรัฐ ที่เรียกว่าหลักนิติธรรม หลักนิติรัฐก็จะเสื่อม
เมื่อเป็นดังนี้ก็จะทำให้มีการละเลยต่อกฎหมาย
ละเลยต่อความถูกต้อง


ละเลยต่อหลักศีลธรรม จริยธรรม
สังคมก็จะวุ่นวาย ไร้ระเบียบ

ยอมรับเสียเถิดทำให้มันจบๆเคารพในกติกา ส่วนจบสิ้นกระบวนการตามกติกาแล้ว ก็มาว่าด้วยกติกาใหม่ในการอยู่ร่วมกันแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างชาวบ้าน หรือบุคคลที่เข้าไปอยู่อาศัย ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ถูกต้อง ทำให้มันถูกต้องด้วยการยอมรับกติกา จะเป็นการเช่าระยะสั้น กลาง ยาว 30 ปี 60 ปี 90 ปี และตกลงเรื่องราคาค่าใช้ประโยชน์ทั้ง ก่อนหน้า ปัจจุบัน และอนาคต จ่ายกันแบบไหน อย่างไร ในบริบทที่ทุกคน ทุกฝ่ายยอมรับกันได้ ไม่เอาเปรียบกับ แค่นี้ก็จบแล้ว…Happy Ending

จะยื้อไปทำไม จะยื้อไปเพื่ออะไร เมื่อยื้อไปแล้วไม่เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย
ทำให้มันจบๆซะ

แก้ไข ร่าง รธน. “ปมบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ” 3 พรรคใหญ่ พท.- พปชร.-ปชป. ได้ประโยชน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482545

แก้ไข ร่าง รธน. “ปมบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ” 3 พรรคใหญ่ พท.- พปชร.-ปชป. ได้ประโยชน์

08 ก.ย. 2564

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาลงมติวาระ3 วันที่ 10 ก.ย.นี้โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ “ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ” ซึ่งหากร่างฯผ่านความเห็นชอบไปได้ 3 พรรคใหญ่ พท.- พปชร.-ปชป. ได้ประโยชน์มากสุดในการเลือกตั้งครั้งหน้า

วันศุกร์ที่ 10 ก.ย.นี้  รัฐสภามีนัดพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และมาตรา 91 ซึ่งเป็นการพิจารณาเพื่อลงมติในวาระที่สาม

มาตรา 83 ซึ่งบัญญัติว่า สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 500 คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 400 คน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน 

สาระสำคัญของมาตรานี้ ก็คือ ส.ส. มีทั้งหมดจำนวน 500 คน โดยแบ่งเป็น ส.ส. เขตจำนวน 400 คน  และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 100 คน  
 

และมาตรา 91 ซึ่งบัญญัติว่า การคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองที่จะได้รับเลือกตั้งให้นำคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับการเลือกตั้งมารวมกันทั้งประเทศแล้วคำนวณเพื่อแบ่งจำนวนผู้ที่จะได้รับเลือกของแต่ละพรรคการเมือง เป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กันโดยตรงกับจำนวนคะแนนรวมข้างต้น

โดยให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งมีรายชื่อในบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองได้รับเลือกตามเกณฑ์คะแนนที่คำนวณได้เรียงตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น 

สาระสำคัญของมาตรานี้ เป็นวิธีการคำนวณจำนวนที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่แต่ละพรรคการเมืองจะได้ โดยแยกกันเด็ดขาดจากคะแนนของ ส.ส. เขต ไม่นำมาปะปนกันหรือ “ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ”

สำหรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านเข้าสู่วาระ 3 ของรัฐสภาในครั้งนี้เหลือเพียงร่างเดียว (หลังจากถูกคว่ำไป 12 ร่างในวาระแรก )เป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 ซึ่งเป็นร่างของพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้แก้ไข มาตรา 83 และ มาตรา 91 (ซึ่งมีเนื้อหาตามที่
กล่าวมาข้างต้น) ซึ่งเกี่ยวข้องกับ”การเลือกตั้งแบบใช้บัตร 2 ใบ “
 

โดยเหตุผลที่เสียงส่วนใหญ่ผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในวาระแรกและวาระสองก็คือ การให้มี “บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ” เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในการเลือกพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตแยกออกจากกันเพื่อให้ตรงกับความประสงค์ของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมากที่สุด เพราะจุดประสงค์ของการเลือกพรรคการเมืองกับเลือกผู้สมัคร ส.ส. เขต มีจุดประสงค์ต่างกัน

แต่แท้ที่จริง “ระบบเลือกตั้งแบบใช้บัตร 2 ใบ”  เอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมืองใหญ่ 3 พรรค คือพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐและพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่แปลกที่จะเห็น เพื่อไทย พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ หันมากลมเกลียวกันอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน   

ขณะที่พรรคขนาดกลางอย่างพรรคภูมิใจไทย พรรคก้าวไกล พรรคเสรีรวมไทยและพรรคการเมืองขนาดเล็ก ย่อมเสียประโยชน์อย่างแน่นอน เพราะเลือกตั้งครั้งที่แล้วตามรัฐธรรมนูญ 60 ที่ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวลงคะแนนเลือก ส.ส.เขต นั้น ทุกคะแนนนำมาคำนวณจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ที่แต่ละพรรคการเมืองจะได้รับด้วย

ทำให้พรรคการเมืองเกิดใหม่อย่างพรรคอนาคตใหม่ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.2562 แม้จะได้ ส.ส.เขตน้อยแต่ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวนมาก เพราะทุกคะแนนนำมาคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ส่วนสาเหตุสำคัญที่พรรคการเมืองใหญ่มีโอกาสจะได้ ส.ส.เขต เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากจะกำหนดให้มี ส.ส.เขต 400 คน จากเดิมที่มี ส.ส.เขตจำนวน 350 คน   ส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวน 100คน พรรคการเมืองใหญ่ก็มีโอกาสได้เพิ่มเช่นกัน เพราะมีสมาชิกพรรค 
และมีคะแนนนิยมของพรรคอยู่แล้ว

พรรคเพื่อไทย จะได้ประโยชน์มากที่สุดจาก”ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ”

หากย้อนดูการเลือกตั้งทั่วไปปี2544เป็นการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และใช้การเลือกตั้งแบบใช้บัตร 2 ใบ พรรคไทยรักไทย ประสบความสำเร็จกับการเลือกตั้งระบบบัตร 2 ใบมากที่สุด ชนิด “แลนด์สไลด์”  ชนะเลือกตั้งชนิดถล่มทลาย

โดยพรรคไทยรักไทยได้ ส.ส.จำนวน 248 ที่นั่งจาก ส.ส.เขตจำนวน 200 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวน 48 คน และได้คะแนนเสียงรวม 11,634,495 เสียงและทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้เป็นนายกรัฐมนตรี  

“เลือกคนที่ใช่กับพรรคที่ชอบ” จึงเป็นวลีฮิตในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2544 กอปรกับช่วงนั้นคนชื่นชอบนโยบาย เชิง Political Makerting หรือ“ทักษิโณมิกส์”และส่งผลจนถึงยุค”พรรคเพื่อไทย”ที่ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งปี 2554 และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

แต่พอมาถึงการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 ใช้บัตรเลือกใบเดียวครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560  พรรคเพื่อไทย ร่วงลงมาเหลือ 136 ที่นั่งจากส.ส.เขต และไม่ได้ส.สบัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว คะแนนรวม 7,881,006 เสียงต่างจากการเลือกตั้งในปี 2544 อย่างเห็นได้ชัด 

พรรคพลังประชารัฐ ได้เปรียบเชิงกลไกรัฐ  คุมนักการเมืองท้องถิ่น เห็นได้จากการชนะการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขตต่อเนื่อง 3 สนาม ไม่ว่าที่ ขอนแก่น ลำปาง และนครศรีธรรมราช  

และจากนโยบายของโครงการรัฐ เยียวยาในเรื่องต่างๆ โดนใจประชาชนทั้งประเทศ จะเป็นตัวช่วยเสริมที่มีประสิทธิภาพ

พรรคประชาธิปัตย์  หากใช้”บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ” อาจจะพ้นจุดตํ่าเพราะจะเป็นพรรคเดียวในพรรคการเมืองหลัก ที่ยังเป็น สถาบันทางการเมือง หากเกิดแรงเหวี่ยงหรือเกิดการสั่งสอนจากประชาชน มีความเป็นไปได้สูงที่คะแนนจะไปอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์