สื่อจีนเรียกร้องทางการจัดระเบียบระบบเทรดหุ้นอัตโนมัติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662547

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 16:00 น.สื่อจีนเรียกร้องทางการจัดระเบียบระบบเทรดหุ้นอัตโนมัติ สื่อกระบอกเสียงรัฐบาลจีนเรียกร้องให้ทางการเข้ามาควบคุมการเทรดหุ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ห่วงนักลงทุนทั่วไปเสียเปรียบ 

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า บทความแสดงความคิดเห็นในหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับหลักทรัพย์ Securities Times ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลจีน เรียกร้องให้ทางการจีนเข้ามาควบคุมการซ้อขายหุ้นที่นำระบบอัลกอริทึมมาวิเคราะห์ข้อมูล

Securities Times ระบุว่า กลยุทธ์ในการลงทุนโดยใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณซึ่งเน้นไปที่การใช้ข้อมูลเชิงตัวเลข คำนวณด้วยระบบทางคณิตศาสตร์เพื่อหาโอกาสในการลงทุนหรือ Quantitative Trading เติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดหลักทรัพย์จีน และทางการควรพัฒนาระบบการกำกับดูแลที่เหมาะสมที่สุดกับประเทศ

บทความระบุอีกว่า ปริมาณการซื้อขายหุ้นของบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของจีนแผ่นดินใหญ่ (A-share market) เพิ่มขึ้นในปีนี้ โดยการซื้อขายแบบ Quantitative Trading กลายเป็นแรงขับที่ไม่อาจมองข้าม ดังนั้นหน่วยงานกำกับดูแลของจีนจึงจำเป็นต้องเพิ่มการวิจัยเกี่ยวกับกลยุทธ์และให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องมากขึ้นแก่นักลงทุน  

ขณะที่ข้อมูลของ Bloomberg ระบุว่า มูลค่าการซื้อขายรวมในแต่ละวันใน A-share market ทะยานขึ้นเหนือ 1 ล้านล้านหยวนมากว่า 1 เดือนแล้ว และพุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปีเมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา

ส่วนรายงานของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) เมื่อเดือน เม.ย.ระบุว่า ตลาดหุ้นของจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูงเป็นแรงหนุนที่ดีสำหรับการซื้อขายหุ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (HFT) เนื่องจากมีอัตราความเร็วในการซื้อขาย (turnover velocity) สูงที่สุดตลาดหนึ่งของโลก

อย่างไรก็ดี บทความใน Securities Times ยังระบุอีกว่า แม้ว่ากลยุทธ์การวิเคราะห์เชิงปริมาณจะช่วยในการคาดการณ์ราคาตลาดในอนาคตและกระตุ้นสภาพคล่อง แต่กลยุทธ์นี้อาจเพิ่มความผันผวนเมื่อหุ้นแกว่งตัวทะลุเกณฑ์ของรูปแบบการเทรด อีกทั้งการเทรดแบบ HFT ต้องใช้การสื่อสารที่รวดเร็วซึ่งอาจทำให้นักลงทุนทั่วไปเสียเปรียบ

AFP PHOTO CHINA OUT

สำเร็จแล้ว! ยาน Perseverance เก็บตัวอย่างหินดาวอังคารชิ้นแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662536

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 14:30 น.สำเร็จแล้ว! ยาน Perseverance เก็บตัวอย่างหินดาวอังคารชิ้นแรกยานสำรวจดาวอังคาร Perseverance ของนาซาเก็บตัวอย่างหินชิ้นแรกสำเร็จหลังล้มเหลวเมื่อเดือน ส.ค.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือนาซายืนยันว่า ยานสำรวจดาวอังคารเพอร์เซเวียแรนซ์ (Perseverance) ประสบความสำเร็จในการเก็บตัวอย่างหินชิ้นแรกจากดาวอังคารกลับมาศึกษา โดยนาซาทวีตภาพแกนหินที่ใหญ่กว่าดินสอเล็กน้อยในหลอดเก็บตัวอย่างพร้อมข้อความว่า “ได้แล้ว!”

ยาน Perseverance เก็บตัวอย่างหินดาวอังคารชิ้นแรกได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่นาซายังไม่มั่นใจว่าภารกิจดังกล่าวสำเร็จหรือไม่ เนื่องจากภาพถ่ายแรกซึ่งถ่ายในที่แสงน้อยที่ยานส่งกลับมายังไม่ชัดเจน

หลังจากถ่ายภาพตัวอย่างหินใหม่เพื่อส่งกลับมายังพื้นโลก ยาน Perseverance นำหลอดเก็บตัวอย่างหินเข้าสู่ช่องเก็บในตัวยานเพื่อวัดขนาดและปริมาตรและถ่ายภาพ จากนั้นจึงปิดหลอดเก็บตัวอย่างให้สนิท

“นี่คือความสำเร็จครั้งสำคัญ และผมรอแทบไม่ไหวที่จะได้เห็นการค้นพบอันน่าทึ่งที่เกิดจาก Perseverance และทีมของเรา” บิล เนลสัน ผู้อำนวยการนาซาเผย

การเก็บตัวอย่างหินบนดาวอังคารเป็นกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนที่สุดของยาน Perseverance เนื่องจากกลไกประกอบด้วยชิ้นส่วนกว่า 3,000 ชิ้น โดยขั้นแรกแขนกลของยานจะใช้สว่านและหัวเจาะกลวงซึ่งอยู่ที่ปลายแขนกลยาว 2 เมตรสกัดตัวอย่างหิน หลังจากสกัดแกนหินได้แล้วแขนกลจะสั่นหัวเจาะและหลอดเก็บตัวอย่าง 5 ครั้ง ครั้งละ 1 วินาที เพื่อให้วัตถุตกค้างอื่นๆ หลุดออกจากปากหลอดและทำให้ตัวอย่างหินเลื่อนลงไปในหลอดเก็บ

ทั้งนี้ ยาน Perseverance ลงจอดบริเวณแอ่งหลุ่ม Jezero Crater ของดาวอังคารเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาหลังออกเดินทางจากโลกเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ปีที่แล้ว เพื่อสำรวจร่องรอยของสิ่งมีชีวิตและเก็บตัวอย่างหิน

Photo by Handout / various sources / AFP

ชิลีติดเชื้อลดหลังเร่งฉีดวัคซีน พร้อมไฟเขียวใช้ Sinovac กับเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662532

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 13:30 น.ชิลีติดเชื้อลดหลังเร่งฉีดวัคซีน พร้อมไฟเขียวใช้ Sinovac กับเด็กชิลีใช้ Sinovac ประมาณ 2 ใน 3 ของวัคซีนทั้งหมด พร้อมไฟเขียวฉีดให้เด็ก แม้เคยบอกว่า Sinovac ต้องการบูสเตอร์

วันนี้ (7 ก.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ารัฐบาลชิลีอนุมัติให้ใช้วัคซีนโควิด-19 ของ Sinovac สำหรับเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายในการฉีดวัคซีน ท่ามกลางความพยายามในการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรมากที่สุด นับเป็นประเทศแรกในแถบละตินอเมริกาที่อนุมัติใช้วัคซีนกับเด็กเล็ก

โดยขณะนี้ชิลีได้จัดสรรวัคซีนไปแล้วประมาณ 29.4 ล้านโดส ซึ่งเป็นวัคซีนของ Sinovac ราว 19.49 ล้านโดส หรือคิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของวัคซีนทั้งหมดที่ใช้ในชิลี

ตามรายงานของ Bloomberg’s Vaccine Tracker ชี้ว่ามีประชากรชาวชิลีที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วมากกว่า 13 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด 19 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 71.9% ซึ่งนับว่าเป็น 1 ใน 15 ประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงที่สุดในโลก

ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อในชิลีลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยวานนี้ (6 ก.ย.) พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพียง 435 คน เมื่อเทียบกับระดับสูงสุดที่ 79,000 คนในเดือนมิถุนายน ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ราว 1.6 ล้านคน และเสียชีวิต 37,108 คน

โดยก่อนหน้านี้ ชิลีได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนของ Pfizer สำหรับเด็กอายุ 12 ถึง 17 ปี นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีเด็กได้รับวัคซีนดังกล่าวไปแล้ว 654,053 คน

นอกจากนี้ Pfizer ยังได้รับการอนุมัติในชิลีให้ใช้สำหรับวัยผู้ใหญ่ และใช้เป็นวัคซีนเข็มที่ 3 (บูสเตอร์) สำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว

กระทรวงสาธารณสุขชิลีเผยว่าการฉีดวัคซีน Sinovac ให้แก่ผู้ที่อายุต่ำกว่า 12 ปีนั้นจะเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป ซึ่งนับว่าเป็นข่าวดีที่เด็กๆ จะได้มีโอกาสฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ นอกจากชิลีแล้ว Sinovac ยังได้รับการอนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินสำหรับเด็กในจีน (3-17 ปี) และอินโดนีเซีย (12-17 ปี) ไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Lancet เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาระบุว่า วัคซีน Sinovac มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาหัวหน้าทีมวิจัยวัคซีนโควิด-19 ของ Sinovac ในการทดลองในชิลีแนะนำว่าควรมีการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันในการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

เนื่องจากการทดลองพบว่าประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac ในการต่อสู้กับสายพันธุ์เดลตามีแอนติบอดีที่ยับยั้งไวรัสลดลงถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับแอนติบอดีที่สร้างขึ้นเพื่อยับยั้งเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบครั้งแรกในจีน และยังพบว่าปริมาณแอนติบอดีลดลงหลังจากฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ไปแล้ว 6 เดือน จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีน Sinovac เข็มที่ 3 กระตุ้นเพิ่มเติม เพื่อให้สู้กับสายพันธุ์กลายพันธุ์อย่างเดลตาได้ดีขึ้น

ต่อมา ในเดือนสิงหาคมมีรายงานว่าชิลีเริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 ของ Pfizer และ AstraZeneca เป็นเข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชนที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac ครบ 2 เข็มแล้ว เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันของประชาชนท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

Photo by Ted ALJIBE / AFP

ประเทศแรกของโลก! เอลซัลวาดอร์ยอมรับ Bitcoin เป็นสกุลเงินถูกกฎหมาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662525

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 12:30 น.ประเทศแรกของโลก! เอลซัลวาดอร์ยอมรับ Bitcoin เป็นสกุลเงินถูกกฎหมายเอลซัลวาดอร์ยอมรับ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายอย่างเป็นทางการเป็นประเทศแรกในโลก

ประเทศเอลซัลวาดอร์กลายเป็นประเทศแรกในโลกในวันนี้ (7 ต.ค.) ที่ยอมรับให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ท่ามกลางความกังขาของคนในประเทศและคำเตือนของนานาชาติว่าอาจมีความเสี่ยงกับผู้บริโภค

รัฐบาลของประธานาธิบดี นายิบ บูเคเล อ้างว่า การยอมรับ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายจะทำให้ชาวเอลซัลวาดอร์เข้าถึงบริการต่างๆ ของธนาคารเป็นครั้งแรก และยังช่วยประหยัดค่าธรรมเนียมการโอนเงินกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐจากเงินที่ชาวเอลซัลวาดอร์ในต่างประเทศส่งกลับบ้านเกิดในแต่ละปี

บูเคเลทวีตเมื่อวันจันทร์ (6 ต.ค.) ว่า “พรุ่งนี้ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทุกสายตาในโลกจะจับจ้องที่เอลซัลวาดอร์  เพราะ #Bitcoin”

ผู้นำวัย 40 ปีของเอลซัลวาดอร์สร้างความฮือฮาเมื่อช่วงค่ำของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่นด้วยการประกาศว่าประเทศเอลซัลวาดอร์ถือครอง Bitcoin ถึง 400 เหรียญแล้ว หลังจากซื้อล็อกแรก 200 เหรียญและซื้อเพิ่มเติมอีก

จากข้อมูลของ Gemini แอพพลิเคชันซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลพบว่า Bitcoin 400 เหรียญของเอลซัลวาดอร์ซื้อขายที่ราคาราว 21 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 681.66 ล้านบาท

ขณะที่การสำรวจความคิดเห็นเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า ส่วนใหญ่ของชาวเอลซัลวาดอร์กว่า 6.5 ล้านคนปฏิเสธแนวคิดการใช้ Bitcoin และจะยังใช้เงินเหรียญสหรัฐซึ่งเป็นสกุลเงินหลักของประเทศที่ใช้มากว่า 20 ปีต่อไป

“Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ไม่มีอยู่จริง เป็นสกุลเงินที่เป็นประโยชน์กับคนรวยไม่ใช่คนจน คนจนจะลงทุนใน Bitcoin ได้ยังไงถ้ายังไม่มีกิน” โฆเซ ซานโตส เมลารา ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ Bitcoin และเคยเข้าร่วมประท้วงคัดค้านแนวคิดดังกล่าวในกรุงซานซัลวาดอร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมารัฐสภาเอลซัลวาดอร์อนุมัติกฎหมายที่ยอมรับให้ใช้ Bitcoin ชำระค่าสินค้าและบริการได้ตามกฎหมายเช่นเดียวกับเงินเหรียญสหรัฐ โดยกฎหมายดังกล่าวผ่านภายใน 24 ชั่วโมงที่เสนอต่อสภาซึ่งพรรคของบูเคเลครองเสียงส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญต่างแสดงความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนอย่างหนักของ Bitcoin และการขาดมาตรการปกป้องคุ้มครองผู้ใช้ที่เพียงพอ

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo/File Photo

วิจัยเผย Sinovac เข็ม 3 เพิ่มภูมิต้านเดลตา 2.5 เท่า #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662521

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 11:30 น.วิจัยเผย Sinovac เข็ม 3 เพิ่มภูมิต้านเดลตา 2.5 เท่าการศึกษาล่าสุดจากจีนชี้ฉีด Sinovac เข็ม 3 ช่วยกระตุ้นแอนติบอดีต่อเชื้อเดลตาได้ 2.5 เท่าของเข็ม 2

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างถึงผลการศึกษาจากสถาบันวิทยาศาสตร์จีน มหาวิทยาลัยฟูตัน เมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งจัดทำร่วมกับบริษัท Sinovac และสถาบันอื่นๆ ในประเทศจีน เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac ในการต่อสู้กับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาเมื่อมีการฉีดวัคซีนเป็นเข็มที่ 3

ทีมวิจัยได้ทำการเก็บตัวอย่างจากผู้เข้าร่วม 66 คนและอาสาสมัคร 38 คนที่ได้รับวัคซีน 2 หรือ 3 โดส พบว่าเมื่อฉีดวัคซีน Sinovac เข็มที่ 2 ไปแล้ว 6 เดือน ไม่พบการทำงานของแอนติบอดีที่จะสามารถต้านทานโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

แต่หากกระตุ้นด้วยการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 พบว่าสามารถเพิ่มแอนติบอดีต่อเชื้อเดลตาได้ถึง 2.5 เท่า หลังฉีดเข็มที่ 3 ไปแล้วประมาณ 4 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับระดับแอนติบอดีที่พบหลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ไปแล้ว 4 สัปดาห์เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวไม่ได้ระบุชัดเจนว่าระดับแอนติบอดีที่เพิ่มขึ้นนั้นมีผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนในการต่อต้านไวรัส หรือช่วยลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยอาการหนักหรือเสียชีวิตได้หรือไม่

โดยก่อนหน้านี้ทางผู้ผลิตวัคซีนยังไม่เคยเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนดังกล่าวในการต่อต้านโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

ผลการศึกษาเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนดังกล่าวในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งมีศักยภาพในการแพร่ระบาดสูงอันเป็นที่น่าวิตกกังวลของทั่วโลก เนื่องจากส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ แม้ในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูง

โดยหลายประเทศที่พึ่งพาวัคซีน Sinovac เป็นหลักเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนอื่นๆ ที่พัฒนาโดยชาติตะวันตกเป็นวัคซีนเข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) วางแผนที่จะส่งมอบวัคซีน Sinovac และ Sinopharm ประมาณ 100 ล้านโดสไปยังแอฟริกาและเอเชียภายในสิ้นเดือนนี้ โดยเป็นการส่งมอบวัคซีนที่ผลิตโดยประเทศจีนครั้งแรกผ่านโครงการ COVAX

ขณะที่บางประเทศปฏิเสธรับวัคซีนดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าวัคซีนขาดข้อมูลด้านประสิทธิภาพในการต่อต้านโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

Photo by SONNY TUMBELAKA / AFP

รัฐบาลเงาเมียนมางัดกลยุทธ์ใหม่ต้านรัฐบาลทหาร #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662520

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 10:40 น.รัฐบาลเงาเมียนมางัดกลยุทธ์ใหม่ต้านรัฐบาลทหารรัฐบาลเงาเมียนมาเปิดยุทธศาสตร์ใหม่ที่จะใช้ต่อต้านรัฐบาลทหาร

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา (NUG) หรือรัฐบาลเงา ที่ก่อตั้งโดยฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเผยยุทธศาสตร์ใหม่ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อกดดันรัฐบาลทหาร รวมทั้งการดำเนินการผ่านกองกำลังติดอาวุธและกองกำลังชนกลุ่มน้อย และการเรียกร้องให้บรรดาข้าราชการลาออก

ดูหว่า ละชิ ละ (Duwa Lashi La) รักษาการณ์ประธานาธิบดีรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมาเผยระหว่างกล่าวสรุปยุทธศาสตร์ดังกล่าวว่า รัฐบาลเงาซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่กำลังลี้ภัยหรือหลบซ่อนตัวได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

“ทั้งโลกรู้ดีว่ากองทัพก่ออาชญากรรมสงครามอย่างไร้มนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเราจะเปิดสงครามป้องกันตัวเองของประชาชนต่อรัฐบาลทหาร” ดูหว่า ละชิ ละกล่าว

ดูหว่า ละชิ ละกล่าวอีกว่า “เราต้องเริ่มลุกฮือในทุกหมู่บ้าน เมือง นครทั้งประเทศพร้อมๆ กัน”

ภาพ: Facebook National Unity Government of Myanmar

Ota Benga มนุษย์ที่ถูกจับมาแสดงใน “สวนสัตว์มนุษย์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662498

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 20:11 น.Ota Benga มนุษย์ที่ถูกจับมาแสดงใน "สวนสัตว์มนุษย์"ครั้งหนึ่งซึ่งคนขาวจับคนดำมาทำเป็นสิ่งจัดแสดงในสวนสัตว์ มันเริ่มต้นอย่างขมขื่นและจบลงอย่างเจ็บปวด

โอตา เบงกา (Ota Benga ) เคยมีชีวิตที่เรียบง่าย เขาเป็นสมาชิกของชนเผ่ามบูติ (Mbuti) ในป่าเส้นศูนย์สูตรใกล้แม่น้ำคาไซ ในรัฐอิสระคองโกในขณะนั้น

แต่วันหนึ่งเผ่าของเขาถูกโจมตีโดย Force Publique ซึ่งก่อตั้งโดยกษัตริย์เลโอโปลที่ 2 แห่งเบลเยียมและกองทหารอาสาสมัครเพื่อควบคุมชาวพื้นเมือง ซึ่งส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นแรงงานอย่างเอารัดเอาเปรียบเพื่ออุตสาหกรรมยางพาราในคองโก และเงินนั้นก็เข้ากระเป๋าของกษัตริย์เลโอโปลที่ 2 หนึ่งในผู้ที่ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่าเป็นผู้มีส่วนกับการเข่นฆ่าและขูดรีดแอฟริกาอย่างเลวร้ายที่สุดคนหนึ่ง

ภรรยาของเบงกาและลูกสองคนถูกฆ่าตาย เขารอดชีวิตมาได้เพราะเขาออกไปเดินทางล่าสัตว์ขณะที่Force Publique โจมตีหมู่บ้านของเขา แต่ภายหลังเขาถูกจับโดยพ่อค้าทาสจนได้

ในปี ค.ศ. 1904 นักธุรกิจและนักสำรวจชาวอเมริกัน ซามูเอล ฟิลลิปส์ เวอร์เนอร์ เดินทางไปแอฟริกา เขาทำสัญญากับผู้จัดงานนิทรรศการนานาชาติแห่งเซนต์หลุยส์ (St. Louis World Fair) เพื่อจับและนำคนแคระปิกมีกลับคืนมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ เวอร์เนอค้นพบเบงกาขณะเดินทางไปเยี่ยมชมหมู่บ้านชาวปิกมีที่ชื่อบัตวา เขาซื้อเบงกาจากพ่อค้าทาสด้วยเกลือหนึ่งปอนด์และผ้าหนึ่งม้วน แม้จะเป็นการค้าทาสเห็นๆ และเป็นสนนราคาที่ต่ำเหลือเชื่อ แต่เวอร์เนอร์ยังบอกว่าเขาได้ช่วยชีวิตเบงก้าจากมนุษย์กินคน

Photograph of Ota Benga at the St. Louis World’s Fair in 1904

ก่อนจะเดินทางถึงหมู่บ้านบัตวา ทั้งสองใช้เวลาอยู่ด้วยกันหลายสัปดาห์จนคุ้นเคยกัน เมื่อถึงหมู่บ้านบัตวา ชาวบ้านแสดงอาการรังเกียจ “มูซังกู” (ชายผิวขาว”) จนเวอร์เนอร์ไม่สามารถจ้างชาวบ้านคนใดให้เข้าร่วมกับเขาเพื่อเดินทางไปสหรัฐอเมริกาได้ จนกระทั่งเบงกากล่าวว่ามูซังกูช่วยชีวิตเขาไว้ และพูดถึงความสัมพันธ์ดีที่ะรหว่างกัน ชาวบ้านจึงคลายใจลง และมีชาย 4 คนตัดสินใจไปกับพวกเขาในที่สุด เวอร์เนอร์ยังคัดเลือกชาวแอฟริกันคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวปิกมีด้วย เป็นชาย 5 คนจากบาคูบา รวมทั้งลูกชายของกษัตริย์นดอมเบ ผู้ปกครองของบาคูบา เป็นต้น ทั้งหมดจะเดินทางไปเพื่อเป็น “สิ่งจัดแสง” ในงานเวิลด์แฟร์ที่เซนต์หลุยส์

การจัดแสดงมนุษย์เผ่าพันธุ์อื่นแบบนี้ถูกเรียกว่า “สวนสัตว์มนุษย์” (Human zoo) นิยมทำกันในโลกตะวันตกก่อนที่จะตระหนักกันเรื่องสิทธิมนุษยชาติ

ชาวแอฟริกันกลุ่มนี้ถูกพาไปที่เซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี ในปลายเดือนมิถุนายน 1904 โดยไม่มีเวอร์เนอร์ เนื่องจากเขาป่วยด้วยโรคมาลาเรีย ตอนนั้นมีอีกง่นหนึ่งคือนิทรรศการจัดซื้อของรัฐลุยเซียนา (The Louisiana Purchase Exposition) ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และชาวแอฟริกันก็กลายเป็นศูนย์กลางของความสนใจในทันที เบงกาได้รับความนิยมเป็นพิเศษ และชื่อของเขาได้รับการรายงานจากสื่อต่างๆ เขามีบุคลิกที่เป็นมิตร และผู้มาเยี่ยมก็อยากเห็นฟันของเขาที่ถูดตะไบจนแหลมคมตอนที่ยังเยาว์วัยเพื่อเป็นการประดับประดาเชิงพิธีกรรมอย่างหนึ่ง

Title: “Cannibal.” (Ota Benga, Pygmy. Part of Department of Anthropology at the 1904 World’s Fair).

เมื่อกลายเป็น “สิ่งของจัดแสดง” ท่ามกลางสายตาของอเมริกัน ชาวแอฟริกันที่เป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการเรียนรู้ที่จะเรียกเก็บเงินสำหรับภาพถ่ายและการแสดง หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งยกย่องเบงกาว่าเป็น “มนุษย์กินคนแอฟริกันแท้เพียงคนเดียวในอเมริกา” และอ้างว่า “[ฟันของเขา] คุ้มกับเงิน 5 เซ็นต์ที่เขาเรียกเก็บสำหรับการแสดงให้ผู้มาเยือนดู”

เมื่อเวอร์เนอร์มาถึงในอีกหนึ่งเดือนต่อมา เขาตระหนักว่าชาวแอฟริกันที่เขามาพามีสภาพเป็นนักโทษมากกว่านักแสดง เมื่อจะมีการนำเสนอคนเหล่านี้ในฐานะนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์ก็ล้มเลิกไปเช่นกัน จนกระทั่งพวกเขาถูกจับให้แสดงการรบกับชนเผ่าอื่นๆ คือพวกอินเดียนแดงที่ถูกนำมาจัดแสดงเช่นกัน กลายเป็นการจัดแสดงความ “ป่าเถื่อน” ที่อุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นและสนองทัศนะคติที่คิดว่า “คนชนเผ่า” ต้องเป็นคนป่าเถื่อนของคนผิวขาวชาวอเมริกัน

หลังจากนั้น เบงกาเดินทางไปกับเวอร์เนอร์เมื่อเขาส่งชาวแอฟริกันคนอื่นๆ กลับคองโก เขาอาศัยอยู่ท่ามที่หมู่บ้านบัตวาชั่วครู่ในขณะที่ยังคงติดตามเวอร์เนอร์ในการผจญภัยในแอฟริกาของเขา เบงกาเขาแต่งงานกับผู้หญิงชาวบัตวา แต่เขาก็ลงหลักปักฐานไม่ได้อีก เพราะภรรยาเสียชีวิตในเวลาต่อมาเพราะถูกงูกัด เบงการู้สึกผิดที่ผิดทางเมื่อยู่ที่บัตวา เขาจึงตัดสินใจกลับมายังสหรัฐพร้อมกับเวอร์เนอร์

Four Pygmies posing with spears. Ota Benga on right. (Taken during the 1904 World’s Fair)

เวอร์เนอร์พา เบงกาไปที่สวนสัตว์บรองซ์ (Bronx Zoo) ที่นิวยอร์ก ในปี 1906 ผู้อำนวยการสวนสัตว์เริ่มจัดแจงให้เบงกาทำงานดูแลกรงขังสัตว์ อย่างไรก็ตามผู้อำนวยการฯ เห็นว่าผู้คนให้ความสนใจเบงกามากกว่าสัตว์ในสวนสัตว์ และในที่สุดเขาก็จัดนิทรรศการเพื่อจัดแสดงเบงกาเสียเลยที่สวนสัตว์ เบงกาได้รับอนุญาตให้เดินเตร่ในพื้นที่ แต่ไม่มีบันทึกว่าเขาเคยได้รับค่าจ้างในการทำงานเป็น “ตัวจัดแสดง” ของสวนสัตว์

เพราะเบงกาสนิทสนมกับลิงอุรังอุตังตัวหนึ่งชื่อ Dohong ทำให้มีการจัดแสดงเขาร่วมกันลิงไปพร้อมๆ กันซึ่งหมายความว่าเขาต้องอยู่ในกรงสัตว์ร่วมกับลิง ยิ่งทำให้สภาพของเขาน่าเวนาขึ้นไปอีก ผู้ที่เสนอแนวคิดนี้คือ เมดิสัน แกรนท์ เลขาธิการสมาคมสัตววิทยาแห่งนิวยอร์ก ผู้กล่อมให้สวนสัตว์นำเบงกามาจัดแสดงร่วมกับลิงที่สวนสัตว์บรองซ์ (ต่อมา แกรนท์กลายเป็นคนมีชื่อเสียงระดับประเทศในฐานะนัก “มานุษยวิทยาทางเชื้อชาติ” และ “สุพันธุศาสตร์” ซึ่งทั้งสองเป็นแนวคิดเหยียดเชื้อชาติที่เชื่อว่าคนเชื้อชาติหนึ่งเหนือกว่าชาติอื่น)

ผู้อำนวยการสวนสัตว์ นำเบงกาไว้ในกรงที่มีลิงชิมแปนซี และยังมีลิงอุรังอุตังชื่อ Dohong และนกแก้วอีกตัว และตั้งชื่อเขาว่า The Missing Link (ความเชื่อมโยงที่ขาดหายไป) ซึ่งบ่งบอกว่าในแง่ของวิวัฒนาการแล้ว ชาวแอฟริกันอย่างเบงกานั้นใกล้ชิดกับลิงมากกว่าชาวยุโรป (ซึ่งถือเป็นการเหยียดและทุกวันนี้ก็ยังมีการเหยียดคนแอฟริกันเป็นลิงในหมู่คนบางกลุ่มในบางประเทศก) มีรายงานว่าประชาชนแห่กันไปชมกันล้นหลาม

1906 photograph of Ota Benga, described as being taken at Bronx Zoo. Author unknown.

การนำคนแอฟริกันมาร่วมกรงขังสัตว์และยังจัดแสดงเป็นเหมือนสิ่งของหรือสัตว์ทำให้คนแอฟริกัน-อเมริกันรู้สึกหดหู่ใจมาก นักสอนศาสนาชาวผิวดำที่ชื่อ สาธุคุณ เจมส์ เอช. กอร์ดอน บอกว่า “เราคิดว่าเผ่าพันธุ์ของเรามีความหดหู่มากพอแล้ว โดยไม่ต้องเอาคนของเราไปแสดงร่วมกับลิง … เราคิดว่าเราคู่ควรกับการถูกมองว่าเป็นมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณ”

หลังกลายเป็นกรณีโต้เถียงกัน เบงกาจึงได้รับอนุญาตให้ออกจากกรุงและเดินเตร่บริเวณสวนสัตว์ได้ แต่เพราะผู้คนที่มาสวนสัตว์ยังมองเขาเป็น “สัตว์” และยุแหย่เขาทำเขาตอบโต้ทีเล่นทีจริงบ้างและบ้างครั้งค่อนข้างรุนแรง

ในที่สุดสวนสัตว์ก็นำเบงกาออกไป เวอร์เนอร์ไม่ประสบความสำเร็จในการหางานใหม่ๆ แต่ทั้งเบงกาและเวอร์เนอร์ตกลงกันว่าเบงกาควรจะอยู่ในสหรัฐต่อไป แต่ในเวลาต่อมาเบงกาได้ไปอยู่ในความดูแลของสาธุคุณกอร์ดอน ซึ่งหาครอบครัวอุปถัมภ์ให้เขาและจัดการครอบฟันที่แหลมคมของเขาเสียให้ดูเป็นปกติเหมือนคนอื่นๆ ในสังคม

เบงกาทำงานในโรงงานยาสูบและเริ่มคิดที่จะกลับแอฟริกาบ้านเกิด แต่ในปี ค.ศ. 1914 เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้น การกลับมายังคองโกจึงเป็นไปไม่ได้เนื่องจากการจราจรทางเรือสิ้นสุดลง เบงการู้สึกหดหู่เมื่อความหวังที่จะกลับไปบ้านเกิดของเขาเลือนรางลง

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 1916 เขาก็ก่อไฟพิธีตามธรรมเนียมชนเผ่า แล้วดึงเอาที่ครอบฟันสัญลักษณ์ของ “อารยธรรมตะวันตก” ออกไป

แล้วยิงตัวเองเข้าที่หัวใจด้วยปืนพกที่ยืมมา จบชีวิตลงเมื่ออายุได้ 32 หรืออาจจะ 33 ปี 

โดย กรกิจ ดิษฐาน

ไฟฟ้าถูกสุดๆ การขุดคริปโตจึงเป็นความหวังทำเงินของชาวเวเนซุเอลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662482

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 18:00 น.ไฟฟ้าถูกสุดๆ การขุดคริปโตจึงเป็นความหวังทำเงินของชาวเวเนซุเอลาธุรกิจขุด Bitcoin ความหวังทำเงินง่ายๆ ในเวเนซุเอลา เหมืองแห่งหนึ่งในเวเนซุเอลาจ่ายค่าไฟไม่ถึง 10 ดอลลาร์ต่อเดือน แต่ได้เงินเดือนละ 10,000 ดอลลาร์

เอเอฟพีรายงานว่าธุรกิจขุดคริปโตเคอร์เรนซีได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ค่าไฟก็เป็นอุปสรรคสำหรับนักขุดในหลายประเทศเช่นกัน

แต่ค่าไฟฟ้าที่ราคาถูกในเวเนซุเอลาทำให้บรรดานักขุดสามารถทำเงินได้อย่างง่ายดาย

Doctorminer คือเหมืองคริปโตแห่งหนึ่งทางตะวันออกของการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา ที่นี่มีคอมพิวเตอร์เกือบ 80 เครื่อง มูลค่าประมาณ 400เหรียญสหรัฐต่อเครื่อง พร้อมกับพัดลมขนาดใหญ่เพื่อระบายความร้อนอีก 4 เครื่อง

ซึ่งสามารถสร้างรายได้จาก Bitcoin ได้ถึง 10,000 เหรียญสหรัฐ (324,500 บาท) ต่อเดือน โดยจ่ายค่าไฟไม่ถึง 10 เหรียญสหรัฐ (324.50 บาท) ต่อเดือน

Theodoro Toukoumidis ซีอีโอของ Doctorminer กล่าวว่า “เราได้ค้นพบวิธีการสร้างรายได้อย่างง่ายดาย ด้วยการเปลี่ยนพลังงานให้เป็นเงิน”

Toukoumidis เผยว่าเขาขายรถยนต์และมอเตอร์ไซค์คู่ใจของเขาเพื่อซื้อคอมพิวเตอร์สำหรับขุดคริปโต โดยเริ่มเปิดเหมืองขุดที่ห้องอาหารในบ้านของเขาเมื่อปี 2016 ก่อนที่จะขยับขยายมาเรื่อยๆ จนสามารถสร้างเงินแสนต่อเดือนได้ในทุกวันนี้

Pedro เป็นนักขุดคริปโตอีกคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการทำเหมืองคริปโตในเวเนซุเอลา ซึ่งเขาเผยว่าเขาเริ่มขุดคริปโตในปี 2017 โดยใช้เงินลงทุนไป 800 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 25,952 บาท

ซึ่งเขาสามารถคืนทุนภายในเวลา 3 เดือน และจนถึงปัจจุบันนี้เขาทำเงินไปได้แล้วประมาณ 20,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 649,030 บาท)

เอเอฟพีระบุว่าเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดในโลก โดยในปี 2020 มีอัตราเงินเฟ้อเกือบ 3,000 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้หลายคนหันไปลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

ทั้งนี้ เวเนซุเอลาอนุญาตให้ขุดคริปโตเคอร์เรนซีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมี National Cryptocurrency Superintendency (SUNACRIP) เป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านคริปโตโดยเฉพาะ ซึ่งจะต้องมีการควบคุมการใช้ไฟฟ้า ตลอดจนเฝ้าระวังเหมืองขุดที่ไม่ได้ลงทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมามีการปราบปรามและยึดอุปกรณ์ทำเหมืองไปได้กว่า 140 ชิ้น

ขณะเดียวกัน CriptoNoticias เว็บไซต์ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตเคอร์เรนซีเผยว่านักขุดในเวเนซุเอลาจำนวนมากถูกจับเพราะไม่มีเอกสาร

Photo by Federico PARRA / AFP

อลังการงานสร้าง อุโมงค์ทางหลวงใต้น้ำยาวสุดในจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662480

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 17:06 น.อลังการงานสร้าง อุโมงค์ทางหลวงใต้น้ำยาวสุดในจีนเสร็จสิ้น! โครงสร้างหลัก ‘อุโมงค์ทางหลวงใต้น้ำ’ ยาวสุดในจีน

อู๋ซี, 6 ก.ย. (ซินหัว) — การก่อสร้างโครงสร้างหลักของอุโมงค์ลอดใต้ทะเลสาบไท่หู ส่วนหนานเฉวียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงสายฉางโจว-อู๋ซี ในเมืองอู๋ซี มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน เสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันอาทิตย์ (5 ก.ย.)

อุโมงค์ไท่หู ความกว้าง 43.6 เมตร และความยาว 10.8 กิโลเมตร ถือเป็นอุโมงค์ทางหลวงใต้น้ำสายยาวที่สุดในจีน ตั้งอยู่ใต้ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของจีน ส่วนทางหลวงสายฉางโจว-อู๋ซี มีความยาวรวม 43.9 กิโลเมตร

ภาพและข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

จับตา Solana คริปโตที่มาแรงสุดๆ ในตอนนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662471

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 15:56 น. จับตา Solana คริปโตที่มาแรงสุดๆ ในตอนนี้ขณะที่คริปโตใหญ่ๆ กลับมาคึกคักอีกครั้ง มีน้องใหม่ที่มาแรงเหมือนกันและแรงกว่า Dogecoin ซะด้วย

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ Bitcoin และ Ethereum กลับมาคึกคักอีกครั้ง มีคริปโตเคอร์เรนซี่มแรงที่ก้าวเข้ามาอยู่ในท็อป 10 เหนือคริปโตตัวดังตัวอื่น นั่นคือ Solana โดยมันพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในวันศุกร์ทำราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 12.6% ในช่วง 24 ชั่วโมง และเป็นการทำลายสถิติซื้อขายไปเรียบร้อย

Motley Fool รายงานว่า Solana มีราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 276.5% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา และเฉพาะสัปดาห์เดียวมันพุ่งขึ้นมาถึง 70% ผลักดันมูลค่าตลาดของ Solana ให้อยู่ที่ประมาณ 41.200 ล้านดอลลาร์ และเมื่อเร็วๆ นี้มันยังแซงหน้า Dogecoin ให้กลายเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ตามมูลค่าราคาตลาด และบางคนยังเชื่อว่าตอนนี้มันเป็นคู่แข่งของ Ethereum ด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม กูรูบางคนชี้ว่าความแรงของมันมาพร้อมกับความเสี่ยงของการเพิ่มขึ้นของราคาสูงเกินไป เสี่ยงที่จะเกิดการเทขายในเซสชั่นซื้อขายหลังจากนี้

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ตลาดอิสระที่รู้จักในนามแฝง The Crypto Dog แนะนำให้นักเก็งกำไรปล่อยให้ Solana แรงไปเรื่อยๆ ก่อน และดูว่ามันจะแรงไปถึงไหนด้วยความแข็งแกร่งที่มันมีอยู่ในตอนนี้

Yuriy Mazur หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลที่ CEX.IO บริษัทแลกเปลี่ยนคริปโตเคอเรนซี (CEX.IO) บอกกับเว็บไซต์ Cointelegraph โดยคาดการณ์ว่าอัตรา SOL/USD จะสูงกว่า 150 ดอลลาร์ในช่วงซื้อขายต่อไป กล่าวว่าตอนนี้นักลงทุนมองว่า Solana เป็นคู่แข่งระยะยาวกับ Ethereum โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อให้ค่าธรรมเนียมก๊าซ (Gas fee) ที่ต่ำกว่าและความสามารถในการทำราคาที่สูงกว่า

ทั้งนี้ Gas fee หมายถึง การชำระเงินโดยผู้ใช้เพื่อชดเชยพลังงานการคำนวณที่จำเป็นในการประมวลผลและตรวจสอบธุรกรรมบนบล้อคเชนของ Ethereum

เว็บไซต์ยัง Motley Fool รายงานว่า Solana นั้นเร็วกว่า Ethereum โดยประมวลผล 50,000 รายการต่อวินาทีหรือมากกว่านั้น เมื่อเทียบกับอัตรา 15 ถึง 45 TPS ของ Ethereum

Solana ถือกำเนิดขึ้นในปี 2017 โดย อะนาโตลี ยาโคเวนโก (Anatoly Yakovenko) ผู้ก่อตั้งบริษัท และ CoinShares รายงานเมื่อวันจันทร์ที่แล้วว่า Bitcoin สูญเสีย 2.8 ล้านดอลลาร์ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม Ethereum ได้มาเพียง 3.2 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ Solana ได้มา 7 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนคริปโต