ม.มหาสารคาม MOU สถาบันขงจื่อ พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715477

ม.มหาสารคาม MOU สถาบันขงจื่อ พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน

ม.มหาสารคาม MOU สถาบันขงจื่อ พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน

วันอังคาร ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ลงนามบันทึกความเข้าใจด้านวิชาการและด้านการวิจัย กับ Mr.Lin Haoye ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายจีน)

ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมมือสนับสนุนการจัดกิจกรรม สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัย พร้อมทั้งร่วมมือแลกเปลี่ยนนิสิตระดับปริญญาตรี ระดับบัณฑิตศึกษา บุคลากรสายวิชาการและบุคลากรสายสนับสนุน การทำวิจัยและการตีพิมพ์ ตลอดจนสร้างความร่วมมือในการใช้ทรัพยากรทางการวิจัย ทั้งด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ สถานที่ บุคลากร และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังร่วมกันประสานงานในการรับสมัครนิสิตชาวไทยและนักศึกษาชาวจีน พัฒนาหลักสูตร และพัฒนาสื่อการเรียนการสอนร่วมกัน โดยบันทึกข้อตกลงความเข้าใจฉบับนี้มีระยะเวลา 5 ปี

ยูนิเซฟเรียกร้องพรรคการเมืองไทย มุ่งสร้างโอกาสเท่าเทียมเพื่อเด็กทุกคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715475

วันอังคาร ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางคยองซอน คิม ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงคือโอกาสสำคัญของประเทศไทยที่จะกำหนดวิสัยทัศน์สำหรับอนาคตที่เท่าเทียมและเจริญรุ่งเรือง โดยเป็นอนาคตที่เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครหรือมาจากไหน การพัฒนาเด็กถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในยามที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว เมื่อเราพูดถึงอนาคตของประเทศ ไม่มีใครสำคัญไปกว่าเด็กอีกแล้ว ดังนั้นเราต้องทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สูญเปล่าสำหรับเด็ก 13.7 ล้านคน ในประเทศไทย ถึงเวลาที่พวกเราทุกคนรวมถึงพรรคการเมืองทุกพรรคและผู้มีอำนาจตัดสินใจ ต้องร่วมกันยืนหยัดและแสดงมุ่งมั่นอย่างจริงจังในการสร้างอนาคตที่สดใสและเท่าเทียมสำหรับเด็กทุกคน

นางคยองซอนกล่าวต่อไปว่า ยูนิเซฟมีข้อเรียกร้อง 7 วาระสำหรับการเลือกตั้งในประเทศไทย ซึ่งมีข้อมูลเชิงวิเคราะห์พร้อมสถิติและข้อเสนอแนะในเรื่องต่างๆ ที่กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของเด็กในประเทศไทย ได้แก่ การพัฒนาเด็กปฐมวัย การศึกษา นโยบายสังคม การพัฒนาวัยรุ่น เด็กพิการ ความปลอดภัยในโลกออนไลน์และการคุ้มครองเด็ก ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและการแก้ปัญหาอย่างจริงจังจากผู้กำหนดนโยบาย โดยทั้ง 7 วาระได้วาระที่ 1 บริการดูแลเด็กที่มีคุณภาพในราคาเข้าถึงได้สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีทุกคน วาระที่ 2 พลิกโฉมการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กให้มีสมรรถนะและทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 วาระที่ 3 เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถ้วนหน้า วาระที่ 4 พัฒนาศักยภาพของเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การทำงาน หรือการฝึกอบรม (NEET) วาระที่ 5 บริการที่ครอบคลุมสำหรับเด็กพิการ วาระที่ 6 เสริมสร้างความปลอดภัยในโลกออนไลน์สำหรับเด็ก วาระที่ 7 เพิ่มการลงทุนในการพัฒนากำลังคนด้านสังคมสงเคราะห์

“การแก้ปัญหาเหล่านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วนกว่าเดิม เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุและมีอัตราการเกิดลดลงเรื่อยๆ โดยอัตราการพึ่งพิงของประเทศไทยจะสูงเกินกว่าร้อยละ 50 ภายในปี 2588 นั่นหมายความว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องลงทุนในการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างเร่งด่วน เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะมีทักษะและสรรพกำลังที่จำเป็นในการนำพาประเทศไปสู่การเป็นสังคมที่เจริญรุ่งเรือง ยั่งยืน สงบสุขและเท่าเทียมในอนาคต” นางคยองซอนกล่าวทิ้งท้าย

ธ.ยูโอบี จัดโครงการส่งเสริมโภชนาการ เด็กไทยในพื้นที่ห่างไกล ภาคเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715479

วันอังคาร ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย และโครงการฟูด ฟอร์ กู๊ด (FOOD FOR GOOD) โดยมูลนิธิยุวพัฒน์ ร่วมกันส่งเสริมโภชนาการที่ดีให้เด็กไทยในพื้นที่ห่างไกลทางภาคเหนือของประเทศไทย
โดยได้ระดมทุนเพื่อสนับสนุนการเติมเต็มมื้ออาหารให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ

โดยโรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุน ได้แก่โรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง 5 แห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย พร้อมสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพคุณครูและแม่ครัวให้สามารถวางแผนมื้ออาหารที่ถูกหลักโภชนาการ ครบถ้วน หลากหลาย และเพียงพอตามช่วงวัย รวมถึงวิธีการดูแลเด็กนักเรียนรายบุคคลให้พ้นจากภาวะทุพโภชนาการ

สวนดุสิตโฮมเบเกอรี่ คว้ารองชนะเลิศ จากการประกวด Pitching ธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715481

สวนดุสิตโฮมเบเกอรี่ คว้ารองชนะเลิศ  จากการประกวด Pitching ธุรกิจ

สวนดุสิตโฮมเบเกอรี่ คว้ารองชนะเลิศ จากการประกวด Pitching ธุรกิจ

วันอังคาร ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.จันทร์จนา ศิริพันธ์วัฒนา ผู้จัดการสวนดุสิตโฮมเบเกอรี่ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 จากการประกวด Pitching ธุรกิจ ในโครงการ Business Accelerator รุ่นที่ 3

Business Accelerator เป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่างหอการค้าไทย บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด(มหาชน) สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) และพัมธมิตรเพื่อพัฒนาศักยภาพและเสริมความเข้มแข็งของ SME สำหรับโครงการ Business Accelerator รุ่นที่ 3 เป็นกิจกรรมที่บ่มเพาะผู้ประกอบการจำนวน 74 บริษัทเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ช่องทางการขายอย่างยั่งยืน ซึ่งสวนดุสิตโฮมเบเกอรี่ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เป็น 1 ใน 6 หน่วยงาน ที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะทำงานโครงการให้เข้ารอบสุดท้ายเพื่อประกวด Pitching ธุรกิจ และสามารถชนะรางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 มาได้

‘คุณหญิงกัลยา’เตรียมนำโรงเรียนต้นแบบ เสนอนิทรรศการโชว์ความคืบหน้า Unplugged Coding

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715528

'คุณหญิงกัลยา'เตรียมนำโรงเรียนต้นแบบ เสนอนิทรรศการโชว์ความคืบหน้า Unplugged Coding

‘คุณหญิงกัลยา’เตรียมนำโรงเรียนต้นแบบ เสนอนิทรรศการโชว์ความคืบหน้า Unplugged Coding

วันจันทร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2566, 21.13 น.

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2566 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมนำเสนอนิทรรศการ เรื่อง การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวิทยาศาสตร์และ CODING โชว์ผลงานความสำเร็จจากการขับเคลื่อนนโยบาย CODING ให้คณะรัฐมนตรีได้รับทราบ ในวันอังคารที่ 7 มีนาคม 2566 เวลา 08.30-09.30 น. ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า จากความสำเร็จในการจัดงาน “สร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยวิทยาศาสตร์และ CODING” ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการ ศักยภาพ และขีดความสามารถในการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ให้กับประชาชนทั่วไปได้ทราบ รวมไปถึงผลการดำเนินงานในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของตนตลอดระยะเวลา 4 ปี ณ MBK Center ประสบความสำเร็จด้วยดีและได้รับความสนใจจากครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษาตลอดจนประชาชนโดยทั่วไป จึงได้มีแนวคิดในการนำนิทรรศการจากโรงเรียนที่ได้รับความสนใจจากในงานมานำเสนอให้ที่ประชุม ครม.ได้มีโอกาสเยี่ยมชมและเห็นถึงศักยภาพในการจัดการเรียนการสอนเรื่อง CODING

โดยการจัดแสดงนิทรรศการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นความก้าวหน้า และความสำเร็จในการขับเคลื่อนการการจัดการเรียนการสอน CODING ของประเทศไทยในทุกระดับ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาศักยภาพคนไทยทุกช่วงวัย ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ข้อ 7 การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ข้อ 7.1 การสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ใหม่ในระบบดิจิทัลเพื่อส่งเสริมให้เด็กไทยยุคใหม่เก่งฯ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา โดยได้จัดแสดงนิทรรศการเป็น 2 ส่วน จาก 2 โรงเรียนที่ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จได้อย่างชัดเจนในการสร้างองค์ความรู้ให้แก่นักเรียน ตั้งแต่กระบวนการคิด วางแผน และลงมือทำอย่างเป็นระบบ สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ให้เป็นทักษะชีวิตประกอบด้วย

ส่วนที่ 1 : โรงเรียนร่วมจิตประสาท กิจกรรมตัวอย่างการเรียนรู้วิชา CODING ระดับประถมศึกษาปีที่ 1-3 ที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 โดยโรงเรียนมุ่งเน้นการฝึกทักษะอาชีพ เพื่อตอบสนองนโยบายของโรงเรียนเกี่ยวกับนักเรียนเมื่อจบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ต้องมีอาชีพที่ถนัดอย่างน้อยหนึ่งอาชีพ และยังเป็นการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพหลักให้เกิดกับนักเรียนและชุมชน

ส่วนที่ 2 : โรงเรียนชุมชนบ้านดอยช้าง เป็นโรงเรียนนำร่องของโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน ที่มีความโดดเด่นในการดำเนินโครงการ ด้วยความยากลำบากของพื้นที่ เป็นที่สูงและเป็นดินลูกรัง จะปลูกอะไรก็ยาก เพราะฉะนั้นการใช้อัจฉริยะทางความคิด คิดวิเคราะห์แล้วใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยทำให้ได้ผลผลิตที่ดีจนเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็วเพียง 6 เดือนเท่านั้น หลังจากเริ่มต้นโครงการในปี 2562

สำหรับการขับเคลื่อนนโยบาย CODING มีผลการดำเนินงานหลักประกอบด้วย (1) การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็นขั้นเป็นตอนให้กับคนไทย โดยพัฒนาหลักสูตรการเรียน CODING แบบ Unplugged ในระดับประถมศึกษาตอนต้น ควบคู่ไปกับการให้ความรู้การจัดการเรียนการสอน CODING ให้แก่ผู้บริหารการศึกษา วิทยากรแกนนำ ครู ศึกษานิเทศก์ บุคคลทั่วไป (2) ผลิตคลิปวิดีทัศน์การสอนออนไลน์ Project 14 ที่เน้นให้นักเรียนเกิดกระบวนการคิด เชื่อมโยงชีวิตจริง สะดวกในการเข้าถึง ใช้งานง่าย ทดแทนการสอนของครูในชั้นเรียนปกติ รวม 2,354 คลิป โดยมีผู้เข้าชมแล้วกว่า 12 ล้านครั้ง

(3) ต่อยอดพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และ CODING เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ให้กับนักเรียนปกปกติและกลุ่มเด็กพิเศษ ได้แก่ การดำเนินโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน Science Technology  Innovation (STI) : Smart Intensive Farming และโครงวิทยาศาสตร์พลังสิบ เพื่อส่งเสริมศักยภาพและสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียน ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ให้กับนักเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา และ (4) สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเรียนออนไลน์ของนักเรียน ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่ได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาดำเนินการ เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพ และสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับผู้เรียน โดยปัจจุบันนักเรียนได้รับบริจาค Smart Devices รวมทั้งสิ้นกว่า 8,000 เครื่อง ใน 650 โรงเรียนเป้าหมาย

– 006

พุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญตักบาตรพระ เนื่องในวันมาฆบูชา – 53 ปี วัดพระธรรมกาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715511

พุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญตักบาตรพระ เนื่องในวันมาฆบูชา - 53 ปี วัดพระธรรมกาย

พุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญตักบาตรพระ เนื่องในวันมาฆบูชา – 53 ปี วัดพระธรรมกาย

วันจันทร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2566, 18.38 น.

พุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญตักบาตรพระ เนื่องในวันมาฆบูชา – 53 ปี วัดพระธรรมกาย จัดมาฆบูชานานาชาติ “หล่อพระบรมพุทธเจ้า-จุดประทีปแสนดวง-ประชุมสงฆ์ 11 ประเทศ” ชูโอวาทปาฎิโมกข์ สร้างสันติภาพโลก

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2566 ที่วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี จัดพิธีตักบาตรพระกว่า 1,000 รูป ณ บ้านแก้วเรือนทองคุณยายอาจารย์ฯ เนื่องในวันมาฆบูชา 53 ปี วัดพระธรรมกาย ได้รับความเมตตาจากพระครูวิบูลนิติธรรม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นประธานสงฆ์ อีกทั้งคณะสงฆ์ พุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทย และต่างชาติ รวม 11 ประเทศ ร่วมพิธีจำนวนมาก

การนี้ พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า วันนี้เป็นวันมาฆบูชา ตรงกับวันพระ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 และเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เมื่อครั้งพุทธกาล มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน 4 ประการเรียกว่าจาตุรงคสันนิบาต ได้แก่ 1)พระภิกษุ 1,250 รูป มาประชุมกันที่วัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย 2)พระภิกษุทั้งหมดนั้นเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือเป็นผู้ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้า 3)พระภิกษุทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา 6 4)วันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 หลักธรรมสำคัญที่พระบรมศาสดาได้แสดงแก่พระอรหันต์ทั้ง 1,250 รูปนั้นเรียกว่า โอวาทปาติโมกข์

วันมาฆบูชาปีนี้ ครบ 53 ปี วัดพระธรรมกายจัดงาน 5 บุญใหญ่ ประกอบด้วย ภาคเช้าเวลา 06.30 น. พิธีตักบาตรพระ ณ บ้านแก้วเรือนทองคุณยายอาจารย์ ฯ ภาคสาย เวลา 09.30 น. เป็นการปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ และพิธีบูชาข้าวพระ ภาคบ่าย เวลา 14.05 น. พิธีหล่อพระบรมพุทธเจ้าประดิษฐาน ณ เกาะแก้วเจดีย์สวรรค์ จากนั้น ภาคค่ำ เวลา 18.00 น. พิธีเวียนประทักษิณ และจุดมาฆประทีปแสนดวง ณ ลานธรรม พระมหาธรรมกายเจดีย์ สุดท้าย เป็นพิธีฉลองชัยสวดธรรมจักร ให้ครบ 5,170,001,250 จบ ณ มหารัตนวิหารคด หน้าพระมหาธรรมกายเจดีย์ ภายในงานได้รับความเมตาจากคณะพระเถระ และองค์กรพุทธนานาชาติร่วมงาน จำนวน 11 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา เวียดนาม อินโดนิเซีย จีน กัมพูชา บังกลาเทศ อินเดีย สิงคโปร์ ไต้หวัน สวีเดน และแมกซิโก อาทิ พระภัททันตะ กุมาระ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์กรุงย่างกุ้ง, พระภัททันตะ เกสระ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์มัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา, DR.HTIKE HTIKE ประธานสมาคม Myanmar Charity Buddha Sasana, คุณ Supriyadi อธิบดีกรมการศาสนา ประเทศอินโดนิเซีย, Mr Agus Jaya และ Mrs.Neneng ประธานสมาคมพุทธมหานิกายอินโดนิเซีย, Ven.Avayananda Mahathero (WAB) บังกลาเทศ, SANGHASENA Founder President of Mahabodhi International Meditation center Leh Ladakh India เป็นต้น

“มาฆบูชาปีนี้ ตรงกับวันครบรอบ 53 ปี วัดพระธรรมกาย ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา วัดพระธรรมกายได้ยึดหลักโอวาทปาติโมกข์ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาโดยตลอด คือ 1)การไม่ทำบาปทั้งปวง 2)การทำกุศลให้ถึงพร้อม 3)การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ พร้อมกันนี้ยังดำเนินตามวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการไม่ว่าร้ายใคร ไม่ทำร้ายใคร สำรวมระวังในศีลและพระปาติโมกข์ของตนเอง เป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร การเลือกนั่งเลือกนอนในที่อันสงัด และการปรารภความเพียรในอธิจิตด้วยการทำสมาธิ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสันติสุขภายใน และเป็นแนวทางสร้างสันติภาพโลกที่แท้จริง รวมทั้ง สงเคราะห์โลกด้วยการดำเนินงานด้านสาธารณสงเคราะห์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และมอบถุงยังชีพช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ปี 2565 ในพื้นที่ 18 จังหวัดด้วย” พระครูสมุห์สนิทวงศ์ กล่าว

สำหรับ พระบรมพุทธเจ้า เป็นพระนามอันหมายถึง พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ยุคแรกๆ ซึ่งในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาคือพระไตรปิฎก ระบุว่า กัปทั้งหลายที่ผ่านไปแล้วนั้น มีมากมายนับไม่ถ้วน ไม่ง่ายเลยที่จะนับว่ามีเท่านี้กัป เท่านั้นกัป อุปมาเหมือนเมล็ดทรายในมหาสมุทร ที่ไม่สามารถนับได้ว่ามีจำนวนเท่าใด (อ้างอิงจากคงคาสูตร พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ 16 สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค) ดังนั้นชาวพุทธจึงเชื่อว่าพระพุทธเจ้าที่เคยอุบัติขึ้นมาแล้วมีมากมายนับนับไม่ถ้วน ประดุจจำนวนเมล็ดทรายในท้องพระมหาสมุทรที่นับไม่ได้ว่ามีจำนวนเท่านั้น เท่านี้

– 006

‘หนังกลาง ม. UTCC Film festival’ หนังสั้นสะท้อน‘เรื่องรักๆ’จากนักศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715449

‘หนังกลาง ม. UTCC Film festival’  หนังสั้นสะท้อน‘เรื่องรักๆ’จากนักศึกษา

‘หนังกลาง ม. UTCC Film festival’ หนังสั้นสะท้อน‘เรื่องรักๆ’จากนักศึกษา

วันจันทร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2566, 15.55 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับงาน “หนังกลาง ม. UTCC Film festival” ซึ่งจัดโดยคณะนิเทศศาสตร์ ร่วมกับฝ่ายสื่อสารการตลาด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) ช่วงวันที่ 14-15 ก.พ. 2566 ที่ผ่านมา โดย ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง ในฐานะอาจารย์พิเศษ คณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่าคณะนิเทศศาสตร์ มีการสอนเรื่องของภาพยนตร์ และสื่อดิจิทัล ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้จัดทำ “หนังสั้น” หรือภาพยนต์สั้น เพื่อนำมาฉายในงานหนังกลาง ม. ของทุกปี

และสำหรับงานในปี 2566 ยังมีกิจกรรมเสวนาภาพยนตร์ “เล่าเรื่องรักหลากหลายมุม”เพื่อให้เข้ากับช่วงเวลาจัดงานที่ตรงกับเทศกาลวาเลนไทน์ โดย ปรัชญา อธิบายในส่วนนี้ว่า ปัจจุบันความรักเปิดกว้างมากขึ้น เช่นเดียวกับความหลากหลายทางเพศ ซึ่งการจัดหนังกลาง ม.UTCC Film Festivalในช่วงเทศกาลความรัก ทำให้ได้เห็นมุมมองความรักในแต่ละเจเนอเรชั่น

“อย่างในกลุ่มผม อาจเป็นเจนเก่า แต่มีอาจารย์ มีนักศึกษา มีวิทยากรที่เป็นคนเจนใหม่ให้นิยามความรักแตกต่างกัน โดยความรักในปัจจุบันไม่ได้มีการแบ่งแยกระหว่างเพศ มีการยอมรับของคนในสังคมให้เกิดความรักตามเพศสภาพ อีกทั้งภาพยนตร์สั้นที่นักศึกษาได้ผลิตขึ้นทำให้ได้เห็นทัศนคติ มุมมองความรักของคนรุ่นใหม่ที่ทำให้วัฒนธรรมภาพยนตร์ออกไปที่หลากหลาย ความนิยมแตกต่างออกไป” ปรัชญา กล่าว

ผู้กำกับชื่อดังท่านนี้ ยังกล่าวอีกว่าการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ผลิตภาพยนตร์สั้น และมาฉายในงานหนังกลาง ม. UTCC Film Festival ถือเป็นการฝึกปฏิบัติจริงให้แก่นักศึกษา และมีพื้นที่ทำกิจกรรมให้พวกเขาได้ปล่อยพลัง ความคิดในการสร้างสรรค์ผลงานซึ่งการชมภาพยนตร์ ไม่ว่าจะช่องทางไหนล้วนเป็นการตีความ การแสดงมุมมองผ่านตัวละคร และเป็นประสบการณ์ให้เด็กได้รู้จักการทำงานเป็นทีม

เรียนรู้กระบวนการผลิตภาพยนตร์จริงๆ ซึ่งทุกตำแหน่ง ทั้งผู้กำกับผู้เขียนบท นักแสดง ทุกคนที่อยู่ในกองถ่ายต่างมีความสำคัญไม่แตกต่างกัน มีขั้นตอนได้เรียนรู้ ดังนั้น นักศึกษาที่สนใจอยากเรียนภาพยนตร์ขอให้เลือกมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมทั้งอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และมีทั้งสตูดิโอ อุปกรณ์ครบครัน ขอให้มีพื้นที่ได้ฝึกปฏิบัติผลิตภาพยนตร์สั้นจริงๆ

ปูริดา ลาเลิศ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาภาพยนตร์ดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย ซึ่งเป็นผู้กำกับหนังสั้น เรื่อง “You” เปิดเผยว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ผลิตภาพยนตร์สั้น เพื่อนำเสนอคณะ โดยนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องราวความรักในวัยเรียนช่วงมัธยมศึกษา เพราะเป็นช่วงที่เป็นความรักใสๆ สวยงามและมีความสุขจึงได้ร่วมกับเพื่อนๆ 5 คน ในการผลิตภาพยนตร์สั้น โดยทั้ง 5 คน จะเล่าเรื่องความรักในวัยเรียนและเลือกมา1 เรื่องเพื่อไปผลิตหนังสั้น หลังจากนั้นจัดแบ่งหน้าที่ คัดเลือกนักแสดง ส่งให้ทีมเขียนบท จัดเวลา ถ่ายทำ เตรียมพร้อมในการออกกอง

“ได้เรียนรู้ทุกกระบวนการของการผลิตภาพยนตร์ โดยมุมมองของเรื่องราวความรักที่อยากนำเสนอ อยากให้ทุกคนที่ชมได้ย้อนนึกไปถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาว่าความรักในวัยเรียนตอนนั้นเป็นอย่างไร แล้วความรักในตอนนี้เป็นอย่างไร เพราะความรักในแต่ละช่วงวัยแตกต่างกัน ยิ่งตอนนี้ทุกคนรักกันง่าย รู้จักกันง่าย และอายุรักก็หมดง่าย ดังนั้น หวังว่าภาพยนตร์สั้นเรื่อง You จะช่วยกระตุกต่อมความรัก ความคิดให้แก่ผู้ชม” ปูริดา กล่าว

รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า คณะนิเทศศาสตร์ เป็นหนึ่งในคณะของ ม.หอการค้าไทยที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน และได้มีการปรับตัวมาโดยตลอด ซึ่งการก้าวไปสู่การพัฒนาคอนเทนต์ การนำเสนอไปในเชิงธุรกิจให้มากขึ้น จะเป็นการพัฒนานิเทศศาสตร์การตลาด การสื่อสารในเชิงธุรกิจที่จะทำให้การเขียนคอนเทนต์สามารถนำเสนอในรูปแบบของธุรกิจดิจิทัล หรือการทำ e-Commerce

ซึ่งสิ่งที่เป็นพื้นฐานของคณะนิเทศศาสตร์ คือ การเป็นคนรายงานข่าวนำเสนอข่าว วิจารณ์ข่าว ข้อเท็จจริงของสังคมด้วยจริยธรรมสื่อสารมวลชน และจรรโลงประเทศ อีกทั้งในปัจจุบันนอกจากการส่งเสริมจริยธรรมแล้ว ต้องสร้างสุนทรียศาสตร์ผ่านกิจกรรมบันเทิงร่วมด้วย โดยมหาวิทยาลัยสร้างความฝันไว้ตามหลัก “FOLLOW YOUR DREAMS” ต้องการสร้างนักสร้างหนังมืออาชีพ ผู้กำกับมืออาชีพนักแสดง คนเขียนบท คนที่อยู่ในกองถ่ายไม่ว่าจะผลิต ทั้งภาพยนตร์สั้น ภาพยนตร์ยาวสารคดี โทรทัศน์ ทุกอย่างต้องเป็นมืออาชีพ

“เราจะไม่สามารถทำได้ ถ้าไม่มีประสบการณ์ดีๆ จากคนที่ทำภาพยนตร์ประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก จะไม่ประสบความสำเร็จหากไม่มีประสบการณ์ตรง และจะเป็นไปไม่ได้หากไม่มีนักศึกษาที่มีความฝัน และมีความเก่ง ทั้งหมดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ UTCC ในการจัดงานหนังกลาง ม. UTCC Film Festival” อธิการบดี ม.หอการค้า กล่าว

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เปิดพื้นที่ โอกาสให้นักศึกษาได้ค้นหาเลือกใช้ชีวิตของตนเอง และมีอิสระในการเรียนรู้ ให้ตอบโจทย์กับความต้องการ บริบท ความชอบของแต่ละคน“สาขาภาพยนตร์ดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์”สาขา/คณะที่จะเปิดให้ทุกคนได้แสดงความคิดผ่านผลงานภาพยนตร์ สื่อดิจิทัลได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการค้นพบศักยภาพของตัวเอง

หากใครอยากรู้ว่า “สาขาภาพยนตร์ดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์” เจ๋งอย่างไร? สนใจคลิก https://commarts.utcc.ac.th/

ภาคีเพื่อการศึกษาไทย นำ 8 พรรคร่วมถกนโยบายเปลี่ยนการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715436

ภาคีเพื่อการศึกษาไทย นำ 8 พรรคร่วมถกนโยบายเปลี่ยนการศึกษา

ภาคีเพื่อการศึกษาไทย นำ 8 พรรคร่วมถกนโยบายเปลี่ยนการศึกษา

วันจันทร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2566, 14.41 น.

ภาคีเพื่อการศึกษาไทย ชวน 8 พรรคการเมืองแสดงวิสัยทัศน์ “นโยบายแบบไหน เปลี่ยนการศึกษาไทยได้จริง” ยื่น “สมุดปกขาว” เสนอปฏิรูป 5 ข้อ “ปรับหลักสูตรแกนกลาง-บริหารจัดการ ร.ร.ขนาดเล็ก-พัฒนาทักษะที่จำเป็นครู-นร.-ไม่เอาความรุนแรง-กล้าทำสิ่งใหม่”ด้าน ดร.วรากรณ์ ชี้ บิ๊กล็อกการศึกษา “ลดเหลื่อมล้ำ” เห็นรูปธรรมมากสุด  

เมื่อวันที่ 5 มี.ค.66 ภาคีเพื่อการศึกษาไทย หรือ (Thailand Education Partnership :TEP) จัดเวทีนโยบายการศึกษากับพรรคการเมือง (TEP Policy Forum) โดยมี รศ.ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ ที่ปรึกษาภาคีเพื่อการศึกษาไทย และอดีตประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เปิดเวที มีการนำเสนอ TEP whitepaper  โดยดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) โดยได้เชิญตัวแทนจากพรรคการเมืองที่สนใจการพัฒนาการศึกษาไทย จำนวน 8 พรรคการเมือง ร่วมประชันวิสัยทัศน์ “นโยบายแบบไหน เปลี่ยนการศึกษาไทยได้จริง” ได้แก่ ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาม พรรคเพื่อไทย คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคก้าวไกล คุณภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา พรรคประชาธิปัตย์ คุณศิธา ทิวารี พรรคไทยสร้างไทย คุณพรชัย มาระเนตร์ พรรคชาติพัฒนากล้า คุณกมล รอดคล้าย พรรคภูมิใจไทย ดร.นันทพร ดำรงพงศ์ พรรคชาติไทยพัฒนา และ ผศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร พรรคเสรีรวมไทย ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

รศ.ดร. วรากรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาได้พยายามแก้ไขปัญหาภาพรวม โดยการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษา หรือ 5 Big Rock คือ 1. การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย 2. การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 3. การปฏิรูปกลไกและระบบผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพมาตรฐาน 4. การจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีและระบบอื่น ๆ ที่เน้นการฝึกปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบนำไปสู่การจ้างงานและการสร้างงาน 5. การปฏิรูปบทบาททางการวิจัยและระบบธรรมาภิบาลของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน

ดร.วรากรณ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา Big Rock ที่ 1 การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุด โดยมีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่เป็นหน่วยงานหลักในการแก้ปัญหา สามารถให้ทุนสำหรับเด็กเปราะบาง ยากจน เป็นความช่วยเหลือที่จำเป็นและทำได้ทันที ซึ่งในส่วน Big Rock อื่นๆ ก็ยังคงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาในภาพใหญ่ และที่ผ่านมาสถานการณ์โควิด-19 ก็มีผลอย่างมากในการสร้างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งทางกศส.ได้จัดทำ “ข้อเสนอแนวทางการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพการศึกษา ภายใต้สถานการณ์โควิด-19” และหนังสือ “พลิกโฉมการศึกษาไทย บันไดสู่คุณภาพการศึกษาที่ทั่วถึงและเท่าเทียม” ที่สรุปผลการดำเนินงานของทั้ง 5 Big Rock ในช่วงที่ผ่านมา  ผลกระทบต่อสภาวะการเรียนรู้ที่ถดถอย สภาพจิตใจของนักเรียน ครูและผู้ปกครอง รวมถึงความเสี่ยงของการหลุดออกนอกระบบการศึกษาของเด็กและเยาวชน เพราะเป็นการซ้ำเติมเด็กยากจนที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก 1 ล้านคน และในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 8 ล้านคน ด้านการสูญเสียโอกาสการเรียนรู้อ่านออกเขียนได้ รวมถึง 1 ใน 3 ของเด็กขาดอุปกรณ์การเรียนรู้ ครอบครัวขาดรายได้ ไม่มีงานทำ รัฐบาลต่อไปจะต้องเข้ามาดูแลแก้ไขเยียวยา เมื่อ “คนคือหัวใจของการเปลี่ยนแปลง การทำให้คนมีคุณภาพเพิ่มขึ้นจากการศึกษา พรรคกำหนดนโยบายที่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้ เราก็เลือกพรรค ที่จะนำนโยบายที่ถูกต้องนำไปสู่การปฏิบัติ การรับฟังนโยบายจาก 8 พรรค ครั้งนี้ จะเกิดการเรียนรู้ไปด้วยกัน การเรียนรู้และรับฟังความเห็นและนำไปแก้ไข ทั้งการจัดการงบประมาณ วิธีการแก้ไข หลักสูตรสมรรถนะที่สอนให้คนทำเป็น ไทยมีตัวอย่างมากมาย เช่น เรียนภาษาอังกฤษ 12 ปี แต่เราไม่สามารถใช้งานได้ แต่ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หากร่วมกันคนละไม้คนละมือ เพราะสุดท้ายการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับคน หากไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ไม่นำไปใช้ก็ไม่เกิดประโยชน์”    
รศ.ดร. วรากรณ์ กล่าว

ขณะที่ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ได้นำเสนอ TEP whitepaper หรือสมุดปกขาวที่มีการสรุปปัญหาและความท้าทายของระบบการศึกษาไทย  บทเรียนจากความพยายามปฏิรูปที่ผ่านมา และประเด็นท้าทาย 4 ประการในการปฏิรูประบบการศึกษาไทย คือ 1. การปรับหลักสูตรแกนกลางครั้งใหญ่ให้เอื้อต่อการเรียนรู้สมรรถนะ 2. การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กและบุคลากรครูเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ 3. การป้องกันการละเมิดสิทธิเสรีภาพของนักเรียน 4. การปรับวัฒนธรรมการทำงานให้กล้าทำสิ่งใหม่  

ดร.สมเกียรติ กล่าวต่อว่า ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) มี 5 ข้อเสนอแนะต่อพรรคการเมือง และรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะรมว.ศึกษาธิการคนใหม่ ว่าควรมีนโยบายดังนี้ 1.ควรเร่งปรับให้มีหลักสูตรแกนกลางใหม่ภายใน 3 ปี โดยออกแบบให้เป็นหลักสูตรที่อิงกับฐานสมรรถนะ จากการเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร 2. กำหนดนโยบายให้กระทรวงศึกษาธิการมีเป้าหมายและแผนการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กที่ชัดเจน โดยอาจนำข้อเสนอของธนาคารโลกเป็นจุดตั้งต้น และเสริมด้วยการให้แรงจูงใจแก่ครูในการย้ายไปสอนในโรงเรียนฮับ (Hub School) หรือโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล (Small Protected School) โดยพิจารณาปรับเกณฑ์การประเมินเลื่อนขั้นเงินเดือนหรือวิทยฐานะของครู 3. กำหนดนโยบายให้กระทรวงศึกษาธิการและประสานหน่วยงานต้นสังกัดสถานศึกษาอื่น ให้ทบทวนและยกเลิกโครงการต่างๆ ที่มีอยู่ ซึ่งไม่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของนักเรียนหรือการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการสอนของครูตามหลักสูตรใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี 4. ประกาศนโยบายไม่ยอมรับความรุนแรงในสถานศึกษาในทันทีที่รับตำแหน่ง และรณรงค์ให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพของเด็ก และ 5. สร้างตัวอย่างให้ผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการมีวัฒนธรรมแบบใหม่ในการทำงานที่เปิดกว้างในการรับฟังความเห็น กล้าทดลองสิ่งใหม่ ไม่สั่งการจากเบื้องบนลงไปโดยไม่เข้าใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อโรงเรียน

กระทรวงมหาดไทย-สมาคมแม่บ้านมหาดไทย ร่วมกับวัดราชบพิธฯทำบุญตักบาตรวันมาฆบูชา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715407

กระทรวงมหาดไทย-สมาคมแม่บ้านมหาดไทย ร่วมกับวัดราชบพิธฯทำบุญตักบาตรวันมาฆบูชา

กระทรวงมหาดไทย-สมาคมแม่บ้านมหาดไทย ร่วมกับวัดราชบพิธฯทำบุญตักบาตรวันมาฆบูชา

วันจันทร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2566, 09.12 น.

กระทรวงมหาดไทยและสมาคมแม่บ้านมหาดไทยร่วมกับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จัดพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี 2566 เชิญชวนชาวพุทธลด ละ  เลิกการทำบาปทั้งปวง ทำความดี และชำระใจให้บริสุทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต

เมื่อเวลา 06.30 น.วันที่ 6 มีนาคม 2566 ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี 2566 โดยมี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายสมคิด จันทมฤก รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร นายชยาวุธ จันทร อธิบดีกรมที่ดิน นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คณะผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย นางจิรวรรณ เพ็ญพาส นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครราชสีมา คณะกรรมการบริหารสมาคมแม่บ้านมหาดไทย หัวหน้าหน่วยงาน ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่าย กว่า 300 คน ร่วมในพิธี โดยได้รับเมตตาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นำคณะสงฆ์ จำนวน 20 รูป รับบิณฑบาต

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เนื่องในวันมาฆบูชา 6 มีนาคม 2566 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โปรดเมตตาประทานพระคติธรรม ความว่า “ดิถีมาฆบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ดิถีเช่นนี้ชวนให้พุทธบริษัททุกหมู่เหล่ารำลึกถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ประทานแก่พระอรหันตสาวก 1,250 รูป ซึ่งล้วนอุปสมบทโดยวิธีเอหิภิกขุ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ณ ดิถีเพ็ญเดือน 3 อย่างไรก็ดี หากปีใดเป็นปีอธิกมาส วันมาฆบูชาจะตรงกับดิถีเพ็ญเดือน 4 ดังเช่นที่เกิดขึ้นในปีนี้ โดยสารัตถะประการหนึ่งในโอวาทปาติโมกข์นั้นคือ การไม่ทำบาปทั้งปวง อันเป็นหัวใจพระศาสนาประการต้นที่พุทธบริษัททั่วหน้า พึงยึดถือเป็นหลักประพฤติให้ได้ ก่อนจะก้าวไปสู่การบำเพ็ญความดีและการชำระใจให้บริสุทธิ์ บาปทั้งปวงตามหลักพระพุทธศาสนานั้น ประมวลอยู่ในอกุศลกรรมบถ 10 ประการ จำแนกเป็น กายกรรม 3 กล่าวคือการฆ่า การเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ และการประพฤติผิดในกาม วจีกรรม 4 กล่าวคือ คำโกหก คำส่อเสียด คำหยาบคาย คำเพ้อเจ้อ และ มโนกรรม 3 กล่าวคือ การเพ่งเล็งอยากได้ของเขา การคิดปองร้ายผู้อื่น และความเห็นผิด ครั้นเมื่อได้กระทำกรรมใดกรรมหนึ่งในอกุศลกรรมบถ 10 จึงถูกจัดว่าเป็นบาป “พุทธศาสนิกชนจึงมีหน้าที่ลด ละ และเลิกการกระทำบาปทั้งปวงแม้เล็กน้อย ซึ่งล้วนให้ผลเป็นความทุกข์ทำให้จิตใจเสื่อมคุณภาพ ยังอุปนิสัยให้กลายเป็นคนถนัดทำชั่ว จนท่วมท้นไปด้วยบาป ดั่งพระพุทธพจน์ที่ว่า อุทพินฺทุนิปาเตน อุทกุมฺโภปิ ปูรติ อาปูรติ พาโล ปาปสฺส โถกํ โถกํปิ อาจินํ. แปลความว่า “แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำฉันใด,  คนเขลาสั่งสมบาปแม้ทีละน้อย ๆ ก็เต็มด้วยบาปฉันนั้น.” ด้วยเหตุนี้ ทุกท่านพึงขวนขวายบริจาคทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา อันเป็นบุญที่เป็นชื่อของความสุข ขอให้เชื่อมั่นว่าบาปที่ทำลงแล้ว จะอำนวยผลดีไม่ได้ และในขณะเดียวกัน บุญที่ทำลงแล้ว จะอำนวยผลร้ายก็ไม่ได้เช่นกัน เมื่อมั่นใจในหลักของการกระทำแล้ว ย่อมจะมีกำลังใจมุ่งมั่น ไม่ท้อถอยต่อการบำเพ็ญคุณงามความดีต่อไป ผลแห่งบุญทั้งปวงย่อมจะตามเยียวยาแก้ไขปัญหา พิทักษ์รักษา และดลบันดาลความสุขความเจริญมาสู่ผู้สั่งสมบุญไว้ดีแล้วอย่างแน่แท้ ขอพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดำรงมั่นคงอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลนาน และขอพุทธบริษัททั้งหลายจงพร้อมเพรียงกันศึกษาพระสัทธรรมนั้น เพื่อบรรลุถึงความรุ่งเรืองไพบูลย์ยิ่งๆ ขึ้นสืบไป เทอญ.”

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องในโอกาสวันมาฆบูชาประจำปี 2566 วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามกำหนดจัดพิธี โดยในวันที่ 6 มีนาคม 2566 เวลา 09.30 น. พระสงฆ์ทำวัตรเช้า เวลา 10.00 น. พระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ เวลา 19.00 น. พระสงฆ์ทำวัตรเย็น สวดโอวาทปาฏิโมกข์ พุทธศาสนิกชนเวียนเทียนถวายเป็นพุทธบูชา และพระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา 13 กัณฑ์ จากนั้นย่ำรุ่งของวันที่ 7 มีนาคม 2566 เวลา 06.30 น. เป็นการถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ 30 รูป โดยพุทธศาสนิกชนทุกท่านสามารถติดตามชมการถ่ายทอดสดกิจกรรมวันวิสาขบูชาได้ทางเพจเฟซบุ๊ก “สมโภช 150 ปี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม”

“ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน พุทธศาสนิกชนทุกท่านลด ละ  เลิกการทำบาปทั้งปวง ทำความดี และชำระใจให้บริสุทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต โดยทุกท่านสามารถร่วมพิธีเนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี 2566 ซึ่งท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด และท่านนายอำเภอทั้ง 878 อำเภอ และภาคีเครือข่าย ได้รับเมตตาจากคณะสงฆ์ จัดพิธีในทุกวัดทั่วประเทศ กระทรวงมหาดไทย ขออนุโมทนากับทุกท่านมา ณ โอกาสนี้” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

‘อิ่มบุญ-ยลวัฒนธรรม’ได้ทั้ง12เดือน สัมผัสวิถีชุมชน‘ชาวมอญเมืองกาญจน์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715327

‘อิ่มบุญ-ยลวัฒนธรรม’ได้ทั้ง12เดือน  สัมผัสวิถีชุมชน‘ชาวมอญเมืองกาญจน์’

‘อิ่มบุญ-ยลวัฒนธรรม’ได้ทั้ง12เดือน สัมผัสวิถีชุมชน‘ชาวมอญเมืองกาญจน์’

วันจันทร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ชาวมอญให้ความสำคัญในพระพุทธศาสนา เห็นได้จากความเชื่อส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้สูงอายุในชุมชนเป็นสำคัญ ดังเช่นแนวความคิดและการริเริ่มประเพณีสำคัญต่างๆ ซึ่งเกิดจากหลวงพ่ออุตตมะ พระเกจิอาจารย์เชื้อสายมอญ นอกจากนี้ชุมชนชาวมอญ ณ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นศาสนสถานที่โดดเด่น”

ผศ.ดร.เฉลิมพล ศรีทอง อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี กล่าวถึงผลการศึกษาในประเด็น “ความเชื่อด้านพระพุทธศาสนากับความเชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชนชาวมอญ บ้านวังกะ หมู่ 2 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาว่าด้วยการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และชาติพันธุ์ ที่น่าสนใจของ จ.กาญจนบุรี

โดยศาสนสถานที่ หลวงพ่ออุตตมะ ได้สร้างไว้เป็นมรดกแก่ชุมชน ได้แก่ “วัดวังก์วิเวการาม” เป็นวัดและโบสถ์ที่ใหญ่ สงบ สวยงาม เหมาะแก่การถือศีลภาวนา เป็นที่ชื่นตาเย็นใจแก่ผู้มาเยือนและนักท่องเที่ยวมีวิหารที่เป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปหยกขาว หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อขาว”เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีน้ำหนักรวมหกตัน มี “เจดีย์พุทธคยาจำลองจากอินเดีย” ที่ประดิษฐานพระบรมสาริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่ตระหง่านอย่างสวยงาม ซึ่งสามารถมองเห็นมาแต่ไกลก่อนเข้าถึงเขตตัวอำเภอสังขละบุรี

และที่สำคัญมี “สะพานไม้อุตตมานุสรณ์”หรือ “สะพานมอญ” ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของที่นี่ โดยความเชื่อในพระพุทธศาสนาและเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวชุมชนชาวมอญ สามารถแบ่งออกเป็น 12 เดือน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมชมและร่วมพิธี ได้ดังนี้ “เดือนกราคม” ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าวและลงแขกฝัดข้าวช่วงเดือนยี่เป็นฤดูเก็บเกี่ยวหลังจากเกี่ยวและเก็บข้าวเข้าลาน ซึ่งปัจจุบันหาชมได้ยาก

“เดือนกุมภาพันธ์” ประเพณีทำ “ข้าวยาคู”ชาวมอญเรียกว่า “อะคากกะน้า ฮะปักเปิงยิกุ”ในช่วงเดือนสามจะมีพืชผลเกษตรได้เก็บเกี่ยวเสร็จเรียบร้อย ชาวบ้านจะพากันทำข้าวยาคูในวันพระใหญ่ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ตรงกับวันมาฆบูชา ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมการทำข้าวยาคูในช่วงเวลาดังกล่าวได้ “เดือนมีนาคม” ประเพณีบูชาสักการะพระเจดีย์ เป็นงานประจำปีเพื่อการสักการะพระเจดีย์พุทธคยา ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดวังก์วิเวการาม

“เดือนเมษายน” ประเพณีมหาสงกรานต์เดือน 5 เป็นปีใหม่ของชาวมอญ ถือเป็นงานฉลองและเป็นการร่วมทำบุญและให้ทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวมอญ ซึ่งชาวมอญจะนำทรายไปก่อเป็นเจดีย์ที่วัด โดยรวมกันเป็นองค์เดียวและจะยกฉัตรเจดีย์ทรายในวันรุ่งขึ้น พร้อมทั้งทำบุญกรวดน้ำ มี “ประเพณียกฉัตรเจดีย์ทราย”ในวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์ ชาวมอญที่ร่วมพิธีจะแต่งหน้าพร้อมสวมชุดมอญสีสันสดใส ร่วมแห่ฉัตรยอดเจดีย์ทรายจากวัดไปยังเจดีย์ทรายที่บริเวณลานเจดีย์พุทธคยา ซึ่งประเพณีนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนาน

“เดือนพฤษภาคม” ประเพณีรดน้ำต้นโพธิ์จัดขึ้นในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ตรงกับวันวิสาขบูชาของทุกปี ทั้งนี้ ชาวมอญจะให้การปฏิบัติกับต้นศรีมหาโพธิ์เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า โดยเชื่อว่าผู้ใดบำรุงกราบไหว้ สักการบูชา ก็เสมือนว่าได้บำรุง กราบไหว้ สักการะ บูชา พระพุทธเจ้าด้วยเช่นกัน ประเพณีออกร้านตลาดนิพพาน ตรงกับวันวิสาขบูชา จัดขึ้นช่วงเย็นชาวบ้านจะออกร้านโดยนำผลไม้ ขนม น้ำดื่มมาตั้งร้าน ผู้มาร่วมพิธีหลังสมาทานศีลจะมารับของจากร้านต่างๆ เปรียบเสมือนการนำบุญมาแลกกับอาหารดังกล่าว ผู้ออกร้านก็จะได้บุญแทนเงิน

“เดือนมิถุนายน” ประเพณีขอขมาพระอุปัชฌาย์ จะมีประเพณีขอขมาพระอุปัชฌาย์อาจารย์ และประเพณีบรรพชาอุปสมบท ในช่วงนี้เป็นช่วงก่อนเข้าพรรษาหนึ่งเดือน ชาวมอญนิยมบรรพชาอุปสมบทแก่บุตรชายของตนเอง ส่วนประเพณีขอขมาพระอุปัชฌาย์อาจารย์ โดยพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นลูกศิษย์หลวงพ่ออุตตมะ จะมาพร้อมกันที่วัดวังก์วิเวการาม เพื่อมาขอขมาพระเถระผู้ใหญ่

“เดือนกรกฎาคม” ประเพณีเข้าพรรษาวันอาสาฬหบูชา ชาวมอญจะถือดอกไม้ ผ้าอาบน้ำฝนเทินเครื่องไทยธรรมมาถวายพระ ซึ่งจะมีพระภิกษุเดินเป็นแถวตามวิหารคด ลงโบสถ์ “เดือนสิงหาคม” ประเพณีบุญข้าวนิธิ เป็นเดือนแห่งการเก็บทรัพย์ มีประเพณีบุญหม้อนิธิ (นิธิแปลว่า ขุมทรัพย์) ชาวมอญจะทำบุญด้วยการถวายหม้อนิธิ คือ บรรจุวัตถุทานตามต้องการ ได้แก่ ข้าว น้ำ ผ้า ยา และของกินของใช้อื่นๆ ลงในหม้อ จากนั้นทำการฝังเหมือนเป็นขุมทรัพย์ ประเพณีดังกล่าวเป็นความเชื่อของชาวมอญ

“เดือนกันยายน” ประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ เป็นการบูชาพระรัตนตรัย ชาวมอญวัดวังก์วิเวการามยังคงสืบสานประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์เช่นเดียวกับชาวมอญในอดีต โดยช่วงเช้าชาวบ้านมอญถือถาดเครื่องบูชาที่ได้เตรียมไว้ไปยังลานวัดหรือลานเจดีย์ จากนั้นจึงได้นำเครื่องบูชาใส่เข้าในเรือสะเดาะเคราะห์ ธงตุงกระดาษสีปักไว้ที่ขอบเรือ มีการปล่อยโคมลอยขนาดใหญ่ ตามบ้านเรือนและรายทางก็จะประดับโคมเป็นรูปต่าง ๆ สวยงาม

ประเพณีดังกล่าวเป็นการทำบุญสะเดาะเคราะห์และจุดเทียนอธิษฐานให้เคราะห์ร้ายในชีวิตได้ผ่านพ้นไป ซึ่งประเพณีดังกล่าวจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยมีนักท่องเที่ยว และผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนมาก ยังมีประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง เป็นประเพณีที่ชาวมอญต้องการถวายเภสัช 5 ชนิด ได้แก่ น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เนยใส เนยข้นน้ำมันงา แก่พระสงฆ์ผู้จำพรรษา ก่อนออกพรรษา 1 เดือน เพื่อใช้ปรุงยา โดยเชื่อว่าการถวายเภสัชยารักษาโรคจะได้รับผลบุญคือเป็นคนมีโรคน้อยโดยประเพณีดังกล่าวจัดยิ่งใหญ่และมีการสืบทอดกันมาช้านาน

“เดือนตุลาคม” ประเพณีตักบาตรเทโวโรหนะ เป็นงานบุญฉลองวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากโปรดพุทธมารดาที่เทวโลกดาวดึงส์ 1 พรรษา ซึ่งจัดขึ้นตรงกับวันออกพรรษา ขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ของทุกปี “เดือนพฤศจิกายน” ประเพณีทอดกฐิน ประเพณีนี้จะมีช่วงเวลาการทอดกฐินเพียง 1 เดือน โดยเรียกตามภาษามอญว่า “อะแลกะท่อน” แปลว่า ทอดกฐินในเดือนสิบสอง ชาวมอญจะรวมตัวกันไปจัดตั้งกองผ้าป่าและร่วมกันตัดเย็บจีวร อังสะ สบง และผ้าผืนยาว ภายในหนึ่งเดือนหลังวันปวารณาออกพรรษาของพระภิกษุสงฆ์จะเป็นเทศกาลทอดกฐิน

และ “เดือนธันวาคม” ประเพณีตำข้าวเม่า“มอญตำข้าวเม่า” จัดขึ้นในช่วงเดือนอ้ายใกล้ฤดูเก็บเกี่ยว โดยข้าวเม่า หรือในภาษามอญเรียกว่า “อะงาน” ได้มาจากรวงข้าวสีเขียวไล่มาจนถึงสีเขียวตกน้ำตาล เรียกว่าข้าวน้ำนม ส่วนข้าวเหนียวเริ่มเป็นเมล็ดข้าวอ่อนๆ เหมาะสำหรับตำข้าวเม่า มีทั้งข้าวเม่าข้าวเหนียวและข้าวเหนียวดำ ประเพณีตำข้าวเม่าสืบทอดมาตั้งแต่อดีต มีวัตถุประสงค์เพื่อทำอาหารถวายพระ นอกจากนี้ประเพณีดังกล่าวยังก่อให้เกิดความสนุกสนานเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างครอบครัวและชุมชน สามารถส่งเสริมให้เกิดเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวและเป็นของฝากของที่ระลึกได้

ผศ.ดร.เฉลิมพล ยังกล่าวอีกว่า จังหวัดกาญจนบุรี มีศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และชาติพันธุ์ตลอดจนเป็นรูปแบบของการท่องเที่ยวชุมชน หากต้องการให้เกิดการท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จต้องมุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างชุมชน ภาครัฐ และเอกชนในพื้นที่ ควรมีการจัดโปรแกรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

ตลอดจนนักท่องเที่ยวควรให้ความสำคัญตระหนัก และมีจิตสำนึกในการท่องเที่ยวชุมชน เช่น การจัดการขยะ การปฏิบัติตามประเพณีและวิถีชุมชน เพื่อร่วมกันสืบสานและอนุรักษ์รวมทั้งการกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงระหว่างแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ประเพณีและวิถีชีวิตของชาวมอญกับแหล่งท่องเที่ยวหลักของ อ.สังขละบุรี ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักร่วมสร้างประสบการณ์จากมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน

เช่น โปรแกรมการท่องเที่ยววัดวังก์วิเวการามเจดีย์พุทธคยา ร่วมกับประเพณีสงกรานต์มอญในเดือนเมษายนของทุกปี หรือให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในกิจกรรมการทำข้าวเม่า เพื่อยกระดับของฝากของที่ระลึกชุมชน เป็นต้น โดยผู้สนใจ สามารถติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม โดยส่ง อีเมล ได้ที่ ผศ.ดร.เฉลิมพล ศรีทอง อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี chaloempon.sri@mahidol.ac.th

“อย่างไรก็ตาม หากเป็นการส่งเสริมและยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อสัมผัสชาติพันธุ์ ควรจัดทำเป็นปฏิทินกิจกรรม12 เดือน พร้อมทั้งส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมเพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนต่อไป” ผศ.ดร.เฉลิมพล กล่าวในตอนท้าย