‘รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์’ ชวนทำบุญรับเทศกาลตรุษจีน รับกระเป๋าผ้าแฮนเมดจากน้องๆแทนคำขอบคุณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705313

‘รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์’ ชวนทำบุญรับเทศกาลตรุษจีน รับกระเป๋าผ้าแฮนเมดจากน้องๆแทนคำขอบคุณ

‘รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์’ ชวนทำบุญรับเทศกาลตรุษจีน รับกระเป๋าผ้าแฮนเมดจากน้องๆแทนคำขอบคุณ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 13.16 น.

“รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” ชวนคนไทยทำบุญรับเทศกาลตรุษจีน พร้อมมอบกระเป๋าผ้างานแฮนเมดจากน้องผู้พิการที่นำสตอรี่งานศิลป์มาลงบนผืนผ้าทำให้เกิดชิ้นงานสร้างสรรค์ เป็นแฟชั่นฮิตติดเทรน ถือโอกาสอันเป็นมงคลตรุษจีนและเดือนแห่งความรัก เพื่อแทนคำขอบคุณจากน้องๆ สำหรับผู้ใหญ่ใจบุญที่ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือเด็กพิเศษ “รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป บริจาคตั้งแต่ 1,000บาท รับกระเป๋าผ้ าฟรี! ทันที โดยผู้มีจิตศรัทธา สามารถบริจาคช่วยเด็กนักเรียนพิเศษได้โดยตรงที่ ธนาคารกรุงไทย 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ และนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถามรายละเอียดที่โทรศัพท์ 092-739-0990

นางสาววรรณวนัช  กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ สถานศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักเรียนนักศึกษาที่อยู่ในความดูแลกว่า 172 คน ซึ่งเด็กที่อยู่ในโรงเรียนเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา การเรียนรู้ ออทิสติก และมีความพิการซ้อน เช่นหูหนวก ตาบอด ซึ่งต้องการความดูแลอย่างใกล้ชิด โรงเรียนฯ ต้องการส่งเสริมศักยภาพเด็กเหล่านี้ได้พึ่งพาตนเองและดำรงชีวิตอิสระในสังคมอย่างมีความสุข โดยทางโรงเรียนฯ ได้ร่วมกับศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จ.ชลบุรี จัดให้มีการศึกษาเฉพาะบุคคลในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและสร้างอาชีพ จัดการฝึกอบรมและมีกิจกรรมพิเศษเฉพาะกลุ่ม โดยมีอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ พร้อมอาหารมื้อเที่ยงโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ

โดยหนึ่งในหลักสูตรฯที่เปิดให้มีการเรียนการสอนคือการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานเพื่อให้เด็กๆที่จบการศึกษาแล้วสามารถพึ่งพาตนเองและประกอบอาชีพช่วยเหลือตนเอง มีรายได้เลี้ยงครอบครัว และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดปัญหาสังคมอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากการเรียนรู้และอบรมวิชาชีพ แล้วทางโรงเรียนยังได้จัดการศึกษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ พัฒนาคุณภาพชีวิต ให้เด็กพิเศษมีความชำนาญยิ่งขึ้น

“จึงเป็นโอกาสดีของเดือนมงคลทั้งเทศกาลตรุษจีนและเดือนแห่งความรัก สำหรับผู้ใจบุญที่บริจาคเงินช่วยเหลือเด็กพิเศษ “รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปบริจาคตั้งแต่ 1,000 ขึ้นไป รับกระเป๋าผ้าแฮนเมดฟรี! พิเศษสุดด้วยงานฝีมือจากน้องผู้พิการที่นำสตอรี่งานศิลป์มาลงบนผืนผ้า ทำให้เกิดชิ้นงานสุดสร้างสรรค์ ด้วยแฟชั่นฮิต ติดเทรน ทนทานใช้งานได้ยาวนาน ลดโลกร้อน ดีไซน์สวยงามเรียบหรู ไม่เหมือนใคร มาพร้อมกับแพทเทิร์นดอกไม้ผสมผสาน ลวดลาย งานศิลป์ ทัศนธาตุ dynamic เปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง โดยผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคร่วมทำบุญฯ ได้ที่ ธนาคารกรุงไทย 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ และนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถามรายละเอียดได้ที่โทรศัพท์ 092-739-0990”

นักกำหนดอาหาร แนะเลือกซื้อเนื้อสัตว์ช่วงเทศกาลตรุษจีน ย้ำ ต้องปรุงสุก-อุ่นร้อนก่อนรับประทานเพื่อความปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705115

นักกำหนดอาหาร แนะเลือกซื้อเนื้อสัตว์ช่วงเทศกาลตรุษจีน  ย้ำ ต้องปรุงสุก-อุ่นร้อนก่อนรับประทานเพื่อความปลอดภัย

นักกำหนดอาหาร แนะเลือกซื้อเนื้อสัตว์ช่วงเทศกาลตรุษจีน ย้ำ ต้องปรุงสุก-อุ่นร้อนก่อนรับประทานเพื่อความปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักกำหนดอาหาร รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล แนะวิธีเลือกซื้อ-การจัดเก็บ เนื้อสัตว์ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนให้มีคุณภาพปลอดภัย ก่อนซื้อสังเกตตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” และฉลากรับรองมาตรฐานอาหารปลอดภัย เน้นปรุงสุก-อุ่นร้อน ก่อนรับประทาน

ดร.วนะพร ทองโฉม นักกำหนดอาหาร งานสร้างเสริมสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ตรุษจีน เป็นเทศกาลที่คนไทยเชื้อสายจีนจัดพิธีไหว้เจ้าและเคารพบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว โดยหนึ่งในเครื่องไหว้ที่สำคัญและขาดไม่ได้เลย คือ อาหารกลุ่มเนื้อสัตว์ อย่างเช่น หมู ไก่ เป็ด หรืออาหารทะเล อาทิ กุ้ง ปลา ดังนั้นวิธีการเลือกซื้อจึงต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ นอกจากความสด สะอาด สิ่งแรกให้สังเกตตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” จากกรมปศุสัตว์ และฉลากรับรองมาตรฐานอาหารปลอดภัย ซึ่งถือเป็นการการันตีความเชื่อมั่นในการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ นอกจากนี้ให้สังเกตจากคุณลักษณะของเนื้อสัตว์ อย่าง เนื้อหมู สีจะต้องไม่แดงจัด เป็นสีอมชมพู ไม่มีเม็ดสาคู ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเป็นไข่ของพยาธิตัวตืดต่างๆ

ดร.วนะพร ทองโฉม

สำหรับเป็ดหรือไก่ ปกติจะไหว้เป็นตัว ให้เลือกขนาดตัวอ้วน ตัวใหญ่ เนื้อหน้าอกแน่น หนังเป็นมัน บริเวณปีกหรือใต้ปีกไม่มีสีคล้ำ ไม่มีกลิ่นเหม็น ในขณะที่ เนื้อปลา ต้องเลือกเหงือกที่มีสีแดง หนังปลาเป็นมันเงา เนื้อปลาเมื่อกดลงไปจะไม่ยุบตามแรงกด แสดงถึงความสดของเนื้อปลา ส่วนกุ้ง แนะนำให้เลือกกุ้งที่มีหัวกับตัวติดกัน เป็นลักษณะของกุ้งที่สดเปลือกมีความเงา แข็ง ไม่มีกลิ่น หากเลือกซื้อเนื้อสัตว์อยู่ในบรรจุภัณฑ์ ให้สังเกตตราสัญลักษณ์รับรองมาตรฐานว่าผ่านเกณฑ์อาหารปลอดภัย ดูวันผลิตและวันหมดอายุและที่สำคัญควรจัดเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสมคือ ต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส

ดร.วนะพร แนะนำว่า เมื่อซื้อเนื้อสัตว์สดกลับมาที่บ้านแล้ว ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการจัดเก็บเนื้อสัตว์ เนื่องจากเป็นอาหารสดที่เน่าเสียได้ง่าย หากยังไม่นำมาใช้ต้องเก็บในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส โดยการแช่เย็นหรือแช่แข็งในตู้เย็น โดยสังเกตตู้เย็นว่าจัดเก็บของไว้หนาแน่นหรือไม่ ถึงแม้อุณหภูมิจะต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส หากตู้เย็นแน่นเกินไปจะส่งผลกับอุณหภูมิที่มาถึงเนื้อสัตว์ที่ไม่ต่ำพอจะป้องกันการเน่าเสียได้ขณะเดียวกัน ควรแบ่งประเภทของเนื้อสัตว์ และมีช่องว่างในการแช่เพื่อให้อุณภูมิเข้าถึง ช่วยยืดอายุของการเก็บรักษาได้นานยิ่งขึ้น

“เทศกาลตรุษจีน ลูกหลานนิยมนำอาหารมาไหว้บรรพบุรุษจำนวนมาก ทำให้อาหารหลังการไหว้มีปริมาณมากและอาจรับประทานไม่ทัน ลำดับแรกควรแจกจ่ายแบ่งปันอาหารให้กับคนใกล้ชิด หรือหากสามารถจัดการได้ภายในครอบครัว ควรมีวิธีการปรุงที่เหมาะสม เช่น เป็ด ไก่ หมูที่ไหว้แล้ว ให้นำมารวน เพื่อลดปริมาณน้ำในเนื้ออาหารเพราะการรวนจะทำให้มีความแห้ง สามารถจัดเก็บอาหารได้นานขึ้น”

สำหรับวิธีการปรุงอาหารหลังจากการไหว้ สามารถนำมาดัดแปลงเป็นเมนูอาหารได้หลากหลาย เช่น พะโล้ ผัดพริกแกงและที่สำคัญควรปรุงอาหารให้สุกอย่างทั่วถึงอุณหภูมิที่เหมาะสมคือตั้งแต่ 74 องศาเซลเซียสขึ้นไป จะช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคที่อาจปนเปื้อนมากับอาหารได้ ทั้งนี้ ของไหว้ส่วนใหญ่จะจัดเตรียมไว้ก่อนล่วงหน้า อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง เมื่อรวมกับระยะเวลาไหว้ อาหารจะอยู่ในอุณหภูมิห้องเกิน 2 ชั่วโมง อาจทำให้เกิดการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ก่อโรคได้ดังนั้น ไม่ควรนำมารับประทานทันที ต้องนำอาหารไปอุ่นร้อนก่อน ด้วยอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 74 องศาเซลเซียส

“ที่สำคัญ ต้องระมัดระวังเรื่องความเค็มไม่ควรเติมเครื่องปรุงรสมากจนเกินไป หรือเลือกใช้เครื่องปรุงที่ลดโซเดียม สำหรับเนื้อสัตว์ที่ติดหนัง ติดมัน กระบวนการต้องไม่ใช้น้ำมันมากไม่นำไปทอด เปลี่ยนเป็นการอบ ตุ๋น นึ่ง ยำ และควรเพิ่มใยอาหารด้วยการเติมผักลงไป เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนมากขึ้นและดีต่อสุขภาพ”

เปิดตัวตราสัญลักษณ์ ครบรอบ 60 ปี วว. รมว.อว. มอบนโยบายมุ่งให้คนไทยเป็นนักวิจัย คิดนอกกรอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705073

เปิดตัวตราสัญลักษณ์ ครบรอบ 60 ปี วว.  รมว.อว. มอบนโยบายมุ่งให้คนไทยเป็นนักวิจัย คิดนอกกรอบ

เปิดตัวตราสัญลักษณ์ ครบรอบ 60 ปี วว. รมว.อว. มอบนโยบายมุ่งให้คนไทยเป็นนักวิจัย คิดนอกกรอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เปิดตัวตราสัญลักษณ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี วว.

ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมเป็นประธานเปิดตัวตราสัญลักษณ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี วว. อย่างเป็นทางการและบรรยายพิเศษเรื่อง “ชีวิตคือวิจัย และคิดนอกกรอบ” มุ่งให้คนไทยเป็นนักวิจัย คิดนอกกรอบ โอกาสนี้ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. ในฐานะ ประธานกรรมการ วว. (กวท.) ศ.(วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. พร้อมคณะกรรมการ กวท. ผู้บริหาร บุคลากรร่วมให้การต้อนรับ ณ วว.เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่10 มกราคม ที่ผ่านมา

ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวว่า เป้าหมายของกระทรวง อว. มุ่งทำให้คนไทยเป็นนักวิจัย ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับประเทศทำให้ไม่ติดกับความเคยชิน เกิดความรักสามัคคี เกิดการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการทำกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยงกัน โดยปัจจุบันได้จัดทำโครงการพัฒนาเครือข่ายและศักยภาพผู้บริหารระดับสูง หรือ WINs ซึ่งเป็นผลจากที่ตนเองได้ทำวิจัยภาพรวมการทำงานของกระทรวงฯ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนงาน ตอบโจทย์สังคมอย่างมีประสิทธิภาพ และทำงานร่วมกับเอกชนได้ตามยุทธศาสตร์การนำวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรมมาใช้ขับเคลื่อนประเทศ พร้อมดึงพลังคนรุ่นใหม่มาหลอมรวมกับความคิดผู้บริหารระดับสูง เพื่อพัฒนาอนาคตของชาติ

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว.

“การที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้นั้น สิ่งสำคัญหนึ่งคือการวางแผน ต้องคิดนอกกรอบ คิดเชิงกลยุทธ์คิดเชิงยุทธศาสตร์และมีการทำวิจัย ทำงานเสมือนยุคผู้บุกเบิกองค์กร เป็นผู้บุกเบิกรุ่นที่สอง ไม่ใช่ทำงานเหมือนได้รับดอกผลจากผู้ที่บุกเบิก ต้องทำงานแบบทุ่มเทและด้วยความพร้อม ต้องเปลี่ยนกรอบแนวคิดเดิมๆ ให้มีความยืดหยุ่น ซึ่งจะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดสิ่งใหม่ ขอให้พยายามทำให้ดีที่สุด เพราะชีวิตคือโอกาส ชีวิตคือวิจัย และคิดนอกกรอบ” รมว.กระทรวง อว. กล่าวในช่วงหนึ่งของการบรรยาย

ศ.(วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต กล่าวรายงานในโอกาสนี้ว่า ผลจากการดำเนินงานของ วว. ส่งผลกระทบเชิงบวกด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมก่อให้มูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม มากกว่า 16,000 ล้านบาท คิดเป็น 17.69 เท่า เมื่อเทียบกับงบประมาณแผ่นดินที่ได้รับการจัดสรร

ศ.(วิจัย)ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว.

ปัจจุบัน วว. ก้าวเข้าสู่การดำเนินงานในปีที่ 60 ได้นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) สร้างนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจผ่านการดำเนินงานภายใต้ BCG Model ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ตามนโยบายของรัฐบาล โดยอาศัยความได้เปรียบจากการที่ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และการหมุนใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและส่งเสริมการดำเนินงานของ SMEs และ OTOP ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งยังมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ SMEs และ OTOP ให้สามารถแข่งขันได้หลังวิกฤตการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

นอกจากนั้น วว. ยังตระหนักถึงการเพิ่มขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม และ SMEs ด้วยขอบข่ายการให้บริการด้านการวิเคราะห์ทดสอบ/สอบเทียบ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรม New S-curve รวมถึงการใช้ระบบดิจิทัลเสริมการให้บริการแก่ลูกค้าส่งผลดีต่อการเข้าถึงให้งานบริการและช่วยให้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ส่วนด้านสังคม วว. ได้ลงพื้นที่ชุมชนสำคัญกว่า 39 จังหวัดทั่วประเทศนำ วทน. เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตร และสร้างอาชีพใหม่ ผ่านการดำเนินงานในโครงการต่างๆ เช่น โครงการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากระดับจังหวัด ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมโครงการพัฒนาชุมชนนวัตอัตลักษณ์ โครงการยกระดับมาตรฐานสถานท่องเที่ยวและมาตรฐานผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาไทยในภูมิภาคที่เชื่อมโยงและบูรณาการมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ทั่วประเทศ เป็นต้น รวมทั้ง วว. ยังมีบทบาทสำคัญในขับเคลื่อนงานวิจัยและบริการ ร่วมกับภาคีเครือข่ายนานาประเทศ ทั้งในทวีปยุโรป แอฟริกา ออสเตรเลีย เอเชีย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนงานวิจัยในด้านสิ่งแวดล้อมและอื่นๆ นับเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับสากลและเผยแพร่แนวทาง BCG ให้เป็นที่ประจักษ์

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมเปิดงานเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม การออกกำลังกายของประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705117

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมเปิดงานเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม การออกกำลังกายของประชาชน

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมเปิดงานเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม การออกกำลังกายของประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์ เลขาธิการ ร่วมพิธีเปิดงานเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม Calories Credit Challenge : CCC เชื่อมโยงและบูรณาการ ข้อมูลสถิติการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาของประชาชน ภายใต้แนวคิดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Model) และร่วมเสวนา ในหัวข้อ“ สุขภาพดี คือ ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน” (Health is Wealth) โดยมี ดร.ณรงค์ เทียมเมฆ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และนายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ร่วมเวทีเสวนา และได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นประธานเปิดงาน ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ ห้องราชา 1 ชั้น 11 แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีวิสัยทัศน์ในการ “สร้างสุขภาวะที่ดีและเท่าเทียมเพื่อทุกชีวิต ด้วยวิทยาการขั้นสูง นวัตกรรมและความเป็นเลิศ” เราได้ตระหนักถึงปัญหาด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ ปัจจุบันพบว่า ประชากรของประเทศไทยมีแนวโน้มการเสียชีวิตด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มมากขึ้น นับเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตประมาณ 320,000 คนต่อปี (ข้อมูล ณ ปี 2563) คิดเป็นร้อยละ 75 ของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย สาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดสมองเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมา คือ โรคหัวใจขาดเลือด โรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง เบาหวานและความดันโลหิตสูง ตามลำดับ ทั้งนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะส่งผลถึงการมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้นแล้ว ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุขของประเทศลงได้ ดังนั้น การทำให้ประชากรในประเทศออกกำลังกายมากขึ้น จึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญยิ่งในระดับประเทศ

ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์

ศาสตราจารย์ นายแพทย์นิธิ มหานนท์ กล่าวในเวทีเสวนาว่า “พื้นฐานของผม ผมเป็นหมอหัวใจ ตั้งแต่ทำงานมาก็ขับเคลื่อนเรื่องการออกกำลังกายมาโดยตลอด ผมจึงเข้าใจว่าการออกกำลังกายมีความสำคัญอย่างไร และทำให้คนแข็งแรงขึ้นได้อย่างไร ในช่วงที่ผ่านมาผมได้รับเกียรติเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา จึงได้มาเชื่อมกับแพลตฟอร์ม Calories Credit Challenge : CCC และเขียนเป็นแผนผลักดันเพื่อพัฒนาการใช้แพลตฟอร์มนี้ โดยนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะการที่จะทำให้คนเข้าใจและตื่นตัวเรื่องการออกกำลังกายนั้นยาก การที่เรามีเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมด ก็จะให้ได้ประโยชน์มากขึ้น ทั้งนี้ เราได้ประสานกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อร่วมกันผลักดันแพลตฟอร์ม CCC ผมหวังว่าจะเกิดการขับเคลื่อนและค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ประชาชนได้ออกกำลังกายอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ…ซึ่งจะเป็นการช่วยป้องกันโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคอ้วนโรคไขมันในโลหิตสูง ซึ่งโรคเหล่านี้เราป้องกันได้ …และในฐานะที่ผมทำเรื่องปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา ผมอยากจะเห็นการออกกำลังกายเป็นภูเขาลูกใหญ่ ที่ทุกคนได้ทำกันทั้งประเทศ ผมอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ทุกคนหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ หันมาวิ่งกันเพื่อสุขภาพของตนเอง เพื่อสุขภาพของสังคมและสุขภาพของประเทศ ทั้งนี้ การออกกำลังกาย คือ วัคซีนป้องกันโรคหลายๆ โรค ซึ่งถูกกว่าการเสียค่าใช้จ่ายในการรักษา เมื่อออกกำลังกายเสร็จ นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว เสียค่ารักษาพยาบาลน้อยแล้ว สิ่งที่ได้อีกอย่าง คือ ความสุข เป็นความสุขที่นับเป็นมูลค่าไม่ได้ครับ”

ทั้งนี้ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จึงร่วมกันสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนหันมาออกกำลังกาย เล่นกีฬา ทำกิจกรรมทางกายและการจัดแข่งขันกีฬา โดยใช้แพลตฟอร์ม Calories Credit Challenge : CCC แอปพลิเคชั่นที่เป็นเครื่องมือในการกระตุ้น จูงใจ ด้วยการสะสมปริมาณแคลอรี่ที่ได้จากกิจกรรมต่างๆ และจัดเก็บเป็นข้อมูลกลาง (Big Data) สำหรับติดตามประเมินผล เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในด้านสาธารณสุข เพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนและสังคม โดยนำมาเชื่อมโยงกับแนวคิดเศรษฐกิจใหม่ (BCG Model) ที่ใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ตลอดจนการเชื่อมโยงนโยบายระดับชาติ ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมกีฬาและการท่องเที่ยว เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกับสร้างสุขภาพของประชาชนอย่างยั่งยืน

ชวนทุกคนมาฟิตฉลองปี 2023 กับโปรแกรมฟิตเนส 8 สัปดาห์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705101

ชวนทุกคนมาฟิตฉลองปี 2023  กับโปรแกรมฟิตเนส 8 สัปดาห์’

ชวนทุกคนมาฟิตฉลองปี 2023 กับโปรแกรมฟิตเนส 8 สัปดาห์’

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

BASE ฟิตเนส หรือสตูดิโอออกกำลังกายแบบ HIIT (High Intensity Interval Training) และเวทเทรนนิ่งยอดนิยมในกรุงเทพฯ เปิดตัว“โปรแกรมฟิตเนส8 สัปดาห์” ชวนทุกคนมาฟิตฉลองปี 2023

ครบจบทุกแง่มุมสุขภาพในโปรแกรมเดียว ทั้งการออกกำลังกายและคำแนะนำโภชนาการจากโค้ชมืออาชีพ เติมแรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่องตลอด 8 สัปดาห์กับเพื่อนๆ สมาชิกและทีม BASE ที่จะช่วยให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสนุกและน่าตื่นเต้น โปรแกรมนี้มาพร้อมตัวเลือกการออกกำลังกายแบบกลุ่ม (Group Class) และแบบส่วนตัว(Personal Training) เริ่มต้นเร็วๆ นี้ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 10 มีนาคม 2023

BASE ตั้งใจพัฒนาระบบวัดผลการออกกำลังกายให้แม่นยำกว่าที่เคย ด้วยการผสมผสานระหว่างระบบวัดอัตราการเต้นของหัวใจระดับโลกอย่าง “MyZone”และระบบติดตามพัฒนาการทางฟิตเนสทั้งคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่งอย่าง “BASELINE” ซึ่งทาง BASE ได้เป็นผู้คิดค้นและพัฒนาระบบนี้ขึ้น จนได้กระแสตอบรับที่ดีเกินคาดจากผู้ใช้งานตลอดหลายปีที่ผ่านมา

นอกจากเรื่องการออกกำลังกาย ปฏิเสธไม่ได้ว่า “การคุมอาหาร” เป็นเรื่องที่ยากสำหรับหลายๆ คน BASE ได้จับมือกับพันธมิตรแบรนด์อาหารสุขภาพชั้นนำอย่าง “Paleo Robbie” ที่จะช่วยดูแลมื้ออาหารรวมไปถึงแหล่งวัตถุดิบคุณภาพสูง ให้สมาชิกในโปรแกรมได้อิ่มอร่อยแบบสารอาหารครบถ้วนตลอด 8 สัปดาห์

สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโปรแกรมฟิตเนส 8 สัปดาห์ได้ที่ BASE ทุกสาขา พร้อมรับราคาพิเศษจำนวนจำกัด

สถาบันบางกอกแดนซ์ เปิดศักราชความสุข สร้างสรรค์จินตนาการ ยกทัพนักเต้นสื่อเรื่องราวนิทานก่อนนอนผ่านศิลปะการเต้นสุดตระการตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705148

สถาบันบางกอกแดนซ์ เปิดศักราชความสุข สร้างสรรค์จินตนาการ ยกทัพนักเต้นสื่อเรื่องราวนิทานก่อนนอนผ่านศิลปะการเต้นสุดตระการตา

สถาบันบางกอกแดนซ์ เปิดศักราชความสุข สร้างสรรค์จินตนาการ ยกทัพนักเต้นสื่อเรื่องราวนิทานก่อนนอนผ่านศิลปะการเต้นสุดตระการตา

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

(ซ้าย) ครูหลอดไฟ นวินดา และ วัลลภา ปัจฉิมสวัสดิ์

สถาบันบางกอกแดนซ์ หวนกลับมาจัดการแสดงศิลปะการเต้นรำอีกครั้ง เพื่อเปิดศักราชความสุขสนุกสนาน โดยใช้ชื่อการจัดแสดงว่า RESPECT ประกอบด้วยการแสดงของนักแสดง 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ 4th BDA Junior Performance (The Explorer) และ 12th BDA Charity Grand Performance (AESOP) เปิดการแสดงที่เป็นมากกว่าการสร้างความบันเทิง แต่สร้างจินตนาการได้อย่างไร้ขีดจำกัด โดยรอบการกุศลเพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งมอบให้แก่โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งอยู่ในจังหวัดลำพูน

สถาบันบางกอกแดนซ์ หรือ Bangkok Dance Academy สถาบันสอนศิลปะการเต้นแห่งแรกในประเทศไทยที่มีชื่อเสียงมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ ด้วยมาตรฐานการเรียนการสอนที่ได้มาตรฐาน โดยมีหลักสูตรการเต้นทุกยุคสมัย อาทิ บัลเลต์ แจ๊สแดนซ์ นาฏศิลป์ไทย ยิมนาสติกลีลา บอลรูม และ ลาติน เป็นต้น รวมแล้วมีถึง 11 สาขาการเต้นโดยมีดารานักแสดงที่เคยเป็นนักเรียนและก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงกันเป็นจำนวนมาก ด้วยศักยภาพในการผลิตนักเต้น นักแสดงที่มีคุณภาพ ทำให้สถาบันบางกอกแดนซ์ มีแนวคิดในการจัดการแสดงศิลปะการเต้นรำ เพื่อเผยแพร่ศิลปะและความบันเทิงสู่สาธารณชนในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ ผู้เข้าร่วมชมได้ร่วมในกิจกรรมการกุศลต่อยอดสู่การพัฒนาสังคมในด้านต่างๆ โดยจัดขึ้นทุกๆ สองปี สืบต่อเนื่องกันมายาวนาน 

นางสาววัลลภา ปัจฉิมสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสถาบันบางกอกแดนซ์ กล่าวว่า ในการจัดแสดงเต้นรำ RESPECT แบ่งเป็น 2 ชุด คือ 4th BDA Junior Performance (The Explorer) เป็นนักแสดงอายุไม่เกิน 11 ปี ที่จะมาถ่ายทอดประสบการณ์และเรื่องราว ทั้งก่อนและในช่วงที่เผชิญกับ COVID-19 โดยเล่าถึงการเดินทางที่ฉันคิดถึง ผ่านเรื่องราวการผจญภัยของเด็กๆ ในช่วงก่อนการแพร่ระบาดโควิดกับคุณค่าของธรรมชาติที่สวยงาม อุดมสมบูรณ์ควรค่ากับการดูแลรักษาไว้ให้อยู่อย่างยั่งยืนคู่กับมวลมนุษย์ เนื้อหามีความร่วมสมัยที่สะท้อนสถานการณ์ ซึ่งเด็กๆ เคยสัมผัสด้วยตนเอง มั่นใจว่าการแสดงทุกชุดจะทำให้ผู้ชมได้รับความบันเทิงอย่างเต็มอิ่มส่วนในชุดการแสดง 12th BDA Charity Grand Performance (AESOP) เป็นการนำเรื่องราวมาจากนิทานอีสป มาถ่ายทอดผ่านศิลปะการเต้นในรูปแบบที่หลากหลายสไตล์การเต้น ในการแสดงของแต่ละเรื่องล้วนผ่านกระบวนการคิดกลั่นกรอง เพื่อสร้างสรรค์เป็นผลงานที่มีคุณค่าและมอบความเพลิดเพลิน ที่จะเสริมสร้างจินตนาการไปกับท่วงทำนองแห่งการตื่นรู้ทั้งร่างกายและจิตใจ มุ่งเน้นให้ความรู้ และคติสอนใจ จากนิทานอีสป 4 เรื่อง ได้แก่ ราชสีห์กับหนู กาอยากเป็นหงส์ ไก่ได้พลอยและกิ่งไม้หนึ่งกำมือ 

นางสาวนวินดา ปัจฉิมสวัสดิ์ (ครูหลอดไฟ) รองผู้อำนวยการสถาบันบางกอกแดนซ์ พูดถึง การแสดงในชุด 4th BDA Junior Performance (The Explorer) จะนำเสนอการเต้นที่ผสมผสานกันของ คลาสสิเคิล, บัลเลต์ และโมเดิร์นแจ๊ส รวมถึงการเต้น ฮิปฮอป เข้ามาประกอบด้วย โดยการเต้นแต่ละรูปแบบ ขึ้นอยู่กับคาแร็กเตอร์ของตัวแสดงเป็นหลัก ครูผู้ฝึกสอนจะทำหน้าที่ โคโรกราฟเฟอร์ ออกแบบรูปแบบและท่าเต้นของนักแสดงแต่ละคน ให้มีความสอดคล้องและเหมาะสมมากที่สุด รูปแบบการแสดงก็คือ มิวสิคัล อีกแนว ที่ไม่มีเนื้อร้อง แต่เน้นลีลาการเต้น แบบหนักๆในส่วนของการแสดง ของนักแสดงรุ่นโต 12th BDA Charity Grand Performance(AESOP) การนำเสนอศิลปะการเต้นของแต่ละเรื่องราว จะมีความแตกต่างกัน

ในระหว่างแสดง 4th BDA JuniorPerformance (The Explorer) และ 12th BDA Charity Grand Performance(AESOP) ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชม ได้ร่วมกิจกรรมกับนักแสดงบนเวทีเป็นช่วงๆ โดยสร้างประสบการณ์ร่วมกับทัพนักแสดง นับว่าเพิ่มอรรถรสในการชมให้มีความตื่นเต้น และเพิ่มความสนุกสนานให้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยทุกเรื่องราว บางกอกแดนซ์ และทีมงาน ประกอบด้วยครูผู้สอนและนักเรียน จำนวนกว่า 300 คนซึ่งได้รับการคัดเลือกจากความสมัครใจคัดจากนักเรียน 12 สาขาการเต้น จำนวนกว่า 800 คน  โดยทุกคนตั้งใจร่วมกันเนรมิตให้ทุกเรื่องราวผันเปลี่ยนเป็นความบันเทิงที่เป็นมากกว่านิทานก่อนนอน ไม่เพียงสร้างความบันเทิง แต่สร้างจินตนาการได้อย่างไร้ขีดจำกัด ผู้เข้าชมได้รับความเพลิดเพลินและคติสอนใจ ที่จะนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันที่สำคัญก็คือ ได้ร่วมทำการกุศลระดมรายได้จากกิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ส่งมอบให้แก่โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ  ๔๘  พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดลำพูน นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระดับชั้นนำ ได้แก่ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน), บริษัท สหพัฒนพิบูล จํากัด (มหาชน), บริษัท ไอ.ซี.ซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน), บริษัท น้องฉัตร อินเตอร์ กรุ๊ป, บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด, กลุ่มบริษัทศรีเทพไทย และ Redclay Studio by KANDIKEV

สถาบันบางกอกแดนซ์ ปัจจุบันเปิดให้บริการ จำนวน 11 สาขา ครอบคลุมการสอนศิลปะการเต้นหลากหลายประเภททุกช่วงอายุ ทุกระดับความสามารถ ทุกอาชีพ ทั้งรูปแบบตะวันตกและตะวันออก แบบคลาสสิกไปจนถึงสมัยใหม่ อาทิ บัลเลต์ แจ๊ส แท็ป คอนเทมโพรารี่ รำไทย ยิมนาสติก ฮิปฮอป ลีลาสฯ เป็นต้น ภายใต้การรับรองโดย กระทรวงศึกษาธิการพร้อมนำหลักสูตรจากนานาชาติเข้ามาผสมผสานอีกหลากหลาย อาทิ สถาบัน The Common Wealth Society of Teacher of Dance (C.S.T.D) จากประเทศออสเตรเลีย, สถาบัน Royal Academy Of Dance (RAD) ประเทศอังกฤษ, สถาบัน United Dance Organization (UDO) ประเทศอังกฤษ,สถาบัน Spanish Dance Society (SDS) แอฟริกาใต้, Bangkok Dance Academy (BDA) ประเทศไทย เพื่อสอนและสอบวัดผลให้นักเรียน ครู นักเต้นสมัครเล่น และนักเต้นมืออาชีพกว่า 2,000 คนในทุกปี โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://bangkokdanceacademy.com

‘สืบมรรคาทัศนาทั่วไทย’นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์‘กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705167

‘สืบมรรคาทัศนาทั่วไทย’นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์‘กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’

‘สืบมรรคาทัศนาทั่วไทย’นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์‘กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ที่ทรงบันทึกไว้ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่ต่างๆ ในระหว่างปี 2564-2565 มาจัดแสดงในนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ประจำปี 2565 หัวข้อ “สืบมรรคาทัศนาทั่วไทย” โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสได้ร่วมตามรอยเสด็จฯ และชื่นชมพระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ไปจนถึงวันที่ 19 มีนาคม 2566

ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงาน พร้อมทั้งทรงบรรยายภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานมาจัดแสดงในนิทรรศการ รวมทั้งทรงจำหน่ายหนังสือภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ประจำปี 2565 แก่ผู้ที่มาร่วมงานอีกด้วย โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายตุลย์ หิรัญญลาวัลย์นายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นายฐาปน สิริวัฒนภักดีกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร นายนิติกร กรัยวิเชียร เลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมการถ่ายภาพ และคณะกรรมการจัดงานเฝ้าฯ รับเสด็จ

ในนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์“สืบมรรคาทัศนาทั่วไทย” จัดแสดงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ใน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงบันทึกไว้ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่ต่างๆ ในระหว่างปี 2564-2565 ประกอบไปด้วย ภาพแขวนผนัง จำนวน 150 ภาพ ภาพวาดการ์ตูนฝีพระหัตถ์ จำนวน 106 ภาพ Art wall จำนวน 10 ภาพ โดยแต่ละภาพนอกจากเป็นภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ที่สวยงามทรงคุณค่าทางศิลปะการถ่ายภาพแล้วยังสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองจากสายพระเนตรที่ทรงประสบพบเห็นสิ่งต่างๆ ที่ทรงสนพระราชหฤทัยถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพถ่าย อีกทั้ง ยังให้ข้อคิดเตือนใจในแง่มุมต่างๆ เพื่อให้คนไทยทุกคนได้มาชมภาพที่เปรียบเสมือนการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายของพระองค์ท่าน อาทิ ภาพปราสาทสด๊กก๊อกธม ที่ทรงถ่ายภาพเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2565, ภาพน่าจะเป็นทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ที่ทรงถ่ายภาพเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2565, ภาพทหารพันธุ์ดี ทหารการสัตว์ จังหวัดนครนายก ที่ทรงถ่ายภาพ 6 กรกฎาคม 2565, ภาพดูการเลี้ยงกบของป้าสมดวงที่ชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ ที่ทรงถ่ายภาพเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2565, ภาพแมวของเพื่อนบ้าน ที่ทรงถ่ายภาพเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้น

นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์“สืบมรรคาทัศนาทั่วไทย” ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดโดยสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และมูลนิธิส่งเสริมการถ่ายภาพ ด้วยการสนับสนุนจาก บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานเอกชนอื่นๆ เปิดให้ชมไปจนถึงวันที่ 19 มีนาคม 2566 (หยุดทุกวันจันทร์) เวลา 10.00-20.00 น. และมีการจำหน่ายหนังสือภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “สืบมรรคาทัศนาทั่วไทย” ในราคาเล่มละ 900 บาท ณ ห้องนิทรรศการ ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร(สี่แยกปทุมวัน) และศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ รายได้ทั้งหมดนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ สนองพระดำริ ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ถ่ายทอดความหลากหลายอัตลักษณ์ผ้าไทยผ้าพื้นถิ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705074

‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ สนองพระดำริ ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’  ถ่ายทอดความหลากหลายอัตลักษณ์ผ้าไทยผ้าพื้นถิ่น

‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ สนองพระดำริ ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ถ่ายทอดความหลากหลายอัตลักษณ์ผ้าไทยผ้าพื้นถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย พร้อมด้วยสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกิจกรรม “การแสดงแบบผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในการประชุมสมาคมแม่บ้านมหาดไทยสัญจร ครั้งที่ 3 พื้นที่ภาคเหนือ ประจำปี 2566 โดยมีประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ และจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วยสมาชิกแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดและภาคีเครือข่ายสมาคมแม่บ้านมหาดไทยในพื้นที่จังหวัดลำพูน ร่วมแสดงแบบผ้าไทย โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมตัดสินการแสดงแบบ ได้แก่ ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย, แมนรัตน์ รัตนสุคนธ์อธิบดีกรมการปกครอง อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กุลทรัพย์ ชื่นโกสุม, ปวีณ์ริศา เกิดสม, ศลิษา ภิรมย์รัตน์, วรสุดา รัตนสุคนธ์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย,สุจิตรา ศรีนาม, นฤมล ล้อมทอง ที่ปรึกษานายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ที่สวนไม้ไทยบ้านพ่อเลี้ยงหมื่น อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน เมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมา

นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวว่า สมาคมแม่บ้านมหาดไทยร่วมกับชมรมแม่บ้านมหาดไทย 17 จังหวัดภาคเหนือ สนองแนวพระดำริ“ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงมีพระปณิธานที่มุ่งมั่น แน่วแน่ ในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในการสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อต่อลมหายใจให้ผืนผ้าไทย ทำให้พี่น้องประชาชนเกษตรกรในชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่างทอผ้าและผู้ประกอบการผ้าได้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพสร้างรายได้จากภูมิปัญญา หัตถศิลป์ หัตถกรรมที่สืบสานถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษผสมผสานต่อยอดด้วยหลักวิชาการแฟชั่นสมัยใหม่ให้ตรงตามความต้องการของตลาด สอดคล้องกับความนิยมชมชอบของประชาชน เป็นผลงานที่ร่วมสมัย ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความสุขให้กับครอบครัว ชุมชน เพื่อร่วมสร้างสังคมที่มีความยั่งยืนในทุกมิติ

ด้านปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และทุกจังหวัด ขับเคลื่อนส่งเสริมการใช้ผ้าไทย โดยน้อมนำแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย มอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพหลักในการรณรงค์เชิญชวนให้คนไทยสวมใส่ผ้าไทย เพิ่มขึ้นอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน และเผยแพร่ภูมิปัญญาผ้าไทยในทุกโอกาส

โดยทีมจังหวัดที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลผู้แสดงแบบชุดผ้าไทยใส่ให้สนุกยอดเยี่ยม 3 รางวัล ได้แก่ ชนะเลิศทีมแม่บ้านมหาดไทย จังหวัดลำพูนรองชนะเลิศ ทีมแม่บ้านมหาดไทย จังหวัดเชียงใหม่ และรองชนะเลิศ ลำดับ 2 ทีมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกำแพงเพชร และรางวัลพิเศษ 2 รางวัล คือ รางวัลขวัญใจนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ได้แก่ ทีมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดแพร่ และรางวัลขวัญใจปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ ทีมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดอุทัยธานี

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ขอบคุณชาวมหาดไทยและภาคีเครือข่ายที่ได้ช่วยกันรังสรรค์ผ้าไทยให้มีชีวิตชีวาตามโครงการพระดำริ“ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานให้กับพวกเราชาวไทยทุกคนโดยทรงมีจุดมุ่งหมายในการยกระดับผ้าไทยให้ใส่ได้กันทั่วโลก ทุกเพศทุกวัย ในทุกโอกาส ซึ่งการแสดงแบบในวันนี้ แสดงให้เห็นว่าทุกจังหวัดมีความเป็นเลิศในด้านการส่งเสริมผ้าไทย ตั้งแต่การย้อม การถักทอ การตัดเย็บ จนถึงการจำหน่าย อันเป็นการฟื้นคืนชีวิตผ้าไทยให้เป็นเครื่องมือในการยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องคนไทยให้เพิ่มมากขึ้น ขอให้ช่วยกันส่งเสริมกิจกรรมพระดำริฯ ให้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และร่วมกันสวมใส่เสื้อผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ในทุกวันพฤหัสบดี ตลอดปี 2566 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมายุครบ 3 รอบ 36 พรรษาอันเป็นการปฏิบัติบูชาเพื่อสนองพระปณิธานในการทำให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

คุณแหน : 19 มกราคม 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705165

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

●● ครบรอบ 36 ปี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จัดทอดผ้าป่าสามัคคี 3,600 กอง กองบุญละ1,000 บาท เพื่อซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์9 ก.พ. 07.00 น. ณ อาคารชวนชูชาติวพน.7 โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมบุญบัญชี รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ธ.กรุงเทพ เลขที่บัญชี 091-0-20188-8 ลดหย่อนภาษี 2 เท่า ภายในงานร่วมรับของที่ระลึกพระปลุกเสกและปฏิทินธรรมคำกลอนพุทธทาส (จำนวนจำกัด) สอบถาม 065-0542565..Line@tuh_donation..

●● ตรุษจีนนี้ที่ ไอคอนสยาม โดย สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล จัดงาน “THE ICONSIAM ETERNAL PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2023” วันที่ 18-24 ม.ค. เชิญชวนสักการะองค์จำลองเทพเจ้าหวังต้าเซียน (หว่องไต่ชิน) จากฮ่องกง พร้อมชมการแสดงพญามังกรโคมเรืองรองความยาว 108 เมตร ตัวแรกและตัวเดียวที่ยาวที่สุดในประเทศไทย 18-24 ม.ค…

●● เชิญชวนศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบันชาวธรรมศาสตร์รังสิต ไปงาน #รวมพล 36 ปีธรรมศาสตร์รังสิต 25 ก.พ. ตั้งแต่ 14.00 น.โดยมีศิษย์เก่ารังสิตรุ่นแรก รุ่น 2529 และ 2530, 2531, 2532, 2533 ร่วมกับสำนักงานธรรมศาสตร์สัมพันธ์ เป็นคณะทำงานจัดงาน มีกิจกรรมรำลึกถึง อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้ริเริ่มขยายฐานสู่รังสิต พร้อมตระการตากับการแสดงโชว์ในสไตล์ธรรมศาสตร์..ฟังเรื่องเล่ารำลึกถึงความหลังทุ่งรังสิตจากแขกรับเชิญบนเวที…ดนตรีไพเราะในบทเพลงที่คุ้นเคยในยุคนั้น พร้อมรับอาหารร่วมกันในแบบสบายๆ ที่ อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มธ.รังสิต รายได้จากการขายบัตรและเสื้อที่ระลึกหลังหักค่าใช้จ่าย ร่วมสมทบทุนจัดตั้ง THAMMASAT SOCIAL ENTERPRISE เพื่อร่วมสร้างสังคม สิ่งแวดล้อม ที่เท่าเทียม อย่างยั่งยืน..

●● ดร.แพง ชินพงศ์ นายกสมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา พร้อมคณะกรรมการ เตรียมจัดงาน “บูรพาจารย์รำลึก” 4 ก.พ. 13.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ ศาลาเอ็ดน่าโคลอนุสรณ์ รร.วัฒนาวิทยาลัย เพื่อแสดงมุทิตาจิตแด่คุณครูอาวุโส รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบชมรมครูเกษียณ..

●● เพื่อนร่วมรุ่น รร.เซนต์ฟรัง 2497 ของ คุณหญิงกัลยา เกษมศุข ขอร่วมแสดงความเสียใจ ต่อการจากไปของ เพื่อนเขย พลเรือเอก สุวัชชัย เกษมศุข อดีต ผบ.ทร. สวดพระอภิธรรมที่วัดเครือวัลย์ 17-21 ม.ค. 18.00 น. ..

●●ภาวิไล บุราวาศ พร้อมน้องสาว ภัทราดา ยมนาค เป็นตัวแทนเพื่อนๆไปกราบ ม.ล.ปฤถา สุทัศน์ ศิลปิกุล คุณแม่ของ อมรา ศิลปิกุล-อัมพรพิมพ์ วัชราภัย ซึ่งยังคงแต่งตัวสวย แข็งแรงยิ้มหวาน ความจำดีด้วยวัย 101 ปี..

●● อากาศเย็นเป็นใจให้ พัชรินทร์ บูรณสมภพ ไปรับลมหนาวแรกของปีที่เขาใหญ่กับกลุ่ม Linedance บางเขน กลางเดือนขึ้นเหนือไปสนุกสนานอยู่ที่เชียงใหม่กับกลุ่ม บัญชี มธ.14 โดยมี พล.ต.อ.ดร.ชาญวุฒิ วัชรพุกก์ เป็นตากล้องกิตติมศักดิ์ให้ทุกทริป..●●

น้อง

โรคเรื้อนรักษาหาย รู้เร็วรักษาทัน ป้องกันความพิการได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705110

โรคเรื้อนรักษาหาย รู้เร็วรักษาทัน ป้องกันความพิการได้

โรคเรื้อนรักษาหาย รู้เร็วรักษาทัน ป้องกันความพิการได้

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยโรคเรื้อนซึ่งเคยเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย ปัจจุบันสามารถกำจัดให้ลดลงได้ด้วยความ
ร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยใน ปี 2564 ที่ผ่านมานั้น พบผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 62 ราย ส่วนมากอยู่ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงแม้ว่าแนวโน้มผู้ป่วยรายใหม่จะลดลงตามลำดับ แต่สัดส่วนความพิการของผู้ป่วยไม่มีแนวโน้มที่จะลดลง สะท้อนให้เห็นถึงการเข้ารับการรักษาที่ล่าช้า

นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เนื่องใน “วันราชประชาสมาสัย” 16 มกราคมของทุกปีซึ่งเป็นวันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสืบสานพระราชปณิธาน “การกำจัดโรคเรื้อน” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่ทรงก่อตั้งสถาบันราชประชาสมาสัยเพื่อผลิตบุคลากรและค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับโรคเรื้อน กระทรวงสาธารณสุขได้จัดให้มีสัปดาห์รณรงค์ค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ทั่วประเทศระหว่างวันที่ 16-22 มกราคม 2566 และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคเรื้อน ให้ประชาชนสามารถสังเกตอาการของตนเองและคนใกล้ชิด ให้เข้ามารับการตรวจรักษาอย่างรวดเร็วเพื่อลดความพิการที่อาจเกิดขึ้นได้

นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ 

นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ กล่าวต่อว่ากิจกรรมรณรงค์วันราชประชาสมาสัย ในปี 2566 มุ่งเน้นสร้างความตระหนักรู้ที่ถูกต้องและเร่งรัดการค้นหาผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีรายงานผู้ป่วยปี 2566 นี้จะเร่งดำเนินการในพื้นที่ 29 จังหวัด รวม 73 อำเภอ ทั้งนี้ มูลนิธิราชประชาสมาสัยในพระบรมราชูปถัมภ์จะให้การสนับสนุนค่าตอบแทนการค้นพบผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ โดยจะสนับสนุนให้แก่ ผู้ที่มารับการตรวจรักษาด้วยตนเอง อสม.หรือประชาชนที่พาผู้ป่วยมารับการตรวจรักษา จำนวน 1,000 บาท ต่อผู้ป่วยรายใหม่ 1 ราย และให้การสนับสนุนแก่ผู้ป่วยรายใหม่รายละ 2,000 บาท

นายแพทย์อภิชาต วชิรพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า หากประชาชนสังเกตเห็นผิวหนังเป็นวงด่างสีขาวซีดจางหรือเป็นผื่นแดง
ตุ่มแดงไม่คัน มีอาการชาบริเวณดังกล่าวนานเกิน 3 เดือน ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

“แม้ปัจจุบันโรคเรื้อนจะไม่มีวัคซีนหรือยาป้องกันโรค แต่มียารักษาโรคที่ได้ผลดี “เริ่มรักษาได้เร็วเท่าไร ความเสี่ยงเรื่องความพิการก็ยิ่งลดลง” จึงขอเชิญชวนประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมค้นหาผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ ให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องโดยเร็ว เพื่อให้หายเป็นปกติ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข”