บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าในเครือ Evergrande ส่อแววเบี้ยวหนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664044

วันที่ 25 ก.ย. 2564 เวลา 16:00 น.บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าในเครือ Evergrande ส่อแววเบี้ยวหนี้บริษัทลูกของ Evergrande ที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแย้มอาจหาเงินมาจ่ายหนี้ไม่ทัน

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า China Evergrande New Energy Vehicle Group (Evergrande NEV) บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในเครือของ Evergrande Group บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของจีนที่กำลังเผชิญวิกฤตหนี้สิน ยื่นหนังสือต่อตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงว่า บริษัทไม่รับประกันว่าบริษัทจะหาเงินมาชำระหนี้ได้หรือไม่ โดยขณะนี้บริษัทกำลังมองหานักลงทุนเพื่ออัดฉีดเงินทุนเข้าบริษัท

“บริษัทกำลังประสบปัญหาขาดแคลนเงินทุนอย่างหนัก เนื่องจากแรงกดดันด้านสภาพคล่อง บริษัทจึงระงับการจ่ายค่าใช้จ่ายในการดำเนินการบางส่วน และซัพพลายเออร์บางรายได้ระงับการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในหลายโครงการ” หนังสือชี้แจงระบุ

หนังสือชี้แจงดังกล่าวเป็นการยืนยันรายงานก่อนหน้านี้ของ Bloomberg ที่ว่า Evergrande NEV ผิดนัดจ่ายเงินเดือนพนักงานบางส่วน และค้างชำระเงินค่าอุปกรณ์แก่ซัพพลายเออร์อีกก้อนหนึ่ง

การขาดสภาพคล่องของบริษัทหมายความว่า Evergrande NEV ที่ต้องการแซงหน้า อีลอน มัสก์ แห่ง Tesla ในวงการรถยนต์ไฟฟ้า อาจพลาดเป้าหมายที่จะเริ่มส่งมอบรถยนต์จำนวนมากในปีหน้า

Evergrande NEV ระบุอีกว่า กำลังเจรจากับนักลงทุนที่มีศักยภาพเกี่ยวกับการขายโครงการดูแลผู้สูงอายุและทรัพย์สินในต่างประเทศเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมของบริษัทและเพื่อเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน ทว่ายังไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่

บริษัทซึ่งก่อตั้งอย่างเป็นทางการหลังจาก Evergrande Health เปลี่ยนชื่อเป็น Evergrande NEV เมื่อเดือน ก.ค.ปีที่แล้ว ระบุว่าตัวเองเป็นผู้ผลิตรถยนต์ ทว่ารายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทยังมาจากธุรกิจให้บริการด้านสุขภาพและบ้านพักผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ เดือนที่แล้ว Evergrande NEV รายงานว่าในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาซึ่งนับจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย. บริษัทขาดทุน 4,800 ล้านหยวน และมีรายได้ 6,920 ล้านหยวน โดยรายได้ส่วนใหญ่คือ 6,890 ล้านหยวน มาจากธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพและผู้สูงอายุ

เมื่อวันศุกร์ (24 ก.ย.) หุ้นของ Evergrande NEV ร่วงถึง 25.8% โดยรวมทั้งปีมูลค่าลดลงแล้ว 93% ขณะที่ในช่วงที่หุ้นมีมูลค่าสูงสุดนั้น Evergrande NEV ซึ่งยังไม่ได้ผลิตรถยนต์สักคัน มีมูลค่ามากกว่า Ford Motor และ General Motors สองบริษัทผลินรถยนต์ยักษ์ใหญ่

REUTERS/Aly Song/File Photo

โดนอีกหนึ่ง! จีนรวบ 2 ผู้บริหารบริษัทโลจิสติกส์ยักษ์ใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664037

วันที่ 25 ก.ย. 2564 เวลา 15:00 น.โดนอีกหนึ่ง! จีนรวบ 2 ผู้บริหารบริษัทโลจิสติกส์ยักษ์ใหญ่ทางการจีนจับกุมตัว 2 ผู้บริหารบริษัทโลจิสติกส์ยักษ์ใหญ่ที่เพิ่งยื่นล้มละลาย

บริษัท HNA Group ยักษ์ใหญ่ด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของจีนออกแถลงการณ์ว่า เฉินเฟิง ประธานบริษัท และอดัม ตัน ซีอีโอของ HNA Group ถูกตำรวจมณฑลไห่หนานทางตอนใต้ของจีนซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทควบคุมตัวเมื่อวันศุกร์ (24 ก.ย.) เนื่องจากต้องสงสัยว่ากระทำความผิดอาญา แต่ทางบริษัทไม่ได้ระบุว่าข้อหาอะไร

HNA Group ซึ่งเป็นเจ้าของสายการบิน Hainan Airlines หนึ่งในสายการบินใหญ่ของจีน และยังเป็นกลุ่มบริษัทการบินเอกชนที่ใหญ่ที่สุดของจีน ยื่นขอล้มละลายเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการที่ควบคุมโดยรัฐบาลท้องถิ่น หลังจากประสบวิกฤตหนี้สิน

รูปแบบการทำธุรกิจของ HNA Group คล้ายกับ Evergrande คือ ขยายอาณาจักรธุรกิจด้วยการกู้ยืมเงินมหาศาล

เฉินก่อตั้ง Hainan Airlines เมื่อปี 1993 และเติบโตจากสายการบินระดับภูมิภาคไปสู่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ และเคยเข้าถือหุ้นในกิจการระดับโลกอย่างเครือโรงแรม Hilton และ Deutsche Bank จากนั้นขยับขยายสู่ธุรกิจการบิน การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ การเงินจากการเข้าซื้อกิจการเป็นว่าเล่น

ปี 2017 รัฐบาลจีนเริ่มเข้ามาควบคุมการขยายตัวไปสู่ระดับโลกอย่างดุเดือดของ HNA Group เนื่องจากเริ่มมีหนี้สินจำนวนมาก จนบริษัทต้องลดขนาดธุรกิจเหลือเฉพาะธุรกิจสายการบินและธุรกิจท่องเที่ยว

ช่วงต้นปี 2020 หลังจาก Covid-19 กระทบธุรกิจการบิน รัฐบาลไห่หนานได้ส่งคณะทำงานเข้ามาช่วย HNA Group จัดการปัญหาสภาพคล่อง

ในวันเดียวกันสำนักข่าว Xinhua ยังรายงานว่า หยวนเริ่นกั๋ว อดีตประธาน Kweichow Moutai Group ผู้ผลิตแอลกอฮอล์สำหรับตลาดระดับไฮเอนด์ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหารับสินบนกว่า 17 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งสองกรณีเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลจีนเดินหน้าปราบปรามบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มองว่าจะเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจของประเทศ

Photo by Mark Schiefelbein / POOL / AFP

Bitcoin ร่วงอีกหลังจีนประกาศให้ธุรกิจคริปโตผิดกฎหมาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664029

วันที่ 25 ก.ย. 2564 เวลา 12:30 น.Bitcoin ร่วงอีกหลังจีนประกาศให้ธุรกิจคริปโตผิดกฎหมาย Bitcoin และคริปโตอื่นๆ ร่วงตามกันหลังรัฐบาลจีนล้างบางธุรกิจทุกชนิดที่เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล 

หน่วยงานรัฐบาลจีน รวมทั้งคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และธนาคารแห่งชาติจีน ออกแถลงการณ์กำหนดให้ ธุรกิจทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และยังประกาศว่าจะปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลด้วย 

นอกจากนี้ ยังระบุว่า การแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลในต่างประเทศจะถูกปิดกั้นไม่ให้ให้บริการแก่ชาวจีนผ่านทางอินเทอร์เน็ต

ประกาศดังกล่าวส่งผลให้ Bitcoin ร่วงลง 5% ขณะที่ Ethereum ร่วงถึง 9%

ขณะที่คณะกรรมการด้านการพัฒนาและปฏิรูปออกแถลงการณ์อีกฉบับหนึ่งว่า ทางการจีนจะพัฒนา “ระบบใหม่” เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดจากสกุลเงินดิจิทัล และจะค่อยๆ ปิดเหมืองขุดคริปโต รวมทั้งจะไม่อนุญาตให้เปิดเหมืองใหม่ ซึ่งถือเป็นมาตรการปราบปรามสกุลเงินดิจิทัลล่าสุดจากทางการจีน

เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรี หลิวเหอ เผยกับเจ้าหน้าที่ด้านการเงินของจีนว่า รัฐบาลจะปราบปรามเหมือง Bitcoin และการซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล เพื่อสร้างสเถียรภาพทางการเงิน

ส่วนคณะกรรมการกำกับดูแลด้านการเงินและการธนาคารเผยว่า สถาบันการเงินและบริษัทให้บริการชำระเงินไม่ควรรับทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล หรือให้บริการเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลแก่ลูกค้า 

ทั้งนี้ นอกจากความกังวลเรื่องความเสี่ยงทางการเงินแล้ว รัฐบาลจีนยังเป็นห่วงเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย เนื่องจากการทำเหมืองคริปโตสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

จีนปล่อย 2 พลเมืองแคนาดาหลังลูกสาว Huawei ได้อิสรภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664027

วันที่ 25 ก.ย. 2564 เวลา 11:30 น.จีนปล่อย 2 พลเมืองแคนาดาหลังลูกสาว Huawei ได้อิสรภาพพลเมืองแคนาดา 2 คนที่ถูกจีนจับกุมเมื่อเกือบ 3 ปีก่อนได้รับการปล่อยตัวหลังทายาท Huawei บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐและได้อิสรภาพคืน

นายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด ของแคนาดาเผยว่า ทางการจีนปล่อยตัว ไมเคิล คอฟริก อดีตนักการทูต และไมเคิล สเปเวอร์ นักธุรกิจ 2 พลเมืองแคนาดาออกจากเรือนจำแล้ว และทั้งคู่กำลังเดินทางกลับคานาดาโดยคาดว่าจะถึงบ้านเกิดในวันเสาร์นี้

ทั้งของไมเคิลถูกทางการจีนจับกุมในข้อหาจารกรรมข้อมูลเมื่อปี 2018 ไม่นานหลังจากทางการแคนาดาจับกุมตัวเมิ่งหว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่การเงินของ Huawei และบุตรสาวของเหรินเจิ้งเฟยผู้ก่อตั้งบริษัท ตามคำขอของทางการสหรัฐ

คอฟริกและสเปเวอร์ถูกดำเนินคดีเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และเมื่อเดือน ส.ค. สเปเวอร์ถูกตัดสินจำคุก 11 ปี ส่วนคดีของคอฟริกยังไม่มีคำพิพากษา

ในขณะนั้นเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าจีนจับกุมพลเมืองแคนาดาทั้งสองคนเพื่อแก้แค้นที่แคนาดาจับกุมเมิ่งหว่านโจว และเพื่อนำมาใช้เป็นตัวแลกเปลี่ยนทางการเมือง ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่จีนปฏิเสธมาตลอด

ด้าน แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐกล่าวถึงการปล่อยตัวพลเมืองแคนาดาทั้งสองคนว่า สหรัฐพอใจกับการเคลื่อนไหวของจีนและยืนหยัดร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศในการต้อนรับการตัดสินใจของสาธารณรัฐประชาชนจีนในการปล่อยตัวชาวแคนาดา

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ศาลในเมืองแวนคูเวอร์ของแคนาดาสั่งยุติกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนและยกเลิกเงื่อนไขประกันตัวเมิ่งหว่านโจว และอนุญาตให้เธอเดินทางกลับจีนเป็นครั้งแรกหลังถูกจับกุมตัวที่สนามบินแวนคูเวอร์ตามคำขอของรัฐบาลสหรัฐเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2018 หลังจากเมิ่งหว่านโจวบรรลุข้อตกลงกับอัยการสหรัฐ

Photos by WANG Zhao and Julie DAVID DE LOSSY / various sources / AFP

แคนาดาปล่อยลูกสาว Huawei หลังบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664024

วันที่ 25 ก.ย. 2564 เวลา 10:50 น.แคนาดาปล่อยลูกสาว Huawei หลังบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐศาลแคนาดาสั่งปล่อยตัวลูกสาว Huawei หลังเจ้าตัวบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐเกี่ยวกับคดีละเมิดมาตรการคว่ำบาตรกับอัยการสหรัฐ

เมิ่งหว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Huawei และบุตรสาวของเหรินเจิ้งเฟยผู้ก่อตั้งบริษัท บรรลุข้อตกลงกับอัยการสหรัฐเพื่อชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดีกับเมิ่งไปจนถึงปี 2022 ซึ่งทำให้ศาลในเมืองแวนคูเวอร์ของแคนาดามีคำสั่งปล่อยตัวเธอ และอาจเป็นการสิ้นสุดการฟ้องร้องดำเนินคดีที่ยืดเยื้อเกือบ 3 ปีจนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ จีน และแคนาดาตึงเครียด

การดำเนินคดีในศาลสหรัฐพุ่งเป้าไปที่การพิจารณาว่าเมิ่งหว่านโจวทำให้ธนาคาร HSBC เข้าใจผิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ Huawei กับบริษัท Skycom ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Huawei ในอิหร่าน หรือไม่ ซึ่งสหรัฐกล่าวหาว่าอาจทำให้ธนาคาร HSBC เสี่ยงต่อการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐ

เมิ่งหว่านโจวซึ่งปรากฏตัวต่อศาลในเมืองบรูคลินของสหรัฐผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ปฏิเสธข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการฉ้อโกงธนาคาร ฉ้อโกงธนาคาร

แต่ในข้อตกลงของเมิ่งหว่านโจวเพื่อแลกกับการชะลอฟ้องเมิ่งยอมรับว่าทำให้ธนาคาร HSBC เข้าใจผิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ Huawei กับ Skycom หากเมิ่งหว่านโจวพูดหรือบอกเป็นนัยเป็นอย่างอื่นที่ผิดไปจากนี้อาจเป็นการละเมิดข้อตกลงซึ่งจะทำให้เธอถูกดำเนินคดี

ทั้งนี้ คำแถลงข้อเท็จจริงที่เมิ่งหว่านโจวยอมรับอาจทำให้สหรัฐนำมาใช้ในการดำเนินคดีที่ค้างอยู่กับ Huawei ได้

ภายใต้ข้อตกลงชะลอฟ้องกระทรวงยุติธรรมสหรัฐจะถอนฟ้องข้อกล่าวหาทั้งหมดภายในวันที่ 1 ธ.ค. 2022 หากเมิ่งปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งหมดอย่างเคร่งครัดภายในระยะเวลาดังกล่าว และสหรัฐยังเตรียมเพิกถอนคำร้องต่อรัฐบาลแคนาดาที่ให้ส่งตัวเมิ่งหว่านโจวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

หลังได้รับการปล่อยตัวเมิ่งหว่านโจวเดินทางออกจากแคนาดากลับไปยังเมืองเซินเจิ้นซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Huawei 

เมิ่งหว่านโจวถูกทางการแคนาดาจับกุมตัวที่สนามบินแวนคูเวอร์เมื่อเดือน ธ.ค. 2018 ภายใต้คำร้องของของรัฐบาลสหรัฐ

REUTERS/Taehoon Kim

โฮป คุก หญิงอเมริกันราชินีองค์สุดท้ายของสิกขิม  #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664005

วันที่ 24 ก.ย. 2564 เวลา 19:15 น.โฮป คุก หญิงอเมริกันราชินีองค์สุดท้ายของสิกขิม เปิดเส้นทางชีวิตของหญิงสาวสามัญชนชาวอเมริกันที่ได้พบรักกับเจ้าชายจนได้ครองรักกันและเธอก้าวขึ้นเป็นราชินีองค์สุดท้ายของสิกขิม 

พรมลิขิตทำให้หญิงสาวจากนิวยอร์กได้พบเจ้าชายของรัฐสิกขิมและเปลี่ยนชีวิตสาวสามัญชนให้เป็นราชินี และก็คงเป็นโชคชะตาอีกเช่นกันที่ทำให้เธอกลายเป็นราชินีองค์สุดท้ายของดินแดนเล็กๆ กลางหุบเขาหิมาลัยที่บัดนี้กลายเป็นรัฐหนึ่งของอินเดียไปแล้ว

โฮป คุก (Hope Cooke) คือราชินีคู่บุญของกษัตริย์ปาลเดน ทอนดัป นัมเกล (Palden Thondup Namgyal) กษัตริย์องค์ที่ 12 และองค์สุดท้ายแห่งสิกขิมซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐภายใต้การอารักขาของอินเดีย

คุกเป็นสาวสังคมจากนิวยอร์กซิตีของสหรัฐ กำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก จอหน์ เจ. คุก พ่อของเธอจากไปไม่นานหลังจากเธอเกิด ส่วน โฮป นอยส์ ผู้เป็นแม่ซึ่งเป็นนักบินสมัครเล่นเสียชีวิตในปี 1942 ขณะประสบอุบัติเหตุทางเครื่องบิน ซึ่งขณะนั้นคุกอายุเพียง 2 ขวบ

หลังจากแม่เสียชีวิตคุกและพี่สาวต่างมารดาย้ายมาอยู่ที่อพาร์ทเม้นต์ในนิวยอร์กซิตีที่คุณตาและคุณยายซื้อให้โดยมีพี่เลี้ยงคอยดูแล และมีอพาร์ทเม้นต์ของคุณตาคุณยายอยู่ใกล้ๆ

ทว่าเมื่อคุกอายุ 12 ปีเธอก็เสียคุณตาไปอย่างไม่มีวันกลับ และ 3 ปีหลังจากนั้นคุณยายก็จากไปอีกคน คราวนี้สองพี่น้องต้องไปอยู่กับลุงซึ่งเป็นอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำอิหร่านและเปรูและป้าซึ่งเป็นญาติฝั่งแม่ โดยคุกจบมัธยมปลายจากโรงเรียนในอิหร่าน

ภาพ: http://www.nationaalarchief.nl กษัตริย์ปาลเดน ทอนดัป นัมเกล และราชินีคุก

ปี 1959 คือปีที่เปลี่ยนโชคชะตาชีวิตของคุก หญิงสาวนักศึกษาปี 1 ในวัย 19 ปีจากภาควิชาเอเชียศึกษาของวิทยาลัยซาราลอว์เรนซ์ของสหรัฐ ตัดสินใจเดินทางไปเที่ยวอินเดียในช่วงซัมเมอร์และไปเรียนคอร์สพิมพ์ดีดที่เมืองดาร์จีลิง

การเดินทางครั้งนี้ทำให้เธอได้พบกับ ปาลเดน ทอนดัป นัมเกล มกุฎราชกุมารแห่งสิกขิม ที่ล็อบบี้ของโรงแรมวินดาเมียร์ในเมืองดาร์จีลิ่ง ซึ่งขณะนั้นมกุฎราชกุมารแห่งสิกขิมมีพระชนมายุ 36 พรรษา และผ่านการเสกสมรสมาแล้ว 1 ครั้งโดยมีพระโอรส 2 องค์ และพระธิดา 1 องค์

ทั้งคู่มีวัยเด็กที่เหมือนกันคือค่อนข้างโดดเดี่ยวจึงเริ่มเข้าใจกันและพัฒนาความสัมพันธ์นับจากนั้น คุกเผยกับสื่อภายหลังว่า “ฉันตกหลุมรักตาแสนเศร้าของเขา ครั้งที่สองที่เราพบกัน เขาขอฉันแต่งงาน แล้วฉันก็ตอบว่า ‘แต่ง แต่ง แต่ง’”

ทั้งคู่หมั้นหมายกัน 2 ปีหลังจากนั้นคือในปี 1961 แต่เนื่องจากโหราจารย์ทั้งในสิกขิมและอินเดียเตือนว่าปี 1962 ไม่เป็นมงคลสำหรับการเข้าพิธีเสกสมรส จึงต้องเลื่อนมาจัดในเดือน มี.ค. 1963

การเสกสมรสระหว่างเจ้าชายแห่งสิกขิมและสาวสังคมไฮโซชาวอเมริกันได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนมากมาย ทั้งยังมีแขกคนสำคัญเข้าร่วม อาทิ สมาชิกราชวงศ์อินเดีย นายพลสิกขิมและอินเดีย และจอห์น เคนเนธ กัลเบรธ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำอินเดีย

คุกต้องสละสัญชาติอเมริกันตามกฎของสิกขิมและยังเป็นการแสดงให้ชาวสิกขิมเห็นว่าเธอไม่ใช่มือไม้ของอเมริกันในหุบเขาหิมาลัย ถึงอย่างนั้นก็ยังมีข้อครหาว่าเธออาจเป็นเจ้าหน้าที่ CIA ของสหรัฐ

สำหรับคนทั่วไปการแต่งงานของคุกไม่ต่างจากเทพนิยาย ทว่า ซังมู เทนดัพ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสิกขิมอธิบายว่า ในสายตาของผู้สังเกตการณ์นานาชาติ การแต่งงานของทั้งคู่ถูกมองเป็นเรื่องการเมือง เนื่องจากขณะนั้นจีนยึดทิเบตไปแล้ว และในอดีตทิเบตมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสิกขิม มันดูเหมือนสหรัฐจับมือกับสิกขิม และอินเดียอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ส่วนจีนและรัสเซียอยู่อีกฝั่งหนึ่ง

มกุฎราชกุมารปาลเดน ทอนดัป นัมเกล ขึ้นเป็นผู้ปกครองสิกขิมเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 1963 หลังจากพระบิดาสวรรคต และเข้าพิธีราชาภิเษกเป็นกษัตริย์องค์ที่ 12 ของสิกขิมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 เม.ย. 1965 ส่วนคุกได้รับการสถาปนาเป็นกยัมโม (ราชินี) แห่งสิกขิม

ต่อมาชีวิตคู่ของทั้งคู่เริ่มระหองระแหง โดยกษัตริย์ปาลเดน ทอนดัป นัมเกล ทรงมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหญิงชาวเบลเยียมที่แต่งงานแล้ว ส่วนราชินีก็มีความสัมพันธ์กับสหายชาวอเมริกันระหว่างที่เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด

ขณะที่การเมืองระหว่างประเทศของสิกขิมก็ตึงเครียดเช่นกัน สิกขิมเริ่มถูกนานาประเทศกดดันให้ยกเลิกระบอบกษัตริย์ ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 อินเดียเริ่มล็อบบี้ให้สิกขิมเข้าเป็นส่วนมาเป็นรัฐอีกรัฐหนึ่งของอินเดีย นอกจากนี้ยังมีการรวมตัวประท้วงที่พระราชวังเรียกร้องให้ยกเลิกระบอบกษัตริย์

กษัตริย์ปาลเดน ทอนดัป นัมเกล เริ่มถูกพรรคแห่งชาติสิกขิมที่โปรอินเดียและต้องการไปรวมกับอินเดียกดดันอย่างหนัก จากนั้นนายกรัฐมนตรี อินทิรา คานธี ของอินเดียส่งทหารเข้ามาล้อมพระราชวังและปลดกษัตริย์ปาลเดน ทอนดัป นัมเกลในวันที่ 10 เม.ย. 1975 และในวันที่ 16 พ.ค.ปีเดียวกันสิกขิมถูกผนวกกลายเป็นรัฐที่ 22 ของอินเดีย

กษัตริย์ปาลเดน ทอนดัป นัมเกลผู้สูญเสียราชบัลลังก์ถูกกักขังไว้ในบ้านโดยไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศหรือให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ขณะที่คุก ราชินีองค์สุดท้ายของสิกขิมเดินทางกลับเมืองแมนฮัตตันของสหรัฐพร้อมกับลูกชาย 1 คน ลูกสาว 1 คน และลูกเลี้ยงอีก 1 คน ต่อมาปี 1978 อดีตกษัตริย์ปาลเดน ทอนดัป นัมเกลและคุกแยกกันอยู่อย่างเป็นทางการ และอีก 2 ปีหลังจากนั้นก็หย่าขาดจากกัน

ส่วนอดีตกษัตริย์หลังจากถูกเนรเทศออกจากสิกขิมได้เสด็จสวรรคตที่นิวยอร์กในปี 1982 ด้วยโรคมะเร็ง

หลังกลับบ้านเกิดนักการเมืองสหรัฐบางคนพยายามช่วยให้คุกได้รับสัญชาติอเมริกันคืน แต่วุฒิสมาชิกหลายคนคัดค้านร่างกฎหมายจนต้องเปลี่ยนเป็นการขอสถานะผู้มีถิ่นพำนักถาวรในสหรัฐ หรือกรีนการ์ดแทน โดยประธานาธิบดี เจอรัลด์ ฟอร์ด ลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายในปี 1976

ในการเลี้ยงดูบุตรนั้นโฮปได้รับเงินค่าเลี้ยงดูจากอดีตกษัตริย์ปาลเดน ทอนดัป นัมเกล และเธอได้รับมรดกจากปู่ย่าของเธอเองด้วย จึงทำให้ไม่ลำบากเท่าไร เธอผันตัวมาเป็นนักเขียน อาทิ คอลัมน์รายสัปดาห์ชื่อ Undiscovered Manhattan  ในหนังสือพิมพ์ Daily News รวมทั้งเขียนหนังสืออีกหลายเล่ม รวมทั้ง Time Change: An Autobiography อัตชีวประวัติของเธอเองในฐานะราชินีสิกขิม

ภาพ:United States Library of Congress’s Prints and Photographs division

เกาหลีเหนือปฏิเสธยุติสงครามเกาหลีใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664000

วันที่ 24 ก.ย. 2564 เวลา 18:30 น.เกาหลีเหนือปฏิเสธยุติสงครามเกาหลีใต้เกาหลีเหนือพร้อมเจรจาแต่ยังไม่รับข้อเสนอยุติสงครามเกาหลีใต้ หากยังมีแนวทางสองมาตรฐานและนโยบายที่เป็นศัตรู

สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างรายงานจากสำนักข่าวเอซีเอ็นเอของเกาหลีเหนือ ระบุว่า นายรี แท ซอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือออกมาตอบโต้หลังจากที่ประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ของเกาหลีใต้เรียกร้องให้ยุติสงครามระหว่างทั้งสองอย่างเป็นทางการ เพื่อเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลี

โดยนายรี แท ซอง กล่าวว่า การประกาศยุติสงครามไม่ได้ช่วยรักษาเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลี แต่เป็นการกลบเกลื่อนนโยบายที่ไม่เป็นมิตรของสหรัฐเท่านั้น

พร้อมเน้นย้ำว่าหากสถานการณ์ทางการเมืองรอบๆ เกาหลีเหนือ ตลอดจนนโยบายที่ไม่เป็นมิตรของสหรัฐยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ต่อให้ประกาศยุติสงครามกี่ครั้งก็ไม่ได้ช่วยอะไร

รีชี้ให้เห็นว่าความช่วยเหลือทางทหารที่สหรัฐมอบให้เกาหลีใต้ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังทหาร ตลอดจนการฝึกซ้อมของหทารสหรัฐในภูมิภาคนี้ รวมไปถึงการที่สหรัฐคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ แสดงถึงนโยบายที่เป็นศัตรูต่อเกาหลีเหนือ

ดังนั้น การเลิกใช้แนวทางสองมาตรฐานและนโยบายที่ไม่เป็นมิตรของสหรัฐเป็นทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพและเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลี

ขณะที่คิม โย จอง น้องสาวของคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือกล่าวว่าความต้องการที่จะยุติสงครามนั้นน่าสนใจ แต่ตราบใดที่ยังมีแนวทางสองมาตรฐานและนโยบายที่เป็นปรปักษ์ก็ไม่มีเหตุผลที่จะประกาศยุติสงคราม

ภาพ: การทดสอบอาวุธของเกาหลีเหนือเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2019 โดย STR / KCNA VIA KNS / AFP

เวียดนามเลื่อน ‘ฟูโกว๊กแซนด์บ็อกซ์’ ฉีดวัคซีนไม่ถึงเกณฑ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663995

วันที่ 24 ก.ย. 2564 เวลา 17:15 น.เวียดนามเลื่อน 'ฟูโกว๊กแซนด์บ็อกซ์' ฉีดวัคซีนไม่ถึงเกณฑ์เวียดนามเลื่อนแผนเปิดเกาะฟูโกว๊กหลังอัตราฉีดวัคซีนต่ำเกินไป รัฐทุ่มกว่า 100 ล้านเหรียญสั่งไฟเซอร์อีก 20 ล้านโดส

รอยเตอร์สรายงานว่าเวียดนามเลื่อนแผนเปิดเกาะฟูโกว๊กสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไปจนถึงเดือนพ.ย. หลังจากที่วางแผนว่าจะเปิดเกาะดังกล่าวต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบแล้วในเดือนหน้า เพื่อฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ

แต่เนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนในประเทศยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยมีประชากรได้รับวัคซีนครบโดสแล้วเพียง 7.3% จากทั้งหมด 98 ล้านคน ขณะที่จังหวัดเกียงซางซึ่งเป็นที่ตั้งของเกาะฟูโกว๊ก ฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนไปเพียง 2.9%

ท่ามกลางผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศที่ยังคงแตะหลักหมื่นรายต่อวันอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ประจำเกาะฟูโกว๊กกล่าวว่าต้องดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนในพื้นที่อีกถึง 250,000 ถึง 300,000 โดสเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

ทั้งนี้ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังเวียดนามลดลงอย่างมาก จาก 18 ล้านคนในปี 2019 ซึ่งสามารถสร้างรายได้มากถึง 31,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 12% ของจีดีพี มาอยู่ที่เพียง 3.8 ล้านคนในปี 2020

ขณะที่มีรายงานว่ารัฐบาลเวียดนามใช้งบประมาณ 113 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสั่งซื้อวัคซีนโควิด-19 จากไฟเซอร์ (Pfizer) เพิ่มอีก 20 ล้านโดส

นอกจากเวียดนามแล้วยังมีอินโดนีเซียซึ่งได้เปิดเกาลังกาวีเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวในประเทศที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว ตลอดจนวางแผนนเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในบางพื้นที่รวมถึงเกาะบาหลีภายในเดือนตุลาคม

โดยยับ ลิบ เส็ง (Yap Lip Seng) ประธานสมาคมผู้ประกอบการโรงแรมแห่งมาเลเซียกล่าวว่าได้เรียนรู้จากโครงการอื่นๆ ที่ทำในลักษณะเดียวกันรวมถึง “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ของไทยด้วย

Photo by REUTERS/James Pearson/File Photo

ตอลิบานเผยการประหาร-ตัดมือเท้าจะกลับมาอีกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663991

วันที่ 24 ก.ย. 2564 เวลา 16:00 น.ตอลิบานเผยการประหาร-ตัดมือเท้าจะกลับมาอีกครั้งสมาชิกระดับสูงของกลุ่มตอลิบานเผยว่าบทลงโทษด้วยการประหารชีวิต และการตัดมือ ตัดเท้า จะกลับมาอีกครั้ง

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า มุลเลาะห์ นูรุดดิน ตูราบี (Mullah Nooruddin Turabi) สมาชิกระดับสูงและหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มตอลิบานกล่าวว่าบทลงโทษด้วยการประหารชีวิต และการตัดมือ ตัดเท้า จะถูกนำกลับมาใช้ในอัฟกานิสถานอีกครั้ง

พร้อมกล่าวถึงการใช้บทลงโทษดังกล่าวเมื่อครั้งที่กลุ่มตอลิบานยึดครองอัฟกานิสถานครั้งก่อน ซึ่งการประหารชีวิตเกิดขึ้นในที่สาธารณะต่อหน้าฝูงชนจำนวนมาก ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอก

โดยตูราบีกล่าวว่าประเทศอื่นๆ ไม่ควรเข้ามาก้าวก่ายการกิจการภายในของอัฟกานิสถานภายใต้การปกครองของตอลิบาน ในขณะที่นานาประเทศวิพากษ์วิจารณ์การลงโทษในครั้งนั้น กลุ่มตอลิบานไม่เคยก้าวก่ายถึงกฎหมายและบทลงโทษของต่างประเทศเลย

“อย่ามาบอกเราว่ากฎหมายของเราควรเป็นอย่างไร เราจะปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลาม และบัญญัติกฎหมายให้สอดคล้องกับคัมภีร์อัลกุรอาน” ตูราบีกล่าว

แม้ว่ากลุ่มตอลิบานจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี อย่างการใช้โทรศัพท์มือถือ และการบันทึกวิดีโอ แต่ความเห็นของตูราบีชี้ให้เห็นว่าพวกเขายังคงยึดมั่นในแนวคิดอนุรักษ์นิยมอย่างลึกซึ้ง

ตูราบีเสริมว่าการปกครองของตอลิบานในครั้งนี้ผู้พิพากษาจะเป็นผู้ตัดสินคดี โดยเปิดทางให้ผู้พิพากษาหญิงสามารถร่วมทำงานด้วย แต่รากฐานของกฎหมายในอัฟกานิสถานคืออัลกุรอาน ซึ่งบทลงโทษแบบเดิมอย่างการประหารชีวิต หรือตัดมือ ตัดเท้า จะกลับมาอีกครั้ง แต่จะทบทวนอีกครั้งว่าจะทำการลงโทษในที่สาธารณะหรือไม่

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบทลงโทษเหล่านี้จะสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวอัฟกานิสถาน และถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษนชน แต่ในขณะเดียวกันประชาชนจำนวนหนึ่งมองว่าบทลงโทษที่เข้มงวดช่วยลดการก่ออาชญากรรมได้

Photo by WAKIL KOHSAR / AFP

ทั่วโลกไม่พอใจกฎใหม่อังกฤษรับรองเฉพาะวัคซีนที่ฉีดจากประเทศใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663988

วันที่ 24 ก.ย. 2564 เวลา 14:45 น.ทั่วโลกไม่พอใจกฎใหม่อังกฤษรับรองเฉพาะวัคซีนที่ฉีดจากประเทศใหญ่กฎการเดินทางใหม่ของอังกฤษที่รับรองเฉพาะการฉีดวัคซีนจากสหรัฐ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ และอียู สร้างความไม่พอใจไปทั่วโลก

กฎการเดินทางในยุค Covid-19 ฉบับใหม่ของอังกฤษและการปฏิเสธการรับรองวัคซีนที่ฉีดจากประเทศแถบละตินอเมริกา แอฟริกา เอเชียใต้ และอีกหลายประเทศทั่วโลก สร้างความไม่พอใจเป็นวงกว้าง โดยหลายคนมองว่าเป็นนโยบายที่เลือกปฏิบัติและไร้เหตุผล

ภายใต้กฎการเดินทางใหม่ที่ทางการอังกฤษประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca, Pfizer-BioNTech, Moderna หรือ Johnson&Johnson ในประเทศสหรัฐ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ หรือประเทศในสหภาพยุโรป (EU) เท่านั้นที่ถือว่า “ได้รับวัคซีนครบแล้ว” และได้รับการยกเว้นไม่ต้องกักตัวเป็นเวลา 10 เมื่อเดินทางเข้าอังกฤษจากประเทศที่อยู่ในกลุ่มสีเหลือง

แต่ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบถ้วนแล้วในแอฟริกา ละตินอเมริกา เอเชียใต้ หรือประเทศอื่นๆ รวมทั้งอินเดียจะถือว่า “ได้รับวัคซีนยังไม่ครบ” และต้องกักตัว 10 วันเมื่อเดินทางจากประเทศในกลุ่มสีเหลืองมาถึงอังกฤษ

นอกจากนี้ ในยุโรปยังเกิดความไม่พอใจที่อังกฤษไม่ยอมรับว่าผู้ที่เคยป่วย Covid-19 และได้รับวัคซีนแล้ว 1 โดส เป็นผู้ที่ “ได้รับวัคซีนครบแล้ว” และยังต้องกักตัว 10 วัน ขณะที่หลายประเทศในสหภาพยุโรปถือว่าคนกลุ่มนี้ได้รับวัคซีนครบแล้วและสามารถเดินทางท่องเที่ยวในสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อจำกัดเพียงแค่ต้องแสดงใบรับรองการฉีดวัคซีน

ขณะนี้ทางการอังกฤษกำหนดให้ผู้ที่หายป่วยจาก Covid-19 และมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติแล้ว ยังต้องฉีดวัคซีนที่ต้องใช้ 2 โดส อาทิ Pfizer-BioNTech หรือ Moderna ให้ครบทั้งสองโดสก่อน

กฎดังกล่าวสร้างความไม่พอใจเป็นวงกว้างโดยหลายคนมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ อาทิ นักการทูตละตินอเมริการายหนึ่งเผยว่า “วัคซีน Pfizer หรือ Moderna ที่ฉีดในละตินอเมริกาจะไม่เพียงพอให้ใครสักคนเดินทางเข้าอังกฤษได้ยังไง มันยากที่จะยอมรับ อธิบายไม่ได้ว่าเพราะอะไร รู้อย่างเดียวว่ามันไม่แฟร์สุดๆ”

นักการทูตจากแอฟริกาตะวันตกเผยว่า “ทั่วโลกกำลังปวดหัวกับการลังเลในการฉีดวัคซีน มันมีแต่ข่าวปลอม เมื่อคุณบอกว่า ‘เราจะไม่ยอมรับวัคซีนจากแอฟริกา’ คุณยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือให้ข่าวพวกนี้ ทำแบบนี้มีแต่จะทำให้การระบาดยืดเยื้อไปอีก”

อิเฟียนนี เอ็นซอฟอร์ แพทย์และซีอีโอบริษัทที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขจากไนจีเรียเผยว่า “อังกฤษเป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุนด้านเงินทุนรายใหญ่ให้ COVAX แล้วตอนนี้อังกฤษกำลังบอกว่าวัคซีนตัวเดียวกับที่ COVAX ส่งให้จะไม่ได้รับการยอมรับ มันน่าเศร้า มันคือการเลือกปฏิบัติ”

เมื่อถูกขอให้อธิบายว่าเหตุใดวัคซีนที่ฉีดในบางประเทศได้รับการยอมรับ แต่ในบางประเทศไม่ได้รับการยอมรับ โฆษกรัฐบาลอังกฤษระบุว่า “ความสำคัญสูงสุดของเราคือการปกป้องสุขภาพของประชาชน และเปิดการเดินทางอีกครั้งอย่างปลอดภัยและยั่งยืน จึงทำให้การรับรองวัคซีนจากทุกประเทศต้องเป็นไปตามเกณฑ์ขั้นต่ำโดยคำนึงถึงสาธารณสุขและการพิจารณในวงกว้าง”

ในเวลาต่อมา ทางการอังกฤษได้ให้คำมั่นที่จะทำงานร่วมกับบางประเทศเพื่อรับรองวัคซีนพาสปอร์ตเพื่อบรรเทาความไม่พอใจของนานาประเทศ

Photo by SIMON DAWSON / POOL / AFP