‘ก้าวไกล’ ขอโอกาสทำงานฝ่ายบริหารบ้าง ย้ำเป็นพรรคของทุกรุ่นทุกวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544190

04 มี.ค. 2566

'ก้าวไกล' ขอโอกาสทำงานฝ่ายบริหารบ้าง ย้ำเป็นพรรคของทุกรุ่นทุกวัย

‘ศิริกัญญา’ เชื่อ ‘พรรคก้าวไกล’ ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารได้ดีไม่แพ้สมัยเป็นฝ่ายค้าน ย้ำไม่ใช่พรรคเฉพาะคนรุ่นใหม่ เปิดโอกาสทุกรุ่นทุกวัย ประกาศไม่จับมือ 2 พรรคทหารจำแลง

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดเผยกับ คมชัดลึก ถึงความหวังการเลือกตั้งปี 2566 ว่า ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้ตรวจสอบ หรือ การอภิปรายต่างๆ พรรคก้าวไกล มักจะมีหลักฐานแน่น เราทำได้ดีมาก วิธีการนำเสนอใช้ข้อมูลหลักฐานข้อเท็จจริงทั้งหมดมาประกอบการอภิปราย

ชี้ให้เห็นว่า ผลงานของพรรคก้าวไกล 4 ปีที่ผ่านมา แม้จะเป็นฝ่ายค้านที่ไม่ได้มีอำนาจรัฐ แต่สามารถทำอะไรได้มาก สำคัญที่สุด เราไม่เคยหยุดเรียนรู้ แค่เราเรียนรู้อย่างรวดเร็ว สามารถปรับตัวได้ ไม่ว่าจะทำงานในบทบาทไหนก็ตาม 

เลือกตั้งปี 2566 ครั้งหน้าหากได้เป็นฝ่ายบริหาร เชื่อว่า สามารถทำผลงานได้โดนใจประชาชนมากขึ้นไปอีก เพราะขนาดเป็นฝ่ายค้านยังทำหน้าที่ได้ขนาดนี้ 

เมื่อถามว่า กลัวจะถูกกล่าวหา ทำงานเก่งเฉพาะฝ่ายค้านหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา ตอบสั้นๆว่า “อันนี้ต้องลองดู”

ส่วนคนติดภาพจำเป็นพรรคฝ่ายค้านอย่างเดียวหรือไม่ เขาอาจจะเห็นบทบาทด้านเดียวของเรามากกว่า ซึ่งทุกวันนี้มีแฟนคลับเชียร์เหมือนกันว่า ลองเป็นฝ่ายค้านต่อ แต่มั่นใจว่า ถ้าได้เป็นเปลี่ยนบทบาทเป็นอีกขั้วหนึ่ง (ฝ่ายบริหาร) ก็สามารถทำได้ดีไม่แพ้กัน เพียงให้โอกาสพรรคก้าวไกล

“ยืนยัน จะไม่จับมือกับพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติแน่นอน เพราะเป็นพรรคทหารจำแลง มี 2 ป.เป็นแกนนำและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 พรรค”

ส่วนภาพจำพรรคก้าวไกล คือ พรรคคนรุ่นใหม่นั้น น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า อาจจะเพราะคนในพรรคส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ คิดนโยบายต่างๆสื่อสารได้โดนใจคนในวัยเดียวกัน แต่ยืนยันว่า ทั้งนโยบาย สมาชิก และผู้สมัคร ไม่ได้มุ่งเป้าเฉพาะคนรุ่นใหม่อยากเดียวอีกต่อไป เปิดรับทุกรุ่นทุกวัย และพรรคก้าวไกลไม่ได้เป็นหน้าใหม่ของวงการการเมืองแล้ว มีนโยบายที่แตกต่างกัน ตอบโจทย์ทุกกลุ่ม 

ยอมรับว่า พรรคก้าวไกลได้เปรียบคะแนนค่อนข้างดีในพื้นที่เขตเมือง เช่น กทม. เชียงใหม่ เป็นต้น ทั้งจากการเลือกตั้งต่างๆและระดับท้องถิ่นที่ผ่านมา สำหรับพื้นที่อื่น ก็ไม่ได้ละเลยหรือไม่ใส่ใจ แต่เรายังต้องทำงานหนักในพื้นที่ชนบท เพื่อขยายฐานผู้สนับสนุนพรรคให้เยอะขึ้น

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล

ภารกิจ ‘บิ๊กป้อม’ ลุยเมืองคอน หวังชิงแชมป์สส.จาก ปชป.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544175

04 มี.ค. 2566

ภารกิจ 'บิ๊กป้อม' ลุยเมืองคอน หวังชิงแชมป์สส.จาก ปชป.

‘บิ๊กป้อม’ ลงพื้นที่จ.นครศรีธรรมราช แวะดื่มชา ชมนก ชมสวน พบปะชาวบ้าน เตรียมส่งผู้สมัครทุกเขต หวังชิงแชมป์สส.จากพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งเป้าอย่างน้อยต้องได้ 8 เขต

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ประกาศชิงเก้าอี้ สส.นครศรีธรรมราช จากแชปม์เก่า อย่างน้อย เลือกตั้งปี 2566 นี้ จะต้องได้ไม่ต่ำกว่า 8 เขต จากทั้งหมด 10 เขต 


โดยภารกิจวันนี้ 4 มี.ค. ของพล.อ.ประวิตร ลงพื้นที่จ.นครศรีธรรมราช เริ่มจากแวะจิบน้ำชา กินตี แลนก

ก่อนที่ช่วงบ่ายนี้จะเพื่อเดินทางไปทำกิจกรรมแห่ห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เนื่องในสัปดาห์วันมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุของจ.นครศรีธรรมราช 

จากนั้นจะเดินทางต่อไปยังอ.ปากพนัง ถิ่นของนายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง สส.พปชร. โดยจะพบปะประชาชนที่ตลาด100ปี พบปะกับกลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่และกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน ลงเรือข้ามฝากสาธารณะของเทศบาลเมืองปากพนัง หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เรือบาทเดียว ถูกที่สุดในโลก” ชมทิวทัศน์แม่น้ำปากพนัง ก่อนที่จะเป็นประธานในพิธีสมโภชผ้าพระบฏพระราชทาน ณ โรงเรียน ปากพนัง อ.ปากพนัง ประธานในพิธีสักการะพ่อท่านม่วง ไหว้สักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่วัดนางพระยา ก่อนเดินทางกลับ กทม.

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ทั้งนี้เลือกตั้งปี 2562 จ.นครศรีธรรมราช มี 8 เขต ประชาธิปัตย์ได้ 5 เขต พลังประชารัฐได้ 3 เขต ส่วนภูมิใจไทยเป็น 0 แต่เนื่องจากเลือกตั้งปี 2566 นี้ กกต. แบ่งเขตการเลือกตั้งใหม่ ลงตัวที่ 10 เขต  

โดยอับดับ1 พรรคประชาธิปัตย์ ก็พร้อมลุยรักษาแชมป์ทวงคืนพื้นที่ยกจังหวัดให้ได้ วางตัวไว้เกือบครบทุกเขตแล้ว นำโดยแม่ทัพ นายชัยชนะ เดชเดโช และ นายชินวรณ์ บุณยะเกียรติ์ 

ส่วนพรรคพลังประชารัฐ เดิมที่วางไว้ 9 เขต ประกอบด้วย รศ.ดร. รงค์ บุญสวยขวัญ เขต 1 (สส.พปชร.ปัจจุบัน) นางสุภาพ ขุนศรี เขต 2 (ส.อบจ.นครศรีธรรมราช) นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง เขต 3 (สส. นายพปชร.ปัจจุบัน) นายอาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เขต 4 (สส.พปชร.ปัจจุบัน) นายสุธรรม จริตงาม เขต 5 (ทนายความ) ดร.คมเดช มัชฌิมวง์ เขต 6 (อดีต นายก อบต.ยางค้อม) นายสุนทร รักษ์รงค์ เขต 7 (กรรมการบริหาร กยท ) รอ.ดร.นพ. พิชาญศักดิ์ บุญมาศ รน.เขต 8 (นายแพทย์ชื่อดัง) และ นายณัฐเดช กังสุกุล เขต 9 (ปลัดจังหวัดนครศรีธรรมราช)

แม้ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” น้องใหม่ แต่ถือว่ามาแรงอันดับต้นต้น จากการสำรวจนิด้าโพล (12 ก.พ. 2566) ชาวนครศรีธรรมราช ให้ความนิยมต่อผู้นำการเมือง คือ  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ส่วนความนิยมของพรรคยังคงเป็นของ ประชาธิปัตย์ แต่คะแนนทิ้งห่างจากพรรครวมไทยสร้างชาติไม่เท่าไร อาจจะเพราะ ได้หัวเรือใหญ่ นายวิทยา แก้วภราดัย มาดูแล บวกกับ มี สส.เก่า ย้ายเข้ามาหลายคน เช่น นายพงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ นายสุรเชษฐ์ มาศดิตถ์ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล นายสายัณห์ ยุติธรรม

ดังนั้นการลงพื้นที่ของพล.อ.ประวิตรครั้งนี้ จะสามารถเรียกคะแนนกลับมาได้มากน้อยแค่ไหน หลังต้องเสีย นายสายัณห์ ยุติธรรม เขต 7 ให้กับพรรครวมไทยสร้างชาติ 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลงพื้นที่นครศรีธรรมราชพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลงพื้นที่นครศรีธรรมราชพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช

ราชกิจจาฯ ประกาศ กำหนดค่าใช่จ่ายเลือกตั้ง สส. ปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544165

04 มี.ค. 2566

ราชกิจจาฯ ประกาศ กำหนดค่าใช่จ่ายเลือกตั้ง สส. ปี 2566

ราชกิจจาฯ ประกาศ กำหนดค่าใช่จ่ายเลือกตั้ง สส. ปี 2566 กรณียุบสภา ต้องไม่เกิน1.9 ล้านต่อคน พรรคการเมืองส่งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องไม่เกิน 44 ล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 มี.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เรื่อง กำหนดจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2566

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 62 และมาตรา 68 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงออกประกาศไว้ ดังนี้
ข้อ 1 ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง กำหนดจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566”
 

ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

(1) ในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากการยุบสภา หรือการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ต้องใช้จ่าย ไม่เกิน 1,900,000 บาท 

ข้อ 6 พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อต้องใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้

(1) ในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากการครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร ต้องใช้จ่ายไม่เกิน 163,000,000 บาท

(2) ในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากการยุบสภา หรือการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ต้องใช้จ่าย ไม่เกิน 44,000,000บาท 

ในกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อผู้ใดของพรรคการเมืองได้ใช้จ่ายไปเพื่อการเลือกตั้งเป็นจำนวนเท่าใด ให้นับรวมเป็นค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองด้วย
 

ข้อ 7 ในกรณีที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ในเขตเลือกตั้งใด ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแต่ละคน ต้องใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ ดังนี้

(1) ในเขตเลือกตั้งใดที่ต้องดำเนินการรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแต่ละคนต้องใช้จ่าย ไม่เกิน 950,000 บาท 

(2) ในเขตเลือกตั้งใดที่ไม่ต้องดำเนินการรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแต่ละคนต้องใช้จ่าย ไม่เกิน 630,000 บาท 

ข้อ 8 ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ในเขตเลือกตั้งใด ที่ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งรายใดได้รับคะแนนเสียงมากกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งนั้นและต้องรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ตามมาตรา 126 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแต่ละคนต้องใช้จ่ายในการเลือกตั้งไม่เกิน950,000 บาท

ข้อ 9 ในกรณีที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว และมีเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแต่ละคน ต้องใช้จ่ายในการเลือกตั้งไม่เกิน 1,900,000 บาท

ที่มา : https://ratchakitcha.soc.go.th

กำหนดจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในกาเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2566กำหนดจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในกาเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2566

‘ราเมศ’ เลื่อนขึ้น สส.บัญชีรายชื่อ แทน ‘เจือ ราชสีห์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544161

04 มี.ค. 2566

'ราเมศ' เลื่อนขึ้น สส.บัญชีรายชื่อ แทน 'เจือ ราชสีห์'

เว็บไซต์ราชกิจจาฯ ประกาศ ‘ราเมศ’ เลื่อนขึ้น สส.บัญชีรายชื่อ แทน ‘เจือ ราชสีห์’ ที่ยื่นลาออกไปเมื่อ 1 มี.ค. 2566

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2566 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ เลื่อนนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ อดีตเลขานุการประธานรัฐสภา (นายชวน หลีกภัย) และสส.บัญชีรายชื่อลำดับที่  36 เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อ แทนนายเจือ ราชสีห์ ที่อยู่ลำดับ 29 หลังยื่นหนังสือขอลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2566 เป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง

ทั้งนี้ นายรสเมศ เคยดำรงตำแหน่ง เลขานุการประธานรัฐสภา แต่ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป เพื่อลงสนามเลือกตั้ง จ.พังงา โดยเพิ่งเปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2

โดยนายเรเมศ จะได้เป็น สส.บัญชีรายชื่อ และจะครบวาระรัฐบาลชุดนี้วันที่ 23 มีนาคม 2566 

'ราเมศ' เลื่อนขึ้น สส.บัญชีรายชื่อ แทน 'เจือ ราชสีห์'

กกต.แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ เตรียมส่ง สลค. ประกาศราชกิจจาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544160

04 มี.ค. 2566

กกต.แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ เตรียมส่ง สลค. ประกาศราชกิจจาฯ

กกต.กำหนดแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศ สส. 1 คน ต้องมีราษฎร 162,966 คน พร้อมเตรียมส่งสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเร็วๆนี้

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คำนวณจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษกร (สส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่จะพึงมีของแต่ละจังหวัด หลังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย กำหนดให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง นั้น คำว่า “ราษฎร” ไม่หมายความรวมถึงผู้ไม่ได้สัญชาติไทย

กรณีใช้จำนวนราษฎรสัญชาติไทย โดยพิจารณาจากจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ณ วันที่ 31ธันวาคม 2565 ซึ่งมีจำนวน 65,106,481คน จึงมีจำนวนราษฎรโดยเฉลี่ยประมาณ 162,966 คน ต่อจำนวนสส.หนึ่งคน

โดย กกต. พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ การกำหนดจำนวน สส. แต่ละจังหวัด เพื่อส่งให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยเร็วต่อไป

รวมถึงจัดทำและประกาศรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งอย่างน้อย 3 รูปแบบ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองและประชาชนในจังหวัดเป็นเวลา 10 วัน นับแต่วันปิดประกาศ ในระหว่างวันที่ 4 – 13มีนาคม 2566

สำหรับการกำหนดจำนวนสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่จะพึงมีของแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ ดังนี้

จำนวนสส.แบบแบ่งเขตจำนวนสส.แบบแบ่งเขต

จำนวนสส.แบบแบ่งเขตจำนวนสส.แบบแบ่งเขต

จำนวนสส.แบบแบ่งเขตจำนวนสส.แบบแบ่งเขต

กกต.ประกาศจำนวนส.ส.พึงมีทั่วประเทศใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544144

03 มี.ค. 2566

กกต.ประกาศจำนวนส.ส.พึงมีทั่วประเทศใหม่

คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศจำนวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต พึงมีทั่วประเทศใหม่แล้ว หลังศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยไม่นับคนไม่มีสัญชาติไทยเป็นราษฎร

นายอิทธิพร  บุญประคอง  ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ได้ลงนามประกาศ  เรื่องยกเลิกประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งส.ส 2566 ลงวันที่ 31 ม.ค.2566 

ประกาศ กกต.ประกาศ กกต.

โดยอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการกำหนดจำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 86(1) ที่กำหนดให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร์ที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง ว่าคำว่า”ราษฎร”ไม่หมายรวมถึงผู้ไม่ได้สัญชาติไทย  

การแสดงจำนวนส.ส.พึงมีทั่วประเทศการแสดงจำนวนส.ส.พึงมีทั่วประเทศ

ขณะเดียวกันก็ได้ลงนามในประกาศกกต.เรื่อง จำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดจะพึงมีแล้วโดยยึดจำนวนราษฎรสัญชาติไทยทั่วราชอาณาจักรณวันที่ 31 ธ.ค 65 มีจำนวน 65,106,581 คน จำนวนราษฎรโดยเฉลี่ย 162, 766 คนต่อส.ส. 1 คน  และจำนวนส.ส.และเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ทางสำนักงานจะประสานไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อนำประกาศทั้ง 2 ฉบับลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลใช้บังคับต่อไป


สำหรับจำนวนส.สและเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร 33 คน  ตามมาด้วยนครราชสีมา มีส.ส.16 คน

ส่วนที่มีส.ส. 11คน มี 2 จังหวัด คือขอนแก่น และอุบลราชธานี 

ที่มีส.ส. 10 คนมี 5 จังหวัด คือ นครศรีธรรมราช ชลบุรี เชียงใหม่ อุดรธานี และบุรีรัมย์ 

ที่มีส.ส.9 คนมี 2จังหวัด คือศรีสะเกษ และสงขลา 

ที่มีส.ส. 8 คนมี 4 จังหวัดคือ นนทบุรี ร้อยเอ็ด สมุทรปราการ และสุรินทร์ 

ที่มีส.ส 7 คนมี 5 จังหวัด คือ เชียงราย ชัยภูมิ​ ปทุมธานี สกลนคร และสุราษฎร์ธานี

ที่มีส.ส. 6 คนมี 5 จังหวัดคือ กาฬสินธุ์ นครปฐม นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ และมหาสารคาม

ที่มีส.ส. 5 คนมี 9 จังหวัด คือ ปัตตานี ลพบุรี กาญจนบุรี นราธิวาส พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลก ระยอง ราชบุรี และสุพรรณบุรี

ที่มีส.ส. 4 คน มี 8 จังหวัด คือกำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา ตรัง นครพนม  ลำปาง เลย  สระบุรี และสุโขทัย

ที่มีส.ส .3 คนมี 21 จังหวัด คือ ตาก กระบี่ จันทบุรี ชุมพร น่าน บึงกาฬ ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พะเยา พัทลุง พิจิตร เพชรบุรี แพร่ ภูเก็ต ยโสธร ยะลา สระแก้ว หนองคาย หนองบัวลำภู สมุทรสาคร และอุตรดิตถ์

ที่มีส.ส. 2 คน มี 10 จังหวัด คือชัยนาท นครนายก พังงา มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ลำพูน สตูล อ่างทองอำนาจเจริญ และอุทัยธานี

และที่มีส.ส.1 คนมี 4 จังหวัด คือ ตราด ระนอง สมุทรสงคราม และสิงห์บุรี

ทั้งนี้หากคิดจำนวนส.ส.เป็นรายภาคโดยตามประกาศกกต.เรื่องบัญชีรายชื่อภาคและจังหวัด 2560 ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและ 26 จังหวัด จะมีส.ส. 122  คน ภาคใต้ 14 จังหวัดจะมีส.ส. 60 คน ภาคเหนือ 16 จังหวัดจะมีส.ส. 37 คน ภาคอีสาน 133 ภาคตะวันออกจะมีส.ส. 29 คน และภาคตะวันตกจะมีส.ส. 19 คน

‘ทสท.’ ชูนโยบายกฎหมายอากาศสะอาด หนุนแลกรถเก่าเป็นรถEV แก้PM2.5 เชียงใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544141

03 มี.ค. 2566

'ทสท.' ชูนโยบายกฎหมายอากาศสะอาด หนุนแลกรถเก่าเป็นรถEV แก้PM2.5 เชียงใหม่

‘ทสท.’ ลงพื้นที่เชียงใหม่ เตรียมดันกฎหมายอากาศสะอาดวาระเร่งด่วนเข้าสภา แก้PM2.5 เสี่ยงมะเร็งปอด 1-1.4 เท่า หนุนใช้รถEV โดยนำรถยนต์เก่าแลกคันใหม่

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วย น.ต.ศิธา ทิวารี เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย นายการุณ โหสกุล นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ แกนนำพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่จ.เชียงใหม่ เพื่อพบป่ะพี่น้องประชาชน พร้อมแนะนำว่าที่ผู้สมัครของพรรคไทยสร้างไทย จำนวน 10 เขต 


คุณหญิงสุดารัตน์ ขึ้นปราศรัยพร้อมย้ำผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ ว่า ขอให้ทำงานหนัก เพื่อให้พี่น้องทุกคนมั่นใจ พรรคไทยสร้างไทย สามารถทำนโยบายที่ได้ประกาศไว้สำเร็จ เป็นรูปธรรมได้ภายใน 3 ปีหากได้รับโอกาสเป็นรัฐบาล ต้องให้ประชาชนเข้าใจนโยบายของพรรคและกฎหมายต่างๆที่ร่างเตรียมรอเข้าในสภาแล้ว เหมือนรถไปจอดรอแล้ว เหลือแค่คนขับ คือผู้สมัครทุกคน ที่จะเข้าสภาไปยกมือให้กฎหมายฉบับนี้ 

พรรคไทยสร้างไทย เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร เชียงใหม่พรรคไทยสร้างไทย เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร เชียงใหม่

รวมถึงชู พ.ร.บ.อากาศสะอาด จึงเป็นวาระเร่งด่วนที่พรรคไทยสร้างไทย จะผลักดันเป็นกฎหมายฉบับแรกๆ เมื่อได้เป็นรัฐบาล เนื่องจากปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของพี่น้องชาวเชียงใหม่และพี่น้องภาคเหนือต้องพบเจอมานานหลายปี คือ “ฝุ่นพิษ” โดยเฉพาะค่าอากาศ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน สูงถึง 210 AQI และ PM2.5 สูงถึง 100 ซึ่งถือเป็นตัวเลข เมืองที่มีมลพิษสูงอันดับ 1 ของโลก 


ปัญหาดังกล่าวจะกลายเป็นสาเหตุที่อาจนำไปสู่โรคมะเร็งปอดโดยภาวะที่มี PM 2.5 จะทำให้มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอด ได้มากถึง 1-1.4 เท่า ซึ่งเมื่อ PM 2.5 ลอยเข้าไปในหลอดลมจนถึงปอด จะไม่รู้สึกตัวและป้องกันไม่ได้เมื่อเข้าไปภายในปอดแล้ว อาจทำให้เกิดการอักเสบมีการกลายพันธุ์ของ DNA RNA หากร่างกายได้รับสาร PM 2.5 ในปริมาณมากและยาวนานเกินไปก็จะทำให้กลายเป็นมะเร็งปอดได้

นอกจากพ.ร.บ.อากาศสะอาดแล้ว ยังสร้างมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรเพื่อไม่ให้ไปเผาตอซังต่างๆ โดยจะใช้เครื่องมือาจากมหาวิทยาลัยผลิตได้ เก็บตอซังเหล่านี้ขึ้นมาและยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นวัสดุ Bio Plastic เช่น จาน แก้ว และกระดาษต่างๆ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้อีกทางหนึ่งด้วย และจะไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขอความร่วมมือไม่ให้มีการเผา รวมถึงไฟป่าที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง โดยจัดสรรงบประมาณให้กับภาคประชาชน เพื่อช่วยเป็นหูเป็นตาในการป้องกันและสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเรื่องเหล่านี้อย่างเต็มที่

ขณะเดียวกันพื้นที่ในตัวเมืองจะต้องสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV ให้มากขึ้น ซึ่งพรรคไทยสร้างไทยมีนโยบายและแผนงานเตรียมพร้อมไว้แล้ว โดยเฉพาะการนำรถยนต์เก่ามาแลกรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ โดยมีสิทธิพิเศษต่างๆให้มากมาย

พรรคไทยสร้างไทยลงพื้นที่เชียงใหม่พรรคไทยสร้างไทยลงพื้นที่เชียงใหม่

พรรคไทยสร้างไทยลงพื้นที่เชียงใหม่พรรคไทยสร้างไทยลงพื้นที่เชียงใหม่

‘บิ๊กตู่’ ลุย 5 วัด เมืองกรุงเก่าเตรียมบูรณะวิหาร-เจดีย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544135

03 มี.ค. 2566

'บิ๊กตู่' ลุย 5 วัด เมืองกรุงเก่าเตรียมบูรณะวิหาร-เจดีย์

‘บิ๊กตู่’ ตรวจราชการ 5 วัด จ.พระนครศรีอยุธยา เตรียมบูรณะวิหาร-เจดีย์ ต้อนรับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ลั่นจะดูแลประชาชนให้ดีที่สุด ในฐานะ ‘นายกรัฐมนตรี’

วันนี้ 3 มี.ค. ภารกิจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการ 5 จุดที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยสำรวจสภาพวิหารและเจดีย์หลายจุด เพื่อเตรียมบูรณะต้อนรับนักท่องเที่ยวและต่างชาติ เพราะติด 1 ใน 50 สถานที่ที่ทั่วโลกควรจะเดินทางมาหลังสถานการณ์โควิด และดัน Soft Power สู่สายตาชาโลก รวมถึงส่งเสริมสินค้า OTOP พัฒนารูปแบบใหม่ให้เป็นอัตลักษณ์กับพื้นที่ 


จุดแรก วัดใหญ่ชัยมงคล ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อเดินทางถึงได้เข้ากราบสักการะพระประธานในพระอุโบสถ และเข้านมัสการพระครูสิริชัยมงคล ชยธมฺโม เจ้าอาวาสวัดใหญ่ชัยมงคล พร้อมกับสักการะพระเจดีย์ชัยมงคลตรวจดูสภาพเจดีย์ชัยมงคล ที่ชำรุดเสียหาย เพื่อเตรียมการบูรณะ และสักการะถวายผ้าห่มองค์พระพุทธรูปปางไสยาสน์หรือพระนอนบบริเวณวิหารเก่า

จากนั้นเดินทางไปยังพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่อยู่บริเวณด้านหน้าของวัดใหญ่ชัยมงคล ระหว่างทางมีชาวบ้านมาให้กำลังใจพร้อมตะโกน “ลุงตู่สู้ๆ” และมีการทำป้ายข้อความให้กำลังใจจำนวนมาก เช่น “โดนัทยังมีรู ลุงตู่ยังมีเรา” เป็นต้น

จุดสอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ต.ประตูชัย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

จุดสาม วัดศาลาปูนวรวิหาร ต.ท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

จุดสี่ วิหารพระมงคลบพิตร และวัดพระศรีสรรเพชญ์ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ต.ประตูชัย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเตรียมการบูรณะให้เป็นแหล่งการเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ โดยเข้ากราบสักการะพระมงคลบพิตร ถวายพวงมาลัย ผ้าห่มพระมงคลบพิตรและรับฟังประวัติและสถานที่สําคัญภายในวัดพระศรีสรรเพชญ์ 

จุดห้า วัดใหม่หญ้าไทร ต.ลาดบัวหลวง อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา โดยพบปะประชาชน เพื่อติดตามการดำเนินโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก 
นายกรัฐมนตรีตรวจราชการ จ.พระนครศรีอยุธยานายกรัฐมนตรีตรวจราชการ จ.พระนครศรีอยุธยา

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลทุ่มงบประมาณจำนวนมาก เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จนสามารถป้องกันน้ำท่วมได้ วันนี้มาดูการท่องเที่ยวเศรษฐกิจระดับฐานราก อย่าให้คนมาเรียกเราว่าเป็นรากหญ้า แต่คือเศรษฐกิจฐานราก เพราะบ้านทุกหลังต้องมีฐาน ถ้าชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนเข้มแข็ง บ้านก็มั่นคง ดังนั้นต้องเข้มแข็งด้วยตัวเอง ด้วยการสร้างรายได้ในท้องถิ่นในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด อยุธยาได้เปรียบเพราะมีพื้นที่ที่อยู่ในเขตชลประทานแม่น้ำเยอะ แต่บางทีน้ำอาจจะเยอะเกินไปด้วย ตนเห็นใจแต่สิ่งนี้ก็เกิดมาตั้งแต่โบราณ รัฐบาลได้ดูแลมาโดยตลอดแต่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล คือ สิ่งที่รัฐบาลพยายามตามเก็บมาโดยตลอด ไม่ใช่เฉพาะจ.พระนครศรีอยุธยา แต่ต้องทำเรื่องเหล่านี้ต่อไป 

พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า วันนี้ไม่ได้มาหาเสียง แต่มาในนามของนายกรัฐมนตรีที่จะต้องดูแลประชาชน 70 ล้านคน สิ่งสำคัญที่สุด คือ อนาคตของลูกหลาน การศึกษาต้องเรียนต้องมีงานทำ แต่คนแต่งงานน้อยลงจะมีปัญหาเรื่องแรงงานในอนาคต ด้านสุขภาพรัฐบาลก็ดูแลเต็มที่ เรื่องบัตรทองดีกว่าเดิมหมด วันนี้ทุกคนเข้าถึงการบริการภาครัฐเกือบทั้งหมดแล้ว ทุกคนกดเงินทางโทรศัพท์ได้แล้ว รัฐบาลพยายามจะเติมตรงนี้ให้มากขึ้น 


นอกจากนี้ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมเชื่อมโยงทุกคนเข้าสู่ด้วยกันได้สะดวก ลดเวลา ลดค่าใช้จ่าย กฎหมายเท่าเทียม ความเป็นธรรมเรื่องรายได้ เท่าเทียมทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็ก-ผู้สูงวัย รวมถึงจะต้องแก้ปัญหาเรื่องความยากจน 

“วันนี้อย่าไปเครียดถ้าเครียดก็คิดอะไรไม่ออก มันต้องสู้ รัฐบาลมีลูก 70 ล้านคน มันเหนื่อย แต่คนก็พูดว่าถ้าเหนื่อยก็ออกไปสิ พูดได้แค่นี้ว่า จะทำให้ถึงวันสุดท้ายที่จะทำให้ได้ ยืนยันว่าเวลานี้เหลือไม่มากแต่ก็พยายามจะทำให้ดีที่สุด วันนี้เจ็บมือแต่ไม่เจ็บใจเพราะได้มาเจอกับทุกคน วันนี้สู้ทุกอย่างเพราะนี่คือ ตนไม่ยอมไป จะต้องดูแลให้ดีที่สุดในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้”
 

นายกรัฐมนตรีตรวจราชการ จ.พระนครศรีอยุธยานายกรัฐมนตรีตรวจราชการ จ.พระนครศรีอยุธยานายกรัฐมนตรีตรวจราชการ จ.พระนครศรีอยุธยานายกรัฐมนตรีตรวจราชการ จ.พระนครศรีอยุธยาชาวพระนครศรีอยุธยาให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีชาวพระนครศรีอยุธยาให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี

ก้าวไกลขอให้ ครม. หยุดทุกโครงการในความรับผิดชอบของ ‘ศักดิ์สยาม’ ไว้ก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544132

03 มี.ค. 2566

ก้าวไกลขอให้ ครม. หยุดทุกโครงการในความรับผิดชอบของ 'ศักดิ์สยาม' ไว้ก่อน

เรียกร้อง ครม. หยุดพิจารณาทุกโครงการคมนาคม หลังศาลรัฐธรรมนูญสั่ง ‘ศักดิ์สยาม’ หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ประชาชน

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เรียกร้องไปยังคณะรัฐมนตรี ที่อาจจะกำลังอนุมัติงบประมาณทิ้งทวน ก่อนยุบสภาฯ ว่า ขอให้ระงับโครงการที่เสนอเข้า ครม. โดยศักดิ์สยาม ชิดชอบ ทั้งหมด  หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์รับคำร้อง กรณีที่ขอให้ศาลฯ วินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สิ้นสุดลงเฉพาะตัว

สืบเนื่องจากการคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยศาลฯ พิจารณาให้ศักดิ์สยาม ผู้ถูกร้อง หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรี จนกว่าศาลฯ จะวินิจฉัยเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ประชาชนจะตัดสินในคูหาเลือกตั้ง ว่าใครควรที่จะเข้ามาบริหารเงินภาษีของพวกเขาในรัฐบาลชุดต่อไป

ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า กรณีนี้เป็นการยื่นคำร้องร่วมกันของ สส. พรรคฝ่ายค้าน 54 คน ตั้งประเด็นหลักมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจของตนเมื่อกลางปี 2565 โดยจากข้อมูลเอกสารที่ตนได้รับมานั้น พบว่าการโอนหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งเคยเป็นของศักดิ์สยาม และได้โอนหุ้นออกไปก่อนจะรับตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น มีพิรุธอยู่ในหลายจุด ไม่ว่าจะเป็น ผู้ที่รับโอน ซึ่งปรากฏว่ามีความพัวพันกับครอบครัวชิดชอบมาอย่างยาวนาน

การให้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ( หจก.) ใช้ที่อยู่บ้านของตระกูลตนเองต่อยาวนานเป็นปี ทั้งๆ ที่ไม่มีสถานะผู้ถือหุ้น หรือกรรมการใน หจก.แล้ว, การยื่นทรัพย์สินของศักดิ์สยาม ที่น้อยจนผิดปกติ หากมีการขายหุ้นครั้งนี้จริง, ตัวเลขในงบการเงิน ที่มีความขัดแย้งกันในตัวเอง, ราคาในการซื้อขายซึ่งไม่สมเหตุสมผลกับรายได้ของธุรกิจ และไม่ปรากฎหลักฐานการโอนเงินการซื้อขายหุ้นครั้งนี้

คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในวันนี้ พิสูจน์ว่า ถึงแม้จะเป็นเสียงข้างน้อยในสภาฯ ไม่สามารถล้มรัฐมนตรีกลางสภาฯ ได้ แต่หากมีข้อมูลหลักฐานที่แน่นหนาพอ ผู้แทนราษฎร ก็ยังสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบจนอาจดึงรัฐมนตรี อย่างศักดิ์สยาม ลงจากเก้าอี้ได้จริงๆ

เขต 7 ‘ปากน้ำ’ ระอุ ‘เลือกตั้ง66’ อัศวเหม – เทียนสุวรรณ ยอมกันไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544128

03 มี.ค. 2566

เขต 7 'ปากน้ำ' ระอุ 'เลือกตั้ง66' อัศวเหม - เทียนสุวรรณ ยอมกันไม่ได้

‘เลือกตั้ง66’ พลังประชารัฐ – รวมไทยสร้างชาติ ฟาดกันแน่ บ้านใหญ่ อัศวเหม – เทียนสุวรรณ ไม่ยอมกันที่เขต 7 สมุทรปราการ

สมุทรปราการ ถือเป็นอีกพื้นที่ยุทธศาสตร์ของพรรคพลังประชารัฐ ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค เตรียมลงพื้นที่เพื่อกระชับความสัมพันธ์บ้านใหญ่อัศวเหม เพื่อกอดคอร่วมกันทำศึกเลือกตั้งครั้งหน้า หลังจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เอาชนะเพื่อไทยได้มา 6 เก้าอี้

แต่ถ้าย้อนกลับไปยังช่วงกลางปี 65 กลุ่ม 6 สส. สมุทรปราการ เด็กในคาถาบ้านใหญ่ อัศวเหม ได้สร้างปรากฏการณ์ โหวตสวนมติพลังประชารัฐ ไม่ไว้วางใจ บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เสนาบดีกระทรวงคลองหลอด ในศึกภิปรายไม่ไว้วางใจ จนทำให้ บิ๊กป๊อกมีคะแนนต่ำสุดในเหล่าบรรดารัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปราย และเรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตร มานั่งเก้าอี้ มท.1 แทน

จากนั้นไม่นาน บิ๊กป้อม ก็ลงพื้นที่ตรวจราชการสมุทรปราการ ในวันที่ 25 ก.ค. 65 โดยมีบรรดา สส. ปากน้ำ รอต้อนรับ และรับปากจะจัดสรรเก้าอี้ให้ กระทั่งการปรับคณะรัฐมนตรีล่าสุด  ปันเก้าอี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทวงเกษตรและสหกรณ์ให้ สุนทร ปานแสงทอง เด็กในคาถา บ้านใหญ่ปากน้ำ

การเลือกตั้ง 66 สมุทรปราการ มีพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 1 เขต รวมเป็น 8 เขต โดย พลังประชารัฐ เตรียมส่งกลุ่ม สส. จากบ้านใหญ่ อัศวเหม ลงชนครบทุกพื้นที่ แต่ที่น่าจับตา ชนิดห้ามกระพริบ คือ เขต 7 ซึ่งแชมป์เป็นของ ไพลิน เทียนสุวรรณ จากพรรคพลังประชารัฐ ที่ปัจจุบันเปลี่ยนโปรย้ายข่าย ไปเข้าร่วม “พรรคลุงตู่ ในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

สาเหตุที่ต้องโฟกัส เขต 7 เพราะเป็นการต่อสู้กันระหว่าง 2 ตระกูลการเมืองใหญ่ คือ อัศวเหม และ เทียนสุวรรณ เพราะการเลือกตั้งปี 62 พื้นที่นี้อยู่ระหว่างเลือกว่าจะเอาใคร เพราะบ้านใหญ่ อัศวเหม ต้องการจะส่งลูกพี่ลูกน้อง คือ ต่อศักดิ์ อัศวเหม เข้ายึดพื้นที่

แต่ติดตรง เสธ.อ้น พล.อ.กนิษฐ์ ชาญปรีชญา น้องรักลุงตู่ ซึ่งเป็นเตรียมทหารรุ่น 19 มีหน้าที่รับผิดชอบพื้นที่ภาคกลาง ต้องการดันบ้านใหญ่ เทียนสุวรรณ ลงแข่งขัน เพราะถือเป็นหนึ่งตระกูลการเมืองท้องถิ่น ก่อนจะจบลงด้วยการส่ง ไพลิน เทียนสุวรรณ ลูกสาว สมัคร เทียนสุวรรณ อดีต สจ. สมุทรปราการ ได้สมใจ

เมื่อ สส.ริน ย้ายไปรวมไทยสร้างชาติ พลังประชารัฐ จึงส่ง ต่อศักดิ์ อัศวเหม สส.บัญชีรายชื่อของพรรค เข้าลงแข่งขันเขตนี้

เขต 7 สมุทรปราการ จึงกลายเป็น ศึกชนช้าง ในการเลือกตั้ง 66 กับสมรภูมิของ 2 ตระกูลการเมืองใหญ่ ที่เตรียมรอเวลาเปิดหีบ ขณะที่คู่แข่ง อย่าง เพื่อไทย หวังพลังคนเสื้อแดงทุกตารางนิ้วในปากน้ำร่วมแลนด์สไลด์ กลับมาเป็นของเพื่อไทยตามเดิม