‘มาดามเดียร์’ คุย สสภช. หวังดัน ‘ภาพยนตร์ไทย’ สู่ ‘Soft power’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544961

16 มี.ค. 2566

'มาดามเดียร์' คุย สสภช. หวังดัน 'ภาพยนตร์ไทย' สู่ 'Soft power'

‘มาดามเดียร์’ คุย สสภช. หวังดัน ‘ภาพยนตร์ไทย’ ไปสู่ ‘Soft power’ ยกระดับเศรษฐกิจไทย ใช้งบประมาณเพียง 10,000 ล้านบาท ตั้งเป้า 4 ปี สร้างรายได้กลับมา 2 ล้านล้านบาท

16 มี.ค.2566 : น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หารือกับตัวแทนสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ได้แก่ นายธนกร ปุลิเวคินทร์ ประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ (สสภช.) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอ็ม พิคเจอร์ส กรุ๊ป นายสง่า ฉัตรชัยรุ่งเรือง รองประธาน สสภช. และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ค่ายภาพยนตร์ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม และนายพรชัย ว่องศรีอุดมพร เลขาธิการ สสภช. ถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

นายธนกร กล่าวว่า ทุกวันนี้ผู้ทำหนังเสียภาษีเหมือนนิติบุคคล แต่องค์กรของผู้ประกอบการไม่สามารถจัดการภาษีของตัวเองได้ ถ้านำเงินภาษีกลับเข้ามาให้องค์กรบริหารจัดการเองได้ก็จะทำให้มีงบประมาณมาส่งเสริมคุณภาพงานได้มากขึ้น เราต้องมีกฎหมายที่ส่งเสริมสนับสนุน ไม่ใช่ควบคุมผู้ผลิตผลงาน

นายสง่า กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญคือ คอนเทนต์ เช่นประเทศอินเดียมีการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยเน้นบทละครมาก่อนนักแสดง ซึ่งตอนนี้เริ่มประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่มีแนวนโยบาย Cool Japan เพื่อผลักดันเรื่องการพัฒนาคอนเทนต์ และลิขสิทธิ์

แต่ทั้งนี้หนังและละครของแต่ละประเทศก็จะมีสูตรในการสร้างความสำเร็จเฉพาะตัวที่เหมาะกับบริบทในแต่ละที่ วันนี้เราไม่มีคนเก่งที่พร้อมจะวิ่ง กว่าเราจะสร้างคน กว่าจะเห็นผล รัฐบาลต้องห้ามถอดใจ แต่พอมันเติบโตจนเห็นผล รัฐจะไม่ต้องทำต่อ แต่ระบบมันจะวิ่งไปได้ด้วยตัวของมันเอง

‘มาดามเดียร์’ คุย สสภช. หวังดันภาพยนตร์ไทยไปสู่ซอฟท์พาวเวอร์‘มาดามเดียร์’ คุย สสภช. หวังดันภาพยนตร์ไทยไปสู่ซอฟท์พาวเวอร์

'มาดามเดียร์' คุย สสภช. หวังดัน 'ภาพยนตร์ไทย' สู่ 'Soft power'

นายพรชัย กล่าวว่า ซอฟต์พาวเวอร์ กลายเป็นเรื่องที่ทุกคน ทุกพรรคพูดเหมือนกันหมด แต่ในทางปฏิบัติตอนนี้ติดด้านกฎหมาย หลายคนไม่กล้าเซ็นอนุมัติ ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าพอมีเชื้อ มีหนังไทยหรือละครไทยที่ประสบความสำเร็จก็จะมาแบบวูบวาบที่เป็นกระแสแล้วสุดท้ายก็จะเงียบไป ดังนั้นกุญแจคือการรวมอำนาจมาบริหารให้เป็นเอกภาพ แต่ถ้ายังติดกับดักอยู่กับการต้องพึ่งพาอาศัยอำนาจรัฐมาบริหารจัดการ หรือติดระเบียบราชการ สุดท้ายก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

น.ส.วทันยา เปิดเผยว่า นโยบายนี้อาจจะผลักดันเป็นกฎหมายจัดตั้งกองทุน แต่ไม่ได้ต้องการที่จะสร้างกองทุนใหม่ เพราะทุกวันนี้รัฐมีรายจ่ายที่เยอะมาก และหลายกองทุนก็มีงบประมาณที่ยังไม่ได้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย เพราะแนวคิดและการปฏิบัติยังไม่สอดคล้อง จึงเห็นว่าควรนำเอากองทุนที่มีอยู่ เช่น กองทุนสื่อสร้างสรรค์ มาเปลี่ยนเป็นกองทุนไอเดีย เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทยแทน 

นอกจากนี้ ประเทศไทยเองมีคนที่มีความคิดสร้างสรรค์จำนวนมาก แต่ไม่มีการสนับสนุนต่อยอดทั้งในการการตลาด เทคโนโลยี หรือการจับคู่กลุ่มลูกค้าให้เหมาะสมกับผลงาน 

“ทั้งนี้กองทุนไอเดียนี้ควรจะออกมาในรูปแบบขององค์การมหาชน เพื่อให้ตัวแทนของภาครัฐต้องมีสัดส่วนน้อยกว่าตัวแทนผู้ผลิตหรือไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยระเบียบราชการ แต่รัฐเป็นเพียงผู้สนับสนุนงบประมาณและอำนวยความสะดวก”

อย่างไรก็ตาม น.ส.วทันยา กล่าวว่า หากสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เป็นธุรกิจสร้างสรรค์มาตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จะใช้งบประมาณเพียง 10,000 ล้านบาท แต่จะสร้างรายได้กลับมามากกว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศไทยในห้วงที่ต้องเผชิญกับวิกฤติโลก

'มาดามเดียร์' คุย สสภช. หวังดัน 'ภาพยนตร์ไทย' สู่ 'Soft power'

‘จุรินทร์’ ลั่น ปชป.พร้อมสู้ทุกกติกา หลัง กกต.ประกาศ ‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544953

16 มี.ค. 2566

'จุรินทร์' ลั่น ปชป.พร้อมสู้ทุกกติกา หลัง กกต.ประกาศ 'แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่'

‘จุรินทร์’ ลั่น ปชป.พร้อมสู้ทุกกติกา หลัง กกต.ประกาศ ‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ เดินหน้าทำไพรมารีทันที เผยส่งครบ 500 คน

16 มี.ค. 2566 เวลา 13.30 น. ที่จังหวัดอุดรธานี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(หน.ปชป.) รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้สัมภาษณ์ ภายหลังจากที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ประกาศ ‘แบ่งเขตการเลือกตั้งใหม่’ ครบทั้ง 400 เขต ว่า พรรคประชาธิปัตย์คงต้องปรับบางส่วนให้สอดคล้องกับเขตเลือกตั้งใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งคงจะต้องทำลักษณะนี้เหมือนกันทุกพรรค 

“แต่ประชาธิปัตย์นั้น ถือว่าเราพร้อมรับทุกกติกา ไม่มีปัญหา ถัดจากนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องทำไพมารีโหวต สำหรับตัวบุคคล ทั้งระบบเขต และบัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการกฎหมาย และตั้งเป้าหมายว่าจะส่งผู้สมัครให้ครบทั้ง 400 เขต และบัญชีรายชื่อครบทั้ง 100 คน รวม 500 คน” นายจุรินทร์ กล่าว

สำหรับการเปิดตัวผู้สมัครในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ กกต. มีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่เพิ่มขึ้นมานั้น นายจุรินทร์ กล่าวว่า ความคืบหน้าในการสรรหาผู้สมัคร สส. นครศรีธรรมราชนั้น ขณะนี้มีผู้เสนอตัวลงรับสมัครเลือกตั้งแล้ว เพียงแต่รอการตัดสินใจจากในพื้นที่ว่าจะมีการเปิดตัวเมื่อใด ซึ่งได้มอบหมายให้พื้นที่ไปดำเนินการแล้ว

'จุรินทร์' ลั่น ปชป.พร้อมสู้ทุกกติกา หลัง กกต.ประกาศ 'แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่'

ขณะเดียวกัน ในวันนี้ (16 มี.ค. 2566) นายจุรินทร์ ได้นำแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร เพื่อเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ หลังจากที่ได้มีการเปิดตัวผู้สมัครสกลนคร ครบทั้ง 6 เขตไปแล้ว โดยจะเน้นย้ำคุณภาพ และศักยภาพของตัวผู้สมัคร ที่พร้อมรับใช้ชาวสกลนคร รวมทั้งจะได้นำเสนอนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้เปิดไปแล้ว 16 นโยบาย

สำหรับจังหวัดสกลนครนั้น พรรคประชาธิปัตย์ เคยมี สส. สกลนครมาร่วม 10 สมัย ดังนั้นเราจึงไม่ใช่คนใหม่ แต่เป็นพรรคการเมืองที่เคยอยู่ในใจของพี่น้องชาวสกลนคร เพียงแต่ที่ผ่านมา ผู้สมัครของพรรคอาจยังไม่โดดเด่นเท่าที่ควร แต่ในการเลือกตั้ง2566 ครั้งนี้ มั่นใจว่าผู้สมัครของพรรคมีคุณภาพ และศักยภาพสูงมากในจังหวัดสกลนคร และทั้งภาคอีสาน เราก็มั่นใจว่าจะมีโอกาสได้ สส. มาจำนวนไม่น้อย

“ผมมั่นใจว่า โดนใจชาวอีสาน เพราะฟังจากเสียงสะท้อน หลังจากได้เปิดนโยบายไป 2 ชุด ผู้สมัครแต่ละจังหวัดได้สะท้อนออกมาตรงกัน เหมือนกับทุกๆ ภาคว่า เที่ยวนี้ นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นที่ยอมรับมาก เป็นรูปธรรม เข้าใจง่าย และโดนใจของคนทุกภาค รวมทั้งจะมาขอโอกาสที่จะรับใช้ชาวสกลนครด้วย และมั่นใจว่าเที่ยวนี้จังหวัดสกลนคร เรามีโอกาสปักธงและได้รับเสียงตอบรับอย่างแน่นอน” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ ในกทม. กระทบพรรค ‘พลังประชารัฐ’ ด้วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544955

16 มี.ค. 2566

'แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่' ในกทม. กระทบพรรค 'พลังประชารัฐ' ด้วย

พรรค ‘พลังประชารัฐ’ เตรียมปรับ ผู้สมัครสส.กทม. หลัง ‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ หัวหน้าที่กทม. เตรียมหารือผู้ได้รับผลกระทบสัปดาห์หน้า

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผย ถึงการเตรียมประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต.ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.)ว่า น่าจะมีผลกระทบบ้างในบางพื้นที่  ที่อาจจะมีการขยับขึ้นลง ของจำนวน สส. แต่ก็เป็นแค่ในบางพื้นที่ ไม่ใช่ทุกเขต โดยช่วงที่ผ่านมาเราก็เตรียมรับมือกับสถานการณ์เอาไว้อยู่แล้ว และได้พูดคุยกับคุณสกลธี ภัททิยกุล หัวหน้าทีมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.กันอยู่ว่าจะพิจารณาอย่างไร ซึ่งก็น่าจะทราบความชัดเจนภายในสัปดาห์นี้

ในส่วนการเปิดเวทีปราศรัยในวันเสาร์ที่ 18 มี.ค.นี้จะมีการแนะนำว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.ทั้ง 33 ท่าน และทางผู้บริหารของพรรคพลังประชารัฐหลายคนก็จะขึ้นปราศรัยพูดคุยทำความเข้าใจกับชาว กทม. และในอนาคตก็จะมีการเปิดเวทีย่อยให้กับว่าที่ผู้สมัครของเราได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อไป

“เราตั้งเป้าอยากได้ สส.กทม.มากกว่าเดิม ก็คือ 12 ที่นั่งขึ้นไป แต่ก็เชื่อว่าทุกเขตมีการแข่งขันสูงอทุกพรรคการเมืองก็มีการทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ ไม่มีพรรคการเมืองใดหย่อนมือแน่นอน เพราะถ้าได้ลงแล้วก็ต้องสู้ทุกเขต”

น.ส.สุชาดา เวสารัชตระกูล ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ เขตดอนเมือง บอกว่า เขตดอนเมือง ถือเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความชัดเจนในเรื่องการแบ่งเขตแล้ว ซึ่งจากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับนำนโยบายการก้าวข้ามความขัดแย้งไปทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีมาก เพราะประชาชนก็ไม่มีใครอยากจะทะเลาะกันแล้ว อยากจะจับมือกันเดินหน้าเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

เพื่อไทย ค้าน ‘กกต.’ ‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ ใน กทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544951

16 มี.ค. 2566

เพื่อไทย ค้าน 'กกต.' 'แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่' ใน กทม.

การ ‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ สร้างปัญหาให้กับพรรคเพื่อไทยในกทม. สองผู้สมัคร สส. จับมือแถลงคัดค้าน ‘กกต.’ หวั่นทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สส.กทม.เขตลาดกระบัง พรรคเพื่อไทย  กล่าวว่า ได้เห็นประกาศจากสำนักงาน กกต. ถึง กกต. กทม. ว่าจะมีการเลือกใช้การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ของ กกต.แบบที่ 1  ซึ่งเป็นแบบที่พรรคเพื่อไทยมีความกังวลใจว่าส่อขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง ที่ผ่านมามีควรมหวังว่า กกต. จะได้ยินเสียงการทักท้วงของพรรคเพื่อไทย จึงไม่ลดละความพยายามที่จะแถลงข่าวให้เสียงดังขึ้นแต่สุดท้าย มีประกาศออกมาเลือกแบบที่ 1  จึงจำเป็นต้องส่งเสียงอีกครั้ง เพราะถือเป็นการแบ่งเขตการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม เรียกว่า Gerrymandering ที่ผู้อำนาจจงใจเปลี่ยนแปลงเส้นเขตเลือกตั้งเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง

ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สส.กทม.เขตลาดกระบัง พรรคเพื่อไทยธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สส.กทม.เขตลาดกระบัง พรรคเพื่อไทย

หาก กกต.ยืนยันที่จะใช้การแบ่งเขตแบบที่ 1 ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมาเยลือกตั้ง และในท้ายที่สุดอาจทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ  การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะทั้งประเทศ  กกต. ต้องกำหนดเขตเลือกตั้งและจำนวน สส. แต่ละเขตเลือกตั้งกันใหม่ แล้วจัดการเลือกตั้งใหม่  รวมไปถึงจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศชาติ ความมีเสถียรภาพของประเทศชาติ ความขัดแย้งทางการเมือง และงบประมาณแผ่นดิน หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะรักษาการนายกรัฐมนตรีต่อไป จนกว่าการเลือกตั้งจะเสร็จ ซึ่งนานเท่าใดก็ไม่มีใครรู้ หมายความว่าผู้มีอำนาจนำประเทศชาติและประชาชนเป็นตัวประกันให้กับความเสียหายนี้ ใช่หรือไม่ 

นายสุรชาติ เทียนทอง ส.ส. กทม.เขตหลักสี่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ แบบที่ 1-2 จะยึดหลักตามตัวเลขประชากรที่ให้สมดุลกัน ส่วนแบบที่ 3-4 จะยึดหลักเขตปกครอง เมื่อเราไปดูที่มาตรา 27 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ ให้รวมอำเภอต่างๆ เป็นเขตเลือกตั้ง และให้ดำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้งตามสภาพของชุมชนที่ราษฎรมีการติดต่อกันเป็นประจำในลักษณะที่เป็นชุมชนเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เป็นเรื่องหลักในการแบ่งเขต  ไม่ใช่แบ่งเขตเลือกตั้งตามแขวง

สุรชาติ เทียนทอง สส. กทม.เขตหลักสี่ พรรคเพื่อไทย สุรชาติ เทียนทอง สส. กทม.เขตหลักสี่ พรรคเพื่อไทย

นายสุรชาติ ได้ยกตัวอย่าง กรณีเขตเลือกตั้งที่ 9 ของเขตบางเขน 1 แขวงของเขตบางเขนจะไปรวมกันกับ 2 แขวงของเขตจตุจักร และจะมารวมกับอีก 1 แขวงของเขตหลักสี่ ซึ่งถือว่าเป็นการเอาเศษเสี้ยวของ 3 เขตการปกครองมารวมเป็นหนึ่งเขตการเลือกตั้ง   หรือฝั่งธนบุรี ยกตัวอย่าง เขตที่ 32 ของ 1 แขวงบางกอกน้อย มารวมกันกับเขตบางกอกใหญ่ และมารวมกับบางแขวงภาษีเจริญ บางแขวงของเขตตลิ่งชัน บางแขวงของเขตธนบุรี  ถือเป็นการแบ่งเขตที่พิลึกพิลั่น ถ้าดูตามมาตรา 27 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ถือว่าการ แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ เข้าข่ายสุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมายชัดเจน แม้วันนี้จะมีพรรคการเมืองไปยื่นร้องต่อศาลปกครอง แล้วทาง กกต.จะมีการยืนยันให้การเลือกตั้งในการแบ่งเขตแบบนี้ ถ้าหากศาลปกครองจะตัดสินมาภายหลัง ต้องมีผู้รับผิดชอบ

ศาลลงดาบ ‘วรุธ สุวกร’ คุก 20 ปีชดใช้อีกกว่าพันล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544950

16 มี.ค. 2566

ศาลลงดาบ ‘วรุธ สุวกร’ คุก 20 ปีชดใช้อีกกว่าพันล้านบาท

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งจำคุก 20 ปี ‘วรุธ สุวกร’ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ทีโอที ลักไก่อนุมัติจ่ายเงิน ‘ไอ-โมบาย’ 1,476 ล้านบาท ทั้งที่เกินอำนาจและถูกทักท้วง พร้อมสั่งชดใช้คืนกว่า 1,000 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย

16 มี.ค.2566 : ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางนัดฟังคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อท 139/2565ที่ อัยการสูงสุด (อสส.) ยื่นฟ้อง นายวรุธ สุวกร อดีตกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลย ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งรักษาการกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ และต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทำให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย โดยจำเลยเป็นพนักงานตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือ หน่วยงานของรัฐ ฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เมื่อวันที่ 14 ม.ค.63 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ควบรวมกิจการเป็นบริษัทเดียว ตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 โดยใช้ชื่อว่า บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด บริษัท โทรคมนาคม แห่งชาติ จํากัด (มหาชน) จึงรับไปทั้งทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ทั้งหมด ตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 152 และมาตรา 153 และมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 มาตรา 3 และ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561มาตรา 4

ระหว่างวันที่ 30 เม.ย.-13 ต.ค.2551 เวลากลางวันต่อเนื่องและเกี่ยวพันกัน จําเลยได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ให้ไปเจรจากับ บริษัท สามารถไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) จากกรณีเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.2550 บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ถูกบริษัทดังกล่าวฟ้องเป็นคดีต่อศาลแพ่ง เรื่องผิดสัญญาและเรียกร้องเงินจํานวน 2,648,771,009 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินนับถัดจากวันฟ้อง

ศาลลงดาบ ‘วรุธ สุวกร’ คุก 20 ปีชดใช้อีกกว่าพันล้านบาท
ศาลลงดาบ ‘วรุธ สุวกร’ คุก 20 ปีชดใช้อีกกว่าพันล้านบาท

จำเลยซึ่งเป็นพนักงานที่มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ และรักษาทรัพย์ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้ใช้อำนาจในหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ บริษัททีโอที จํากัด (มหาชน) หรือโดยทุจริตโดย จําเลยอนุมัติจ่ายเงินให้แก่บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวน 1,476 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งเกินกว่า วงเงิน 10 ล้านบาทที่จําเลยมีอำนาจอนุมัติได้ ทั้งไม่เข้าข้อยกเว้นตามคำสั่งคณะกรรมการ บมจ.ทีโอที และจำเลยมิได้ขออนุมัติการจ่ายเงินดังกล่าว จากที่ประชุมคณะกรรมการ บมจ.ทีโอที ทำให้บริษัท สามารถไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) ได้รับชำระเงินค่าเสียหายไปเป็นจำนวนเกินกว่าที่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ควรต้องจ่าย

การกระทำของจำเลย จึงเป็นการใช้อำนาจในหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และเป็นการใช้อำนาจในหน้าที่โดยมิชอบเป็นเหตุให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้รับความเสียหาย คิดเป็นเงิน ค่าเสียหายจำนวน 525,370,000 บาท เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้โจทก์ได้ขอให้ลงโทษจําเลยตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 3,8 และ 11 ระหว่างพิจารณา บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอให้จำเลย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงินจำนวน 525,370,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย

จําเลยให้การปฏิเสธอ้างว่า จำเลยอนุมัติจ่ายเงินให้แก่บริษัท สามารถไอ-โมบาย จํากัด (มหาชน) โดยเป็นไปตามผลการเจรจาของคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและกำหนดแนวทางที่นำเสนอมา และมติที่ประชุมของคณะกรรมการ บมจ.ทีโอที ในการประชุมครั้งที่ 19/2551 เมื่อ ให้อำนาจจําเลยอนุมัติจ่ายเงินตามฟ้องได้เนื่องจากเป็นเรื่องการบริหารจัดการ สัญญาของฝ่ายบริหาร

ทั้งเป็นการปฏิบัติตามสัญญาที่ยกเว้นให้จำเลยมีอำนาจอนุมัติจ่ายเงินได้เกินกว่า 10 ล้านบาทตามคำสั่งคณะกรรมการ บมจ.ทีโอทีที่ 29/2546 และจำเลยไม่จำต้องให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) พิจารณา อนุมัติจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว เพราะตามมติที่ประชุมที่19/2551 ข้างต้นให้อำนาจจำเลยไว้แล้วกับตามคำสั่ง บมจ.ทีโอที ที่ ส.10/2561 เรื่องผลการสอบสวนผู้รับผิดทางแพ่งสรุปว่าการจ่ายเงิน ตามฟ้อง จําเลยไม่มีความผิดทางแพ่ง จําเลยจึงมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง และไม่ต้องรับชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง

ทางไต่สวนพยานหลักฐานจากการพิจารณาของศาลประกอบรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ผู้ร้อง เป็นรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ.วิธีการ งบประมาณ พ.ศ. 2502มาตรา 3 และตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 มาตรา 4 เมื่อวันที่13 ต.ค.51 บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้จ่ายเงินให้แก่บริษัทสามารถไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวน 1,476 ล้าน บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตามการอนุมัติของจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่อนุมัติจ่ายเงินดังกล่าวเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่

เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องคดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยอนุมัติสั่งจ่ายเงินให้แก่บริษัท สามารถไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนเงิน จำนวน1,476 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งเกินกว่า 10 ล้านบาท จำเลยจึงต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการ บมจ.ทีโอที เสียก่อน เว้นแต่เป็นการปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อผูกพันในสัญญาตามคำสั่งคณะกรรมการ บมจ.ทีโอที ที่ 19/2546 ข้อ 2.1 และ 2.5 เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องคดีแพ่งเป็นการฟ้องเรียกให้บริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) ชำระเงินให้แก่ บริษัทสามารถไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) จากการผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหาย กรณีจึงไม่อาจเป็นการเจรจาหาข้อยุติเพื่อที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อผูกพันในสัญญาได้ที่จะเป็นข้อยกเว้นตามคำสั่ง คณะกรรมการ บมจ.ทีโอที ที่ 29/2546 ข้อ 2.1 และ 2.5 ได้ ทั้งการที่นํายอดเงินจํานวนเต็มตามฟ้องในคดีแพ่งมาเป็นหลักในการเจรจาต่อรองจึงเท่ากับเป็นการยอมรับว่าบริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) เป็นฝ่ายผิดสัญญาและยอมรับผิดเต็มตามฟ้อง นอกจากนี้การเจรจาของคณะกรรมการเพื่อพิจารณา กำหนดแนวทางก็มิได้ปฏิบัติตามความเห็นที่เป็นข้อสังเกตของที่ประชุมคณะกรรมการ บมจ.ทีโอที ครั้งที่ 19/2551 ประกอบกับจำเลยอนุมัติจ่ายเงินให้แก่บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จํากัด (มหาชน) ในวันที่ 13 ต.ค.51 ซึ่งเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 เดือนตามมติที่ประชุมคณะกรรมการ บมจ.ทีโอที ครั้งที่ 19/2551 กำหนดไว้

นอกจากนี้ก่อนและหลังจำเลยอนุมัติให้จ่ายเงินแก่บริษัท สามารถไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) ได้มีการคัดค้านจากบุคคลภายในหน่วยงานของจําเลยหลายครั้ง โดยเฉพาะมีการยกเลิกเช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่บริษัท สามารถไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) เพราะฝ่ายการเงินและบัญชีคัดค้านเรื่องอำนาจจ่ายเงินของจำเลย แต่จำเลยก็ยังอนุมัติให้มีการจ่ายเงินดังกล่าว โดยไม่หารือหรือขอความคิดเห็นจากหน่วยงานที่มีหน้าที่ตอบข้อหารือหรือนำเข้าที่ประชุม คณะกรรมการบริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) เพื่อแสดงให้เห็นว่าจําเลยได้ใช้ความละเอียดรอบคอบในการตัดสินใจอนุมัติวงเงิน ซึ่งเป็นจำนวนมากถึง 1,476 ล้านบาท

การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ได ใช้อำนาจในหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) กับเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือโดยทุจริต ส่วนข้อที่จำเลยให้การและนำสืบปฏิเสธมา ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ทั้งการที่จำเลยเบิกความว่าขอขยายระยะเวลา 1 เดือน ด้วยวาจากับคณะกรรมการ บมจ.ทีโอทีแล้วนั้น ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวในชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณามาก่อนจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเช่นกัน

พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบรับฟังได้ว่า จําเลยกระทําความผิดตามฟ้อง และต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ยตามคำร้อง พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงาน ในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 จำคุก 20 ปี กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงินจํานวน 1,062,147,006.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงิน จำนวน 525,370,000 นับถัดจากวันที่ 15 ธ.ค.2565

ศาลลงดาบ ‘วรุธ สุวกร’ คุก 20 ปีชดใช้อีกกว่าพันล้านบาท
ศาลลงดาบ ‘วรุธ สุวกร’ คุก 20 ปีชดใช้อีกกว่าพันล้านบาท

‘อ.ถวิลวดี’ ชี้กระแสการเมือง อาจพลิกเกมนาทีสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544946

16 มี.ค. 2566

'อ.ถวิลวดี' ชี้กระแสการเมือง อาจพลิกเกมนาทีสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง

‘อ.ถวิลวดี’ ชี้ เลือกตั้ง66 กระแสมาแรงกว่ากระสุน จุดตัดสินก่อนหย่อนบัตรลงคูหา เชื่อ ‘เพื่อไทย’ แลนด์สไลด์ยาก ยังมีพรรคทางเลือก ยอมรับ ‘อุ๊งอิ๊ง’ ขายได้ในภาคอีสาน

เมื่อวันที่ 16 มี.ค. สถาบันพระปกเกล้า จัดโครงการ “KPI Election Forum : เลือกตั้ง 66 อนาคตประเทศไทย” ดร.ถวิลวดี บุรีกุล รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยถึงพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชน ยอมรับว่า กระแสเป็นปัจจัยหลัก ที่จะทำให้ประชาชนตัดสินใจในวินาทีสุดท้ายก่อนหน่อยบัตร เชื่อว่ากระแสมีมากกว่พรรคเดิมากระสุน แต่หากมาพร้อมกัน มีโอกาสที่กระสุนสู้กระแสได้ 

ปัจจุบันมีการใช้กลยุทธ์หาเสียงตัดคะแนนคู่ต่อสู้ผ่านโซเชียลมีเดียก็มีผลในกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 49 ปี ส่วนกลุ่มคนอายุสูงชอบติดตามในโซเชียลของตัวเองและมีความเชื่อมั่นในพรรคเดิมๆ ซึ่งมีทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมจำนวนมาก และอีกยังฝ่ายที่เรียกว่า นักประชาธิปไตย แต่ทำอย่างไรถึงจะดึงคนทั้ง 2 ฝ่ายนี้ มาอยู่ตรงกลาง เป็นนักอนุรักษ์หันมาอยู่ตรงกลางๆ เพื่อเลือกทางเลือกใหม่เป็นทางเลือกที่ 3 พรรคการเมืองหลายพรรคพยายามที่จะเสนอนโยบายเพื่อดึงฐานเสียง แต่คิดว่าเลือกตั้งครั้งนี้คนจะหันมาดูตัวพรรคและผู้สมัครมากขึ้น เพราะนโยบายคล้ายๆกันทั้งหมด

ส่วนที่พรรคเพื่อไทยตั้งเป้า 310 เสียง เพื่อแลนด์สไลด์ รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ต้องดู เพราะมีพรรคการเมืองอื่นเริ่มหาเสียงมากและดูดคะแนนมากขึ้น ฉะนั้นช่วงท้ายจะมีการโจมตีพรรคเพื่อไทยมากขึ้น และมองว่าแลนด์สไลด์ 310 เสียง น่าจะยาก คนรุ่นใหม่หันมาดูพรรค และยังมีพรรคทางเลือกอื่นๆ เช่น ก้าวไกล เสรีรวมไทย รวมถึงพรรคอื่นๆคงมีกลยุทธ์อีก

ส่วนที่น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร มีคะแนนิยมในพื้นที่อีสานมากกว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น จากการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้าก็พบเป็นเช่นนั้น แต่คิดว่าตอนนี้พรรครวมไทยสร้างชาติกระแสดีขึ้น ยังเหลือเวลาที่จะสร้างคะแนนได้อีก แต่อย่างไรก็ตามคนอีสานไม่ค่อยเปลี่ยนใจเท่าไหร่ หากเทียบกับภาคอื่น

ด้านน.ส.รัชวดี แสงมหะหมัด นักวิชาการผู้ชำนาญการ สำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า จากการสำรวจของสถาบันพระปกเกล้าพบว่า เมื่อปี2553 ประชาชนยังมีความไม่เข้าใจทางการเมืองมากหนัก ต่อมาปี2557-2565 ประชาชนเริ่มเข้าใจและติดตามสถานการณ์ศึกษาสถานการณ์การเมืองมากขึ้น แต่ยังไม่เห็นความสามารถที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ ต่อเนื่องไปจนถึงการไม่มีอิทธิพลทางการเมืองต่อรัฐบาลและมีแนวโน้มพึงพอใจต่อระบอบประชาธิปไตยลดลงต่อเนื่อง แต่ยังต้องการมากกว่าระบอบอื่นๆ ซึ่งเมื่อ10ปีที่แล้ว (ปี2555) ประชาชนให้คะแนนความเป้นประชาธิปไตยเพียง 5 คะแนน ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 6.92 และอีก10ปีข้างหน้าเป็น8.03 สะท้อนให้เห็นว่า  ยังคาดหวังว่าจะดีขึ้น

ความเข้าใจทางการเมืองความเข้าใจทางการเมือง

มุมมองต่อระบอบประชาธิปไตยมุมมองต่อระบอบประชาธิปไตยความต้องการระบอบประชาธิปไตยความต้องการระบอบประชาธิปไตย

‘กกต.’ แจ้งข่าว ‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ เสร็จแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544945

16 มี.ค. 2566

'กกต.' แจ้งข่าว 'แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่' เสร็จแล้ว

‘กกต.’ กำลัง อยู่ระหว่าง นำเรื่องการ ‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ ซึ่งพิจารณาเสร็จแล้ว ส่งลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ประกาศจาก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แจ้งว่า  วันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้พิจารณา ร่างประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวนเขตเลือกตั้ง และท้องที่ที่ประกอบเป็นเขตเลือกตั้งที่ได้จัดทำขึ้นตามรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติแล้ว ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เห็นชอบร่างประกาศดังกล่าว ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจะได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้สำนักเลขาธิการคณะ รัฐมนตรีลงประกาศในราชกิจจานูเบกษาโดยเร็วต่อไป

เอกสารข่าว สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เอกสารข่าว สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

‘ก้าวไกล’ กัดไม่ปล่อย ยื่น ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ เอาผิดศักดิ์สยาม ม.144

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544944

16 มี.ค. 2566

'ก้าวไกล' กัดไม่ปล่อย ยื่น 'ศาลรัฐธรรมนูญ' เอาผิดศักดิ์สยาม ม.144

ฝ่ายค้าน ยื่น ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ วันพรุ่งนี้ เอาผิด ‘ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ ตามรัฐะรรมนูญมาตรา 144 โทษตัดสิทธิ์เป็นรัฐมนตรี 2ปี

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ในฐานะผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 จะร่วมกันยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 17 มีนาคมนี้ สืบเนื่องจากกรณีศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยกรณีการคงไว้ซึ่งหุ้นส่วน และยังคงเป็นผู้ถือหุ้น และเจ้าของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยวันพรุ่งนี้ จะเป็นการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144

ก่อนหน้านี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านเคยยื่นต่อประธานสภาฯ มาแล้ว พร้อมกับคำร้องมาตรา 170 และมาตรา 82 ที่มีผลให้ศักดิ์สยามถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่เนื่องจากฝ่ายกฎหมายของสภาฯ ตีความว่าความผิดตามมาตรา 144 นั้นไม่อยู่ในอำนาจของประธานสภาฯ ที่จะยื่น ทางพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชาติ จึงร่วมกันร่างคำร้องและรวบรวมรายชื่อ สส. จำนวน 1 ใน 10 ของ สส. ทั้งหมด เพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง 

ปกรณ์วุฒิบอกว่า ปัจจุบันได้รายชื่อ สส. ครบแล้ว จังหวะการยื่นครั้งนี้ไม่ใช่การฉวยโอกาสทางการเมือง เพราะตั้งแต่แรกคำร้องตามมาตรา 144 เคยอยู่ในคำร้องเดียวกันกับคำร้องฉบับก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 แต่เมื่อทางประธานสภาฯ แจ้งว่าไม่มีอำนาจในการยื่นตามมาตรา 144 ทำให้ต้องตัดเนื้อหาบางส่วนออก ดังนั้น คำร้องฉบับนี้ จึงมีความจำเป็นที่ต้องยื่นอยู่แล้ว เพราะเป็นส่วนประกอบที่จะทำให้คำร้องฉบับก่อนหน้านั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยคาดว่าผลคำวินิจฉัยในคำร้องก่อนหน้า จะส่งผลต่อเนื่องมาถึงคำร้องนี้ด้วย

เมื่อถามถึง คำร้องเดิมที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ไปแล้วนั้น ปกรณ์วุฒิกล่าวว่า เมื่อดูตามข้อกฎหมายแล้ว เรื่องนี้จะมีผลสืบเนื่องในอนาคต เพราะตามคุณสมบัติของรัฐมนตรีนั้น ระบุว่าหากเคยถูกวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติ จะไม่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ไปอีก 2 ปี ดังนั้น คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องมีคำวินิจฉัยอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าศักดิ์สยาม จะยังอยู่ในตำแหน่งในวันที่มีคำวินิจฉัยหรือไม่ก็ตาม

ทั้งนี้ สาระสำคัญ รัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสาม ระบุว่า “ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้”

‘วัชระ’ จี้ป.ป.ช.ส่งศาลวินิจฉัยปม ‘สุชาติ’ ขาดคุณสมบัติ นั่งกก.ป.ป.ช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544940

16 มี.ค. 2566

'วัชระ' จี้ป.ป.ช.ส่งศาลวินิจฉัยปม 'สุชาติ' ขาดคุณสมบัติ นั่งกก.ป.ป.ช.

‘วัชระ เพชรทอง’ อดีตสส.ปชป. ย้อนเกล็ด ร้องประธานป.ป.ช. เร่งส่งศาลรธน.วินิจฉัย ‘สุชาติ ตระกูลเกษมสุข] หลังพบปมขาดคุณสมบัตินั่งเก้าอี้กรรมการ ป.ป.ช.

16 มี.ค. 2566 เมื่อเวลา 10.30 น.ที่สำนักงานป.ป.ช.นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือผ่านนายธวัชชัย สุขศิริผล หัวหน้ากลุ่มปฏิบัติการรักษาความปลอดภัย สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ ป.ป.ช.ถึงพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ ป.ป.ช. ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยคุณสมบัตินายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข กรรมการ ป.ป.ช. ว่าขาดคุณสมบัติตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 9 (1) หรือไม่

นายวัชระ กล่าวว่า จากกรณีที่มีคลิปข่าวออนไลน์ไทยนิวส์ที่อ้างถึงนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับคุณสมบัติของนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข กรรมการ ป.ป.ช. ว่าขาดคุณสมบัติตามกฏหมายป.ป.ช.ดังกล่าวโดยระบุว่า “ไม่ได้รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี”

เนื่องจากอดีตดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งมีนบุรี 6 เดือน ซึ่งคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ระบุแล้วว่าไม่เทียบเท่าตำแหน่งอธิบดี และตามข่าวสำนักงาน ป.ป.ช. ที่อ้างถึงนายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ชี้แจงว่าเป็นการผ่านกระบวนการขั้นตอนการรับตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. อย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการนั้น 

นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ร้อง ป.ป.ช.ส่งศาลวินิจฉัยปม นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ร้อง ป.ป.ช.ส่งศาลวินิจฉัยปม

'วัชระ' จี้ป.ป.ช.ส่งศาลวินิจฉัยปม 'สุชาติ' ขาดคุณสมบัติ นั่งกก.ป.ป.ช.

เรื่องนี้มีความสำคัญและอยู่ในความสนใจของสาธารณชน ดังนั้นเมื่อมีผู้ข้องใจหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข กรรมการ ป.ป.ช.จึงขอเรียกร้องให้ประธานป.ป.ช.ทำคำร้องส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่านายสุชาติาดคุณสมบัติหรือไม่ภายใน 30 วันนับแต่ได้รับหนังสือฉบับนี้ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเป็นองค์อิสระตามรัฐธรรมนูญ โปร่งใสและตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล

'วัชระ' จี้ป.ป.ช.ส่งศาลวินิจฉัยปม 'สุชาติ' ขาดคุณสมบัติ นั่งกก.ป.ป.ช.
'วัชระ' จี้ป.ป.ช.ส่งศาลวินิจฉัยปม 'สุชาติ' ขาดคุณสมบัติ นั่งกก.ป.ป.ช.

อนึ่ง ได้ทราบข่าวว่าทีมงานนายสุชาติประกาศว่านายสุชาติ จะเป็นประธาน ป.ป.ช. ต่อจากพล.ต.อ.วัชรพล ไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร หากเป็นจริงยิ่งต้องพิสูจน์คุณสมบัติต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุด หากไม่ดำเนินการอาจเข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องรวมถึงมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561จึงขอให้พิจารณาดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายอย่างเร่งด่วน

'วัชระ' จี้ป.ป.ช.ส่งศาลวินิจฉัยปม 'สุชาติ' ขาดคุณสมบัติ นั่งกก.ป.ป.ช.

สองแกนนำ ‘กลุ่มสามมิตร’ ถอนยวงจาก ‘พรรคพลังประชารัฐ’ แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544927

16 มี.ค. 2566

สองแกนนำ 'กลุ่มสามมิตร' ถอนยวงจาก 'พรรคพลังประชารัฐ' แล้ว

สมศักดิ์ เทพสุทิน – สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำ ‘กลุ่มสามมิตร’ โบกมือลาพลังประชารัฐ หอบลูกทีมตามไปด้วยหลายคน นัดแุถลงข่าวพรุ่งนี้

นอกจาก นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สองแกนนำ กลุ่มสามมิตร พรรคพลังประชารัฐ  ซึ่งรองหัวหน้าพรรคคนหนึ่งบอกกับคมชัดลึกว่า จะยื่นหนังสือลาออกจากพรรคในวันนี้แล้ว ยังมี สส.บัญชีรายชื่อและ สส. เขตอีกส่วนหนึ่ง ลาออกตามไปด้วย แต่ไม่กระทบกับพรรค เพราะมีคนใหม่ย้ายเข้ามาด้วยเช่นกัน 

ก่อนหน้านี้ สมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์ พรรคพลังประชารัฐ และมีตำแหน่งบริหารเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้เหตุผลการย้ายพรรคไว้ว่า เป็นเพราะทำภาระกิจเสร็จแล้ว และสภาวะดินฟ้าอากาศเปลี่ยน เราต้องดำเนินการให้เข้ากับสภาพอากาศ ขอให้ทุกท่านรอติดตาม ในวันที่ 17 มี.ค.นี้ เวลา 14.00 น. ที่ร้านกินเส้น จ.นนทบุรี จะจัดแถลงข่าวให้ทราบอีกครั้ง  ท่าทีของสมศักดิ์  สอดรับกับพรรคเพื่อไทย ที่จะเปิดตัวผู้สมัคร สส. 400 เขต ณ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในช่วงเย็นวันเดียวกัน เป็ฯที่ทราบกันว่า กลุ่มสามมิตร จากพรรคพลังประชารัฐ จะย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทย 

นาย สมศักดิ์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า การตัดสินใจทางการเมือง ขึ้นอยู่กับ นาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่ม  และที่ผ่านมา กลุ่มสามมิตร ไม่เคยเป็นฝ่ายค้าน