พาณิชย์ปทุมฯ อวดโฉมผลงานผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต้นแบบ ฝีมือ 6 นักออกแบบชื่อดัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600473

พาณิชย์ปทุมฯ อวดโฉมผลงานผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต้นแบบ ฝีมือ 6 นักออกแบบชื่อดัง

พาณิชย์ปทุมฯ อวดโฉมผลงานผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต้นแบบ ฝีมือ 6 นักออกแบบชื่อดัง

วันอังคาร ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.41 น.

พาณิชย์ปทุมธานี อวดโฉมผลงานผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต้นแบบเชิงพาณิชย์ฝีมือ 6 นักออกแบบชื่อดังระดับประเทศ

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี จัดแสดงผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต้นแบบเชิงพาณิชย์ ในงาน “Pathum” Creator Roadshow” อวดโฉมผลิตภัณฑ์ต้นแบบ 12 ผลิตภัณฑ์ จากฝีมือ 6 นักออกแบบชื่อเสียงระดับประเทศที่รังสรรค์จากภูมิปัญญาและวัสดุเหลือใช้ หวังยกระดับโอกาสทางการตลาด พลิกสู่การสร้างรายได้พร้อมตั้งเป้าให้จังหวัดปทุมธานีเป็นศูนย์ผลิตสินค้าเชิงพาณิชย์ของอาเซียน

นางรวีพรรณ ข้างเย็นฉ่ำ พาณิชย์จังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานีส่งเสริมขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยดำเนินตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ปัจจุบันสถานการณ์โควิดทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ การตกแต่งมุมทำงานในแต่ละที่จึงสำคัญ เป็น “เทรนด์วิถใหม่” เป็นสินค้าที่ตลาดต้องการและมีแนวโน้มสูง จึงได้ดึงนักออกแบบผลิตภัณฑ์ชั้นนำมาออกแบบผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต้นแบบเชิงพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี พร้อมจัดแสดงอวดโฉมให้ชมในงานแสดง “Pathum Creator Roadshow ” ครั้งนี้ ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบและสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาพื้นถิ่น ให้บุคคลทั่วไปได้รับชมและรับทราบรายละเอียดพร้อมสัมผัสผลงานจริงจำนวน 12 ผลงาน

หลังจากนี้ผู้ประกอบการจะได้รับโอกาสเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านการผลิต การออกแบบ และการตลาดจากดีไซน์เนอร์ ในรูปแบบ Persona Mentor อย่างใกล้ชิด โดยมีการจัดทำคู่มือการผลิตของแต่ละผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย

MHON ING กระเป๋าหนังหมอนอิงสามเหลี่ยม

COLLECTION : Flower structure โคมไฟโครงดอกไม้ & Grid structure โคมไฟโค

Pathum Radiant เก้าอี้จากผ้าใยบัวประดิษฐ์

Floret Lamp : โคมไฟจากต้นโสนหางไก่

BUALUANG FASHION DRESS : ชุดผู้หญิงจากเส้นใยกล้วยบัวหลวง

SABAI MON’FLOOR PILLOW : หมอนรองนั่งถักปักร้อยสไบมอญ

Dusk til Dawn : พวงหรีดจากต้นโสนหางไก่

COLLECTION MYTH : กระจกห่อหุ้มเศษผ้าและหนังเหลือใช้

COLLECTION MYTH : ม้านั่งห่อหุ้มเศษผ้าและหนังเหลือใช้

MODULAR DESIGN COLLECTION : โคมไฟจากพิวเตอร์ และไม้

MODULAR DESIGN COLLECTION : เฟอร์นิเจอร์จากพิวเตอร์ ทองเหลือง และไม้

Pana-ware พลาสติกชีวภาพ จากเปลือกกล้วยหอมทองปทุมธานี

ขณะที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี (นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม) ได้ชื่นชมผลงานและได้เยี่ยมชมงานแสดงโดยกล่าวว่า จังหวัดปทุมธานี ให้ความสำคัญการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานพาณิชย์จังหวัด พัฒนาและสร้างสินค้านวัตกรรมเพื่อสร้างรายได้ สร้างอาชีพอย่างต่อเนื่อง และจาก ผลดำเนินโครงการในครั้งนี้ จะเป็นการส่งเสริมอาชีพสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชน ท้องถิ่น และผู้ประกอบการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจังหวัดปทุมธานีโดยรวม

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (นายสมเด็จ สุขสมบูรณ์) พร้อมผู้บริหารที่รับผิดชอบสินค้านวัตกรรมสินค้าของใช้ของตกแต่งบ้าน เข้าเยี่ยมชมงานแสดง ได้กล่าวว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีภารกิจส่งเสริม เชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดต่างประเทศ ได้เห็นโอกาสและศักยภาพของผลิตภัณฑ์ทั้ง 12 ผลิตภัณฑ์ ที่มีความโดดเด่น ตอบโจทย์เทรนด์ตลาดโลก สามารถต่อยอดเชิงธุรกิจ ตอบโจทย์นโยบายตลาดน้ำการผลิต ที่ผู้ประกอบการไทยต้องผลิตสินค้าตรงตามความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป และผลักดันให้มีการส่งเสริมสินค้านวัตกรรมทุกภูมิภาคของไทยสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

งาน “Pathum Creator Roadshow” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 7 กันยายน 2560 ณ ลานกิจกรรม NineSquare (Center Zone) ศูนย์การค้า เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ จังหวัดปทุมธานี ภายใต้มาตรการป้องกันโรคโดยเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 10.30 – 12.00 น. ฟรีไม่มีค่าใช้จ่า

‘ตรีนุช’ เผย ครม.เห็นชอบปรับขึ้นเงินเดือนครูอาชีวะเอกชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600464

'ตรีนุช'เผย ครม.เห็นชอบปรับขึ้นเงินเดือนครูอาชีวะเอกชน

‘ตรีนุช’เผย ครม.เห็นชอบปรับขึ้นเงินเดือนครูอาชีวะเอกชน

วันอังคาร ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.14 น.

เมื่อวัน 7 กันยายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบตามที่ ศธ.เสนอให้ปรับอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลในส่วนของเงินสมทบเป็นเงินเดือนครูสำหรับนักเรียนโรงเรียนเอกชน ประเภทอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เพิ่มขึ้น 450 บาทต่อคนต่อปี จากอัตรา 8,583.50 บาทต่อคนต่อเดือน เป็น 9,032.50 บาท ให้เท่ากับการอุดหนุนนักเรียนโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อประกันรายได้ครูให้ได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่ทางราชการกำหนด คือ 15,050 บาทต่อเดือน พร้อมกับเห็นชอบให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 โดยใช้งบประมาณปีละ 97,419,600 บาท โดยครอบคลุมสถานศึกษาอาชีวศึกษา 484 แห่ง นักเรียน ปวช.216,488 คน ครู 10,893 คน

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า เนื่องจากที่ผ่านมา มีมติ ครม.เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2560 ให้มีการปรับอัตราเงินอุดหนุนสมทบเป็นเงินเดือนครู สำหรับนักเรียนประเภทสามัญฯ ระดับมัธยมศึกษา เพิ่มขึ้น 450 บาทต่อคนต่อปี แต่ไม่ครอบคลุมสถานศึกษาอาชีวะเอกชน ซึ่งย้ายจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ไปสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ตั้งแต่ พ.ค.2559 ดังนั้น มติ ครม.9 พ.ค.2560 จึงยังไม่คครอบคลุมโรงเรียนอาชีวะศึกษาเอกชน สังกัด สอศ.ทำให้อัตราเงินอุดหนุนของระดับอาชีวศึกษา ต่ำกว่านักเรียนประเภทสามัญระดับ ม.ปลาย 450 บาทต่อคนต่อปี ครม.จึงพิจารณาเห็นความจำเป็นจึงมีมติให้มีการปรับเพื่อความเท่าเทียม และช่วยเหลือสถานศึกษาอาชีวะเอกชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 – 006

‘อดีตพุทธะอิสระ’ ชี้ 2 พส.พฤติกรรมส่อตัวตน ยกคุณสมบัติ 5 ประการเผยแผ่ธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600400

'อดีตพุทธะอิสระ'ชี้ 2 พส.พฤติกรรมส่อตัวตน ยกคุณสมบัติ 5 ประการเผยแผ่ธรรม

‘อดีตพุทธะอิสระ’ชี้ 2 พส.พฤติกรรมส่อตัวตน ยกคุณสมบัติ 5 ประการเผยแผ่ธรรม

วันอังคาร ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.49 น.

วันที่ 7 กันยายน 2564 จากกรณีการไลฟ์เฟซบุ๊กของ “พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ” และ “พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต” พระภิกษุวัดสร้อยทอง กทม. ที่สร้างความฮือฮาต่อเนื่อง 2 คืนที่ผ่านมา มียอดผู้ชมไลฟ์เกิน 2 แสนคน โดยเนื้อหาการไลฟ์พูดคุยมีความบันเทิงเป็นเนื้อหาหลัก สอดแทรกธรรมะ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์นั้น 

ล่าสุด นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)” ด้วยข้อความระบุว่า ถามมา ตอบไป
๗ กันยายน ๒๕๖๔

ถาม ท่านรู้สึกยังไงกับเฟซบุ๊กไลฟ์ ของมหาสองรูปที่แสดงธรรม ออกมาเล่นตลกให้คนดู?

ตอบ พฤติกรรมส่อถึงตัวตนของผู้กระทำ ผู้มีปัญญา มองแล้ว เห็นแล้ว รู้แล้ว ก็พอเข้าใจได้ว่า พระธรรมวินัยนี้คงจะไปหวังอะไรกับคนเก้อยาก

ถาม ดราม่าที่เกิดขึ้นในกรณีเฟซบุ๊กไลฟ์ของมหาทั้งสองนี้ท่านมองอย่างไร?

ตอบ ก็มหาออกมาพูดเองไม่ใช่หรือว่า เขาโนสน โนแคร์ เพราะเขามีมวลชนสนับสนุนเขาเป็นแสน ทำให้เขามีตัวตนดังที่เห็น
เมื่อเขาเห็นจำนวนมวลชนยังสนับสนุนเขาจำนวนมากเสียขนาดนี้ ใยเขาต้องมาสนใจพระธรรมวินัย จารีตประเพณี และกฎเถรสมาคมอีกเล่า นั้นก็คงเป็นเพราะ เขายึดจำนวนมวลชนเป็นหลักนั่นเอง

ถาม แล้วพระธรรมวินัยว่าอย่างไร กับการแสดงธรรม?

ตอบ พระธรรมวินัยบอกไว้ชัดว่า ผู้ที่จะประกาศธรรม เผยแพร่ธรรม จักต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ

๑. แสดงธรรมไปโดยลำดับ
๒. อธิบายชี้แจ้งให้เข้าใจตามหลักเหตุและผล
๓. แสดงธรรมด้วยความเมตตา
๔. แสดงธรรมธรรมโดยมิได้มุ่งหวังอามิส
๕. แสดงธรรมโดยไม่กระทบผู้อื่น

และยังต้องมีจุดมุ่งหมายในการแสดงธรรมเพื่อ

ให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหนาย

ให้ผู้ฟังคลายความกำหนัด ความทะยานอยาก

เพื่อบรรเทาทุกข์แก่ผู้ฟัง

เพื่อความดับภพ ชาติ

บวชเรียนมาจนได้ปริญญา เรียนได้ถึงมหาเปรียญ เรื่องง่ายๆ แค่นี้ยังไม่รู้

ไม่รู้ก็ต้องบอกว่า โนคอมเม้นท์แล้วล่ะ

พุทธะอิสระ

-007

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อนุชา’ให้มหาเถรฯตัดสินปม’พระมหาไพรวัลย์-พระมหาสมปอง’ไลฟ์สด

‘อนุชา’ ให้มหาเถรฯตัดสินปม ‘พระมหาไพรวัลย์-พระมหาสมปอง’ ไลฟ์สด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600380

'อนุชา'ให้มหาเถรฯตัดสินปม'พระมหาไพรวัลย์-พระมหาสมปอง'ไลฟ์สด

‘อนุชา’ให้มหาเถรฯตัดสินปม’พระมหาไพรวัลย์-พระมหาสมปอง’ไลฟ์สด

วันอังคาร ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564, 11.01 น.

“อนุชา”ให้มหาเถรฯตัดสินปม”พระมหาไพรวัลย์-พระมหาสมปอง”ไลฟ์สด วอนทุกฝ่ายช่วยประคับประคองพุทธศาสนา

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อกรณีที่ พระมหาสมปอง และพระมหาไพรวัลย์ พระนักเทศน์ชื่อดังแห่งวัดสร้อยทอง ได้มีการถ่ายทอดสดการสอนธรรมะผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งมีผู้เข้าชมและติดตามจำนวนมาก ว่า เรื่องของพระทั้ง 2 รูปดังกล่าว ตนเห็นว่าเป็นเรื่องทางพุทธศาสนา ขณะที่ตนเป็นฆราวาสเข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ดังนั้น คงไม่เหมาะสมที่จะให้ตนไปให้ความเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร

“ผมเชื่อว่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นนั้นส่วนหนึ่งเป็นของฆราวาส อีกส่วนหนึ่งเป็นกระแสจากพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง  และในกระแสของฆราวาสยังมี 2 แนวทาง ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาของสังคม เพราะสังคมย่อมมีความคิดแบบที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ  ซึ่งผมได้มอบนโยบายให้พศ.ปฏิบัติตามกรอบอำนาจหน้าที่ พยายามอย่าไปวิพากษ์วิจารณ์”

นายอนุชา กล่าวอีกว่า ขณะที่ส่วนหลักคือมหาเถรสมาคม (มส.) ที่ต้องดูแลกิจของสงฆ์ในเรื่องต่างๆ จะเป็นผู้ตัดสินหรือดูแลขอบเขตของการปฏิบัติในเรื่องของการแสดงธรรมเทศนา เราในฐานะคนไทยและชาวพุทธถือว่าศาสนาเป็นหนึ่งในเสาหลักของชาติ ตนคิดว่าความขัดแย้งต่างๆ เป็นเรื่องปกติ ทั้งความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งทางสังคม และความขัดแย้งทางความคิด ล้วนเป็นเรื่องปกติในระบบเสรีประชาธิปไตย แต่เหนืออื่นใดทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายของแต่ละส่วนหรือแต่ละหน่วย ความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไรนั้นต้องอยู่ในกรอบของแต่ละส่วน ทั้งนี้ ตนคิดว่าถ้าสังคมเราช่วยกันประคับประคองศาสนาพุทธที่เป็นเรื่องสำคัญและเป็นเสาหลักของประเทศ อย่าเอาศาสนาพุทธลงมาเกี่ยวข้องกับหลายส่วนซึ่งมันไม่ควรเกิดขึ้น เราในฐานะฆราวาสอยากเห็นประชาชนชาวไทยอุปถัมภ์ค้ำชูศาสนาให้เป็นที่พึ่ง เป็นเสาของประเทศของเรา

เมื่อถามว่า มีบางฝ่ายมองว่าเรื่องนี้เป็นการใช้สื่อโซเชียล ทำให้ประชาชนเข้าถึงธรรมะ นายอนุชา กล่าวว่า การกระทำต่างๆ จะมีอะไรแอบแฝงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการนำศาสนาไปเกี่ยวข้องกับสิ่งใดเป็นการแอบแฝง หรือมีการชักนำความคิดเห็นของประชาชนหรือไม่นั้น ต้องให้ มส.วิเคราะห์หรือตัดสินอีกครั้งต่อสิ่งที่พระสงฆ์ทั้ง 2 รูป ได้กระทำ ทั้งนี้ พวกเราทุกคนคงทราบดี อย่างไรก็ตาม ตนอยากขอร้องว่าศาสนาเป็นเสาหลักของชาติ อยากให้พวกเราช่วยกันประคับประคองศาสนาของเราในยามที่บ้านเมืองต้องการความสงบสุขและสันติ

ต่อข้อถามว่า ตอนนี้มีคนที่มีความคิดเห็นต่างกันเป็น 2 ฝ่าย จะทำอย่างไรให้มีจุดกึ่งกลางได้ นายอนุชา กล่าวว่า ทุกอย่างมีความคิดเห็นออกเป็น 2 ฝ่าย แต่บางครั้งผู้ที่กระทำก็ต้องมีความคิดว่าอะไรที่ทำให้เกิดความคิดแยกเป็น 2 ฝ่าย คนทำจึงต้องคิดได้และคิดออกว่าตัวเองได้ทำให้ความคิดของคนในสังคมแบ่งฝั่งแบ่งฝ่ายหรือไม่ อย่างไร – 006

มรภ.สงขลา ปั้นเยาวชนท้องถิ่น เข้าสู่วงการนักฟุตบอลอาชีพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600217

มรภ.สงขลา ปั้นเยาวชนท้องถิ่น  เข้าสู่วงการนักฟุตบอลอาชีพ

มรภ.สงขลา ปั้นเยาวชนท้องถิ่น เข้าสู่วงการนักฟุตบอลอาชีพ

วันอังคาร ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) นำโดย รศ.ดร.ทัศนา ศิริโชติ อธิการบดี ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านกีฬา โครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านกีฬาฟุตบอล ร่วมกับสโมสรฟุตบอลสงขลาเอฟซี นำโดย นายธิติกร เทพกูลกรรมการผู้จัดการ บริษัท สงขลาเอฟซี จำกัด โดยมี อาจารย์พิเชษฐ์ จันทวี และ นายพงศรัญ อินทุเศรษฐ เป็นพยาน พร้อมด้วย นายประสงค์ บริรักษ์ นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสงขลา และคณะผู้บริหาร มรภ.สงขลา ร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนาม วัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนาและนำทักษะการเรียนการสอนกีฬาฟุตบอลที่เป็นมาตรฐานมาฝึกซ้อมให้กับนักศึกษา โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนและการฝึกซ้อมจากบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงเสริมสร้างทักษะและสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของนักศึกษาในการเป็นนักฟุตบอลในอนาคต ควบคู่กับการศึกษา และสร้างโอกาสในการศึกษาแก่เยาวชนที่มีความสามารถด้านกีฬาฟุตบอล

รศ.ดร.ทัศนา กล่าวว่า มรภ.สงขลา จะเปิดโควตารับนักกีฬาเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี ตามคณะที่ทางมหาวิทยาลัยเปิดการเรียนการสอน และจะดูแลประโยชน์ของนักศึกษาที่เป็นนักกีฬาเป็นหลัก อาทิ การขอเวลาเรียนและการขอเวลาสอบแบบเฉพาะกิจหรือแบบพิเศษ รวมถึงให้ความอนุเคราะห์สโมสรสงขลาเอฟซีเพื่อให้นักกีฬาและนักศึกษาได้ใช้สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆของทางมหาวิทยาลัย อาทิ สนามฝึกซ้อมโรงยิมเนเซียม ห้องประชุม สระว่ายน้ำเป็นต้น ตลอดจนอนุญาตปล่อยตัวนักศึกษาที่เป็นนักกีฬาของสโมสรสงขลาเอฟซีเมื่อมีการแข่งขัน โดยมีข้อตกลงร่วมกันในเรื่องต่างๆ ดังนี้1.โควตานักเรียนความสามารถพิเศษ(ตามข้อตกลงแต่ละภาคเรียนในปีการศึกษา) 2.นักกีฬาสโมสรสงขลาเอฟซี สามารถเข้าศึกษาใน มรภ.สงขลา หากผ่านเกณฑ์ประเมินของทางมหาวิทยาลัย และอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของ มรภ.สงขลา 3.สโมสรสงขลาเอฟซีสามารถพิจารณานักกีฬาของ มรภ.สงขลาทุกระดับ เพื่อเข้าสู่การเป็นนักกีฬาเยาวชนหรือชุดหลักของสโมสรได้ 4. สโมสรสงขลาเอฟซีสามารถทำการประชาสัมพันธ์ร่วมกับ มรภ.สงขลา ในด้านต่างๆ5.มรภ.สงขลา สามารถส่งนักกีฬาสังกัดสโมสรสงขลาเอฟซี เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลรายการต่างๆของมหาวิทยาลัยได้ หากไม่ตรงกับรายการหลักของสโมสร และไม่อนุญาตให้นักกีฬาเล่นฟุตบอลเดินสายโดยเด็ดขาด

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : วัฒนธรรมในยุค นิว นอร์มอล การเปลี่ยนแปลงธรรมดาที่ไม่ธรรมดา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600218

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : วัฒนธรรมในยุค นิว นอร์มอล การเปลี่ยนแปลงธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

วันอังคาร ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คำว่า นิว นอร์มอล ที่พอจะยืนยันได้แล้วว่ มันคือความเป็นอยู่แบบธรรมดาที่ทุกคนเคยปฏิบัติมาตั้งแรกแรกเกิด ถึงคราวที่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในยุคนี้ฝูงคนที่ดำเนินชีวิตเพื่อให้ตัวเองเกิดความสุขพบกับความสำเร็จ มันจะถูกเปลี่ยนค่านิยมไปจากการที่เคยใช้มา ที่มีทั้งด้านจิตวิญญาณและการปฏิบัติควบคู่กันไปจะกลับกลายเป็นว่าสิ่งที่ฝูงชนในสังคมจะคิดถึง มีเพียงในเรื่องการปฏิบัติเท่านั้น เรื่องของจิตวิญญาณจะไม่ถูกนำเอาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือจะสรุปง่ายๆ ก็คือ ชีวิตในวิถีธรรมดาที่ถูกใช้จะคำนึงถึงแต่ผลลัพธ์อย่างเดียว ไม่คำนึงถึงจิตวิญญาณด้วย เรียกว่าการกระทำจะไปกระทบกับจิตใจของใครก็จะไม่คำนึง ขอเพียงให้งานสำเร็จเท่านั้นเป็นพอ อย่างที่บรรดาจอมยุทธ์จะพูดกันจนติดปากว่า “ขอให้ผลลัพธ์ออกมาอย่างที่คิดไม่ต้องคำนึงถึงการปฏิบัติว่ามันจะโหดเหี้ยมมากน้อยแค่ไหน”วิถีชีวิตที่มนุษย์โลกเคยใช้มาหลายชั่วคนแล้วก็จะถูกเปลี่ยนแปลง เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านวัฒนธรรมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

วัฒนธรรมที่เป็นทั้งความงามทางด้านปฏิบัติและด้านจิตวิญญาณจะถูกกลายพันธุ์ไป แบบที่ผู้กระทำเองก็ไม่รู้ตัวว่ากำลังสร้างบาปให้กับตัวเองและสังคม เพราะ เจตนารมณ์ที่เขาทำไป ผลลัพธ์มันก็คงเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนอะไร

ขอยกตัวอย่างที่เห็นง่ายและเข้าใจง่ายที่สุดคือในเรื่องของความกตัญญู ที่ผู้เป็นบุตรทุกคนต้องปฏิบัติต่อพ่อแม่ให้สุขสบายยามที่ท่านแก่เฒ่า เพื่อตอบแทนพระคุณที่ท่านเลี้ยงเรามาจนเติบใหญ่ จะหายไปจากจิตวิญญาณของมนุษย์ โดยนิว นอร์มอล กำลังสร้างวิถีใหม่ที่ไม่คำนึงถึงจิตวิญญาณ เพียงแค่เห็นว่าสุดท้ายก็ยังเหมือนเดิม คือ ยังกตัญญูกับพ่อแม่ โดยที่เขาไม่คิดถึงว่าจิตวิญญาณของพ่อแม่จะเป็นเช่นไร อาทิ วันนี้และต่อไปข้างหน้า เรื่องของการตอบแทนพระคุณของพ่อแม่จะขาดความงามในเรื่องของจิตวิญญาณ คือ แต่เดิมเราเลี้ยงพ่อแม่ไว้ในบ้าน ได้พูดคุย เจอะเจอ หยอกล้อต่อท่าน เสมือนเมื่อเราเป็นเด็กเล็กๆ จะกลายเป็นว่าทุกบ้านส่วนใหญ่จะเลี้ยงดูท่านแบบใหม่ นั่นคือ ส่งท่านไปสู่สถานพยาบาล หรือนิคมคนชรา ที่พวกเขาคิดว่ามันจะช่วยให้ท่านดีกว่าเดิมด้วยซ้ำไป เพราะมีหมอพยาบาล คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ตัวเองจะไปหาไปเยี่ยมจากอาทิตย์ละครั้งแล้วก็เปลี่ยนเป็นเดือนละครั้ง จนกระทั่งเกือบจะลืมท่านไปในที่สุด แต่ตัวเองยังคงภาคภูมิใจว่าได้ส่งเสริมพ่อแม่ให้ไปอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย แล้วก็ไปคุยบอกใครต่อใครว่าหาเงินเพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่ โดยไม่นึกเลยว่าท่านต้องการชีวิตที่ขาดความสดชื่น
เพราะขาดลูกๆ หรือเปล่า สิ่งเหล่านี้แหละที่จะหมดลงไปในยุค นิว นอร์มอล

วัฒนธรรมที่เราเคยปฏิบัติต่อเนื่องกันมาก็จะถูกกลายพันธุ์ ขาดในด้านของจิตวิญญาณไปอย่างน่าเสียดาย

กระทรวงวัฒนธรรมจึงคงต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมหลายสิบเท่า เพราะไหนจะต้องคอยอนุรักษ์ของเดิมเอาไว้และจะต้องสร้างวัฒนธรรมเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยของความเปลี่ยนแปลงในยุค โดยที่โครงสร้างของวัฒนธรรมยังมีครบทั้งการปฏิบัติอันงดงาม และเต็มไปด้วยการสร้างเสริมจิตวิญญาณของมวลชนที่งดงามแบบเดิมๆ

อีกไม่กี่วัน วัฒนธรรมของบรรดาข้าราชการก็จะเริ่มต้นปีงบประมาณกันใหม่ จึงเป็นเวลาที่สอดคล้องกันอย่างดีว่าในงานงบประมาณที่จะเกิดขึ้นใหม่นี้ กระทรวงวัฒนธรรมควรจะต้องคำนึงถึงงานวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ธรรมดาให้ทุกคนยอมรับให้ได้ด้วย

เท่าที่ผ่านมา การทำงานของกระทรวงนี้ก็ดูเหมือนจะคำนึงถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงนี้อยู่บ้างเหมือนกัน ดังจะเห็นจะได้จากผลงานที่เป็นที่ยอมรับของคนรุ่นใหม่มากขึ้น ซึ่งน่าจะเรียกได้ว่ามีการปูพื้นฐานที่ดีเอาไว้แล้ว

เมื่องบประมาณที่จะถูกนำออกมาใช้เพื่องานด้านวัฒนธรรมกำลังจะมาใหม่ ก็จะทอนงบประมาณไปใช้ต่องานด้านวัฒนธรรม จึงคงต้องไม่เหมือนกับธรรมดาที่เป็นมาหลายสิบปี แต่คงต้องมองให้ลึกลงไปกว่านั้น เพื่อให้สังคมแห่งความเป็นธรรมดาที่ไม่ธรรมดายอมรับให้ได้ว่า พวกเขาก็เห็นด้วย

ปีงบประมาณใหม่ของกระทรวงวัฒธรรม คงจะเป็นงานหนักมากกว่าเดิมหลายสิบเท่า “แนวหน้า” ขอเป็นกำลังใจให้กับการปรับตัวของกระทรวงวัฒนธรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วย เพื่อมิให้วัฒนธรรมของไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น โดยที่คนไทยเองก็นึกไม่ถึงว่ากำลังเดินทางผิดเพราะไม่ได้คิดให้ไกล มุ่งแต่จะหาเงินอย่างเดียว เหมือนไม่มีเทพเจ้าองค์นี้อีกแล้วที่สำคัญมากไปกว่าเทพเจ้าแห่งเงิน

เพราะหากวันนั้นเกิดขึ้นมาจริงประเทศชาติก็จะเป็นเสมือนดินแดนที่แห้งกรอบ เสมือนใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมาจากต้น ลงมากองอยู่กับพื้น ปล่อยให้ผู้คนเหยียบย่ำไปอย่างไร้ค่า

‘ศรีสุวรรณ’ ยันไม่ได้หิวแสง ชี้มีแสงในตัวเอง 2 พส.ตอบอย่าเห็นเรื่องขำขัน เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600292

'ศรีสุวรรณ'ยันไม่ได้หิวแสง ชี้มีแสงในตัวเอง 2 พส.ตอบอย่าเห็นเรื่องขำขัน เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

‘ศรีสุวรรณ’ยันไม่ได้หิวแสง ชี้มีแสงในตัวเอง 2 พส.ตอบอย่าเห็นเรื่องขำขัน เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 18.51 น.

เอาอะไรมาเสื่อม! 2 พส.ตอบ “ศรีสุวรรณ-เจ้าคุณพิพิธ” อย่าเห็นเรื่องขำขันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ด้าน “พระพยอม” ชี้ปรับปรุงกันได้  – แค่หัวเราะมากไปหน่อย

กรณีไวรัล 2 พส. “พระมหาไพรวัลย์” และ “พระมหาสมปอง” ไลฟ์สดพูดคุยกันในหัวข้อศึกชิงบัลลังก์ตั่งทอง สร้างปรากฎการณ์แบรนด์สินค้า เพจใหญ่ ช่องทีวีเข้าไปอยู่ในเพจพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย แต่หลังไลฟ์สด มีสองมุมมอง มุมนึงมองว่าเป็นการเผยแพร่ธรรมะในรูปแบบใหม่ อีกมุมหนึ่งมองว่าเหมือนเอาตลกมาใส่ผ้าเหลือง

รายการโหนกระแสวันที่  6 ก.ย. 64 “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.35 น. ทางช่อง 3 กดเลข 33  สัมภาษณ์  “พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ” และ “พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต” เกี่ยวกับประเด็นที่เกิดขึ้น

อะไรคือศึกชิงบัลลังก์ตั่งทองที่มีการไลฟ์ร่วมกัน ?

พระมหาไพรวัลย์ : อยู่วัดเดียวกัน แต่จริงๆ ไม่ได้ถูกกัน

ทะเลาะกันเหรอ?

พระมหาสมปอง : อย่าหาทำ ไอ้ต้าว

พระมหาไพรวัลย์ : เราพยายามถูกกับท่าน แต่ท่านไม่ถูกกับเรา

เหม็นกันเหรอ?

พระมหาสมปอง : เขาไม่ถึงขั้น ด้วยอายุ ด้วยชั้น ไม่ถึงขั้นมาคู่เรา (หัวเราะ)

พระมหาไพรวัลย์ : อุ้ย

ท่านจะอุ้ยแบบนี้ไม่ได้ เดี๋ยวคนตกใจ?

พระมหาสมปอง : เป็นกาสะลองซ้องปีป มุนิน มุตา เหมือนกันมาก

ตกลงศึกชิงบัลลังก์ตั่งทองคืออะไร?

พระมหาไพรวัลย์ : แค่แซวเฉยๆ พอมีการสนุก เฮฮาบ้าง คนก็เข้ามาแซวเยอะขึ้น ถ้าจะขำขนาดนี้ พระอาจารย์สมปองคงตกลงแล้วแหละ ถ้าขำขนาดบัลลังก์ตั่งทองต้องเป็นของพระมหาไพรวัลย์แล้วแหละ เอามาแซว งั้นก็ได้ เดี๋ยวเชิญพระอาจารย์มหาสมปองมาไลฟ์ด้วยกันเลย

หัวข้อที่คุยกันเป็นอะไร เป็นการบรรยายธรรมหรืออะไร?

พระมหาไพรวัลย์ : ไม่มี (หัวเราะ)ไม่ได้คิดหัวข้อ อยากมาคุยให้มันสนุก ให้คนเห็นว่าท้าอาจารย์สมปองแล้วท่านก็มา มาไลฟ์คู่กัน เดี๋ยวก็สอดแทรกธรรมะไปบ้าง

พระมหาสมปอง : แฟนเพจมาดูว่าอาตมาจะตุยหรือเปล่า (ตุยแปลว่าตาย)

พระมหาไพรวัลย์ : จะตุ๊บ ไม่ใช่ตุย (หัวเราะ) จะสู่ขิตมั้ย

พระมหาสมปอง : อาตมาไม่สู่ขิตน่ะสิ

ในการพูดคุยกัน เป็นปรากฎการณ์เหมือนกัน คนเข้าไปดูสองแสนกว่าคน ที่สำคัญมีคำแปลกๆ เช่น สภาพ คืออะไร?

พระมหาไพรวัลย์ : นี่ไงสภาพ อย่างหนุ่มคือสภาพยังดีอยู่ แต่อย่างนี่ (ชี้ไปที่พระมหาสมปอง) คือหมดสภาพ (หัวเราะ)

พระมหาสมปอง : อย่างน้อยไม่มีใครเอาไปทำปากปอ้าๆ

อาหรุ่มเจ๊าะคืออะไร?

พระมหาไพรวัลย์ : ยิ้มอย่างมีเลศนัย

พระมหาสมปอง : นุ่มนวล มีเลศนัยนิดๆ อย่างสองคนนี้จ้องตากัน อาหรุ่มเจ๊าะจังเลย

วันนั้นมีการบรรยายธรรมไปด้วยมั้ย?

พระมหาไพรวัลย์ : อุ้ย เหมือนโดนหลอกด่า (หัวเราะ) มีนะ เวลาเราไลฟ์จะมีพวกคอยโค้ดข้อความ คอยฟังโค้ดข้อความที่เป็นธรรมะ มี แต่อาจจะน้อยนิดนึง

มีสอนอะไรบ้าง?

พระมหาไพรวัลย์ : สอน แต่ตอนนี้มันเพิ่งเริ่ม มันคือการตรึงคนก่อน คนเพิ่งมาดูมาฟัง ถ้ามีกลุ่มคนมาตามค่อยคิดหัวข้อกัน นี่ก็คิดว่าทุกวันศุกร์เราจะไลฟ์ร่วมกัน หาหัวข้อในการคุยกันแต่ละครั้ง แต่นี่ครั้งแรกจะหาสาระมาเลยใครจะฟัง

พระมหาสมปอง : อาตมาเพิ่มเป็น 5 ส. สนุก สาระ สงบ สติ สำนึก สนุกคือดึงคนเข้ามาก่อน ต่อไปก็เติมสาระ ต่อไปก็มีรความสงบ ต่อไปตอนท้ายๆ จะพานั่งสมาธิ 10 นาที จะดูสิว่ายอดจะเพิ่มหรือลด ให้เกิดสติ ให้เกิดสำนึกที่เขาจะไปทำอะไรดีๆ อยากให้ไปอ่านคอมเมนต์ที่ว่าไม่ฟังธรรมะมานานแล้ว นี่ก็เพิ่งได้กลับมาฟัง บางคนบอกว่าฟังธรรมะสามวันรวด ไม่เคยทำมาก่อน อารมณ์อย่างนี้มา ที่ด่าก็มี แต่เราไม่อ่าน

พระมหาไพรวัลย์ : เขาเขียนมาก็ไม่ได้อ่าน

เขาบอกท่านเหมือนปลาแซลมอน?

พระมหาไพรวัลย์ : ทั้งวัดท่านใส่สีนี้คนเดียว ก็ถามว่าพระอาจารย์ทำไมใส่สีนี้ ท่านบอกผมชอบฉันปลาแซลมอน (หัวเราะ)

ทำไมต้องใช้ สอง พส. ก่อนหน้านี้ พส. ไม่ได้ใช่กับพระสงฆ์ เขาใช้เพื่อนสาว เพื่อนสนิท พอมาใช้กับพระ เราเลยแปลงไปเป็นพระสงฆ์เหรอ?

พระมหาไพรวัลย์ : เอาคำฮิตวัยรุ่นมาปรับเปลี่ยน พส.ก็แปลว่าพระสงฆ์ได้ แล้วพอนึกถึงพส. ต่อไปนี้ จะแปลว่าพี่สาวไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แต่จะนึกถึงพระสงฆ์

พระมหาสมปอง : ที่ท่านลึกลงไป ก็เหมือนกลุ่มที่เราไม่ค่อยได้เทศน์ไม่ค่อยได้บรรยาย เขาจะไม่กล้าเข้ามาฟัง เกรงใจพระ วี้ดว้าย  แต่พอพระเอาศัพท์เขามาใช้ เขาก็อยากฟังพระ ทำให้เขาสนใจธรรมะมากขึ้น ซึ่งก็โดนใจ

มีคนชื่นชอบมาก วัยรุ่นเด็กๆ เขาชื่นชอบมาก พระมหาไพรวัลย์ เขาเรียกท่านว่า พีพี เป็นชื่อย่อ?

พระมหาไพรวัลย์ :  ไม่ทราบจริงๆ (หัวเราะ)

พีพี หมายถึงแบรนด์ที่ดังๆ มาก อย่างเช่น ปาเต๊ะฟิลลิปิส์ ยี่ห้อนาฬิกา แบรนด์หรู หรือเป๊ก ผลิตโชค ก็พีพี นักฟุตบอลชื่อดัง ก็พีพี?

พระมหาไพรวัลย์ : อุ้ย จออย่าสลับหน้า เอาเป๊กคนเดียว 

ล่าสุดพีพีได้ถือกำเนิดขึ้นมา คือพระมหาไพรวัลย์ เป็นชื่อย่อของท่านไปแล้ว  พระมหาสมปองก็มี PS?

พระมหาสมปอง : เด็กๆ อาจจะชอบ เจาะกลุ่มเล่นเกม นี่ตั้งใจแกงใช่มั้ย (หัวเราะ) เขาเป็นนาฬิกาหรู นี่เพลย์สเตชั่น

 เพลย์สเตชั่นต้องเข้าแล้วนะ

สองท่านพยายามสอดแทรก เรื่องมุกตลก แสดงธรรม แต่มีคนไม่เข้าใจ ได้ยินเสียงว่าเสียงด่าบ้างมั้ย?

พระมหาสมปอง : ก็มีบ้าง พระเถระท่านเตือนบ้าง มี ส.ส.โทรมาด้วย ว่างๆ เขาจะชวนเราไปชี้แจง กธ. ศาสนา แต่ก็ถือเป็นโอกาสดี จะได้ชี้แจงว่าเผยแพร่คนฟังแล้วบิดสิ่งมีประโยชน์ใส่เข้าไป เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เปลี่ยนพินาศเป็นพัฒนา เปลี่ยนปัญหาให้เป็นบทเรียน ผู้ใหญ่เตือนเราก็ฟัง

พระมหาไพรวัลย์ : ผมบอกแล้วเวลาไลฟ์อย่าไปการเมือง ซิโนแวค ซิโนฟาร์มทำไมก่อน บอกแล้วพระอาจารย์อย่าไทร์อิน(หัวเราะ)

พระมหาสมปอง : ตอนไทร์อินโยมเขาฝากมา ก็เห็นใจเขา

เจ้าอาวาสวัดสร้อยทองเรียกคุยหรือยัง?

พระมหาสมปอง : ก็ลำบากใจกับสองรูปนี้เหลือเกิน ท่านยังไม่เรียก แต่ปกติท่านเจ้าคุณอุทัย ท่านใจดีมาก ท่านสนองงานพระเถระดีมาก ท่านก็อยู่ตรงกลาง ผู้ใหญ่บอกอะไรมาท่านก็บอกเรา บางทีท่านก็บอกอาตมา เบาได้เบา อาตมาเป็นพระอยู่ในกรอบอยู่แล้ว ไปดูที่กุฏิท่าน อาตมาอยู่ในกรอบรูปกับเจ้าอาวาสเลย ท่านไพรวัลย์ไม่มีในกรอบรูปเลย

พระมหาไพรวัลย์ : ก็เคยถามท่านแล้วว่าทำไมเป็นแบบนี้ ท่านก็บอกว่าเรายังอยู่ใกล้กัน เห็นกันบ่อย แต่สมปองเจอปีนึงสองครั้ง

พระมหาสมปอง : อย่าแกงพี่ ออกโหนกระแสด้วย รายการนี้เรตติ้งดี

พระมหาไพรวัลย์ : ตัวไม่ได้อยู่ในโบสถ์ แต่ใจอยู่ใต้ฐานพระประธานเสมอ

ทางท่านสมปองโทรมากลางดึกผมก็โทรกลับไป ตอนแรกก็ถามว่ามันดึกแล้ว ทำไมท่านไม่จำวัด ธรรมดาจำวัดหรือเปล่า?

 พระมหาไพรวัลย์ : พระพุทธเจ้าจำวัด 4 ชม.นะ หลังเที่ยงคืน แต่ภาพคนไทยคือพระต้องนอนเร็ว จริงๆ ไม่นอนเร็วก็ตื่นเช้าได้ พระนักบวชนอน 4 บัณฑิตนอน 6

ตื่นมาทำวัดมั้ย เข้าโบสถ์ไปสวดมนต์เหมือนพระอื่นๆ มั้ย?

พระมหาสมปอง : ก่อนยุคโควิดหรือเปล่า ยุคนี้ก็ห่างๆ หน่อย

กวาดลานวัดมั้ย?

พระมหาสมปอง : ตอนเป็นสามเณรมีการกวาด แต่ตอนนี้หลวงพ่อจ้างโยมไว้แล้ว ก็เหมือนไปซ้ำซ้อนกันโยม โยมจะมองหน้าเหมือนพระไปปแย่งอาชีพเขา  จริงๆ เราสอดแทรกธรรมะเยอะขึ้น แค่คนอย่าออกแล้วกัน ตอนนี้กำลังเริ่มไลฟ์ หาไมค์แล้ว วันเสาร์จะไลฟ์เติมธรรมะเรื่อยๆ เดี๋ยวมาดูกันว่าพอเติมธรรมะ คนดูกี่ร้อย แต่เท่าไหร่ก็ดีหมด

กิจของสงฆ์คือการบิณฑบาต ทำวัตรเช้า สองท่านบิณฑบาตมั้ย?

พระมหาไพรวัลย์ : จริงๆ ไม่ใช่ข้อบังคับ คนชอบคิดว่านั่นคือข้อบังคับ ไม่ทำไม่ได้ จริงๆ คนบิณฑบาต คือคนถือธุดงค์ นั่นคือหนึ่ง แล้วต้องฉันแต่ของบิณฑบาต ไม่ต้องฉันของที่ญาติโยมเอามาให้ แต่ถามก่อน วัดสร้อยทอง พระ 150 รูป บิณฑบาตทุกรูปเอาข้าวที่ไหนฉัน ไม่มีทาง ต้องสลับสับไป แล้วที่วัดสร้อยทองเขามีโรงทาน ก็ไปฉันได้ที่โรงทาน ที่วัดไม่บังคับเลย เพราะที่สำนักเรียนต้องตื่นมาดูหนังสือเพื่อเตรียมเข้าเรียน เราไม่ได้ฉันแล้วนอน บางทีตื่นมาตอนเช้าดูหนังสือไม่ทันก็เรียนไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นสำนักเรียนบาหลี

ล่าสุด “ท่านเจ้าคุณพิพิธ” บอกว่าพระผู้ใหญ่เป็นกังวล ไม่ปลื้ม กลัวไม่มีอนาคตในวงการสงฆ์ ขอถามนิดนึงก่อน วงการสงฆ์ต้องมีอนาคตด้วยเหรอเหมือนวงการบันเทิงมั้ย หมายถึงอะไร มีจุดพีคเหรอ?

พระมหาไพรวัลย์ : ต้องถามก่อนว่าอนาคตเอาไปผูกกับอะไร ถ้าไปผูกว่าท่านจะได้โต มีสมณศักดิ์ มีตำแหน่งหน้าที่ เราไม่ได้มองเรื่องนี้มานานแล้ว พระอาจารย์สมปองท่านก็ไม่ได้มอง ท่านเน้นว่าได้ทำงานกับชาวบ้าน นักศึกษา ประชาชน คนรุ่นใหม่ดีกว่า การเทศน์ก็คืออนาคต

พระมหาสมปอง : ใช่ อาจเป็นเพราะตอนสอนมหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์ ราชวิทยาลัย อาจารย์โยมคนนึงบอกว่าสมณศักดิ์เอามาครอบงำสาธารณจักรเอาไว้ สมณศักดิ์คือยศ  คือชอบประโยชน์นี้ ถ้าเพื่อนพี่ได้เราก็ยินดี แต่เราคงไม่ได้หรอก เราอยากทำงานด้านเผยแผ่นี่แหละ เป็นขวัญใจเด็กๆ ขวัญคนแก่คนเฒ่า วัยรุ่น แต่ก่อนท่านก็ไม่เข้าใจอาตมา ตอนที่อาตมาบอกว่าอยากเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุข ท่านเคยค้านอาตมาด้วย

ถ้าพระไม่ออกทีวี อยู่แต่ในวัด แล้วอนาคตต่อไปท่านจะได้เป็นอะไร?

พระมหาสมปอง : อาตมาอดีตเคยเป็นเหลนเจ้าอาวาสมาก่อน ใหญ่โตมาก

จะมีความใหญ่โต เป็นเจ้าคณะตำบล?

พระมหาไพรวัลย์ : ประมาณนั้น แต่ตอนนี้ภูมิใจกับตำแหน่งที่ได้แล้ว รักษาการณ์พระลูกวัด พระอารามหลวง

พระมหาสมปอง : และประธานจ๊อกจ๊อก

พระมหาไพรวัลย์ : ประธานฝ่ายสงฆ์ (หัวเราะ)

เราต้องทำดีแบบไหน ขนาดไหนถึงได้เป็นเจ้าคณะตำบลหรือจังหวัด?

พระมหาไพรวัลย์ : ถ้าเราหวังจะมีอนาคตทางคณะสงฆ์ ทำอะไรต้องอยู่ในกรอบ ให้เป็นที่โปรดปรานของพระผู้ใหญ่ แล้วจะได้เลื่อนขั้น

ต้องทำดีแบบไหน มุมไหน ถึงได้เป็นเจ้าคณะสูงๆ ต้องไม่กินปลาหรือยังไง ต้องดีขนาดไหน?

พระมหาสมปอง : คืออะไรไม่กินปลา (หัวเราะ) อธิบายอย่างนี้มันมีฝ่ายบริหาร ฝ่ายปกครอง ฝ่ายการศึกษา ถ้าท่านพัฒนาดี ดูแลพระดี ก็ขึ้นเป็นเจ้าคณะตำบล พัฒนาดีอีก ดูแลเก่งอีก ก็ขึ้นเป็นเจ้าคณะอำเภอ บามีแผ่ มีเมตตา เก่งมาก ก็ขึ้นเป็นเจ้าคณะจังหวัด ด้านยศก็อาจเป็นพระครู ชั้นนั้น ชั้นนี้ไปเรื่อยด้วยผลงานการศึกษา อย่างหลวงปู่เราที่พระราชทานเพลิงศพไปแล้ว ท่านสนับสนุนการศึกษาดี ท่านก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ มีการเจริญก้าวหน้า และมีความเรียบร้อยแหละ แต่หลังๆ พระที่อยู่ในป่าสายปฏิบัติ บางทีถึงพระเนตรพระกัณฑ์ ได้รับยศก็มี อย่างพระพยอม ตอนแรกไม่ได้สนใจยศถาบรรดาศักดิ์เท่าไหร่ ตอนนี้ก็เป็นเจ้าคุณ  เจ้าคณะตำบลก็มาแซว แหมพยอม บันไดมีก็ไม่ขึ้น ขึ้นลิฟท์เลยนะ ลิบๆๆ เลย หมายถึงเลื่อนชั้นข้ามคนที่ใหญ่กว่า แต่สุดท้ายเป็นพระเนตรกระกัณฑ์ที่ในหลวง ร. 9 ถวาย ท่านก็รับไว้

“คุณศรีสุวรรณ จรรยา” อยู่ในสาย ไปร้องมาเรียบร้อยแล้ว?

ศรีสุวรรณ : ทำหนังสือส่งไปให้ทางเถระสมาคม ดำเนินการตั้งกรรมการสอบ แล้วไปพิจารณาออกกฎ ว่าการมีภิกษุสงฆ์ออกมาไลฟ์สดแสดงธรรมตลกขบขันแบบนี้ มันเป็นสิ่งที่เหมาะสมต่อการถือเพศบรรพชิตหรือไม่อย่างไร อีกทั้งการที่พระสงฆ์มาทวงถามเงินปัจจัย แสดงเลขบัญชีพร้อมเพย์แบบนี้ มันเข้าข่ายความผิดตามพระธรรมวินัยหรือไม่อย่างไรครับ

อยากให้มีบทลงโทษอย่างไร?

ศรีสุวรรณ : ถ้าทางมหาเถระสมาคม ซึ่งมีอำนาจตามพ.ร.บ. คณะสงฆ์ ปี 2505 ที่แก้ไขเพิ่มเติมปี 35 ท่านก็มีอำนาจในการออกมติ ว่าพฤติการณ์หรือการกระทำของพระสงฆ์เหล่านี้เป็นความผิด สองประเด็น หนึ่งเป็นความผิดทางพระธรรมวินัย ซึ่งพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ในศีล 227 การรับเงินจริงๆ ก็เป็นความผิด ฝ่าฝืนพระธรรมวินัย เมื่อเป็นข้อที่ถูกกำหนดในศีล 227 จริงๆ ไม่ได้มีบทลงโทษร้ายแรงอะไร แค่ปลงอาบัติ ก็ได้แล้ว แต่การกระทำแบบนี้เป็นการกระทำที่อาจซ้ำหลายต่อหลายครั้ง ก็มีบทบัญญัติที่หนักเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญเรื่องเหล่านี้แม้จะอ้างว่าเป็นไปตามยุคสมัยในการเผยแพร่พระธรรม แต่ผมคิดว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาเผยแพร่พระธรรม มันก็ไม่จำเป็นต้องมาสร้างมุกตลกโปกฮาใดๆ ทั้งสิ้น

ต้องเทศน์เคร่งๆ?

ศรีสุวรรณ : ครับ

มีคนถามว่าทำไมไม่ไปร้องพระที่กินหมูกระทะ หรือพระที่เสกมนต์คาถา เอาคนลงตุ่มน้ำ?

ศรีสุวรรณ : ผมก็ร้องเรียนอยู่เรื่อยๆ เพียงแต่ว่าเป็นข่าวหรือไม่เท่านั้นเอง พระคนไหนที่ผ่าเหล่าผ่ากอ ฝ่าฝืนพระธรรมวินัยถ้าผมรู้หรือทราบข่าว ผมร้องเรียนไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ล่าสุดพระที่ไปสนับสนุนหรือให้กำลังใจนักโทษที่นครสวรรค์ ผมก็ส่งคำร้องไปแล้ว

คนว่าพี่เป็นนักร้องเหรอ วันก่อนมีคนไปหาพี่ เอาไฟฉายไปให้บอกพี่หิวแสง?

ศรีสุวรรณ : ปกติผมก็เป็นข่าวของผมแบบนี้มาตลอด ตั้งแต่เป็น NGO มา 30 ปี ทำงานรณรงค์ก็เป็นแบบนี้มาตลอด เป็นเรื่องปกติ จะมาว่าผมหิวแสงได้อย่างไร ผมมีแสงอยู่ในตัวอยู่แล้ว เคลื่อนไหวอะไรก็เป็นข่าว ไม่เห็นต้องมีวิตกกังวลใดๆ

พี่ศรีลองฟังในมุมพระ ไม่ได้เป็นการดีเบต เพราะไม่เหมาะสม แต่ขอให้ท่านได้ชี้แจงในมุมของท่าน?

พระมหาไพรวัลย์ : ก็ยืนยันเหมือนเดิม ถ้าจะไปแจ้งก็แจ้ง มีความปรารถนาดีต่อศาสนาก็ไป แต่ขอนิดนึงใส่อารมณ์ขันเข้าไปในชีวิตบ้าง อย่าเห็นเสียงหัวเราะเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย คนจะเป็นโรคประสาทตายกันทั้งประเทศแล้ว เพราะมันเครียด คนอินบ็อกซ์มาหาอาตมาตลอด ต้องกินยา ต้องไปหาหมอ  ทำไมไม่เห็นธรรมะที่เราสอนไป สอดแทรกไป มันก็มีอยู่ อาจารย์พยอมตอนเป็นหนุ่มท่านก็มีเสียงหัวเราะ ท่านก็สอดแทรกเข้าไป ทำไมถึงมองว่าการเทศน์ขำการเทศน์สอดแทรกเป็นเรื่องคอขาดบาดตายขนาดนั้น เราก็อยากถาม

เรื่องเงินท่านไม่ได้ไปเรียกเลย ท่านแค่เขียนอำไว้เฉยๆ ในการไลฟ์ของท่านมีพวกแบรนด์เข้ามาอยู่ในเพจของท่าน ท่านเลยเขียนว่าจะเรียกเก็บเงิน เป็นการอำแกล้งกัน พี่ศรีเข้าใจผิดหรือเปล่าตรงนี้?

ศรีสุวรรณ : ถ้าอำ ทำไมต้องไปโพสต์หมายเลขพร้อมเพย์ด้วย

พระมหาไพรวัลย์ : คือบังคับให้โอนหรือเปล่าคุณศรี ถ้าอาตมาจะเอาจริงๆ สปอนเซอร์ก็เข้านะ (หัวเราะ) ต้องมาโพสต์เลขพร้อมเพย์เอาเงิน 10-20 บาทเหรอ

ศรีสุวรรณ : มันสะท้อนให้เห็นว่ามีเจตนา ถ้าไม่เจตนาท่านก็แค่แจ้งว่าขอร่วมบริจาคไปทำบุญ โดยไม่จำเป็นว่าต้องมาโพสต์ตัวเลขบัญชีพร้อมเพย์ใดๆ ทั้งสิ้น การโพสต์เลขบัญชีต้องการให้บุคคล เพจ หรือแอดมินเพจในการโฆษณาสร้างแบรนด์ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันไม่ถูกหลักนะครับ

พระมหาไพรวัลย์ : แล้วยังไงล่ะทีนี้ ก็คือมีคนมาแซว โยมศรีต้องไปฟัง มีกลุ่มคนไปคอมเมนต์ว่าพระอาจารย์เก็บค่าแผงเถอะ เพราะถ้าไม่เก็บค่าแผง พระอาจารย์จะไม่ได้อ่านคอมเมนต์พวกหนูเลย  มีพวกแบรนด์ดังมาไทร์อินตลอด ไทร์อินฟรี ก็โพสต์เลขพร้อมเพย์ไปสิ ทีหลังมันจะได้ไม่ต้องเข้ามา เข้าใจมั้ย ถ้ามันรู้ว่าเข้ามาแล้วเสียตังค์ต่อไปจะได้ไม่ต้องเข้ามา

ศรีสุวรรณ : ถ้าท่านมีความเมตตา ใครเข้ามาแสดงคอมเมนต์แสดงสินค้า ไม่จำเป็นต้องไปเรียก เพราะท่านจ่ายค่าเวลาเขาซะเมื่อไหร่

พระมหาไพรวัลย์ : โยมศรีรู้มั้ยตอนนี้วงการหนังสือขายดีมาก เพราะคนไปแคปรูปที่อาตมาวางอยู่ข้างหลัง ไม่เก็บเงินสักบาท คนเอาอาตมาไปไทร์อินยาสระผม อาตมายังให้เลย โยมศรีไม่ดูเลย ฟรีหมด คนขายของดีมากตอนนี้ แค่เอาตุ๊กตายาดมไปวาง โฆษณาฟรีไม่เก็บเงินสักบาท ไลโอเนี่ย

ศรีสุวรรณ : ท่านเป็นนักบวช อย่าทำเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่น เหมือนท่านมหาสมปอง ที่ไปโฆษณาขายปุ๋ยอินทรีย์ สารเคมี ผมกำลังติดตามอยู่เพราะปุ๋ยที่ท่านเอามาขายผิดกฎหมายด้วยซ้ำไป อย่าทำเป็นเรื่องเล่นนะครับเรื่องนี้

พระมหาสมปอง : อาตมาอยากไปฉันกาแฟกับโยมศรี ก็มีอย.เตือนมาจริงๆ นั่นแหละว่าไม่มีสิทธิ์รีวิว ปรับ 2 หมื่นคุก 2 ปีให้หยุดตรงนั้น จริงๆ มันเป็นของลูกศิษย์ลูกหา มีหลากหลาย มีปลาส้ม ละมุด แต่ถ้าเรารู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ขอโทษขออภัย ไม่ทำอีก นี่อาตมาเงียบแล้วนะ อาตมาไปฉันกาแฟบ้านโยมศรีได้มั้ย

ศรีสุวรรณ : นิมนต์เลยครับ ปูเสื่อนิมนต์เลย

พระมหาสมปอง  : ถ้าได้พูดได้เจอกันจะเข้าใจกันด้วยซ้ำ เชื่อว่าโยมศรีก็รักและเป็นห่วงนั่นแหละ เราก็รับฟังก่อน

ศรีสุวรรณ : ยินดีนิมนต์ท่าน ณ บัดนี้เลย

พระมหาไพรวัลย์ : อาตมาไปด้วยได้มั้ย

ศรีสุวรรณ : ได้เลย

งั้นไปดึงหนังสือกลับก่อนแล้วมาคุยกัน?

ศรีสุวรรณ : ไม่ครับ ลูกกระสุนเมื่อยิงออกไปแล้ว ไม่สามารถเรียกคืนได้

พระมหาสมปอง : อาตมาก็ยืนหลบหลังโยมศรีนั่นแหละ

ยืนยันว่าการที่ทำอยู่ไม่ใช่การหิวแสง พยายามให้มีตัวตนเกิดขึ้นในสังคม?

ศรีสุวรรณ : ในสังคมโลก มีซ้ายก็มีขวา มีขาว ก็มีดำ มีกลางคืน กลางวัน การที่ท่านทั้งสองไปเทศน์ลักษณะนี้ อาจมีคนคัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับท่านก็เป็นเรื่องปกติในสังคมมนุษย์ ไม่ใช้ว่าพอท่านไปเทศน์อย่างนี้แล้วคนเฮโลสรรเสริญเยินยอไปหมด อย่างน้อยมีคนชื่อศรีสุวรรณ ไม่เห็นด้วย ท่านอาจเอาไปคิด เอาไปวิเคราะห์ อาจเอาไปปรับปรุงการพูดจา ให้ดูดีมากยิ่งขึ้น ผมว่าใช้วิกฤตเป็นโอกาสก็น่าจะดีกว่า

แต่เด็กเจนนี้ชอบการเทศน์แบบนี้ เราถือว่าให้เด็กรุ่นใหม่ชอบทางนี้ สนับสนุนไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ?

ศรีสุวรรณ : เคยประเมินมั้ย เด็กที่รับฟัง 2 แสนกว่าคนในคืนดังกล่าว รับรู้รสพระธรรม เข้าใจรสพระธรรม แล้วจำได้ เอาไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้มากน้อยแค่ไหน เอาไปประเมินดูได้

เกรงว่าประเมินแล้วจะชอบมากกว่าที่ไปร้องน่ะสิ พี่ศรีไม่ดึงกลับ มีแสงในตัวเอง?

ศรีสุวรรณ : ครับ ลูกกระสุนยิงออกไปแล้วไม่สามารถเรียกกลับได้ครับ

มีแสงในตัวเองเหมือนกระสือ?

ศรีสุวรรณ : ตำหนิผมเป็นกระสือ เดี๋ยวเอาข้อหาหมิ่นประมาท

“พระพยอม” อยู่ในสาย คุณศรีสุวรรณไปร้องแล้ว มองยังไง?

พระพยอม : นี่ยังดี สมัยอาตมาโดนหนัก โดนผู้ใหญ่ที่สมัยนั้นเป็นที่เลื่องลือนับถือกันทั้งบ้านทั้งเมือง ตอนเทศน์ใหม่ๆ ก็เป็นแบบนี้แหละ แต่ไม่เป็นสื่อกระจายเร็วแบบนี้ จำได้ว่าช่อง 3 ออกแล้วเรตติ้งก็สูง เป็นน้องรองๆ คุณไตรภพ ลิมปพัทธ์นิดหน่อย พอคนไปแย้งไปร้องแบบนี้ พระเมืองไทยมีองค์เดียวหรือไง ทำไมนิมนต์แต่พระพยอมมาออกช่อง 3 ทำไมไม่นิมนต์ผู้หลักผู้ใหญ่มาบ้าง เขาเลยไปเชิญนพ.มาออกกับอาตมา ให้อาตมาพูดทีหลังด้วย ท่านอายุมากก็พูดช้าๆ เรตติ้งตกวูบ เลยถูกปรับออกจากผังรายการเลย (หัวเราะ) แต่เราก็ได้สติไว กลับตัวไว อายุขัยมากขึ้น ตอนแรกคุณสมัคร สุนทรเวช อ.หม่อมคึกฤทธิ์ ปราโมช บอกว่าไม่ศรัทธาเลย อาตมาตอนนั้นปากเสียไปหน่อย สวนโครมไปว่าไม่ได้บวชให้อ.คึกฤทธิ์ศรัทธา

สรุปแล้วสองรูปการที่บรรยายกึ่งตลก รับได้ไม่มีปัญหา?

พระพยอม : แสดงแจ่มแจ้ง จงใจ แกล้วกล้า ร่าเริง แสดงธรรมชโลมใจร่าเริงเบิกบานบ้าง ไม่ใช่ง่วงเครียด สักระยะนึงทุกอย่างก็เหมือนที่อาตมาเคยเป็น

สับสนเรื่องอนาคตในวงการสงฆ์ อะไรเป็นตัวตัดสิน?

พระพยอม : ถ้าวิกฤตร้ายแรงถึงขั้นปราชิก นี่มันไม่ได้มีเฉี่ยวโฉบอะไรเลย เพียงแต่ว่าเสียงที่มีว่ามามาก เพราะท่านหัวเราะมากไปนิดนึง

ได้ฟังคุณศรีสุวรรณ และพระพยอม มองยังไง?

พระมหาไพรวัลย์ : จริงๆ เราก็รับฟัง พยายามนำมาใช้ ถือว่าเป็นประโยชน์

พระมหาสมปอง : ถ้าออกแนวยศถาบรรดาศักดิ์ ไม่ได้มีปัญหา ถ้าพี่เพื่อนได้เราก็ยินดี แต่คิดว่าเราคงไม่มีใครให้หรอก เลยมาทางนี้ 

พระพยอม เรื่องนี้ไม่ถือว่าเป็นประเด็น เทศน์แบบนี้ทำได้ ไม่กระทบอนาคตในวงการสงฆ์?

พระพยอม : ถ้าไม่แรงไปมากกว่านี้ นี่ถือว่าอาบัติแค่เล็กน้อย ปรับปรุงกันได้ แก้ไขตักเตือนกันได้ พระทั้งสองรูปไม่ใช่พระหัวดื้อหรือหัวรั้น เดี๋ยวท่านก็ปรับตัวได้ เหมือนตอนที่อาตมาโดนถล่มหนัก จนคนไปฟ้องหลวงพ่อพุทธทาส หลวงพ่อท่านรู้ข้อมูลมาก่อน เลยตอบว่าได้กับเสีย พระพยอมทำได้หรือเสียมากกว่า ตอนนั้นจำได้ไปเทศน์แรกๆ ที่ดังที่สุดในปี 2527 คนฟัง 5 หมื่น สมัยโน้นต้องเดินทางฟังข้ามจังหวัด ไม่เหมือนสมัยนี้ เฟซไลฟ์ไปคนดู 2-3 แสน ต้องถือว่ามากเป็นประวัติการ แซงอาตมาไปเยอะ

ใครต่อว่าต่อขานก็อย่าไปโกรธ?

พระพยอม : อย่าน้อยใจสึกไปเหมือนพระองค์ก่อนๆ ท่านเป็นนักเขียนและเป็นนักบรรยาย แล้วโดนตำหนิ น้อยใจ ลาสึก แต่ก็มาทำคุณประโยชน์ทางฆราวาสได้เยอะ แต่อย่าไปเอ่ยถึงท่านเลย

คุณนิพิธ โพสต์แสดงความเห็นต่อกรณีนี้ ว่าเพราะมีเราจึงมีสงฆ์ สงฆ์จึงควรรับฟังเราบ้าง มองยังไง?

พระมหาไพรวัลย์ : ท่านนิพิธท่านบอกว่าท่านอายศาสนาอื่น แต่ท่านไม่ทราบเลยว่าคนส่วนหนึ่งที่มาฟังเป็นคนต่างศาสนา มีที่ไหนเทศน์แล้วคนต่างเทศนามาเอ็นจอย มาซึมซับ บางคนบอกเป็นคริสต์ อิสลามแต่มาฟัง นี่คือการรวมคนทุกศาสนา แสดงว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้จำกัดศาสนา จะไปอายเพื่ออะไร ถามก่อน

คือตรงกับข้อสองที่ท่านนิพิธลงเอาไว้บอกเห็นท่านพูดคุยหัวเราะร่วน ท่านไม่สำรวม อายคนศาสนาอื่น กลัวเขาจะหมิ่นเอาได้ว่าสงฆ์เราสอนธรรมด้วยอาการไม่สำรวม?

พระมหาไพรวัลย์ : ก่อนไปอายคนอื่น อายตัวเองก่อน ทำไมไม่เห็นข้อดีของการเทศน์แบบนี้ การดึงคนแต่ละศาสนาให้มาฟัง

ทั้งสองรูปยืนยันว่าจะไลฟ์ทุกวันศุกร์ ?

พระมหาสมปอง : ถ้าอุปกรณ์ครบก็จะหัดไลฟ์ ถ้าอยากฟังนิ่มๆ นวลๆ ไม่หัวเราะมากเกินไป อาตมาคิดหัวข้อแล้ว ทุกศุกร์แต่เราจะไม่ทุกข์ จะสุขอย่างเดียว สองทุ่มพบกันทุกวันศุกร์ วีคลี่กันไป

เร็วๆ นี้จะมาทำรายการกับช่อง 3?

พระมหาสมปอง : ทำตลอด

พระมหาไพรวัลย์ : รายการอะไรโหนกะสงฆ์เหรอ (หัวเราะ)

ปธ.กมธ.ศาสนาจ่อเชิญ ’พระมหาไพรวัลย์-พระมหาสมปอง’ หารือไลฟ์สด 9 ก.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600226

ปธ.กมธ.ศาสนาจ่อเชิญ’พระมหาไพรวัลย์-พระมหาสมปอง’ หารือไลฟ์สด 9 ก.ย.นี้

ปธ.กมธ.ศาสนาจ่อเชิญ’พระมหาไพรวัลย์-พระมหาสมปอง’ หารือไลฟ์สด 9 ก.ย.นี้

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.11 น.

วันที่ 6 กันยายน 2564 ที่รัฐสภา นายสุชาติ อุสาหะ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึง พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ และ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ได้ไลฟ์สดในเพจพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ ว่าประเด็นดังกล่าวได้มีประชาชนตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสม และความสำรวมของพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ และ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ดังนั้นในวันพฤหัสบดี ที่ 9 กันยายนนี้ เวลา 10.00 น ทางคณะกรรมาธิการฯ จึงได้เชิญพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ และ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต เข้าให้ข้อเท็จจริงว่าประเด็นดังกล่าวเป็นอย่างไร หรือมีประเด็นใดที่ควรจะปรับปรุง ซึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนดีก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ และหากประเด็นใดที่กรรมาธิการมองว่าเป็นเรื่องที่ผิด ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมก็คงต้องมาปรับปรุงและพูดคุยกัน ทั้งนี้ในมุมมองส่วนตัวตนมองว่าการไลฟ์สดเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่จะต้องมีความเหมาะสมในการเป็นสมณเพศด้วย เช่น บางช่วงบางตอนที่มีรายการโฆษณาเข้ามา หรือ การหัวเราะที่เสียงดัง เป็นต้น 

โดยนายสุชาติ กล่าวว่า พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ และ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ซึ่งเป็นพระลูกวัดของวัดสร้อยทอง ก็จะต้องมาพิจารณาว่ากิริยาท่าทางใดที่ไม่เหมาะสมก็ให้ทางวัดสร้อยทอง โดยท่านเจ้าเอาวาสเป็นผู้กำกับดูแลกันไป ในคณะกรรมาธิการก็จะดูในภาพรวมเป็นหลักว่าสิ่งที่ท่านดำเนินการอยู่นั้นเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากน้อยอย่างไร ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าในโลกโซเชียลบางครั้งการเผยแพร่ไลฟ์สด หรือคลิปวิดีโอก็จะมีการตัดต่อซึ่งเป็นการบิดเบือนจากข้อเท็จจริงก็ต้องมาพิจารณาในประเด็นนี้ด้วยว่าเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหรือเป็นการถูกบิดเบือนทางโซเชียลมีเดีย 

นายสุชาติ กล่าวว่า ส่วนตัวได้เคยเข้าไปดูการไลฟ์สดของพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ และ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต มาบ้างซึ่งหากนำมาเทียบกับยุคสมัยปัจจุบันนั้นก็เป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้ แต่ในบางเรื่องที่ท่านอาจจะหัวเราะเสียงดังเกินไป หรือ มีการแฝงโฆษณาเข้ามา นั้นต้องมาพิจารณาร่วมกันในชั้นกรรมาธิการในวันที่ 9 กันยายนนี้อีกครั้ง

‘ปู จิตกร’ คอลัมนิสต์ชื่อดัง เห็นต่าง ‘พระมหาไพรวัลย์’’ เลิกตั้งคำถามเด็ก โตขึ้นอยากเป็นอะไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/600210

'ปู จิตกร'คอลัมนิสต์ชื่อดัง เห็นต่าง'พระมหาไพรวัลย์’' เลิกตั้งคำถามเด็ก โตขึ้นอยากเป็นอะไร

‘ปู จิตกร’คอลัมนิสต์ชื่อดัง เห็นต่าง’พระมหาไพรวัลย์’’ เลิกตั้งคำถามเด็ก โตขึ้นอยากเป็นอะไร

วันจันทร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.35 น.

วันที่ 6 กันยายน 2564 ปู จิตกร บุษบา คอลัมนิสต์ นสพ.แนวหน้า ได้โพสต์ภาพ “พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ” ที่มีโควทคำพูด พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ผมเป็นครูคนหนึ่ง ที่ถาม ‘ศิษย์พระดาบส’ ทุกรุ่นว่า “อยากให้ชีวิตเป็นยังไง” บางรุ่นให้เขียนถึงชีวิตในฝัน ชีวิตใน 5 ปีข้างหน้าด้วยซ้ำ ก่อนจะมาตั้งโจทย์ให้แต่ละคนตอบว่า เช่นนั้นแล้ว ปีที่หนึ่ง เดือนที่หนึ่ง วันที่หนึ่ง ก่อนถึง 5 ปีนั้น เราต้อง ‘เริ่มทำอะไร’

คนเป็นครู จะไม่ปล่อยให้ลูกศิษย์ใช้ชีวิตล่องลอยไปตามวันเดือนปี เหมือนฟองสบู่ลอยไปตามลมเพื่อรอวันแตก

ครูดีๆ ครูที่มีสติปัญญา  เขาจะใช้ ‘ความฝัน’ เป็นตัวจุดพลังให้เกิดการออกแบบชีวิต วางแผนชีวิต และออกเดินทางเพื่อไปยังจุดหมายที่ลูกศิษย์เขา ‘คิดเอง’

การถามว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร ทำได้โดยไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องเอามายด์เซ็ตของตัวเองไปบังคับ  แต่ในฐานะ ‘คนที่ผ่านโลกมาก่อน’ ย่อมทราบดีว่า ชีวิตที่มีจุดหมาย ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร และทำให้เด็กเดินไปอย่างมีทิศทาง –เป็นทิศทางที่เขาฝันถึงปลายทางด้วยตัวเขา และเราช่วยเตือนภัยบางอย่างได้ล่วงหน้า รวมถึงหาทางส่งเสริมให้ฝันนั้นเป็นจริงได้

มันคือการ ‘กระตุ้น’ ให้ลูกศิษย์ได้สำรวจ ‘ความสนใจ/ความต้องการ’ ของตัวเอง  เสร็จแล้วก็มาสร้าง ‘ความเป็นไปได้’ 

และไม่ใช่ว่า เคยคิดอย่างนั้น เคยฝันอย่างนั้น แล้วต้องยึดมั่นถือมั่นเอาความฝันนั้นเป็นสรณะ  คนที่ไม่เคยฝันจะเป็นพระ แต่วันหนึ่งมาเป็นพระ เป็นสุข เป็นประโยชน์ ย่อมกระจ่างแจ้งเรื่อง ‘ชีวิตเปลี่ยนแปลงได้เสมอ’

ผมจึงเป็นครูที่ชอบกระตุ้นให้เด็ก ‘สำรวจความต้องการ’ ของตัวเขา ด้วยตัวเขา แล้วมาทำ ‘แผนที่ชีวิต’ ของตัวเอง ไว้เป็น ‘ทางเดิน’ ที่ไม่ต้องเหมือนใคร หรือถูกกำหนดโดยใคร  เพื่อห่างไกลจากการ ‘อยู่ไปวันๆ’ 

แน่นอน ชีวิตมันมีการตกผลึกตกตะกอนได้ ไม่ว่าจะมีฝันหรือไม่มี  แต่มันเป็นเรื่องที่ดี ที่เราจะกระตุ้นให้เขา ‘คิดฝัน’ และตกผลึกกับมันได้เร็วขึ้น มิใช่หรือ

ระหว่างเดินทาง  เราอาจ ‘เปลี่ยนแผน’ ได้  เราจะกระจ่างแจ้งด้วยประสบการณ์ ว่าฝันมีการแตกกิ่งแตกยอดออกไปได้อีก หรือเปลี่ยนทางก็ยังได้ แต่ต้องไม่ใช่ “ความเพ้อฝัน” 

ฝัน-แล้วลงมือทำ คือ ประสบการณ์ คือชั่วโมงบิน คือความช่ำชองของชีวิต  ที่เป็น ‘เครื่องมือวิเศษ’ ที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นอุปสรรค เห็นโอกาส ไขว่คว้าโอกาส และบริหารโอกาสที่ได้รับ ให้ดีได้เสมอ

‘ศิษย์พระดาบสที่รัก’ เธอจงอย่าหยุดฝัน เพราะนั่นคือการ ‘กดปุ่มสตาร์ท’ ให้ชีวิตเธอ

เพื่อไทยปราบ “งูเห่า” โฟกัส 2 ส.ส. รอลงดาบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/482324

เพื่อไทยปราบ “งูเห่า” โฟกัส 2 ส.ส. รอลงดาบ

06 ก.ย. 2564

ซักฟอกไม่จบ เพื่อไทยปราบ “งูเห่า” ไล่สอบทีละคน โฟกัส 2 ส.ส.เจ้าประจำ หวังเชือดโชว์คนแดนไกล คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ปฏิบัติไล่ล่า “งูเห่า” ของคณะกรรมบริหารพรรคเพื่อไทย ได้ลงมือทำอย่างเร่งด่วน เพราะพฤติการณ์ของ ส.ส.บางคน มีกระทำการสวนมติพรรค ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กลับกว๊านพะเยา “ธรรมนัส” ถอยในรุก ตัวละครลับหนุนหลัง

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวง อนุพงศ์-ธรรมนัส คู่ชิงเก้าอี้ มท.1

“ร้อยเอกธรรมนัส”ดวงดีขึ้นแท่นรับวันเกิด กันยานี้รับตำแหน่งใหม่

จะว่าไปแล้ว ส.ส.เพื่อไทย 7 คน จะสรุปว่า “งูเห่า” ทั้งหมดก็คงไม่ได้ เพราะ ส.ส.บางคนติดวิด บางคนป่วยฉับพลันทันที และบางคนมีปัญหาทางเทคนิคการกดบัตร

ประเมินแล้ว น่าจะมี ส.ส.เข้าข่าย “งูเห่า” ไม่เกิน 3 คน เพราะมีการแสดงออกที่ชัดเจนในกรณีการลงมติ ในหลายๆ ครั้งก่อนหน้านั้น มิใช่แค่โหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้เท่านั้น

คณะกรรมการวินัยและจริยธรรมพรรคเพื่อไทย ได้ดำเนินการตรวจสอบ 7 ส.ส.ที่ฝ่าฝืนมติพรรคในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยจะเปิดโอกาสให้ ส.ส.กลุ่มดังกล่าวเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงภายในวันที่ 10 ก.ย.2564

จากการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น วุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก ติดโควิด-19 ได้แจ้งล่วงหน้าว่าเข้าประชุมไม่ได้ ส่วน ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี ชี้แจงว่า กดบัตรแต่ไฟไม่ขึ้น ซึ่งอ้างมีพยานเห็นเหตุการณ์ พอรับฟังได้

ส่วน นพ.จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ ยื่นเอกสารชี้แจงว่า ป่วยกระทันพัน และธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ ได้เตรียมเข้าชี้แจงในวันที่ 7 ก.ย.2564

ด้าน ชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ส.ส.ปทุมธานี ได้ชี้แจงลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า มีอาการป่วย ไม่สามารถเข้าร่วมโหวตได้ แต่เลขาธิการพรรคเพื่อไทย มิได้พูดถึงเลย เช่นเดียวกับ ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ และ พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี

‘พรรคไม่เห็นหัว’

ดาวสภาที่เรียกตัวว่า ส.ส.เอลวิส ได้ปฏิเสธว่า ตัวเองไม่ใช่ “งูเห่า” แต่ขอใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. ซึ่งศรัณย์วุฒิ ส.ส.เมืองพระยาพิชัยดาบหัก โหวตไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี แต่งดออกเสียง 5 รัฐมนตรี

ระหว่างศึกซักฟอกหนนี้ “ศรัณย์วุฒิ” ได้แถลงข่าวว่า พรรคเพื่อไทย ไม่ให้ความเป็นธรรม ตัดเขาออกจากการเป็นผู้อภิปรายไม่ไว้ใจ

อุตรดิตถ์ มี ส.ส. 2 คน พรรคเพื่อไทยทั้งคู่คือ เขต 1 กนก ลิ้มตระกูล เขต 2 ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ซึ่งการเลือกตั้งปี 2562 ค่ายเพื่อไทย มีอดีต ส.ส. 4 คน ได้แก่ กฤษณา สีหลักษณ์, กนก ลิ้มตระกูล, ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ และทนุศักดิ์ เล็กอุทัย แต่เขตเลือกตั้งลดจาก 3 เขต เหลือ 2 เขต

กฤษณา ย้ายไปลงบัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักษาชาติ และทนุศักดิ์ ลงบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แต่พลาดเป็น ส.ส.ทั้งคู่

ตอนนี้ ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย อดีตรัฐมนตรีช่วยคลัง และ กฤษณา สีหลักษณ์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แพคคู่ออกเดินหาเสียงร่วมกัน เหมือนประกาศล่วงหน้าว่า การเลือกตั้งครั้งใหม่ พวกเขาขอจองเก้าอี้ ส.ส.เขต

ด้วยเหตุนี้ ส.ส.เอลวิสเมืองไทย รู้สึกไม่พอใจ เหมือนถูกเบียดขับ จึงแสดงอภินิหารในพรรคหลายครั้ง

‘สายผู้กอง’

ต้นปี 2564 สิรินทร รามสูต ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ต้องออกมาแถลงข่าวกรณีไปพบนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน เพราะเป็นรัฐมนตรีที่ดูแลจังหวัดน่าน แต่สื่อหลายสำนักบอกว่า ส.ส.น่าน จะเปลี่ยนขั้ว

ในวันดังกล่าว ส.ส.สิรินทร เดินทางไปกับ พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี จึงตกเป็นข่าว “งูเห่า” จะย้ายขั้วเหมือนกัน แต่ “พรพิมล” ไม่ได้ออกมาแถลงข่าวแต่อย่างใด

มีข้อน่าสังเกตว่า วันที่สิรินทรแถลงข่าว มี 2 ส.ส.เพื่อไทยคือ วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยาและละออง ติยะไพรัช ส.ส.เชียงราย น้องสาวยงยุทธ ติยะไพรัช ร่วมแถลงข่าวด้วย

แหล่งข่าวในแวดวงการเมืองปทุมธานีเปิดเผยว่า ส.ส.พรพิมล สาวลำปางโดยกำเนิด มีความใกล้ชิดกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มานานแล้ว ซึ่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อ ก.พ.2562 พรพิมล ได้โหวตไว้วางใจ พล.อ.ประวิตร และ ร.อ.ธรรมนัส  ส.ส.พรพิมล จึงไม่เคยออกมาแถลงข่าวตอบโต้หรือชี้แจง กรณีถูกมองว่าเป็น “งูเห่า” เลยแม้แต่ครั้งเดียว