‘เศรษฐา’ ไม่ตอบจับขั้วการเมือง ยินดี สมศักดิ์-สุริยะ ร่วมพรรคเพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544910

15 มี.ค. 2566

'เศรษฐา' ไม่ตอบจับขั้วการเมือง ยินดี สมศักดิ์-สุริยะ ร่วมพรรคเพื่อไทย

‘เศรษฐา ทวีสิน’ มองจดหมาย บทสรุป ก้าวข้ามความขัดแย้ง ของพล.อ.ประวิตร เป็นเรื่องดี ไม่ตอบจับขั้วการเมือง ขอมุ่ง แลนสไลด์ 310 เสียง ยินดีสมศักดิ์- สุริยะ ร่วมพรรคเพื่อไทย

15 มี.ค. 2566 ที่ตลาดหน้าสมาพันธ์และลานกีฬาสมาพันธ์แฟลตคลองจั่น ซอยนวมินทร์ 6 กรุงเทพมหานคร นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย กล่าวถึงจดหมายของพล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่กล่าวถึงบทสรุปของความขัดแย้ง ว่า ตนยังไม่ได้อ่านจดหมาย แต่เมื่อได้ยินคำว่า“ก้าวข้ามความขัดแย้ง”ถือว่าเป็นนิมิตรหมายอันดี

“เพราะพูดกันหลายครั้งแล้วในเรื่องนี้ ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่ได้ขัดแย้งกับใคร มีความขัดแย้งกับความยากจน ความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียม จากนี้จนถึงเลือกตั้งพยายามเร่งที่จะกลั่นนโยบายที่โดนใจประชาชนออกมา”

เมื่อถามว่า มองการออกจดหมายของพลเอกประวิตรอย่างไร ดูเหมือนจะอยากจับมือกับทุกพรรค นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนไม่ได้คิดตรงนั้น ดูแต่พรรคเพื่อไทยอย่างเดียวเพราะเรามีจุดมุ่งหมายที่ต้องได้คะแนนเสียงที่เยอะที่สุดช่วงนี้เป็นเรื่องที่ต้องจัดทำนโยบายและเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วประเทศฟัง ซึ่งจดหมายดังกล่าวตนยังไม่ได้อ่านแต่ก็ชอบในคำที่ว่า“ก้าวข้ามความขัดแย้ง”

ส่วนการอนุมัติงบประมาณเทกระจาดเป็นแสนล้านในคณะรัฐมนตรี(ครม.) นัดสุดท้าย นั้น นายเศรษฐา ระบุว่า เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ การติดตามว่าเพื่อประชาชนจริงหรือไม่ ถ้าพรรคเพื่อไทยได้รับข้อความไว้วางใจให้มาอยู่ในสภาเยอะเชื่อว่าการตรวจสอบจะเข้มแข็งและสามารถกำหนดนโยบายที่เป็นประโยชน์ซึ่งเราสามารถคำนวณงบประมาณได้

'เศรษฐา' ไม่ตอบจับขั้วการเมือง ยินดี สมศักดิ์-สุริยะ ร่วมพรรคเพื่อไทย

นายเศรษฐา ทวีสินนายเศรษฐา ทวีสิน

ส่วนการขึ้นค่าตอบแทนกำนันผู้ใหญ่บ้านมองว่าเป็นการหาเสียงหรือไม่นั้น นายเศรษฐา มองว่าการเพิ่มรายได้เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องดูด้วยว่าวินัยการเงินการคลังของประเทศ อยู่ตรงจุดไหน ไม่ได้ดูตัวเลข และที่สำคัญเราต้องดูด้วยว่า ภาครัฐจะนำงบประมาณมาจากไหน และจะนำงบประมาณกลับมาอย่างไรจะมีรายได้ได้อย่างไรต้องดูองค์รวมทั้งหมด

สำหรับกรณีที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สส.ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ย้ายมาอยู่กับพรรคเพื่อไทยนั้น จะเป็นการตอกย้ำว่าพรรคจะได้เสียง 310 เสียงในสภาหรือไม่ ตนมองว่าขึ้นอยู่กับนโยบายที่จะเผยแพร่ออกไปเพราะในอดีตตั้งแต่ไทยรักไทย พลังประชาชนจนถึงเพื่อไทยเราใช้นโยบาย ทำได้จริงคิดใหญ่ ทำเป็น ส่วนสส.ที่จะย้ายมาเชื่อว่าทุกคนมีความเชื่อในนโยบายและคงช่วยกันไปให้จนถึงจุดมุ่งหมาย ตนยินดีต้อนรับ

'เศรษฐา' ไม่ตอบจับขั้วการเมือง ยินดี สมศักดิ์-สุริยะ ร่วมพรรคเพื่อไทย
'เศรษฐา' ไม่ตอบจับขั้วการเมือง ยินดี สมศักดิ์-สุริยะ ร่วมพรรคเพื่อไทย
'เศรษฐา' ไม่ตอบจับขั้วการเมือง ยินดี สมศักดิ์-สุริยะ ร่วมพรรคเพื่อไทย

ปรากฎการณ์ ‘พรรคการเมือง’ หาเสียงผ่าน Social เลือกตั้ง66 ดุเดือดกว่าที่เคย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544889

15 มี.ค. 2566

ปรากฎการณ์ 'พรรคการเมือง' หาเสียงผ่าน Social เลือกตั้ง66 ดุเดือดกว่าที่เคย

ปรากฎการณ์ ‘พรรคการเมือง’ หาเสียงด้วย Social Media สนาม เลือกตั้ง66 จะดุเดือดมากยิ่งขึ้น ครีเอทีฟสอนมวยคอนเทนต์แบบไหนจะจับใจโหวตเตอร์

บรรยากาศการหาเสียงของ “พรรคการเมือง” เริ่มดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ  หลายพรรคเปิดตัวแคนดิเดตนายก ประกาศนโยบายเรียกคะแนนจาก โหวตเตอร์ กันแบบไม่มีใครปราณีใคร ทุกคนงัดกลยุทธ์การหาเสียงเพื่อจะให้พรรคตัวเองได้คะแนนโหวต และได้เก้าอี้ ส.ส.มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการติดป้ายหาเสียง ริมทางเท้า ข้างเสาไฟฟ้า การเปิดเพจเฟซบุ๊กสำหรับนำเสนอนโยบายของตัวเองให้สามารถจับใจโหวตเตอร์ได้มากที่สุด

แต่นับจากนี้ต่อไปประชาชนหรือ โหวตเตอร์ทั้งหลายที่เล่นโซเชียลอาจจะถูก “พรรคการเมือง” ยิงแอดในช่องทางต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็น Facebook Youtube  Tiktok  Line เพื่อขายนโยบายกันมากยิ่งขึ้น ปรากฎการณ์การใช้ Social Media เพื่อหาเสียงนั้นเริ่มต้นและเป็นผลมากที่สุดในช่วงปี 2562 ที่ พรรคอนาคตใหม่ (ชื่อก่อนถูกยุบพรรค) ชนะการเลือกตั้งและได้คะแนนจากโหวตเตอร์มากที่สุด  รวมถึง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนปัจจุบัน ที่กวาดคะแนนอย่างท่วมท้นกันมาแล้ว ด้วยกลยุทธ์การหาเสียงผ่านโซเชียลมีเดียที่จับคนกรุงเทพฯได้แบบอยู่หมัด  

แน่นอนว่าความสำเร็จของ “พรรคการเมือง” และนักการเมืองทั้ง 2 กรณีไม่ได้เกิดมาจากการใช้ Social Media  หาเสียงแบบเปิดเพจ แปะรูป อย่างแน่นอน เพราะรูปแบบการหาเสียงผ่าน Social Media แม้ว่าทุกพรรคจะมองว่าเป็นเทรนด์และเป็นช่องทางที่ดีที่สุดสำหรับการเข้าถึงใจโหวตเตอร์ แต่ก็ไม่ได้ทำกันง่าย ๆ เหมือนปลอกกล้วย

นายประกิต กอบกิจวัฒนา ครีเอทีฟและทีมกลยุทธ์ของชัชชาติ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของพรรคอนาคตใหม่และผู้ว่าฯชัชชาติ ให้สัมภาษณ์กับ คมชัดลึก ถึง มุมมอง รูปแบบ การหาเสียงของพรรคการเมืองผ่านโซเชียลสำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้อย่างสนใจ ว่า  การใช้โซเชียลมีเดียในการหาเสียงไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องแปลกในสนามการเมือง เพราะจากนี้ไปเราจะได้เห็นแต่ละพรรคทุ่มเงินไปกับการซื้อแอดบนโซเชียลมีเดีย และยิงโฆษณาไปยังกลุ่มโหวตเตอร์ที่เป็นเป้าหมายมากขึ้น  และในการเลือกตั้งครั้งนี้ช่องทางหาเสียงที่เรียกว่า โซเชียลมีเดียจะยิ่งดุเดือดมาก ๆ เพราะทุกพรรคเห็นความสำเร็จจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ และทุกคนสามารถใช้โซเชียลได้

ประกิต กอบกิจวัฒนา ครีเอทีฟและทีมกลยุทธ์ของชัชชาติประกิต กอบกิจวัฒนา ครีเอทีฟและทีมกลยุทธ์ของชัชชาติ

ที่แน่ๆ คือ ทุกพรรคมีความพร้อมและมีความเท่าเทียมในการใช้โซเชียลแบบพอๆ กัน แต่สิ่งที่จะทำให้แต่ละพรรคเกิดความได้เปรียบและเสียเปรียบจากการหาเสียงผ่านโซเชียล คือการคิดกลยุทธ์ คอนเทนต์ที่จะทำยังไงให้สามารถแย่งเวลาของโหวตเตอร์มาจากคอนเทนต์อื่น ๆ ที่มีอย่างมากมายในโลกโซเชียล เพราะแค่นโยบาย และภาพลงพื้นที่ กินข้าว หอมแก้ม คงไม่เพียงพอ 

ประกิต กอบกิจวัฒนา ครีเอทีฟและทีมกลยุทธ์ของชัชชาติประกิต กอบกิจวัฒนา ครีเอทีฟและทีมกลยุทธ์ของชัชชาติ

  • ลงพื้นที่และใช้โซเชียลมีเดียการหาเสียงที่ตัดขาดกันไม่ได้ 

ในยุคที่โลกทรานฟอร์มไปสู่ยุคดิจิทัล หลายคนอาจจะคาดหวังว่าต่อไปการหาเสียงแบบเคาะประตู ขึ้นเวทีปราศรัยอาจจะตายไปจากสนามการเมือง แต่ในความเป็นจริงรูปแบบการหาเสียงแบบดั่งเดิม และแบบที่ใช้ Social จำเป็นที่จะต้องทำคู่กัน โดย ประกิต ได้อธิบายเรื่องรูปแบบการหาเสียง และการใช้ Social ในการหาเสียงไว้อย่างน่าสนใจ ว่า ไม่ว่าจะยังไงการหาเสียงทั้ง 2 รูปแบบก็แยกออกจากันไม่ได้ เพราะพรรคการเมืองจำเป็นจะต้องลงพื้นที่จริง ขึ้นเวลาปราศรัยจริง สัมผัสชีวิตของประชาชนจริง ๆ เพื่อที่จะได้นำข้อมูลเหล่านั้นมาผลิตเป็นคอนเทนต์และเผยแพร่ลงในเพจ เพราะจริงๆ แล้วโซเชียลเป็นเพียงช่องทางที่เราจะเอาเรื่องราวจากการลงพื้นที่มาทำเป็นคอนเทนต์ เพื่อให้เกิดการขยี้ใจเหล่าโหวตเตอร์ต่อเท่านั้น และแน่นอนว่าโซเชียลไม่ใช่พื้นที่ที่พรรคการเมืองจะให้หาเสียงได้โดยตรง แต่โซเชียลเป็นเพียง 1 ช่องทางการสื่อสารที่พรรคจะต้องเอานโยบาย สิ่งที่อยากสื่อสารมาฝากไว้และให้เหล่าโหวตเตอร์ได้เข้ามารับชมเท่านั้น และตัดสินใจต่อจากนี้

ประกิต กอบกิจวัฒนา ครีเอทีฟและทีมกลยุทธ์ของชัชชาติ ประกิต กอบกิจวัฒนา ครีเอทีฟและทีมกลยุทธ์ของชัชชาติ

  • Social Media แต้มต่อดึงคะแนนจากโหวตเตอร์ 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้ไม่มีพรรคไหนที่ไม่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ หรือ ใช้โซเชียลในการหาเสียง ขอคะแนนจากประชาชน ซึ่งพรรคที่ใช้โซเชียลมีโอกาสที่จะได้คะแนนจากประชาชนอย่างแน่นอน เพราะทุกวันนี้ไม่มีใครไม่เช่นโซเชียล แต่การใช้โซเชียลมีเดียในการหาเสียงให้ได้ผลจะต้องมีการวางแผน วางกลยุทธ์ที่เหมาะสม เวลาก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน แน่นอนว่าพรรคที่ใช้โซเชียลในการสื่อสารมาก่อนมีความได้เปรียบ พรรคที่เพิ่งจะเริ่มทำแต่ไม่ว่าจะทำช้าหรือเร็ว เนื้อหา กลยุทธ์ คือหัวใจสำคัญของการหาเสียงบนโลกโซเชียล และต่อจากนี้ไปการหาเสียงบนโซเชียลจะกลายเป็นเกมบังคับที่มีผลต่อคะแนนโหวต และมีส่วนสำคัญในการสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างพรรคการเมืองและโหวตเตอร์ โดยเราเห็นได้จากความสำเร็จของพรรคอนาคตคตใหม่ หรือ พรรคก้าวไกล ที่มีคอนเทนต์เด็ดๆ มาเสริ์ฟให้คนได้ดูตลอดเวลา

ประกิต กอบกิจวัฒนา ครีเอทีฟและทีมกลยุทธ์ของชัชชาติประกิต กอบกิจวัฒนา ครีเอทีฟและทีมกลยุทธ์ของชัชชาติ

  • ใช้ Social หาเสียงไม่ถูกวิธีไม่ ไม่มีกลยุทธ์ ไม่ต่างจากการว่ายน้ำในมหาสมุทร 

ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย แต่การหาเสียงผ่านโซเชียลมีเดียไม่ได้ทำกันได้ง่าย ๆ อย่างที่ทุกคนกำลังคิด เพราะกว่าจะได้หนึ่งคอนเทนต์ต้องผ่านการเก็บข้อมูล วางแผน ทำการวิเคราะห์มาอย่างยาวนาน  นายประกิต อธิบายเรื่องการ สร้างคอนเทนต์และกลยุทธ์ในการหาเสียงผ่านโซเชียลมีเดีย ว่า หากการใช้โซเชียลมีเดียของพรรคการเมืองไม่มีวางแผนที่ดี ไม่ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์มาก่อนก็ไม่ต่างอะไรจากเพจที่เอาไว้โปรโมตภาพกิจกรรม ดังนั้นพรรคการเมืองอย่าลืมว่าจะต้องออกแบบการนำเสนอยังไงให้เนื้อหาสามารถหยุดโหวตเตอร์ให้ดูเราจนจบได้ ในขณะนี้รอบตัวโหวตเตอร์ก็มีคอนเทนต์จำนวนมากวิ่งเข้ามาหาอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันตนเห็นว่า ทุกพรรคเปิดเพจ นักการเมืองทุกคนมีเพจ สิ่งนี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่าหลายพรรคตีความเรื่องการใช้โซเชียลหาเสียงผิดไป  

ครีเอทีฟทีมชัชชาติครีเอทีฟทีมชัชชาติ

  • สอนมวยพรรคการเมืองวางกลยุทธ์หาเสียงให้ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง 

ไม่มี “พรรคการเมือง”  ไหนจะเลี่ยงการหาเสียงผ่านโซเชียลได้ โดยเฉพาะในช่วงของการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนับจากนี้ และโค้งสุดของการหาเสียง รวมไปถึงช่วงเวลาของการดีเบต นายประกิต ให้แนวทางสำหรับนักการเมืองเพื่อใช้เป็นดาบในการหาเสียงสำหรับโกยคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ว่า นอกจากจะต้องวางแผนทำคอนเทนต์ให้ดี ให้โดนใจโหวตเตอร์ พรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับการสร้างเพจให้เป็นพื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วม (involve)เพื่อจะได้เห็นปัญหา และเข้าใจในสิ่งที่คนต้องการจริง ๆ  เมื่อเราเข้าใจและรู้ที่ไปที่มาเราสามารถนำสิ่งที่ประชาชนเข้ามาแสดงความเห็นมาแปรเปลี่ยนเป็นโยบายหรือสิ่งที่ต้องทำให้แก่โหวตเตอร์ของเราได้ 

“ความเปลี่ยนแปลงในการหาเสียงนับจากนี้ที่เราจะได้เห็นคือ การใช้โซเชียลมีเดียในการหาเสียงแบบสร้าสรรค์ ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย และรูปแบบการหาเสียงที่จะมาบลัฟคู่ต่อสู้จะมีให้เห็นน้อยลง” ประกิตกล่าวทิ้งท้าย 

อย่างไรก็ตามหัวใจสำคัญของการหาเสียงของ “พรรคการเมือง” คือ การวางนโยบายให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และจะต้องรู้ลึกถึงปัญหาจริง ๆ ใช้โซเชียลมีเดียเป็นหนึ่งช่องทางในการกระจายนโยบาย และสิ่งที่อยากสื่อสารกับประชาชนให้ตรงจุด ที่สำคัญอย่าสูญเสียความเป็นตัวตนและภาพลักษณ์ที่เคยทำมาตลอดไม่เช่นนั้นจะทำให้”พรรคการเมือง” จะสูญเสียโหวตเตอร์ไปแบบไม่รู้ตัว ดังนั้นการทำการตลาดการเมืองหรือ Polisic Maketing จึงเป็นวิธีการที่พรรคกาเมืองเลือกใช้มาโดยตลอด เพราะหากตีความพรรคการเมืองไม่ต่างจากสินค้า ที่มีกลุ่มโหวตเตอร์เป็นกลุ่มเป้าหมาย ประชาชนจะจดจำเราได้จากคาแรคเตอร์ ตัวบุคคล จุดยืน ของพรรคการเมือง ดังนั้นหากจะพูดว่า  Polisic Maketing และ Social media เป็นสิ่งที่นักการเมืองต้องทำควบคู่กันไปในสนามการเลือกตั้งครั้งนี้    

‘พลังประชารัฐ’ คว้าอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังร่วม ‘ทีมเศรษฐกิจ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544891

15 มี.ค. 2566

'พลังประชารัฐ' คว้าอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังร่วม 'ทีมเศรษฐกิจ'

ไม่มีปัญหา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดตัวเข้าร่วม ‘ทีมเศรษฐกิจ’ กับ ‘พรรคพลังประชารัฐ’ เคยมีรายชื่อดรีมทีมเศรษฐกิจกับมิ่งขวัญมาก่อน

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐพร้อมแกนนำ  ร่วมแถลงข่าวเปิดตัว นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เป็นทีมเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ ร่วมทำงานกับ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ที่เปิดตัวมาก่อนหน้านี้

พลเอกประวิตร ขอบคุณและยินดี ที่ทั้งสองให้เกียรติมาร่วมทำงานกับทางพรรคและทำงานเพื่อประโยชน์แก่ประชาชน ซึ่งทีมเศรษฐกิจของพรรคพลังประชารัฐพร้อมที่จะแก้ปัญหาให้กับบ้านเมืองให้มีกินมีใช้ ยกระดับความเป็นอยู่ให้กับประชาชนได้จึงขอฝากผ่านสื่อมวลชนว่าพรรคพลังประชารัฐมีทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง พร้อมทำงานให้กับประชาชน ยืนยันว่าสามารถทำงานร่วมกันได้ เพราะทุกคน ล้วนมีความรู้ ความสามารถ รับรองว่าผลงานออกมาดีอย่างแน่นอน

ส่วนทีมเศรษฐกิจจะมีใครมาเพิ่มเติมหรือไม่นั้น พลเอกประวิตรระบุว่า แค่นี้ก็เพียงพอ ที่จะทำงานให้กับบ้านเมืองแล้วเทีมเศรษฐกิจของพรรคพลังประชารัฐไม่ไปสู้กับผักอื่นไม่ไปสู้กับใครแต่จะสู้กับประเทศชาติสู้กับเศรษฐกิจเพื่อให้ประชาชนได้อยู่ดีกินดีมีความเท่าเทียมกันทุกคน

เปิดตัวทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชารัฐเปิดตัวทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชารัฐ

นายธีระชัย ให้เหตุผลการตัดสินใจร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะประเทศกำลังจะประเชิญปัญหาใหญ่ในอีก3-4 ปีข้างหน้า ที่เกิดจากภูมิศาสตร์ของโลก ซึ่งจะเป็นคลื่นลูกใหญ่จะซัดเข้ามาทั้งด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรวมถึงปัญหาที่สะสมมาหลายปีเช่นปัญหาเศรษฐกิจการเงินโลก การบริหารประเทศต้องเพิ่มนโยบายที่เน้นทำให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในตัวเอง โดยใช้ศาสตร์ของพระราชาอย่างแท้จริงไม่ใช่รอว่าเมื่อไหร่จะมีนายกรัฐมนตรีที่เด่นดัง

มล.กรกสิวัฒน์  บอกเหตุผลที่ตัดสินใจเข้ามาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะ ทำงานด้านนโยบายมาอย่างต่อเนื่องถึง 15 ปีและมองเห็นแล้วว่าการจัดการเรื่องพลังงานต้องนึกถึงผลประโยชน์สูงสุดต่อ ประชาชนและไม่เคยได้ยินพรรคการเมืองไหนพูดถึงเรื่องนี้จน จนได้มาพบกับพลเอกประวิตร ทำให้ได้ทราบว่าพรรคพลังประชารัฐไม่มีเจตนาแค่ลดราคาพลังงานอย่างเดียว

แต่มีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ตั้งแต่โครงสร้าง  ที่สำคัญยังมีการมองปัญหาแบบองค์รวม ว่าจะจัดการปัญหาอย่างไร  ซึ่งพลเอกประวิตรถือเป็นคนที่ใจกว้างและรับฟังพร้อมแลกเปลี่ยนปัญหาไปด้วยกัน เป็นประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานที่มีการรับฟังกันอย่างเต็มที่ภายในพรรค

แนะรัฐบาลผลักดัน​ ‘อาหารไทย’ สู่ครัวโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544887

ขวัญเรียม​ แก้ว​สุวรรณ​

15 มี.ค. 2566

แนะรัฐบาลผลักดัน​ ‘อาหารไทย’ สู่ครัวโลก

ผู้ประกอบการแนะรัฐดัน​ “อาหารไทย” เป็น “ซอฟต์พาวเวอร์​” นำวัตถุดิบอาหารเป็นใบเบิกทางสู่ “ครัวโลก” พร้อมส่งเสริมอาหาร “สตรีทฟู้ด” ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นโกยรายได้เข้าประเทศ

เวทีเสวนา “อนาคตประเทศไทย Soft Power ขับเคลื่อนประเทศ?”  จัดโดย​เครือเนชั่น​ กรุ๊ป ฉายภาพความสำคัญของ “อำนาจละมุน” หรือซอฟต์พาวเวอร์ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าอาหารไทย ศิลปวัฒนธรรม กีฬา ที่จะช่วยสร้างรายได้จำนวนมหาศาล ซึ่งตัวแทนหน่วยงาน และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องมีข้อเสนอแนะไว้อย่างน่าสนใจ 

เวทีเสวนา “อนาคตประเทศไทย Soft Power ขับเคลื่อนประเทศ?”  จัดโดย​เครือเนชั่น​ กรุ๊ปเวทีเสวนา “อนาคตประเทศไทย Soft Power ขับเคลื่อนประเทศ?” จัดโดย​เครือเนชั่น​ กรุ๊ป

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร สะท้อนให้เห็นว่า ร้านอาหารไทยในแต่ละประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา มีร้านอาหารไทยอยู่ถึง 5,000 ร้าน รวมถึงในประเทศอื่นๆ​ อีกมาก พบว่าเฉพาะมูลค่าการสั่งซื้อวัตถุดิบอาหารไทยในสหรัฐฯ เช่น ส่วนผสมต่างๆ ทั้งอาหารพร้อมรับประทาน,อาหารที่นำไปปรุงและของสด มีมูลค่าถึงปีละ 3,092 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  เช่นเดียวกับประเทศชิลี ที่มีมูลค่านำเข้าของกินเล่นขนมจากประเทศไทย 2,650 ล้านดอลลาร์ 

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารนายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร​​​​​​

ดังนั้น จะมีสินค้า​ Geographical Indication  (GI)​ สินค้าที่มี​ GI หรือเครื่องหมายสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตที่เฉพาะเจาะจงซึ่งคุณภาพหรือชื่อเสียงของสินค้านั้นๆ เป็นผลผลิตจากในพื้นที่​ รัฐบาลจึงต้องส่งเสริมให้เป็นสินค้าพิเศษ เช่น​ อาหารทะเลบางประเภท ผลไม้ไทยบางประเภท เป็นต้น 

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่การส่งออกสินค้า แต่มองในแง่การส่งเสริมการท่องเที่ยว หนึ่งในจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทย คืออาหาร ไม่ใช่มากินเฉพาะ “อาหารไทย” แต่รวมถึงร้านอาหารต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นอาหารชาติใด การมากินในประเทศไทยรสชาติจะอร่อยที่สุด
เขาเสนออีกว่า รัฐบาลควรประชาสัมพันธ์ในเชิงประวัติศาสตร์ของอาหารโดยอาศัยสื่อ เช่น เน็ตฟลิกซ์ภาพยนตร์ หรือภาพยนตร์ต่างประเทศที่มาถ่ายทำในไทย​ รวมถึงสารคดีต่างๆ รัฐบาลควรยกระดับให้ร้านอาหารข้างถนน​ หรือสตรีทฟู้ด​ ให้เป็นมากกว่าแค่ร้านอาหารริมทางเดิน เพื่อสื่อสารให้รู้ถึงวิถีชุมชนของอาหารแต่ละภาค แต่ละท้องถิ่น ซึ่งมีเขตวัฒนธรรม​อาหารไทย เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งประโยชน์ของอาหารแต่ละชนิด สามารถสร้างอัตลักษณ์ให้แต่ละพื้นที่ได้  ขณะเดียวกันรัฐบาลควรมีหน่วยงานส่งเสริมธุรกิจร้านอาหารของคนไทยให้ไปเติบโตทั่วโลก เช่น หน่วยงาน Jetro ของญี่ปุ่น (องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศ) ดูแลด้านกฎหมาย ภาษี  แรงงาน และการนำเข้าส่งออก

ที่สำคัญกว่านั้นรัฐบาลควรส่งเสริมดูแลภาคธุรกิจร้านอาหารมากกว่านี้ เช่น​ ลดขั้นตอนเรื่องใบอนุมัติ การปรับเปลี่ยนเวลาการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ดูแลเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าไฟ ก๊าซหุงต้มต่างๆ 

นายชุมพล แจ้งไพร หรือ “เชฟชุมพล” ผู้เชี่ยวชาญอาหารไทย ระดับมิชลินสตาร์ 2 ดาวนายชุมพล แจ้งไพร หรือ “เชฟชุมพล” ผู้เชี่ยวชาญอาหารไทย ระดับมิชลินสตาร์ 2 ดาว

นายชุมพล แจ้งไพร หรือ “เชฟชุมพล” ผู้เชี่ยวชาญอาหารไทย ระดับมิชลินสตาร์ 2 ดาว อธิบายว่า​  ดีเอ็นเอของ “อาหารไทย” คือมีความแตกต่างและหลากหลายเมื่อเทียบกับอาหารทั่วโลก ได้แก่ รูป รส กลิ่น สี เนื้อสัมผัส ซึ่งอาหารไทยยังมีเรื่องราว แต่ต้องพัฒนาไปให้ทั่วถึง อะไรดีที่อยู่แล้วเก็บไว้ อะไรที่พัฒนาได้ก็ต้องพัฒนาต่อยอดอย่าให้สูญหายไป 

“อาหารไทยเป็นยาที่อร่อยที่สุดในโลก เพราะ ‘อาหารไทย’ มีส่วนผสมของสมุนไพรเยอะ ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือการพัฒนาวัตถุดิบให้ปราศจากสารเคมีตกค้าง เพื่อเป็นใบเบิกทางในการส่งออกไปต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป  นอกจากนี้​ ยังต้องพัฒนาเชฟไทยที่มีคุณภาพเข้าสู่ครัวโลก และพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลในการเรียนรู้อาหารไทยให้ทั่วโลกรับรู้ ไม่ว่าจะเป็นในโลก Metaverse และอาจเทิร์นเป็น NFT ที่มีคุณค่า

“สินค้าไทยที่มีทุกบ้าน​ อย่างซอสศรีราชา หรือน้ำจิ้มไก่​ น้ำจิ้มซีฟู้ด เป็นของที่น่าจับตามองและเป็นของที่ต้องมีทุกบ้าน ซึ่งลอกเลียนแบบได้ยาก เพราะส่วนผสมที่เป็นเอกลักษณ์คือ พริกขี้หนู ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะในประเทศไทย ถือเป็นส่วนผสมสำคัญที่ทรงพลังในเรื่องของรสชาติ เพราะฉะนั้นควรให้ความสำคัญกับการปลูกด้วยกระบวนการปลอดสารเคมีซึ่งจะเป็นใบเบิกทางที่ดีสู่ต่างประเทศ” ” เชฟชุมพล​ ระบุ

‘แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ แล้วเสร็จ ในสัปดาห์นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544884

15 มี.ค. 2566

'แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่' แล้วเสร็จ ในสัปดาห์นี้

ความคืบหน้า ‘การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่’ หลัง กกต. พิจารณาความเห็นจาก ผอ.กกต.จังหวัด เป็นวันที่ 2 มีรายงานว่า จะสามารถส่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ในสัปดาห์นี้

ความคืบหน้า การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ หลังปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนทั่วประเทศไปเมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา  ผอ.กกต. ทั้ง 77 จังหวัดได้ส่ง ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของพรรคการเมืองและประชาชนในจังหวัดประกอบการพิจารณาเสนอแนะการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ของจังหวัด  รวบรวมสรุปความเห็นและข้อเสนอแนะของพรรคการเมืองและประชาชนในจังหวัด  พร้อมผลการพิจารณาข้อเสนอแนะการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ของจังหวัดอย่างน้อยสามรูปแบบเรียงตามลำดับความเหมาะสมต่อ กกต. ตามระเบียบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ข้อ 46 แล้ว ตั้งแต่วานนี้ 

โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีกำหนดพิจารณาแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ในช่วงบ่าย  ของวันที่ 14 มีนาคม เข้าสู่วันที่สองของการพิจารณา มีรายงานว่า ภายในสัปดาห์นี้ กกต.จะส่งเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาได้

หากมีการยุบสภา ตามที่รับมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ธนกร วังบุญคงชนะ บอกไว้ 20 มีนาคม 2566 และมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาแล้ว ขั้นตอนที่จะตามมาคือ

  • กกต. ต้องประกาศกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป กรณีมีการยุบสภา  ซึ่งต้องไม่เร็วกว่า 45 วัน และไม่ช้าเกิน 60 วัน 
  • กำหนดวันรับสมัคร ภายใน 5 วัน นับแต่วันที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภา
  • หลังจากนั้น จะมีการเปิดรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นเวลา 5 วัน
  • ประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ม.46) ภายใน 7 วัน นับแต่มีการปิดรับสมัคร
  • กกต.ต้องประกาศกำหนดหน่วยเลือกตั้ง/ที่เลือกตั้ง(ม.30) และประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (ม.36 )  ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า  25 วัน
  • ส่งหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน(ม.36)/สรรหา,แต่งตั้งคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(ม.19) ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20 วัน
  • ส่วนการแจ้งเปลี่ยนแปลงหน่วยเลือกตั้ง/ที่เลือกตั้ง (ม.30) , แจ้งเพิ่มชื่อ – ถอนชื่อ ( ม.37, ม.38 )  ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10 วัน
  • ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (ม. 33 ) ภายใน 7 วัน ก่อนการเลือกตั้ง
  • ต้องกำหนดให้มีวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง/นอกเขตเลือกตั้ง 1 วัน

เตรียมพร้อม ‘เลือกตั้ง’ ‘ก้าวไกล’ ขอเป็นรัฐบาล ตั้งเป้าเปลี่ยนประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544878

15 มี.ค. 2566

เตรียมพร้อม 'เลือกตั้ง' 'ก้าวไกล' ขอเป็นรัฐบาล ตั้งเป้าเปลี่ยนประเทศ

ประชุมใหญ่พรรค ‘ก้าวไกล’ เตรียมพร้อม ‘เลือกตัั้ง’ ขอเป็นรัฐบาล ตั้งเป้าเปลี่ยนประเทศ มีสส.ทุกภูมิภาค ได้มากกว่าอนาคตใหม่

พรรคก้าวไกลจัดงานประชุมใหญ่ว่าที่ผู้สมัคร สส. ทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ เตรียมความพร้อมรับยุบสภา เข้าสู่โหมดเลือกตั้งเต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายในการเลือกตั้ง คือ ได้ สส. มากกว่าพรรคอนาคตใหม่ และต้องปักธง สส. ได้ครบทุกภาคทั่วประเทศ รวมทั้งขอโอกาสเป็นรัฐบาล เพื่อทำงานให้ได้มากกว่าที่ผ่านมา 

บรรยากาศ การประชุมผู้สมัคร สส. พรรคก้าวไกลบรรยากาศ การประชุมผู้สมัคร สส. พรรคก้าวไกล

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล บอกว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา พรรคก้าวไกลได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเราเป็นพรรคที่ทำงานได้คุ้มค่าภาษีประชาชน เป็นพรรคที่ทำงานอย่างดุดันไม่เกรงใจใคร เกรงใจคนเดียวคือประชาชน แต่เป็นฝ่ายค้าน ทำงานรับใช้ประชาชนไม่เต็มที่ เปลี่ยนประเทศได้น้อยเกินไป เพราะฉะนั้น 4 ปีนับจากนี้ พรรคก้าวไกลจึงขอ สส. มากกว่าสมัยอนาคตใหม่ เพื่อเป็นรัฐบาล ทำงานเปลี่ยนประเทศไทยในแบบที่นักการเมืองในอดีตไม่เคยมีใครทำสำเร็จมาก่อน หรือไม่คิดจะทำ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล

“ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคก้าวไกลมุ่งมั่นที่จะเป็นรัฐบาล เพื่อเข้าไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ได้มากกว่าเดิม หากประชาชนอยากให้เราบริหารประเทศ ขอให้เลือกพรรคก้าวไกลทั้ง 2 ใบ ใบแรกเลือก สส.เขตเอาไว้ใช้งานที่เขตบ้านของท่าน ใบที่สอง เลือกพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาลเพื่อเปลี่ยนประเทศ เรามี สส. แบบพรรคก้าวไกลน้อยเกินไป เราจึงเปลี่ยนประเทศได้เพียงเท่านี้ ในการเลือกตั้งครั้งหน้าเราต้องการ สส.ให้มากที่สุด เพื่อเข้าไปเปลี่ยนประเทศไทยอย่างแท้จริง” พิธากล่าวทิ้งท้าย

เลือกตั้ง66 ‘ชาติไทยพัฒนา’ เปิดตัว ‘ชาติชาย’ อดีตผอ.ออมสิน ร่วมทีมเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544874

15 มี.ค. 2566

เลือกตั้ง66 'ชาติไทยพัฒนา' เปิดตัว 'ชาติชาย' อดีตผอ.ออมสิน ร่วมทีมเศรษฐกิจ

เลือกตั้ง66 ‘ชาติไทยพัฒนา’ เปิดตัว ‘ชาติชาย’ อดีต ผอ.ออมสิน ร่วมทีมเศรษฐกิจ เจ้าตัว บอก ถูกโฉลกสีชมพู เผย ถูกจีบ 5-6 พรรค แต่เลือกชทพ. เหตุไม่ทะเลาะกับใคร

15 มี.ค.2566 :  โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง66 ที่พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรค ชทพ. พร้อมด้วย นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรค ชทพ. ร่วมกันแถลงเปิดตัวทีมเศรษฐกิจพรรค ชทพ. นำโดยนายชาติชาย พยุหนาวีชัย อดีตผู้อำนวยการธนาคารออมสิน พร้อมทีมผู้นำเยาวชน และผู้นำสหภาพแรงงานและสหกรณ์ โดยมีแกนนำพรรคมาร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง

นายวราวุธ กล่าวว่า นายชาติชายเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ด้านการเงิน คร่ำหวอดมานาน เป็นอดีตผู้อำนวยการธนาคารออมสิน มีศักยภาพที่มีหลากหลาย และไม่ได้มาคนเดียว แต่มีบุคลากร คนรุ่นใหม่ ซึ่งคร่ำหวอดกับการทำงานกับประชาชนมานาน มาช่วยก่อร่างสร้างนโยบายเศรษฐกิจของ ชทพ. เพื่อให้ครอบคลุมคนทุกช่วงวัย โดยการประชุมใหญ่สามัญประจำปีในวันที่ 31 มี.ค.นี้ จะเสนอชื่อนายชาติชายเป็นรองหัวหน้าพรรค เช่นเดียวกับนายกนก วงษ์ตระหง่าน และนายสันติ กีระนันทน์ กรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรค โดยทั้งสามคนจะเป็นทีมเศรษฐกิจที่เข้มแข็งให้กับพรรคชาติไทยพัฒนา

นายประภัตร กล่าวว่า ต้องรับว่าขณะนี้นายวราวุธมีวิสัยทัศน์ไปไกล เป็นคนรุ่นใหม่จริงๆ มีการดึงคนรุ่นเก่ามาเสริม มาช่วยเป็นสมองในการแก้ไขปัญหาให้บ้านเมือง ตนเห็นดีและเห็นความพยายามในการปรับตัวเข้าหาประชาชน หาบุคลากรที่มีความสามารถมาช่วยชี้แนะ พร้อมทั้งยอมรับคำชี้แนะและนำไปปฏิบัติ นายชาติชายรู้จักกับตนมาเป็นสิบปี จะมาเป็นสมองให้กับ ชทพ. ทำให้หัวหน้าพรรคได้นำปัญหาต่างๆ ไปแก้ไขและรวดเร็ว

เลือกตั้ง66 เลือกตั้ง66

น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ประธานคณะกรรมการอำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า เมื่อก่อนเราอาจจะไม่ถูกเติมเต็มเรื่องเศรษฐกิจ การได้ทีมงานนี้มาเติมเต็มให้กับพรรค มาช่วยกันทำความฝันของ ชทพ. ที่มีเป้าหมายต้องการแก้ปัญหาให้กับประชาชนทุกระดับ ทุกช่วงวัย พรรคไม่นิยมลด แลก แจก แถม เพราะไม่ยั่งยืน แต่ต้องการช่วยประชาชนแบบชั่วลูกชั่วหลาน ประชาชนต้องยืนได้ด้วยขาตัวเอง ไม่ใช่คอยแต่จะรับ เพราะวันหนึ่งจะหมด แต่เราจะให้วิธีการทำกินกับเขา หาอาชีพใหม่ๆ ที่สำคัญ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นายชาติชาย กล่าวว่า เหมือนชะตาฟ้าลิขิต ตนมาจากธนาคารออมสินผูกพันกับสีชมพู และบังเอิญพรรค ชทพ.ใช้สีชมพู เหมือนฟ้ากำหนดไว้เหมือนกัน ก่อนหน้านี้มีพรรคการเมืองมากกว่า 5-6 พรรคที่เชิญตนไปร่วมงาน แต่ที่ตนเลือกมาช่วยเหลือ ชทพ. เพราะเป็นพรรคการเมืองน้ำดี ผลักดันนโยบายต่างๆ เพื่อไปช่วยเหลือประชาชน เป็นกลาง ไม่ทะเลาะกับใคร เป็นสิ่งที่คิดว่าดีที่สุด ทำการเมืองสร้างสรรค์ ทำนโยบายดีๆ ให้กับประเทศ 

“ผมโชคดีที่เคยร่วมงานกับทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้เข้าใจกลไกภาครัฐและเอกชน ผมเชื่อว่าคนอื่นที่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะติดเรื่องวิธีการนำมาปฏิบัติ หรือการอธิบายให้เข้าใจง่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนถนัด ในมุมเศรษฐกิจ ตนเคยได้แบงก์เกอร์ออฟเดอะเยียร์ 3 ปีซ้อน และยังได้รับรางวัลนักการเงินแห่งปี 2 ครั้ง ในประเทศไทยไม่เคยมีใครได้สองรางวัลพร้อมกัน”

นายชาติชาย กล่าวว่า ตนยังโชคดีที่ทำงานธนาคารออมสิน ทำให้เข้าใจเศรษฐกิจฐานราก เรื่องการสร้างงานสร้างอาชีพ เป็นสิ่งที่เราถนัด การแก้ไขปัญหาหนี้ของผู้มีรายได้น้อย พ่อค้าแม่ค้า ตนมีความชำนาญพิเศษ จะแก้ไขปัญหาได้อย่างจริงจัง น่าจะช่วยเหลือทางพรรคในแง่มุมนี้ได้ อีกทั้งเรายังมีทีมเศรษฐกิจที่เข้มแข็งหลายคน จะช่วยแก้เศรษฐกิจในภาพรวมได้
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย อดีตผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ร่วมทีมเศรษฐกิจพรรคชาติไทยพัฒนานายชาติชาย พยุหนาวีชัย อดีตผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ร่วมทีมเศรษฐกิจพรรคชาติไทยพัฒนา

จากนั้นได้มีการเปิดตัวทีมเศรษฐกิจหลักของพรรค ชทพ. โดยมีนายวราวุธ เป็นหัวหน้าทีม ขณะที่ทีมงานประกอบด้วย นายชาติชาย นายกนก นายสันติ นายอาชวิทธิ์ เจิงกลิ่นจันทน์ กรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรค นายปรเมศวร์ กุมารบุญ โฆษกพรรค นายอมรฤทธิ์ จันทร์ประสิทธิ์ อดีตรองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน นายกัมปนาท วงศ์หงษ์กุล ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเอกชน และนายธนพล สิริประภาวรรณ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเอกชน

ศึกชิงพื้นที่ ‘ต้มยำกุ้ง’ เดิมพัน 13 เก้าอี้ สส. ‘3จังหวัดชายแดนใต้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544870

15 มี.ค. 2566

ศึกชิงพื้นที่ 'ต้มยำกุ้ง' เดิมพัน 13 เก้าอี้ สส. '3จังหวัดชายแดนใต้'

เลือกตั้ง66 ชิงเครือข่าย ‘ต้มยำกุ้ง’ ‘3จังหวัดชายแดนใต้’ แข่งเดือด พรรคประชาธิปัตย์-พรรคประชาชนติ เดิมพัน 13 เก้าอี้ สส.

3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นับเป็นพื้นที่ แข่งเดือด ของหลายพรรคการเมือง เลือกตั้ง66 เก้าอี้ สส.รวมขยับขึ้นจาก 11 ที่นั่ง เป็น 13 ที่นั่ง แยกเป็น ปัตตานี 5 นราธิวาส 5 และยะลา 3 ที่นั่ง

หากย้อนกลับไปที่ผลการเลือกตั้งปี 62 พรรคประชาชาติคือแชมป์ชายแดนใต้ เพราะกวาดไปถึง 6 จาก 11 ที่นั่ง แม้เป็นพรรคการเมืองน้องใหม่ แต่แกนนำล้วนแต่รุ่นลายคราม และหนึ่งในปัจจัยชี้ขาดชัยชนะ คือ คะแนนจาก กลุ่มต้มยำกุ้ง

คำว่า ต้มยำกุ้ง ในที่นี้หมายถึงคนจากพื้นที่ชายแดนใต้ที่ไปเปิดร้านอาหารไทยในมาเลเซียเป็นจำนวนมาก นับเฉพาะแค่กรุงกัวลาลัมเปอร์และพื้นที่ใกล้เคียง ราวๆ 2,000-5,000 ร้าน หากนับทั่วทุกรัฐของมาเลย์ น่าจะกว่า 50,000 ร้าน มีแรงงานในเครือข่ายนี้ ทั้งเชฟ เด็กเสิร์ฟ เด็กล้างจาน ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นคนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หมุนเวียนในธุรกิจประมาณการณ์ว่าไม่ต่ำกว่า 200,000 คน

เมื่อคนเหล่านี้กลับมาเลือกตั้ง รวมเสียงกับครอบครัวของพวกเขาในฝั่งไทย ย่อมกลายเป็นกลุ่มก้อนคะแนนเสียงขนาดใหญ่ที่ชี้ขาดผลการเลือกตั้งได้เหมือนกัน

คนกลุ่มนี้เคยถูกมองในแง่ลบจากฝ่ายความมั่นคงว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุความไม่สงบในชายแดนใต้ แล้วหนีไปกบดานยังประเทศเพื่อนบ้าน แต่เรื่องราวเหล่านี้ค่อยๆ จางหาย เพราะความเป็นจริง คือ เศรษฐกิจ ชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้คนชายแดนใต้ ขับเคลื่อนได้ส่วนหนึ่งก็จากกลุ่มแรงงานร้านต้มยำกุ้ง

ด้วยความผูกพันและสายสัมพันธ์อิสลาม ทำให้แรงงานเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับ ฮีโร่ ผู้เสียสละของครอบครัว ยอมห่างบ้านเกิดเมืองนอนไปทำงานไกลบ้าน เพื่อส่งเงินกลับมาจุนเจือครอบครัว ดังนั้นแรงงานนับแสนกลุ่มนี้ หากเทให้พรรคการใดหรือฝ่ายไหน ย่อมมีโอกาสพลิกชนะทันที เพราะไม่ใช่เพียงแรงงานกลุ่มต้มยำกุ้ง แต่คนที่บ้าน คนในครอบครัว ที่รอเงินจากคนเหล่านี้ก็จะเลือกตามๆ กัน

จะเห็นได้จากเลือกตั้งปี 62 พรรคประชาชาติ รับคะแนนจากคนกลุ่มนี้เป็นกอบเป็นกำ จนฝ่าด่านพรรคใหญ่มาได้ถึง 6 ที่นั่ง ซึ่งผลส่วนหนึ่งมาจาก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค ดูแลผู้ประกอบการและแรงงานเหล่านี้ตั้งแต่สมัยเป็น เลขาธิการ ศอ.บต. แม้พ้นตำแหน่งก็ไม่เคยทอดทิ้ง

โดยเมื่อต้นเดือน พ.ย. 65 พ.ต.อ.ทวี ได้ไปร่วมสังเกตการณ์การอบรมการยกระดับและพัฒนาร้านอาหารต้มยำในประเทศมาเลเซีย โดยกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารต้มยำ ร่วมกับ เชฟทองเลี่ยม พุกทอง นายกสมาคมเดอะเชฟ ประเทศไทย และ เบญจวรรณ ปกป้อง ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร พร้อมใจกันจัดขึ้น

เป้าหมายใหญ่กว่าเก่า คือ เพื่อสร้างอาชีพ ยกระดับครัวไทย-มาเลเซีย สู่ “ครัวโลก” พร้อมสอนเทคนิคการทำอาหารไทยเพื่อให้ถูกใจคนมาเลเซีย โดยรักษาอัตลักษณ์และจุดเด่นของเมนูอาหารไทยเอาไว้อย่างครบถ้วน กิจกรรมนี้มีจัดทั้งในประเทศไทยและในมาเลเซีย

คู่แข่งพรรคประชาชาติ คือ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมี ขุนพลภาคใต้ อย่าง นิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรค อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เคยเดินทางไปมาเลเซีย พบเครือข่ายต้มยำกุ้งเมื่อช่วงปีที่แล้วเช่นกัน เพื่อรับฟังปัญหา และนำปัญหากลับมาหาทางช่วยเหลือ โดยผลักดันผ่านกลไก ศอ.บต.

พรรคประชาธิปัตย์ประกาศใช้ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหาร และเตรียมเดินหน้าใช้กลไกกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทางพรรคดูแลอยู่ จับคู่ธุรกิจ ส่งออกวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารไทยจากฝั่งไทยไปยังร้านต้มยำมาเลย์ เพราะต้องใช้วัตถุดิบจำนวนมาก เป็นการสร้างงานเพิ่มรายได้ให้กับคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปพร้อมกัน มาเป็นแรงจูงใจ

สามจังหวัดชายแดนใต้ จึงเป็นพื้นที่ปะทะระหว่าง ประชาธิปัตย์ กับ ประชาชาติ พรรคไหน จะเจาะฐานต้มยำกุ้งได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่ากัน

(ภาพชุด)อวยพรวันเกิด ‘จุรินทร์’ ครบรอบ 67 ปี ขรก.- นักการเมืองมาพรึบ!!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544868

15 มี.ค. 2566

(ภาพชุด)อวยพรวันเกิด ‘จุรินทร์’ ครบรอบ 67 ปี ขรก.- นักการเมืองมาพรึบ!!

ชมภาพชุด อวยพรวันเกิด ‘จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ’ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 8 ครบรอบ 67 ปี บรรดาข้าราชการ นักการเมือง ประชาชน มาพรึบ!! ลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม แน่นขนัด

15 มี.ค.2566 ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)สำนักงานใหญ่ กรุงเทพมหานคร  ตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ มีข้าราชการ นักการเมือง พ่อค้า ประชาชน จำนวนมาก เดินทางมาอวยพรวันเกิดครบรอบ 67 ปี ของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 8 รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการะทรวงพาณิชย์ ทำให้ลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม แน่นขนัด

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เกิดเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2499 ภูมิลำเนาเป็นชาวอำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา บุตรชายของ นายวีระ และ นางสุรางค์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้อง 9 คน หนึ่งในนั้นคือ นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ น้องชายคนสุดท้อง เป็นนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน

เรียนหนังสือชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนศิริราษฎร์วิทยา อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา สอบได้ที่ 1 ของจังหวัด ต่อด้วยมัธยมศึกษา ขึ้นมาเรียนที่กรุงเทพฯ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี “สิงห์แดง” รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขานโยบายสาธารณะและการวางแผน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

(ภาพชุด)อวยพรวันเกิด ‘จุรินทร์’ ครบรอบ 67 ปี ขรก.- นักการเมืองมาพรึบ!!
(ภาพชุด)อวยพรวันเกิด ‘จุรินทร์’ ครบรอบ 67 ปี ขรก.- นักการเมืองมาพรึบ!!

นายจุรินทร์ เริ่มทำงานการเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็น สส.พังงา สมัยแรก เมื่อปี 2529 ได้รับตำแหน่งเป็น สส.ดาวรุ่ง (สส.ใหม่ดีเด่น) โดยสื่อมวลชนสายรัฐสภา

(ภาพชุด)อวยพรวันเกิด ‘จุรินทร์’ ครบรอบ 67 ปี ขรก.- นักการเมืองมาพรึบ!!

เป็นเจ้าของพื้นที่ สส.พังงา มาแล้ว 6 สมัย ก่อนที่จะย้ายไปลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในปี 2544 โดยให้นายจุฤทธิ์ น้องชายลงสมัคร สส.เขต แทน แล้วน้องชายชนะการเลือกตั้ง 2 สมัย

(ภาพชุด)อวยพรวันเกิด ‘จุรินทร์’ ครบรอบ 67 ปี ขรก.- นักการเมืองมาพรึบ!!

นายจุรินทร์ ถือเป็นปาร์ตี้ลิสต์อันดับต้นๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อมาแล้ว 5 สมัย เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ปี 2546 มานานถึง 16 ปี และเป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลายกระทรวง

(ภาพชุด)อวยพรวันเกิด ‘จุรินทร์’ ครบรอบ 67 ปี ขรก.- นักการเมืองมาพรึบ!!

ว่ากันว่า การเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 8 นายจุรินทร์ได้แสดงวิสัยทัศน์โดยมุ่งเน้นที่ความซื่อสัตย์ สุจริต และความมีประสบการณ์การบริหารงานแบบนักบริหารรัฐกิจมืออาชีพ ต้องบริหารโดยไม่ได้มุ่งหวังผลกำไร แต่มุ่งหวังผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนและส่วนรวมหรือภาครัฐ 

(ภาพชุด)อวยพรวันเกิด ‘จุรินทร์’ ครบรอบ 67 ปี ขรก.- นักการเมืองมาพรึบ!!

ที่สำคัญต้องมีอุดมการณ์ทางการเมือง ต้องยอมรับการตรวจสอบโดยกลไกที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ต้องขับเคลื่อนองค์กรให้เดินไปข้างหน้าภายใต้กรอบของกฎหมาย ระเบียบ และการจับตามองของรัฐสภา และองค์กรอิสระ รวมทั้งทุกภาคส่วนของสังคมและประชาชนที่เลือกมา

(ภาพชุด)อวยพรวันเกิด ‘จุรินทร์’ ครบรอบ 67 ปี ขรก.- นักการเมืองมาพรึบ!!

ปชป.ยุคนายจุรินทีร์ เป็นหัวหน้าพรรค และเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ขับเคลื่อนนโยบายที่เข้าถึงประชาชนระดับฐานราก เช่น ประกันรายได้พืชเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรไทย เป็นต้น

(ภาพชุด)อวยพรวันเกิด ‘จุรินทร์’ ครบรอบ 67 ปี ขรก.- นักการเมืองมาพรึบ!!
(ภาพชุด)อวยพรวันเกิด ‘จุรินทร์’ ครบรอบ 67 ปี ขรก.- นักการเมืองมาพรึบ!!
(ภาพชุด)อวยพรวันเกิด ‘จุรินทร์’ ครบรอบ 67 ปี ขรก.- นักการเมืองมาพรึบ!!
(ภาพชุด)อวยพรวันเกิด ‘จุรินทร์’ ครบรอบ 67 ปี ขรก.- นักการเมืองมาพรึบ!!
(ภาพชุด)อวยพรวันเกิด ‘จุรินทร์’ ครบรอบ 67 ปี ขรก.- นักการเมืองมาพรึบ!!
(ภาพชุด)อวยพรวันเกิด ‘จุรินทร์’ ครบรอบ 67 ปี ขรก.- นักการเมืองมาพรึบ!!
(ภาพชุด)อวยพรวันเกิด ‘จุรินทร์’ ครบรอบ 67 ปี ขรก.- นักการเมืองมาพรึบ!!
(ภาพชุด)อวยพรวันเกิด ‘จุรินทร์’ ครบรอบ 67 ปี ขรก.- นักการเมืองมาพรึบ!!
(ภาพชุด)อวยพรวันเกิด ‘จุรินทร์’ ครบรอบ 67 ปี ขรก.- นักการเมืองมาพรึบ!!

‘คนรุ่นใหม่’ วาดหวัง ‘เลือกตั้ง66’ ได้ผู้นำพาไทยหลุดพ้นประเทศกำลังพัฒนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544865

15 มี.ค. 2566

‘คนรุ่นใหม่’ วาดหวัง ‘เลือกตั้ง66’ ได้ผู้นำพาไทยหลุดพ้นประเทศกำลังพัฒนา

เวทีดีเบต เลือกตั้ง66 เป็นอีกช่องทาง ให้ ‘คนรุ่นใหม่’ ใช้เป็นข้อมูลตัดสินใจ ลงคะแนนเลือก สส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์ มีความหวังได้ นายกฯ เก่ง-ดี เป็นผู้นำพาไทยหลุดพ้นประเทศกำลังพัฒนา

“คมชัดลึก” มีโอกาสได้สนทนากับคนรุ่นใหม่ อย่าง “นิติรุจน์ วรรณวงศ์ภักดิ์” วัยกว่า30 ปี รองประธานฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์แพลตฟอร์เพื่อการศึกษาในวันที่ทุกภาคส่วนมาร่วมกันดีเบตหาทางออกของการศึกษาไทย และไม่พลาดที่จะล้วงลึกถึงความคาดหวังกับการเลือกตั้ง2566 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนนี้

“ผมตื่นเต้นทุกครั้งที่จะได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เชื่อว่าคนรุ่นใหม่ในประเทศไทยสนใจการเมืองและพรรคการเมืองในช่วงใกล้เลือกตั้งกันมากขึ้น ผมสนใจเวทีที่เปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงความเห็น หากมีเวทีผมขอมีส่วนร่วมด้วย”

นิติรุจน์ บอกว่า เขามีความหวังกับการเลือกตั้งครั้งนี้มาก บรรยากาศการเปิดตัวผู้สมัครแต่ละพรรคการเมืองคึกคัก มีคนรุ่นใหม่สนใจเข้ามาทำงานการเมืองกันมากขึ้น ทำให้มีความหวังว่าประเทศไทยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มีความหวังว่าประเทศไทยจะหลุดจากประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งคำนี้ได้รับรู้มาตั้งแต่อยู่เด็ก แต่ปัจจุบันประเทศไทยก็ยังอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเหมือนเดิม

“ผมเชื่อว่าการเลือกตั้ง66 คนไทยมีนักการเมืองเป็นตัวเลือกมากขึ้น คงได้สส.ที่เป็นทั้งคนเก่งและคนดีมาช่วยกันพัฒนามาบ้านเมือง ที่สำคัญ เมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุดลง ใครคือผู้นำ ผู้นำมีวิสัยทัศน์ที่จะนำพาประเทศก้าวไปสู่โลกอนาคตได้หรือไม่ ทิศทางการศึกษาเป็นอย่างไร และจะฟื้นเศรษฐกิจ เหล่านี้เป็นคำถามที่ต้องมองเห็นภาพที่ชัดเจนมาก อีกทั้งต้องรู้ว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็นทั้งคนเก่งและเป็นคนดีมีคุณธรรมก่อนตัดสินใจเลือกนักการเมือง และพรรคการเมือง”

นายนิติรุจน์ วรรณวงศ์ภักดิ์  รองประธานฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์แพลตฟอร์เพื่อการศึกษานายนิติรุจน์ วรรณวงศ์ภักดิ์ รองประธานฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์แพลตฟอร์เพื่อการศึกษา

นักการเมือง และพรรคการเมือง ที่อาสาเข้ามาทำงานการเมือง โดยเฉพาะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า เมื่อเป็นผู้นำประเทศไทยแล้วจะให้อะไรกับสังคมไทยได้บ้าง ต้องประกาศตัวชัดเจน ไม่ใช่จะมาตักตวงผลประโยชน์ให้ตัวเอง หรือ พรรคพวก จะเป็นผู้นำที่ติดปัญหา ผู้นำที่สร้างปัญหา หรือ เป็นผู้นำที่แก้ไขปัญหา

เวทีดีเบต เลือกตั้ง66 เป็นช่องทางหนึ่งที่คนรุ่นใหม่เกาะติดสถานการณ์การเลือกตั้งครั้งใหญ่นี้ เพื่อรับรู้ถึงมุมมองวิสัยทัศน์ของว่าที่สส.หรือ ว่าที่นายกรัฐมนตรี ว่าจะสามารถนำพาประเทศไทยให้ดีกว่าเดิม 8 ปีได้หรือไม่

“มุมมอง และวิสัยทัศน์ รวมถึงพฤติกรรมของนักการเมือง และพรรคการเมือง เป็นข้อมูลสำคัญในการจะลงคะแนนเสียงเลือก หรือไม่เลือก และ ยุคดิจิทัลใครทำอะไรโลกรับรู้กันหมด สังคมสะอาดมากขึ้น เราต้องสร้างวันนี้เพื่ออนาคตให้กับเด็กรุ่นต่อไป หมดเวลาหาผลประโยชน์กับนักการเมือง ที่ดูถูกประชาชนว่าคงรู้ไม่ทันแล้วครับ”

‘คนรุ่นใหม่’ วาดหวัง ‘เลือกตั้ง66’ ได้ผู้นำพาไทยหลุดพ้นประเทศกำลังพัฒนา

….กมลทิพย์  ใบเงิน… เรียบเรียง