เหนือเชื่อมโลก ยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือของ’พรรคประชาธิปัตย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540958

15 ม.ค. 2566

เหนือเชื่อมโลก ยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือของ'พรรคประชาธิปัตย์'

เปิดนโยบายเหนือเชื่อมโลก พรรคประชาธิปัตย์ หวังดึงแฟนคลับ กลับที่ตั้ง ในโอกาสเปิดตัวผู้สมัครฯส.ส.’ภาคเหนือ’วันนี้

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. ภาคเหนือ 16 จังหวัดของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ ด้วยการกล่าวขอบคุณพี่น้องชาวเหนือ

พร้อมระบุว่าตั้งแต่อดีตที่ผ่าน พรรคประชาธิปัตย์ก่อตั้งและเกิดขึ้นมาได้นั้น เพราะมีพี่น้องประชาชนคนเหนือและผู้แทนราษฎรภาคเหนือเป็นพลังสำคัญ

จุรินทร์ บอกว่าชาวเหนือมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ตลอดมา ไม่เคยทิ้งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยทิ้งคนเหนือเช่นกัน สำหรับการเลือกตั้งที่จะถึงนี้เชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์จะได้รับการต้อนรับจากคนเหนืออย่างแน่นอน

พรรคมีนโยบาย เหนือเชื่อมโลก หากภาคเหนือสามารถเชื่อมโลกได้จะทำให้พี่น้องชาวเหนือรวยขึ้น สามารถเดินหน้าสร้างเงินให้กับคนเหนือได้มากขึ้น และการที่ภาคเหนือจะสามารถเชื่อมโลกได้นั้น จะเป็นประกอบไปด้วย

  • เชื่อมด้วยการคมนาคม
  • เชื่อมด้วยการท่องเที่ยว
  • เชื่อมด้วยการส่งออก ส่งสินค้าออกไปขายให้กับต่างประเทศ
  • เชื่อมด้วยการค้าชายแดน เพื่อให้การส่งออกสินค้าได้ง่ายขึ้น
  • เชื่อมด้วยภาษาอังกฤษ โดยการนำเอาอัตลักษณ์ของคนเหนือ นำเสนอให้กับชาวโลก

นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังมียุทธศาสตร์ สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ เป็นยุทธศาสตร์ที่นำพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้ ทำให้ประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีและยั่งยืนอีกด้วย

‘พรรคไทยสร้างไทย’ เปิดปราศรัยที่ กาฬสินธุ์ เย็นนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540953

15 ม.ค. 2566

'พรรคไทยสร้างไทย' เปิดปราศรัยที่ กาฬสินธุ์ เย็นนี้

ขายฝันอีสานมั่งคั่ง พรรคไทยสร้างไทย เปิดปราศรัยที่’กาฬสินธุ์ ‘เย็นวันนี้ เข็ญบำนาญประชาชนสู้แลนด์สไลด์ ที่อุดรธานี

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมคณะเดินทางถึงสนามบินขอนแก่นแล้ว เพื่อเดินทางต่อไปยังจังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเวทีปราศรัยใหญ่เย็นวันนี้ โดยมีทีมไทยสร้างไทย จังหวัดขอนแก่นเดินทางมารับอย่างคึกคัก

คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย

การปราศรัยที่อำเภอยางตลาดเย็นวันนี้ เป็นเวทีใหญ่ที่สุดของพรรคไทยสร้างไทยอีกครั้งหนึ่งก่อนจะถึงการเลือกตั้ง

บริเวณพื้นที่การจัดงาน มีการเตรียมความพร้อมทั้งสถานที่และเวทีไว้เรียบร้อยแล้ว คาดว่าในการปราศรัยใหญ่ครั้งนี้ จะมีพี่น้องเดินทางมาสนับสนุนคุณหญิงสุดารัตน์ให้เป็นนายกคนอีสาน และร่วมฟังนโยบายของพรรคไทยสร้างไทย ไม่ต่ำกว่า20,000คน

สำหรับการปราศรัยในช่วงเย็น จะมีการประกาศความพร้อมในการเลือกตั้งที่จะมาถึง รวมถึงมาตรการหรือนโยบายเร่งด่วนที่จะใช้ในการดูและพี่น้องประชาชน หลังเลือกไทยสร้างไทยเป็นรัฐบาล รวมถึงนโยบาย อีสานมั่งคั่ง ให้คนอีสานบอกลาความแห้งแล้ง และความยากจน


ที่สำคัญคือนโยบายที่ได้ประกาศไปแล้ว เช่น บำนาญประชาชน เดือนละสามพันบาท หรือนโยบายเรียนฟรีจนจบปริญญาตรี อย่างมีคุณภาพ และมั่นใจว่า ทุกนโยบายพูดจริง และทำได้

สำหรับความนิยม คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์  หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยในพื้นที่ อีสาน จากผลสำรวจพบว่า มีคะแนน ตามมาเป็นอันดับ3 ต่อจาก อุ๊งอิ๊งแพทองธาร ชินวัตร อันดับ  1 และพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งได้ลำดับ 2 

โดยในช่วงเย็นวันนี้ พรรคเพื่อไทย มีกำหนดปราศรัยใหญ่ที่ อุดรธานี และถือเป็นการขึ้นเวทีกลางแจ้งครั้งแรก ของอุ๊งอิ๊งด้วยเช่นกัน

ยุทธศาสตร์แข่ง ‘แลนด์สไลด์’ ก้าวไกลใช้เมืองล้อมป่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540948

15 ม.ค. 2566

ยุทธศาสตร์แข่ง 'แลนด์สไลด์' ก้าวไกลใช้เมืองล้อมป่า

การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต ยุทธศาสตร์ เมืองล้อมป่า ก้าวไกล ขอแบ่ง แลนด์สไลด์ จากเพื่อไทย พร้อมแข่ง’เลือกตั้ง’กับทุกพรรคการเมือง

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบายของพรรคก้าวไกล ขยายความนโยบาย “การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต” กับสื่อเครือเนชั่นว่า

“การเมืองดี” จะทำประชามติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที, กระจายอำนาจโดยการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด, ปฏิรูปกองทัพด้วยการยกเลิกเกณฑ์ทหาร, ยกเลิกกฎหมาย กฎกระทรวงและระเบียบที่เป็นอุปสรรค พร้อมกับผลักดันกฎหมายจำเป็นเร่งด่วนทันที ทั้งสองส่วนนี้รวมๆ เรียกว่าพ.ร.บ. จั๊มสตาร์ทประเทศไทย  (Jump Start) ที่จะมีประมาณ 25-40 ฉบับ

นโยบาย “ปากท้องดี” จะปฏิรูปที่ดินซึ่งอยู่ในมือรัฐถึง 62% ให้เกษตรกรถือครองเอกสารสิทธิ์ที่ดิน 1 ล้านราย เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ, ผลักดันหวยเอสเอ็มอีโดยผู้ซื้อสินค้าร้านเอสเอ็มอีหรือโชว์ห่วยมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล ซึ่งสามารถจูงใจธุรกิจขนาดเล็กเข้าสู่ระบบ ฯลฯ


นโยบาย “มีอนาคต” คือ สวัสดิการถ้วนหน้าตั้งแต่การดูแลเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่ไม่ใช่สังคมสงเคราะห์ ตกหล่น และไม่ทั่วถึง, การสร้างงานใหม่โดยปรับค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาทและปรับทุกปี, ผลักดันเค้าโครงเศรษฐกิจใหม่สร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและเพิ่มการขยายตัวเศรษฐกิจ, การศึกษาแนวใหม่ทั้งร่างหลักสูตรและแพลตฟอร์ม, การปฏิรูปสีเขียวหรือกรีนดีล เช่น การลดคาร์บอน, ขยายนโยบายน้ำประปาดื่มได้ ฯลฯ

พิธา เผยความพร้อมการเลือกตั้งปี 66 จะใช้กลยุทธ์ “เมืองล้อมป่า” เป็นจุดแข็งเพื่อกระจายโอกาสคนจากล่างขึ้นบน ซึ่งพรรคได้ว่าที่ผู้สมัครดีมีประสิทธิภาพกว่าครั้งที่ผ่านมา เป็นการเมืองมาจากประชาชนไม่ได้มาจากทุนใหญ่ ซึ่งพรรคมียุทธศาสตร์รักษาเขตเดิมเพิ่มเติมเขตใหม่


สำหรับการย้ายพรรคอาจเป็นเรื่องธรรมดาของนักการเมืองไทยที่พรรคไหนจ่ายมากก็เปลี่ยนใจย้ายไปสังกัดซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นกับทุกพรรค ปรากฎการณ์นี้พิธามั่นใจว่าอาจเป็นโอกาสของผู้สมัครของพรรคมากกว่าได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นระบบนิเวศการเมืองไทยที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดงูเห่า และยังบั่นทอนระบอบประชาธิปไตย ซึ่งในต่างประเทศเรียกว่า Banana Democracy หรือประชาธิปไตยแบบกล้วยๆ

ค้านแก้รัฐธรรมนูญปลดล็อค ‘วาระดำรงตำแหน่งนายกฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540947

15 ม.ค. 2566

ค้านแก้รัฐธรรมนูญปลดล็อค 'วาระดำรงตำแหน่งนายกฯ'

เพื่อไทย – ประชาธิปัตย์ ค้าน’แก้รัฐธรรมนูญ’ ปลดล็อควาระดำรงจำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิน 8 ปีอาจก่อวิกฤติการเมืองอีก

จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ คณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย แสดงความกังวลต่อความพยายามของ ส.ว.จำนวนหนึ่งที่ตัดสินใจผลักดันแก้ รธน.ในมาตราว่าด้วยวาระดำรงตำแหน่งนายกฯ ที่กำหนดไว้ 8 ปี ว่า

กติกาที่ห้ามนายกฯอยู่ในตำแหน่งเกิน 8 ปีนี้ คนที่เขียนกติกาคงจะต้องการเขียนขึ้นเพื่อป้องกันนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ในตำแหน่งนานเกินไป ซึ่งจริงๆแล้วไม่ตรงกับปัญหาที่เป็นจริงของประเทศไทยเลยเพราะไม่มีนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งคนใดอยู่ในตำแหน่งเกิน 8 ปีแม้แต่คนเดียว

การเคลื่อนไหวเพื่อแก้รัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีสามารถอยู่ในตำแหน่งได้เกิน 8 ปีเป็นความพยายามที่จะทำให้พลเอกประยุทธ์สืบทอดอำนาจต่อไปให้ยาวที่สุด ไม่ได้คำนึงถึงหลักการอะไรทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่าทั้งพลเอกประยุทธ์และพวกที่เสวยอำนาจมาด้วยกันจากการรัฐประหารไม่เคยมีความคิดที่จะคืนอำนาจให้ประชาชนและเป็นพวก ไม่รู้จักพอ


การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อต่ออายุให้พลเอกประยุทธ์ครั้งนี้อาจทำให้บ้านเมืองวิกฤตและหากทำสำเร็จขึ้นมาพลเอกประยุทธ์กับพวกก็จะบริหารประเทศแบบไร้ประสิทธิภาพและทำให้ประเทศก้าวสู่หายนะยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

องอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธาน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ และรองหัวหน้าพรรค เชื่อว่าการที่สมาชิกวุฒิสภา  ส่วนหนึ่งมีแนวคิดแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 158 เพื่อให้ไม่มีการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแค่ 8 ปีว่า แม้แก้ไขไม่ทันในสภาชุดปัจจุบันที่จะหมดวาระลงเร็วๆ นี้  ก็ไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขไม่ให้จำกัดวาระนายกฯ แค่ 8 ปีในช่วงเวลานี้

การเสนอแก้โดย ส.ว. ชุดปัจจุบัน ที่มาจากการแต่งตั้งโดย พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ถูกมองได้ว่าเป็นการแก้เพื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะมี ส.ว. คนหนึ่งระบุว่า ไม่ควรจำกัดวาระนายกฯ ไว้ 8 ปี เพราะนายกฯ เป็นคนดี ไม่ควรจะกำหนดวาระการทำงาน คนดีอยู่เกิน 8 ปีไม่เป็นไร


การที่รัฐธรรมนูญของไทย กำหนดให้นายกฯ มีวาระอยู่ 8 ปี เป็นเหตุผลของเราที่ไม่ต้องการให้ใครก็ตามเป็นนายกฯ ผูกขาดอำนาจนานเกินไป เพราะระยะเวลา 8 ปี ก็มากพอที่จะทำประโยชน์ให้บ้านเมืองตามสมควรอยู่แล้ว

ไม่ยกเลิก’แบล็คลิสต์’ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540942

15 ม.ค. 2566

ไม่ยกเลิก'แบล็คลิสต์' แก้ปัญหาหนี้นอกระบบไม่ได้

‘พรรคชาติพัฒนากล้า’ ตอกย้ำแคมเปญ ยกเลิกแบล็คลิสต์ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ให้ลูกหนี้มีโอกาสฟื้นตัวจากการทำธุรกิจ

ใบปลิวเงินกู้นอกระบบ ถูกแจกจ่ายให้กับประชาชน เพื่อสื่อให้เห็นถึงดอกเบี้ยมหาโหด และแนวทางที่ประชาชนจะเข้าสู่ระบบเงินกู้ในระบบได้ โดยรัฐบาลต้องยกเลิกระบบสินเชื่อ ด้วยการใช้เกณฑ์แบล็กลิสต์บูโร และใช้ระบบเครดิตสกอร์จากดาต้าแทน


ตัวอย่างใบปลิวพรรคชาติพัฒนากล้าตัวอย่างใบปลิวพรรคชาติพัฒนากล้า

ด้านหน้าของใบปลิว เป็นข้อความที่เห็นจนชิน คือ เงินกู้ด่วน แต่เพิ่มเนื้อหา สำหรับคนติดแบล็กลิสต์ ส่วนด้านหลังเป็นรายละเอียดนโยบายว่า มีคนไทยติดแบล็กลิสต์กว่า 5.5 ล้านคน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิดมีคนติดเพิ่มขึ้นหลายล้าน

บางคนติดเพราะส่งค่างวดช้าไปไม่กี่วัน บางคนใช้หนี้หมดแล้วแต่ก็ยังติดอยู่ ทำให้กู้ในระบบไม่ได้ เพื่อนำเงินมาหมุนหรือต่อยอดในการทำธุรกิจ สร้างความเดือดร้อนให้คนเป็นจำนวนมาก เพราะการกู้นอกระบบอย่างที่รู้กันว่าเจอดอกเบี้ยโหดแค่ไหน เงินที่จ่ายเป็นดอกเบี้ยทั้งนั้น ยากที่จะลดต้นได้

นโยบาย ยกเลิกแบล็กลิสต์แล้วใช้ระบบ Credit Score แทน ของพรรคชาติพัฒนากล้า เป็นระบบที่ใช้ข้อมูลในการชำระหนี้ประจำวันต่างๆ มาเป็นเกณฑ์ตัดสิน เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์มือถือ ใครมีประวัติดีก็ได้เครดิตดี สามารถกู้ได้มาก ใครเครดิตไม่ดีก็กู้ได้น้อย ซึ่งเป็นระบบที่ทันสมัยและตอบโจทย์มากกว่าการติดแบล็กลิสต์ ซึ่งใครที่ติดแล้วเหมือนตกเหว ยากที่จะขึ้นมาลืมตาอ้าปากได้

กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า นี่เป็นนโยบายแรกที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือด้านการเงินให้ประชาชนคนไทย โดยนโยบายจะทยอยออกมาทีละเรื่อง เพื่อให้คนไทยมี งานดี มีเงิน ของไม่แพง ซึ่งเป็นหัวใจของทุกเรื่อง เงินในกระเป๋าเขาต้องมีก่อน เรื่องอื่น ๆ ถึงจะตามมาได้

พรรคชาติพัฒนากล้าให้ความสำคัญกับตรงนี้ที่สุด ในทุกกลุ่มของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน คนทำงาน พ่อค้าแม่ค้า SME หรือแม้แต่คนรุ่นใหม่ที่ต้องการโอกาสในการสร้างตัว

“วันพรุ่งนี้ (16 มกราคม) เวลา 10.00 น.จะนำคนที่ติดแบล็กลิสต์ มาร่วมแชร์ประสบการณ์ด้วยว่า การติดแบล็กลิสต์ มันเหมือนตกนรกทั้งเป็นอย่างไร ซึ่งจะเป็นการสะท้อนว่าคนอีก 5.5 ล้านคน ต้องตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ถึงเวลาแล้วครับที่ การแก้ปัญหาต้องเปลี่ยนวิธี และรัฐบาลจะต้องกล้าที่จะทำ” หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้ากล่าว 

โพลหนุนพรรคเล็ก’ควบรวมพรรค’ สู้เลือกตั้งบัตร2ใบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540930

15 ม.ค. 2566

โพลหนุนพรรคเล็ก'ควบรวมพรรค' สู้เลือกตั้งบัตร2ใบ

ผลสำรวจชี้ ควบรวมพรรค ไม่ใช่เรื่องเสียหาย นิด้าโพลหนุนจับคู่เหมาะสม มีโอกาสสูงสู้ศึก’เลือกตั้ง’แบบบัตรสองใบ

ผลสำรวจพรรคการเมืองขนาดเล็กและการควบรวมพรรค ของนิด้าโพล ทำการสำรวจระหว่าง วันที่ 9-12 มกราคม 2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษาและอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เรื่องการตัดสินใจของพรรคการเมืองขนาดเล็ก ในการเลือกตั้งภายใต้กติกาบัตร 2 ใบพบว่า

  • กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 46.26 ระบุว่า ควรเดินหน้าต่อด้วยการไปควบรวมกับพรรคการเมืองอื่น
  • ร้อยละ 37.56 ระบุว่า ควรเดินหน้าต่อไปในนามพรรคการเมืองเดิม
  • ร้อยละ 15.34 ระบุว่า ควรยุติบทบาททางการเมือง

โดยในการควบรวมกับพรรคการเมืองอื่นนั้น   

  • ร้อยละ 61.55 (606คน)ระบุว่า ควรไปควบรวมกับพรรคการเมืองที่มีแนวโน้มจะเป็นพรรคขนาดใหญ่
  • ร้อยละ 27.39 ระบุว่า ควรไปควบรวมกับพรรคการเมืองที่มีแนวโน้มจะเป็นพรรคขนาดกลาง
  • และร้อยละ 11.06 ระบุว่า ควรไปควบรวมกับพรรคการเมืองที่มีขนาดเล็กเหมือนกัน      


ส่วนการควบรวมทางการเมืองระหว่างกรณ์ จาติกวณิช กับ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นพรรคชาติพัฒนากล้า พบว่า

  • ร้อยละ 46.87 ระบุว่า เป็นการควบรวมที่เหมาะสมมาก
  • ร้อยละ 30.99 ระบุว่า การควบรวม ทำให้มีโอกาสได้จำนวน ส.ส. เพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นปีนี้
  • ร้อยละ 19.39 ระบุว่า เป็นการควบรวมชั่วคราว เฉพาะการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นปีนี้
  • ร้อยละ 14.50 ระบุว่า เป็นการควบรวมที่ไม่เหมาะสมเลย

โดยกลุ่มตัวอย่าง ประมาณร้อยละ 5 ยังเห็นว่า ทั้งกรณ์ และสุวัจน์ ได้ประโยชน์ร่วมกัน จากการควบรวมพรรคการเมืองครั้งนี้

เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อข่าวแนวโน้มการควบรวมทางการเมืองระหว่างพรรคไทยสร้างไทย นำโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์  กับ พรรคสร้างอนาคตไทย นำโดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พบว่า

  • ร้อยละ 50.15 ระบุว่า เป็นการควบรวมที่เหมาะสมมาก  ร้อยละ 31.76 ระบุว่า การควบรวมทำให้มีโอกาสได้จำนวน ส.ส. เพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นปีนี้
  • ร้อยละ 20.08 ระบุว่า เป็นการควบรวมชั่วคราว เฉพาะการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นปีนี้
  • ร้อยละ 14.35 ระบุว่า เป็นการควบรวมพรรคที่ไม่เหมาะสมเลย

กลุ่มตัวอย่างยังมองว่าหากมีการควบรวมกันจริง จะเป็นการควบรวมที่พรรคไทยสร้างไทย และ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้ประโยชน์มากกว่า เล็กน้อย

ผลสำรวจเรื่องการควบรวมพรรคการเมืองของนิด้าโพลผลสำรวจเรื่องการควบรวมพรรคการเมืองของนิด้าโพล

หาเสียงอย่างเป็นทางการ เพื่อไทยลุย’ภาคอีสาน’วันนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540928

15 ม.ค. 2566

หาเสียงอย่างเป็นทางการ เพื่อไทยลุย'ภาคอีสาน'วันนี้

อุ๊งอิ๊ง เบิกฤกษ์ แคนดิเดตนายกฯ ขึ้นเวทีหาเสียง ที่เมืองหลวง’เพื่อไทย’ ภาคอีสาน เย็นวันนี้ ไม่สนยุบสภาหรือไม่

กิจกรรม ครอบครัวเพื่อไทย  : อีสานยามใด๋ เพื่อไทยทอนั่น  ที่ อุดรธานีวันนี้  ก่อนปราศรัยใหญ่เวลา 16.30 น. ที่ทุ่งศรีเมือง อำเภอเมือง ทีมครอบครัวเพื่อไทย จะลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ที่ อำเภอบ้านดุง และ อำเภอเพ็ญ  เพื่อนำเสนอนโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้ประกาศเอาไว้  รวมทั้งรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนก่อน

ส่วนการปราศรัยใหญ่เย็นนี้นอกจากแกนนำอย่าง ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย  สุทิน คลังแสง  รองหัวหน้าพรรค และอดิศร เพียงเกษ โฆษกผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฏรแล้ว  ยังถือเป็นการปราศรัย บนเวทีกลางแจ้งครั้งแรก ของแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย  เป็นการเตรียมการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์สำคัญของ ประเทศไทย หลังจากโพลยกให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ

กำหนดการปราศรัยพรรคเพื่อไทยที่อุดรธานีกำหนดการปราศรัยพรรคเพื่อไทยที่อุดรธานี

แม้หลายฝ่ายจะมองว่า อุดรธานี เป็นเมืองหลวงทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยในภาคอีสาน เพราะชนะเลือกตั้งยกจังหวัดหลายสมัย แต่พรรคเพื่อไทย ไม่รู้สึกว่าพื้นที่ใดหรือจังหวัดใดสำคัญมากหรือน้อยกว่า  ทุกจังหวัดมีความสำคัญสำหรับการทำงานทางการเมืองของพรรคเท่าเทียมกัน  

หลังการจัดกิจกรรมครอบครัวเพื่อไทย ที่อุดรธานี แล้วจะมีการจัดกิจกรรมครอบครัวเพื่อไทยไปยังภูมิภาคต่างๆ ได้แก่ ภาคกลาง อีสานใต้ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ จนกว่าจะมีการยุบสภา

เมื่อมีการยุบสภาแล้ว พรรคเพื่อไทยจะจัดเวทีปราศรัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อประกาศคิกออฟนโยบายชุดใหญ่ เป็นนโยบายในโค้งสุดท้ายเพื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้ง 

เป้าหมายของพรรคเพื่อไทยคือการมุ่งเป้าที่การชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์  เพื่อเอาชนะกติกาที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  วางไว้ให้ได้ 

“สุวัจน์” เผยชาติพัฒนากล้า เปิดนโยบายเศรษฐกิจหลังตรุษจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/540922

14 ม.ค. 2566

"สุวัจน์" เผยชาติพัฒนากล้า เปิดนโยบายเศรษฐกิจหลังตรุษจีน

“สุวัจน์” เผยชาติพัฒนากล้า เตรียมเปิดนโยบายเศรษฐกิจหลังตรุษจีน เน้นทุกคนมีงาน มีเงิน ของไม่แพง สร้างแพลตฟอร์มเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ

วันที่ 14 มกราคม 2566 ที่ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังเปิดงานวันเด็กแห่งชาติของจังหวัดนครราชสีมา เกี่ยวกับการจัดทำนโยบายของพรรคชาติพัฒนากล้า ว่าได้มีการมีการพูดคุยแล้วปรับปรุงนโยบายพรรคให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยได้มีการหารือกับนักวิชาการ ภาคธุรกิจ พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งขณะนี้ร่างนโยบายเสร็จแล้ว แต่ว่าขณะเดียวกันก็ต้องรับฟังความคิดเห็นของสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจําจังหวัด ตามกฎหมายเลือกตั้งแล้วก็ตามคําแนะนําของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)

ฉะนั้น พรรคเตรียมที่จะจัดงานในการที่จะรับฟังความคิดเห็นสําหรับร่างนโยบายแล้วก็เปิดสู่สาธารณะ คาดว่าฤกษ์ตรุษจีนน่าที่จะเป็นฤกษ์ดี ตรุษจีนเป็นอะไรที่สะท้อนถึงการจับจ่ายใช้สอย การกระตุ้นเศรษฐกิจ ฉะนั้นหลังตรุษจีน พรรคชาติพัฒนากล้าก็จะนําเสนอร่างนโยบายที่แล้วเสร็จ ซึ่งนโยบายหลักของชาติพัฒนากล้า เราก็พูดมานานแล้วว่าต้องการที่จะจัดทํานโยบาย ที่นําไปสู่ความสําเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ไปคลายทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชน 

ดังนั้น ถ้าถามว่าวันนี้ สถานการณ์การเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาถึง ถามว่าอะไรเป็นปัจจัยอันดับหนึ่ง ที่อยู่ในความต้องการของพี่น้องประชาชน ผมคิดว่าเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เพราะว่าผลกระทบในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจากโควิดและสถานการณ์เศรษฐกิจของโลก ก่อให้เกิดผลกระทบในเรื่องของรายได้ ในเรื่องของสินค้าราคาแพง ในเรื่องของงานของแต่ละบุคคล หรืองานของผู้ประกอบการแต่ละท่าน ซึ่งได้รับผลกระทบมาก

“พรรคมีความมุ่งมั่นที่จะจัดการในการแก้ไขปัญหา ถ้าได้รับโอกาสในเมื่อมีการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ พรรคได้ทํานโยบายที่เน้นเศรษฐกิจ ที่จะนําไปสู่การมีเงิน การมีงาน และของต้องไม่แพง ฉะนั้น หัวใจ ของนโยบายเศรษฐกิจของชาติพัฒนากล้า คือ ทุกคนมีงานทำ ทุกคนมีเงิน และทุกคนไม่ได้รับผลกระทบจากสินค้าที่มีราคาราคาแพง คือ ของต้องไม่แพง”

“แนวคิดของนโยบายที่จะนําเสนอ เราบอกว่าทุกคนต้องมีงานทํา เราก็จะนําเสนอนโยบายในการที่จะสร้างแพลตฟอร์ม พื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ ให้กับพี่น้องประชาชนที่เราเรียกว่า spectrum economy แบ่งเศรษฐกิจตามเฉดสี เช่นนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว ก็จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมสีเขียว หรือยานยนต์ไฟฟ้า รถไฟฟ้า คาร์บอนเครดิต ที่จะมาสร้างงานใหม่ๆ ให้กับสังคมไทย

ต้องครอบคลุมผลประโยชน์ของทุกอาชีพที่จะได้รับแล้วก็ครอบคลุมทรัพยากรวัตถุดิบที่ประเทศไทยมีอยู่ที่เป็นจุดแข็ง รวมในเรื่องของสินค้าเกษตร สินค้าสีเขียว ซึ่งเรายังมีรายได้ไม่เพียงพอ พี่น้องเกษตรกรยังยากจน สินค้าเกษตรราคายังไม่ดีนัก จะทำอย่างไรที่จะนําในเรื่องของการแปรรูปอุตสาหกรรม เทคโนโลยีมาใช้ แล้วเปลี่ยนสินค้าเกษตร แทนที่เราจะส่งเป็นวัตถุดิบอย่างเดี่ยว แต่เปลี่ยนส่งออกให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่ามากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยี อุตสาหกรรมเข้ามา และทำให้มีผู้ประกอบและคนมีงานทำมากขึ้น อย่างนี้ถือว่าเป็นเศรษฐกิจสีเขียว Green Economy เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องของยานยนต์ไฟฟ้า เป็นเรื่องของนโยบายทางด้านการเกษตร ฉะนั้น ในนโยบายของพรรคชาติพัฒนากล้า จะมีความหลากหลายของเศรษฐกิจ”นายสุวัจน์ กล่าว

นายสุวัจน์ กล่าวอีกว่าขณะเดี่ยวกันเรามีจุดแข็งของประเทศไทยคือ เรื่องของ Soft power วัฒนธรรม อาหาร การท่องเที่ยว อันนี้จะเป็นเศรษฐกิจอีกสีหนึ่งที่จะเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์ โดยการใช้พื้นฐานทางด้าน soft power ต่างๆ มาสร้างให้เกิดเศรษฐกิจใหม่ เพื่อสร้างให้เกิดงานใหม่ๆ ในส่วนของที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่ให้ทุกคนมีเงินนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาเราประสบปัญหาเศรษฐกิจ ทุกคนมีหนี้ 

ทําอย่างไรที่จะจัดการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้ทุกคนชะลอการชําระหนี้แล้วก็มีฐานที่จะนําเงินใหม่ๆ เข้ามาเพื่อที่จะได้ไปสร้างอาชีพแล้วก็นํารายได้ใหม่ๆ เข้ามาและเรื่องการปรับโครงสร้างภาษี ให้มีความเหมาะสม ที่ไม่ไปกระทบภาพรวมของรายได้ของประเทศ แต่ว่าทุกคนจะมีภาระในการจ่ายภาษีน้อยลงคือ การมีเงินมากขึ้น ตอนนี้ทุกท่านประสบปัญหาในเรื่องของสินเชื่อ ที่ผ่านมามีวิกฤตเศรษฐกิจ จ่ายหนี้ไม่ตรงเวลาอะไรบ้างก็คือ ถูกติดแบล็คลิสต์ (Blacklist) ที่เรียกว่า Blacklist บูโร ทําให้โอกาสในการที่จะได้สินเชื่อหรือโอกาสที่จะได้เงินก้อนใหม่มาต่อยอดไม่ได้ เราก็คิดว่าควรที่จะต้องปรับระบบของ Blacklist บูโร ให้เป็น Credit Score (เครดิตสกอริ่ง) หมายความว่ายังมีสินเชื่อตามกําลังเครดิตของคุณที่มีอยู่

และในเรื่องของการที่จะสร้างโอกาส ในการที่ทุกคนจะกลายเป็นนักธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้น คือ การสร้างเถ้าแก่ การสร้างโอกาสในการเป็นนักธุรกิจ ใครอยากเป็นลูกจ้าง ใครอยากทํางานก็ทํา แต่ถ้าเกิดคุณอยากจะเป็นนักธุรกิจ เราจะมีโครงสร้างทางธุรกิจ โครงสร้างเรื่องของเงินทุนในการที่จะทําให้ท่านได้ขึ้นมาเป็นนักธุรกิจ และมีงานทำ

และในเรื่องนโยบายของไม่แพงนั้น ตัวหลักที่สําคัญ ที่นําไปสู่ของแพง คือ เรื่องของพลังงาน เพราะพอพลังงานแพง แก๊สแพง แก๊สหุงต้มแพง น้ํามันแพง ก็ทําให้ค่าขนส่งแพง ทําให้วัตถุดิบแพง เป็นต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ฉะนั้น ของจึงแพง ต้องถือว่าพลังงาน คือ ต้นทุนของสินค้า ถ้าทำให้ราคาพลังงานถูก สินค้าก็ราคาถูก ถ้าพลังงานแพง สินค้าก็ราคาแพง

“ผมคิดว่านโยบายของพรรคชาติกล้า จะสามารถตอบโจทย์ ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน และหลังตรุษจีนจะเปิดตัว”นายสุวัจน์ กล่าว

Rashford the hero again as Man United come back to beat Man City in dramatic derby

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/lifestyle/sport/40024016

Rashford the hero again as Man United come back to beat Man City in dramatic derby

Rashford the hero again as Man United come back to beat Man City in dramatic derby

SATURDAY, JANUARY 14, 2023

Reuters

In-form Marcus Rashford scored a late winner as Manchester United came from behind to beat rivals Manchester City 2-1 on Saturday, a victory that moves them to within a point of the champions in the Premier League standings.

The hosts had the best chances of a tense first half at Old Trafford, with in-form England forward Rashford seeing a tame effort blocked on the line by Manuel Akanji, while City struggled to get going.
 

City were much improved after the break, and the pressure told as Jack Grealish stepped off the bench to head his side into the lead in the 61st minute, on the end of a superb cross from the ever-reliable assist-maker Kevin De Bruyne.

However, with United looking second best, they produced a remarkable turnaround, out of nowhere, to turn the match on its head.

There was an element of controversy about United’s equaliser in the 78th minute, with Rashford initially flagged offside as Bruno Fernandes swept the ball home, with the goal given following a VAR review.

Rashford the hero again as Man United come back to beat Man City in dramatic derby
Rashford the hero again as Man United come back to beat Man City in dramatic derby
Rashford the hero again as Man United come back to beat Man City in dramatic derby

Reuters

This year, eat your way through Southeast Asia

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/lifestyle/food/40024028

This year, eat your way through Southeast Asia

This year, eat your way through Southeast Asia

SUNDAY, JANUARY 15, 2023

Southeast Asian countries have always had vibrant gastronomic scenes. This is evident in the never-ending stream of tourists who visit Southeast Asian countries, particularly for the food.

In 2023, gastronomy tourism is said to be one of the big trends in travel. Let’s check out what’s in store for tourists who come to Malaysia, as well as some of our neighbouring countries, to feast on our delicious fare.

Like the country’s diverse culture, Malaysian cuisine is also just as varied. And while Malaysian flavours may be distinct to locals, to international tourists the combination of spices, ingredients and traditional cooking styles from different cultures is truly unique.

Top favourites for both tourists and locals include nasi lemaknasi kerabuchicken ricechar kuay teowlaksa (almost every state has its own version, too!), Nyonya kuehroti canai and pisang goreng. Travellers get an even wider variety of offerings in Sabah and Sarawak, like linopotsinalauumaikampua meekuih cincin and manuk pansuh.

On top of that, the street food and cafe scenes in Malaysia are also worth checking out. In fact, one of the country’s most humble street foods, the Ramly burger, has been featured in many international food and travel videos on YouTube and other social media platforms.

Perhaps our biggest rival in Southeast Asia when it comes to gastronomy tourism is Thailand. Thai food has been a top destination choice for foodies for many years now. There’s a wide variety of cheap, fresh and delicious food available throughout the country – you can never go hungry in Thailand! The vibrant and dynamic street markets offer curious foodies a chance to feast on many delicacies, including deep-fried insects (if you’re into these kinds of things, that is).

If you’re ever in Bangkok, head to Sampeng MarketSrinagarindra Train Night MarketJodd FairsHua Mum Night MarketKhao San RoadPatpong Market, Chang HuiAsiatique The Riverfront and Chatuchak Weekend Market, and send your taste buds on a scrumptious adventure. There’s also lots of shopping to be had in these markets so remember to bring your reusable shopping bags along.

Some of the iconic must-try dishes are pad thaimoo ping (Thai satay), pad kra paopad see ew and khao pad; try the Thai iced tea too.

Thailand also has plenty of top-notch fine dining restaurants, Michelin-selected eateries and award-winning bars, as well as innovative cafes. These are mostly found in bigger cities like Bangkok and Chiang Mai.

While the Philippines and Cambodia are not usually considered gastronomy tourism destinations, the cuisine in both these countries has their own distinct flavours.

When you take a voyage through the dynamic food scene in the Philippines, you’re in for an enticing dining experience. Pinoy cuisine promises a refreshing taste that will lead you to a sensory explosion.

One of the many popular dishes, sizzling sisig, maybe something of an acquired taste but it’s worth trying, if only for the experience. This dish is made up of pork (particularly meat from a pig’s head) and chicken liver and seasoned with vinegar or calamansi juice.

Another popular and truly unique Filipino delicacy is balut. This is a fertilised duck egg with a developing embryo, normally consumed fresh out of the shell. This famous snack is not for the faint-hearted, though.

In Cambodia, there’s fish amok (amok trei), a Cambodian steamed curried fish dish that has a 2,000-year-old history. Fish amok was once only served to the Khmer royals, but today you can get this in many restaurants, though not all will serve you the “authentic” version. Locals say that if the dish is not steamed in banana leaves – some restaurants and stalls steam them in bowls or ramekins, for example – then it is not amok (the word “amok” actually means “to steam in banana leaves” in the local dialect).

For comparison, fish amok is similar to the Malaysian otak-otak, only with different spices, and sometimes different types of fish, used.

This year, be sure to go on a gastronomy holiday anywhere in Southeast Asia, or plan some trips to a few states in Malaysia to try delicacies you’ve never had before.

The Star

Asia News Network