‘ปลัดศธ.’ชี้น่ารักดีนทท.จีนฮิตแต่งชุดนักเรียนไทย ห่วงใส่เที่ยวผับบาร์ทำคนเข้าใจผิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715887

‘ปลัดศธ.’ชี้น่ารักดีนทท.จีนฮิตแต่งชุดนักเรียนไทย ห่วงใส่เที่ยวผับบาร์ทำคนเข้าใจผิด

‘ปลัดศธ.’ชี้น่ารักดีนทท.จีนฮิตแต่งชุดนักเรียนไทย ห่วงใส่เที่ยวผับบาร์ทำคนเข้าใจผิด

วันพุธ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2566, 12.59 น.

‘ปลัดศธ.’ชี้น่ารักดีนทท.จีนฮิตแต่งชุดนักเรียนไทย ห่วงใส่เที่ยวผับบาร์ทำคนเข้าใจผิด

8 มีนาคม 2566 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวถึงกรณีชุดนักเรียนไทยกลายเป็นแฟชั่นยอดฮิตของกลุ่มนักท่องเทียวชาวจีน ที่เดินทางมาบางลำพู เพื่อจัดหาคอสตูมเสื้อขาวกระโปรงน้ำเงิน ปักชื่อไทยเก๋ไก๋ เดินทางท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงมีการถ่ายรูปคู่กับนักแสดงไทย ว่า ตนมองว่าเป็นความน่ารัก และถือเป็นเรื่องที่ดี ที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมเครื่องแบบนักเรียนของไทย ขณะที่นักเรียนไทยบางแห่งกำลังเรียกร้องให้ยกเลิกเครื่องแบบนักเรียน แต่ ศธ. เองมีความกังวล และอยากทำความเข้าใจ  กรณีนักท่องเที่ยวสวมใส่ชุดนักเรียน เดินทางไปในสถานที่ต่าง ๆ อาจต้องดูความเหมาะสม โดยเฉพาะสถานบันเทิงในยามวิกาล อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือเกิดอันตรายได้  เรื่องนี้มีทั้งด้านดี และด้านที่ต้องควรระวัง  ซึ่งศธ. อาจจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวต่อไป

“ผมมองว่า การที่นักท่องเที่ยวชาวจีน นิยมแต่งชุดนักเรียนไทย เป็นควานน่ารัก ส่วนผิดข้อกฎหมายหรือไม่นั้น ตรงนี้คงต้องมองที่เจตนา รวมถึงไม่ได้มีการปักชื่อแสดงสัญลักษณ์โรงเรียน  เพียงแต่ปักชื่อของตัวเอง ไม่ได้สร้างความเสียหาย ดังนั้น ก็คงไม่มีความผิด  แต่อาจต้องระวังในเรื่องการสวมใส่ชุดดังกล่าวไปในสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งควรจะเป็นสถานที่ที่เหมาะสม ไม่ล่อแหลม ที่สำคัญไม่ควรสวมใส่ชุดนักเรียนในยามวิกาล หรือไปเที่ยวในสถานบันเทิง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด หรือเกิดอันตรายได้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ศธ. ค่อนข้างกังวล และจะต้องหารือเพื่อทำความเข้าใจต่อไป” ปลัด ศธ. กล่าว 

รัฐบาลลุยต่อเฟส 4 ให้ทุนการศึกษา 5 จังหวัดชายแดนใต้เรียนจบปริญญาตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715847

รัฐบาลลุยต่อเฟส 4 ให้ทุนการศึกษา 5 จังหวัดชายแดนใต้เรียนจบปริญญาตรี

รัฐบาลลุยต่อเฟส 4 ให้ทุนการศึกษา 5 จังหวัดชายแดนใต้เรียนจบปริญญาตรี

วันพุธ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2566, 09.18 น.

ครม.เห็นชอบโครงการทุนอุดมศึกษาพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ เฟส 4 มอบทุนคนละ 4 หมื่น เพิ่มโอกาสเรียนต่อ ป.ตรี

8 มีนาคม 2566 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 ว่า ครม.เห็นชอบโครงการสนับสนุนทุนการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในประเทศให้แก่เยาวชนที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีการศึกษา 2566 – 2570 วงเงิน 419.5 ล้านบาท สำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 เพื่อให้การดำเนินการโครงการมีความต่อเนื่อง และเพิ่มโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา 4 อำเภอ (จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) ได้เข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชาที่ขาดแคลนตามความต้องการของพื้นที่ รวมทั้งสามารถนำความรู้ไปพัฒนาท้องถิ่นภูมิลำเนาของตนเองได้

โครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เปิดโอกาสและลดความเลื่อมล้ำทางการศึกษาให้แก่นักเรียนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2)สนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาวิชาขาดแคลนตามความต้องการของพื้นที่ 3)ส่งเสริมให้ผู้รับทุนมีจิตอาสาและจิตสาธารณะ สร้างประโยชน์แก่สถาบันที่ตนเองศึกษา ท้องถิ่น และประเทศชาติ ระยะเวลาโครงการตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 – 2570 โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชนที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี และจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าในเขตพื้นที่

โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เยาวชนที่ไม่สามารถสอบเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาได้ จะสนับสนุนสถานที่ศึกษาต่อเป็นกรณีพิเศษ กลุ่มที่ 2 เยาวชนที่สามารถสอบเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาได้ จะสนับสนุนทุนค่าครองชีพในสาขาวิชาที่ขาดแคลน ส่วนการสนับสนุนทุนการศึกษานั้น เป็นการสนับสนุนทุนการศึกษารวมทั้งหมด 500 ทุน จำนวน 5 รุ่น รุ่นละ 4 ปี โดยผู้ได้รับทุนกลุ่มที่ 1 จำนวน 250 ทุน ต้องเป็นผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกลำดับที่ 1 – 250 ได้รับทุน 40,000 บาทต่อปีการศึกษา ตามระยะเวลาของหลักสูตร ส่วนผู้ได้รับทุนกลุ่มที่ 2 จำนวน 250 ทุน ได้รับทุน 40,000 บาทต่อปีการศึกษา ตามระยะเวลาของหลักสูตร

นางสาวรัชดา กล่าวด้วยว่า โครงการทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ดำเนินการมาแล้ว 3 ระยะ เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2550 มีเยาวชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ได้รับทุนการศึกษาแล้ว 5,795 คน จากการติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ พบว่า ผู้รับทุนโครงการระยะที่ 1 มีงานทำร้อยละ 70.3 ศึกษาต่อร้อยละ 1.9 ผู้รับทุนโครงการระยะที่ 2 มีงานทำร้อยละ 71.9 ศึกษาต่อร้อยละ 6.5 ส่วนผู้รับทุนโครงการระยะที่ 3 อยู่ระหว่างการประเมินโครงการ

นโยบาย‘ผู้หญิง-เด็ก-ครอบครัว’ 9 พรรคร่วมแสดงวิสัยทัศน์‘วันสตรีสากล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715767

นโยบาย‘ผู้หญิง-เด็ก-ครอบครัว’  9 พรรคร่วมแสดงวิสัยทัศน์‘วันสตรีสากล’

นโยบาย‘ผู้หญิง-เด็ก-ครอบครัว’ 9 พรรคร่วมแสดงวิสัยทัศน์‘วันสตรีสากล’

วันพุธ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.30 น.

“8 มีนาคม” ของทุกปี ตรงกับ“วันสตรีสากล (International Women’s Day)” ย้อนไปในวันที่ 8 มี.ค. 2400 แรงงานหญิงโรงงานทอผ้าในเมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ชุมนุมเรียกร้องสิทธิแรงงาน เนื่องจากสภาพการจ้างงานในยุคนั้นที่นายจ้างค่อนข้างเอารัดเอาเปรียบ ยังไม่มีการกำหนดชั่วโมงการทำงาน วันหยุด-วันลา อีกทั้งยังกดค่าจ้าง รวมถึงความเสี่ยงเฉพาะของแรงงานหญิงที่มากกว่าแรงงานชาย คือเมื่อตั้งครรภ์ก็จะถูกเลิกจ้างทันที

จากการเรียกร้องสิทธิแรงงานวันสตรีสากล ยกระดับไปสู่การเรียกร้องความเสมอภาคระหว่างชาย-หญิง ในทุกมิติ ทั้งโอกาสในการศึกษา สาธารณสุข การแก้ไขปัญหาการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ความรุนแรงในครอบครัว ฯลฯ มีการจัดกิจกรรมทุกปีในหลายประเทศทั่วโลก และเนื่องในโอกาสที่วันสตรีสากล ประจำปี 2566 นี้ ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งใหญ่ ที่จะนำมาซึ่งการมีรัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ชุดใหม่ สิทธิสตรีจึงเป็นอีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อให้พรรคการเมืองต่างๆ แสดงวิสัยทัศน์

ดังเช่นเมื่อวันที่ 2 มี.ค.2566 ที่ผ่านมา มูลนิธิเพื่อนหญิง ร่วมกับภาคีเครือข่ายเด็กและสตรี จัดกิจกรรมนำเสนอ 8 นโยบายด้านสตรีต่อพรรคการเมือง เนื่องในวันสตรีสากล ณ โรงแรมเอเชีย ราชเทวี โดยมีตัวแทนจาก 9 พรรคการเมือง ร่วมเสนอนโยบายของพรรคในด้านนี้ ประกอบด้วย มนัส โกศล พรรคแรงงานสร้างชาติ กล่าวว่า นับตั้งแต่เริ่มตั้งพรรคแรงงานสร้างชาติ หนึ่งในนโยบายที่พยายามขับเคลื่อนมาตลอดคือ ผ้าอนามัยฟรีสำหรับเด็กและเยาวชนหญิง” ในวัยที่ยังไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงตนเองได้

“ด่านแรกที่สุดของสุขภาพหญิงก็คือช่องคลอด ก็คือด่านแรกที่จะติดเชื้อ เรารณรงค์ให้แจกผ้าอนามัยฟรี เราจะมีการแจกผ้าอนามัยฟรีตั้งแต่เด็กที่มีรอบเดือนจนถึงจบปริญญาตรี เพราะเราดูแล้วผ้าอนามัยที่เป็นต้นทุนสิ่งหนึ่งคือแพงมาก เราไปสำรวจมา น้องๆ หนูๆ ลูกหลานเราบางคนใช้ผ้าอนามัยเดือนหนึ่งเกิน 3 กล่องก็มี 1 กล่อง 2 กล่อง 3 กล่อง จะเห็นว่าต่างกัน ถ้าลูกกรรมกร รายได้น้อยอาจจะใช้ที่โลว์เกรด (Low Grade-คุณภาพต่ำ) ด้วยซ้ำไป สิ่งเหล่านี้เราต้องมีนโยบายชัดเจน” มนัส กล่าว

รัตเกล้า สุวรรณคีรี พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหา “การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น”
ยกกรณีที่เป็นข่าวใหญ่ล่าสุด คือแม่วัยรุ่นทิ้งศพลูกวัย 8 เดือน ซึ่งปัญหาดังกล่าวอยู่กับสังคมไทยมานานและจะต้องเดินหน้าแก้ไขต่อไป ทั้งนี้ ร้อยละ 85 ของการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเกิดจากการขาดการวางแผนที่ดี” อีกทั้งแม่วัยรุ่นยังเผชิญปัญหา “การหลุดออกจากระบบการศึกษา” ซ้ำเติมด้วยอีกเรื่องหนึ่ง

ขณะเดียวกัน “การสอนเพศศึกษาในไทยต้องมากกว่าเป็นแค่ตัวหนังสือ และต้องสอนกันทั้งระบบนิเวศ (Ecosystem)” เพราะการที่เด็กคนหนึ่งเกิดขึ้นมา มีทั้งพ่อแม่ มีคนอื่นๆ ในชุมชน ไปจนถึง “การทำให้แม่วัยรุ่นยังได้รับการศึกษาในระบบโรงเรียนต่อไปก็ต้องทำอย่างจริงจัง” อนึ่ง ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้การศึกษาไทยคุ้นเคยกับการเรียนออนไลน์มากขึ้น เรื่องนี้นำมาใช้กับแม่วัยรุ่นที่ต้องเรียนอยู่กับบ้านได้ แต่ทางโรงเรียนก็ต้องให้ครูช่วยติดตามเยี่ยมบ้านด้วย เพื่อให้เด็กเรียนหนังสือตามทันเพื่อนๆ

“เรามองว่าการที่โรงเรียนจะต้องสนับสนุนเป็นพิเศษ ทางรัฐเองก็ต้องสนับสนุนทางโรงเรียนเป็นกรณีพิเศษด้วยสำหรับกรณีโรงเรียนที่ดูแลในเรื่องนี้ อย่างที่สองเห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องการยกระดับการสร้างนักสังคมสงเคราะห์ที่เป็นวิชาชีพ แต่เราเสริมว่าอยากให้มีในระดับชุมชน เพราะถ้าเป็นในระดับชุมชนสิ่งที่เราทำได้คือ 1.เฝ้าสอดส่องรับรู้ถึงปัญหา ยื่นมือเข้าช่วยเหลือให้คำแนะนำได้ก่อนที่ปัญหามันจะเกิดเพราะถ้าเขาอยู่ใกล้ชิดบางทีเขาเห็นก่อนด้วยซ้ำว่าเด็กกลุ่มนี้จะมีปัญหา

2.ให้ความรู้กับวัยรุ่นเกี่ยวกับเพศศึกษาที่เหมาะสม เรื่องการคุมกำเนิดก็ตาม รวมถึงการติดตามเพื่อลดโอกาสการตั้งครรภ์ซ้ำซ้อน 3.การจัดอบรมให้กับพ่อแม่ ให้กับชุมชน ให้มีความเข้าใจไม่ว่าในเรื่องเพศศึกษาหรือว่าบทบาทของสตรี นักสังคมสงเคราะห์ชุมชนเพื่อให้เขาสามารถทำงานได้เต็มที่ ต้องมีการดูแลเขาด้วย บรรจุให้เขาเป็นข้าราชการจะได้รับเงินเดือนคงที่ มีบทบาทมีสวัสดิการที่ดี” รัตเกล้า กล่าว

ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบาย “ฉีดวัคซีนHPV สำหรับเด็กหญิงอายุ 9-11 ปี” เพื่อเป็นการป้องกัน “มะเร็งปากมดลูก” โรคร้ายที่คร่าชีวิตประชากรเพศหญิงทั่วโลก โดยทุกๆ 2 นาทีจะมีผู้หญิงเสียชีวิตจากโรคนี้ 1 คน ซึ่งอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 11 รายต่อประชากรหญิง 1 แสนคน เพราะการป้องกันย่อมลดต้นทุนที่ต้องใช้ไปกับการรักษาเมื่อผู้หญิงป่วยแล้ว และหากเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงเหลือเพียง 4 ราย ต่อประชากรหญิง 1 แสนคน เรื่องนี้จึงไม่อาจมองข้าม

“วันนี้มะเร็งปากมดลูกถูกพบเป็นอันดับที่ 2 รองจากมะเร็งเต้านม แต่มะเร็งปากมดลูกทำให้มีผู้หญิงเสียชีวิตเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย นี่คือสิ่งที่เราให้ความสำคัญ เราจะขยายสิทธิก่อนการรักษา จาก 30 บาท ไม่ใช่แค่รอรักษาอย่างเดียวแล้ว แต่จะต้องครอบคลุมถึงการป้องกันก่อนที่จะเกิดโรคนั้นด้วย นี่คือสิ่งที่เราตั้งใจและตั้งมั่นว่าถ้าหากเรามีโอกาสได้เข้ามาบริหารประเทศ นอกจากการฉีดวัคซีน HPV เรายังมีการป้องกันทั้งสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ บางคนถามว่าฉีดให้9-11 ปี แล้วนอกจากนั้นจะทำอย่างไร พรรคเพื่อไทยเราคิดไว้รอบคอบแล้ว เราจะมีการตรวจหาสตรีทุกวัยที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน ว่าใครที่ยังไม่ติดเชื้อเราก็ฉีดวัคซีนให้ได้” ธีรรัตน์ กล่าว

เยาวภา บุรพลชัย พรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า เนื่องจากทางเครือข่ายสตรีจัดงานครั้งนี้เพื่อยื่นข้อเสนอ 8 ข้อ ดังนั้นในฐานะที่เป็นผู้หญิง จึงอยากเสนอเรื่อง “สุขภาพจิตครอบครัว (Family Mental
Health)”
 เพิ่มเติมอีกข้อหนึ่ง “ทุกวันนี้ทุกคนคาดหวังครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข คิดว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ให้ผู้หญิงลองถามตนเองว่าเรามีความสุขน้อยลงเรื่อยๆ หรือเปล่า” ผู้หญิงคนหนึ่งในวัยสาวสะพรั่ง ยังสวยและอยากทำอะไรก็ตาม แต่วันหนึ่งเมื่อต้องแต่งงานมีครอบครัว ต้องอุ้มท้องคลอดลูก สภาพร่างกายก็เปลี่ยนไป

นอกจากตั้งท้องคลอดแล้วผู้หญิงก็ต้องเลี้ยงลูกพร้อมกับการทำงานหาเงิน แต่เมื่อต้องทำงานก็ไม่มีเวลาเลี้ยงลูกเอง ก็ต้องไปใช้บริการสถานรับเลี้ยงเด็ก เมื่อลูกโตขึ้นมาอีกนิดก็ต้องส่งลูกเข้าโรงเรียน เพราะในฐานะแม่ที่ดีก็ต้องทำงานหาเงินส่งลูกเรียน ภาระจะยิ่งหนักขึ้นหากเป็น “แม่เลี้ยงเดี่ยว” ทำงานหาเลี้ยงลูกเองเพียงคนเดียว ต่อมาเมื่อลูกเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ด้วยความที่ไม่เคยใกล้ชิดลูกเลยในช่วงวัยเด็ก ทำให้เปิดปัญหาในครอบครัวอย่างลูกติดเพื่อน หรือพ่อแม่คุยกับลูกไม่รู้เรื่อง สุดท้ายเมื่อลูกจบการศึกษาระดับสูงๆ บางคนก็ไม่ได้ผูกพันกับพ่อแม่

“ดังนั้นควรให้ความสำคัญกับเรื่อง Mental Health (สุขภาพจิต) แล้วก็เรื่องความรุนแรงในครอบครัวด้วยเช่นกัน ทะเลาะกันเรื่องเงิน เรื่องลูก เรื่องทางเพศที่เข้ากันไม่ได้ก็ทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัวได้เหมือนกัน ดังนั้นลองคิดดู พออายุมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้หญิงเรามีอัตราการเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าเพศชาย เพราะว่าภาระทุกอย่างมันหนักอึ้งพรรคชาติพัฒนากล้าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เราไม่ได้ใช้เงินจัดการปัญหาอย่างเดียว เราต้องลงไปให้ลึกกว่านั้นถึงรายละเอียด ชีวิตคนเราถ้าเราเริ่มจากครอบครัว เราสามารถทำให้ครอบครับอบอุ่นและมีความสุขได้ โดยการทำกิจกรรมร่วมกันวันละเล็กละน้อย

อาจจะเป็นกีฬา ดนตรี ศิลปะ หรืออะไรก็ได้ที่เราจะใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวเราได้ เราหันกลับมามองเรื่องเล็กๆ จะทำให้ครอบครัวอบอุ่นขึ้น แล้วถ้าหากครอบครัวมีความสุขอบอุ่น ความรักจะทำให้เด็กและเยาวชนไม่ไปทำอะไรที่ไม่ดีกับชีวิตตัวเอง จะทำให้เขาขับเคลื่อนตัวเองไปในสิ่งที่ถูกต้อง จะทำให้เขาไม่สร้างความรุนแรงในครอบครัว ดังนั้นวันนี้พรรคชาติพัฒนากล้า ขอเสนอเรื่อง Family Mental Health (สุขภาพจิตครอบครัว) เป็นวาระแห่งชาติ และพรรคเราจะผลักดันเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่สังคมไทยต้องการมากที่สุดในตอนนี้” เยาวภา กล่าว

ดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการออกแบบนโยบายเพื่อ “ผู้หญิงสูงอายุ”ซึ่งก็จำเป็นเช่นกัน เพราะปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ (Aged Society Completed)” เรียบร้อยแล้ว หากดูจากสถิติประชากรในเดือนม.ค. 2566 มีจำนวนผู้สูงอายุอยู่ที่ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งประเทศไทย นำไปสู่แนวคิด “กองทุนช่วยเหลือผู้สูงอายุ”ในลํกษณะ Segmentation (การแบ่งส่วน) ที่เกิดจากการรวมตัวกันสร้างอาชีพ

“สิ่งเหล่านี้ประชาธิปัตย์คิดบนหลักจะต้องไม่กระทบกับระบบงบประมาณของประเทศ หมายความว่า เงินที่ใส่เข้าไปจะต้องสามารถสร้าง Productivity (ผลผลิต) ที่มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงวัย แล้วก็เน้นนโยบายที่ก่อให้เกิดการจ้างงาน เพราะว่าพอเป็น Aging Society (สังคมสูงวัย) จะต้องมีการขยายเวลาอายุที่จะเกษียณจากการประกอบอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไรก็ตาม” ดรุณวรรณ กล่าว

ณัฐวุฒิ บัวประทุม พรรคก้าวไกล กล่าวถึงนโยบาย ไล่ตั้งแต่ การลาคลอดควรขยายจาก 90 วัน เป็น 180 วัน แบ่งวันลาได้ระหว่างพ่อ-แม่ มีของขวัญแรกเกิดมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท นำไปสู่การซื้ออุปกรณ์ดูแลเด็กหรือการเสริมทักษะต่างๆ เงินอุดหนุนถ้วนหน้า 1,200 บาท/เดือน มีระบบติดตามคัดกรองเด็กแต่ละครอบครัว ส่งเสริมการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในการดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ภาษีผ้าอนามัยและการแจกผ้าอนามัยฟรี

การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก การมีสถานพยาบาลยุติการตั้งครรภ์อย่างน้อยจังหวัดละ
1 แห่ง ในวัยทำงานต้องมีค่าจ้างขั้นต่ำที่ 450 บาท/วัน โดยค่อยๆ ปรับขึ้นแบบขั้นบันไดตามอัตราเงินเฟ้อ กำหนดมาตรฐานชั่วการทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ สนับสนุนการตั้งสหภาพแรงงาน การเข้าถึงประกันสังคมแบบถ้วนหน้า นโยบายบำนาญถ้วนหน้า 3,000 บาท/เดือน การเพิ่มจำนวนผู้ดูแล (Caregiver) เพื่อดูแลผู้สูงอายุ การเข้าถึงที่อยู่อาศัย สนับสนุนบทบาทของท้องถิ่นในการดูแลประชาชน ลดความกังวลถูกตรวจสอบเรื่องการใช้งบประมาณ เป็นต้น

“การส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย ผ่านระบบคูปองต่างๆ ซึ่งเป็นคูปองที่เด็กประถม มัธยม อุดมศึกษา มีขั้นบันไดในการเลือกว่าเขาจะใช้ระบบอย่างไร แล้วก็รวมถึงกรณีการฝึกทักษะอาชีพต่างๆ ให้กับผู้สูงอายุที่มากขึ้น ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่างๆ ประเด็นความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนหญิงที่มีแค่ 700 คน ในสถานีตำรวจกว่า 1,400 แห่ง ในพนักงานสอบสวนหมื่นกว่าคนมีผู้หญิงแค่ 700 คน เราสนับสนุนให้มีผู้หญิงอย่างน้อยที่สุดสถานีละ 1 คน ในเชิงของการสอบสวน” ณัฐวุฒิ กล่าว

ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า หากดูค่าเฉลี่ยนักการเมืองระดับชาติ หรือสมาชิกรัฐสภา ทั้งที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ค่าเฉลี่ยของทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 26 ของสมาชิกทั้งหมด แต่ที่ประเทศไทยจะอยู่ที่เพียงร้อยละ 15 ของสมาชิกทั้งหมด อยู่ที่อันดับ 138 จาก 187 ประเทศ สำหรับพรรคไทยสร้างไทยจึงมีจุดยืนต้องการเพิ่มจำนวนนักการเมืองหญิงในสภาให้มากขึ้น

นโยบายสร้างศูนย์ดูแลผู้หญิงและเด็ก อย่างน้อยต้องมีทุกอำเภอทั่วประเทศ เพื่อดูแลผู้หญิงและเด็กโดยเฉพาะที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ยังมีนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้แม่เลี้ยงเดี่ยว ต้องมีกองทันสนับสนุน ซึ่งสัดส่วนระหว่างแม่เลี้ยงเดี่ยวกับพ่อเลี้ยงเดี่ยว จะอยู่ที่ 80 : 20 อาจเป็นเพราะเมื่อครอบครัวหย่าร้างลูกมักอยู่กับแม่ต่อไปเพราะชินกับที่แม่เคยเป็นผู้เลี้ยงดูมา หรือเด็กเล็กๆ ก็จะผูกพันกับแม่มากกว่า ทั้งนี้ในสถานการณ์โควิด-19 ผู้หญิงเป็นหนึ่งในกลุ่มเปราะบาง หลายคนตกงานแล้วยังต้องเลี้ยงลูก และแม้จะกลับไปทำงานในภายหลังก็ไม่ง่ายแล้ว

“สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปโลกปัจจุบันเปลี่ยนทุกๆ 2-3 ปีไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เปลี่ยนทุกๆ 5-6 ปี ตอนนี้ถึงเราจะมีทักษะในการทำงานอย่างหนึ่ง แต่พอเวลาผ่านไป2-3 ปี ทักษะในการทำงาน ในตลาดแรงงาน กลายเป็นทักษะอย่างอื่นที่โลกต้องการ ก็เลยคิดว่าต้องมีการมาช่วย Upskill-Reskill ผู้หญิง ความจริงก็เข้ากับ Theme ของวันสตรีสากล 8 มีนา ปีนี้ด้วย เขาใช้ Theme ว่า จะทำอย่างไรให้ดิจิทัลมาทำให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศได้ ซึ่งเราก็คิดว่าถ้ามีการมาช่วย Upskill-Reskill ตรงนี้ เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะทำให้ผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานของโลกได้อย่างดี ก็จะช่วยทำให้เกิดความเท่าเทียมในการทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว และในการเติบโตในสังคมที่ดีขึ้น” ธิดารัตน์ กล่าว

ปาติเมาะ เปาะอิแตดาโอะ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงประเด็น “ภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง” ซึ่งทำให้ทางพรรคออกนโยบายตั๋วร่วมรถเมล์-เรือ และค่ารถไฟฟ้าตลอดสายไม่เกิน 55 บาท เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประกอบอาชีพของคนในครอบครัว “ความเครียดจากหนี้สิน” นำไปสู่นโยบายพักชำระหนี้สิน 3 ปี มูลค่าหนี้ไม่เกิน 1 ล้านบาท “ภาระค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงน้ำสะอาดและกระแสไฟฟ้า” จึงมีนโยบายติดตั้งเครื่องกรองน้ำทุกหมู่บ้าน และนโยบายส่งเสริมการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์รับพลังงานแสงอาทิตย์

“ไม่เพียงแต่การติดตั้งแผ่นโซลาร์เซลล์อย่างเดียวเพื่อลดค่าใช้จ่ายที่มันเกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาคือเรามีนโยบายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าให้กับทุกหลังคาเรือนที่ติดตั้งแผ่นโซลาร์เซลล์ รถไฟฟ้านี้มีการผ่อน 60 งวดเดือนละ 100 บาท เท่ากับ 6,000 บาท เพื่อที่จะให้คนสามารถรับ-ส่งลูกไปโรงเรียน ใช้ดำเนินชีวิตไปได้ ที่สำคัญที่สุด เราบอกประเทศไทยเป็นประเทศของอุตสาหกรรม คนในประเทศไทยส่วนใหญ่ทำสวน ทำนา ทำไร่ ฉะนั้นเกษตรกรต้องร่ำรวยและไม่ผูกขาดกับนายทุน ก่อนปลูกเราต้องรู้ราคาก่อน แล้วก็ควรรู้ว่าเราขายได้จำนวนเท่าไร สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น” ปาติเมาะ กล่าว

ณิรินทร์ เงินยวง พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ทางพรรคกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำนโยบาย ดังนั้นครั้งนี้ขอพูดในฐานะคนเองเป็นคุณแม่ลูกสอง ชีวิตหย่าร้างแม้ยังไม่ถึงขั้นเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเพราะสามียังช่วยดูแลลูก จึงมองเห็นประเด็น “สุขภาพจิตเด็ก” ซึ่งส่งผลกระทบกับเด็กในระยะยาว เด็กเติบโตมาในครัวเรือนแบบไหน เห็นอะไรบ้างที่บ้าน เห็นการทารุณกรรม เห็นพ่อแม่แสดงกิริยา
ไม่ดีต่อกัน ซึ่งเด็กก็เหมือนผ้าขาวและต้องเติบโตมาเป็นอนาคตของชาติ การให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตจะทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ

“อยากให้มีศูนย์ อยากให้มีคลินิก ไม่ว่าจะของเอกชนเอง ของรัฐบาลเอง ในโรงเรียน ในชุมชนต่างๆ อยากให้เรื่องศูนย์สุขภาพจิตเด็กเป็นอะไรที่คนไม่ควรมองข้าม เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง แล้วมันก็จะแก้ไขปัญหาอาชญากรในอนาคต” ณิรินทร์ กล่าว

มทร.ธัญบุรี พร้อมรับ นศ.พิการ ภายใน 5 ปี รับแล้วกว่า 135 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715811

วันพุธ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เปิดเผยว่า ในแต่ละปีมหาวิทยาลัยมีนโยบายรับนักศึกษาพิการเข้าศึกษาต่อในมทร.ธัญบุรี เพื่อเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษา โดยตั้งแต่ปี 2561-2565 มีการรับนักศึกษาพิการเข้าเรียนต่อทั้งสิ้น 135 คน ส่วนในปีการศึกษา 2565 มีนักศึกษาพิการศึกษาอยู่ 23 คน แบ่งเป็น ผู้พิการทางการได้ยิน 7 คน ผู้พิการทางการเคลื่อนไหว 13 คน ออทิสติก 2 คน พิการทางการเรียนรู้ 1 คน ส่วนในการศึกษา 2566 มีแผนที่จะรับนักศึกษาพิการ จำนวน 45 คน 8 คณะโดยในแต่ละคณะที่มีความพร้อมจะรับนักศึกษาพิการจะทำการพิจารณาคัดเลือกผู้พิการที่สนใจเข้าศึกษาต่อ เพื่อดูความพร้อมในการเรียน และการใช้ชีวิต ซึ่งในแต่ละปีจำนวนรับนักศึกษาพิการเข้าเรียนอาจมีการปรับเปลี่ยนขึ้นอยู่ความพร้อมของคณะสำหรับการรับนักศึกษาพิการเข้าเรียนต่อ จะเปิดรับผ่าน ระบบ TCAS สำหรับ กลุ่ม ม. 6 / กศน. สายสามัญ และ กลุ่ม ปวช. / ปวส. /กศน.สายอาชีพ ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.oreg.rmutt.ac.th เมนูสมัครเข้าศึกษาต่อ

ทั้งนี้ การรับนักศึกษาพิการเข้าศึกษาต่อนั้น มทร.ธัญบุรีได้มีการจัดตั้งศูนย์บริการนักศึกษาพิการขึ้น เพื่อเป็นศูนย์ช่วยเหลือด้านสิ่งอำนวยความสะดวกสื่อ บริการ การให้คำปรึกษา และความช่วยเหลืออื่นๆ ทางการศึกษา ซึ่งการบริการสนับสนุนทางการศึกษาสำหรับนักศึกษาพิการนั้น จะพิจารณาจากลักษณะเฉพาะของแต่ละความพิการและความจำเป็นอย่างสมเหตุสมผล ส่วนแผนการดูแลนักศึกษานั้น มทร.ธัญบุรีมีการวางแผนพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเพิ่มเติมองค์ความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์ระหว่างศึกษา หลังจบการศึกษา รวมถึงส่งเสริมการมีงานทำโดยดูแลช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาด้านการเรียน การใช้ชีวิตและการจัดหางานให้กับนักศึกษาพิการ รวมถึงเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาพิการก่อนออกไปทำงานจริง

“การรับนักศึกษาพิการเข้าเรียนต่อเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยที่มีต่อสังคม ที่ทุกคนจะต้องมีความเสมอภาคด้านการศึกษา เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้สังคมไทยและสร้างอนาคตให้กับเด็ก เพราะเด็กพิการจะได้รับโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกับเด็กปกติ การที่มทร.ธัญบุรีส่งเสริม สร้างศักยภาพให้เด็กพิการจะทำให้เด็กประสบความสำเร็จ แต่การรับนักศึกษาพิการเข้าเรียนต่อจะต้องขึ้นอยู่ภายใต้ศักยภาพที่มทร.ธัญบุรีจะต้องดำเนินการให้ได้คุณภาพด้วยเช่นกัน” อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวในที่สุด

คิกออฟใหญ่ 11 มี.ค. ‘นายกฯ’ร่วมกิจกรรมรณรงค์’ปิดเทอมสร้างสรรค์ อัศจรรย์วันว่าง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715669

คิกออฟใหญ่ 11 มี.ค. 'นายกฯ'ร่วมกิจกรรมรณรงค์'ปิดเทอมสร้างสรรค์ อัศจรรย์วันว่าง'

คิกออฟใหญ่ 11 มี.ค. ‘นายกฯ’ร่วมกิจกรรมรณรงค์’ปิดเทอมสร้างสรรค์ อัศจรรย์วันว่าง’

วันอังคาร ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566, 15.18 น.

นายกรัฐมนตรี ร่วมกิจกรรมรณรงค์ “ปิดเทอมสร้างสรรค์ อัศจรรย์วันว่าง” สสส. สานพลัง ภาคี-เยาวชน นำตัวอย่างศักยภาพเด็กไทยที่ค้นพบช่วงปิดเทอมโชว์ ครม. เตรียมคิกออฟใหญ่ 11 มี.ค. ต่อยอดสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ 4 จังหวัดนำร่อง 25 จังหวัดเครือข่าย ครอบคลุมทุกภูมิภาค

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมกิจกรรมรณรงค์ “ปิดเทอมสร้างสรรค์ อัศจรรย์วันว่าง” โดยมี ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) น.ส.ศศิวิมล เสียงแจ้ว กรรมการผู้จัดการ Daywork และตัวแทนเด็ก เยาวชน เข้าพบนายกรัฐมนตรี รณรงค์กิจกรรมปิดเทอมสร้างสรรค์ อัศจรรย์วันว่าง โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอบคุณ สสส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันทำให้ช่วงปิดเทอมของเด็กและเยาวชนเป็นช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และสร้างรายได้เพื่อตนเองและครอบครัว ขณะที่รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างหลายด้านเพื่อรองรับความก้าวหน้าของประเทศ พร้อมฝากเยาวชนให้ช่วยกันดูแลเพราะนี่คือประเทศไทยอของเรา

ดร.สุปรีดา กล่าวว่า สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่าย สนับสนุนให้เด็กไทยใช้วันว่างกว่า 150 วันต่อปี มีทางเลือกทำกิจกรรมนอกเวลาเรียนตามความสนใจ เปลี่ยนวันว่างให้กลายเป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ มีการพัฒนาแพลตฟอร์ม http://www.ปิดเทอมสร้างสรรค์.com รวบรวมข้อมูลและเชื่อมร้อยกิจกรรมจากทุกหน่วยงานไว้ในที่เดียวกัน ทลายข้อจำกัดเรื่องเวลา (time) และขั้นตอนต่างๆ ที่เป็นช่องว่าง (SPACE) ให้กิจกรรมสร้างสรรค์เข้าถึงตัวเด็กได้โดยตรง มีกิจกรรมสร้างสรรค์ กว่า 2,000 กิจกรรมต่อปี มีพื้นที่เรียนรู้กว่า 500 แหล่งทั่วประเทศ มีเด็ก เยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100,000 คน ฝึกอาชีพ ฝึกงาน ทำงานพาร์ทไทม์ กว่า 1,000 ตำแหน่ง และปีนี้จะมีกิจกรรมเปิดตัวในวันที่ 11 มี.ค. ต่อยอดสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ กรุงเทพฯ อุตรดิตถ์ นครราชสีมา และยะลา กับ 25 จังหวัดเครือข่าย ครอบคลุมทุกภูมิภาค เป็นพื้นที่ที่มีความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ขับเคลื่อนกิจกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่องด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้กิจกรรมเกิดความยั่งยืน

จากนั้น นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมผลงานของเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยมี นายณภัทร อัสสันตชัย ศิลปิน Doodle Art ที่เปลี่ยนวันว่างทำงานศิลปะขายออนไลน์ มาโชว์ภาพวาด “ปิดเทอมสร้างสรรค์X Doodle Art” และมอบให้ นายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นตัวแทนเยาวชนส่งสัญญาณขอโอกาสเข้าถึงพื้นที่ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ของเด็ก เยาวชนไทย น.ส.ธัญญรัตน์ วัฒนธรรม tiktoker ที่มีผู้ติดตามหลักแสน ขอถ่ายรูปเซลฟี่กับนายกรัฐมนตรีพร้อมทั้งทำท่า “ปิดเทอมสร้างสรรค์” มีกลุ่มเยาวชนที่ได้ฝึกงาน หารายได้เสริมจากกิจกรรมวันว่างที่สนใจ เช่น พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร พนักงานในโรงภาพยนตร์ ในห้างสรรพสินค้า และแม่ค้าขายอาหาร เครื่องดื่มตามตลาดนัด แต่งกายด้วยเครื่องแบบในอาชีพของตน ร่วมกิจกรรมและถ่ายรูปกับนายกรัฐมนตรีด้วย-001

‘ตรีนุช’ย้ำรับนักเรียนปี66 ต้องโปร่งใส ห้ามรีด‘แป๊ะเจี๊ยะ’ ยันเด็กทุกคนต้องมีที่เรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715605

‘ตรีนุช’ย้ำรับนักเรียนปี66 ต้องโปร่งใส ห้ามรีด‘แป๊ะเจี๊ยะ’ ยันเด็กทุกคนต้องมีที่เรียน

‘ตรีนุช’ย้ำรับนักเรียนปี66 ต้องโปร่งใส ห้ามรีด‘แป๊ะเจี๊ยะ’ ยันเด็กทุกคนต้องมีที่เรียน

วันอังคาร ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566, 13.07 น.

‘ตรีนุช’ กำชับโรงเรียนแข่งขันสูงจัดสอบโปร่งใส ยุติธรรม ไม่มี ‘แป๊ะเจี๊ยะ’ แลกที่นั่งเรียน ฝากผู้ปกครอง-นักเรียนหากสอบไม่ติดโรงเรียนดัง มั่นใจลูกมีที่เรียนแน่นอน

7 มีนาคม 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ใกล้ถึงช่วงเวลาการรับนักเรียนเข้าเรียน ปีการศึกษา 2566 แล้ว โดยรับสมัครเข้าเรียนชั้น ม.1 วันที่ 11-12 มีนาคม 2566  สอบ/คัดเลือก 25 มีนาคม  2566 ประกาศผลและรายงานตัว 29 มีนาคม 2566 มอบตัว 1 เมษายน 2566  ส่วนชั้น ม.4 ที่เปิดสอน ม.ต้น และ ม.ปลาย นักเรียนที่จบชั้น ม.3 โรงเรียนเดิม สมัครเข้าเรียนตามที่โรงเรียนกำหนด ประกาศผลและรายงานตัวตามที่โรงเรียนเดิมกำหนด  มอบตัว 2 เม.ย. สมัครสอบคัดเลือก (นักเรียนที่จบ ม.3)จากโรงเรียนอื่น และโรงเรียนเดิม วันที่ 11-15 มีนาคม สอบ/คัดเลือก  26 มีนาคม ประกาศผลและรายงานตัว 30 มีนาคม  มอบตัว 2 เมษายน   และโรงเรียนที่เปิดสอนเฉพาะ ม.ปลาย (ยกเว้นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา) รับสมัคร 11-15 มีนาคม สอบ/คัดเลือก 26 มีนาคม  ประกาศผลและรายงานตัว 30 มีนาคม มอบตัว 2 เมษายน  2566 

“ตนได้กำชับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ดูแลการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2566 ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนแข่งขันสูงที่มีกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ ให้โรงเรียนจัดขบวนการจัดสอบด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม ไม่มีการใช้เงินแลกที่นั่งเรียน  และหากมีการร้องเรียนมา ศธ.ก็จะดำเนินการตรวจสอบ หากพบใครทำผิดก็จะดำเนินการตามระเบียบขั้นสูงสูด” น.ส.ตรีนุช กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า สำหรับเป้าหมายของศธ.ในการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2566 คือ เด็กทุกคนจะต้องเข้าถึงการศึกษา ดังนั้น นักเรียนที่สอบไม่ติด ม.1  และ ม.4 ในโรงเรียนแข่งขันสูง ผู้ปกครอง และนักเรียน ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีที่เรียน สพฐ.จะจัดให้นักเรียนได้มีที่เรียน ได้ศึกษาต่อโรงเรียนในเขตพื้นที่บริการครบทุกคน เช่นเดียวกัน การรับนักเรียนระดับชั้นอื่น ๆโดยเฉพาะ การรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่จะไม่มีการเปิดสอบแข่งขัน โดยใช้วิธีการจับสลาก ซึ่งสพฐ.ได้เตรียมเขตพื้นที่บริการเพื่อสนับสนุนให้เด็กเรียนใกล้บ้านแล้ว ดังนั้น ขอให้ผู้ปกครองมั่นใจได้ว่า สพฐ.มีโรงเรียนรองรับเด็กทุกคน

“หากได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการรับนักเรียน ศธ.ก็พร้อมตรวจสอบทันที หากพบว่ามีความผิดก็จะดำเนินการตามระเบียบที่กำหนดไว้อย่างสูงสุด อย่างไรก็ตาม ปีการศึกษา 2566 จะมีการปรับลดจำนวนนักเรียนต่อห้องลง จากเดิม 45 คนต่อห้อง  เหลือ 40 คนต่อห้อง และจะล็อกไม่ให้มีการขยายจำนวนนักเรียนเพิ่มอีก โดยที่ผ่านมา สพฐ.ให้โรงเรียนลดจำนวนนักเรียนต่อห้องลงตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 และลดต่อเนื่องมาจนถึงปี 2566 ให้เหลือ 40 คนต่อห้องเป็นปีแรก สาเหตุที่ต้องลดจำนวนนักเรียนต่อห้องลง เพื่อให้การจัดการศึกษามีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะอัตราครูกับจำนวนนักเรียนต่อห้องก็มีผลอย่างมากในการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น การลดจำนวนนักเรียนต่อห้องลง เพื่อให้ครูสามารถดูแลเด็กได้อย่างเหมาะสมและทั่วถึงขึ้น และส่วนหนึ่งก็เกิดจากจำนวนประชากรที่ลดลงด้วย แต่การจัดการศึกษาที่เหมาะสมเด็กจะต้องไม่หนาแน่นจนเกินไป” รมว.ศธ. กล่าว

ม.สงขลานครินทร์ หาดใหญ่ ดูงานที่ ม.ศรีปทุม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715480

ม.สงขลานครินทร์ หาดใหญ่ ดูงานที่ ม.ศรีปทุม

ม.สงขลานครินทร์ หาดใหญ่ ดูงานที่ ม.ศรีปทุม

วันอังคาร ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.วศิน สุวรรณรัตน์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นำบุคลากรศูนย์กีฬาและสุขภาพ จำนวน 21 คนเข้าศึกษาดูงานด้านบริหารจัดการศูนย์กีฬาและงานด้านกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยมี ดร.โสภิตภาโนมัย รองอธิการบดี พร้อมด้วย อ.สุรศักดิ์ ทรัพย์เพิ่ม ผู้อำนวยการกลุ่มงานกิจการนักศึกษา ต้อนรับพร้อมนำเยี่ยมชมและเข้าศึกษาดูงานในด้านต่างๆ ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กรุงเทพฯ

อาลีบาบา จัดประชุมพันธมิตร ขับเคลื่อนการศึกษาเศรษฐกิจดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715482

อาลีบาบา จัดประชุมพันธมิตร  ขับเคลื่อนการศึกษาเศรษฐกิจดิจิทัล

อาลีบาบา จัดประชุมพันธมิตร ขับเคลื่อนการศึกษาเศรษฐกิจดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อาลีบาบา จัดประชุมตัวแทนจากพันธมิตร โครงการ Alibaba Global Digital Talent (GDT) หลักสูตรฝึกอบรมเรือธงภายใต้แพลตฟอร์มการค้าอิเล็กทรอนิกส์แบบหลายฝ่าย (eWTP) ของอาลีบาบา กรุ๊ป (Alibaba Group) สำหรับเยาวชน ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และผู้หญิงทั่วโลก โดยการฝึกอบรมแก่อาจารย์และการสร้างเครือข่ายแก่สถาบันการศึกษาในหลักสูตร เช่น การค้าปลีกรูปแบบใหม่ โลจิสติกส์อัจฉริยะ การตลาดดิจิทัล การลงทุนตลอดจนการจัดหาเงินทุนแก่สตาร์ทอัพนอกจากนี้ ยังสนับสนุนสถาบันต่างๆในเครือข่ายด้วยแพลตฟอร์มการฝึกอบรม การวัดผลประเมินผลนักศึกษา ตลอดจนให้การรับรองแก่นักศึกษาด้วย

ทั้งนี้ ในระหว่างงานประชุม ทาง GDT ยังได้ลงนามข้อตกลงกับ INTI International University & Colleges มาเลเซีย และ NTUC LearningHub Pte Ltd สิงคโปร์ และมีพิธีมอบรางวัลยกย่องสถาบันพันธมิตร อาจารย์ และนักศึกษาที่มีความเป็นเลิศ ที่ได้สร้างแบบอย่างของนวัตกรรมและการมีส่วนร่วมในโครงการ GDT สำหรับประเทศไทยที่ได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โครงการริเริ่ม GDT ได้สร้างอาจารย์ 1,400 คน และนักศึกษาหลายหมื่นคนจากมหาวิทยาลัยและสถาบันฝึกอบรม 30 แห่งทั่วโลก

คุณหญิงกัลยา เคาะผลการประชุม คกก. คนพิการต้องได้รับการศึกษาเสมอภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715476

คุณหญิงกัลยา เคาะผลการประชุม คกก.  คนพิการต้องได้รับการศึกษาเสมอภาค

คุณหญิงกัลยา เคาะผลการประชุม คกก. คนพิการต้องได้รับการศึกษาเสมอภาค

วันอังคาร ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ (คกก.) ครั้งที่1/2566 กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2566-2570) ที่มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้คนพิการได้รับการศึกษาทุกระดับทุกระบบอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ด้วยรูปแบบวิธีการที่หลากหลายเหมาะสม ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต และประกอบอาชีพตามความสามารถ พึ่งตัวเองได้ สามารถเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยวิถีพอเพียง และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข

โดยกลุ่มคนพิการ ได้แก่ กลุ่มคนพิการทุกประเภท (บกพร่องทางการเห็น บกพร่องการได้ยิน บกพร่องสติปัญญา บกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือทางสุขภาพ บกพร่องทางการเรียนรู้บกพร่องทางการพูดและภาษา บกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์) ออทิสติก และบุคคลพิการซ้อน ต้องได้รับการศึกษาและได้รับความช่วยเหลือทางการศึกษาตั้งแต่แรกเกิดหรือแรกพบความพิการ เน้นการสร้างโอกาสให้ได้รับการศึกษาทั่วถึงเสมอภาค และมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาตามความพิการแต่ละประเภท พร้อมทั้งได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา

“การขับเคลื่อนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการในประเทศไทย มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี โดยความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน อาศัยปัจจัยสำคัญทั้งเชิงนโยบาย ทรัพยากร งบประมาณ บุคลากร และกลไกทางกฎหมาย ตลอดจนระเบียบต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับคนพิการให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม นำไปสู่การพัฒนาคนพิการให้ได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดี อิสระ ปลอดภัยรู้เท่าทันโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่อไป” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดงานฉลอง บัณฑิตกิตติมศักดิ์ของสถาบัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715478

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดงานฉลอง  บัณฑิตกิตติมศักดิ์ของสถาบัน

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดงานฉลอง บัณฑิตกิตติมศักดิ์ของสถาบัน

วันอังคาร ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (มทร.รัตนโกสินทร์) นำโดย พลเอกจรัล กุลละวณิชย์ นายกสภามหาวิทยาลัย พร้อมด้วย รศ.ดร.อุดมวิทย์ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดี ดร.สมศักดิ์วาทินชัย ประธานชมรมบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และ ดร.สุขุม มีพันแสน และคณะผู้บริหาร ร่วมเลี้ยงฉลองบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มทร.รัตนโกสินทร์ ปีการศึกษา 2562-2564

ในงานเลี้ยงร่วมแสดงความยินดีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ในครั้งนี้ ได้มีการมอบของที่ระลึกแด่บัณฑิตกิตติมศักดิ์ ท่ามกลางบรรยากาศงานที่อบอุ่น ที่จัดขึ้น ณ โรงแรมอมตลันตา รีสอร์ท สุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา