‘ม.มหิดล’พัฒนาแอปฯประเมินสมองเสื่อม เดินหน้าคลินิกกายภาพบำบัดสัญจรชุมชนปีที่15

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/704830

‘ม.มหิดล’พัฒนาแอปฯประเมินสมองเสื่อม  เดินหน้าคลินิกกายภาพบำบัดสัญจรชุมชนปีที่15

‘ม.มหิดล’พัฒนาแอปฯประเมินสมองเสื่อม เดินหน้าคลินิกกายภาพบำบัดสัญจรชุมชนปีที่15

วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันการศึกษาซึ่งโดดเด่นในด้านการศึกษาวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุข ยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการมีสุขภาพดีของคนไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้สร้างสรรค์แอปพลิเคชั่น “BrainTrack” โดยเป็นผลงานของ ผศ.ดร.พรภพนัยเนตร อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อคนไทยห่างไกล “ภาวะสมองเสื่อม”เพราะสมองเป็นอวัยวะที่ไม่สามารถทดแทนได้โดยสมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลไม่ให้เสื่อมก่อนวัยอันควร

ทั้งนี้ ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้การดูแลสุขภาพด้วยตัวเองกลายเป็นเรื่องง่าย เพียงใช้แอปพลิเคชั่นในมือถือ จึงทำให้มีซอฟต์แวร์ทางการแพทย์เพื่อการดูแลสุขภาพออนไลน์เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งแม้จะทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่าย แต่ยังน่าเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัย และการได้มาตรฐาน โดยแอปฯถูกออกแบบและพัฒนาให้สอดคล้องกับวิธีมาตรฐานการตรวจประเมินภาวะสมองเสื่อมทางการแพทย์ และกำลังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการตามที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนด

ปัจจุบันแอปพลิเคชั่น Brain Track ได้รับการจดทะเบียนเป็นข้อมูลลิขสิทธิ์โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งในเบื้องต้น ผศ.ดร.พรภพ ได้ตั้งบริษัท IQMED Innovation จำกัด ซึ่งเป็น Start-Up จากห้องปฏิบัติการวิศวกรรมหัวใจ หลอดเลือด และอวัยวะประดิษฐ์ (CardioArt Lab) ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อมุ่งพัฒนาแอปพลิเคชั่น Brain Track ให้สามารถช่วยแพทย์วินิจฉัยผู้ป่วยก่อนเข้ารับการรักษา

โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือผู้สูงวัยอันเป็นกลุ่มเสี่ยงหลักของภาวะสมองเสื่อม ผ่านการวิเคราะห์ถึงอุปสรรคสำคัญในการใช้ ครอบคลุมข้อจำกัดที่ทำให้ผู้สูงวัยไม่สามารถเข้าถึงได้เนื่องด้วยความซับซ้อน ซึ่งแอปฯ ถูกออกแบบให้มีการประเมินในรูปแบบของเกมที่เข้าใจง่าย อาทิ การนับด้วยลูกบอลเพื่อทดสอบทักษะในการคิดคำนวณ นอกจากนี้ยังได้ออกแบบการทดสอบความจำ ผ่านรูปภาพ สีและแบบทดสอบที่ต้องใช้ทักษะการเชื่อมโยงทางความคิด ฯลฯ

เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงวัยก่อนแพทย์ให้การรักษาได้อย่างตรงจุด และที่สำคัญยังสามารถกระตุ้นให้ผู้เข้ารับการประเมินเกิดความสนใจ และติดตามการทดสอบไปจนจบ ทั้งนี้ ก้าวต่อไปของ Brain Trackจะได้รับการพัฒนาให้เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับคนไทยเพื่อใช้ดูแลสุขภาพสมองด้วยตนเอง โดย ผศ.ดร.พรภพ กล่าวว่า ขอให้ทุกคนตระหนักถึงปัจจัยสำคัญของการดำเนินชีวิตในโลกยุคปัจจุบัน จากการรู้จักเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาวะตนเองอย่างยั่งยืนต่อไป

นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมแล้ว การบ่มเพาะผู้เรียนให้มีทั้งความรู้และคุณธรรม ก็เป็นอีกด้านที่มหาวิทยาลัยมหิดลดำเนินการตลอดมา ดังหนึ่งในตัวอย่างคือ “โครงการคลินิกกายภาพบำบัดสัญจรสู่ชุมชน” ซึ่ง ดำเนินการมาแล้วล่าสุดเข้าสู่ปีที่ 15 โดย ผศ.ดร.ภครตี  ชัยวัฒน์ รองคณบดีคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โครงการคลินิกกายภาพบำบัดสัญจรสู่ชุมชนที่ได้ดำเนินมาสู่ปีที่ 15 ได้มีพัฒนาขึ้นตามบริบทชุมชน และการเปลี่ยนแปลงของโลก

โดยเชื่อมต่องานการศึกษา งานวิจัย และนวัตกรรม การสร้างความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนทิศทางที่มุ่งให้ความรู้ประชาชนเพื่อให้สามารถดูแลตัวเอง ภายใต้การวางแผนให้เกิดการเข้าถึงบริการลดเวลา และจำนวนครั้งของการบริการทางกายภาพบำบัดเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด ทั้งนี้ ปัจจุบันการดูแลทางกายภาพบำบัดจะไม่ได้เพียงให้ความสำคัญต่อผู้ป่วย แต่ยังคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดต่อบุคคลรอบข้างด้วย โดยเป็นไปในลักษณะที่ดูแลซึ่งกันและกัน มีการรับ-ส่งต่อผู้ป่วยจากศูนย์กายภาพบำบัด สู่ชุมชนอย่างเป็นพลวัต

จึงทำให้โครงการคลินิกกายภาพบำบัดสัญจรสู่ชุมชน คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล สามารถเดินหน้าภารกิจเพื่อสร้างเสริม ส่งเสริมป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาวะเพื่อประชาชนได้ต่อไปได้อย่างไม่สิ้นสุด แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ “การบ่มเพาะปลูกฝังนักศึกษาทุกรุ่นให้เติบโตขึ้นเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยเอาใจเขามาใส่ใจเรา และเห็นประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง” ซึ่งคุณลักษณะดังกล่าวไม่อาจเกิดขึ้นได้จากเพียงการเรียนในห้องเรียน หรือจากห้องปฏิบัติการ แต่คือการได้ลงพื้นที่จริงได้สัมผัสกับผู้คนจริง

สู่การสร้างโจทย์เรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหา รวมทั้งสร้างองค์ความรู้เพื่อให้กับชุมชนได้พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตามคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดลยังคงคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการเพื่อประชาชน และการได้เห็นผู้เข้ารับบริการหายเจ็บป่วย มีคุณภาพชีวิตที่ดีสามารถกลับไปดำเนินชีวิตได้อย่างที่เป็นปกติ ถือเป็นรางวัลชีวิต ที่จะคอยเป็นแรงใจขับเคลื่อนให้นักกายบำบัดทุกคนทำหน้าที่ดูแลสุขภาวะเพื่อประชาชนด้วยหัวใจต่อไปให้ดีที่สุดตราบนานเท่านาน

‘AI’สร้างความปลอดภัยในไซต์ก่อสร้าง ไอเดียโดนใจเวที‘Creative AI Camp ปี5’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/704831

‘AI’สร้างความปลอดภัยในไซต์ก่อสร้าง  ไอเดียโดนใจเวที‘Creative AI Camp ปี5’

‘AI’สร้างความปลอดภัยในไซต์ก่อสร้าง ไอเดียโดนใจเวที‘Creative AI Camp ปี5’

วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“AI อยู่กับเรา ในทุกที่ทุกเวลา” ไม่ใช่เรื่องเกินจริงอีกต่อไป ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว มีการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาใช้ในการแก้ปัญหา และการพัฒนาเรื่องต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ เช่นเดียวกับเหล่า Tech Talent ระดับ ม.ปลาย อาชีวศึกษา และระดับมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 1-2 ทั้ง 10 ทีม จากค่าย Creative AI Camp ครั้งที่ 5 จัดโดยบริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่นอีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ และพันธมิตร ซึ่งเยาวชนทุกคนได้เรียนรู้ลงมือทำ ขยายขอบเขตความคิด

กระทั่งได้ร่วมกันสร้างสรรค์ชิ้นงาน AI เพื่อตอบโจทย์ชีวิตที่ดีกว่าขึ้นมาได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ซึ่งสุดยอดผลงาน 3 อันดับแรกที่โดนใจคณะกรรมการนานาชาติทั้งไทย สิงคโปร์ จีน ไต้หวัน ได้แก่ “รางวัลชนะเลิศ”เป็นของผลงาน “AI Ensure WorkerSafety at Construction Site” เป็นการนำ AI มาผสานการทำงานกับกล้องวงจรปิด หรือ CCTV ช่วยตรวจจับสถานการณ์เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุของคนทำงานในไซต์ก่อสร้าง

น.ส.นัสวรรณ รุ่งฤทธิเดชนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ตัวแทนทีมเจ้าของผลงาน AI Ensure Worker Safety at Construction Site เล่าที่มาที่ไปของนวัตกรรมนี้ว่า ปัจจุบันการก่อสร้างตามสถานที่ต่างๆ เกิดขึ้นพร้อมกันการจะช่วยกันมอนิเตอร์ความปลอดภัยจากส่วนกลางให้ทั่วถึงตลอดเวลาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เช่น กรณีของการก่อสร้างร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ที่สามารถมอนิเตอร์ความปลอดภัยของการก่อสร้างผ่านกล้อง CCTV ได้ราวร้อยละ 15 ของระยะเวลาการก่อสร้างทั้งหมดกว่า 450,000 ชั่วโมงต่อปี

ทีมของตนจึงนำเสนอวิธีการนำ AI เข้าไปผนวกกับการทำงานของกล้อง CCTV เพื่อช่วยตรวจจับคนทำงานในไซต์ก่อสร้างที่ไม่สวมหมวกนิรภัย แล้วแจ้งเตือนเข้าไปยังกลุ่ม LINE ของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที โดยหากดำเนินการได้ คาดว่าจะช่วยประหยัดเวลาการมอนิเตอร์ของคนไปได้มากกว่า 50,000 ชั่วโมง และอาจขยายขอบเขตมากกว่าแค่การตรวจจับการใส่หมวกนิรภัยได้อีกในอนาคต

ส่วนอีก 2 ผลงาน ประกอบด้วย “รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1” เป็นของผลงาน “AI Solving Traffic Jam” ซึ่งพัฒนาขึ้นจากปัญหาการจราจรติดขัด เนื่องจากการติดไฟแดงต่อเนื่องหลายนาที ในขณะที่ไฟเขียวเพียงไม่กี่วินาที ทำให้การระบายรถทำได้ยาก รวมถึงปัญหาจากการปล่อยรถไม่สัมพันธ์กับจำนวนรถบนท้องถนน มีการปล่อยไฟเขียวต่อเนื่องในขณะที่บนถนนอาจไม่มีรถค้างอยู่แล้ว ทีมที่พัฒนาผลงานดังกล่าวจึงได้นำ AI มาช่วยในการควบคุมสัญญาณไฟจราจร โดยให้ AI เรียนรู้ข้อมูลการจราจรบนถนนเส้นนั้นๆ และนำข้อมูลสภาพการจราจรจากกล้อง CCTV มาใช้ประกอบการตัดสินใจ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดเวลาการติดไฟแดงที่ไม่สมเหตุสมผลได้กว่าร้อยละ 70

และ “รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2” ผลงาน “Parking Occupancy Detection” นำระบบการประมวลผลด้วยภาพ (Image Processing) มาผสานกับกล้อง CCTV ตรวจจับพฤติกรรมการจอดรถบริเวณที่จอดรถของร้านสะดวกซื้อ เพื่อให้ทราบจำนวนของกลุ่มที่จอดนานกว่า 15 นาที กลุ่มที่จอดสั้นกว่า15 นาที ช่วงเวลาที่ที่จอดรถเต็ม และจำนวนรถที่ไม่สามารถเข้าจอดได้เนื่องจากที่จอดเต็ม แล้วนำไปประมวลผลสำหรับใช้วางแผนและบริหารจัดการที่จอดรถของร้านต่อไป

สำหรับค่าย Creative AI Campในปีที่ 5 นี้ มีวิทยากรมากกว่า 20 ราย อาทิ คณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจาก มหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงกง (National Cheng Kung University),มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS), สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM), ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากบริษัท โกซอฟต์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไอโนว์พลัส จำกัด, บริษัท เดอะซันเพล็กซ์เอ็นจิเนียร์ริ่งแอนด์ซอฟต์แวร์ จำกัด,

บริษัท แอมเบี้ยน 19 จำกัด, Botnoi Group และ Data Scientist จากบริษัท AI ชั้นนำจากนานาประเทศ และพันธมิตรทางด้านเทคโนโลยีที่มาร่วมแสดงผลงาน เช่น บริษัท มิตซูบิชิอีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น จำกัด,บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด,บริษัท ยาสกาว่า อิเล็คทริก (ประเทศไทย)จำกัด และ บริษัท เอบีบี โรโบติกส์ แมชชีน เทนดิ้ง จำกัด

ด้าน นายป๋วย ศศิพงศ์ไพโรจน์ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ (รักษาการ) สำนักปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการให้เหล่า Tech Talent รุ่นเยาว์ได้เรียนรู้ทักษะทั้งด้านธุรกิจและเทคโนโลยีอย่างเข้มข้นกว่า 2 เดือนตลอดจนได้พูดคุยกับภาคธุรกิจที่เผชิญ Pain Point ในการทำงานโดยตรง ทำให้ผลงานของเยาวชนในปีนี้มีความน่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะผลงานชนะเลิศที่ถือว่าโดดเด่น และมีโอกาสต่อยอดได้มาก เพราะคอนเซ็ปต์ “ตาวิเศษ” ของ AI ในไซต์ก่อสร้างนั้น อาจต่อยอดไปช่วยตรวจสอบอย่างอื่นได้เพิ่มเติม

เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไซต์ การทะเลาะวิวาท การขโมยของ การทุจริต ฯลฯ ซึ่งปัจจุบัน เราจะเห็นนวัตกรรม AI เข้ามาเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นเรื่อยๆ เช่น นวัตกรรมรถยนต์ขับเองได้นวัตกรรมของ ChatGPT ต่อไป AI จะอยู่กับเราทุกที่ ทุกเวลา มีผลกระทบและประยุกต์ใช้ได้กับทุกสายงานทุกสายอาชีพ เราจึงจะยังคงเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้าน AI ให้แก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนและสร้างความก้าวหน้าให้แก่ประเทศต่อไป

สำหรับการจัดค่ายครั้งถัดไป บริษัทจะจัดค่ายในรูปแบบออฟไลน์มากขึ้น และเพิ่มประเด็นปัญหาสังคมใหม่ๆ ที่น่าสนใจเข้ามาเป็นโจทย์ในการพัฒนาและท้าทายเยาวชน!!!

วช. หนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนอัตโนมัติ ช่วยการเกษตรพื้นที่สูง โครงการร้อยใจรักษ์ จ.เชียงใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/704882

วช. หนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนอัตโนมัติ ช่วยการเกษตรพื้นที่สูง โครงการร้อยใจรักษ์ จ.เชียงใหม่

วช. หนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนอัตโนมัติ ช่วยการเกษตรพื้นที่สูง โครงการร้อยใจรักษ์ จ.เชียงใหม่

วันอังคาร ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566, 16.02 น.

วันที่ 17 มกราคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นำคณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนระบบอัตโนมัติเพื่อประยุกต์ใช้งานการพัฒนาพื้นที่สูง ในการสำรวจพื้นที่ การเกษตร การขนส่งสิ่งของ และการป้องกันการเกิดไฟป่า โดยมี นาย ณรงค์ อภิชัย ผู้อำนวยการสำนัก บริหารโครงการ และประธานสายปฏิบัติการพัฒนามูลนิธิแม่ฟ้าหลวง นายสมบูรณ์  แสงจันทร์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลคุณภาพบ้านห้วยส้าน ต.ท่า ตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และนายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ หัวหน้าโครงการฯ พร้อมด้วยเกษตรกรในพื้นที่โครงการร้อยใจรักษ์ ให้การต้อนรับ ณ โครงการร้อยใจรักษ์ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. ได้สนับสนุนทุนแก่สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ในการดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนระบบอัตโนมัติเพื่อประยุกต์ใช้งานการพัฒนาพื้นที่สูง ในการสำรวจ การเกษตร และการป้องกันอุบัติภัย ปัจจุบัน เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ ได้ถูกพัฒนาและนำมาใช้งานในหลากหลายด้าน ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจในด้านต่าง ๆ มากมาย อีกทั้งยังทำให้การดำเนินธุรกิจสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น การที่สมาคมฯ ได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับผู้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่โครงการร้อยใจรักษ์ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ผู้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่จะได้นำองค์ความรู้ไปพัฒนาการทำเกษตรในพื้นที่สูงให้มีประสิทธิภาพต่อไป

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้รับการสนับสนุนทุนจาก วช. ในการดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนระบบอัตโนมัติเพื่อประยุกต์ใช้งานการพัฒนาพื้นที่สูง (การสำรวจ การเกษตร และการป้องกันอุบัติภัย) ซึ่งโครงการนี้ได้นำเอาเทคโนโลยีโดรนระบบอัตโนมัติเข้ามาประยุกต์ในการใช้งานในพื้นที่สูง โดยสมาคมฯ ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ และชาวบ้านในพื้นที่โครงการร้อยใจรักษ์ ในการพัฒนาแปลงเกษตรพื้นที่สูง ทำให้เกิดการลดต้นทุนในการลงพื้นที่โดยการใช้โดรนทำหน้าที่แทนมนุษย์และยังเข้าถึงพื้นที่ที่มนุษย์เข้าถึงได้ยาก อีกทั้งการใช้โดรนยังช่วยในการทำเกษตรอินทรีย์และเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการปนเปื้อนสารพิษต่าง ๆ ทั้งในผลผลิตและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย และสมาคมฯ มีแผนในการขยายผลความสำเร็จของโครงการฯ ไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป

นายสมบูรณ์ แสนจันทร์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลคุณภาพบ้านห้วยส่าน หนึ่งในเกษตรกรใช้เทคโนโลยีโดรนเพื่อประยุกต์ใช้งานการพัฒนาพื้นที่สูงด้วยระบบ network 4G/5G โดยอาศัยอยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 10 ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าของไร่ส้ม 30 ไร่ มะม่วง 25 ไร่ กล่าวว่า ได้ใช้โดรนมาประมาณ 5-6 เดือน พบว่าปัญหาการใช้งาน ตัวโดรนควรมีการปรับปรุงในเรื่องของเคมีที่นำมาใช้ จากที่ได้พ่นแบบละอองฝอย ควรปรับเปลี่ยนเป็นแบบผงแป้ง เนี่องจากปัญหาที่พบคือ เวลาพ่นยาลงไร่สวนให้กระจาย ละอองจะแห้งเร็ว ไม่สามารถที่จะทันได้สัมผัสตัวแมลงที่เป็นศัตรูพืช ก็จะระเหยไปก่อน แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นใช้ดูดซึม ต้องใช้เวลาให้ลดเวลาการระเหยให้นานขึ้น ก็อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเรื่องของละอองให้ใหญ่เพื่อให้เกาะได้นานขึ้น 

สำหรับประโยชน์จากการใช้โดรนช่วยลดต้นทุนสารเคมี จากที่เคยใช้ 1 ลิตรกับถังยา 200 ลิตร จะใช้อัตรา 200-300 ซีซี ซึ่งใช้ได้ไม่ถึงไร่ แต่เมื่อมาใช้โดรนแค่ 10-20 ซีซี ได้ต่อ 1 ไร่ ช่วยลดความเสี่ยงในการสัมผัสสารเคมี เมื่อได้มีการตรวจสุขภาพพบว่าสารเคมีไม่เกินมาตรฐานด้วย รวมถึงลดค่าแรงงาน ค่าน้ำมันสิ้นเปลืองอีกด้วย

นายอาเปียว  หมื่อเต๊ะ อยู่ที่ บ้านเลขที่ 747 หมู่ 9 ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เกษตรกรผู้ปลูกเสาวรส จำนวน 2 ไร่ กล่าวถึงประโยชน์ของการใช้โดรนในการพ่นยากำจัดศัตรูพืช โดยที่ไม่ต้องถือถังพ่นยาด้วยตัวเองไม่ต้องสัมผัสสารเคมี ใช้โดรนในการฉีดพ่นได้ดีกว่าในต้นไม้ที่สูงได้อย่างทั่วถึงและยาเข้าถึงพืชผลได้ดี และยังช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย จากเคยใช้ค่าใช้จ่าย 500 บาท หากใช้โดรนจ่าย เพียง 80 บาท ต่อการฉีดพ่นต่อครั้ง

‘ครูเชียงราย เขต 1’แต่งดำแสดงพลังค้าน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/704851

‘ครูเชียงราย เขต 1’แต่งดำแสดงพลังค้าน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

‘ครูเชียงราย เขต 1’แต่งดำแสดงพลังค้าน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566, 15.07 น.

‘ครูเชียงราย เขต 1’แต่งดำแสดงพลังค้าน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

17 มกราคม 2566 นายจรัญ แจ้งมณี ผอ.สพป.เชียงราย เขต 1 พร้อมด้วยผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน คณะครู บุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนทั้ง 102 โรงเรียนในสังกัด สพป.เชียงรายเขต 1 แจ้งความเห็นพ้องระหว่าง สพป.เชียงราย เขต 1 และสมาพันธ์ครูเชียงราย เขต 1 สวมใส่ชุดดำและแสดงสัญลักษณ์ พลังครูเพื่อคัดค้านการนำเข้า ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …ฉบับผ่านกรรมาธิการวิสามัญ ที่จะส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนของเด็กนักเรียน ผู้ปกครองประชาชนและประเทศชาติ อันเนื่องด้วยร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ส่งผลต่อโอกาสทางการศึกษา ที่จะพัฒนาประเทศ  และไม่ส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อความสามัคคี มั่นคง และสงบสุข มิได้สร้างโอกาส สร้างความเหลือมล้ำทางการจัดการศึกษา และความก้าวหน้าของการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น วิชาชีพชั้นสูง

กิจกรรมดังกล่าวได้จัดขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน ณ โรงเรียนในสังกัด สพป.เชียงราย เขต 1 ทั้ง 102 โรงเรียน ใน อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเวียงชัย อำเภอเวียงเชียงรุ้ง และภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดเชียงราย

ทูตโมร็อกโก-พระธรรมจาริก-ผู้แทนหน่วยงาน พร้อมใจลงนามถวายพระพร’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/704849

ทูตโมร็อกโก-พระธรรมจาริก-ผู้แทนหน่วยงาน พร้อมใจลงนามถวายพระพร'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา'

ทูตโมร็อกโก-พระธรรมจาริก-ผู้แทนหน่วยงาน พร้อมใจลงนามถวายพระพร’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

วันอังคาร ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566, 15.06 น.

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2566 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะบุคคลและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ ผู้นำท้องถิ่น ผู้บริหารสถานศึกษา นักเรียน นิสิต นักศึกษา พระสงฆ์ ประชาชนทั่วไปทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดพร้อมใจนำแจกันดอกไม้พวงมาลัยและสิ่งของมาทูลเกล้าถวายหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และลงนามถวายพระพรขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน อาทิ คณะผู้บริหาร ครู และนักเรียน โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ จ.ปทุมธนี, ชมรมครูเก่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ จ.ปทุมธานี, นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พร้อมข้าราชการ และคณะพระธรรมจาริก จำนวน 100 รูป จากโครงการอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง ที่ พม.ร่วมกับมูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชนถิ่นกันดาร ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนี จัดพิธีอุปสมบทฯ ขึ้นที่วัดศรีโสดา พระอารามหลวง จ.เชียงใหม่ มาร่วมเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตภาวะนาถวายพระพรชัยมงคลหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และลงนามถวายพระพร

นายอับดุรเราะฮีม เราะห์ฮาลี (Mr.Abderrahim Rahhaly) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรโมร็อกโก ประจำประเทศไทย, โรงเรียนนานาชาติโมเดิร์น กรุงเทพฯ, สมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นธุรกันดารในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, นายอภิชาติ บุญนาค ข้าราชการบำนาญ, บริษัทคลีโนลซอล ทราฟฟิค (ประเทศไทย) เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ, สมาคมศิษย์เก่ามคธแห่งประเทศไทย, นางสาวมานิดา ภู่เจริญ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ, ศูนย์ตุ๊กตาชาววัง โครงการในพระบรมราชินยานุเคราะห์  ต.บางเสด็จ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง สำนักงานการบิน กองทัพอากาศ, สมาคมชาวใต้ สมุทรปราการ, ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน โรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ, พลโท ชิดชนก นุชฉายา กรมยุทธ์การทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย, สำนักบริหารกิจการนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กองบัญชาการกองทัพเรือ, หม่อมหลวง ปนัดดา ดิศกุล สมาชิกวุฒิสภา, สมาคมพ่อตัวอย่างแห่งชาติ เป็นต้น

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง เปิดให้ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ถึงวันที่ 31 ม.ค.2566 นี้ และเปิดให้ลงนามถวายพระพรผ่านทางระบบออนไลน์ที่ เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ https://wellwishes.royaloffice.th ได้ทุกวัน

– 006