กลับกว๊านพะเยา “ธรรมนัส” ถอยในรุก ตัวละครลับหนุนหลัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482284

กลับกว๊านพะเยา “ธรรมนัส” ถอยในรุก ตัวละครลับหนุนหลัง

06 ก.ย. 2564

จับตาเกมเช็กบิล “ธรรมนัส” เดินเกมถอย กลับกว๊านพะเยา พึ่งมิตรสหายสายเหนือ หวังรุกบนกระดานเลือกตั้งสมัยหน้า คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

มีคำถามเยอะ หลังศึกภายในพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะเดินต่ออย่างไร แต่มีสุ้มเสียงจากนักการเมืองแถวอีสาน สายตรง “ธรรมนัส” กระซิบว่า “คงกลับไปเริ่มต้นที่เมืองพะเยา”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

คำคมที่ว่า “เดินหมากรุกยังต้องคิด เดินหมากชีวิตไม่คิดได้อย่างไร” ซึ่งบนกระดานหมากรุกการเมือง “ธรรมนัส” คือหมากในกระดาน จะเป็นขุน เรือ เบี้ย ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในเวลานั้น

อย่างไรก็ตาม “ธรรมนัส” เป็นนักเลือกตั้งสายพันธุ์เก่า ที่ยึดหลัก “พวก” มาก่อน “พรรค” เนื่องจากเขาเติบโตมาบนถนนสายวัฒนธรรมอุปถัมภ์ ตั้งแต่ยุค “พี่แอ๊ว” “พี่ไอซ์” และ “พี่ทักษิณ”

ชั่วโมงนี้ ส.ส.พะเยาคนนี้ อาจต้องรุกถอยหลัง ลดแรงเสียดทาน แต่ก็ยังมีเพื่อน ส.ส.มากหน้า ทั้งในพลังประชารัฐ, พรรคขนาดเล็ก และพรรคฝั่งฝ่ายค้าน

‘พรรคเสมอภาค’

ก่อนจะเล่นการเมือง “ธรรมนัส” กลับบ้านเกิดเมืองพะเยา พร้อมกับมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เข้าช่วยเหลือประชาชนคนยากไร้ รวมถึงสนับสนุนสโมสรฟุตบอลพะเยา เอฟซี

เวลานั้น ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีต รมช.แรงงาน สมัยรัฐบาลทักษิณ ปัจจุบันเป็นหัวหน้าพรรคเสมอภาค ก็คือต้นแบบทางการเมืองของธรรมนัสคนหนึ่ง

“พี่ต้อยคือต้นแบบคนทำงานการเมืองเพื่อบ้านเกิด เห็นผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก ท่านเป็นนักประสานและเข้าได้กับทุกกลุ่ม ปรับตัวกับสถานการณ์ได้ดี ให้คำแนะนำคำสอนที่มีประโยชน์แก่นักการเมืองรุ่นหลัง” ร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์สื่อช่วงปลายปี 2561

ดังที่ทราบเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา “ธรรมนัส” เป็นแม่ทัพพลังประชารัฐสายเหนือ ส่วน “ต้อย ลดาวัลลิ์” ยังอยู่ค่ายเพื่อไทย ดูแลหาเสียงใน จ.พะเยา

“ท่านผู้กองฯ กับพี่ต้อย เรานับถือกันมาตลอดเวลา ทราบมาตลอดว่าท่านผู้กองฯ ให้เกียรติและกล่าวถึงพี่ต้อยในทางที่เป็นกัลยาณมิตรทั้งต่อหน้าและลับหลัง” ลดาวัลลิ์ กล่าวถึงผู้กองเมืองพะเยา

ต้นปี 2563 “ลดาวัลลิ์” สาวไทลื้อ อ.เชียงคำ ลาออกจากพรรคเพื่อไทย มาก่อตั้ง “พรรคเสมอภาค” จึงมีคำถามจากนักข่าวว่า พรรคนี้เกี่ยวพันกับผู้กองธรรมนัสหรือไม่ ซึ่งลดาวัลลิ์ ก็ปฏิเสธ และบอกเป็นการตัดสินใจและดำเนินการด้วยตัวเอง

‘พรรคเพื่อชาติ’

การลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ 5 รัฐมนตรี ในครั้งนี้ พรรคเพื่อชาติ ได้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ โดย ส.ส. 5 คน มี สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพียงคนเดียว ที่โหวตไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีครบทั้งหกคน ส่วนอีก 4 ส.ส.เพื่อชาติ โหวตไม่ไว้วางใจนายกฯ แต่รัฐมนตรีคนอื่น ใช้การงดออกเสียงแทน

ความต่างระหว่าง “สงคราม” กับ 4 ส.ส. น่าจะมาจากช่วงเดือน เม.ย.2564 มีการปรับโครงสร้างพรรค โดยบุศริณธญ์ วรพัฒนานันน์ ได้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ซึ่งบุศริณธญ์ เป็นพี่สาวของยงยุทธ ติยะไพรัช

สรุปว่า พรรคเพื่อชาติ ย้ายจากอิมพีเรียล สำโรง ไปอยู่ที่ อ.เมืองเชียงราย เรียบร้อยตระกูลติยะไพรัช ซึ่งปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ลูกสาวของยงยุทธ ก็เป็น 1 ใน 5 ส.ส.เพื่อชาติ

ด้วยเหตุนี้ ครั้งที่มีการซักฟอกรัฐมนตรีเมื่อ ก.พ.2564 จะมี ส.ส.พรรคเพื่อชาติ 3 คน ไว้วางใจธรรมนัส และอีก 2 คน งดออกเสียง

ปลายปี 2563 “ธรรมนัส” ส่งเพื่อนรัก หิมาลัย ผิวพรรณ ไปช่วย พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ.นครสวรรค์ จนชนะเลือกตั้ง

ก่อนจะมาเป็นนายก อบจ.นครสวรรค์ “สมศักดิ์” ได้ทำกิจกรรมการเมืองกับยงยุทธ ติยะไพรัช ในนามกลุ่มพลเมืองร่วมใจ

ดังนั้น บนถนนการเมืองสายเชียงราย-พะเยา “ธรรมนัส” ยังมีมิตรสหายร่วมทุกข์ร่วมสุข วันนี้ อาจต้องถอย เพื่อรอการรุกบนกระดานในอนาคต

เสร็จศึก “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” พลังประชารัฐ-เพื่อไทย ใครจะจบก่อนกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482220

เสร็จศึก “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” พลังประชารัฐ-เพื่อไทย ใครจะจบก่อนกัน

06 ก.ย. 2564

ผลสะเทือนหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อไทย-พลังประชารัฐ ยังต้องตามมาจัดการคลื่นใต้น้ำ ลดแรงกระเพื่อมทางการเมือง

เสร็จศึก "อภิปรายไม่ไว้วางใจ" พลังประชารัฐ-เพื่อไทย ใครจะจบก่อนกันเสร็จศึก “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” พลังประชารัฐ-เพื่อไทย ใครจะจบก่อนกัน

พรรคเพื่อไทย จะกล้าขับงูเห่า ออกจากพรรคตามคำขู่หรือไม่ หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งก่อนหน้า มีสส.โหวตสวนมติพรรคในการอภิปรายสองราย รอบนี้เพิ่มขึ้นมาอีก5 รวมเป็น7คน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ส.ส.ทั้ง7รายได้ท้าทาย กฏเหล็ก จริยธรรมอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆทั้งสิ้น

เสร็จศึก "อภิปรายไม่ไว้วางใจ" พลังประชารัฐ-เพื่อไทย ใครจะจบก่อนกันเสร็จศึก “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” พลังประชารัฐ-เพื่อไทย ใครจะจบก่อนกัน

มีคำถามว่าทำไม ส.ส. เหล่านี้จึงกล้า มีคำตอบว่าเป็นเขาเป็นเจ้าของพื้นที่  มีความเข้มแข็ง มีแสงในตัว เป็นประการที่1  มีญาติอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลได้อาศัยข้าว อาศัยน้ำ และได้รับคำสัญญาว่าจะให้ลงเลือกตั้งสมัยหน้า เป็นการที่สอง  ประเภทสุดท้ายอาจจำแนกได้เป็นพวกอาศัยท้องเขามาเกิด ไม่สนวัฎสงสารจะได้เข้ามาเป็นส.ส.อีกครั้งหรือไม่ เป็นประการสุดท้าย   ประเภทหลังนี้อาจระบุได้ว่ามีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นจากพรรคก้าวไกล ที่เคยขับส.ส.พ้นพรรคไปเติมเสียงให้รัฐบาลมาแล้วสิบคน มาคราวนี้วิธีดองเค็ม ปล่อยตัวรับใช้นาย ด้อยค่าตัวเอง จนเป็นที่น่าเอน็จอนาจใจกลางสภา  รอวัดผลจากการเลือกตั้งครั้งหน้า จะได้พิสูจน์ว่าเลือดจะข้นกว่าน้ำ

หลังศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราจะเห็นความเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน ขณะที่ฝ่ายค้านหาวิธีกำจัดกาฝาก ปรับปรุงฐานรากให้แข็งแรง รัฐบาลก็เร่งอุดรูรั่วรอยร้าว ประเดิมจากการประชุมคณะรัฐมนตรี แบบเต็มคณะ หลังผ่อนคลายมาตรการมีผลงานรอการตีปี๊บ ไม่ว่าจะเป็นการชดเชยรายได้ผู้ประกันตน  คืนเงินค่าเทอม และจะทะยอยตามมาด้วยมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ไม่จำเป็นต้องรีบปรับโครงสร้าง ไม่จำเป็นต้องรีบตีปลาหน้าไซ โหวตรัฐธรรมนูญวาระสามผ่านค่อยว่ากันใหม่ แต่อย่าลืมเรื่องที่สัญญาไว้ มีคนจำได้ ไม่ลืม

เสร็จศึก "อภิปรายไม่ไว้วางใจ" พลังประชารัฐ-เพื่อไทย ใครจะจบก่อนกันเสร็จศึก “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” พลังประชารัฐ-เพื่อไทย ใครจะจบก่อนกัน

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวง อนุพงศ์-ธรรมนัส คู่ชิงเก้าอี้ มท.1 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482158

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวง อนุพงศ์-ธรรมนัส คู่ชิงเก้าอี้ มท.1

06 ก.ย. 2564

เสร็จศึกซักฟอกไม่ไว้วางใจรัฐบาลลุงตู่ “ซินแสเข่ง” วิเคราะห์เกิดศึกชิงเก้าอี้ มท.1 วัดดวง ปรับครม. อนาคตดวงใครโดดเด่น ระหว่าง อนุพงศ์_ธรรมนัส งานนี้ บิ๊กป้อม ทำใจลำบาก รักพี่เสียดายน้อง

ซินแสเข่ง อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย วิเคราะห์เจาะลึกวิกฤติ รัฐบาลลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ถึงความเปลี่ยนแปลงหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านไป ในการปรับคณะรัฐมนตรี และจับตา ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือ มท.1 อาจมีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายสลับสับตำแหน่งสำคัญ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา เกิดวันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม 2492 พื้นฐานดวงอาจมีเหตุขัดใจบ้างกับผู้นำ ความคิดอ่านสวนทางกัน และรอบอายุปีนี้ ตกดวงเข้าเคราะห์ ถึงเดือนมีนา 65 อาจมีเรื่องให้หงุดหงิด ไม่สบายใจ และไม่ได้ดั่งใจที่คาดหวัง ทั้งที่ดวงชะตาตกดวงมีผู้ใหญ่อุปภัมถ์ แต่ในดวงชะตาตนเอง กับมีอุปสรรคอาจเจอเหตุกับเรื่องเบียดเบียนให้เดือดเนื้อร้อนใจ

ส่วนที่มาแรงแซงโค้ง และมีโอกาศขึ้นแถวหน้าอนาคตไกลเหมือนจังหวะ และโอกาศส่ง ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เกิดวันพุธที่ 18 สิงหาคม 2508 ซึ่งเมื่อผูกดวงกันแล้ว เป็นดาวคู่มิตรสมพงษ์ด้วยกันทั้งคู่ ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ บิ๊กป้อม และ บิ๊กป๊อก 

แต่ดวงที่ แข็งแกร่งแซงโค้งเป็นราศีดาวพุธของ  ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการ พปชร.และ รมช.เกษตรและสหกรณ์ จึงทำให้ตกดวงอิทธิฤทธิ์เสริมดวง เสริมดวงชะตาได้ดวงเสริมราศีที่ถือเป็นตัวแทน ด้วยมันสมอง ปฏิภาณไหวพริบ ตวามเฉลี่ยวฉลาด มีดวงผู้นำ ใจใหญ่ ไม่ยอมคน ถือเป็นดาวอิทธิพล ส่งผลให้ได้รับการสนับสนุน ตำแหน่งหน้าที่การงาน ได้สำเร็จ

แต่ต้องระวังจุดอับดวงเป็นอุปสรรค หากกระทำการสร้างความสับสนหรือเอาเรื่องราว มาทำร้ายจิตใจตนเองให้เป็นอุปสรรค จะทำให้ไม่ประสพความสำเร็จในหน้าที่การเมือง เหมือนถึงจุดทางตันเหมือนคุณหญิงหน่อยที่ไปไม่ถึงดวงดาว

ซินแสเข่ง กล่าวเพิ่มเติมถึงการวิเคราะห์ดวงคู่สมพงษ์ ร้อยเอกธรรมนัส ซึ่งสามารถร่วมงานแก้ไข เพราะเป็นดาวคู่มิตร เมื่อผูกดวงแล้วเป็นเสมือนเก้าอี้สามขา ที่จะเสริมดวงรัฐบาล ลุงตู่ และบิ๊กป้อม ให้มีความมั่นคงมากขึ้นในการบริหารงาน หากได้แก้จุดอุปสรรคในดวงชะตา ที่ทำให้เป็นอุปสรรคทางการเมือง หรือสร้างศัตรู รู้จักถอยหลังบ้าง

ระวังรอบปี 65 ตกดวงศัตรูจากผู้ไม่หวังดี ยุแหย่สร้างความขัดแย้ง อิจฉาริษยา ที่จะสร้างความสับสนไม่ไว้วางใจ แตกแยกให้เกิดขึ้น ทำอะไรต้องฟังหูไว้หู

แชมป์ไว้วางใจ “เฉลิมชัย” คนเพื่อนเยอะ ยี่ห้อคำไหนคำนั้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482120

แชมป์ไว้วางใจ “เฉลิมชัย” คนเพื่อนเยอะ ยี่ห้อคำไหนคำนั้น

05 ก.ย. 2564

เบื้องหลังซักฟอก “เฉลิมชัย” ได้คะแนนไว้วางใจสูงสุด พรรคเล็กเทให้ พรรคอีสานใต้ช่วยหนุน แปะเครื่องหมายการค้าลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ควันหลงศึกซักฟอก ยังถกกันไม่จบ กรณี “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ ได้คะแนนไว้วางใจสูงที่สุด 270 เสียง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

แผนล้มประยุทธ์ล่ม “ทักษิณ” ฝันค้าง บัตร 2 ใบหงายเก๋ง

พี่น้อง 3 ป. “ประวิตร” เปิดบ้านปั้น อนุพงษ์-ประยุทธ์

ยกสุดท้าย 3ป. อยู่หรือไป เจอด่านอันตราย

สำหรับคนที่รู้จัก “เฉลิมชัย” จะไม่รู้สึกแปลกใจ เพราะนักการเมืองใหญ่แห่งประจวบคีรีขันธ์ มีคำขวัญประจำตัว “ลูกผู้ชาย คำไหนคำนั้น”

“เฉลิมชัย” พูดเหน่อพูดน้อย แต่ใจใหญ่ ดังสำนวนบู๊ลิ้ม “นกมีขน คนมีเพื่อน” เขาจึงมากไปด้วยมิตร ไม่เลือกสี ไม่เลือกพรรค

ลองมาดูคะแนนของ เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ได้คะแนนไว้วางใจสูงสุด คือ 270 เสียง ต่อ 199 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง พบรายละเอียดที่น่าสนใจ

คะแนนไว้วางใจนอกจาก ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล เฉลิมชัยยังได้คะแนนจากพรรคเล็ก 10 พรรค เพิ่มเติมคือ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์

ที่แน่ๆ ยังได้น้ำใจมาจากเพื่อนมิตรฝั่งบุรีรัมย์ คือ เกษมสันต์ มีทิพย์ และ คารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่ใจย้ายมาค่ายสีน้ำเงินแล้ว

‘คำไหนคำนั้น’

สนามเลือกตั้งเมืองสามอ่าว เมื่อสิ้นสุดยุคสามผู้เฒ่า อุดมศักดิ์ ทั่งทอง, สำเภา ประจวบเหมาะ และวิเศษ ใจใหญ่ เมื่อปี 2539 ก็มาถึงยุคคนหนุ่ม นำทีมโดย เฉลิมชัย ศรีอ่อน,มนตรี ปาน้อยนนท์ และประมวล พงศ์ถาวราเดช พรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งปี 2544

แชมป์ไว้วางใจ "เฉลิมชัย" คนเพื่อนเยอะ ยี่ห้อคำไหนคำนั้นแชมป์ไว้วางใจ “เฉลิมชัย” คนเพื่อนเยอะ ยี่ห้อคำไหนคำนั้นเฉลิมชัย กับโลโก้ประจำตัวคือ ต่อพิฆาต

เครื่องหมายการค้าของเสี่ยต่อคือ “ต่อพิฆาต” พร้อมสโลแกน “ลูกผู้ชาย คำไหนคำนั้น” เฉลิมชัยมีเครือข่ายธุรกิจในพื้นที่มากมาย และภรรยา ธันยวีร์ ศรีอ่อน ยังเป็นนายกเทศมนตรีตำบลปราณบุรี

นับแต่การเลือกตั้ง 2548 เป็นต้นมา สนามประจวบคีรีขันธ์ ไม่ค่อยมีสื่อส่วนกลางให้ความสนใจ เนื่องจาก “เฉลิมชัย” ในนามบ้านใหญ่ปราณบุรี ได้จัดแถวนักการเมืองท้องถิ่นทุกซุ้ม ทุกกลุ่มให้อยู่ใต้ร่มธงผืนเดียวกัน ตามยุทธศาสตร์ “ประจวบโมเดล” อันหมายถึงการเมืองระดับชาติผูกพันอยู่กับระดับท้องถิ่น ส.ส.ประจวบฯ

‘บ้านดาวล้อมเดือน’

เลือกตั้งปี 2562 มีสถานการณ์ช้างล้ม เฉลิมชัย ศรีอ่อน พลาดท่าสอบตก แต่ไม่น่าเชื่อ ส.ส.สอบตก กลับได้เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เพราะจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เลือกคนแบบเสี่ยต่อ ที่มากไปด้วยมิตรต่างพรรค

เป็นที่ทราบกันดี กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย แห่งเมืองสามอ่าว เป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับกลุ่มเพื่อนเนวิน ทั้งการเมือง และกีฬาฟุตบอล สโมสรฟุตบอลพีที ประจวบเอฟซี ฉายา “ต่อพิฆาต” นั้น ก่อตั้งโดยเฉลิมชัย และบริหารงานโดยทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ อดีนายก อบจ.ประจวบฯ ซึ่งเป็นทีมพี่ทีมน้องกับสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ดังนั้น หลังเลือกตั้ง ช่วงชุลมุนตั้งรัฐบาล จึงได้เห็นภาพเสี่ยต่อกับเสี่ยหนู นัดกินข้าวกัน พร้อมผนึกกำลังกันเป็นพรรคทางเลือกคือ เลือกจะอยู่กับฝ่ายไหนก็ได้

เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเสร็จเรียบร้อย “เฉลิมชัย” ในฐานะแม่บ้านใหญ่ค่าย ปชป. ได้ใช้บ้านดาวล้อมเดือน ถนนราชพฤกษ์ เป็นกองบัญชาการส่วนหน้า และนัดเพื่อน ส.ส.มาพบปะสังสรรค์รับประทานอาหาร ทั้งพรรค ปชป. และเพื่อนต่างพรรค

นี่แหละเฉลิมชัยตัวจริง “ลูกผู้ชาย คำไหนคำนั้น” ผู้รวบรวมนักการเมืองท้องถิ่นในนาม “กลุ่ม 16” พัฒนามาเป็นประจวบโมเดลในวันนี้

ยกสุดท้าย “3ป.” อยู่หรือไป เจอด่านอันตราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482088

ยกสุดท้าย “3ป.” อยู่หรือไป เจอด่านอันตราย

05 ก.ย. 2564

สงครามเพิ่งเริ่ม “3ป.” เผชิญศึกใหญ่กว่าที่คิด ทั้งอาวุธลับ ธรรมนัส แถมเกมท้องถนน ตามป่วนไม่เลิกรา คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ภาพ “3ป.” กอดคอกระเซ้าเย้าแหย่ต่อหน้า ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ภายในบ้านป่ารอยต่อ เมื่อบ่ายวันที่ 3 ก.ย.2564 เหมือนตอกย้ำว่า ไม่มีใครเสี้ยมให้ 3ป.แตกคอกันได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ประยุทธ์” ชนะ แต่แพ้จับตาล้างไพ่ ปรับครม.-ยุบสภา

ส่องงูเห่า เย้ย “ทักษิณ” ไผเป็นไผ 6 ส.ส.เพื่อไทย

แผนล้มประยุทธ์ล่ม “ทักษิณ” ฝันค้าง บัตร 2 ใบหงายเก๋ง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อธิบายความเป็น “3ป.” ทำนองเลือดสุพรรณว่า “ถ้าไป ก็ต้องไปด้วยกัน” และย้ำว่า “ถ้าอยู่ เราต้องอยู่กัน 3 

คน”

ปรากฏการณ์ “แผ่นดินไหว” ในพรรคพลังประชารัฐ ทำให้เรื่องราวของ “ป.ป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ , “ป.ป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ “ป.ประยุทธ์” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกนำมาพูดถึงกันอีกครั้ง

การลงมติในศึกซักฟอกจบไปแล้ว แต่ดูเหมือนสงครามเพิ่งจะเริ่มต้นอีกครั้ง แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม ต้องการจัดการ “กบฏ” ให้เห็นเป็นตัวอย่าง แต่ก็ต้องรอสัญญาณจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

‘ไม่คิดเป็นนายกฯ’

“3ป.” นั้น มีความแนบแน่นผูกพันกันมายาวนาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะ “พี่ใหญ่” ได้รับความเคารพนับถือจากน้องทั้งสองเป็นอย่างดี

ว่ากันว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั้นไม่คิดจะเป็นนายกรัฐมนตรี เหมือนข่าวปล่อยก่อนหน้านี้ เพราะรู้ดีว่าไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง จึงให้การสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ น้องเล็กอย่างสุดกำลัง โดยอาศัยคอนเนกชั่น ทั้งในวงข้าราชการ ตำรวจ ทหาร และการเมือง ประคับประคองรัฐนาวา

จะว่าไปแล้ว พรรคพลังประชารัฐในวันนี้ ไม่ต่างจากพรรคไทยรักไทย ยุคหลังเลือกตั้งปี 2548 มี “ร้อยก๊กพันซุ้ม” เป็นศูนย์รวมนักการเมืองระดับยอดเซียน ไม่ว่าจะเป็นเสนาะ เทียนทอง,เนวิน ชิดชอบ, สมศักดิ์ เทพสุทิน, พินิจ จารุสมบัติ, สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ฯลฯ

“บิ๊กป้อม” เป็น ผบ.ทบ.ในยุคไทยรักไทยรุ่งเรือง รู้จักนักการเมืองมากหน้า และรู้ลึกเรื่องระบบการเมืองอุปถัมภ์ จึงใช้ประสบการณ์เหล่านี้ มาทำงานการเมืองในช่วงหลัง

การเผชิญหน้าระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ย่อมเป็นเรื่องที่ “บิ๊กป้อม” เข้าใจได้ และหาทางยุติความขัดแย้งโดยเร็ว ก่อนสถานการณ์จะคุมไม่อยู่

เนื่องจาก “ธรรมนัส” อดีตนายทหารรุ่นน้อง มีบุคลิกใจถึง พึ่งได้ จึงรวบรวมไพร่พลไว้พอสมควร ทั้งที่อยู่ในพรรคพลังประชารัฐ และต่างพรรค โดยเฉพาะ “กลุ่มพรรคเล็ก”

การรับบทหัวหมู่ทะลวงฟัน “2 ป.” ก็ได้ใจ “นักเลือกตั้ง” ในพรรค เพราะที่ผ่านมา “ป.ประยุทธ์” และ “ป.ป๊อก” ไม่ค่อยเห็นหัว ส.ส.มากนัก

‘น้องทั้งสอง’

“บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย ตกเป้าโจมตีจาก ส.ส.กลุ่มใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐ กรณีที่พรรคไม่ได้ประโยชน์อันใดเลย จากการที่บิ๊กป๊อกคุมมหาดไทย ต่างจากพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์

บุคลิกของ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นคนเงียบขรึม คนเข้าหายาก แต่การเล่นบท “น้ำนิ่งไหลลึก” ศัตรูอ่านใจได้ยาก จึงเป็นจุดแข็งที่ทำให้ “บิ๊กป๊อก” อยู่รอดปลอดภัยในตำแหน่ง ผบ.ทบ.สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช

เช่นเดียวกับพล.อ.ประยุทธ์ เป็น ผบ.ทบ.สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์  ชินวัตร โดยเลือกที่จะเล่นบทคนกลาง และจัดวางกำลังคนในกองทัพอย่างแยบยล ประคองสถานการณ์การเผชิญหน้า ระหว่างกองทัพกับคนเสื้อแดง

จังหวะที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ล้มเหลว การชุมนุมใหญ่ของ กปปส. กลายเป็นเงื่อนไขให้กองทัพเข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอีกรอบ ในนาม “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.)

15 ปีแล้ว ที่กลุ่ม “3ป.” โลดแล่นอยู่ในวงการเมืองไทย และจากนี้ไป พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้นานแค่ไหน ย่อมขึ้นอยู่กับพี่ใหญ่ พล.อ.ประวิตร ผู้คุมพรรคพลังประชารัฐ

ทำนองเดียวกัน ชะตาชีวิตการเมืองของ “ร้อยเอกธรรมนัส” ก็ขึ้นอยู่กับบิ๊กป้อมเช่นกัน หากวันใดพี่ใหญ่ตัดสินใจปรับโครงสร้างพรรค “ผู้กองคนดัง” คงหลุดทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรค

ทุกวันนี้ พล.อ.ประวิตร ใช้สำนักงานมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก หรือนักข่าวเรียกว่า “บ้านป่ารอยต่อ” ภายในค่ายทหาร ร.1 รอ.ทม. เป็นกองบัญชาการสู้รบในสมรภูมิสุดท้าย

“ประยุทธ์” ชนะ แต่แพ้ จับตาล้างไพ่ ปรับครม.-ยุบสภา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482071

“ประยุทธ์” ชนะ แต่แพ้ จับตาล้างไพ่ ปรับครม.-ยุบสภา

05 ก.ย. 2564

ปัญหาจากคะแนนเสียงทำให้ “ประยุทธ์” พล.อ.ประวิตรและ ร.อ.ธรรมนัส ไม่พอใจอย่างมาก ที่มาถูกตลบหลัง ด้วยเหตุนี้การปรับครม.ที่จะมีขึ้น คาดว่าจะปรับใหญ่ ด้วยการล้างไพ่ใหม่ ยกเลิกโควต้าเดิมที่มีอยู่

นับว่าเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจอีกครั้งหนึ่งของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เต็มไปด้วยสีสัน สาระและความระทึกใจของเกมการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเอง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ความจริงคอการเมืองคงทราบกันดีว่า การยื่นญัตติไม่ไว้วางใจครั้งนี้มันเป็น”เกม” ที่มีเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเป็นเดิมพัน เนื่องจากฝ่ายค้าน เขี่ยชื่อ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกฯหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯในฐานะเลขาธิการพรรคออก

การไปอภิปรายหัวหน้าและเลขาธิการพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลย่อมส่งสัญญาณว่าน่าจะมี “ดีล” อะไรบางอย่าง

จนกระทั่งข่าวลึกได้หลุดออกมาหลังอภิปรายไป2วันว่า ดีลสำคัญที่ว่าคือ พลังประชารัฐ จับมือกับ เพื่อไทย เพื่อล้มพล.อ.ประยุทธ์ แล้วชู พล.อ.ประวิตร เป็นนายกรัฐมนตรี

ลำพังเสียงเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านมีแค่212 ต้องใช้ 242 จึงจะล้ม พล.อ.ประยุทธ์ ได้ ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เสียงพรรคเล็ก และเสียงของพลังประชารัฐ จำนวนหนึ่ง เพื่อให้เกินกว่ากึ่งหนึ่ง

ข่าวการใช้เงินซื้อเสียงเพื่อแลกโหวตจึงหนาหูขึ้น มีการปั่นราคาเกทับกันไปมา ด้วยราคาล้มประยุทธ์ 5 ล้าน แต่ถูกฝ่ายหนุนเกทับมา 10 ล้าน จนกระทั่งวันสุดท้าย ฝ่ายล้มเงินไม่มา ราคาของฝ่ายหนุนจึงมาอยู่ที่หัวละ5 ล้าน

ว่ากันว่าครั้งนี้ต้องใช้เงินเพื่อซื้อ ส.ส.150 คนก็ประมาณ พันกว่าล้านบาท คะแนนจึงออกมาอย่างที่เห็น

อย่างไรก็ตาม แม้นพล.อ.ประยุทธ์ จะชนะเสียงโหวต แต่อย่าลืมว่าพล.อ.ประยุทธ์ ได้รับคะแนนไม่ไว้วางใจมากกว่าคนอื่น ขณะที่คะแนนไว้วางใจกลับได้ลำดับที่5 จากรัฐมนตรี6 คน สะท้อนว่าพล.อ.ประยุทธ์ ชนะคะแนนแต่แพ้เกมในสภา

แพ้เกมอย่างไร อย่าลืมว่า ในการหารือกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร และ ร.อ.ธรรมนัส ที่บ้านป่ารอยต่อฯ ในวันที่ 3 กันยายน มีการต่อรองและรับปากในการปรับคณะรัฐมนตรีหลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เป้าหมายที่ พล.อ.ประวิตร ต้องการคือกลับมาคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และเป้าหมายของ ร.อ.ธรรมนัสคือ กระทรวงมหาดไทย โดยได้แจ้งให้พล.อ.ประยุทธ์ ทราบว่าเพื่อเตรียมรองรับการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องโอเคเพื่อแลกกับการอยู่ต่อ

แหล่งข่าวระดับสูงวิเคราะห์ว่า ผลคะแนนจะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลอยู่กันลำบาก โดยเฉพาะคะแนนของประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย มากกว่าของพล.อ.ประยุทธ์ ทั้งๆที่พลังประชารัฐ เต็มใจเทคะแนนให้พรรคร่วม แต่ปรากฎว่า พรรคร่วมแอบไปซื้อส.ส.พรรคเล็ก ให้โหวตหนุนตัวเอง แต่ไม่ให้โหวตหนุนพล.อ.ประยุทธ์

ก่อนหน้านี้ตามแผนของการล้มพล.อ.ประยุทธ์ คือการรวบรวมพรรคเล็ก พอรวมได้เกือบ30 เสียง แต่ร.อ.ธรรมนัส ไม่เดินต่อ ทำให้คนที่รวบรวมพรรคเล็ก นำเสียงไปเร่ขายให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยแทน

การไปเพิ่มคะแนนให้รัฐมนตรีพรรคร่วม ขณะที่คะแนนของพล.อ.ประยุทธ์ ลดลงมันเป็นการฉีกหน้าทั้งนายกฯและพรรคพลังประชารัฐ อย่างจัง

ปัญหาจากคะแนนเสียงทำให้พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร และร.อ.ธรรมนัส ไม่พอใจอย่างมากที่มาถูกตลบหลัง ด้วยเหตุนี้การปรับครม.ที่จะมีขึ้น คาดว่าจะปรับใหญ่ ด้วยการล้างไพ่ใหม่ ยกเลิกโควต้าเดิมที่มีอยู่

เป็นการปรับครม.ครั้งสุดท้ายเพื่อแตกหัก เป็นการแตกหักทั้งในพรรคพลังประชารัฐเอง และแตกหักในพรรคร่วมรัฐบาล โดยภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ จะถูกยึดกระทรวงเกรดเอกลับมา

แหล่งข่าวมองว่า หลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นภาพทุกอย่างจะชัดเจนขึ้น หากปรับครม.แบบแตกหักเช่นนี้ จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลอยู่กันลำบาก แต่ฝ่ายพล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ มองข้ามช็อตไปว่า ยังมีไพ่ยุบสภาอยู่ในมือ

รอจนกว่าการเปิดสภาสมัยสามัญเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะยุบสภาทันที

มองก้าวย่าง “ลุงตู่” ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482050

มองก้าวย่าง “ลุงตู่” ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ 

05 ก.ย. 2564

ผลลงมติไม่ไว้วางใจเปิดทางให้ “ลุงตู่ได้ไปต่อ” มวลชนภายนอกแปรสภาพเป็นกลุ่มป่วนเมืองไร้อุดมการณ์ประชาธิปไตยทำให้ขาดแนวร่วม ขณะที่ประเทศคลายล็อค จึงเป็นก้าวต่อไปของ “ลุงตู่” ในการสร้างความฝันใหม่กับโครงการ “NEWHOPEฯ” ที่ต้องจับตามอง เจาะประเด็นร้อน โดย อสนีบาต

ศึกในศึกนอกได้รับการปลดล็อกไปตามลำดับ ก้าวต่อไปของ“ลุงตู่” น่าสนใจยิ่งโดยเฉพาะ โครงการ “NEWHOPEฯ”

มองก้าวย่าง "ลุงตู่" ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ มองก้าวย่าง “ลุงตู่” ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ 

พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม

มติญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 4 กันยายน สะท้อนออกมาแล้ว ใครพอใจ-ไม่พอใจ ใครอยากเชียร์ “ลุงตู่อยู่ต่อ” หรือยังอยาก “ไล่ลุงตู่” ต่อไป ก็ไปไล่เบี้ยกัน  เพราะงานนี้ไม่ว่า งูเห่า งูจงอาจ งูเขียว งูดิน โผล่กันทั่วถ้วน

เกมการป่วน “3 ป” จากคนวงในระดับพ่อบ้านพรรคพลังประชารัฐที่ชื่อ “รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รมช.เกษตรและสหกรณ์ก็จบแบบดื้อๆ  กลุ่มประท้วงรายวันที่ก่อการไล่รัฐบาลก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ขั้วการเมืองฝั่งตรงข้ามที่ลุยไล่ทางโลกออนไลน์ก็ต้องปั่นกระแสกันต่อ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ยังคงปฏิบัติหน้าที่ผู้นำฝ่ายบริหารต่อไปหลังคะแนนเสียงจากฝ่ายนิติบัญญัติในศึกซักฟอกบังเกิดแล้ว และสังคมบางส่วนคงเห็นลีลาใหม่ของ “ลุงตู่” ที่ปรับตัวแบบสุขุมคัมภีรภาพ ไม่โฉ่งฉ่าง อิงข้อมูลในการชี้แจงและตอบคำถาม รับฟังทุกฝ่าย รวมทั้งท่วงท่าความเป็นนักการเมืองไปอีกขั้นที่ตอกกลับฝ่ายตรงข้ามแบบเจ็บด้วยบางถ้อยคำ

ตรงนี้คือสิ่งที่เปลี่ยนไปในเชิงรุกของ “ลุงตู่” ที่หลายคนมองข้ามไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส่วนรมต.ขั้วพปชร.สองชีวิตคือ “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์”  รมว.ดีอีเอสและ “สุชาติ ชมกลิ่น” รมว.แรงงานที่จองบ๊วยในแต้มไว้วางใจคราวนี้น่าจะรั้งเก้าอี้เดิมไว้ได้  โดยเฉพาะ “รมต.โอ๋ สิงห์บุรี” ที่ตอบคำถามฝ่ายค้านในกรณีการปราบเฟคนิวส์หมิ่นสถาบันที่กำลังป่วนเมืองคราวนี้ได้เข้าเป้า

แม้เกมตอนนี้ยังไม่ปิดฉาก แต่แปลความได้แล้วว่า แรงต่อรองในพปชร.และในรัฐสภานั้น “3 ป” ยังกุมสภาพไว้ได้และ

มองก้าวย่าง "ลุงตู่" ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ มองก้าวย่าง “ลุงตู่” ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์

แน่นอนว่าการเช็คบิล”ผู้ก่อการใหญ่”ที่อ้างเจตนาดีต่อพรรคและรัฐบาลในการโค่น “3 ป” คราวนี้ย่อมโดนแน่ เพียงแค่รอวันเวลาที่จะลงดาบเท่านั้น เพราะการริบอำนาจในรัฐนาวา การบริหารพรรคและการแจกกล้วยนั้น “ผู้ก่อการใหญ่” ทำใจรอไว้เลยว่า “เรามาไกลเท่านี้ก็ดีเหลือเกิน… อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด… และสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”


พรรคร่วมรัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของ “3 ป” ยังทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน โดยสถานีต่อไป คือ การเตรียมการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.,นายกเมืองพัทยาและนายกอบต.ทั่วประเทศ

นัยยะนี้คือการจัดขั้วกำลังขั้นต้นลงสู่ชุมชนเพื่อเป็นฐานการเมืองในวันต่อไป และวัดกระแสนิยมไปด้วยหลังทำงานมาแล้วกว่าสองปีเพื่อวางแผนเลือกตั้งคราวหน้าไปพร้อมๆกัน

เมื่อครม.พลเอกประยุทธ์ ได้รับไฟเขียวจากสภาผู้แทนฯ ดังนั้นภารกิจหลักยามนี้คือแก้วิกฤตโควิด-19ให้บรรเทาเพราะหลากปัญหาสุมรวมกันอยู่ และหัวหน้ารัฐบาลยังต้องวางแผนพัฒนาและฟื้นฟูประเทศไปในคราวเดียว

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่วางไว้กับบริบทโลกที่แปรเปลี่ยนเมื่อไวรัสมรณะเข้ามาคร่าชีวิตพลเมืองโลกและทำลายระบบต่างๆของโลกในรอบหนึ่งปีเศษนั้น พบว่า หลายประเทศปรับแผนรายวันกันทั่วหน้า

ต้องยอมรับว่าบางจุดอ่อนของการรับมือไวรัสมรณะตัวนี้ของพลเอกประยุทธ์นั้นมีอยู่ แต่เมื่อพบต้องแก้ไขและวางแนวทางเอาไว้ให้ดี

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้พล.อ.ประยุทธ์เบาใจว่า อย่างน้อยองค์กรระดับโลกสองแห่งคือธนาคารโลก (เวิล์ดแบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยังให้คะแนนการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจของไทยในช่วงการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ได้ดี โดยพล.อ.ประยุทธ์นำบทวิเคราะห์ของสององค์กรนี้ไปตอบคำถามจากฝ่ายค้านในสภาผู้แทนฯครั้งล่าสุด

มองก้าวย่าง "ลุงตู่" ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ มองก้าวย่าง “ลุงตู่” ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ 

“ด้านเสถียรภาพทางการคลัง ธนาคารโลกประเมินว่าแม้ระดับหนี้สาธารณะของไทยเพิ่มสูงขึ้น แต่อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยการกู้เงินเพื่อบรรเทาผลกระทบและกระตุ้นให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโควิด-19 จะทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นชั่วคราว โดยจะไม่ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะปานกลาง”


“ยิ่งไปกว่านั้น หนี้สาธารณะ ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่เป็นเงินตราภายในประเทศ และสภาพคล่องภายในประเทศมีอยู่อย่างเพียงพอที่จะให้รัฐบาลกู้ และหนี้ที่ก่อขึ้นใหม่ก็มีอายุการไถ่ถอนที่ค่อนข้างนาน ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยบรรเทาความเสี่ยงต่อฐานะการคลังของประเทศไทย”

นอกจากนี้ รายงาน Fiscal Monitor ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ  ที่มีการเก็บสถิติตัวเลขทางการคลัง แบ่งตามลักษณะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ เช่น กลุ่มประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ (Advance Economy) กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economy) และกลุ่มประเทศเศรษฐกิจรายได้ต่ำ (Low Income Economy) ซึ่งประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

แผนที่โลกสีต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงขนาดของมาตรการด้านการคลังของประเทศต่าง ๆ ที่ออกมารับมือกับผลกระทบของโควิด-19 เทียบกับ GDP โดยสีเขียวแก่ มีการใช้มาตรการการคลังในการช่วยเหลือประชาชนมากกว่า 10% ของ GDP / สีเขียว 7.5%-10% ของ GDP / สีเขียวอ่อน 5%-7.5% ของ GDP / สีเหลือง 2.5%-5% ของ GDP และสีแดง ต่ำกว่า 2.5% ของ GDP


หากเทียบกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economy) จะพบว่าไทยใช้นโยบายการคลังในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ขนาดใหญ่ประมาณ 11.4% ของ GDP สูงเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศชิลี และสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่ใช้นโยบายการคลัง 5.2% ของ GDP และอินโดนีเซีย 4.5% ของ GDP และพบว่าประเทศไทยใช้มาตรการทางการคลังเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 อยู่ในระดับเดียวกันกับกลุ่มประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ (Advance Economy) เช่น อเมริกา แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เป็นต้น

ประเทศที่ใช้นโยบายการคลังใกล้เคียงกับไทย เช่น เยอรมนี 13.6%, อิตาลี 10.9%, เนเธอแลนด์ 10.3%, ฝรั่งเศส 9.6% ของ GDP เป็นต้น”

มองก้าวย่าง "ลุงตู่" ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ มองก้าวย่าง “ลุงตู่” ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ 

แหล่งข่าวระดับสูงในทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อจบเกมในรัฐสภาแล้ว  อะไรดี-ไม่ดีต้องจัดการ     เวลาที่เหลือของรัฐบาลนายกฯคงทำงานต่อและมีแผนนำประเทศฝ่าปัญหาที่มาจาก โควิด-19 โดยรับฟังทุกภาคส่วน เตรียมคนที่พร้อมมาช่วยงานเพราะนายกฯมองภาพรวมของโลกในวันข้างหน้าออกแล้วและจะวางไทยไว้ตรงจุดใดของโลก

โครงการต่างๆที่วางไว้เพื่อสร้างและยกระดับประเทศต้องไปพร้อมๆกัน   และยิ่งรายงานสองฉบับจากเวิล์ดแบงก์และไอเอ็มเอฟมาการันตีการทำงานของรัฐบาลนั้น นายกฯพอใจที่องค์กรระดับโลกเชื่อมั่นแนวทางที่ทำไว้

มองก้าวย่าง "ลุงตู่" ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ มองก้าวย่าง “ลุงตู่” ผ่านศึกในศึกนอก ภารกิจต่อไปลุย NEWHOPEฯ 

นายกฯจึงมีความฝันใหม่ประเทศไทย (NEW HOPE FOR THAILAND )ที่ต้องเตรียมประเทศให้พร้อมรับมือโลกที่เปลี่ยนแปลงแทบทุกอย่างหลังโควิด-19บรรเทา จะบอกว่าจัดการปัญหาได้จบแม้มีวัคซีนนั้น คงยืนยันยาก  เพราะทุกวันนี้หลายชาติที่พร้อมกว่าเรายังต้องปรับแผนรายวันเลย  เราก็ติดตามและปรับแผนให้เข้ากับสถานการณ์ แต่เชื่อว่านายกฯจะประคองและบรรเทาสถานการณ์ให้ทุกอย่างคลี่คลายโดยร่วมมือกับทุกฝ่ายแบบนี้จะดีกว่า โดยเฉพาะ “โครงการ NEW HOPEฯ” นายกฯกำลังเร่งให้เกิดขึ้นโดยเร็วและจะบอกสังคมให้ทราบและร่วมมือกันในเร็วนี้”


ติดตามดูว่าโปรเจกต์ “NEW HOPEฯ” ของลุงตู่จะมีหน้าตาอย่างไร…

ศาลนัดพร้อม “เพนกวิน” กับพวกคดี “ปักหมุด”สนามหลวง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482405

ศาลนัดพร้อม “เพนกวิน” กับพวกคดี “ปักหมุด”สนามหลวง

07 ก.ย. 2564

ศาลนัดพร้อมตรวจพยานหลักฐาน “เพนกวิน” กับพวกคดี “ปักหมุด”สนามหลวง ลุ้นไต่สวนถอนประกัน 4 เเกนนำ กรณีชุมนุมปักหมุดที่สนามหลวง

มื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 กันยายน 64 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดพร้อมตรวจพยานหลักฐานคดีหมายเขดำที่ 287/2564 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ “เพนกวิน” กับพวกเป็นแกนนำและแนวร่วมกลุ่มราษฎร รวม 22 คน ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ มาตรา 116 รวมทั้งความผิดอื่น ๆ กรณีชุมนุมปักหมุดที่สนามหลวงวันที่ 19 -20 ก.ย.63  

ในวันนี้ศาลยังได้นัดไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนประกันตัวนายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน, น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ “รุ้ง”  โฆษกกลุ่มราษฎร, นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ และนายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่ จากกรณีการชุมนุม “19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร” ที่นำโดย แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม บริเวณท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 19-20 ก.ย. 2563  

โดนวันนี้นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเดินทางมาศาล  ขณะเดียวกันมีมารดาของนายพริษฐ์, มารดาของน.ส.ปนัสยา และมารดาของนายไชยอมร เดินทางมายังศาลอาญา เพื่อรับฟังการพิจารณาและไต่สวนคดีด้วย แต่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแต่อย่างใด

ขณะที่ นายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม หรือ “หมอลำแบงค์” ผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎร ได้เดินทางมาศาลโดยมีเหตุกระทบกระทั่งไม่พอใจเจ้าหน้าที่ศาลอาญา ก่อนออกอาการโวยวายบริเวณบันไดทางขึ้นศาล จนเจ้าหน้าต้องเข้าเจรจาให้สงบสติอารมฌ์

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

โดยนายกฤษฎางค์ ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้สัมภาษณ์ก่อนขึ้นห้องพิจารณาคดีว่า วันนี้ศาลนัดพิจารณาคดีนายพริษฐ์ และเพื่อนอีก 22 คน คดีปักหมุดคณะราษฎร์ โดยนัดแนวทางการสอบพยาน และกำหนดระยะเวลาสืบพยานกี่ปาก และเมื่อไหร่บ้าง  นอกจากนี้ ยังมีคดีที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอถอนประกัน นายอานนท์ ,นายภาณุพงษ์ ,น.ส.ปนัสยา และนายไชยอมร ซึ่งวันนี้เราคงขอฟังเหตุผลจากอัยการโจทย์ ว่าจะมาถอนประกันเด็กๆ ในเรื่องอะไร ก่อนหน้านี้ศาลมีคำสั่งถอนประกันไปแล้ว 2 คน คือนายพริษฐ์ และนายภาณุพงศ์ ทนายเตรียมจะสอบถามว่าคำสั่งที่ถอนประกันไปโดยไม่ฟังเหตุผลของจำเลย เป็นเพราะอะไร เราคงจะขอให้ศาลรื้อฟื้นขึ้นมาพิจาณาใหม่ อยากฟังเหตุผลของศาลที่ชัดเจน เพราะเราเห็นว่าลูกความเราไม่ได้ทำผิดอะไร เมื่อให้ประกันไปแล้ว การถอนประกันควรฟังสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะถ้าจำได้ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ศาลถอนประกันไปโดยให้เหตุผลว่าคำร้องของอัยการโจทก์นั้นฟังได้ชัดแล้ว ซึ่งผิดหลักการพิจารณาคดีอาญาที่ต้องฟังทั้ง 2 ฝ่าย เพราะการถอนประกันก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ถือว่าเป็นการพิจารณาคดี วันนี้คงมีหลายเรื่อง รวมทั้งมีเรื่องของคดีที่นัดพร้อมด้วย

นายกฤษฎางค์ กล่าวว่า ตนให้ความเห็นในฐานะทนายของจำเลยว่า การกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ในการทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เช่น ถ้ากลัวหลบหนีก็กำหนดเขตเดินทาง หรือห้ามเข้าสถานที่ที่ไม่เหมาะสม แต่ในกฎหมายเขียนว่า ต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระอันไม่จำเป็นให้กับผู้ต้องหาหรือจำเลย เพราะเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ อย่างกรณีเงื่อนไขที่เรารับ เพราะถือว่าเงื่อนไขพวกพวกนี้ถ้ามันผิดต่อกฎหมาย เราก็อาจจะต้องไปร้องศาลรัฐธรรมนูญหรืออะไรกันต่อไป เช่น ตอนนี้มีการออกเงื่อนไขกำหนดกับผู้ชุมนุมหลายคน เช่น มีการติดอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ หรือกำไรอีเอ็ม และกำหนดห้ามออกจากบ้านตั้งแต่ 15.00 น.-04.00 น. ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาไม่ทำกัน เพราะผู้คนต้องทำมาหากิน ต้องเรียนหนังสือ หากศาลจะสั่งก็สั่งไปเลยว่าไม่ให้ออกไปไหน แต่ห้ามออกจากบ้านตั้งแต่ 15.00 น.-04.00 น.นั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เรากำลังศึกษาอยู่ว่าจะทำอย่างไร เพราะต้องเข้าใจว่าการไม่ให้ประกันเป็นความจำเป็นทางการทำมาหากิน การเรียนหนังสือของคน บางครั้งเขาต้องกลืนเลือดที่จะยอมรับเงื่อนไขที่ไม่ถูกต้อง เพราะคนมีอำนาจบอกว่าถ้าคุณไม่รับก็ไม่เป็นไร ก็ไม่ต้องให้ประกัน แต่ความจริงแล้วคงต้องปฏิรูปหรือแก้ไขเรื่องคำสั่งประกันพวกนี้อีกมาก

เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือไม่ เพราะสถานการณ์ทางการเมืองช่วงนี้ ดูเข้มข้นขึ้น 

นายกฤษฎางค์ กล่าวว่า ในฐานะประชาชน ตนก็เข้าใจ และเห็นด้วย แต่ในฐานะทนายความ หากถามความเห็นตนก็เห็นว่า เมื่อรับเป็นทนายของเขาแล้ว ก็คงต้องฟังเหตุผลของเขา เมื่อลูกความยังยืนยันว่าสิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ เราก็ต้องการพิสูจน์ อาจจะยากลำบากนิดหน่อย ถ้าผิดก็ติดคุก ถ้าชนะคดีก็เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆ ทั้งสื่อมวลชนที่จะมาใช้สิทธิ์ในการเคลื่อนไหวในระหว่างที่รัฐบาลใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

“ดังนั้นถ้าถามว่ากังวลใจหรือไม่ ในฐานะเป็นทนายก็กังวลใจทุกวัน กลัวศาลจะถอนประกัน เพราะลูกความอยู่ในคุกอันตราย และคุยกันไม่ได้ อย่างผมกับนายพริษฐ์ ก็ไม่ได้ปรึกษาคดีกันเลย เอกสารที่โจทก์อ้างมาประมาณ 20-30 ลังนั้น ผมจะนำให้นายพริษฐ์ดูได้อย่างไร แม้แต่วันนี้ที่ขึ้นศาล เขาบอกว่าจะวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ซึ่งโดยระบบมันไม่เวิร์ค ดังนั้นกังวลใจเรื่องการต่อสู้คดีมากกว่า ขอศาลว่าจริง ๆ แล้วให้เด็กๆ ได้ออกมาต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ดีกว่า ถ้าเราจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความผิดตามมาตรา 112 จริงหรือไม่ หรือเป็นกรณีที่รัฐเอามาตรา 112 มากลั่นแกล้งเด็ก ๆ”

ด้านนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กล่าวว่า วันนี้มี 2 ประเด็นสำคัญ ประเด็นแรกเป็นการนัดพร้อมเพื่อสืบพยานหลังจากเลื่อนมาหลายครั้ง ซึ่งวันนี้ไม่แน่ใจว่าจะเลื่อนต่อไปหรือไม่ เพราะหลายคนติดโควิดอยู่ที่เรือนจำ อย่างไรก็ตาม ขอเรียนศาลด้วยความเคารพว่า พวกเขาอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการติดโควิด และเป็นอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตปกติ เนื่องจากเขายังต่อสู้คดีอยู่ จึงอยากให้ศาลพิจารณาให้ประกันตัวเพื่ออกมาต่อสู้คดี พิสูจน์ความบริสุทธิ์ ส่วนประเด็นที่สองเป็นเรื่องที่เรากังวลใจมาก กรณีไต่สวนคำร้องขอให้มีการถอนการประกันตัวนายอานนท์ นายภาณุพงษ์ น.ส.ปนัสยา และนายไชยอมร ซึ่งหากมีการถอนประกันในวันนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่าเสรีภาพของเราสูญสิ้นเกือบหมด สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานเสียหาย จึงอยากให้มีการไต่สวนรายละเอียดเรื่องสิทธิพลเมือง ในระบอบประชาธิปไตย การชุมนุม การแสดงออกความคิดเห็นต่างๆ เป็นสิทธิที่สำคัญที่สุด สำคัญยิ่งกว่าโควิดในขณะนี้ ส่วนการใช้โควิดก็เป็นเรื่องข้ออ้างอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เสรีภาพ เพราะจะเป็นเครื่องมือเดียวที่พาเราพ้นวิกฤติประเทศชาติ ไม่อย่างนั้นจะเจอวิกฤติที่หนักขึ้นไปอีก นั่นคือวิกฤติทางการเมือง และขณะนี้กำลังเป็นวิกฤติทางศีลธรรมด้วย ถ้ามีการถอนประกัน อย่างกรณีนายไชยอมร ไปร้องเพลง 2 เพลงยังโดนถอนประกัน นั่นหมายความว่าอย่าว่าแต่สิทธิในการชุมนุม สิทธิการดำรงชีวิตเป็นปกติสุขในฐานะเป็นมนุษย์คนหนึ่งก็ถูกคุกคามด้วย

“วันนี้อยากให้ไต่สวนกันให้เต็มที่ ให้คำนึงถึงการทำหน้าที่ปกป้องเสรีภาพของปวงชนชาวไทยมากกว่าการสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาลเผด็จการในขณะนี้ อยากให้กระบวนการยุติธรรมได้เข้าใจ พวกผมไม่ใช่อาชญากร ไม่ได้ทำให้เกิดเหตุการณ์อะไรที่กระทบต่อบ้านเมืองในทางเสียหาย พวกผมต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมให้ก้าวหน้า ต่อสู้เพื่อให้แก้ไขปัญหาทั้งเรื่องของรัฐบาล ต่อสู้เรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นความปรารถนาดีทั้งสิ้น ดังนั้นวันนี้จึงเป็นวันที่สำคัญวันหนึ่ง จะวิงวอนองค์กรตุลาการให้พิจารณาประเด็นนี้”

ขณะที่นายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือครูใหญ่ขอนแก่น กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่เรามีข้อกังวลคือ แต่ละคนที่มาไต่สวน หรือนัดพร้อม เราได้รับอนุญาตให้นำญาติเข้าได้ 1 คนเท่านั้น ถือว่าเป็นการขัดต่อสิทธิที่เราจะได้รับการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย ไม่ต่างอะไรกับการพิจารณาโดยลับ ทั้งที่เรื่องเหล่านี้ควรเป็นเรื่องที่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าการมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องสังคมใหม่ เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย สุดท้ายเราก็ยินยอมที่จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ศาลควรจะให้ความยุติธรรมในการที่เราจะได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย สาธารณชนต้องสามารถเข้ารับฟังการพิจาณาคดีได้ในทุกขั้นตอน นี่เป็นสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ เราเป็นห่วง และกังวลในเรื่องนี้ อาจจะต้องแถลงต่อศาลต่อไปว่ากรณีเราถือว่าถูกละเมิดสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย


สำหรับรายชื่อจำเลย “กลุ่มราษฎร” คดีชุมนุม “19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร” หรือคดีชุมนุมปักหมุดคณะราษฎร 2563 ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ – สนามหลวง เมื่อวันที่ 19-20 ก.ย. 2563 (คดีหมายเลขดำ อ287/2564) เรียงลำดับ 

1.นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน
2.นายอานนท์ นำภา
3.นายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม หรือหมอลำแบงค์
4.นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข
5.น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง 
6.นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ 
7.นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน 
8.นายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือครูใหญ่ 
9.นายณวรรษ เลี้ยงวัฒนา หรือแอม 
10.นายชินวัตร จันทร์กระจ่าง หรือไบรท์ 
11.นายธนชัย เอื้อฤาชา หรือหอย 
12.นายชูเกียรติ แสงวงค์ หรือจัสติน 
13.น.ส.สุวรรณา ตาลเหล็ก 
14.นายธานี สะสม 
15.นายณัฐชนน ไพโรจน์ 
16.นายภัทรพงศ์ น้อยผาง 
17.นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่ เดอะบอททอมบลูส์ 
18.นายอดิศักดิ์ สมบัติคำ 
19.นายสิทธิ์ทัศน์ จินดารัตน์ 
20.นายณัทพัช อัคฮาด 
21.นายธนพ อัมพะวัต 
22.นายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือฟอร์ด เส้นทางสีแดง

ฮือฮา พรรคกล้าเปิดตัว ผู้อยู่เบื้องหลัง “แอปเป๋าตัง” และ K-Plus #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482386

ฮือฮา พรรคกล้า เปิดตัว ผู้อยู่เบื้องหลัง”แอปเป๋าตัง”และ K-Plus

07 ก.ย. 2564

พรรคกล้า ประกาศ ขอเป็นพรรคแห่งแพลตฟอร์ม เปิดตัว  “สมคิด จิรานันตรัตน์” ผู้สร้างแอปเป๋าตัง และ K-Plus ร่วมทีมร่างนโยบาย มั่นใจเทคโนโลยีพลิกเศรษฐกิจไทยให้มีที่ยืนในเวทีโลก  

สร้างความ”ฮือฮา”ไม่น้อย เมื่อ”พรรคกล้า” ภายใต้การนำของ นายกรณ์  จาติกวณิช  ได้รวบรวมบุคคลชั้นนำที่มีแนวความคิดพัฒนาประเทศด้วยรูปแบบใหม่ก้าวทันเทคโนโลยี  โดยล่าสุด ได้เปิดตัว  ” สมคิด จิรานันตรัตน์” ผู้สร้าง“แอปเป๋าตัง” และ “K-Plus” ร่วมทีมร่างนโยบาย มั่นใจเทคโนโลยีพลิกเศรษฐกิจไทยให้มีที่ยืนในเวทีโลก   

ฮือฮา พรรคกล้า เปิดตัว ผู้อยู่เบื้องหลัง"แอปเป๋าตัง"และ K-Plusฮือฮา พรรคกล้า เปิดตัว ผู้อยู่เบื้องหลัง”แอปเป๋าตัง”และ K-Plus

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ของวันนี้ คือความเข้าใจเรื่อง เทคโนโลยี ทั้งในมุมลึกและกว้าง จนสามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนา แก้ปัญหาประเทศ และช่วยเหลือประชาชนได้จริง พรรคกล้า มองว่า เทคโนโลยีคือกุญแจสำคัญสู่การปลดล็อกปมปัญหาของประเทศ

โดยขอยก 3 ประเด็นหลักคือ 1. เทคโนโลยีที่จะมาสร้างระบบราชการให้ทุจริตยากขึ้น โปร่งใสตรวจสอบได้ 2. ทำให้เรามีระบบการเงินที่เข้าถึงได้ด้วยดอกเบี้ยที่เป็นธรรม 3. เทคโนโลยีที่จะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต และขายตรงถึงผู้บริโภคได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ด้วยความมุ่งมั่นที่ตนตั้งใจสร้างพรรคการเมืองแห่งแพลตฟอร์ม นำเทคโนโลยีเข้ามาแก้ไขปัญหาหลักของประชาชน จึงได้เชิญ นายสมคิด จิรานันตรัตน์ ผู้ก่อตั้ง settrade.com ทำระบบหลักทรัพย์ในโลกออนไลน์ ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ของคนไทย

ฮือฮา พรรคกล้า เปิดตัว ผู้อยู่เบื้องหลัง"แอปเป๋าตัง"และ K-Plusฮือฮา พรรคกล้า เปิดตัว ผู้อยู่เบื้องหลัง”แอปเป๋าตัง”และ K-Plusกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า

ไม่ว่าจะเป็นพร้อมเพย์ สู่แอป “เป๋าตัง” และ K-Plus ผู้พลิกโฉมครั้งใหญ่ให้ธนาคารกสิกร นายสมคิด จะเข้ามาเป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีรองรับโลกดิจิทัล ช่วยร่างนโยบายให้เป็นกระบวนการทำงานสำคัญที่ตอบโจทย์ทันโลก ทันสมัย และที่สำคัญคือ ทำได้จริง 

นายสมคิด ถือเป็นคีย์แมนสำคัญที่จะมาทำเรื่องนี้ให้เป็นจริง เพราะเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาและได้ลองทำจริงจนมั่นใจว่าเทคโนโลยีจะเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาของประเทศไทยได้ ทั้งระบบเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการลงทุน และกับดักระบบราชการที่ตามโลกไม่ทัน เจาะลึกลงไปก็จะพบความวิกฤตระบบการศึกษา ข้อบกพร่องระบบสาธารณสุข ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกมากมาย 

หัวหน้าพรรคกล้า กล่าวด้วยว่า หากเรายังอยู่กันแบบเดิมการเมืองก็เล่นกันไปแบบเดิม ๆ คนไทยจะลำบาก ประเทศไทยจะไม่มีที่ยืน เราจะไม่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจของโลก คุณภาพชีวิตคนไทยจะมีแต่แย่ลง ซึ่งตนมั่นใจว่า ชุดนโยบายของ พรรคกล้า แตกต่างจากทุกนโยบายของพรรคการเมืองที่เคยมีมาก่อน ตนดีใจและภูมิใจที่พรรคกล้ามาถึงวันที่เราได้รวบรวมคนเก่ง คนมีของ ที่มีความตั้งใจ ความรู้ และความกล้ามาช่วยกันสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทย เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทย

ฮือฮา พรรคกล้า เปิดตัว ผู้อยู่เบื้องหลัง"แอปเป๋าตัง"และ K-Plusฮือฮา พรรคกล้า เปิดตัว ผู้อยู่เบื้องหลัง”แอปเป๋าตัง”และ K-Plusสมคิด จิรานันตรัตน์  หรือ เช้า ผู้อยู่เบื้องหลังแอปเป๋าตัง(เสื้อน้ำเงิน) 

ด้านนายสมคิด จิรานันตรัตน์ หรือเชาว์ กล่าวเปิดใจว่า ที่ผ่านมาไม่เคยคิดเล่นการเมือง  และเห็นว่าควรอยู่ห่างการเมืองมากที่สุด แต่ปัจจุบันปัญหาบ้านเมืองมีมากเหลือเกิน และอนาคตที่จะเปลี่ยนไปในโลกใบที่ไม่เหมือนเดิม ทำให้ตนไม่ลังเลที่จะขอมีส่วนช่วยคิด ช่วยทำ ในหลาย ๆ เรื่องที่กำลังคิดและทำอยู่ เมื่อพรรคกล้าให้ความสำคัญกับเรื่องเทคโนโลยีมาก และหัวหน้าพรรคกล้า ได้ชวนให้ออกความเห็นหลายครั้ง จนมีความคิดที่ตรงกันว่า เทคโนโลยีที่ออกแบบมาดี ใช้ให้เหมาะ มีโอกาสอย่างมากที่จะแก้ปัญหาใหญ่ๆของประเทศไทยได้ เตรียมความพร้อมให้รุ่นลูกรุ่นหลาน สร้างโอกาสให้คนตัวเล็ก รวมถึง startups และเกษตรกรด้วย” 

อย่างไรก็ตาม  เขามองว่า การจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จจะต้องเกิดความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงภาคประชาชนด้วย บางครั้งเรื่องที่จะทำได้ กลับทำไม่ได้ เสียโอกาสไปมากมาย เพราะเราขาดการทำความเข้าใจกัน แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยี เมื่อเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศจีน หรือสิงคโปร์ แต่เรามีคนเก่งๆมากพอ และผมได้เคยทำงานร่วมและสัมผัสคนเก่งเหล่านี้มาแล้วมากมาย โดยเฉพาะคนไทยเก่งๆ ที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ ผมจึงมีความเชื่อว่าประเทศเปลี่ยนได้ หากเราร่วมมือกัน พร้อมใจกัน 

“และวันนี้พรรคกล้าได้เสนอโอกาสให้ผมเสนอความคิดได้อย่างเต็มที่เพื่อให้นโยบายพรรคกล้าตอบโจทย์ของอนาคตประเทศได้ดีที่สุด และสามารถปฏิบัติได้ ซึ่งผมมีความเชื่อว่าสิ่งที่เสนอปฏิบัติได้จริงเพราะเชื่อในความสามารถของคนไทยที่ยังไม่ได้ใช้อย่างเต็มที่ และทุกเรื่องที่เสนอไม่ได้เป็นเรื่องเลื่อนลอย เพราะได้คิดเรื่องเหล่านี้มาเป็นปีแล้ว ได้เห็นภาพที่ปะติดปะต่อได้ชัดเจน ขาดแต่ความเชื่อร่วมกัน ความร่วมมือกันที่จะสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมาเปลี่ยนประเทศ เรื่องนี้จะสำเร็จได้ ภาครัฐต้องมีวิสัยทัศน์ ทุ่มสุดตัว และไม่กลัวในการที่จะส่งเสริมและร่วมมือสนับสนุนเอกชน เราต้องพร้อมร่วมมือ ร่วมใจ และสร้างพลังใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้มีความสดใสและมีความหวังที่จะเชิดหน้า ชูตาในสังคมโลกอนาคตได้ครับ” นายสมคิดกล่าว 

ทั้งนี้พรรคกล้า ยังมีทีมเทค ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ อย่าง ส้ม ภรณี วัฒนโชติ CEO และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Startup ฟินแก๊ส ปัจจุบันเป็น รองโฆษกพรรคกล้า และยศ เลิศภิญโญภาพ นักออกแบบระบบ IT  ที่ได้เปิดประสบการณ์ สร้างความคุ้นเคยกับโลกดิจิทัลให้กับประชาชน โดยการนำคนไทยให้รู้จักกับ NFT ซึ่งถือเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ในรูปแบบใหม่ ประเดิม โครงการแรกไปแล้วคือ  Mission Pawsible ที่มีกระแสตอบรับดี และยังเตรียมความพร้อมสู่โลกคริปโต หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศใช้เงินบาทดิจิทัล ในกลางปีหน้า

“อนุทิน” ยอมรับ ข้อมูล สธ.ถูกแฮก สั่งปลัดฯ จัดการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482382

“อนุทิน” ยอมรับ ข้อมูล สธ.ถูกแฮก สั่งปลัดฯ จัดการ

07 ก.ย. 2564

รมว.สาธารณสุข “อนุทิน ชาญวีรกูล” แจงปมข่าว “แฮ็กข้อมูลสาธารณสุข” ฉกชื่อผู้ป่วย 16 ล้านคน พบเหตุเกิดขึ้นที่ เพชรบูรณ์ กำลังเร่งหาข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว ถ้าหากเป็นการเข้าสู่ระบบเพื่อลักลอบนำข้อมูลผู้ป่วยออกไป จะต้องมีการแจ้งความ ดำเนินคดี เอาตัวผู้ทำผิดมารับโทษ

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกระแสข่าว แฮกข้อมูลสาธารณสุข ว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นที่ จ.เพชรบูรณ์และเคยเกิดที่สระบุรี หลังจากทราบข่าวก็ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขไปดำเนินการ

ซึ่งปลัดฯ ได้สั่งการเรียบร้อยแล้ว เท่าที่ทราบข้อมูลที่ถูกจารกรรมเป็นข้อมูลเบื้องต้นทั่ว ๆ ไปไม่ได้เป็นความลับอะไร 
 

อย่างไรก็ตามถ้าหากเป็นการเข้าสู่ระบบเพื่อลักลอบนำข้อมูลผู้ป่วยออกไปจริงจะต้องมีการแจ้งความ ดำเนินคดี และตามตัวผู้กระทำความผิดมารับบทลงโทษตามกฏหมายโดยเร็วที่สุด  เพราะข้อมูลทุกอย่างเป็นสิทธิผู้ป่วย ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา7 

ซึ่งเป็นข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคล เป็นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยและทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้และยังผิดตามกระบวนกฎหมายอาญา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ด้วย ซึ่งถ้าพบการกระทำความผิดจริง ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายให้กับกระทรวงและตัวผู้ป่วย เราจะต้องเอาผิดกับคนที่คิดชั่วอย่างถึงที่สุด ไม่มีข้อละเว้น

ส่วนเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 จะปรับมาตรการอย่างไร “นายอนุทิน” กล่าวว่า หลังจากนี้จะปรับมาตรการทางปลอดภัยทางไซเบอร์เพิ่มขึ้น

ไม่คิดว่าจะมีคนคิดทำได้ขนาดนี้ แต่ผมเชื่อว่าทางโรงพยาบาลจะมีการจัดข้อมูลชั้นความลับของคนไข้ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำนักงานปลัดกระทรวงต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ไม่ได้ตื่นตระหนกอะไร