สสส.สานพลังประชาสังคม เพื่อนบ้านอาเซียน‘ลาว-เวียดนาม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689108

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) หน่วยงาน The Promotion of Family Health Association (PFHA) จากลาว และ Research and Training Centre for Community Delelopment (RTCCD) จากเวียดนาม ในเครือข่าย IOGT-NTO Movement องค์กรรณรงค์เชิงนโยบายแอลกอฮอล์ ประเทศสวีเดน และเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ศึกษาดูงานองค์กรต้นแบบขับเคลื่อนสุขภาวะ เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2565 ที่ผ่านมา

นายณัฐพันธุ์ ศุภกา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ สสส. กล่าวว่า การจัดให้มีกลไกที่ยั่งยืนเรื่องงานสร้างเสริมสุขภาพ ในรูปแบบของ สสส. ที่รัฐบาลไทยก่อตั้งขึ้น เพื่อให้เป็นองค์กรรัฐที่มีความเป็นอิสระ โดยได้รับรายได้จากส่วนเพิ่ม 2% ของภาษีสรรพสามิตจากสุราและยาสูบ ซึ่งถือเป็นกลไกที่เหมาะสมตามหลักการ ที่กำหนดให้ผู้ที่ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ คือ ผู้จ่ายภาษี

ซึ่งเป็นกลไกนวัตกรรมการเงินการคลังเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ และช่วยเหลือด้านวิชาการ โดยเฉพาะบทเรียนของ สสส. สามารถนำไปปรับใช้ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำในการจัดตั้งกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ ที่สะท้อนให้เห็นว่าได้ประโยชน์กับทุกฝ่าย ทั้งด้านสุขภาพและรายได้ โดยที่ไม่ส่งผลกระทบกับงบประมาณกลางของรัฐ ที่ต้องนำไปใช้ในโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศ

นายณัฐพันธุ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา สสส. สานพลังกับภาคีเครือข่าย ผลักดันให้เกิดการสร้างสรรค์ระบบสังคม ที่สนับสนุนต่อการมีสุขภาวะที่ดี ด้วยการสร้างความเข้มแข็งด้านงานสร้างเสริมสุขภาวะ โดยเฉพาะการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดภาระของประเทศด้านสังคมและเศรษฐกิจ จากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่คนไทยเจ็บป่วยและเสียชีวิตมากที่สุดทุกปี และลดปัญหาทางสังคมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก เช่น อุบัติเหตุบนท้องถนน ความรุนแรงในครอบครัว

“ยินดีอย่างยิ่งที่องค์กรด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับโลก คือ IOGT-NTO Movement ที่ได้สนับสนุนการขับเคลื่อนงานจากเพื่อนบ้าน อาทิ สปป.ลาว และ เวียดนาม เล็งเห็นความสำคัญของ สสส. ขอเข้ามาศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการเป็นต้นแบบนวัตกรรมการเงินการคลังที่ยั่งยืน เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ และแนวทางปฏิบัติที่โดดเด่น ในงานควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการขับเคลื่อนสังคมสุขภาวะในภาพรวมของ สสส.” นายณัฐพันธุ์ กล่าว

Mr.Sanou Sengkhameuay ผู้ประสานงานโครงการ จาก Promotion of Family Health Association (PFHA.BK) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กล่าวว่า ได้รับทราบชื่อเสียงของ สสส.เนื่องจากที่ผ่านมาได้เห็นสื่อโฆษณาของ สสส.ในสื่อออนไลน์และโทรทัศน์ เพราะคนลาวดูโทรทัศน์จากเมืองไทย การที่สสส. โฆษณาในทีวีทำให้คนลาวได้เรียนรู้ไปด้วย โดยเฉพาะผลต่อการรับรู้เรื่องผลกระทบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน สปป.ลาว ที่ยังไม่มีหน่วยงานแบบ สสส. มาทำหน้าที่ป้องกันปัจจัยเสี่ยงของแอลกอฮอล์

“ระหว่างที่มาดูงานได้เรียนรู้หลายๆ กิจกรรมเช่น กฎหมายการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรณรงค์ชุมชนคนสู้เหล้า การเปลี่ยนแปลงค่านิยมสังคมในงานประเพณีต่างๆ โครงการป้องกันแก้ปัญหานักดื่มหน้าใหม่เยาวชนในชุมชนและสถานศึกษารวมทั้งในศูนย์เด็กเล็ก ได้เห็นความภูมิใจของผู้ที่เลิกเหล้า “คนหัวใจเพชร” เห็นชุมชนร่วมแก้ปัญหาชวนช่วย เชียร์ และยังต่อยอดไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ทั้งชุมชนหนองสองห้อง จังหวัดสมุทรสาคร และกลุ่มเยาวชนบางจาก ชุมชนคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการกลุ่มเยาวชน YSDN ชลบุรี” Mr.Sanou ระบุ

Mr.Sanou กล่าวต่อไปว่า การขับเคลื่อนเหล่านี้ไม่ได้แก้ปัญหาเฉพาะด้านสุขภาพ แต่รวมถึงปัญหารายได้ ความเป็นอยู่ และความเข้มแข็งของครอบครัว โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของเด็กเยาวชน และนวัตกรรมปลุกพลังในกลุ่มเด็กปฐมวัย ที่สร้างภูมิคุ้มกันจากปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่วัยอนุบาล การได้มาดูงานครั้งนี้รู้สึกดีใจและตื่นเต้นมาก ที่ได้เรียนรู้การทำงานของเครือข่ายงดเหล้า และ สสส. ซึ่งมีงานหลายอย่างที่น่าสนใจและสามารถนำไปปรับใช้ได้

Ms.Nguyen Hong Hanh ผู้จัดการโครงการจาก Research and Training Centre for Community Development (RTCCD) เวียดนาม กล่าวว่า สสส. เป็นตัวอย่างที่ดีในการส่งเสริมสุขภาพอย่างเป็นระบบด้วยการใช้ภาษีสรรพสามิตเพื่อสุขภาพ ซึ่งประเทศเวียดนามมีกองทุนที่เน้นเฉพาะการควบคุมบุหรี่ยังไม่ครอบคลุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ รวมถึงกลุ่มโรค NCDs โดยเครือข่ายพันธมิตร NCDs เวียดนามมีแผนเสนอแก้ไขกฎหมายสรรพสามิต เพื่อให้มีกองทุนขับเคลื่อนประเด็นเรื่อง NCDs

“ความสำเร็จของ สสส. ที่สามารถลดการบริโภคเหล้าบุหรี่และปัจจัยเสี่ยงสุขภาพต่างๆ จะเป็นหลักฐานที่ดี ที่ผู้กำหนดนโยบายควรรับรู้เพื่อให้การแก้ไขกฎหมายสรรพสามิตประสบผลสำเร็จ นอกจากนี้สสส. ยังเป็นแบบอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกับภาครัฐสถานบันการศึกษาและภาคประชาสังคม หรือแนวทางสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ซึ่งการขับเคลื่อนประเด็นเรื่อง NCDs ของเวียดนามควรเพิ่มความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ให้มากขึ้น” Ms.Nguyen กล่าว

นายธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า ปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์เมื่อเปรียบเทียบในกลุ่มประเทศอาเซียน จากรายงาน Global Status Report on Alcohol and Health ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในรายงานปี 2557 ที่แสดงข้อมูลในปี 2003-2005 (2546-2548)พบว่าไทยมีอัตราการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อหัวประชากรติดอันดับหนึ่ง คือ 6.8 ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์/คน/ปี แต่จากรายงานปี 2018 (2561) แสดงข้อมูลปี 2546-2560 พบว่า สปป.ลาว มีอัตราการดื่มสูงกว่าไทย คือ 10.4 ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์/คน/ปี

ส่วนเวียดนาม พบการดื่มแอลกอฮอล์สูงขึ้นจากเดิมในอัตรา 3.8 ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์/คน/ปี ปัจจุบัน เพิ่มเป็น 8.3 ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์/คน/ปีเท่ากับไทยในปัจจุบัน จะเห็นว่า การเพิ่มขึ้นของไทยไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับลาวและเวียดนาม ซึ่งการมีองค์กรสร้างเสริมสุขภาพอย่าง สสส. ที่หนุนเสริมบทบาทภาคประชาสังคมและนโยบายควบคุมแอลกอฮอล์ภาครัฐ รวมทั้งกฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ปี 2551 ที่เข้มแข็ง ทำให้สถานการณ์การดื่มเครื่อมดื่มแอลกอฮอล์ในไทยมีแนวโน้มลดลง

“การมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตั้งแต่วันที่ 17- 27ต.ค. 2565 ที่ตัวแทนจาก สปป.ลาว และเวียดนามมาเข้าร่วม นอกจากมาแลกเปลี่ยนแล้ว ยังได้เชื่อมประสานความร่วมมือเฝ้าระวังการตลาดของภาคธุรกิจ โดยการรณรงค์ร่วมกันในงานประเพณีวัฒนธรรมปลอดเหล้า เพื่อสร้างค่านิยมการไม่ดื่มเหล้าเบียร์ ในฐานะที่เป็นกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน” นายธีระ กล่าว

นวัตกรรมเพื่อชาวไบค์เกอร์!นศ.อาชีวะ คิดค้น‘เครื่องฆ่าเชื้อหมวกกันน็อกโอโซน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689110

นวัตกรรมเพื่อชาวไบค์เกอร์!นศ.อาชีวะ  คิดค้น‘เครื่องฆ่าเชื้อหมวกกันน็อกโอโซน’

นวัตกรรมเพื่อชาวไบค์เกอร์!นศ.อาชีวะ คิดค้น‘เครื่องฆ่าเชื้อหมวกกันน็อกโอโซน’

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับกิจกรรม “หยุดสูญเสีย หยุดรถ ให้คนข้ามทางม้าลาย #ความดีที่คุณทำได้ ครั้งที่ 9” โดยคณะกรรมการบูรณาการกู้ชีพฉุกเฉินและความปลอดภัยทางถนน วุฒิสภา กระทรวงคมนาคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย เมื่อเร็วๆ นี้ซึ่งจัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นมา เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้รถใช้ถนนในประเทศไทยเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะการขับขี่ในบริเวณทางม้าลาย โดยไทยนั้นถูกจัดให้เป็นประเทศกลุ่มเสี่ยงสูงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของกิจกรรมครั้งที่ 9 นี้ คือนิทรรศการว่าด้วยความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งมีการโชว์นวัตกรรม “เครื่องฆ่าเชื้อหมวกกันน็อกโอโซน” ผลงานของนักศึกษาอาชีวะ “วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชูทิศ” กรุงเทพฯ โดย นายวุฒิธนาสิงเหิน นักศึกษาระดับ ปวส. ปี 1 วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชูทิศ เล่าว่า แรงบันดาลใจของผลงานชิ้นนี้ มาจากการที่ตนอยากให้นักศึกษาในวิทยาลัยสวมหมวกกันน็อกเป็นประจำด้วยความสมัครใจ

จึงร่วมกับเพื่อนๆ พัฒนาเครื่องฆ่าเชื้อโรคในหมวกนิรภัย ด้วยระบบโอโซนรุ่นแรก และนำไปทดลองใช้ในกลุ่มผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง และส่งโครงการเข้าประกวดที่ สสส. และได้งบประมาณมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็นำมาพัฒนาเป็นเครื่อง รุ่น 2 ให้มีขนาดเล็กลงและมีความปลอดภัยมากขึ้น โดยการทำงานเครื่องดังกล่าวจะมีพัดลม 3 ตัว เมื่อหยอดเหรียญลงไป กดการทำงานที่ 2 นาที พัดลม2 ตัว คือข้างหลัง 1 ตัว ข้างใต้ 1 ตัว จะทำการดูดอากาศเข้ามาเพื่อทำปฏิกิริยากับโอโซน พอทำงานครบ 2 นาที พัดลมอีก 1 ตัว จะทำการดูดอากาศออก 20 วินาที

“จากการทดลองทางจุลชีววิทยา โดยซื้อเครื่องตรวจจากแล็บมาเอง และมีอาจารย์ทางด้านวิทยาศาสตร์คอยให้คำปรึกษา ทดสอบประเมินผลการทำงานก่อนใช้กับหลังใช้ พบว่าสามารถฆ่าเชื้อรา และแบคทีเรียได้ถึง 99% และขณะนี้ได้ตั้งให้บริการที่วินมอเตอร์ไซค์ 2 แห่งและที่วิทยาลัยอีก 1 แห่ง ผลตอบรับค่อนข้างดีอย่างไรก็ตาม ทางทีมยังมีการพัฒนาเรื่อยๆเพื่อให้สามารถใช้งานและบำรุงรักษาได้เอง”นายวุฒิธนา กล่าว

ด้าน นายดำรงฤทธิ์ จิตถาวรมณี ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง จุดรับผู้โดยสารระหว่างทางกรมควบคุมโรค และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกกันน็อก เป็นเวลานานๆ ด้วยสภาพอากาศในเมืองไทยที่ค่อนข้างร้อน เหงื่อออกมาก และล่าสุดในช่วงฤดูฝน จะทำให้มีปัญหาหมักหมมของเชื้อโรคเชื้อราต่างๆ เกิดกลิ่นอับ คันหนังศีรษะ บางคนถึงขั้นผมร่วง ต้องพบหมอ ซื้อยามาทา

“ส่วนตัวต้องมีหมวกกันน็อกไว้หลายใบไว้สับเปลี่ยน อันไหนที่ไม่ได้ใช้ก็จะนำไปตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อ แต่ปัญหาคือบางครั้งไม่มีแดด ยิ่งหน้าฝนยิ่งลำบากหมวกจะมีความอับชื้นมาก เพราะฉะนั้นถ้ามีเครื่องหยอดเหรียญอบฆ่าเชื้อในหมวกกันน็อกได้ตนยินดีใช้บริการเลย เพราะประหยัดเวลาและดีต่อหนังศีรษะ” นายดำรงฤทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้ มอเตอร์ไซค์ หรือรถจักรยานยนต์ เป็นยานพาหนะที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุด ดังข้อมูลจาก กรมการขนส่งทางบก ระบุว่า ในปี 2564 ที่ผ่านมามีมอเตอร์ไซค์จดทะเบียนใหม่ทั้งสิ้น1,763,883 คัน (ส่วนบุคคล 1,762,630 คัน + สาธารณะ 1,253 คัน หรือคิดเป็นร้อยละ 65.6 หรือเกือบ 2 ใน 3 จากจำนวนรถทุกชนิดที่จดทะเบียนในปีดังกล่าวรวม 2,688,382 คัน

และหากดูยอดจดทะเบียนรถสะสมนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติมาจนถึง ณ สิ้นปี 2564 จะพบว่า มีมอเตอร์ไซค์จดทะเบียนสะสมทั้งสิ้น 21,843,842 คัน (ส่วนบุคคล 21,685,858 คัน + สาธารณะ 157,984 คัน) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 51.6 หรือกว่าครึ่งหนึ่งจากจำนวนรถทุกชนิดที่จดทะเบียนสะสมรวม 42,313,968 คัน แต่ในอีกด้านหนึ่งคนไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากการใช้มอเตอร์ไซค์ (ไม่ว่าขับขี่หรือโดยสาร) เป็นส่วนใหญ่

อาทิ ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ (ThaiRSC) อ้างอิงสถิติจาก บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด พบว่า ในปี 2564 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน 13,617 รายบาดเจ็บ 883,319 คน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นจักรยานยนต์ ร้อยละ 52.55 และรถยนต์ร้อยละ 47.45 รวมถึงรายงาน Global status report on road safety 2018 โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เผยแพร่ในปี 2561 พบว่า แม้สถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนของไทยจะอยู่ในอันดับ 9 ของโลก ลดลงจากอันดับ 2 ตามรายงานที่เผยแพร่ในปี 2558 แต่ยังมีอัตราการเสียชีวิตจากมอเตอร์ไซค์สูงที่สุดในโลก

ซึ่งเมื่อกล่าวถึงการใช้มอเตอร์ไซค์ “หมวกกันน็อก” คือสิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยเพราะช่วยลดการบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะ (ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมอง) ได้มาก..นวัตกรรมชิ้นนี้จึงตอบโจทย์บรรดา “ไบค์เกอร์” เป็นอย่างยิ่ง และน่าจะได้รับการสนับสนุนให้มีการพัฒนาเพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์ในอนาคตต่อไป!!!