“วาระร้อน ครม.” เคาะเยียวยารอบสอง ม. 33 39 40 เลือกตั้งท้องถิ่น-ตั้ง เลขาฯ สมช. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482349

“วาระร้อน ครม.” เคาะเยียวยารอบสอง ม. 33 39 40 เลือกตั้งท้องถิ่น-ตั้ง เลขาฯ สมช.

07 ก.ย. 2564

จับตา “วาระ ครม.” เคาะเยียวยารอบสอง ม. 33 แจกอีกคนละ 2,500 บาท ม. 39 ม.40 คนละ 5,000 บาท, เลือกตั้งท้องถิ่น อบต. ผู้ว่า กทม. นายกฯเมืองพัทยา -ตั้ง เลขาฯ สมช. คนใหม่

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันนี้ ( 7 ก.ย. ) มี”วาระ ครม.”ที่น่าสนใจหลายเรื่อง

– กระทรวงแรงงาน จะนำเรื่องเยียวยารอบสองให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอพิจารณาอนุมัติกรอบวงเงินให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 อีกคนละ 2,500 บาท

เมื่อรวมกับเงินที่จ่ายงวดแรกไปเมื่อเดือนส.ค. คนละ2,500 บาท ผู้ประกันตน มาตรา 33 จะได้เงินเยียวยารวมเป็นเงิน 5,000 บาท

โดยคาดว่าจะได้รับเงินเยียวยาหลังจากประชุมครม.เสร็จสิ้น หรือภายในเดือนกันยายนแน่นอน
 

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง : มหาดไทย ชง ครม. ไฟเขียว “เลือกตั้งท้องถิ่น” ผู้ว่าฯกทม.-นายกเมืองพัทยา -อบต.

                         :ลุ้นรอบ2 แจกเยียวยา 2,500 “ผู้ประกันตน” ม.33 ใน 13 จว.สีแดงเข้ม

                        :ธรรมนัส ซัดไอ้ห้อยไอ้โหน พปชร. ปูดข่าวล็อบบี้เสียงสภา “ล้มนายกฯ” ยันไม่จริง

สำหรับการเยียวยาผู้ประกันตน มาตรา 33 คนละ 2,500 บาทในรอบที่ 2 จะได้รับเฉพาะ 13 จว.พื้นที่สีแดงเข้มตามประกาศศบค.เท่านั้น เนื่องจากทั้ง 13 จังหวัด ถูกสั่งปิดกิจการ กิจกรรม อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่เดือนก.ค.-ส.ค. เป็นเวลาประมาณ 2 เดือน

ส่วนการจ่ายเยียวยาให้กับผู้ประกันตน มาตรา 39 และ มาตรา 40 คนละ 5,000 บาท จะใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวเช่นเดียวกันคือ หากเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 และ มาตรา 40 ใน 13 จังหวัดสีแดงเข้มจะได้รับเงินคนละ 5,000 บาทครั้งที่ 2 

ทั้งนี้ 13 จังหวัดสีแดงเข้ม  ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา  ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ สงขลา

ในส่วนกระทรวงมหาดไทยพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เสนอคณะรัฐมนตรีเห็นสมควรให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็ได้ อบต.  ผู้ว่าฯ กทม. และนายกเมืองพัทยา ซึ่งปีนี้ถือว่าเป็นปีแห่งการเลือกตั้งท้องถิ่น

ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการเลือกตั้งนายก อบจ. สมาชิกสภา อบจ. นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาเทศบาลทั่วประเทศไปแล้ว    

อีกเรื่องที่ต้องจับตา คือการตั้งเลขา สมช. คนใหม่  ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่26 ส.ค.ที่ผ่านมา สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุม ได้มติเห็นชอบแต่งตั้ง พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม
เสนาธิการทหาร ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช.คนใหม่ แทน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการ สมช.ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้

ซึ่งตามขั้นตอนจะต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ 

นอกจากนี้ต้องรอดูท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ต่อกรณีข่าวยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และยุบ ศบค.  ซึ่งมีรายงานข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเรียกประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. ชุดใหญ่ในวันศุกร์ที่ 10
กันยายนนี้

ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการพิจารณาทบทวนการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งมาตรา 5 การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรซึ่งจะให้สิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.นี้

และรวมถึงมาตรา 9 ซึ่งใช้ออกข้อกำหนดต่าง ๆ โดยจะกลับไปใช้กฎหมายพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 แทน ทั้งนี้จะส่งผลให้ ศบค.สิ้นสภาพไปโดยปริยาย และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบตามหน้าที่ปกติโดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข  ตั้งแต่วันที่
1 ต.ค.นี้เป็นต้นไป

อีกเรื่องต้องจับตาคือ ท่าที ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ กับการประชุมครม.ครั้งนี้  หลังจากถูกกล่าวหาว่าเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังการล็อบบี้ล้มนายกรัฐมนตรีและ ร.อ. ธรรมนัส อาจถูกเช็กบิลริบคืนทุกเก้าอี้ที่นั่งอยู่ 

นครบาล ตั้ง 4 ข้อหา หลังรวบม็อบ “ทะลุแก๊ส” ทั้ง 18 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482332

นครบาล ตั้ง 4 ข้อหา หลังรวบม็อบ”ทะลุแก๊ส” ทั้ง 18 ราย

06 ก.ย. 2564

ม็อบ “ทะลุแก๊ส” พลาดท่าโดนปิดกล่อง รวบรถมอเตอร์ไซค์ 38 คัน ตั้ง 4 ข้อหายาวเหยียด หลังก่อความวุ่นวายใต้สะพานทางด่วน

พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย  รอง ผบช.น.  พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พันธเจริญ รองโฆษก ตร.  แถลงช่วง เวลา 21.00น.  

ว่าการชุมวันนี้ มี 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เริ่มก่อตัว 16.00 น. บริเวณแยกอโศก และมีการปิดการจราจร ตั้งเวทีปราศัย จนถึงเวลา 19.40 น.ไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ 
   

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

นครบาล ตั้ง 4 ข้อหา หลังรวบม็อบ"ทะลุแก๊ส" ทั้ง 18 รายนครบาล ตั้ง 4 ข้อหา หลังรวบม็อบ”ทะลุแก๊ส” ทั้ง 18 ราย

นครบาล ตั้ง 4 ข้อหา หลังรวบม็อบ"ทะลุแก๊ส" ทั้ง 18 รายนครบาล ตั้ง 4 ข้อหา หลังรวบม็อบ”ทะลุแก๊ส” ทั้ง 18 ราย

อีกกลุ่มม็อบ เวลา 17.30 น. ม็อบ “ทะลุแก๊ส” ก่อเหตุ ความวุ่นวาย ที่บริเวณแยกดินแดง ยั่วยุเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยการขว้างปาสิ่งของ ต่างๆ  จนเวลา 18.30 น.  เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ประกาศให้ยุติการชุมนุมต่างๆ  แต่ กลุ่มม็อบ “ทะลุแก๊ส” ไม่ยอมยุติ รวมตัวมั่วสุมวางเพลิง เผาทรัพย์สินใต้ทางด่วน ขว้างปา ปะทัด และ พลุไฟ  

ตำรวจจึงประกาศอีกครั้งเวลา 19.10 น. จึงบังคับใช้กฎหมาย สั่งชุดเคลื่อนที่เร็ว เข้ารวบตัวจับกุม  จนได้ผู้ต้องหา 18 ราย และ ยึดรถจักรยานยนต์ 31 คัน  แจ้งข้อหาฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน ,มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อนไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง,เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกมั่วสุมแล้วไม่เลิก ,  ฝ่าฝืน พรบ.โรคติดต่อ ,  ซึ่งตั้งแต่ เดือนสิงหาคมเป็นต้นมา ยึดรถจักรยานยนต์ไปแล้ว 170 คัน 

นครบาล ตั้ง 4 ข้อหา หลังรวบม็อบ"ทะลุแก๊ส" ทั้ง 18 รายนครบาล ตั้ง 4 ข้อหา หลังรวบม็อบ”ทะลุแก๊ส” ทั้ง 18 ราย

“นิพนธ์” ชวนประชาชน เลือกซื้อ-เลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำ ที่มีฉลาก กปน. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482329

“นิพนธ์” ชวนประชาชน เลือกซื้อ-เลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำ ที่มีฉลาก กปน.

06 ก.ย. 2564

“นิพนธ์” เปิดเกิจกรรม ”วิถีใหม่ประหยัดน้ำกับ กปน.” เพิ่มช่องทางเลือกให้ประชาชนซื้อสินค้า-อุปกรณ์ประหยัดน้ำ ที่มีฉลาก กปน.รับรองช่วยประหยัดจริง ได้หลายต่อ ทั้งได้สินค้าดีมีคุณภาพ ช่วยเซฟประหยัดน้ำ รักษ์ทรัพยากรน้ำยั่งยืน

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 6 กันยายน 2564 ที่การประปานครหลวง (กปน.) สานักงานใหญ่ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมออนไลน์ “วิถีใหม่แห่งการประหยัดน้ำกับฉลากประหยัดน้ำของการประปานครหลวง” 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“นิพนธ์ “รุดเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.นราธิวาส พร้อมเร่งให้ความช่วยเหลือ

“นิพนธ์” กำชับผู้ว่าฯ-ปภ.เตรียมพร้อมรับอุทกภัยภาคใต้ตอนล่าง

“นิพนธ์” ลงพื้นที่นครศรีฯ นำความห่วงใยจากคณะรัฐมนตรี เยี่ยมเยียนจนท.ด่านคัดกรอง

โดยมี นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ ประธานกรรมการ กปน. นายนิทัศน์ มณีศิลาสันต์ กรรมการ กปน. นายวีรวัฒน์ ยมจินดา กรรมการ กปน. และ นายกวี อารีกุล ผู้ว่าการ กปน. เข้าร่วม

"นิพนธ์" ชวนประชาชน เลือกซื้อ-เลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำ ที่มีฉลาก กปน.“นิพนธ์” ชวนประชาชน เลือกซื้อ-เลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำ ที่มีฉลาก กปน.

นายนิพนธ์ กล่าวว่า การประปานครหลวง (กปน.) เป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย มีภารกิจหลักในการผลิตน้ำประปาให้สะอาด ปลอดภัย ตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้บริการประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) นนทบุรี และ สมุทรปราการ เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้พี่น้องประชาชนได้รับบริการน้ำประปา สะอาด ปลอดภัย อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม 

"นิพนธ์" ชวนประชาชน เลือกซื้อ-เลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำ ที่มีฉลาก กปน.“นิพนธ์” ชวนประชาชน เลือกซื้อ-เลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำ ที่มีฉลาก กปน.

นอกจากภารกิจหลักแล้ว กปน. ยังให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดโดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำที่ได้รับการ รับรองฉลากประหยัดน้ำของ กปน.อย่างต่อเนื่อง

“ในปีนี้ได้จัดกิจกรรมออนไลน์ ‘วิถีใหม่แห่ง การประหยัดน้ากับฉลากประหยัดน้ำของการประปานครหลวง’ จัดขึ้นเพื่อที่จะเป็นทางเลือกให้ประชาชน เลือกซื้อผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ประหยัดน้ําที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฉลากประหยัดน้ําของ การประปานครหลวง ซึ่งจะช่วยควบคุมการใช้น้ําในปริมาณที่เหมาะสม ลดการสูญเสียน้ํา โดยไม่จําเป็น ช่วยลดอัตราการใช้น้ํา เฉลี่ย/คน/วัน (Per Capita) เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีน้ําใช้อย่างเพียงพอ 

จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนหันมาเลือกใช้อุปกรณ์ผลิตภัณฑ์ ประหยัดน้ําที่ได้รับการรับรองฉลากประหยัดน้ําของการประปานครหลวง และขอเชิญชวนผู้ประกอบการและผู้จัดจําหน่ายทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ ร่วมกันสร้างสรรค์และจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์ประหยัดน้ําตามมาตรฐานกําหนด 

โดยปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ประหยัดน้ําที่ได้รับการรับรอง 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทก๊อกอ่างล้างหน้า-ล้างมือประหยัดน้ํา แบ่งประสิทธิภาพการประหยัดน้ํา ตั้งแต่ระดับ 3-5 โดย เบอร์ 5 (ระดับดีเยี่ยม) เบอร์ 4 (ระดับดีมาก) และเบอร์ 3 (ระดับดี)

และประเภทฝักบัวประหยัดน้ํา ซึ่งก๊อกและฝักบัวประหยัดน้ําที่มีฉลากประหยัดน้ําของการประปานครหลวง จะลดการใช้น้ําเหลือเพียง 1 ใน 3 จากการใช้ก๊อกน้ําทั่วไป โดยฉลากจะแสดงประสิทธิภาพอุปกรณ์ประหยัดน้ํา จะทําให้ประชาชนทราบถึงปริมาณการใช้น้ําและหันมาใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ํา และร่วมกันรักษาทรัพยากรน้ําอย่างยั่งยืนตลอดไป”นายนิพนธ์กล่าว

“โรงเรียน sandbox” บูม รร.ขอเข้าร่วมโครงการ อีก 68 แห่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482326

“โรงเรียน sandbox ” บูม รร.ขอเข้าร่วมโครงการ อีก 68 แห่ง

06 ก.ย. 2564

รองโฆษกรัฐบาล เผย มีโรงเรียนขอเข้าร่วมโครงการ “โรงเรียน sandbox ” อีก 68 แห่ง หลังเปิดไปแล้ว 34 แห่ง เน้นย้ำต้องมีความพร้อมทั้งสถานที่-ครู-ผู้ปกครอง-นักเรียน พร้อมเตรียม School isolation แยกกักหากมีเด็กติดโควิด

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการแจ้งให้เคลียร์กับทีมโฆษกรัฐบาลถึงการเปิดภาคเรียนของเด็กนักเรียน ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและผลักดันโครงการ”โรงเรียน sandbox “ไปแล้ว หรือ Sandbox Safety Zone in School ซึ่งเริ่มไปแล้ว 34 แห่ง

เป็นโรงเรียนประจำที่มีความพร้อมทั้งในสังกัดภาครัฐและเอกชน ล่าสุดมีโรงเรียนขอร่วมโครงการอีก 68 แห่ง
 

สำหรับความพร้อมในที่นี้จะต้องมีสถานที่พร้อม ครู-ผู้ปกครอง เห็นด้วยกับการที่จะเปิดให้มีนักเรียนเข้าเรียน ต้องมีการตรวจประเมินความพร้อมโดยสาธารณสุขจังหวัด ต้องเข้าไปดูแลสถานที่โรงเรียนจะต้องมีสถานแยก กักกันตัวนักเรียนหรือ School isolation

กรณีเด็กติดโควิคเกิดขึ้นต้องจัดให้มีSafety Zone ในโรงเรียน เมื่อเปิดเทอมแล้วก็จะต้องมีการติดตามประเมินผล โดยทีมตรวจราชการของศึกษาธิการและสาธารณสุข รายงานผลอย่างต่อเนื่อง 

การฉีดวัคซีนให้กับเด็กที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป โดยเมื่อวัคซีนไฟเซอร์
เข้ามาถึงประเทศไทย ก็จะดำเนินการฉีดให้กับเด็ก ๆ อย่างแน่นอน 

ควันอภิปรายยังไม่จาง สามป. เตรียม “เช็คบิล” จับตาอดีต “นายพล” ตำรวจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482316

ควันอภิปรายยังไม่จาง สามป.เตรียม”เช็คบิล” จับตา อดีต”นายพล”ตำรวจ

06 ก.ย. 2564

ควันไม่จางง่ายๆภายหลังศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ 3ป.จ่อไล่หวดอดีต”นายพลตำรวจ”-ผู้กอง “เช็คบิล“ตัวบงการ”เปลี่ยนขั้วการเมือง

แม้ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจจบลงไปแล้ว ด้วยจำนวนเสียงในสภาโหวตให้ความไว้วางใจ  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ 5 รมต.ให้บริหารประเทศต่อไป 

แต่ใช่ว่าจะเป็นการจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งด้วยการยกกำปั้นสู้ตามสไตล์ประยุทธ์ จันทร์โอชา  เพราะหลังจากนี้ คือการไล่ตรวจสอบกองฟืนกองไฟที่แอบสุมอยู่ภายในพรรคเพื่อไม่ให้คุกรุ่นขึ้นมาอีก 

ช่วงนี้จึงเห็นว่าแต่ละพรรคมีการไล่ตรวจสอบใครเป็น“งูเห่า” ใครโหวตสวนมติพรรค ก็มีการตามเช็คบิล อย่างพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาแถลงเตรียมขับงูเห่าออกจากพรรค หรือพรรคเพื่อชาติ เตรียมใช้มาตรการตะเพิดพ้นพรรคเช่นเดียวกัน

ไม่ใช่แต่พรรคฝ่ายค้านเท่านั้น  พรรคพลังประชารัฐ อันเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ได้มีการกางบัญชี ส.ส.ที่ลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบนี้ ชนิดละเอียดยิบ พร้อมกับวิเคราะห์ส.ส.ต่างพรรคเป็นรายบุคคลอีกด้วย ชนิดต้องการรู้เขารู้เราในเกมการเมืองหนนี้เพื่อรับมือศึกหนหน้าที่รออยู่อีกหลายช็อต  

แกนนำพรรคพลังประชารัฐ   เปิดเผยว่า   หากไปพิจารณาคะแนนไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมครั้งล่าสุดนั้น

ตอนนี้พบบางสิ่งที่ผิดปกติ โดยคะแนนฝ่ายรัฐบาลนั้นพบว่า   พรรคประชาธิปัตย์คือนายอันวาร์ สาและ ลงมติไม่ไว้วางใจ นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ และนายชวน หลีกภัย งดออกเสียง    

พรรคเศรษฐกิจใหม่ คือ นายนิยม วิวรรธนดิษฐกุล ลงมติไม่ไว้วางใจ พรรคเล็ก คือนายดำรง พิเดช พรรคทวงคืนผืนป่าฯ นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค พรรคไทรักธรรม นายสุรทิน วิจารณ์ พรรคประชาธิปไตยใหม่  โดยทั้งสามพรรคลงมติไม่ไว้วางใจ  

พรรคฝ่ายค้านนั้น พบว่านายคารม พลพรกลาง  พรรคก้าวไกล ลงมติไว้วางใจ ส่วนนายขวัญเลิศ  พานิชมาก นายพีรเดช คำสมุทร นายเอกภาพ เพียรพิเศษ ไม่ลงมติ นายอนุมัติ ซูสารอ พรรคประชาชาติ ลงมติไว้วางใจ นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์และนายวุฒิชัย กิตติธเนศวร ไม่ลงมตินั้น
 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

แกนนำพปชร. เปิดเผยว่า  กรณี ส.ส.บางคนในพรรคร่วมรัฐบาลที่ลงมติสวนทางพรรคร่วมรัฐบาล เช่น นายพนิตและนายอันวาร์นั้น ทราบดีว่าใกล้ชิด อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่งและลงมติแบบนี้หลายครั้ง   ยกเว้นนายชวนที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรเพราะโดยหน้าที่นายชวนต้องงดออกเสียง  

ส.ส. พรรคฝ่ายค้านบางคน เช่น ส.ส.พรรคก้าวไกล ทราบดีว่าจะย้ายไปพรรคภูมิใจไทย ส.ส.พรรคเพื่อไทยนั้นทราบว่า บางคนจะย้ายไปพรรคภูมิใจไทยและพรรคไทยสร้างไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า

“หากมองไปยังพรรคเล็กที่ร่วมรัฐบาลคือ พรรคทวงคืนผืนป่าฯ พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคไทรักธรรม พรรคประชาธิปไตยใหม่ รวมทั้งบางคนจากพรรคฝ่ายค้าน ส.ส.ที่ลงมติสวนทางเหล่านั้น พบว่า มีความใกล้ชิด รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

โดยช่วงตั้งรัฐบาลรอ.ธรรมนัส ย้ำกับสื่อมวลชนว่า เป็นคนประสานพรรคต่างๆในการตั้งรัฐบาล รวมทั้งยังประสานพรรคฝ่ายค้านได้  ทราบกันดีว่าส.ส.พรรคเหล่านี้สนิทกับร.อ.ธรรมนัส 

“ จึงเป็นไปได้ว่าพรรคเหล่านี้จะดำเนินการการปรับครม.ตามที่มีกระแสข่าวในช่วงหลายวันที่ผ่านมากับแกนนำพรรคพลังประชารัฐคนหนึ่งผ่านการลงมติการอภิปรายฯในครั้งนี้ตามกระแสข่าวที่เกิดขึ้นในหลายวันที่ผ่านมา” 

ผู้ใหญ่ในพรรคและผู้ใหญ่ในรัฐบาลตอนนี้ทราบแล้วว่า   ช่วงที่ผ่านมาแกนนำพรรคคนนั้นพยายามประสานกับพรรคเล็กๆและพรรคฝ่ายค้านเช่น พรรคเพื่อไทย ในการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีผ่านการลงมติ  โดยแกนนำพรรคคนดังกล่าว ประสานงานกับ พล.ต.อ.นอกราชการนายหนึ่งที่มีความใกล้ชิดแกนนำรัฐบาลในตอนนี้ที่มีกระแสข่าวว่าพยายามไปเกี่ยวพันกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ   องค์กรอิสระ และเครือข่ายธุรกิจหลายแห่ง   โดยแอบอ้างความใกล้ชิดแกนนำรัฐบาลคนหนึ่งในการเคลื่อนไหว

แกนนำพรรคคนดังกล่าวกับพล.ต.อ.นายนั้นมีแผนว่า หากเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีได้จะเสนอให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นนายกรัฐมนตรีแทนพล.อ.ประยุทธ์  โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา272 มาใช้บังคับ เพราะจะพยายามทำให้การใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 88 และมาตรา159  ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นดำเนินการไม่ได้  

หากการเคลื่อนไหวนี้บรรลุผล  แกนนำพรรคคนดังกล่าว ขยับเป็นรัฐมนตรีว่าการ แล้วให้ พล.ต.อ.นายนั้นเป็นรมว.มหาดไทย พร้อมดึงพรรคเพื่อไทยและพรรคฝ่ายค้านบางพรรคมาร่วมตั้งรัฐบาล โดยใช้กระสุนจำนวนมากในการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล

ทว่า แผนดังกล่าวต้องล้มเหลวลงในตอนนี้ และทราบว่าแกนนำรัฐบาลคือ3ป.วางมาตรการลงโทษแกนนำพรรคคนนี้และคนที่ร่วมขบวนการ  รวมทั้งได้กำหนดแนวทางการเมืองใหม่ในอนาคตไว้แล้ว

“บิ๊กป้อม” อนุมัติผ่านโครงการสำคัญที่ขอรับทุนสนับสนุนจากกองทุนดิจิทัล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482313

“บิ๊กป้อม” อนุมัติผ่านโครงการสำคัญที่ขอรับทุนสนับสนุนจากกองทุนดิจิทัล

06 ก.ย. 2564

“บิ๊กป้อม” ประธานบอร์ดกองทุนดิจิทัล อนุมัติผ่านโครงการสำคัญที่ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนดิจิทัล ปี 64 รวม 46 โครงการ พร้อมรับทราบผลการดำเนินงานกองทุนดิจิทัลที่เดินหน้าตามเป้าหมายปีงบประมาณ พ.ศ. 2564


เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 64   “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหาร”กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” (บอร์ดกองทุนดิจิทัล) ครั้งที่ 4/2564 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

“บิ๊กป้อม” อนุมัติผ่านโครงการสำคัญที่ขอรับทุนสนับสนุนจากกองทุนดิจิทัล“บิ๊กป้อม” อนุมัติผ่านโครงการสำคัญที่ขอรับทุนสนับสนุนจากกองทุนดิจิทัล

โดยมีนายชัยวุฒิ ธนาคมมานุสรณ์  รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เข้าร่วม 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

พล.อ.ประวิตรฯ กล่าวว่า  ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบและอนุมัติโครงการหรือกิจกรรมที่ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตามมาตรา 26 (1) และ (2) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ภายใต้กรอบนโนบาย 6 ด้าน ซึ่งในปีนี้มีคำขอรับทุนฯ ยื่นเสนอเข้ามาจำนวน 649 โครงการ

อย่างไรก็ตาม มีโครงการที่ไม่ผ่านตามระเบียบคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ข้อ 36 จำนวน 40 โครงการ คงเหลือโครงการที่ต้องพิจารณาจำนวน 609 โครงการ  

“บิ๊กป้อม” อนุมัติผ่านโครงการสำคัญที่ขอรับทุนสนับสนุนจากกองทุนดิจิทัล“บิ๊กป้อม” อนุมัติผ่านโครงการสำคัญที่ขอรับทุนสนับสนุนจากกองทุนดิจิทัล

โดยโครงการหรือกิจกรรมการที่ได้รับการอนุมัติแบ่งเป็นโครงการหรือกิจกรรมฯ ที่มีวงเงินเกินกว่า 10 ล้านบาท จำนวน 32 โครงการ และโครงการหรือกิจกรรมฯ ที่มีวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท จำนวน 14 โครงการ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาอนุมัติโครงการตามมาตรา 26 (3) (4) (6) ตามพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560 ซึ่งได้ให้นโยบายในการดำเนินงานสำหรับโครงการหรือกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนว่า การดำเนินโครงการจะต้องเป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกำหนด และสามารถบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะรองประธานกรรมการ กล่าวเสริมว่า การเปิดรับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 นี้ ได้กำหนดกรอบวงเงินทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท ภายใต้กรอบนโนบาย 6 ด้าน ได้แก่ ด้าน Digital Manpower ด้าน Digital Technology ด้าน Digital Health ด้าน Digital Agriculture ด้าน Digital Government & Infrastructure และ ด้าน Digital Agenda เพื่อให้เกิดการพัฒนาดิจิทัลของประเทศที่ครอบคลุมในทุกด้าน ส่งผลให้เกิดการผลักดันนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และลดช่องว่างทางสังคม ช่วยให้เกิดความรู้และทักษะดิจิทัลที่เหมาะสมกับบุคลากรทุกกลุ่ม และ พัฒนากระบวนการทำงานและการให้บริการของภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้การปฏิบัติงานเกิดความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลต่อไป


นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะกรรมการ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการที่เสนอคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ พิจารณาในวันนี้ ได้ผ่านการพิจารณารายละเอียดตามหลักเกณฑ์การพิจารณาโครงการหรือกิจกรรมที่ขอรับการส่งเสริม สนับสนุน ให้ความช่วยเหลือและการให้ทุนอุดหนุนการวิจัยและพัฒนา จากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาโครงการและคณะทำงานวิเคราะห์โครงการ เพื่อให้ได้โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อการวิจัยและพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศในทุกด้าน เพื่อประโยชน์ต่อการให้บริการสาธารณะและไม่เป็นการแสวงหากำไร โดยไม่เป็นการทำลายการแข่งขันอันพึงมีตามปกติวิสัยของกิจการภาคเอกชน ซึ่งการสนับสนุนนี้จะครอบคลุมผู้พัฒนาในทุกกลุ่มทั้งหน่วยงานของรัฐเอกชน และบุคคลทั่วไป 

นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะกรรมการและเลขานุการ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมวันนี้นอกจากจะมีการพิจารณาโครงการที่เปิดรับการสนับสนุนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 แล้ว คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ยังได้รับทราบและติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

โดยกองทุนฯ ได้ดำเนินการตามตัวชี้วัดการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน ประจำปีบัญชี 2564 ที่กำหนดโดยกรมบัญชีกลาง ซึ่งผลการดำเนินงานอยู่ในระดับที่ดี โดยจะเห็นได้จากระดับความสำเร็จในการติดตามประเมินผลโครงการที่กองทุนฯ ให้การสนับสนุนมาตรา 26 (1) (2) และ (4) ได้ร้อยละ 100 และผลการสำรวจความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีบัญชี 2564

โดยมีภาพรวมความพึงพอใจอยู่ที่ร้อยละ 4.32 จากคะแนนเต็มร้อยละ 5 ทั้งนี้ กองทุนฯ ยังสามารถเบิกจ่ายงบประมาณโครงการที่ได้รับการอนุมัติ ตามมาตรา 26 (1) (2) และ (6) ในภาพรวมไปแล้วกว่าร้อยละ 80 (ข้อมูล ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2564)

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้พิจารณาผลการดำเนินงานตามมติของคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย ข้อบังคับและระเบียบของกองทุนฯ เพื่อให้การดำเนินงานของกองทุนดิจิทัลฯ มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น แต่ไม่ขัดกับระเบียบคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 

ทั้งนี้ นางวรรณพรฯ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศเป็นอย่างยิ่ง โดยสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งในรูปแบบของการวิจัยและพัฒนา โดยอาศัยหลักของความโปร่งใส และชัดเจนในทุกขั้นตอนเป็นสำคัญ เพื่อให้ผลที่ได้รับจากโครงการที่ได้รับการสนับสนุนมีความคุ้มค่าสอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะและต่อการพัฒนาของประเทศต่อไป

อ่วม “จนท. สภาฯ” ติดโควิด แค่เดือนเดียว 27 ราย ล่าสุดพบ ส.ส.ติดเชื้อ 2 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482307

อ่วม “จนท. สภาฯ” ติดโควิด แค่เดือนเดียว 27 ราย ล่าสุดพบ ส.ส.ติดเชื้อ 2 ราย

06 ก.ย. 2564

อ่วม ข้าราชการ พนักงาน “จนท.สภาฯ” แค่เดือนเดียว ส.ค. ป่วยโควิด 27 ราย ขณะที่ล่าสุดพบ ส.ส.ติดเชื้อ 2 ราย ส่วนเดือนก.ย. ได้รับรายงานล่าสุดเมื่อ 2 ก.ย. มีผู้ติดเชื้อรวม 4 คน แต่ไม่มีอาการรุนแรง

นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตั้งแต่ 1-31 ส.ค.ที่ผ่านมาพบว่าในระยะเวลา 1 เดือน มีข้าราชการ พนักงาน “เจ้าหน้าที่รัฐสภา”ติดเชื้อโควิด 27 ราย

ในจำนวนนี้ มี ส.ส. 1 รายซึ่งทุกรายได้รับการดูแลอย่างดี โดยนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีความเป็นห่วงและให้กำลังใจกับทุกคนที่ป่วยซึ่งมีอาการไม่รุนแรง ส่วนเดือนก.ย. ได้รับรายงานล่าสุดเมื่อ 2 ก.ย. มีผู้ติดเชื้อรวม4 คน แต่ไม่มีอาการรุนแรง 

นอกจากนี้ยังมีรายงาน ส.ส. 2 รายติดเชื้อโควิด-19 แต่ไม่ได้มาร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งกำลังสอบสวนโรคอยู่ ทั้งนี้จะบริการตรวจATK ส.ส.อีกครั้งวันพุธ ที่8 ก.ย. 

นพ.สุกิจ ยังกล่าวถึง กำหนดวันประชุมร่วมรัฐสภา 10 กันยายน เพื่อพิจารณาลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ3 โดยจะเป็นการลงคะแนนแบบเปิดเผยด้วยการขานรายชื่อรายคน ซึ่งจะมีกรรมการจากส.ส.6 คนนับคะแนน โดยครั้งนี้จะใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์มาช่วยนับคะแนนแทนการนับด้วยมือ 

ส่วนร่างกฎหมายป้องกันการซ้อมทรมานที่มีการเสนอเข้ามาว่าขณะนี้อยู่ในวาระเร่งด่วนลำดับที่9 แต่จะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาหรือไม่ขึ้นอยู่กับวิปที่จะไปหารือกัน ซึ่งหากไม่มีการเสนอให้เลื่อนขึ้นมาก็จะไม่สามารถพิจารณาได้ทัน 

ACT แนะทุกภาคส่วนหนุน “คบเด็กสร้างชาติ” พัฒนาเครื่องมือตรวจสอบการโกง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482291

ACT แนะทุกภาคส่วนหนุน “คบเด็กสร้างชาติ” พัฒนาเครื่องมือตรวจสอบการโกง 

06 ก.ย. 2564

ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เตือนอย่ามองข้าม “คนรุ่นใหม่” แนะทุกภาคส่วนหนุน“คบเด็กสร้างชาติ” ผสานพลังสังคมร่วมยกระดับเครื่องมือตรวจสอบการโกง ด้าน 5 องค์กรเทคโนโลยีภาครัฐพร้อมสนับสนุนผลักดัน เครื่องมือปราบโกง ให้ใช้งานได้จริง 

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2564  องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน), สถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล,  สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย  จัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2564 ภายใต้แนวคิด “คบเด็กสร้างชาติ” ในรูปแบบ Online Event ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน โดยเชิญชวนหน่วยงาน องค์กรทั้งราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ร่วมแสดงพลังต่อต้านคอร์รัปชัน ด้วยการแชร์ Live พร้อมติด hashtag #ชื่อหน่วยงาน #วันต่อต้านคอร์รัปชัน2564 #คบเด็กสร้างชาติ  มีหลายหน่วยงาน หลายองค์กรให้ความสนใจร่วมทำกิจกรรมอย่างคึกคัก 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“คนรุ่นใหม่” เผยเบื้องหลังสุดล้ำปล่อยพลังพัฒนาเทคโนโลยีจับทุจริต“คนรุ่นใหม่” เผยเบื้องหลังสุดล้ำปล่อยพลังพัฒนาเทคโนโลยีจับทุจริต

นายวิเชียร พงศธร ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวเปิดงานว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯร่วมกับองค์กรสมาชิก และเครือข่าย ได้จัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันในวันที่ 6 กันยายน เป็นประจำทุกปี  ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา เพื่อเป็นเวทีแสดงออกถึงพลังของทุกภาคส่วนในการร่วมแก้ปัญหาการโกงกินที่กัดกร่อนประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

หลายปีที่ผ่านมาองค์กรฯให้ความสำคัญและผลักดันการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐเพื่อให้เกิดความโปร่งใสตรวจสอบได้ ช่วยในการต่อต้านการโกงในทุกระดับ จึงได้พัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ภายใต้โครงการ ACT Ai  และในปีนี้องค์กรฯได้จัดกิจกรรม  ACTkathon 2021 ชวนคนรุ่นใหม่มาร่วมแข่งขันออกไอเดียสร้างเครื่องมือต้านโกงพัฒนาต่อยอดการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เพิ่มความโปร่งใส สร้างการมีส่วนร่วม

“จากพลังที่เต็มเปี่ยมด้วยความสามารถและความตั้งใจของคนรุ่นใหม่ทุกทีม ได้จุดประกายความหวังว่า พลังของคนรุ่นใหม่จะสืบทอด ขยายผล ขยายฐานการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่จะร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยให้ดีขึ้น

จึงอยากเรียกร้องหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ หรือภาคประชาสังคม ร่วมทำงานกับคนรุ่นใหม่ทั้งในองค์กร หรือในสังคมภายนอก โดยองค์ประกอบความเป็นเด็กสร้างชาติ มี 3 ข้อ คือ 1. ออกแบบอย่างเป็นระบบ จากการเริ่มตั้งคำถามเชิงลึกของเหตุการณ์ที่ไม่ปกติที่เกิดขึ้นในสังคมรอบตัว 2. เข้าถึงและประมวลผลจากฐานข้อมูลที่เป็นความจริง เพื่อวิเคราะห์และค้นหาคำตอบโดยใช้ฐานข้อมูล อย่างโปร่งใส 3. สามารถขยายผล “ขนาดใหญ่” จากที่คนจำนวนมากสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเหล่านั้น เป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่ปกติในสังคม 

“ ดังนั้น “คนรุ่นใหญ่” จะต้องร่วมผนึกกำลังกับ “คนรุ่นใหม่” ให้มากขึ้น เพื่อร่วมพัฒนาประเทศไปด้วยกัน อันเป็นที่มาของชื่องานวันต่อต้านคอร์รัปชันในปีนี้ว่า “คบเด็กสร้างชาติ” ผม และทุกคนใน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) “คบเด็กสร้างชาติ” เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า คนรุ่นใหญ่พร้อมที่จะจับมือคนรุ่นใหม่ “สร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน” ให้เป็น “พลังสังคมขนาดใหญ่” ที่ขับเคลื่อนให้คนไทยและสังคมไทยไม่ยอมรับ และออกมาร่วมต่อต้านคอร์รัปชัน ร่วมเดินไปด้วยกันให้ถึงเป้าหมายปลายทางเดียวกัน คือ การได้เห็นประเทศไทยของเราที่ปราศจากการคอร์รัปชันในอีกไม่ไกล” นายวิเชียร กล่าว 

“คนรุ่นใหม่” เผยเบื้องหลังสุดล้ำปล่อยพลังพัฒนาเทคโนโลยีจับทุจริต“คนรุ่นใหม่” เผยเบื้องหลังสุดล้ำปล่อยพลังพัฒนาเทคโนโลยีจับทุจริต

“คนรุ่นใหม่” เผยเบื้องหลังสุดล้ำปล่อยพลังพัฒนาเทคโนโลยีจับทุจริต

ในงานได้มีเปิดไอเดียของ “เด็ก” ในการคิดค้นเครื่องมือ “สร้างชาติ” โดยนำ 3 ทีมที่ชนะเลิศการนำเสนอไอเดีย ACTkatron 2021  คือ ทีมกินยกแก๊ง Corruption Analysis  ที่มาของโครงการคือ ความพยายามจัดการกับข้อมูลของรัฐที่กระจัดกระจาย มีข้อมูลจำนวนมาก ขาดการเชื่อมโยงกัน โดยได้สร้างเครื่องมือเพื่อวิเคราะห์ ว่าโครงการไหนมีโอกาสจะเกิดคอร์รัปชันบ้าง บริษัทที่ได้งบประมาณไปมีเบื้องหลังเกี่ยวข้องกับนักการเมืองหรือไม่ และโครงการที่เราสนใจมีโอกาสที่จะเกิดการฮั้วประมูลหรือไม่ 

ACT แนะทุกภาคส่วนหนุน "คบเด็กสร้างชาติ" พัฒนาเครื่องมือตรวจสอบการโกง ACT แนะทุกภาคส่วนหนุน “คบเด็กสร้างชาติ” พัฒนาเครื่องมือตรวจสอบการโกง 

ทีมขิงบ้านเรา สนใจงบประมาณของท้องถิ่นที่คนมักจะมองข้าม การนำฐานข้อมูลที่มีอยู่แล้วบน ACT Ai มาออกแบบใหม่และนำเสนอให้เข้าใจง่ายขึ้น เลือกเฉพาะข้อมูลในส่วนของการบริหารส่วนท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การ “ให้คนในชุมชนรู้จักชุมชนของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น”  
 

ทีม PICA เรดาร์จับโกง แอปพลิเคชั่นร้องเรียนที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของโครงการ โดยผู้ที่ต้องการร้องเรียนลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนและเก็บข้อมูลไว้ในบล็อกเชน PICA สามารถทำงานได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ข้อมูลที่ได้จะส่งต่อให้ภาคีต่อต้านการคอร์รัปชัน 

ACT แนะทุกภาคส่วนหนุน "คบเด็กสร้างชาติ" พัฒนาเครื่องมือตรวจสอบการโกง ACT แนะทุกภาคส่วนหนุน “คบเด็กสร้างชาติ” พัฒนาเครื่องมือตรวจสอบการโกง 

5 องค์กรเทคภาครัฐพร้อมสนับสนุนผลักดัน เครื่องมือปราบโกง ให้ใช้งานได้จริง


ทางองค์กรต้านคอร์รัปชันฯยังได้เชิญ 5 องค์กรเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพูดคุยในหัวข้อ Mentors Perspective:แผนการต่อยอดเครื่องมือ-What’s Next for ACTkathon เพื่อมาพูดคุยถึงการทำให้ไอเดียของคนรุ่นใหม่ใช้งานได้จริง  

โดย รศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (GBDi) กล่าวว่า จีบีดีไอเป็นหน่วยงานที่ดูเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับบิ๊กดาต้าภาครัฐ ดังนั้น ถ้าทีมใดต้องการข้อมูลในการต่อยอด สิ่งที่ให้ความช่วยเหลือได้ คือ การสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญสาย AI ที่สามารถเข้ามาช่วยแนะนำได้ หรือกลุ่มที่ต้องการเชื่อมโยงประวัติของนักการเมือง  จีบีดีไอพอจะมีคนช่วยให้คำแนะนำ รวมทั้งการสนับสนุนในส่วนของเทคโนโลยี

ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมประเทศไทย (TIJ) กล่าวว่า รู้สึกชื่นชมกับเครื่องมือที่คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาขึ้นมา และอยากเป็นพื้นที่ต่อยอดให้ประเด็นที่เกี่ยวกับความเป็นธรรมและความยุติธรรมของสังคมได้ถูกนำไปแก้ไข โดยได้ตั้งสำนักนวัตกรรมเพื่อความยุติธรรมขึ้น เพื่อมุ่งหวังให้เกิดระบบนิเวศน์และความคิดนอกกรอบ ซึ่งได้เปิดพื้นที่เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชน รวมถึงนักคิดนักสังคม และในปลายปีหน้าจะเปิดพื้นที่ สำหรับประชาชนทุกช่วงวัยได้เข้ามาเรียนรู้ถึงการนวัตกรรมเพื่อสังคม 

ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยกาสำนังานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) กล่าวว่า ข้อมูลจะทำให้เราเห็นและตั้งคำถามได้ บทบาทของดีจีเอ คือการทำให้หน่วยงานรัฐสบายใจที่จะเปิดเผยข้อมูล โดยจะขับเคลื่อนประสานกับหน่วยราชการให้นำข้อมูลเปิด (Open  Data)ไปต่อยอดได้ โดยมุ่งไปที่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หรือข้อมูลพื้นฐาน 6 ด้าน คือ เกษตร เอสเอ็มอี การศึกษา สวัสดิการประชาชน ความโปร่งใส และสุขภาพ โดยบูรณาการทำให้ข้อมูลเปิดมีมากขึ้น

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กล่าวว่า การเอาเด็กรุ่นใหม่มาทำเรื่องทุจริตเป็นเรื่องที่ดีมาก การจะทำให้เกิดการนำนวัตกรรมไปใช้ได้จริงคงต้องเริ่มจากเจ้าของข้อมูลที่ยินยอมให้นำข้อมูลมาใช้ได้ ดีป้า พร้อมให้การสนับสนุน การนำเครื่องมือไปพัฒนาต่อทั้งด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและหาช่องทางที่จะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาเครื่องมือให้ใช้งานได้จริง 

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์กรมหาชน) กล่าวว่า NIA พร้อมสนับสนุนทุนเพื่อทำให้นวัตกรรมนำไปใช้งานได้จริง เราหวังว่าจะทำให้เกิดนวัตกรรมสังคม คือ เกิดนวัตกรรมของภาครัฐ นวัตกรรมของภาคสังคม เป็นการสร้างประชาธิปไตยทางนวัตกรรม

ACT แนะทุกภาคส่วนหนุน "คบเด็กสร้างชาติ" พัฒนาเครื่องมือตรวจสอบการโกง 

ดร.มานะ นิมิตร มงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ทุกหน่วยงานการสนับสนุนเครื่องมือต้านโกง เรื่องเงินและเทคโนโลยีไม่ใช่หัวใจสำคัญ การสนับสนุนด้วยการเปิดเผยข้อมูลและการนำเครื่องมือไปใช้จะเกิดประโยชน์มากกว่าในการทำให้เครื่องมือมีความสมบรูณ์มากมากขึ้น หากทุกหน่วยงานมาร่วมกันพัฒนาเครื่องมือให้เข้มแข็งและทรงพลังมากขึ้นคือการสนับสนุนที่เราต้องการ คนรุ่นใหม่ได้มาให้ไอเดียแล้วถึงเวลาที่คนรุ่นใหญ่จะช่วยสนับสนุนเพื่อให้การสร้างเครื่องมือต่อต้านการคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นได้จริง

ทีมพัฒนา  ACT Ai ต่อยอดพัฒนาตัวตรวจงบโควิด -19  โครงการก่อสร้างภาครัฐ พร้อมตั้งเป้าสร้างระบบนิเวศน์ปราบโกงเชื่อมโยงเครื่องมือไฮเทคตรวจทุจริต

ACT แนะทุกภาคส่วนหนุน "คบเด็กสร้างชาติ" พัฒนาเครื่องมือตรวจสอบการโกง ACT แนะทุกภาคส่วนหนุน “คบเด็กสร้างชาติ” พัฒนาเครื่องมือตรวจสอบการโกง 

ในงานยังมีการนำเสนอแนวทางพัฒนาเครื่องมือ ACT Ai ให้รองรับ-เชื่อมต่อเครื่องมือต้านโกง โดย ผศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค และ นายณัฐภัทร เนียวกุล  ผู้ดูแลโปรเจ็กต์ ACT Ai  

นายณัฐภัทร กล่าวว่า ACT Ai  คือ ทำให้มีช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับการต่อต้านการคอร์รัปชัน การเอาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความโปร่งใสและการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน โดยเริ่มจากข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และข้อมูลนิติบุคคลที่มีความสำคัญมาก จากนั้นจึงพัฒนาต่อจน ACT Ai ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพความสำเร็จของ ACT Ai  คือการมีประชาชนเข้ามาใช้เครื่องมือ 40,000 – 50,000 ราย การตรวจสอบเสาไฟฟ้ากินรี ก็เป็นสิ่งที่ค้นพบด้วย ACT Ai ยังได้พัฒนาตัวจับโกงงบโควิด-19 เพราะการแก้ไขปัญหาโควิด -19 เกี่ยวกับโครงการเงินกู้ 4 แสนล้านบาท และยังได้พัฒนาเครื่องมือตรวจสอบงบประมาณก่อสร้างร่วมกับกรมบัญชีกลาง เพื่อนำข้อมูลมาเป็นส่วนเชื่อมและส่วนขยายของ ACT Ai ตัว ACT Ai จึงเป็นเครื่องมือที่เป็นส่วนประกอบหนึ่งของการตรวจสอบการคอร์รัปชันรอให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับเครื่องมือใหม่ๆ สำหรับระบบนิเวศน์ของ ACT Ai ในภาพใหญ่ ตัว ACT Ai ชุดข้อมูลที่เราเตรียมไว้สามารถนำไปใช้ได้กับไอเดียที่เกิดขึ้นใหม่สามารถเชื่อมโยงกับ ACT Ai ได้ทันที โดยเอาข้อมูลที่เราเตรียมไว้ไปใช้ได้ทันที 

ACT แนะทุกภาคส่วนหนุน "คบเด็กสร้างชาติ" พัฒนาเครื่องมือตรวจสอบการโกง ACT แนะทุกภาคส่วนหนุน “คบเด็กสร้างชาติ” พัฒนาเครื่องมือตรวจสอบการโกง 

ผศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค กล่าวว่า ACT Ai  เป็นจุดเริ่มต้น ของระบบนิเวศน์ของการต้านโกง เมื่อเราทำให้การเข้าถึงข้อมูลง่ายขึ้นได้แล้ว จึงต้องมีระบบนิเวศน์เชื่อมต่อข้อมูลมีเครื่องมือใหม่ๆ เข้ามาใช้งานจะทำให้การต่อต้านคอร์รัปชันเกิดขึ้น Open Data เป็นสิ่งสำคัญในการทำงาน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้ข้อมูลมีความง่ายสามารถติดตามได้ เครื่องมือที่ได้จากทีมที่มาเสนอไอเดียทำให้เกิดระบบนิเวศน์ที่ชัดเจนที่จะช่วยสนับสนุนให้เครื่องมือเกิดประสิทธิภาพที่แท้จริง

จ่อยกเลิก “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” -ยุบ ศบค. เหตุมีกฎหมายอื่นรับมือ โควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482281

จ่อยกเลิก “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” -ยุบ ศบค. เหตุมีกฎหมายอื่นรับมือ โควิด-19

06 ก.ย. 2564

เลขาสมช. เผยอาจไม่ต่อ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” หลังสิ้นสุดการบังคับใช้สิ้นเดือนกันยายนนี้ ชี้ พ.ร.บ.โรคติดต่อฉบับใหม่ครอบคลุมต่างจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เข้มงวดแต่ไม่ตอบโจทย์ พร้อมแปรสภาพ ศบค. เป็นส่วนหนึ่งในคณะทำงาน

พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือสมช.ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กล่าวถึงกระแสข่าวพิจารณายกเลิก “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” โดยระบุว่า ทุกอย่างเป็นการเตรียมการไว้ล่วงหน้า ซึ่งนโยบายของนายกรัฐมนตรีและศบค. ให้มีการเตรียมการไว้อยู่แล้วซึ่งทราบดีว่าสังคมไม่สบายใจกับเรื่องนี้

จะเห็นว่าห้วงเวลาที่ผ่านมาเราอยู่กับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แทบจะไม่รู้สึกด้วยซ้ำ เพราะใช้เฉพาะมาตราการควบคุมโรคติดต่อเท่านั้น ซึ่งก็ต้องมีวันสิ้นสุด เป็นการเตรียมการไว้เท่านั้น ส่วนจะให้สิ้นสุดเมื่อใดต้องขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาลและ ศบค.
 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้พลเอกณัฐพล ยอมรับว่ามีกฎหมายอื่น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขพยายามปรับปรุงและพัฒนาพ.ร.บ.โรคติดต่อ ให้ตอบสนองต่อการแพร่ระบาดของโรคได้ ซึ่งหากกฎหมายนี้เสร็จสิ้นก็พร้อมที่จะมาแทนพ.ร.ก.ฉุกเฉินได้ และพร้อมที่จะปรับไปใช้พ.ร.บ.โรคติดต่อฉบับแก้ไข

จะไม่มีการต่อขยาย”พ.ร.ก.ฉุกเฉิน”ที่จะสิ้นสุดในสิ้นเดือนก.ย.หรือไม่พล.อ.ณัฐพลรับว่ามีความเป็นไปได้ที่จะไม่ต่อ”พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” หากสถานการณ์ยังทรงอยู่ในลักษณะนี้ เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนดีพอสมควร และประชาชนเองก็มีความเข้าใจ

แม้จะมีประชาชนส่วนหนึ่งไม่ปฏิบัติตามมาตรการแต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ มีจำนวนผู้ติดเชื้อหรือสถานการณ์เป็นตัวพิจารณา พร้อมย้ำว่าทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ศบค. และรัฐบาล

ทั้งนี้พลเอกณัฐพล ระบุว่า หากไม่มีการบังคับใช้“พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ศบค. ก็ต้องจบภารกิจไป แต่ไม่ใช่จบหายไปจากวงจร อาจแปรสภาพเป็นระบบอื่นที่มีกฎหมายใหม่รองรับได้เพราะฉะนั้นกฏหมายใหม่รัฐบาลกำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันได้ เนื่องจากที่ผ่านมาเกือบสองปีเรารับทราบแล้วว่าอะไรคือปัญหา

เพราะฉะนั้นกฏหมายทุกฉบับทางสภาและรัฐบาลต้องพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้นว่าเกิดจากอะไรและกฎหมายเองต้องรองรับการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นได้ ขอประชาชนอย่าเป็นห่วงว่าหากไม่มี ศบค.แล้วจะสามารถรับมือได้ พร้อมกับย้ำว่ากฎหมายใหม่สามารถรับมือได้อย่างแน่นอน

พลเอกณัฐพล ยังระบุอีกว่า ขณะนี้กฎหมายใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ โดยหากระงับการบังคับใช้พ.ร.ก.ในช่วงนี้กฎหมายเก่าที่มีอยู่ไม่เพียงพอ แต่กฎหมายใหม่นั้นสามารถรองรับสถานการณ์ได้ ด้วยประสบการณ์ในห้วงเวลาที่ผ่านมาตนคิดว่าเพียงพอ และบางทีดีกว่าเพราะเราก็ฉุกเฉินด้วยซ้ำ

เนื่องจาก”พ.ร.ก.ฉุกเฉิน”มีแต่ความเข้มและเราใช้”พ.ร.ก.ฉุกเฉิน”ในทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นภัยอะไรก็ตาม แต่ไม่ตอบโจทย์ในทุกกรณี แต่กฎหมายใหม่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกกรณีเนื่องจากได้รับการเสนอจากกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นผู้ที่ทราบเรื่องดีที่สุดว่าอะไรคือปัญหาและอะไรที่ต้องแก้ไขปัญหา แต่ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ฉบับแก้ไข จะตอบโจทย์ทุกอย่าง

อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการต่อ”พ.ร.ก.ฉุกเฉิน”ในช่วงสิ้นเดือนนี้แล้วกฎหมายใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ ก็ต้องมาพิจารณากันอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งทางรัฐบาลเองก็ยังเร่งรัดอยู่

เพราะฉะนั้นทันทีที่ พ.ร.บ.โรคติดต่อฉบับแก้ไขแล้วเสร็จก็สามารถบังคับใช้ได้ทันทีเหลือเพียงแค่ศบค.นั้นแปรสภาพ

ส่วนแปรสภาพอย่างไรคงแล้วแต่กระทรวงสาธารณสุขและทีมงานของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติว่าจะใช้รูปแบบศบค.ปัจจุบันไปประยุกต์ใช้ หรือจะใช้แบบอื่นเลย

ส่วนการประเมินการออกมาตรการจะมีการคลายล็อกในการประชุมครั้งต่อไปหรือไม่นั้น พลเอกณัฐพล ระบุว่า ขณะนี้ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้เสนอมาก่อน     เนื่องจากต้องฟังนโยบายจากกระทรวงสาธารณสุขก่อน ที่จะต้องมาหารือร่วมกับกระทรวงอื่น พร้อมย้ำว่าต้องฟังข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก 

ขณะที่โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ที่พบผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ก็มีการทบทวนการทำงานมีการประชุมแบบวันเว้นวันเนื่องจากนายกฯได้สั่งการให้ติดตามอย่างใกล้ชิด ทราบว่าการติดเชื้อ 900 คน ยอมรับว่าเป็นจำนวนที่มาก แม้ว่าจะมีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว

แต่ในแง่ของกระทรวงสาธารณสุขก็ไม่น่าหนักใจเนื่องจากปัจจุบันจะต้องมีการปรับใช้จากPandemicหรือการระบาดใหญ่ เป็น Endemic หรือการระบาดเฉพาะถิ่น ซึ่งหลายประเทศก็ปรับตามในสภาพนั้น

เพราะฉะนั้นในอนาคตตัวเลขผู้ติดเชื้อ จะไม่ใช่เรื่องความเร่งด่วนสูงสุดเพียงแต่ว่าขณะนี้ยังไม่มีการสรุปอย่างเป็นทางการ แต่ยืนยันว่าพิจารณามาตรการจะต้องพิจารณาหลายอย่างประกอบกันทั้ง
จำนวนผู้ติดเชื้อผู้เสียชีวิตและขีดความสามารถของจำนวนเตียงที่รองรับและดูลักษณะของการแพร่ระบาด ว่าเป็นอยู่บ้างหรือเฉพาะจุด หากเป็นเฉพาะจุดก็ไม่ใช่ปัญหา ซึ่งจากการรายงานในปัจจุบันขีดความสามารถยังรองรับได้อยู่ 

ทั้งนี้ในช่วงท้าย พลเอกณัฐพล ระบุว่า เลขาสมช. คนใหม่ยังไม่เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในสัปดาห์นี้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการจัดการด้านเอกสารระหว่าง สมช. และกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีขั้นตอนมากกว่าทั่วไป เนื่องจากเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ เพราะมีเรื่องของขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ

พรรคเพื่อชาติ คาดโทษ “งูเห่า” หากพบรับเงิน ไล่ออกทันที #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/482280

พรรคเพื่อชาติ คาดโทษ “งูเห่า” หากพบรับเงิน ไล่ออกทันที

06 ก.ย. 2564

“สงคราม กิจเลิศไพโรจน์” ตั้งกรรมการสอบ ส.ส.พรรคเพื่อชาติ กลายพันธุ์”งูเห่า” หลังโหวตสวนมติพรรคในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ พร้อมคาดโทษโหวตสวนมติพรรค หากพบว่ารับเงิน ไล่ออกจากพรรคทันที

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 64  นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์  ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ เปิดเผยว่า ได้ตั้งคณะกรรมการซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคให้ดำเนินการสอบสวน ส.ส.พรรค กรณีโหวตสวนมติพรรคในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ วางกรอบ 7 วัน หากพบว่ามีการรับเงิน ก็จะขับออกจากพรรค

ทั้งนี้ ตอนโหวตนายกรัฐมนตรี ได้มีตรวจสอบการโหวตของสมาชิกด้วยตัวเอง เพราะห่วง ส.ส.จะไม่ทำตามมติพรรค โดยหวังว่าหากนายกรัฐมนตรีไม่ผ่านจะทำให้พ้นทั้ง ครม. แต่ยอมรับการโหวตรัฐมนตรีคนอื่นไม่ได้เดินดู

“ผมได้ถามลูกพรรคว่ารับเงินมาหรือไม่ ซึ่งแต่ละคนปฏิเสธรับเงิน แม้แต่บาทเดียวก็ไม่ได้รับ พร้อมชี้แจงว่า หากรับมาก็โหวตไว้วางใจไปแล้ว”  นายสงคราม กล่าว 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯหัวเราะปม “เงิน 5 ล้าน” ในสภาแลกโหวตสนับสนุน

“โหวตล้มนายกฯ”กระแสแรง จับตา บิ๊กตู่ จะอยู่หรือไป

เพื่อไทย เตรียมลงโทษ “7 ส.ส. งูเห่า” โหวตสวนมติพรรค จ่อขับพ้นพรรค

อย่างไรก็ตาม นายสงคราม ยังไม่ปักใจเชื่อ และจะไม่ยอมเด็ดขาดหากพบว่ามีการรับเงิน จะไล่ออก จะไปอยู่กับใครก็อยู่ ยอมอยู่คนเดียว

“ยอมรับว่าด้วยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญทำให้คุมลูกพรรคลำบาก เพราะกำหนดให้เป็นเอกสิทธิ์ ส.ส.ในการโหวต พร้อมย้ำว่า โทษสูงสุด คือ ขับออกจากพรรค หากมีหลักฐานข้อมูลว่ามีการรับเงิน และลดหลั่นลงมาคือห้ามร่วมกิจกรรมพรรคตามกรอบเวลากำหนด” ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ กล่าว 

นอกจากนี้ นายสงคราม ยังกล่าวถึงสาเหตุการลาออกจากหัวหน้าพรรค เพราะไม่สามารถคุมเสียงโหวต ส.ส.ในการโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ทั้งนี้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย โหวตไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีทุกคน แต่การโหวตรัฐมนตรีคนอื่น 5 คน นอกจากที่ตนโหวตไม่ไว้วางใจตามญัตติฝ่ายค้านแล้ว แต่ ส.ส.ลูกพรรคกลับงดออกเสียงให้กับรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย

โดย ส.ส. 4 คนโหวตงดออกเสียงนั้น ทั้ง นายสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช นายเพชวรรต วัฒนพงศศิริกุล นางลินดา เชิดชัย และ นายอารี ไกรนารา แต่โหวตไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี