สัญญาณอันตรายอสังหาจีน Evergrande ถูกดาวน์เกรดรัวๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662664

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 12:25 น.สัญญาณอันตรายอสังหาจีน Evergrande ถูกดาวน์เกรดรัวๆ Evergrande ผู้พัฒนาอลังหาริมทรัพย์ในจีนประสบปัญหาดาวน์เกรดครั้งที่ 2 ใน 2 วัน

“เหิงต้า” หรือ เอเวอร์แกรนด์ (Evergrande) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ของจีนถูกปรับลดจัดอันดับความน่าเชื่อถือครั้งที่ 2 ในเวลาเพียง 2 วัน ทำให้เกิดความกลัวว่าบริษัทที่เป็นหนี้มากที่สุดในโลกจะผิดนัดชำระหนี้ และส่งหุ้นของบริษัทร่วงต่ำกว่าราคาจดทะเบียนเมื่อ 12 ปีที่แล้ว

บริษัทที่จดทะเบียนในฮ่องกงแห่งนี้มีหนี้สินรวมมากกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากหลายปีที่มีการกู้ยืมเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างรวดเร็วและการเข้าซื้อกิจการอสังหาริมทรัพย์จำนวนหนึ่ง ตลอดจนสินทรัพย์อื่นๆ รวมถึงทีมฟุตบอลจีน

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทประสบปัญหาในการชำระหนี้ และการปราบปรามภาคอสังหาริมทรัพย์โดยรัฐบาลจีนทำให้การหาเงินทำได้ยากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่าบริษัทจะล้มละลาย

นักวิเคราะห์หลายคนเตือนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจอันดับสองของโลกในฐานะบริษัท ซึ่งอ้างว่าจ้างพนักงาน 200,000 คนและสร้างงานทางอ้อม 3.8 ล้านตำแหน่งในจีน เนื่องจากจะทำให้บริษัทหลายร้อยแห่งไม่มีเงินไปด้วย

ความกังวลเหล่านั้นก็เพิ่มขึ้นในวันพุธ เมื่อ Fitch ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทเป็น CC ซึ่งสะท้อนถึงทัศนะของบริษัทว่า “มีแนวโน้มว่าจะผิดนัดชำระหนี้”

“เราเชื่อว่าความเสี่ยงด้านเครดิตอยู่ในระดับสูงเนื่องจากสภาพคล่องที่ตึงตัว ยอดขายตามสัญญาที่ลดลง แรงกดดันในการแก้ไขการชำระเงินล่าช้าให้กับซัพพลายเออร์และผู้รับเหมา และความคืบหน้าในการกำจัดสินทรัพย์ที่จำกัด” Fitch Ratings กล่าวเสริมในแถลงการณ์

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจาก Moody’s ลดอันดับเครดิตลง โดยระบุว่า “มีแนวโน้มว่าจะอยู่ในหรือใกล้จะผิดนัด” ขณะที่ Goldman Sachs ได้ตัดหุ้นจากเป็นกลางเพื่อขาย

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของบริษัทร่วงลงมากกว่า 3% สู่ระดับต่ำสุดที่ 3.46 ดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งต่ำกว่าราคาเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปที่ 3.50 ดอลลาร์ฮ่องกง ก่อนที่จะฟื้นตัวเล็กน้อยจากการหยุดพัก หุ้นของบริษัทได้ทรุดตัวลงประมาณ 75% ในปีนี้เพียงปีเดียว

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กลุ่มบริษัทกล่าวว่าหนี้สินรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 1.97 ล้านล้านหยวน (305,000 ล้านดอลลาร์) และเตือนถึงความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้

นักวิเคราะห์เชื่อว่า รัฐบาลจะไม่ยอมให้บริษัท Evergrande จนมุม แต่จะผลักดันให้บริษัทนี้ลดหนี้และกดดันให้ลดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้

บริษัท Evergrande ได้ดำเนินการขายสินทรัพย์ รวมถึงการถอนหุ้นออกจากการถือครอง เช่น ธุรกิจอินเทอร์เน็ตที่จดทะเบียนในฮ่องกง ธนาคารระดับภูมิภาค และบริษัทอสังหาริมทรัพย์บนบก ในขณะเดียวกัน รายงานระบุว่า กำลังคร่ำครวญการขายสำนักงานใหญ่ในฮ่องกงและที่ดินผืนใหญ่ในเมืองที่ขาดทุน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่าแผนของพวกเขาที่จะดำเนินกับบริษัท Evergrande คืออะไร

REUTERS/Bobby Yip

นายกฯ แคนาดาถูกขว้างหินใส่เหตุไม่พอใจการจัดการโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662661

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 12:15 น.นายกฯ แคนาดาถูกขว้างหินใส่เหตุไม่พอใจการจัดการโควิดผู้นำแคนาดาถูกคนที่ไม่พอใจแนวทางแก้ปัญหา Covid-19 ขว้างก้อนหินใส่ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้ง

นายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด ของแคนาดา ถูกผู้ประท้วงที่ไม่พอใจแนวทางการแก้ปัญหา Covid-19 และนโยบายบังคับฉีดวัคซีนขว้างปาก้อนหินใส่ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 20 ก.ย.นี้

ภาพเหตุการณ์ในเมืองลอนดอนในรัฐออนแทริโอที่ปรากฏบนทีวีแสดงให้เห็นว่า ขณะที่ทรูโดเสร็จจากการหาเสียงและกำลังเดินกลับไปขึ้นรถบัส บุคคลที่อยู่ในกลุ่มคนขว้างปาขว้างปาวัตถุที่ดูเหมือนจะเป็นก้อนกรวดหลายก้อนใส่ทรูโด

มีรายงานว่าก้อนกรวดดังกล่าวถูกทรูโด เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และนักข่าวจำนวนหนึ่ง แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ต่อมาผู้นำแคนาดาเผยขณะอยู่บนเครื่องบินว่า ก้อนกรวดอาจจะถูกไหล่และเคยถูกข้างปาเมล็ดฟักทองใส่มาแล้วก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ช่วงนี้ ทรูโดต้องเผชิญกับการประท้วงที่เจ้าตัวเรียกว่า “ม็อบต้านวัคซีน” ซึ่งไม่พอใจการแก้ปัญหาการระบาดของ Covid-19 ของรัฐบาล รวมทั้งนโยบายบังคับฉีดวัคซีนและมาตรการสกัดการแพร่ระบาดอื่นๆ หลายครั้ง โดยบางครั้งกลุ่มผู้ประท้วงพากันตะโกนข้อความเชิงเหยียดเชื้อชาติใส่ขบวนของเขาหลายครั้ง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทรูโดต้องยกเลิกการลงพื้นที่หาเสียงเนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยหลังจากมีผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งตามไปประท้วงระหว่างปราศรัย

ทรูโดเผยหลังยกเลิกการลงพื้นที่ว่า “ใช่ มีคนกลุ่มเล็กๆ ในประเทศนี้ที่โกรธ ที่ไม่เชื่อในวิทยาศาสตร์ ที่แสดงออกด้วยการโจมตีด้วยถ้อยคำเหยียดเชื้อชาติ คำพูดเกลียดชังผู้หญิง”

ทรูโรกล่าวต่อว่า “แต่คนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของชาวแคนาดา คนส่วนใหญ่ของแคนาดา และผมจะไม่ยอมให้เสียงเหล่านั้น กลุ่มผู้ประท้วงเหล่านั้น ผมไม่อยากเรียกพวกเขาว่าผู้ประท้วง ม็อบต้านวัคซีนเหล่านั้น มาบงการว่าประเทศนี้จะก้าวผ่านการระบาดนี้อย่างไร”

Photo by Stephanie LECOCQ / POOL / AFP

ญี่ปุ่นเจอผู้เสียชีวิตอีกราย หลังฉีด Moderna ล็อตที่ถูกระงับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662656

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 11:57 น.ญี่ปุ่นเจอผู้เสียชีวิตอีกราย หลังฉีด Moderna ล็อตที่ถูกระงับขณะนี้มีผู้เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนล็อตดังกล่าวรวมแล้ว 3 ราย แต่ยังไม่ยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือสารปนเปื้อนหรือไม่

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่ากระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (6 ก.ย.) ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการเสียชีวิตของชาวญี่ปุ่นอีกคนหนึ่ง ที่เสียชีวิตลงหลังได้รับวัคซีนโควิด-19 ของ Moderna ในล็อตที่ถูกระงับไปเนื่องจากวัคซีนจำนวนหนึ่งพบสารปนเปื้อน

ผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวเป็นชายวัย 49 ปี ซึ่งได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 เมื่อวันที่ 11 ส.ค. และเสียชีวิตในวันต่อมา โดยเบื้องต้นทราบว่าเขามีโรคประจำตัวเพียงอย่างเดียวคือแพ้บัควีท

ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลังได้รับวัคซีน Moderna ในล็อตที่ถูกระงับใช้รวมแล้ว 3 ราย โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่าชายชาวญี่ปุ่น 2 ราย อายุ 30 ปีและ 38 ปี เสียชีวิตไม่กี่วันหลังจากได้รับวัคซีนล็อตดังกล่าว ซึ่งทั้งคู่ไม่มีโรคประจำตัว

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้ระงับวัคซีน 3 ล็อต ได้แก่ 3004667, 3004734 และ 3004956 ซึ่งคิดเป็นจำนวน 1.62 ล้านโดส หลังพบสิ่งปนเปื้อนขนาดเล็กในวัคซีนบางขวดที่ส่งไปยังศูนย์ฉีดวัคซีนกว่า 900 แห่งทั่วประเทศตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ฉีดให้ประชาชนไปแล้วมากกว่า 500,000 โดส วัคซีนทั้งหมดที่อยู่ในสายการผลิตเดียวกันจึงถูกระงับไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย

ภายหลังบริษัทผู้ผลิตวัคซีน Moderna ชี้แจงว่าสารปนเปื้อนที่พบในวัคซีนคืออนุภาคเหล็กกล้าไร้สนิม (stainless steel) ซึ่งเกิดจากการเสียดสีของโลหะในกระบวนการผลิตที่มีการติดตั้งอย่างไม่ถูกต้อง พร้อมงยืนยันว่าวัตถุดังกล่าวมีความความเสี่ยงน้อยที่จะก่อให้เกิดอันตราย เนื่องจากเป็นอนุภาคขนาดเล็ก และ stainless steel ถูกใช้ในลิ้นหัวใจเทียม ข้อต่อเทียม และโลหะเย็บแผลอยู่แล้ว จึงเชื่อว่าจะไม่ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย

ด้านบริษัท Takeda Pharmaceutical ผู้จัดจำหน่ายวัคซีน Moderna ในญี่ปุ่นตัดสินใจเรียกคืนวัคซีนทั้ง 3 ล็อตดังกล่าว เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามยังไม่มีการยืนยันว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 3 รายมีความเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือสารปนเปื้อนในวัคซีนหรือไม่ ตลอดจนไม่มีการยินยันว่าทั้ง 3 รายได้รับวัคซีนจากขวดที่มีสารปนเปื้อน โดยกระทรวงสาธารณสุขกำลังเร่งสืบหาสาเหตุการเสียชีวิตและจะเปิดเผยให้ประชาชนทราบต่อไป

Photo by Joseph Prezioso / AFP

คุก 5 ปี หนุ่มเวียดนามหนีกักตัว แพร่โควิดทำคนอื่นตาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662648

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 11:15 น.คุก 5 ปี หนุ่มเวียดนามหนีกักตัว แพร่โควิดทำคนอื่นตายเวียดนามสั่งจำคุก 5 ปี หนุ่มหนีกักตัว แพร่เชื้อสู่คนอื่นจนเสียชีวิต

Reuters อ้างรายงานจากสำนักข่าว VNA ของเวียดนามว่า เวียดนามสั่งจำคุกนาย เล วัน ตรี (Le Van Tri) วัย 28 ปี เป็นเวลา 5 ปี หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานแพร่โรคติดเชื้อันตราย สืบเนื่องจากการละเมิดมาตรการกักตัว เป็นเหตุให้มีผู้ติดเชื้อจากเขาอย่างน้อย 8 คน และหนึ่งในนี้เสียชีวิต

รายงานระบุว่านายตรีเดินทางจากโฮจิมินห์ซิตี้ซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดของโควิด-19 ในเวียดนาม ไปยังก่าเมา จังหวัดทางตอนใต้ของประเทศ และละเมิดมาตรการกักตัว 21 วันที่ทางการกำหนด ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากเขาอย่างน้อย 8 คน และ 1 คนเสียชีวิตหลังรักษาตัวนาน 1 เดือน

ทั้งนี้ ก่าเมามีรายงานผู้ติดเชื้อสะสมเพียง 191 คน และผู้เสียชีวิต 2 คน นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่นครโฮจิมินห์มีรายงานผู้ติดเชื้อเกือบ 260,000 คน และผู้เสียชีวิต 10,685 คน

ขณะที่เวียดนามกำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่เดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลต้องกำหนดมาตรการที่เข้มงวด อาทิ มาตรการกักตัว การจำกัดพรมแดน การตรวจเชิงรุก และมาตรการล็อกดาวน์กรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์

โดยก่อนหน้านี้เวียดนามเคยสั่งจำคุกบุคคลอีก 2 ราย เป็นเวลา 18 เดือน และ 2 ปี ในข้อหาเดียวกัน

ขณะนี้ เวียดนามมีผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ประมาณ 5.37 แสนคน และเสียชีวิต 13,385 คน โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

ฉีด CanSino เป็นบูสเตอร์กระตุ้นภูมิดีกว่าฉีด Sinovac อย่างเดียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662644

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 10:50 น.ฉีด CanSino เป็นบูสเตอร์กระตุ้นภูมิดีกว่าฉีด Sinovac อย่างเดียวจีนพบฉีดวัคซีน Sinovac แล้วตามด้วย CanSino เป็นเข็ม 3 กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าฉีด Sinovac อย่างเดียว

ผลการวิจัยของจีนที่ศึกษาการฉีดวัคซีนแบบไขว้ซึ่งเผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ medRxiv ก่อนได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า การฉีดวัคซีนของ CanSino Biologics เป็นเข็มกระตุ้นหลังจากฉีดวัคซีนของ Sinovac 1 หรือ 2 เข็ม ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าฉีดวัคซีนของ Sinovac อย่างเดียว

การวิจัยซึ่งเป็นการศึกษาการฉีดวัคซีนไขว้ครั้งแรกของจีนเกิดขึ้นในช่วงที่จีนประกาศว่าจะฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ประชาชนบางกลุ่มท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนที่ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

การวิเคราะห์ข้อมูลของอาสาสมัครที่สุขภาพดีอายุระหว่าง 18-59 ปี 300 คนพบว่า กลุ่มที่ฉีดวัคซีนของ CanSinoBIO เป็นเข็มกระตุ้นหลังจากฉีดวัคซีนของ Sinovac เข็มที่ 2 แล้ว 3-6 สัปดาห์ มีระดับแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของเชื้อ (neutralizing antibody) เพิ่มขึ้น 78 เท่าหลังจากฉีดเข็มกระตุ้น 2 สัปดาห์

ขณะที่กลุ่มที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac เป็นเข็มกระตุ้น มีระดับแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของเชื้อเพิ่มขึ้น 15.2 เท่า

ส่วนการฉีดวัคซีนของ Sinovac 1 เข็ม แล้วตามด้วย CanSinoBIO โดยฉีดห่างกัน 1-2 เดือน ทำให้ระดับแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของเชื้อเพิ่มขึ้น 25.7 เท่า ขณะที่การฉีด Sinovac 2 เข็ม ทำให้ระดับแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของเชื้อเพิ่มขึ้น 6.2 เท่า

อย่างไรก็ดี การวิจัยโดยหน่วยงานควบคุมโรคติดต่อท้องถิ่นของจีน ร่วมกับ CanSinoBIO และสถาบันอื่นๆ ในจีนไม่ได้ศึกษาระดับการป้องกัน Covid-19 ของวัคซีนเข็มกระตุ้น และไม่ได้ทดสอบแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของเชื้อต่อสายพันธุ์เดลตา

Photo by JAVIER TORRES / AFP

จักรพรรดิผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นบ้า เพราะไม่ยอมเป็นข้าฝรั่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662584

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 20:25 น.จักรพรรดิผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นบ้า เพราะไม่ยอมเป็นข้าฝรั่ง เรื่องราวของสองจักรพรรดิพ่อลูกของอันนัมที่พยายามปลดแอกประเทศ แต่ต้องพบกับชะตากรรมที่น่าเศร้า

เวียดนามภายใต้การปกครองของราชวงศ์เหงวียนเคยเป็นมหาอำนาจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ เป็นคู่แข่งกับประเทศสยามในการชิงอิทธิพลเหนือกัมพูชาและลาว แต่เพราะความวุ่นวายจากการเมืองภายในและการกดขี่ชาวคริสตัง (นิกายคาทอลิก) ทำให้เวียดนามอ่อนแอลงและยังเปิดช่องโหว่ให้กับนักล่าอาณานิคมเข้ามาเขมือบแผ่นดิน

ในปี พ.ศ. 2401 จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 เริ่มก้าวแรกเพื่อสร้างอิทธิพลอาณานิคมของฝรั่งเศสในอินโดจีน ทรงอนุมัติให้ส่งกำลังทหารมายังเวียดนามเพื่อลงโทษชาวเวียดนามที่ทารุณต่อต่อมิชชันนารีคาทอลิกชาวยุโรปและบังคับให้ราชสำนักเวียดนามยอมให้ฝรั่งเศสเข้ามาดำเนินการในเวียดนามได้

อย่างไรก็ตาม การส่งกำลังทหารมาสั่งสอนกลายเป็นการบุกรุกเต็มรูปแบบ สิ่งที่ทำให้นโปเลียนที่ 3 เปลี่ยนพระทัยคือความเชื่อที่ว่าฝรั่งเศสอาจจะไล่ตามมหาอำนาจอื่นไม่ทันหากไม่ขยายอิทธิพลในเอเชียตะวันออก และยังเชื่อว่าฝรั่งเศสมีภารกิจที่จะต้องสร้างความศิวิไลซ์ให้เอเชีย ดังนั้นภายในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2402 ฝรั่งเศสจึงยึดครองไซ่ง่อนและสามจังหวัดทางใต้ของเวียดนามเอาไว้

เมื่อถึงปี พ.ศ. 2405 สงครามสิ้นสุดลงและเวียดนามยอมรับสนธิสัญญาไซ่ง่อน ซึ่งเวียดนามถูกบังคับให้ยอมมอบสามจังหวัดทางตอนใต้ให้กลายเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในนาม “โคชินจีน” ในทศวรรษต่อมา เวียดนามค่อยๆ ถูกกลืนมาอยู่ภายใต้การควบคุมของฝรั่งเศส โดยเวียดนามจำต้องทำสนธิสัญญาเว้ พ.ศ. 2426 ทำให้เวียดนามที่เหลือกลายเป็นอารักขาของฝรั่งเศส แบ่งออกเป็น “รัฐในอารักขาอันนัม” และ “รัฐในอารักขาตังเกี๋ย” เมื่อรวมกับ “โคชินจีน” แล้วเวียดนามถูกแบ่งเป็น 3 ส่วนโดยฝรั่งผู้รุกราน

จีนซึ่งเคยอ้างสิทธิเหนือเวียดนามในฐานะประเทศราชหรือรัฐจิ้มก้อง ตกลงกับฝรั่งเศสหลังสงครามจีน-ฝรั่งเศสโดยในสนธิสัญญาเทียนจิน จีนยอมรับสิทธิการอารักขาของฝรั่งเศสเหนืออันนัมและตังเกี๋ย และละทิ้งการอ้างสิทธิ์ของจีนเองที่มีอำนาจเหนือเวียดนามโดยปริยาย อันนัมและตังเกี๋ยกลายเป็นส่วนหนึ่งของอินโดจีนของฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2430

ราชวงศ์เหงวียนยังคงปกครองรัฐอารักขาทั้งสองแต่ในนาม ตังเกี๋ยถูกปกครองโดยฝรั่งเศสโดยพฤตินัย ในขณะที่รัฐบาลของจักรวรรดิยังคงมีอำนาจเหนืออันนัมอยู่บ้าง เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2440 สภาจักรวรรดิเวียดนามในเมืองอันนัมก็ถูกแทนที่ด้วยสภารัฐมนตรี โดยมีผู้แทนฝรั่งเศสเป็นประธานในทางนิตินัย

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2441 ชาวฝรั่งเศสเข้ายึดครองสิทธิ์ในการเก็บภาษีทั้งหมดในรัฐอันนัมโดยตรงและจัดสรรเงินเดือนให้แก่จักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหงวียนและขุนนางราชสำนัก (ซึ่งราชสำนักยังแต่งตั้งเองได้ แต่ข้าหลวงใหญ่มีสิทธิไม่อนุมัติ)ฉ ในประกาศลงวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2441ข้าหลวงใหญ่ หรือเรซิดัง ซูเปริเยร์ แห่งอันนัมเขียนว่า “ตั้งแต่นี้ไป ในอาณาจักรแห่งอันนัมไม่มีสองรัฐบาลอีกต่อไป แต่มีเพียงรัฐบาลเดียว” (หมายความว่ารัฐบาลฝรั่งเศสเข้ายึดอำนาจบริหารทั้งหมด)

แม้แต่องค์จักรพรรดิเองก็ต้องถูกแต่งตั้งโดยรัฐบาลฝรั่งเศส โดยจะคัดเลือกเชื้อพระวงศ์ที่ฝรั่งเศสเห็นว่าไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อตน

แต่จนแล้วจนรอด จักรพรรดิอันนัมบางพระองค์แม้จะถูกฝรั่งเศสแต่งตั้งหมายจะใช้เป็นหุ่นเชิด แต่ก็ยังมีจิตใตที่ต้องการปลดแอกจากฝรั่ง เช่น จักรพรรดิถั่ญ ท้าย พระองค์ยังเป็นพระจักรพรรดิพระองค์แรกของเวียดนามที่ทรงตัดพระเกศาเป็นแบบฝรั่งเศส และพระองค์ยังสนับสนุนการศึกษาแบบฝรั่งเศส แต่พระองค์ก็แสดงท่าทีเป็นเอกเทศจากการครอบงำของฝรั่งเศส

จักรพรรดิถั่ญ ท้าย

บ่อยครั้งที่จักรพรรดิถั่ญ ท้ายจะหลบหนีออกจากวังเพื่อเข้าไปในเมืองโดยปลอมตัวเป็นสามัญชน แทรกซึมเข้าไปในหมู่ประชาชนเพื่อดูว่าการตัดสินใจและการดำเนินนโยบายการเมืองของพระองค์มีอิทธิพลต่อชีวิตของพสกนิกรอย่างไร บางครั้งเมื่อเสด็จฯ ไปในเมือง องค์จักรพรรดิจะพาราษฎรมาชมนุมกันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีโอกาสสนทนากับผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เหมือนกับ “Town Meeting” ในสหรัฐอเมริกา หรือเหมือนกับประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส สมัยที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 9 ประทับอยู่ใต้ต้นไม้เมื่อสิ้นสุดพิธีมิสซา และจะทรงรับฟังผู้ที่ประสงค์จะระบายความคับข้องใจ และหวังว่ากษัตริย์จะทรงมอบความยุติธรรมให้กับพวกเขาได้ จักรพรรดิถั่ญ ท้ายก็ทรงทำแบบเดียวกัน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป จักรพรรดิก็ตระหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ในราชสำนักถูกสายลับแทรกซึมเข้ามา เพื่อที่จะตบตาพวกสายลับฝรั่งเศส พระองค์จึงค่อยๆ แสร้งทำเป็นสติวิปลาสจนพวกฝรั่งเศสชื่อว่าพระองค์วิกลจริตจริงๆ ทำให้พระองค์สามารถทำงานเพื่อเอกราชของเวียดนามโดยตรงมากขึ้น

จักรพรรดิถั่ญ ท้ายยังทรงแอบตั้งกองทหารหญิงอำพรางฝรั่งเศส เอกสารบางฉบับระบุว่าทรงคัดเลือกทหารหญิง 4 กอง กองละ 50 คน เมื่อกองแรกเสร็จสิ้นการฝึกแล้วกลับไปหาครอบครัวและจะเรียกกองใหม่มาฝึกแล้วเมื่อมีโอกาสพระองค์กับหองทหารหญิงจะกบฏต่อฝรั่งเศสด้วยกัน แต่ในที่สุดเรื่องนี้ถูกขุนนางในราชสำนักที่เป็นหนอนบ่อนไส้แจ้งให้ข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศสทราบเสียก่อน

ในขณะที่รอจังหวะที่เหมาะสมที่จะลงมือ ในปี พ.ศ. 2450 จักรพรรดิถั่ญ ท้ายได้พยายามเข้าร่วมขบวนการต่อต้านฝรั่งเศสที่กบดานในจีน แต่จักรพรรดิถูกกองกำลังฝรั่งเศสขัดขวางระหว่างทาง ตอนนั้นเองที่ทรงถูกกล่าวหาว่าวิกลจริตจริงๆ (บางข้อมูลระบุว่าทรงถูกฝรั่งเศสจับได้ว่าแอบร่างภาพอาวุธ จึงทรงแสร้างทำเป็นวิกลจริตแต่ฝรั่งเศสถือโอกาสป้ายสีว่าทรงบ้าไปจริงๆ)

จักรพรรดิถั่ญ ท้าย

ข้าหลวงฝรั่งเศสกราบทูลตรงๆ ว่าเขารู้ว่าจักรพรรดิมีเจตนาต่อต้านฝรั่งเศส ดังนั้นถ้าอยากจะครองบัลลังก์ต่อไป พระองค์จะต้องลงนามในบันทึกขอโทษ โดยประกาศให้ประเทศชาติทราบว่ามีการสมคบคิดกับฝรั่งเศส แต่ถั่ญ ท้ายทรงโยนร่างประกาศลงบนพื้นเป็นการปฏิเสธ

ดังนั้น ถั่ญ ท้ายจึงทรงถูกปลดจากบัลลังก์ และทรงถูกเนรเทศไปยังเมืองหวุงเต่า ที่โคชินจีน

เจ้าชายเหงียน ฟุก หวิญ ซาน พระราชโอรสของสมเด็จพระจักรพรรดิถั่ญ ท้าย ถูกฝรั่งเศสเลือกมาครองบัลลังก์อันนัมองค์ต่อไป พ.ศ. 2450 ด้วยพระชนมายุเพียง 7 พรรษา พระนามว่าจักรพรรดิซวี เติน ที่แปลว่า “การปฏิรูป”

แม้จะยังเป็นเพียงเด็กน้อยและฝรั่งเศสเชื่อว่า “หัวอ่อน” ควบคุมได้ง่าย แต่จักรพรรดิซวี เตินกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม ในเวลานั้นกระแสต่อต้านฝรั่งเศสเริ่มรุนแรงขึ้นมาทุกที เมื่อต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2451 ขบวนการต่อต้านการเก็บภาษีเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2451 และการจับกุมแกนนำหลักของการลุกฮือ จักรพรรดิซวี เตินมีพระชนมายุเพียง 9 พรรรษา หลังจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทรงได้ประกาศต่อขุนนางในราชสำนักว่า

“[…] ถ้าบ้านเมืองเกิดความวุ่นวายอยู่เนืองๆ นั่นก็เพราะประชาชนมีไม่พอกิน” และตรัสว่า “[…] ตั้งแต่วันนี้ จากเบี้ยหวัดประจำของเรา 6,000 เปียสตร์ เราจะแบ่ง 3,000 ไปแจกจ่ายให้คนจน” – นี่คือพระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์ที่พระชนมายุเท่ากับเด็ก 9 ขวบเท่านั้น ช่างเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก

เมื่อมหาสงคราม หรือสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในยุโรป ฝรั่งเศสกลายเป็นสมรภูมิสำคัญและพยายามใช้ทรัพยากรธรรมชาติและกำลังคนของอินโดจีนให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการต่อสู้กับสงครามโลกครั้งที่ 1 พร้อมๆ กันนั้นฝรั่งเศสก็ยังทุ่มแรงปราบปรามขบวนการมวลชนผู้รักชาติของเวียดนาม

จักรพรรดิซวี เติน

ความไม่พอใจต่อฝรั่งเศสรุนแรงขึ้นไปอีก เมื่ออาณานิคมอินโดจีน (ส่วนใหญ่เป็นเวียดนาม) ต้องจัดหาทหาร 70,000 นายและคนงาน 70,000 คนให้กับฝรั่งเศส ซึ่งถูกบังคับเกณฑ์ทหารจากหมู่บ้านต่างๆ เพื่อเข้าร่วมในสมรภูมิฝรั่งเศส เวียดนามยังให้เงินกู้ 184 ล้านเปียสตร์และอาหาร 336,000 ตัน

ภาระเหล่านี้หนักหนาสาหัส โดยเพาะอย่างยิ่งเกษตรกรในเวียดนามประสบภัยธรรมชาติระหว่างปี 2457 ถึง 2460 ความเจ็บแค้นเหล่านี้ควรจะบ่มเพาะเป็นการลุกฮือต่อต้านฝรั่งศสได้ไม่ยากเพราะฝรั่งเโศสกำลังวุ่นวายกับมหาสงครามที่ยุโรป แต่เพราะขบวนการชาติเวียดนามไม่มีความเป็นปึกแผ่นในระดับประเทศจะพลาดโอกาสที่จะใช้โอกาสที่ฝรั่งเศสกำลังอ่อนแอเพื่อก่อการจลาจลครั้งใหญ่

แต่จักรพรรดิซวี เตินที่เติบโตเป็นหนุ่มแล้ว ทรงมีปณิธานที่จะเป็นผู้นำประเทศของพระองค์ปลดแอกจากฝรั่งเศส และทรงไม่ได้ขับเคลื่อนอยู่แค่ข้างหลัง แต่ทรงลงมือทำจริงๆ อย่างกล้าหาญ

ฝ่ายกบฏได้วางแผนโจมตีอีกครั้งในคืนวันที่ 3 ถึง 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2459 จักรพรรดิซวี เตินเป็นผู้นำในการก่อกบฏนี้ แต่เนื่องจากไม่มีแผนปฏิบัติการ การลุกฮือจึงล้มเหลวเพราะมีแต่คนส่วนน้อยเข้าร่วมไม้ได้กระพือไปให้คนอันนัมส่วนใหญ่รู้สึกร่วมไปด้วยว่าจะต้องต่อต้านฝรั่งเศส

ความล้มเหลวของการลุกฮือนี้มีราคาแพงมาก ซวี เตินทรงถูกจับกุม ขับจากราชบัลลังก์ วันที่ 3 พฤศจิกายน อดีตจักรพรรดิซวี เตินที่หวนไปใช้พระอิสริยยศเดิมคือ “เจ้าชายเหงียน ฟุก หวิญ ซาน” กับพระชายา พระชนนี พระภคนี และข้าบริพาร ถูเนรเทศไปยังเกาะเรอูนียงกลางมหาสมุทรอินเดีย เป็นเวลา 23 ปีที่จักรพรรดิผู้ไร้บัลลังก์ต้องดำรงพระชนม์ชีพอย่างโดดเดี่ยวห่างไกลจากแผ่นดินเกิดของพระองค์ มีเพียงงานอดิเรกที่ช่วยผ่อนคลายความเหงาคือความหลงใหลในวิทยุ พระองค์จึงกลายเป็นนักวิทยุสมัครเล่นคนแรกของเกาะ

แต่อดีตพระจักรพรรดิยังทรงสนับสนุนการปลดปล่อยเวียดนามในระหว่างทรงถูกเนรเทศ แม้จะทรงถูกฝรั่งเศสเนรเทศ แต่ก็ยังทรงเข้าร่วมกับฝรั่งเศสต่อต้านการรุกรานของนาซีเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงได้รับอนุญาตให้ไปฝรั่งเศส โดยเสด็จมาถึงปารีสในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2488 และเข้าร่วมสงครามในเยอรมนีในช่วงปลายสงครามโดยติดยศผู้บัญชาการกองพัน

จักรพรรดิซวี เติน

ตอนนั้นเองนายพลชาร์ลส์ เดอโกล ผู้นำฝรั่งเศสฝ่ายต่อต้านนาซีเริ่มสนใจเจ้าชายเหงียน ฟุก หวิญ ซานในฐานะปัจจัยที่อาจจะช่วยรักษาความเป็นปึกแผ่นของอินโดนีจีนเอาไว้ ท่ามกลางกระแสต่อต้านฝรั่งเศสในเวียดนามที่หนักขึ้นและฝรั่งเศสที่อ่อนแอลงไปมากเพราะการรุกรานของญี่ปุ่นในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2488 เจ้าชายเหงียน ฟุก หวิญ ซาน มีแถลงทางการเมืองครั้งแรกนับตั้งแต่ถูกเนรเทศทางวิทยุอันตานานาริโว (ที่มาดาดัสการ์) ตรัสพูดถึงประชาชนของพระองค์ให้ต่อต้านผู้รุกรานชาวญี่ปุ่น โดยระบุว่าอนาคตของประเทศของพระองค์จะมีขึ้นมาได้ก็ต้องผ่านความสัมพันธ์ฉันมิตรและความร่วมมือกับฝรั่งเศสเท่านั้น

เดอโกลได้พบกับเจ้าชาย เจ้าชายเหงียน ฟุก หวิญ ซานเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2488 ซึ่งการพบปะกันนี้อาจกำหนดเงื่อนไขกับอดีตจักรพรรดิเพื่ออัญเชิญพระองค์คืนสู่บัลลังก์อันนัมและอาจประกาศเอกราชให้กับโคชินจีนหลังจากการลงประชามติเพื่อแลกกับทการที่ฝรั่งเศสจะมีสิทธิพิเศษต่อไป

อย่างไรก็ตาม พระองค์กลับเสด็จสวรรคตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกในสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ขณะที่พระองค์กำลังเสด็จเดินทางกลับเวียดนามในปี พ.ศ. 2488 ทำให้แผนการนี้ไม่สำเร็จ และเชื่อกันว่าหากอดีตจักรพรรดิซวี เตินไม่สวรรคต อนาคตของเวียดนามก็คงจะไม่ต้องเกิดสงครามกลางเมืองมีผู้คนล้มตายไปนับไม่ถ้วน และไม่แน่ว่าเวียดนามก็ยังอาจรักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้ได้

จักรพรรดิซวี เติน

ขณะที่ พระราชบิดาที่ประสบกับชะตากรรมเดียวกันคือ อดีตจักรพรรดิถั่ญ ท้าย ก็ไม่เคยละทิ้งความหวังที่จะปลดแอกแผ่นดินของพระองค์ให้เป็นเอกราช แม้ว่าเมื่อพระราชโอกรสคือซวี เตินจะก่อการปลดแอกล้มเหลวและทั้งพระราชบิดาและพระราชโอกาสจะถูกเนรเทศไปยังเกาะเรอูนียงด้วยกันก็ตาม

ชีวิตของถั่ญ ท้ายที่เกาะเรอูนียงนับว่าย่ำแย่มาก ทรงขัดสนจนกระทั่งถูกเจ้าหนี้และเจ้าที่ดินทวงเงินอยู่บ่อยๆ ต้องรับความช่วยเหลือจากจักรพรรดิองค์ใหม่ของอันนัมเป็นระยะๆ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2488 อดีตจักรพรรดิได้รับอนุญาตให้กลับไปเวียดนาม แต่ก็ทรงถูกควบคุมตัวครั้งแรกให้ประทับที่เมืองหวุงเตา เมืองตากอากาศของไซ่ง่อน กระทั่งสวรรคตที่ไซ่ง่อนเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2497 พระชนมายุ 75 ปี

สิ้นสุดตำนานสองพ่อลูกจักรพรรดิที่ฝรั่งเศสคิดจะชักใย แต่กลายเป็นนักสู้เพื่อเอกราชจนต้องพบกับชะตากรรมที่น่าเศร้า

โดย กรกิจ ดิษฐาน

รู้จัก Khaby Lame จากคนตกงานสู่ดาว TikTok ร้อยล้านวิว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662554

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 18:00 น.รู้จัก Khaby Lame จากคนตกงานสู่ดาว TikTok ร้อยล้านวิวแม้ว่าพ่อของเขาจะขอให้เขาหางานใหม่ แต่เขาเลือกใช้เวลาว่างไปกับการโพสต์คลิปวิดีโอลงบน TikTok ภายใต้ชื่อ khaby.lame และคลิปของเขาก็เริ่มกลายเป็นไวรัลไม่นานหลังจากนั้น

หลายคนอาจเคยเห็นหน้าชายคนนี้มาแล้วบนโซเชียลมีเดีย เพราะคลิปของเขานั้นโด่งดังไปทั่วโลกออนไลน์ รวมถึงยังมีการนำภาพของเขาไปทำเป็นมีมต่างๆ อีกด้วย แต่ใครจะรู้ว่าก่อนที่จะโด่งดังจนมีผู้ติดตามหลักร้อยล้าน และมีรายได้เป็นกอบเป็นกำเขาเป็นพนักงานโรงงานที่ตกงานมาก่อน

จากคนตกงานสู่ดาว TikTok

Khabane Lame (Khaby) วัย 21 ปี อาศัยอยู่ที่อิตาลีตั้งแต่เด็ก เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ตกงานเพราะโควิด-19 ระบาด โดยก่อนหน้านี้เขาทำงานเป็นพนักงานโรงแรมก่อนที่จะถูกเลิกจ้างเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของโควิด-19

แม้ว่าพ่อของเขาจะขอให้เขาหางานใหม่ แต่เขาเลือกใช้เวลาว่างไปกับการโพสต์คลิปวิดีโอลงบน TikTok ภายใต้ชื่อ khaby.lame คลิปของเขาก็เริ่มกลายเป็นไวรัลไม่นานหลังจากนั้น

จนกระทั่งตอนนี้เขามีผู้ติดตามบน TikTok ราว 109.8 ล้านคน กลายเป็นดาว TikTok ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในอิตาลี โดยไม่ต้องซื้อผู้ติดตามหรือยอดชม และสามารถสร้างรายได้ได้อย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นงานประจำของเขาไปแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นเขาโด่งดังโดยที่ไม่ต้องพูดสักคำเดียว

คลืปวิดีโอส่วนใหญ่ของเขาล้วนเป็นอะไรที่เข้าใจง่ายและไร้คำพูด ซึ่งเขาเชื่อว่าความสำเร็จเบื้องหลังคลิปเหล่านั้นมาจากการที่เขาใช้ “ภาษาสากล” หรือการแสดงออกทางสีหน้าและท่าทางแทนการพูด

เนื่องจากเขามีผู้ติดตามชาวต่างชาติจำนวนมาก อาทิ บราซิล เยอรมัน โปรตุเกส สเปน อาหรับ และอเมริกาใต้ รวมถึงโด่งดังในโซเชียลมีเดียประเทศไทยเช่นกัน จนสื่อต่างชาติเรียกว่าเขาถูกติดตามในต่างประเทศมากกว่าในอิตาลีเสียอีก

Khabane Lame โด่งดังจากการทำคลิปวิดีโอโต้กลับคลิปของคนอื่น ที่มักแนะนำทริคต่างๆ ซึ่งบางครั้งมันทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก ชายคนนี้ก็จะนำคลิปเหล่านั้นมาล้อเลียนในทำนองว่า “เรื่องง่ายๆ แค่นี้ต้องให้สอน” จนชาวเน็ตไทยเรียกเขาว่า “ลูกพี่”

“เคล็ดลับคือความอดทนเหนือสิ่งอื่นใด” Lame กล่าว

พร้อมเผยว่าอีกปัจจัยที่ช่วยให้เขาสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วที่การที่เขาขยันโพสต์คลิปบ่อยๆ โดยเขาจะอัปโหลดคอนเทนต์ใหม่ๆ ลงบน TikTok เกือบทุกวัน และโพสต์ใน Instagram Stories ทุกๆ วัน

นอกจากนี้จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือสีหน้าท่าทางที่ตลกขบขัน เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา และความเรียบง่ายในการถ่ายคลิปของเขา ที่ไม่ต้องจัดแสง ไม่ต้องมีพื้นหลังสวยหรู ไม่ต้องแต่งตัวดี เรียกว่าถ่ายง่ายๆ บ้านๆ แต่คนชอบเพราะเข้าถึงง่ายนั่นเอง

จากพนักงานโรงงานที่ถูกเลิกจ้างกลายมาเป็นคนดังบนโลกโซเชียล และได้มีโอกาสร่วมงานกับผู้มีชื่อเสียงหรือแบรนด์ต่างๆ มากมาย อาทิ Barilla ผู้ผลิตพาสตาจากอิตาลี, ได้ร่วมทำคลิปกับยูทูบเบอร์ King Bach และกระทบไหล่ Alessandro Del Piero นักฟุตบอลในตำนานอันเป็นที่รักของเขา

นอกจากนี้ Mark Zuckerberg ผู้บริหารระดับสูงของ Facebook ยังเคยมาแสดงความคิดเห็นด้วยการส่งอิโมจิยกนิ้วโป้งบนโพสต์ใน Instagram ของเขาอีกด้วย

ฝันซื้อบ้านให้แม่ และถือสัญชาติอิตาลี

Khabane Lame เผยว่าเขาวางแผนที่จะเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านหลังใหม่ให้กับแม่ของเขาอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขาจะอาศัยที่อิตาลีตั้งแต่ 1 ขวบ และขณะนี้ก็มีชื่อเสียงโด่งดังมากในประเทศ จนมีแฟนๆ มารุมขอถ่ายรูปอยู่เป็นประจำ และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกว่าเป็นดาว TikTok จากอิตาลี แต่เขายังไม่มีสัญชาติอิตาลี

Khabane Lame เกิดที่เซเนกัล ประเทศในแอฟริกาตะวันตก และถือสัญชาติเซเนกัลมาตลอด แม้เขาจะกล่าวว่าเขาไม่ได้ต้องการกระดาษแผ่นเดียวเพื่อนิยามตัวเองว่าเป็นคนอิตาลี แต่เขายอมรับว่าการถือสัญชาติเซเนกัลทำให้การขอวีซ่าและหางานทำในสหรัฐอเมริกายากกว่าการถือสัญชาติอิตาลี

ที่มา Daily MailNew York Times

ภาพ khaby.lame

นักลงทุนแห่เทขายคริปโต Bitcoin-Ether กอดคอกันร่วง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662568

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 17:27 น.นักลงทุนแห่เทขายคริปโต Bitcoin-Ether กอดคอกันร่วงกระแสเทขายคริปโตในตลาดเอเชียยังไม่หยุดล่าสุด Bitcoinร่วง เกือบ 4%

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า วันนี้ (7 ก.ย.) นักลงทุนในตลาดเอเชียพากันเทขายสกุลเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ Bitcoin ร่วงเกือบ 4% ลงไปซื้อขายที่ 50,516 เหรียญสหรัฐ หลังจากราคาขยับขึ้นไปแตะ 52,000 เหรียญสหรัฐก่อนหน้านี้

ส่วน Ethe เหรียญดิจิทัลที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจาก Bitcoin ร่วงกว่า 6% โดยราคาลงมาอยู่ที่ 3,666 เหรียญสหรัฐ หลังจากพุ่งขึ้นไปแตะ 4,027 เหรียญสหรัฐเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

โปรตุเกสพบผู้ฉีดวัคซีนโควิดมีผลข้างเคียงกว่า 14,000 เคส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662551

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 17:00 น.โปรตุเกสพบผู้ฉีดวัคซีนโควิดมีผลข้างเคียงกว่า 14,000 เคสโปรตุเกสพบคนฉีดวัคซีน Covid-19 มีผลข้างเคียง 14,447 เคสจากการฉีดทั้งหมดกว่า 14 ล้านโดส

เมื่อวันจันทร์ (6 ก.ย.) องค์การยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพแห่งชาติโปรตุเกส (Infarmed) รายงานการตรวจพบผู้รับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) เกิดอาการไม่พึงประสงค์ 14,447 กรณี จากการฉีดวัคซีนทั้งหมด 14,664,616 โดส เมื่อนับถึงวันที่ 31 ส.ค.

อาการไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่เกิดจากวัคซีนโคเมอร์นาที (Comirnaty) ของ Pfizer-BioNTech ตามด้วยวัคซีนแว็กเซฟเรีย (Vaxzevria) ของ AstraZeneca วัคซีนสไปก์แวกซ์ (Spikevax) ของ Moderna และวัคซีนของ Johnson & Johnson โดย “พบได้ไม่บ่อย” เกิดขึ้นราว 1 ครั้ง ในการฉีดวัคซีนทุก 1,000 โดส ทำให้วัคซีน “มีคุณค่าความเสถียรตามระยะเวลา”

การเกิดอาการไม่พึงประสงค์ 5,373 กรณี จากทั้งหมด 14,447 กรณี ถูกจัดให้อยู่ในระดับรุนแรง ซึ่งส่งผลให้มีผู้ฉีดวัคซีนเสียชีวิต 82 ราย โดยองค์การฯ อธิบายว่ากรณีการเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนเกิดขึ้นในกลุ่มผู้มีอายุเฉลี่ย 77 ปี และไม่มีการสันนิษฐานความเชื่อมโยงระหว่างการเสียชีวิตกับวัคซีนที่ฉีด

ทั้งนี้ องค์การฯ เน้นย้ำว่าข้อมูลเหล่านี้ “ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบประวัติความปลอดภัยระหว่างวัคซีนแต่ละตัวได้” เนื่องจากวัคซีนถูกฉีดในประชากรกลุ่มต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันทั้งด้านอายุ เพศ ประวัติสุขภาพ ระยะเวลา และ “บริบทด้านระบาดวิทยาที่ไม่เหมือนกัน”

Photo by PATRICIA DE MELO MOREIRA / AFP

เผยประเทศร่ำรวยจะมีวัคซีนเหลือใช้ 1.2 พันล้านโดสในปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 16:40 น.เผยประเทศร่ำรวยจะมีวัคซีนเหลือใช้ 1.2 พันล้านโดสในปีนี้การวิเคราะห์ข้อมูลจาก Airfinity ชี้ว่าบรรดาประเทศร่ำรวยจะมีวัคซีนเหลือใช้ที่อยู่นอกเหนือการบริจาคกว่าพันล้านโดสในปีนี้

Bloomberg รายงานโดยอ้างข้อมูลจาก Airfinity บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลจากลอนดอน ซึ่งระบุว่าภายในสิ้นปีนี้ประเทศร่ำรวยอย่างสหรัฐ สหราชอาณาจักร แคนาดา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น จะมีวัคซีนเหลือใช้ถึง 1.2 พันล้านโดส ซึ่งส่วนใหญ่ราว 1.06 พันล้านโดส ไม่ได้กำหนดไว้สำหรับบริจาคให้ประเทศอื่น

รายงานดังกล่าวชี้ว่าในเดือนนี้ประเทศเหล่านั้นจะมีวัคซีนคงเหลือในสต็อก 500 ล้านโดส โดยในจำนวนนี้มี 360 ล้านโดสที่ไม่ได้รับการจัดสรรสำหรับบริจาค

ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมในการจัดสรรวัคซีนทั่วโลกที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แล้วหลายครั้ง โดยมีการชี้ให้เห็นว่าขณะที่บรรดาประเทศร่ำรวยมีวัคซีนเพียงพอที่จะฉีดให้กับประชาชนอายุตั้งแต่ 12 ปี และพร้อมเดินหน้าสำหรับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ในประเทศ แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่ประสบปัญหาขาดแคลนวัคซีน

พร้อมเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยส่งมอบวัคซีนให้แก่ประเทศอื่นๆ โดยเร็วที่สุด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าหากดำเนินการกระจายวัคซีนไปยังทั่วโลกช้า ก็จะยิ่งเพิ่มระยะเวลาในการแพร่ระบาดของโรค และเพิ่มโอกาสที่จะเกิดไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ด้วย

เตโวโดรส อัดฮาโนม เกอเบรออีเยอซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยว่าทั่วโลกมีการฉีดวัคซีนไปแล้วมากกว่า 5 พันล้านโดส ซึ่งเกือบ 75% ของวัคซีนเหล่านั้นได้รับการจัดสรรในประเทศร่ำรวยเพียง 10 ประเทศ ขณะที่ประชากรในทวีปแอฟริกามีอัตราการฉีดวัคซีนเพียง 2% เท่านั้น

ขณะที่โครงการ COVAX ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อจัดสรรวัคซีนอย่างเป็นธรรมทั่วโลกและให้ประเทศยากจนมีโอกาสเข้าถึงวัคซีน ได้ตั้งเป้าที่จะจัดสรรวัคซีน 2 พันล้านโดสไปยัง 190 ประเทศภายในปีนี้ ซึ่งรวมถึงประเทศยากจน 92 ประเทศด้วย โดยหวังว่าประชากรอย่างน้อย 20% ของประเทศเหล่านั้นจะสามารถเข้าถึงวัคซีน

อย่างไรก็ตาม การทำข้อตกลงสั่งซื้อวัคซีนของประเทศร่ำรวยกับบรรดาผู้ผลิตวัคซีน ส่งผลให้เกิดการกักตุนวัคซีนและทำให้การแจกจ่ายวัคซีนผ่านโครงการ COVAX เป็นไปอย่างจำกัด

นอกจากนี้ เฮเลน คลาร์ก อดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้เช่นกัน โดยกล่าวกับ CNBC ว่าโลกกำลังรอคอยการบริจาควัคซีนตามคำมั่นสัญญาของประเทศร่ำรวยอย่างสิ้นหวัง โดยชี้ว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการบริจาควัคซีนจากประเทศรายได้สูงไปยังประเทศรายได้ปานกลางและต่ำเพียง 89 ล้านโดสเท่านั้น

ขณะที่กอร์ดอน บราวน์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวประณามการกักตุนวัคซีนในขณะที่อีกหลายประเทศประสบกับปัญหาการขาดแคลนวัคซีนว่าเป็นการกระทำที่ไร้ศีลธรรม

Photo by Indranil MUKHERJEE / AFP