‘ก้าวไกล’ เปิด 10 นโยบายความเท่าเทียมทางเพศ เนื่องใน ‘วันสตรีสากล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544429

08 มี.ค. 2566

'ก้าวไกล' เปิด 10 นโยบายความเท่าเทียมทางเพศ เนื่องใน 'วันสตรีสากล'

วันสตรีสากล ‘พิธา’ เปิด 10 นโยบายความเท่าเทียมทางเพศเกิดยันแก่ ด้าน ‘ช่อ-พรรณิการ์’ หวัง ‘ก้าวไกล’ เดินหน้าภารกิจสร้างคนเท่ากันของอนาคตใหม่ ต้องสำเร็จ

วันที่ 8 มี.ค. 2566 เนื่องในวันสตรีสากล พรรคก้าวไกล เปิดตัว 10 นโยบายเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ โดยร่วมกับ ศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) จัดกิจกรรม “กาก้าวไกล เพศไหนก็คนเท่ากัน” โดยปีนี้ เครือข่าย International Women’s Day กำหนดรูปแบบการจัดงานชื่อว่า การโอบรับอย่างเท่าเทียม (Embrace Equity)
 
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยืนยันพร้อมสานต่อภารกิจของพรรคอนาคตใหม่ ในการสร้างประเทศไทย คนไทยเท่าเทียมกัน ประเทศไทยเท่าทันโลก ผ่าน 10 นโยบายเพื่อความเท่าเทียมทางเพศของพรรคก้าวไกล ทุกช่วงอายุตั้งแต่เกิดจนแก่ ประกอบด้วย

1. ผ้าอนามัยไม่เก็บ VAT แจกฟรีในโรงเรียน
ด้วยการยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในสินค้าหมวดหมู่ผ้าอนามัยและของใช้สิ้นเปลืองสำหรับวัยเจริญพันธุ์ และแจกผ้าอนามัยฟรีในสถานศึกษาและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนผ้าอนามัยและความจนประจำเดือน (Period Poverty) โดยเฉพาะสำหรับผู้มีประจำเดือนในวัย 10-25 ปี

2. ปฏิรูปการสอนเพศศึกษา ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ
ด้วยการออกแบบหลักสูตรใหม่ ให้การสอนเรื่องเพศศึกษา (Sex education) ให้ความสำคัญกับค่านิยมต่างๆ เช่น ความเข้าใจเรื่องความยินยอม (consent) ความหลากหลายทางเพศ และสอนเรื่องทางกายภาพอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เยาวชนเข้าใจความสำคัญของการป้องกันการตั้งครรภ์โดยไม่ประสงค์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

3. ตำรวจหญิงทุกสถานี
ด้วยการเพิ่มจำนวนตำรวจหญิง เพื่อให้อย่างน้อยมีเพียงพอต่อการมีพนักงานสอบสวนหญิงประจำทุกสถานีตำรวจ เช่น เพิ่มจำนวนรับให้สูงขึ้น เปิดรับจากบุคคลภายนอกมากขึ้น พิจารณากลับมาเปิดรับนักเรียนนายร้อยหญิง เนื่องจากสถิติของกระทรวงยุติธรรม พบว่าไม่ต่ำกว่า 75% ของผู้หญิงไทยที่เคยถูกคุกคามทางเพศ เลือกที่จะไม่แจ้งความ เหตุผลส่วนหนึ่งคือความไม่สบายใจ เพราะผู้เสียหายสะดวกใจกับพนักงานสอบสวนที่เป็นผู้หญิงมากกว่า นอกจากนี้ ต้องออกแบบกระบวนการอบรมและประเมินตำรวจทุกคนไม่ว่าเพศใด ที่รับผิดชอบคดีคุกคามทางเพศ ให้สามารถดำเนินการด้วยวิธีการและบรรยากาศที่เข้าใจถึงความละเอียดอ่อนของคดีและสนับสนุนให้เหยื่อรู้สึกปลอดภัยในการให้ข้อมูลในกระบวนการยุติธรรมด้วย

4. ปรับปรุงกฎหมายต่อต้านความรุนแรงทางเพศ
ด้วยการแก้ประมวลกฎหมายอาญา และกฎ ก.พ. เพื่อกำหนดนิยามใหม่ของการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ การกระทำอนาจาร และการกระทำชำเราเสียใหม่ เพื่ออุดช่องว่างของกฎหมายให้ครอบคลุมปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมมากขึ้น

5. สมรสเท่าเทียม คู่รักทุกเพศแต่งงานกันได้
ด้วยการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว โดยเปลี่ยนคำในตัวบทกฎหมาย จากคำนามที่ระบุเพศ เช่น ชาย-หญิง สามี-ภรรยา เป็นคำนามไม่ระบุเพศ อาทิ บุคคล คู่สมรส เพื่อให้คนทุกเพศสามารถหมั้นและสมรสกันได้ และมีสิทธิในฐานะคู่หมั้นหรือคู่สมรสโดยเสมอหน้ากันทุกประการ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล

6. รับรองทุกเพศสภาพ คำนำหน้าตามสมัครใจ
ด้วยการปรับโครงสร้างรัฐและกฎหมายให้รับรองทุกเพศสภาพ เพื่อเป็นรากฐานในการออกแบบนโยบายในทุกมิติ คุ้มครองสิทธิการรับรองทางกฎหมาย ผ่านการกำหนดมาตรการรับรองสถานะความเป็นบุคคลให้ตรงกับเจตจำนงในเพศสภาพของบุคคลนั้น โดยไม่ต้องผ่านการรับรองหรือกระบวนการทางการแพทย์ และคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการใช้คำนำหน้านามตามความสมัครใจ ซึ่งรวมถึง สิทธิในการเปลี่ยนคำนำหน้านามให้ตรงกับเพศสภาพ สิทธิในการเลือกคำนำหน้านามที่เป็นกลางทางเพศ (เช่น “นาม”) สิทธิในการเลือกไม่ใส่คำนำหน้านาม (ระบุเพียงชื่อและนามสกุล) ตลอดจนออกกฎหมายที่ขจัดการเลือกปฏิบัติในสังคม เพื่อให้ทุก ๆ เพศมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน

7. ยุติการตั้งครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ รับยาฟรี ทุก รพ.สต.
ด้วยการคุ้มครองสิทธิในการยุติการตั้งครรภ์ สำหรับบุคคลที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ ให้สามารถรับยายุติการตั้งครรภ์ได้ที่ รพ.สต. ทุกแห่งทั่วประเทศ มีการให้คำปรึกษาหลังจากการยุติการตั้งครรภ์ฟรี เพื่อตรวจสอบและฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้หญิงที่เข้ารับการยุติการตั้งครรภ์

8. สิทธิลาคลอด 180 วัน พ่อแม่แบ่งกันได้
ด้วยการขยายสิทธิลาคลอดจากปัจจุบัน (98 วัน) เพิ่มเป็น 180 วัน ซึ่งสอดคล้องกับหลักสากลขององค์การอนามัยโลกและกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ ที่กำหนดให้บุตรควรได้รับนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอด โดยพ่อแม่สามารถแบ่งวันลาได้ตามความสะดวก หรือใช้ร่วมกัน เช่น แม่ลา 5 เดือน พ่อใช้อีก 1 เดือน เพื่อช่วยแบ่งเบาการทำหน้าที่และร่วมกันดูแลลูกในช่วง 1 เดือนแรก

9. ศูนย์เลี้ยงเด็กใกล้บ้าน ห้องปั๊มนมในที่ทำงาน
ด้วยการเพิ่มงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นำไปบริหารจัดการเกี่ยวกับการดูแลเด็กเล็กในรูปแบบที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตน เช่น การเพิ่มมาตรฐานศูนย์ให้เหมาะกับเด็กเล็ก การเพิ่มสัดส่วนผู้เลี้ยงดูเด็กต่อจำนวนเด็กเล็ก การอุดหนุนสถานเลี้ยงดูเด็กของเอกชน รวมถึงใช้กลไกของ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร และ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน กำหนดให้อาคารสำนักงานและสถานประกอบการขนาดใหญ่จำเป็นต้องจัดให้มีสถานที่เลี้ยงดูเด็กเล็กและสิ่งที่เกี่ยวข้อง (เช่น ห้องปั๊มนม) ภายในหรือใกล้อาคารสำนักงานหรือสถานประกอบการ เพื่อความสะดวกต่อการดูแลบุตรของพ่อแม่

10. ตรวจมะเร็งฟรี ไม่ต้องรอหมอสั่งใน Package ตรวจสุขภาพประจำปีฟรี ของพรรคก้าวไกล
ตรวจคัดกรองฟรี 5 มะเร็งที่พบบ่อยในหญิงไทย ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งปากมดลูก สำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยงโดยให้บรรจุในแพ็กเกจตรวจสุขภาพ รวดเร็วขึ้นเพราะไม่ต้องรอหมอสั่ง

ปัจจุบันผู้หญิงสามารถตรวจมะเร็งปากมดลูกได้เท่านั้นที่ไม่ต้องรอหมอสั่ง  แต่คนใช้สิทธิ์ยังน้อย ซึ่งพรรคก้าวไกลจะเพิ่มสิทธิตรวจสุขภาพประจำปีของประชาชนให้ครอบคลุมขึ้นและมีแรงจูงใจเป็นค่าเดินทาง ติดตามรายละเอียดได้ในการเปิดนโยบายสุขภาพเร็วๆ นี้

ด้านพรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า อดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล ปาฐกถาพิเศษ จากอนาคตใหม่สู่ก้าวไกล กับการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ ช่วงหนึ่งว่า ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่วันแรกในสภาฯ พยายามผลักดันให้ผู้หญิงเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรก แต่กลับถูกหัวเราะเยาะ บอกทุกอย่างเป็นไปตามโควตาของพรรคการเมือง 
คุณธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ผู้แทนราษฎร ถูกเรียกว่า “นายธัญญ์วาริน” และถูกผู้แทนราษฎรคนอื่นโห่ใส่ เพียงเพราะทาลิปสติกสีแดงและใส่กระโปรง เราผ่านวันที่ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม ไม่สามารถผ่านวาระสภาทันสมัยประชุม แม้จะเป็นวาระหลักที่ประชาชนทั้งประเทศเรียกร้องก็ตาม ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่า ภารกิจของอนาคตใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ และเป็นสิ่งที่พรรคก้าวไกลต้องทำต่อให้สำเร็จ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

“เราเฝ้ารอวันที่ผู้แทนราษฎร ไม่ว่าเพศใด ความเชื่อแบบใด ปฏิบัติต่อทุกคนเท่ากันและได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน วันที่ไม่ได้มีแค่ผู้หญิงที่จะพูดเรื่องสิทธิของผู้หญิงหรือสิทธิความหลากหลายทางเพศ แต่ผู้แทนราษฎรต้องมีความตระหนักและพูดเรื่องนี้ได้ทุกคน ในฐานะสิทธิพื้นฐานของประเทศนี้ ไม่ใช่แค่ของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง” พรรณิการ์กล่าว

พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้าพรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า

‘วันสตรีสากล’ ปชป. แสดงจุดยืนความเสมอภาคทางเพศ สร้างโอกาสผู้หญิงทุกคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544420

08 มี.ค. 2566

'วันสตรีสากล' ปชป. แสดงจุดยืนความเสมอภาคทางเพศ สร้างโอกาสผู้หญิงทุกคน

‘วันสตรีสากล’ พรรคประชาธิปัตย์ แสดงจุดยืนให้ความสำคัญบทบาทผู้หญิง ความเสมอภาค เตรียม 66 หญิงแกร่งลงศึกเลือกตั้ง ทำงานเพื่อประเทศ พร้อมโชว์ผลงานนโยบายโดนใจผู้หญิง

วันที่ 8 มี.ค. “วันสตรีสากล” นักการเมืองหญิงแห่งพรรคประชาธิปัตย์ แสดงจุดยืนให้ความสำคัญส่งเสริมบทบาทผู้หญิง สู่การเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างเสมอภาค สร้างโอกาสแก่ผู้หญิงให้มีพลัง มีสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียม มีความมั่นคงในชีวิต เพื่อจะได้เป็นกำลังในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป 

นำโดย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรค รมช.กระทรวงศึกษาธิการ ดร.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุณจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ รองเลขาธิการพรรค คุณวทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ คุณรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ประธานบอร์ดบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คุณรัศมี ทองสิริไพรศรี นางแบบและนักแสดงชื่อดัง คุณดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรค คุณเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขตพระนคร – ป้อมปราบฯ สัมพันธวงศ์-ดุสิต คุณชมพูนุท นาครทรรพ คณะทำงาน รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คุณศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรค ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขตพญาไท ราชเทวี และคุณผ่องศรี ธาราภูมิ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีต ส.ส. จังหวัดลพบุรี ได้ร่วมกันแถลงขับเคลื่อนนโยบายเกี่ยวกับผู้หญิง ของพรรคประชาธิปัตย์ 

นักการเมืองหญิงของประชาธิปัตย์แถลงข่าว วันสตรีสากลนักการเมืองหญิงของประชาธิปัตย์แถลงข่าว วันสตรีสากล

วันสตรีสากลของทุกปี ถูกกำหนดขึ้นเพื่อตระหนักถึงความสำคัญของบทบาทผู้หญิงพัฒนาบ้านเมือง ซึ่งพบว่า การเลือกปฏิบัติและความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศยังคงมีอยู่ในทุกสังคม หากไม่แก้ไข อาจใช้เวลาถึง 300 ปี โลกนี้ถึงจะมีความเสมอภาค เลขาธิการองค์การสหประชาชาติเคยกล่าวไว้

สำหรับสังคมไทย ปัจจุบันมีประชากรผู้หญิงมากกว่าชายอยู่ 1 ล้านคน ผู้หญิงอายุยืนกว่าผู้ชาย เฉลี่ย 6-8 ปี หมายความว่า หากส่งเสริมผู้หญิง จะได้พลังอันยิ่งใหญ่และยืนนาน แต่หากละเลยปัญหาที่ผู้หญิงต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นฐานะแม่ คนหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว ปัญหาในอาชีพการงานต่างๆ การถูกกีดกัน ความรุนแรงในครอบครัว และอีกมากมาย ซึ่งหากผู้หญิงถูกทำให้อ่อนแอ ถูกตัดโอกาส สิ่งที่ตามมาคือ การเสียโอกาสของสังคม

โดยพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมว่าที่ผู้สมัครหญิงในระบบเขต 66 คน ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง และจะมีจำนวนเพิ่มอีกจากผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อ ทุกคนล้วนเป็นคนที่พร้อมทำงานเพื่อผู้หญิง ทำงานเป็นทีม มีผู้มากประสบการณ์ทางการเมือง สส.หลายสมัย รัฐมนตรี นักการเมืองท้องถิ่น นักวิชาการ นักธุรกิจ นักสิ่งแวดล้อม เกษตรกร 
หลายคนเป็นผู้ทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมอย่างใกล้ชิด เช่น เครือข่ายผู้หญิง สลัมสี่ภาค ต่อต้านการค้ามนุษย์ คนพิการ แรงงาน กลุ่มคนหลากหลายทางเพศ โดยพรรคได้ใช้ประสบการณ์ของบุคคลากร ถ่ายทอดเป็นกิจกรรมการอบรมให้ความรู้ทั่วประเทศ ในหลายเรื่อง อาทิ การส่งเสริมผู้หญิงเข้าสู่การเมืองท้องถิ่น การวางแผนการเงิน การแก้หนี้ครัวเรือน การปลุกพลังในตัวผู้หญิง ช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา

พรรคประชาธิปัตย์ขอให้คำมั่นว่า จะเดินหน้าแก้ปัญหาความไม่เสมอภาค การกีดกัน และการเลือกปฏิบัติ อีกทั้งเร่งสร้างความเข้มแข็ง ความมั่นคงในชีวิตแก่ผู้หญิงทุกคน โดยการกำหนดนโยบายที่ครอบคลุมทุกด้าน ล้วนแต่เป็นเรื่องที่โดนใจผู้หญิง เช่น เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า นมโรงเรียน 365 วัน ซึ่งแม่ทุกคนชอบมาก ธนาคารชุมชน ช่วยให้ผู้หญิงที่ต้องการประกอบอาชีพในชุมชนเข้าถึงแหล่งเงิน ไม่ต้องไปเผชิญกับการทวงหนี้โหด การออกโฉนดที่ดิน เป็นสิ่งที่เครือข่ายสตรีเรียกร้องมานานเรื่องที่ดินทำกินเพื่อความมั่นคงในชีวิต รวมถึงจะสนับสนุนผู้หญิงให้เข้ามามีบทบาททางการเมือง ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ


นอกจากนั้นยังมีชุดนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ที่ครอบคลุมประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง อาทิ 1)การส่งเสริมสตรีสู่ผู้ประกอบการหญิง 2)การส่งเสริมสถาบันครอบครัวและดูแลครอบครัวเปราะบาง 3) สวัสดิการให้การดูแลแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ 4)ศูนย์เด็กเล็กมีคุณภาพในท้องถิ่นและโรงงาน 5)การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 6) การส่งเสริมความเสมอภาคเท่าเทียม ห้ามเลือกปฏิบัติ ตามม.27 ของรัฐธรรมนูญ 7) การยกระดับมาตรการคุ้มครองแรงงานเด็กและสตรีให้เป็นไปตามหลักสากล การเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ร.บ.ความเสมอภาคเท่าเทียม พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ร.บ.ป้องกันการค้ามนุษย์ 8) การส่งเสริมให้สตรีมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เช่น เป็นนักเมืองท้องถิ่น หรือการกำหนดโควต้าผู้หญิงในคณะกรรมการต่างๆ และ 9)การสร้างความตระหนักในการจัดทำงบประมาณโดยคำนึงถึง ความจำเป็นและความต้องการที่แตกต่างกันของเพศวัยและสภาพของบุคคลเพื่อความเป็นธรรม (Gender Responsive  Budgeting) เป็นต้น

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่พรรคประชาธิปัตย์มุ่งมั่นขับเคลื่อน เพื่อสร้างพลังและโอกาสแก่ผู้หญิง ให้เป็นกำลังในการพัฒนาประเทศชาติ และเราจะทำงานควบคู่ไปกับภาคประชาสังคมเหมือนที่ได้ทำมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขอให้มั่นใจในความตั้งใจและประสบการณ์ของพวกเรา

นักการเมืองหญิงของประชาธิปัตย์นักการเมืองหญิงของประชาธิปัตย์

‘ม.หอการค้า’ เผย ‘เลือกตั้ง’ คนตื่นตัว ‘ต้านคอร์รัปชัน’ ‘ซื้อเสียง’ ไม่เลือก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544422

ขวัญเรียม​ แก้ว​สุวรรณ​

08 มี.ค. 2566

'ม.หอการค้า' เผย 'เลือกตั้ง' คนตื่นตัว 'ต้านคอร์รัปชัน' 'ซื้อเสียง' ไม่เลือก

‘ม.หอการค้า’ เผยประชาชนร้อยละ 83 ไม่เลือก ‘พรรคการเมือง’ ที่ไม่มีนโยบาย ‘ต้านคอร์รัปชัน’ ชัดเจน ร้อยละ 86 ‘ซื้อเสียง’ ก็ไม่เลือก ทิศทางความต้องการเปลี่ยนจากปากท้องเป็นต้านคอร์รัปชัน

ใกล้เข้ามาทุกทีสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในรอบ 10 ปี ประเด็นร้อนแรงตั้งแต่ต้นปีจนคงหนีไม่พ้น “คอร์รัปชัน” ของเหล่าข้าราชการ นักการเมืองที่ประชาชนเป็นผู้เลือกเข้าไปบริหารประเทศ ยกตัวอย่าง การจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายกลางแจ้ง ชุดน้ำพุราคา 6 ล้านบาท แต่ใช้งานไม่ได้ ต้นทองอุไร ต้นละ 6 พันบาท ทว่าการ “คอร์รัปชัน” คงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเรื่องใหม่สำหรับคนไทย ทว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย เพราะ “ม.หอการค้า” ได้เผยผลสำรวจประชาชนต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองในการ “เลือกตั้ง” ปี 2566 เกือบร้อยเปอร์เซ็น “ต้านคอร์รัปชัน” 
 ตารางแสดงผลสำรวจความเห็นประชาชนต้านคอร์รัปชั่นตารางแสดงผลสำรวจความเห็นประชาชนต้านคอร์รัปชั่น

รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้า ได้สรุปผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 2,255 ตัวอย่าง ช่วงระหว่างวันที่ 5-25 มกราคม 2566 ว่า ปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไขมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือปัญหา “คอร์รัปชัน” รองลงมาคือการศึกษา และอันดับ 3 คือลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อน 3 อันดับแรกคือ ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การศึกษา และคอร์รัปชัน

รศ.ดร.ธนวรรน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้ารศ.ดร.ธนวรรน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้า

ประชาชนเกือบร้อยละ 90 ต้องการพรรคการเมืองที่มีนโยบาย “ต้านคอร์รัปชั่น” ชัดเจน เป็นรูปธรรม นักการเมืองมีความซื้อสัตย์ ใช้งบประมาณคุ้มค่า เข้ามาบริหารประเทศแล้วต้องโปร่งใส ช่วยแก้ไขวัฒนธรรมการทุจริตในทุกรูปแบบ ให้ประชาชนมีความร่วมในการตรวจสอบ และร้อยละ 80 พรรคการเมืองไหนที่ไม่มีนโยบายชัดเจนจะไม่เลือก นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มอีกด้วยว่า ประชาชนเกือบร้อยละร้อย ถ้าพรรคการเมืองไหนจ่ายเงินซื้อเสียงจะไม่เลือกแน่นอน โดยให้เหตุผลว่าไม่โปร่งใสตั้งแต่เริ่มต้น 

“นโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองมีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนมาก แต่ต้องปฏิบัติได้จริง นี่เป็นโอกาสสำคัญที่พรรคการเมืองจะทำป้ายหาเสียงนโยบายต้านคอร์รัปชั่น เพราะตอนนี้ทุกกลุ่มอายุไม่ทานทนกับคอร์รัปชั่นอีกต่อไป ทุกคนยังมีความเชื่อ ความหวัง ความศรัธทาที่จะได้พรรคการเมืองรุ่นใหม่เข้ามาปราบคอร์รัปชัน” อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้า กล่าว


 นายวิเชียร พงศธร ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และประธานกรรมการมูลนิธิ  บอกว่า จากผลสำรวจชี้ให้เห็นชัดเจนว่าประชาชนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง แก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ยอมรับคนโกงเหมือนในอดีตที่เคยสำรวจพบว่า ประชาชนยอมให้คอร์รัปชันได้บ้าง ถ้าหากประเทศยังได้ประโยชน์ แต่วันนี้ทิศทางเปลี่ยนไปชัดเจนต่างจากเมื่อ 10 ปีก่อน แม้ว่าคุณจะทำประโยชย์  แต่ถ้าโกงก็ไม่เอา เวลานี้เป็นเวลาที่ดีที่สุด ที่เราจะส่งเสียงให้เป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย ประชนชนต้องทำเรื่องนี้ให้เข้มแข็ง ต้องสำเร็จ ต้องมีความหวังร่วมกัน หากถึงวันเลือกตั้งแล้วยังไม่มีตัวเลือก ก็ต้องไปใช้สิทธิประสงค์ไม่ลงคะแนน ทำ 1 เสียงของเราให้มีพลังที่สุด 

นายวิเชียร พงศธร ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)นายวิเชียร พงศธร ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

 ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) บอกด้วยว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ยุคตักตวงผลประโยชน์กำลังจะหมดไป ได้คนยุคใหม่เข้ามาทำประโยชน์ให้ประชาชน ขณะเดียวกันพรรคการเมืองต้องมีนโยบายจับต้องได้ ไม่ใช่แค่คำพูดหวานหู 

ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

‘เพื่อไทย’ ได้พิธีกร ‘อายุน้อยร้อยล้าน’ เป็นผู้สมัคร สส.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544418

08 มี.ค. 2566

'เพื่อไทย' ได้พิธีกร 'อายุน้อยร้อยล้าน' เป็นผู้สมัคร สส.

พิธีกรรายการ ‘อายุน้อยร้อยล้าน’ ลงสมัครฯ สส. ในนามพรรค ‘เพื่อไทย’ มั่นใจ มีประสบการณ์ ขับเคลื่อนนโยบาย SME ได้ฉลุย

เฟซบุ๊ก อายุน้อยร้อยล้านเผยแพร่คลิปวิดีโอ เปิดตัว อรรฆรัตน์ นิติพน หรือ ก้อง พิธีกรรายการ อายุน้อยร้อยล้าน เป็นว่าที่ผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย

บางช่วงบางตอนในคลิปต์วีดีโอแนะนำตัว อรรฆรัตน์ ระบุว่า เขาอาจจะใหม่ในวงการการเมือง แต่เป็นคนหนึ่งที่เดินทางจากใต้สุดไปเหนือสุด พูดคุยกับพี่น้องที่ทำมาหากินมากที่สุดคนหนึ่ง และเชื่อว่าจะเป็นผู้สื่อสารความต้องการของคนที่อยากจะเต็บโต SME คนทำธุรกิจได้

อรรฆรัตน์ หรือ ก้อง บอกว่า เมื่อไม่นานมานี้ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อนำเสนอมุมมองจากภาคธุรกิจ SME กับพรรคเพื่อไทย ทำให้เชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทย ว่าแทบจะเป็นพรรคการเมืองเดียวที่ทำได้จริง แก้ไขปัญหาได้จริง และ 8 ปีมานี้ ก็ทำให้คิดถึงบรรยากาศของการทำธุรกิจเมื่อก่อน ซึ่งทุกอย่างดูสดใส ดีกว่านี้ และโอกาสก็มากกว่านี้

ก้อง อายุน้อยร้อยล้าน เชื่อมั่นว่า จากการเดินทางทั่วไทยตลอดชีวิตการทำงาน ททำให้ได้เห็นชีวิตและการทำมาหากินของพี่น้องชาวไทยเหนือจรดใต้ แล้ววันนี้เมื่อได้รับโอกาสจากพรรคเพื่อไทยที่อยากให้นำความรู้ และประสบการณ์ที่มีมาช่วยพัฒนาชีวิตคนไทย จึงขอฝากให้ทุกคนติดตามและสนับสนุนพในบทบาทการทำงานครั้งใหม่นี้ด้วย

ว่าที่ผู้สมัคร ‘พปชร.’ ล่ามือดีเผาป้ายหาเสียง หวั่นก่อเหตุซ้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544416

08 มี.ค. 2566

ว่าที่ผู้สมัคร 'พปชร.' ล่ามือดีเผาป้ายหาเสียง หวั่นก่อเหตุซ้ำ

ว่าที่ผู้สมัคร ‘พปชร.’ แจ้งความ เร่งติดตามตัวคนร้ายจุดไฟเผาป้ายหาเสียง หวั่นขยายวงกว้างถึงขั้นโศกนาฏกรรม ไม่เสียขวัญลุยลงพื้นที่ต่อเนื่อง

นายพณิชย์ วิทยาภัทร์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ราชเทวี สังกัดพรรคพลังประชารัฐ เข้าแจ้งความที่สน.พญาไท เพื่อขอให้ติดตามตัวผู้ไม่หวังดีทำลายป้ายหาเสียง บริเวณริมถนนนิคมมักกะสัน เหตุเกิดเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน ว่า

มีคนร้ายไม่ทราบว่าเป็นใคร จุดไฟเผาป้ายหาเสียงของตน ขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เห็นไฟกำลังลุกไหม้ จึงรีบนำน้ำราดดับไฟ ซึ่งตนได้เดินทางไปตรวจสอบเบื้องต้นพบร่องรอยถูกไฟไหม้ รวมถึงบริเวณอื่น มีการนำปากกามาขีดข่วน วาดรูปล้อเลียน รวมถึงตัดทำลาย จำนวนหลายป้าย ซึ่งส่วนตัวมองว่าเหตุการณ์เผาทำลายป้าย เป็นการกระทำที่รับไม่ได้ เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของส่วนรวม หากเกิดเหตุเพลิงไหม้ลุกลามเป็นวงกว้างขึ้นมา จะทำให้ประชาชนเดือดร้อนอาจถึงขั้นสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้ ขอให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว
 

นายพณิชย์ ระบุว่า ตนมีภาพบันทึกจากล้องวงจรปิด และส่งมอบให้ตำรวจไว้เป็นหลักฐานแล้ว ส่วนป้ายหาเสียงของพรรคอื่นก็มีบ้างที่โดนกรีดป้าย แต่ของตนรุนแรงกว่า ซึ่งไม่ทราบสาเหตุ ไม่เคยมีศัตรูที่ไหน หลังจากนี้ยังคงลงพื้นที่หาเสียงกันปกติ ไม่ได้ระวังอะไรเป็นพิเศษ เพราะบริเวณที่เดินมีผู้คนพลุกพล่าน ไม่น่าจะมีใครกล้าทำอะไร 

ทั้งนี้กระทำดังกล่าว เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 358 ฐานทำให้เสียทรัพย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

พลเมืองดีดับไฟป้ายหาเสียงพลเมืองดีดับไฟป้ายหาเสียง

นายพณิชย์ วิทยาภัทร์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ราชเทวี นายพณิชย์ วิทยาภัทร์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ราชเทวี

เลือกตั้ง66 ‘ชาติพัฒนากล้า’ ชูนโยบาย ‘โคราชโนมิกส์’ นำเศรษฐกิจยุคทองกลับมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544411

08 มี.ค. 2566

เลือกตั้ง66 'ชาติพัฒนากล้า' ชูนโยบาย 'โคราชโนมิกส์' นำเศรษฐกิจยุคทองกลับมา

เลือกตั้ง66 ‘ชาติพัฒนากล้า’ เปิดตัวภาพรวมแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด มีงาน มีเงิน ของไม่แพง ล่าสุด เตรียมเปิดตัวนโยบาย ‘โคราชโนมิกส์’ พัฒนาโคราชและภาคอีสาน สุวัจน์ มั่นใจ นำเศรษฐกิจยุคทองกลับมาให้ชาวโคราชและชาวอีสานอย่างแน่นอน

8 มีนาคม 2566 เลือกตั้ง 66 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เลขาธิการพรรคชาติพัฒนากล้า เปิดเผยว่า ตามที่พรรคชาติพัฒนากล้าได้เปิดตัวนโยบายภาพรวมในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ 12 เรื่องไปแล้วนั้น ภายใต้แนวคิด “มีงาน มีเงิน ของไม่แพง” และได้รับการขานรับอย่างดีพร้อมข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ นโยบายโดนใจพี่น้องประชาชน

โดยเฉพาะนโยบายลดภาษี นโยบายในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ นโยบายเพิ่มนักท่องเที่ยว 2 เท่า นโยบายมอเตอร์เวย์ทั่วไทย และนโยบายซ่อมบ้านให้ผู้สูงอายุ

เนื่องจากพรรคชาติพัฒนากล้า มีฐานการเมืองอยู่ที่ภาคอีสานที่จังหวัดนครราชสีมา จึงได้ออกแบบแนวคิดนโยบายเป็นการเฉพาะ ในการสร้างความมั่งคั่งทางด้านเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ให้กับพี่น้องประชาชนในจังหวัดนครราชสีมาและภาคอีสาน จึงได้เตรียมการจัดงานเปิดตัว นโยบาย “Koratnomics” (โคราชโนมิกส์) ในการพัฒนาอีสานและโคราช ที่จังหวัดนครราชสีมา ในวันเสาร์ที่ 11 มีนาคมนี้ เวลา 9.00 น ถึง 12.00 น. ที่โรงแรมสีมาธานี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

พรรคชาติพัฒนากล้า ชูนโยบายยมอเตอร์เวย์ทั่วไทยพรรคชาติพัฒนากล้า ชูนโยบายยมอเตอร์เวย์ทั่วไทย

เลือกตั้ง66 'ชาติพัฒนากล้า' ชูนโยบาย 'โคราชโนมิกส์' นำเศรษฐกิจยุคทองกลับมา

โดยมี นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า เป็นผู้นำเสนอแนวนโยบายพร้อมกับแกนนำพรรคชาติพัฒนากล้า โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคและพี่น้องประชาชนเข้าร่วมรับฟังพร้อมข้อเสนอแนะ ซึ่งพรรคชาติพัฒนากล้า มีความมั่นใจในนโยบายว่าจะนำมาซึ่งความสำเร็จในการนำเศรษฐกิจยุคทองกลับมาให้ชาวโคราชและชาวอีสานอย่างแน่นอน

ติดตามบรรยากาศการนำเสนอเปิดตัวนโยบายพรรคชาติพัฒนากล้า ได้ทางการถ่ายทอดสดผ่าน DTV, เพจพรรคชาติพัฒนากล้า, เพจพรรคชาติพัฒนากล้าFC และเว็บไซต์และเพจศูนย์คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน ในวันเวลาดังกล่าว

เลือกตั้ง66 'ชาติพัฒนากล้า' ชูนโยบาย 'โคราชโนมิกส์' นำเศรษฐกิจยุคทองกลับมา

‘สุดารัตน์’ รวมพลังผู้หญิงไทยก้าวเข้าสภา เปลี่ยนแปลงประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544405

08 มี.ค. 2566

'สุดารัตน์' รวมพลังผู้หญิงไทยก้าวเข้าสภา เปลี่ยนแปลงประเทศ

‘สุดารัตน์’ ผลักดันผู้หญิงไทยและLGBTQ ก้าวเข้าสภา ร่วมเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างเท่าเทียม ชูนโยบายกองทุนพลังหญิง กองทุนแท่เลี้ยงเดี่ยว สร้างงาน สร้างอาชีพ

เนื่องในวันสตรีสากล คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย , นางสาวธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย , นางสาวณิชชา บุญลือ รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย แถลงนโยบายสำหรับผู้หญิง  

เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีผู้หญิง จำนวน 34 ล้านคน รวมถึงผู้มีความหลากหลายทางเพศอีกประมาณ 10 ล้านคน มากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรไทย ยุคสมัยนี้ผู้หญิงได้รับการยอมรับมากขึ้น หากเทียบกับอดีต เพราะสมัยที่ตนเข้าเป็นนักการเมืองใหม่ๆ เป็นเรื่องยากมากที่จะต้องพิสูจน์ตัวเอง แต่เราสามารถทำงานไม่แพ้ผู้ชาย ความเป็นเพศไม่ใช่อุปสรรคขวางกั้นในการสร้างหรือเปลี่ยนแปลงประเทศ

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย

จึงขอเชิญชวนผู้หญิงไทยและ LGBTQ ร่วมมือเปลี่ยนแปลงประเทศเพื่อส่งมอบให้กับรุ่นต่อไป พรรคไทยสร้างไทย มีนโยบายสำหรับผู้หญิง คือ

1. เพิ่มจำนวน สส.ผู้หญิงในสภาด้วยโครงการ More WIP (More Women in Politics) ผ่านการอบรบ เสริมสร้างศักยภาพ สร้างเครือข่าย และให้คำปรึกษา เพื่อเสริมพลังและเปิดให้มีการแสดงความเห็นทุกด้าน รวมทั้งรณรงค์ให้ตระหนักรู้สิทธิ เสรีภาพในด้านต่างๆ และส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้าไปมีส่วนในการบริหารทั้งการเมืองและราชการ อย่างน้อยร้อยละ 20

2. ตั้งกองทุนพลังหญิง ศูนย์พัฒนา ศักยภาพผู้หญิง Woman Care 878 อำเภอทั่วประเทศไทย เพื่อลดความรุนแรงผู้หญิงที่ถูกกระทำ ปัจจุบันผู้หญิงถูกรังแกจะครอบครัวมากที่สุด ผู้หญิงทุกคนต้องมีงานทำ มีอาชีพที่มั่นคง และไม่มีหนี้

ประกอบด้วย ตั้งเครือข่ายออนไลน์เพื่อจับคู่งานที่เหมาะสมให้กับผู้หญิงที่ว่างงาน ส่งเสริมอาชีพให้มีรายได้อย่างยั่งยืนและเพียงพอ , โครงการ Upskill และ Reskill ให้แก่ผู้หญิง

3. เสริมศักยภาพงบประมาณให้ศูนย์พึ่งได้ ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ได้ทำโครงการนี้ สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรียกว่าศูนย์พึ่งได้ ตั้งอยู่ทุกโรงพยาบาล เพื่อช่วยเหลือผู้หญิงและเด็ก ตั้งแต่การตั้งครรภ์จนถึงการช่วยลดความรุนแรงในเด็กและสตรี สร้างสุขภาพที่ดีให้ผู้หญิง เช่น ในสมัยนั้น ได้โดยการชักชวนให้ผู้หญิงชาวมุสลิมมาฝากครรภ์เพื่อแลกกับไข่และสโหร่ง , ให้มีการทำงานและบริการที่เป็นมิตรและเหมาะสมกับเพศสภาพ ตลอดจนบริบทเฉพาะ เช่น การฝากครรภ์ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้โดยแพทย์ที่เป็นผู้หญิง งานที่ไม่ก่อความเสี่ยงให้แม่ที่ตั้งครรภ์

4. จัดตั้งกองทุนสำหรับแม่เลี้ยงเดี่ยว ปัจจุบันมีแม่เลี้ยงเดี่ยวประมาณ 370,000 คน ซึ่งมากกว่าพ่อเลี้ยงเดี่ยว 4 เท่า แม้ว่ารัฐบาลจะให้เงินอุดหนุนแก่แม่เลี้ยงเดี่ยว แต่มีเพียง 50,000 รายเท่านั้นที่ได้รับและอาศัยอยู่แค่ในจังหวัดนำร่องเพียงไม่กี่จังหวัด กองทุนนี้มีวัตถุประสงค์ให้แม่เลี้ยงเดี่ยว มีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงตนเองและลูกได้อย่างมั่นคง รวมถึงการปรับเวลาศูนย์เด็กเล็ก ที่จะไม่เปิดเพียงเฉพาะเวลาราชการ แต่จะปรับตามเวลาที่เหมาะสมของพื้นที่นั้นๆ 

5. ตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้หญิง เพื่อเป็นศูนย์กลางให้แจ้งขอความช่วยเหลือจากการความรุนแรง ตกงาน และเสนอนโยบายที่สนใจ คุ้มครองผู้หญิงจากการถูกกระทำด้วยความรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมทั้งคุ้มครองจากความเสี่ยงต่างๆ ทั้งการถูกคุกคามทางเพศในที่ทำงาน คุ้มครองจากการก่อหนี้นอกระบบและถูกเอาเปรียบ คุ้มครองแม่รวมทั้งย่าหรือยายหรือคนอื่นๆ ที่ต้องเลี้ยงดูบุตรหลานโดยลำพัง

ยึดหลักปกป้องสิทธิสตรีตามอนุสัญญาว่าด้วยการ ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of all Forms of Discrimination against Women: CEDAW) ทั้งความเท่าเทียมทางการศึกษา อาชีพ รายได้ การทำงาน การเจริญพันธุ์ ตลอดจนห้ามการเลือกปฏิบัติ

ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีผู้หญิงเข้ามาสู่การเมือง ซึ่งเชื่อว่าพรรคไทยสร้างไทยจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ปกป้องสิทธิและเพิ่มศักยภาพของผู้หญิง 

ด้านน.ส.ธิดารัตน์ ระบุว่า จำนวนแม่เลี้ยงเดี่ยวปัจจุบันที่อยู่ในสถิติมีประมาณ 370,000 คน หากเทียบกับพ่อเลี้ยงเดี่ยว มีแม่เลี้ยงเดี่ยวมากกว่า 80% และเด็กเลือกที่จะอยู่กับแม่มากกว่าพ่อ ช่วงแรกเกิด-6ปี เด็กจะมีพัฒนาการ เป็นช่วงชีวิตที่ทำให้เด็กโตขึ้น เราอยากให้เด็กเรียนรู้สิทธิความเป็นประชาธิปไตย เพราะปัจจุบันสังคมมีความคิดเห็นที่หลากหลาย แม้จะเป็นประชาธิปไตย แต่เราต้องอยู่ในกรอบการเคารพซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสวยงาม

พรรคไทยสร้างไทยแถลงข่าววันสตรีสากลพรรคไทยสร้างไทยแถลงข่าววันสตรีสากล

ประวิตร โชว์ประสบการณ์ ต้องก้าวข้ามความขัดแย้งก่อน ‘เลือกตั้ง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544403

08 มี.ค. 2566

ประวิตร โชว์ประสบการณ์ ต้องก้าวข้ามความขัดแย้งก่อน 'เลือกตั้ง'

พล.อ. ‘ประวิตร’ อธิบาย ทำไมต้องก้าวข้ามความขัดแย้งก่อน ‘เลือกตั้ง’ เพราะมีประสบการณ์จากทหารถึงนักการเมือง

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โพสต์ในเพจ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ
บทที่ 2 ก้าวสู่วิถีประชาธิปไตย มีเนื้อหาว่า

การที่เป็นนายทหาร เติบโตจาก ชั้นผู้น้อย จนมาเป็น ผู้บัญชาการทหารบก อยู่เป็นผู้หนึ่งในศูนย์กลางอำนาจรัฐ ประกอบกับการคบหาสมาคมกับคนในทุกวงการตามโอกาสที่อำนวยให้มากมาย
ทำให้เข้าใจ โครงสร้างอำนาจของประเทศ เป็นอย่างดี เป็นโครงสร้างที่ส่งผลต่อการช่วงชิงและจัดสรรอำนาจจริง ไม่ใช่แค่โครงสร้างในรูปแบบที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปได้รับรู้

ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน การต่อสู้ของ 2 ฝ่าย 2 แนวความคิด เป็นไปอย่างเข้มข้น ฝ่ายหนึ่งมองเห็นแต่ความเหลวแหลกของพฤติกรรมนักการเมือง แต่ความไม่รู้ ความไม่มีความสามารถของประชาชนที่จะเลือกคนมีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารจัดการประเทศ

เห็นแต่ นักธุรกิจการเมือง-การลงทุนทางการเมืองเพื่อค้ากำไร แสวงหาผลประโยชน์-นักการเมืองที่มาจากผู้มีบารมีในท้องถิ่น เข้ามาขยายแหล่งผลประโยชน์จากอำนาจส่วนกลาง

ผู้ประสบความสำเร็จในตำแหน่ง หน้าที่การงาน ทั้งที่เป็นข้าราชการ และภาคเอกชน ทั้งนักธุรกิจ นักลงทุนที่ทำงานขับเคลื่อนประเทศ ส่วนใหญ่ทนกับความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อนักการเมืองในคุณสมบัติข้างต้นไม่ไหว



การสนับสนุนให้ก่อร่าง โครงสร้างอำนาจนิยม เกิดขึ้นจากความเหลือทนต่อพฤติกรรมดังกล่าวของนักการเมือง
รับรู้ถึงกระแสสนับสนุน การปฎิวัติรัฐประหาร ที่ไม่เคยหมดไปจากโครงสร้างอำนาจประเทศเรามาตลอด และมองความเป็นไปทั้งหมดอย่างเข้าใจ ว่าทำไมกลุ่มผู้มีอิทธิพล ในการกำหนดความเป็นไปของประเทศจึงพากันคิดและร่วมกันลงมือเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม  เหมือนชะตาชีวิตเอื้อให้มีโอกาสเข้ามาทำงานในฐานะนักการเมือง ตั้งแต่ในฐานะรัฐมนตรีในรัฐบาลที่นำโดยนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ได้ทำงานร่วมกับผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งรัฐมนตรี และ สส. จนมาถึงได้ร่วมก่อตั้งพรรค และขยับมาเป็นหัวหน้าพรรคด้วยเหตุผลที่กล่าวไปในบทที่แล้ว

ด้วยประสบการณ์ใหม่ และอุปนิสัยเดิมที่รักในการคบหาสมาคมกับผู้คน ทำให้ได้เรียนรู้ชีวิต และความคิดของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมากขึ้น

นักการเมืองในประเทศที่ประชาชนยังต้องการความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ มากมาย ด้วยโครงสร้างการบริหารจัดการประเทศไม่เอื้อให้ประชาชนพึ่งพาตัวเองได้ ขณะที่การบริหารจัดการของระบบราชการยังบกพร่องและเป็นปัญหาอยู่มาก

นักการเมืองที่ถูกหมิ่นแคลนจากชนชั้นที่มีอิทธิพล กำหนดความเป็นไปของประเทศที่ผมได้กล่าวถึงข้างต้น กลับเป็นผู้ที่เข้าอกเข้าใจปัญหา เป็นที่พึ่งที่หวังได้ในทุกเรื่องของประชาชน มากกว่าคนกลุ่มอื่นในโครงสร้างอำนาจจึงเริ่มเข้าใจอย่างลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆว่า

การตัดสินว่า ประชาชนไม่มีความสามารถในการเลือกคนดี มีความสามารถเข้ามาเป็นผู้แทน นั้นเป็น ความคิดที่ไม่ถูก เพราะมอง การตัดสินใจเลือกของประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบในโครงสร้างอำนาจแบบนี้ เพียงมุมเดียว และเป็น มุมมองที่ไม่เคยเข้าใจความรู้สึกนึกคิดชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่เป็นส่วนใหญ่ของประเทศ

และเมื่อเข้ามาสู่ชีวิตนักการเมือง ได้เรียนรู้จากการลงพื้นที่สัมผัสการทำงานของนักการเมืองพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งด้วยภารกิจราชการอย่างเช่นการลงไปแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ และลงไปร่วมหาเสียง สร้างความนิยมให้สมาชิกพรรคในจังหวัดต่าง ๆ ได้รับรู้ว่า การปลูกฝังสำนึกประชาธิปไตยให้กับประชาชนนั้น ไปไกลแล้ว ทั้งที่ผ่านบทบาทของนักการเมืองส่วนกลาง และนักการเมืองท้องถิ่นที่มีการเลือกตั้งกันทุกระดับ

ทำให้กลับมาย้อนมองผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ว่าทำไม พรรคที่สนับสนุนอำนาจนิยม จึงพ่ายแพ้ต่อ พรรคที่เดินในแนวทางประชาธิปไตยเสรีนิยมทุกครั้ง เหมือนไม่มีหนทางในชัยชนะอยู่เลย แม้ว่า ฝ่ายอำนาจนิยม จะสร้างกติกา และแต่งตั้งคนของตัวเองเข้ามาควบคุมกลไก เพื่อให้เอื้อต่อชัยชนะของฝ่ายตัวเอง อย่างเอาเป็นเอาตายแค่ไหนก็ตาม เพราะความพ่ายแพ้นั้นเกิดจาก อำนาจนิยม แม้จะครองใจคนบางกลุ่มได้ แต่ห่างไกลอย่างยิ่งต่อความเข้าใจเกี่ยวกับความจำเป็นในชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่


ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความเป็นจริงในชีวิตคนส่วนใหญ่ ผ่านประสบการณ์ทางการเมืองอย่างที่กล่าวมาแล้วทำให้เกิดความเชื่ออย่างหนักแน่นในใจว่า ในเส้นทางการบริหารจัดการประเทศ ไม่มีหนทางอื่นนอกจากมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าในระบอบประชาธิปไตย เคารพการตัดสินของประชาชนส่วนใหญ่ เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมองไม่เห็นหนทางอื่น นอกจากปักความเชื่อมั่นใน ระบอบประชาธิปไตยอย่างมั่นคง หนักแน่นเพียงใดก็ตาม แต่ด้วยประสบการณ์ที่เรียนรู้ และรับทราบถึงเจตนาดีต่อประเทศของคนกลุ่มที่พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า มีความรู้ความสามารถ และยังคง มีอิทธิพลกำหนดความเป็นไปของประเทศทำให้เกิดความเสียดาย และคิดว่าการหาทางประสานให้คนกลุ่มนี้ เข้ามามีส่วนร่วมในการนำพาประเทศ ย่อมเกิดผลดีอย่างยิ่งต่อการพัฒนาบ้านเมือง

และความคิดนี้เองเป็นที่มาของความมุ่งมั่น ก้าวข้ามความขัดแย้ง ท้ายของบทนี้ ขอให้ทุกคนเชื่อว่า ด้วยประสบการณ์ และเรื่องราวที่ได้สั่งสมมา จะทำให้ ทำได้และจะทำได้ดีกว่าใคร ในความตั้งใจด้วยความปรารถนาดีต่อประเทศนี้

ขอให้เชื่อสักครั้ง หลังจากนี้จะเล่าให้ฟังต่อไปว่าจะทำอย่างไร

เสมอภาค ดูแลทุกมิตินโยบาย ‘เพื่อไทย’ ใน ‘วันสตรีสากล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544400

08 มี.ค. 2566

เสมอภาค ดูแลทุกมิตินโยบาย 'เพื่อไทย' ใน 'วันสตรีสากล'

พรรค ‘เพื่อไทย’ เสนอนโยบายยึดหลักเสมอภาค เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ ต้องได้สิทธิ์การดูแลในทุกมิติ เนื่องในโอกาส ‘วันสตรีสากล’

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย พร้อมคณะ ร่วมแถลงข่าวนโยบายเพื่อผู้หญิง เนื่องในวันสตรีสากล ณ ที่พรรคเพื่อไทย ภายใต้ธีม DigitALL: Innovation and technology for gender equality นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ  โดยผู้เข้าร่วมมีการสวมเสื้อ embrace equity โอบกอดความเสมอภาค เพื่อแสดงจุดยืนความเสมอภาคทางเพศของพรรคเพื่อไทย

โดยมีการเปิดนโยบาย 2 อย่างที่จะสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศอย่างทั่วถึง

นโยบายแรกคือ การยกระดับกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ด้วยเทคโนโลยี ให้ผู้หญิงทุกคนเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาทักษะ ซึ่งเดิมที กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี คือหนึ่งในความสำเร็จของการสร้างความเท่าเทียมทางเพศให้เกิดขึ้น ในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีกรอบความรับผิดชอบ 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน, การพัฒนาทักษะอาชีพ, และการดูแล ปกป้องสิทธิสตรี, ผู้ด้อยโอกาส, ผู้พิการ และผู้สูงอายุ เพื่อดูแลประชากรหญิงครอบคลุมทุกมิติ

เพื่อไทยแถลง เนื่องในวันสตรีสากลเพื่อไทยแถลง เนื่องในวันสตรีสากล

น.ส. แพทองธาร ระบุอีกว่า ในปัจจุบันการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการหญิงยังเป็นปัญหา จากข้อมูลธนาคารโลกระบุว่า ในประเทศกำลังพัฒนา ผู้ประกอบการหญิงมีจำนวนเพียง 30 % และมีถึง 70% ที่ไม่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสถาบันการเงิน โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจในภาคค้าปลีกซึ่งเติบโตน้อย กำไรน้อย และยังขาดเทคโนโลยี

พรรคเพื่อไทยมีนโยบายต่อยอดความสำเร็จของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ผ่านการนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาศักยภาพกองทุน โดยเทคโนโลยีจะเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน ทำให้เกิดการสร้างคน สร้างเครือข่าย เชื่อมตลาดในประเทศและต่างประเทศ เพิ่มศักยภาพการเข้าถึงนวัตกรรม และเพิ่มการปกป้องสิทธิ์ต่างๆ เพื่อผู้หญิงทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม และสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองอย่างภาคภูมิ

นโยบายที่ 2 คือ การฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดฟรีสำหรับผู้หญิงทุกคน เนื่องจากสาเหตุการเสียชีวิตของหญิงไทยเกิดจากมะเร็งปากมดลูกเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้เห็นถึงความสำคัญของสุขภาวะในเพศหญิงและมีแนวทางลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปากกามดลูก ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันให้กับผู้หญิงทุกคนที่ยังไม่ติดเชื้อ HPV โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การเลือกตั้งที่ใกล้จะถึงนี้ พรรคเพื่อไทยมีสัดส่วนผู้สมัคร ส.ส.หญิง 20% มากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนที่มี 15 % โดยไม่ได้มีการจำกัดเพศในการคัดเลือกผู้สมัครแต่มาจากความเหมาะสมเป็นหลัก

“พรรคเพื่อไทยยึดหลักความเสมอภาคทางเพศ (Gender Equity) เราจะทำให้เพศไม่ใช่อุปสรรคในการใช้ชีวิต เรายืนหยัดที่จะทำให้ทุกคนสามารถสานฝัน ทำในสิ่งที่ทุกคนต้องการ  ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหน ทุกคนสามารถเป็นทุกสิ่งที่คุณต้องการได้” น.ส.แพทองธาร กล่าว

‘เลือกตั้ง66’ จำเป็นต้อง ‘ยุบสภา’ ครั้งที่ 15 หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544392

08 มี.ค. 2566

'เลือกตั้ง66' จำเป็นต้อง 'ยุบสภา' ครั้งที่ 15 หรือไม่

ย้อนประวัติ การ ‘ยุบสภา’ ในประเทศไทย ไม่พบว่ามีครั้งไหน ที่เอื้อต่อการขยับขยายทางการเมือง เหมือนการ ‘เลือกตั้ง66’

ย้อนดูประวัติการยุบสภาในประเทศไทย เพื่อให้มีการเลือกตั้ง66 มีรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง 2 มาตรา ประกอบด้วย  

รัฐธรรมนูญ2560 มาตรา 103 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา และให้กระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน

ภายใน 5 วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งใช้บังคับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับ วันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร



โดยมาตรา 97 เรื่องคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. (3) กำหนดให้ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคการเมืองเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภา ระยะเวลา 90 วันดังกล่าวให้ลดลงเหลือ 30 วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรดังกล่าวบังคับใช้

ย้อนดูประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทยมีการยุบสภามาแล้ว 14 ครั้ง ไม่มีครั้งใดที่ การยุบสภา มีเป้าหมาย เพื่อให้เกิดการขยับขยายทางการเมือง ก่อนการเลือกตั้ง66

ครั้งที่ 1 พันเอก พระยาพหลพลหยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2481 เนื่องจากรัฐบาลแพ้โหวตญัตติขอแก้ไขข้อบังคับการประชุมฯ

ครั้งที่ 2 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2488 เนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้รับเลือกตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2481 ได้มีพระราชบัญญัติขยายกำหนดเวลาให้อยู่ในตำแหน่งต่ออีก 2 ครั้ง เพราะอยู่ในตำแหน่งนานเกินไป

ครั้งที่ 3 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2516 จากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516

ครั้งที่ 4 ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2519 เนื่องจากเกิดปัญหา
ความแตกแยกและขัดแย้งในคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นรัฐบาลผสมในขณะนั้นอย่างรุนแรงอันเป็นเหตุให้เกิดอุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดิน

ครั้งที่ 5 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2526 เนื่องจากเกิดความ
ขัดแย้งอย่างรุนแรงในปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ครั้งที่ 6 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 เนื่องจากสภาลงมติไม่รับหลักการพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 พ.ศ.2529 

ครั้งที่ 7 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2531 เนื่องจากรัฐบาล
เห็นว่าเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความไม่มั่นคงในเสถียรภาพของรัฐบาล

ครั้งที่ 8 นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2535 การยุบสภาในครั้งนี้
สืบเนื่องจากการสืบทอดอำนาจของคณะ รสช. ซึ่งทำให้เหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคม

ครั้งที่ 9 นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 สาเหตุจาก การอภิปรายไม่ไว้วางใจ กรณี สปก. 4-01

ครั้งที่ 10 นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 27กันยายน พ.ศ. 2539  จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องสัญชาติของนาย บรรหาร ศิลปอาชา

ครั้งที่ 11 นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543  ภายหลังแก้วิกฤติฟองสบู่ 2540

ครั้งที่ 12 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ภายหลังเกิดการชุมนุม
สาธารณะตั้งข้อเรียกร้องในทางการเมือง

ครั้งที่ 13 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 หลังจากเข้ามาคลี่คลาย
ปัญหาทางเศรษฐกิจและความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคมโดยเฉพาะเรื่องการเมือง ประกอบกับรัฐสภาได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2550 แล้ว

ครั้งที่ 14 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556 หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมจาก
หลายภาคส่วนร่วมกันเดินขบวนกดดันเจ้าหน้าที่รัฐตามสถานที่ราชการต่าง ๆ คัดค้านการออกร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม พ.ศ. 2556
 

หากยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาให้ยุบสภา ต้องถือประกาศ กกต.ที่ระบุให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 7 พฤษภาคม 66 ซึ่งผู้สมัครฯ สส. ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่เกินวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 66

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

มีคำถามว่า ขณะนี้มีพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยสุดท้ายแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 66  มีกิจการหรือปัญหาใดเกี่ยวกับสภาที่จะเป็นเหตุให้ยุบสภาได้อีก  ประกอบกับวาระของสภาผู้แทนราษฎรจะสิ้นสุดลงในวันที่ 23 มีนาคม 66 หรือ อีกประมาณ 1สัปดาห์หากมีการจะยุบสภาตามที่เป็นข่าวคือในวันที่ 15 หรือ 20 ก็ยิ่งไม่มีความจำเป็น เว้นแต่จะเป็นไป ตามที่ฝ่ายการเมืองแถลงว่า จะใช้วิธียุบสภาก็เพื่อเปิดโอกาสให้มีการขยับขยายทางการเมืองได้