สอศ.เชื่อมั่น! สอบ’ครูผู้ช่วยอาชีวะ’โปร่งใส-ตรวจสอบได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715304

สอศ.เชื่อมั่น! สอบ'ครูผู้ช่วยอาชีวะ'โปร่งใส-ตรวจสอบได้

สอศ.เชื่อมั่น! สอบ’ครูผู้ช่วยอาชีวะ’โปร่งใส-ตรวจสอบได้

วันอาทิตย์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2566, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2566 ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จังหวัดปทุมธานี ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะการการอาชีวศึกษา พร้อมด้วยนายยศพล เวณุโกเศศ เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และนายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ ดร. สุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา ตรวจเยี่ยมสนามสอบพร้อมให้กำลังใจครูผู้ช่วย

ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะการการอาชีวศึกษา เปิดเผยหลังจากตรวจเยี่ยมสนามสอบพร้อมให้กำลังใจผู้เข้าสอบว่า การเปิดสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ (ว 16) ในครั้งนี้เฉพาะพนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ครูอัตราจ้างหรือลูกจ้างชั่วคราว ที่ปฏิบัติหน้าที่สอนในสถานศึกษาสังกัด สอศ. ไม่น้อยกว่า 3 ปี  โดยมีผู้สมัครสอบทั้งสิ้น 5,760 คน ผู้เข้าสอบ 5,420 คน และขาดสอบ 340 คน คิดเป็นผู้เข้าสอบ 94% โดยกลุ่มวิชาที่ประกาศรับสมัคร จำนวน 62 กลุ่มวิชา แยกเป็น 2 เขต ได้แก่ เขตทั่วไป  52 กลุ่มวิชา 1,103 อัตรา และเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 22 กลุ่มวิชา 49 อัตรา ซึ่งเปิดรับสมัครไปเมื่อวันที่ 19 กันยายน – 15 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งการจัดสอบในครั้งนี้ ได้ให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้จัดสอบทั้งหมด ทั้งในเรื่องการออกข้อสอบ การจัดระบบการสอบ และสถานที่สอบ ซึ่งเชื่อมั่นได้ว่าเป็นไปด้วยความบริสุทธิ ยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และจะได้ผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำหน้าที่ครูในสถานศึกษาต่อไป จากการสังเกตการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่พบปัญหาหรือมีเหตุใดๆ

เลขาธิการคณะการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อไปว่า สาขาที่ขาดแคลนและมีอัตราว่างมากที่สุดในเขตทั่วไป ได้แก่ ช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า สัตวศาสตร์และสัตวรักษ์ ช่างก่อสร้างและโยธา ช่างกลโรงงานและเทคนิคการผลิต การบัญชี คอมพิวเตอร์ธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาษาอังกฤษ พืชศาสตร์และเกษตรกรรมอุตสาหกรรม และเมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์  ส่วนสาขาที่มีผู้สมัครมากที่สุด ได้แก่ สาขาช่างยนต์ ผู้มัคร 884 คน รับ 118 คน ช่างไฟฟ้ากำลัง ผู้สมัคร 630 คน รับ 85 คน และช่างกลโรงงานและเทคนิคการผลิต ผู้สมัคร 561 คน รับ 59 คน  ส่วนในเขตพัฒนาพิเศษฯ สาขาขาดแคลนที่มีอัตราว่างมากที่สุด ได้แก่ ช่างยนต์ ช่างไฟฟ้ากำลัง ช่างก่อสร้างและโยธา การบัญชี คอมพิวเตอร์ธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ ช่างโรงงานและเทคนิคการผลิต คณิตศาสตร์ ช่างเชื่อมโลหะ ภาษาไทย และสถาปัตยกรรม ส่วนสาขาที่มีผู้สมัครมากที่สุดในเขตพิเศษฯ  ได้แก่ คอมพิวเตอร์ธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้สมัคร 25 คน รับ 3 คน ช่างยนต์ ผู้สมัคร 24 คน รับ 6 คน และช่างไฟฟ้ากำลัง ผู้สมัคร 22 คน รับ 6 คน

ทั้งนี้ สอศ.จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการคัดเลือกภาค ค. (สัมภาษณ์) ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ ภายในวันที่ 15 มีนาคม 2566 ทางเว็บไซต์ ipa.vec.go.th หรือเว็บไซต์ www.vec.go.th โดยกำหนดบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการ ภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2566 พร้อมรับเปิดภาคเรียนในปีการศึกษา 1/2566

– 006

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรมเนื่องในวันมาฆบูชา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715297

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรมเนื่องในวันมาฆบูชา

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรมเนื่องในวันมาฆบูชา

วันอาทิตย์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2566, 15.52 น.

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรมเนื่องในวันมาฆบูชา

5 มีนาคม 2566 เพจสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช โพสต์ข้อความ ระบุว่า เนื่องในวันมาฆบูชา 6 มีนาคม 2566 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม ความว่า

“ดิถีมาฆบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ดิถีเช่นนี้ชวนให้พุทธบริษัททุกหมู่เหล่ารำลึกถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ประทานแก่พระอรหันตสาวก 1,250 รูป ซึ่งล้วนอุปสมบทโดยวิธีเอหิภิกขุ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ณ ดิถีเพ็ญเดือน 3 อย่างไรก็ดี หากปีใดเป็นปีอธิกมาส วันมาฆบูชาจะตรงกับดิถีเพ็ญเดือน 4 ดังเช่นที่เกิดขึ้นในปีนี้

สารัตถะประการหนึ่งในโอวาทปาติโมกข์นั้นคือ การไม่ทำบาปทั้งปวง อันเป็นหัวใจพระศาสนาประการต้นที่พุทธบริษัททั่วหน้า พึงยึดถือเป็นหลักประพฤติให้ได้ ก่อนจะก้าวไปสู่การบำเพ็ญความความดีและการชำระใจให้บริสุทธิ์ บาปทั้งปวงตามหลักพระพุทธศาสนานั้น ประมวลอยู่ในอกุศลกรรมบถ 10 ประการ จำแนกเป็น กายกรรม 3 กล่าวคือการฆ่า การเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ และการประพฤติผิดในกาม วจีกรรม 4 กล่าวคือ คำโกหก คำส่อเสียด คำหยาบคาย คำเพ้อเจ้อ และ มโนกรรม 3 กล่าวคือ การเพ่งเล็งอยากได้ของเขา การคิดปองร้ายผู้อื่น และความเห็นผิด ครั้นเมื่อได้กระทำกรรมใดกรรมหนึ่งในอกุศลกรรมบถ 10 จึงถูกจัดว่าเป็นบาป

พุทธศาสนิกชนจึงมีหน้าที่ลด ละ และเลิกการกระทำบาปทั้งปวงแม้เล็กน้อย ซึ่งล้วนให้ผลเป็นความทุกข์ทำให้จิตใจเสื่อมคุณภาพ ยังอุปนิสัยให้กลายเป็นคนถนัดทำชั่ว จนท่วมท้นไปด้วยบาป ดั่งพระพุทธพจน์ที่ว่า

อุทพินฺทุนิปาเตน                 อุทกุมฺโภปิ  ปูรติ 

อาปูรติ  พาโล  ปาปสฺส        โถกํ  โถกํปิ  อาจินํ.

แปลความว่า “แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำฉันใด,  คนเขลาสั่งสมบาปแม้ทีละน้อย ๆ ก็เต็มด้วยบาปฉันนั้น.”

ด้วยเหตุนี้ ทุกท่านพึงขวนขวายบริจาคทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา อันเป็นบุญที่เป็นชื่อของความสุข ขอให้เชื่อมั่นว่าบาปที่ทำลงแล้ว จะอำนวยผลดีไม่ได้ และในขณะเดียวกัน บุญที่ทำลงแล้ว จะอำนวยผลร้ายก็ไม่ได้เช่นกัน เมื่อมั่นใจในหลักของการกระทำแล้ว ย่อมจะมีกำลังใจมุ่งมั่น ไม่ท้อถอยต่อการบำเพ็ญคุณงามความดีต่อไป ผลแห่งบุญทั้งปวงย่อมจะตามเยียวยาแก้ไขปัญหา พิทักษ์รักษา และดลบันดาลความสุขความเจริญมาสู่ผู้สั่งสมบุญไว้ดีแล้วอย่างแน่แท้

ขอพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดำรงมั่นคงอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลนาน และขอพุทธบริษัททั้งหลายจงพร้อมเพรียงกันศึกษาพระสัทธรรมนั้น เพื่อบรรลุถึงความรุ่งเรืองไพบูลย์ยิ่งๆ ขึ้นสืบไป เทอญ

อัญเชิญพระบรมสาริกธาตุ ให้ชาวพุทธบูชาเสริมมงคล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/715186

อัญเชิญพระบรมสาริกธาตุ ให้ชาวพุทธบูชาเสริมมงคล

อัญเชิญพระบรมสาริกธาตุ ให้ชาวพุทธบูชาเสริมมงคล

วันเสาร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2566, 16.41 น.

วันที่ 4 มีนาคม 2566 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นประดิษฐานบนมณฑป และเวียนเทียนรอบมณฑป จากนั้นเปิดงาน “ประทีปแห่งพระธรรม นำศรัทธา บูชาเพ็ญเดือน 3” ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา พุทธศักราช 2566  โดยมี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนกรุงเทพมหานคร และองค์กรภาคีเครือข่าย เข้าร่วม ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

นายอิทธิพล คุณปลื้ม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา กำหนดจัดงาน “ประทีปแห่งพระธรรม นำศรัทธา บูชาเพ็ญเดือน 3” งานส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา พุทธศักราช 2566 ขึ้นทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ โดยในส่วนกลาง ร่วมกับวัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร และองค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 4 – 6 มีนาคม 2566 ที่ลานคนเมืองและวัดสุทัศนเทพวราราม โดยอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 99 องค์ ที่กรมการศาสนาได้ขอรับประทานจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มาประดิษฐาน ณ มณฑป บริเวณลานคนเมือง และยังได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร พระสังฆราชองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มาประดิษฐานด้วย เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้เวียนเทียน สักการบูชา นอกจากนั้นยังได้อัญเชิญพระพุทธรูปปางโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งจัดสร้างขึ้นเนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ตามแบบพระพุทธรูปวัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม มาประดิษฐานให้พุทธศาสนิกชนทั่วไปได้สักการบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล อีกทั้งยังได้จัดให้มีการสักการะพระธาตุประจำปีเกิด 12 ปีนักษัตร ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตควรมีโอกาสได้ไปไหว้สักการะเพื่อเสริมบารมี เสริมสิริมงคล รวมถึงการสักการะพระพุทธรูปประจำวันเกิดทั้ง 9 ปาง 

รมว.วธ. กล่าวต่อว่า ภายในงานยังจัดให้มีกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ได้แก่ การประกวดบรรยายธรรม การประกวดสุนทรพจน์ การประกวดอาราธนาศาสนพิธี และกิจกรรม “มีเทศน์ มี talk” จากพระธรรมวิทยากรเครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี เกมคุณธรรม ตอบปัญหาธรรมะ การแสดงทางศิลปวัฒนธรรมจากศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ชมภาพยนตร์ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม การสาธิตและแสดงผลงานผลิตภัณฑ์จากชุมชน จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทุกท่านร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เนื่องในวันมาฆบูชา ละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ น้อมนำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนามาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อน้อมรำลึกถึงพระพุทธคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

‘ตรีนุช’เปิดโครงการ 1 โรงเรียน 1 ครูอนามัย จ.สระแก้ว ส่งเสริมเด็กไทยมีสุขภาพกาย-ใจที่ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714979

'ตรีนุช'เปิดโครงการ 1 โรงเรียน 1 ครูอนามัย จ.สระแก้ว ส่งเสริมเด็กไทยมีสุขภาพกาย-ใจที่ดี

‘ตรีนุช’เปิดโครงการ 1 โรงเรียน 1 ครูอนามัย จ.สระแก้ว ส่งเสริมเด็กไทยมีสุขภาพกาย-ใจที่ดี

วันศุกร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2566, 15.36 น.

วันที่ 3 มีนาคม 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดโครงการ “หนึ่งโรงเรียนหนึ่งครูอนามัย สร้างเด็กไทยรอบรู้สุขภาพ” จังหวัดสระแก้ว โดยมี นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายเชาวเนตร ยิ้มประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อดีตอธิบดีกรมสุขภาพจิต ประธานคณะกรรมการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยด้านการศึกษาและสาธารณสุข นายแพทย์สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย นายนนท์ธพันธุ์ พิมพา ผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสระแก้ว รวมถึงผู้บริหารด้านการศึกษาในพื้นที่ คุณครู นักเรียน และผู้ปกครอง เข้าร่วมกิจกรรม ณ โรงเรียนสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า  กระทรวงศึกษาธิการ ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นทรัพยากรมนุษย์ของประเทศที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและนำพาประเทศชาติสู่อนาคตตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ เป็นกรอบการขับเคลื่อนงานและนำพาให้ประเทศไทยสู่เป้าหมาย “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาล ซึ่งทุกภาคส่วน  มีส่วนร่วมขับเคลื่อนมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม กอปรกับแผนแม่บทการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิตช่วงเด็กวัยเรียนวัยรุ่น มุ่งให้เด็กวัยเรียนวัยรุ่นมีความรู้และทักษะในศตวรรษที่ 21 โดยได้มีนโยบายบูรณาการการทำงานร่วมกันตามข้อตกลงความร่วมมือ 12 กระทรวง ในการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในศตวรรษที่ 21 ให้เป็นคนเก่ง ดี มีความรู้ และทักษะคิดวิเคราะห์ รักการเรียนรู้ มีสำนึกพลเมืองดี กล้าหาญทางจริยธรรม สามารถแก้ปัญหา ปรับตัว สื่อสาร และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า  ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน สู่สังคมดิจิทัล โรคอุบัติใหม่ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ส่งผลกระทบต่อสังคมและวิถีชีวิตเด็กและเยาวชน จึงเป็นความท้าทายในการติดตามดูแลเอาใจใส่ เพื่อให้เด็กไทยเติบโต มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนมุ่งสร้างเสริมศักยภาพครูไทยยุคใหม่ ผู้เป็นบุคคลสำคัญในการจุดประกายความคิด อบรมสั่งสอนวิชาความรู้ เพื่อให้เด็กและเยาวชน เก่ง ดี มีคุณภาพ คุณธรรม มีจิตสาธารณะ และรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งมีความพร้อมต่อการดำเนินชีวิตในโลกยุควิถีใหม่ นำไปสู่การเป็นประชากรที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญของประเทศ     

“ตามที่รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในศตวรรษที่ 21 ให้ “เก่ง ดี มีทักษะ แข็งแรง” ด้วยหลัก 4H (Head, Heart, Hand, Health) ตั้งแต่ปี 2565 เพื่อการพัฒนาคนทุกช่วงวัย ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการดูแลรับผิดชอบในส่วนของเด็กและเยาวชน จึงได้คิกออฟโครงการนี้เมื่อเดือน ม.ค.2566 ที่ผ่านมา ซึ่งโรงเรียนมีครูอนามัยอยู่แล้ว จึงต้องการให้มีการจัดทำหลักสูตรเชื่อมโยงระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับ กระทรวงสาธารณสุข จัดทำหลักสูตรเป็น Modules เพื่อให้เด็กและครูมีความรู้ทักษะเกี่ยวกับโรคภัยที่เกิดขึ้นหลากหลายได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และทันท่วงที ตลอดจนมีกลไกในการดูแลเด็ก ทั้งด้านโภชนาการ โรคที่มีอัตราการเกิดที่สูงขึ้น ทั้งโรคอุบัติใหม่ มะเร็งเต้านม สุขภาพจิต ภาวะซึมเศร้า และตระหนักรู้ถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ยาเสพติดต่างๆ โดยในปี 2566 ศธ.ร่วมกับสธ.ให้ความรู้กับเด็ก และเยาวชน ประมาณ 1 ล้านคนทั่วประเทศ กว่า  2,600 โรงเรียน ที่จะนำร่องในการสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอุบัติใหม่ เด็กควรจะมีความรู้ในการช่วยชีวิตคนในเบื้องต้นก่อนได้ โดย ศธ.กับสธ.จะร่วมมือในการสร้างการรับรู้แบบเข้มข้นให้กับเยาวชนและคุณครู” รมว.ศธ. กล่าว

ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของสังคมในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน จากสถานการณ์เด็กไทยปฐมวัย มีพัฒนาการล่าช้า ร้อยละ 32.5 เด็กวัยเรียนวัยรุ่น อ้วน ร้อยละ 18.2 เตี้ย ร้อยละ 11.7 ซึมเศร้าฆ่าตัวตาย มากกว่า 300 รายต่อปี IQ เฉลี่ย 102.8 และคะแนน PISA เท่ากับ 412.7 นับเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของเด็กไทย และส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ดังนั้น ตามข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในศตวรรษที่ 21  พ.ศ. 2565-2570 ภายใต้ความร่วมมือ 12 กระทรวง ด้วยหลัก 4H ในมิติ Health ได้ดำเนินโครงการหนึ่งโรงเรียนหนึ่งครูอนามัย สร้างเด็กไทยรอบรู้สุขภาพ และพัฒนาหลักสูตรครูอนามัยสร้างเด็กไทยรอบรู้สุขภาพ เน้นสร้างเสริมศักยภาพครูอนามัยถ่ายทอดความรู้และเสริมสร้างทักษะการดูแลสุขภาพที่จำเป็นของนักเรียน โดยเป้าหมายปี 2566  มุ่งให้เด็กไทย 1 ล้านคน มีทักษะเบื้องต้นในการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support) รู้เท่าทันจิตใจตนเองและผู้อื่น จัดการความเครียด สร้างความสุขด้วยตัวเอง รู้โทษทัณฑ์  พิษภัย ห่างไกลสารเสพติด มีทักษะตรวจเต้านมด้วยตนเอง และสถานศึกษาปลอดภัยรอบด้าน เอื้อต่อการเรียนรู้ (MOE Safety) ตลอดจนครูอนามัย มีความรู้ และเป็นพี่เลี้ยง (Coach) ในการดูแลด้านสุขภาวะเด็กนักเรียนได้

“การจัดกิจกรรมเปิดโครงการในครั้งนี้ ประกอบด้วย การเรียนรู้ฐานสาธิต 4 ฐาน อาทิ ฐาน 1 นาทีชีวิต (CPR) ฐาน 2 รอบรู้สุขภาพใจ ห่างไกลสารเสพติด ฐาน 3 ใส่ใจตรวจเต้านม ฐาน 4 คัดกรองการได้ยิน สายตา ซีด & HPV รวมถึงนิทรรศการชุดความรู้ 6 Modules ได้แก่ ทักษะชีวิต ทักษะสังคม ทักษะสุขภาพ ทักษะการจัดการสภาพแวดล้อม ทักษะรู้เท่าทันเทคโนโลยี และ ทักษะการจัดการงานอนามัยโรงเรียน อันเป็นฐานการสร้างเด็กไทยให้มีความรอบรู้รอบด้านพร้อมสุขภาพกายใจ สติปัญญา มีพัฒนาการที่ดี มีสุขภาวะที่ดี มีจิตสาธารณะ มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีทักษะ และความสามารถที่จำเป็นในโลกอนาคต พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘อว.’ปลดล็อก 2 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ เรียนทฤษฎีพร้อมปฏิบัติจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714925

‘อว.’ปลดล็อก 2 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ เรียนทฤษฎีพร้อมปฏิบัติจริง

‘อว.’ปลดล็อก 2 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ เรียนทฤษฎีพร้อมปฏิบัติจริง

วันศุกร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2566, 13.02 น.

อว.ปลดล็อก 2 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ ‘วิศวกรคอมพิวเตอร์-เทคโนโลยีดิจิทัล’ เรียนทฤษฎีพร้อมปฏิบัติจริง ได้ใบประกาศนียบัตรรับรองรายภาคการศึกษา

3 มีนาคม 2566 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่อง ด้านการส่งเสริมนวัตกรรมการอุดมศึกษา ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ให้อนุมัติหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์หลักสูตรใหม่เพิ่มเติมอีก 2 หลักสูตร คือหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งเป้าผลิตกำลังคนในกลุ่มวิศวกรคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล 1,200 คน จุดเด่นของหลักสูตรนี้คือการเปิดโอกาสให้นิสิตได้ฝึกประสบการณ์วิชาชีพผ่านการฝึกงานสม่ำเสมอทุกชั้นปี คือเรียนทฤษฎีของแต่ละชั้นปีจบก็จะได้ฝึกงานทุกปี โดยจะได้รับประกาศนียบัตร (Certificate) รับรองรายภาคการศึกษา

ทั้งนี้ หมายความว่า เมื่อเรียนจบแต่ละชั้นปีนักศึกษาสามารถออกไปประกอบอาชีพได้ด้วยโดยสะสมหน่วยกิตไว้ในคลังหน่วยกิต เมื่อพร้อมกลับมาเรียนก็สามารถมาเรียนต่อได้ทันที รวมทั้งใช้เทคโนโลยีออนไลน์ในการสอนทำให้สามารถรองรับนิสิตได้จำนวนมากขึ้น และใช้โจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรมในการทำโครงงาน และในอนาคตยังสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการ Thailand Plus Package ในการจับคู่ตำแหน่งงานให้นิสิตมีงานทำทั้งในระหว่างเรียนและหลังจบการศึกษา และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับสถานประกอบการสำหรับการจ้างงานบุคลากรอีก 1.5 เท่า ซึ่ง อว. จะใช้เป็นต้นแบบเพื่อขยายกำลังการผลิตกำลังคนด้านดิจิทัลในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล การบินและโลจิสติกส์ หุ่นยนต์ ยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การเกษตรและเทคโนโลยี ชีวภาพ การท่องเที่ยวกลุ่มผู้มีรายได้สูงและเชิงสุขภาพ ซึ่งมีความต้องการบุคลากรรวมมากถึง 37,205 คน

รมว.อว. กล่าวต่อว่า ยังได้อนุมัติหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ การจัดการบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการการบินนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออก เพิ่มการผลิตกำลังคนในกลุ่มพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน จุดเด่นของหลักสูตรนี้เป็นการจัดการศึกษาร่วมกับภาคผู้ใช้บัณฑิตอย่างเข้มข้น ใช้ผู้สอนที่มีประสบการณ์ตรงในสายงาน อีกทั้งเป็นหลักสูตรมาตรฐานระดับสากลได้รับการรับรองจากองค์กรการบินนานาชาติ ICAO/IATA พร้อมประกาศนียบัตร โดยบัณฑิตทุกคนจะได้รับการจ้างงาน 100% รวมถึงยังเปิดโอกาสให้กลุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ 3-4 จากหลักสูตรอื่นสามารถเข้าศึกษาและได้รับปริญญาใบที่สอง หรือ Double Degree ได้ โดยทั้ง 2 หลักสูตรที่ได้รับการอนุมัตินี้ สามารถให้สถาบันอุดมศึกษาอื่นใช้เป็นต้นแบบในการดำเนินการในลักษณะเดียวกันได้

“หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ที่ผ่านการอนุมัติ ส่งผลต่อการพัฒนากำลังคนที่ตรงกับความต้องการของประเทศอย่างรวดเร็วและเป็นจำนวนมาก และยังช่วยพัฒนาทักษะในสาขาอาชีพที่จำเป็นในอนาคตให้กับนักศึกษาด้วย สามารถเข้าไปเสริมความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้ทันที” รมว.อว.กล่าว

ด้าน ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง อว. และประธานคณะทำงานเพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา กล่าวว่า ปัจจุบันมีข้อเสนอเชิงหลักการฯ รวม 162 ข้อเสนอที่ยื่นเข้ามาเพื่อขอรับการอนุมัติเป็นหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ดีและเป็นมิติใหม่ของอุดมศึกษาไทย แต่หลักสูตรส่วนใหญ่ที่เสนอเข้ามา คณะทำงานได้เห็นชอบให้สามารถดำเนินการได้เลยตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2565 ไม่จำเป็นต้องขอผ่านแซนด์บ็อกซ์ เพราะเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรใหม่ เปิดกว้างและปลดล๊อกข้อจำกัดต่างๆ ไปมากแล้ว

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. ในฐานะเลขานุการการประชุมฯ กล่าวว่า  สำหรับความก้าวหน้าของข้อเสนอที่ได้รับการอนุมัติไปแล้วอย่างหลักสูตรการผลิตกำลังคน High tech Entrepreneur ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และหลักสูตรการผลิตกำลังคนด้านวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ปัจจุบันได้เปิดรับสมัครนักศึกษาเข้าสู่หลักสูตรแล้ว

สกสว.ประสานพลังภาคีด้านสิ่งแวดล้อม เตรียมขับเคลื่อนสังคมไทย สู่สังคม Net Zero Emission

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714765

สกสว.ประสานพลังภาคีด้านสิ่งแวดล้อม เตรียมขับเคลื่อนสังคมไทย สู่สังคม Net Zero Emission

สกสว.ประสานพลังภาคีด้านสิ่งแวดล้อม เตรียมขับเคลื่อนสังคมไทย สู่สังคม Net Zero Emission

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2566, 16.55 น.

สกสว.จัดประชุม Focus group ววน.กับการขับเคลื่อนสังคมไทย สู่สังคม Net Zero Emission และ สังคม Resilience ที่มั่นคง แข็งแรง พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2566  สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดประชุม Focus Group เรื่อง “ววน.พุ่งสู่ Net Zero และสังคม Resilience” โดยมีทรงคุณวุฒิ นักวิจัย ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในและนอกระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สถานการณ์ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ และการปรับตัวเข้าสู่สังคม Resilience ที่เกิดขึ้น ในปัจจุบัน และระดมความคิด กำหนดทิศทางและช่องว่างของงานวิจัยที่ควรดำเนินการต่อ เพื่อให้ประเทศไทยพุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายใน ปี ค.ศ. 2065

โอกาสนี้ ดร.พงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญระดับสูง สกสว. กล่าวว่า ที่ผ่านมา สกสว. โดยหน่วยบูรณาการประเด็นยุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ด้านสิ่งแวดล้อม (SAT สิ่งแวดล้อม) จัดให้มีการประชุมหารือการดำเนินงาน ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่ออัพเดทการลงทุนด้านการวิจัย ในประเด็นสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อทบทวน และ กำหนดการดำเนินงาน ภายใต้แผนด้าน ววน.ในยุทธศาสตร์ที่ 2 การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาท้าทายและปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โปรแกรมที่ 15 ว่าด้วย การพัฒนาและเร่งแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการบริโภคอย่างยั่งยืนและการเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ โปรแกรม 16 ว่าด้วย การพัฒนานโยบายและต้นแบบ เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ที่สอดคล้องกับกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) และ เจตนารมณ์ ที่รัฐบาลไทยได้แสดงเจตนารมย์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต่อที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Conference of the Parties: COP) โดยประกาศ เป้าหมายการเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และตั้งเป้าหมายการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์  (Net Zero Emission) ภายในปี ค.ศ. 2065 โดยที่ประเทศไทยจะมุ่งลดการ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากภาคพลังงาน ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดของประเทศ และมีการทำแผนพลังงานแห่งชาติ (National Energy Plan 2022: NEP 2022) โดยกำหนดสัดส่วนของการใช้ พลังงานหมุนเวียนอย่างน้อยร้อยละ 50 ของโรงไฟฟ้าใหม่ และรถยนต์ที่จดทะเบียนใหม่ในตลาดร้อยละ 69 ต้องเป็นรถไฟฟ้า (Electric Vehicles: EV) รวมถึง Battery Electric Vehicles (BEVs) และ Plug-in Hybrid Electric Vehicles (PHEVs) ภายในปี ค.ศ. 2035

สำหรับการจัดประชุมเสวนาครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ  ช่วงเช้า เป็นการเสวนา “ววน. พุ่งสู่ Net Zero” ในประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ

  • พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดย ดร.นุวงศ์ ชลคุ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
  • รถยนต์ EV สู่เป้าหมาย Net Zero โดยผู้แทนสถาบันยานยนต์
  • วัสดุทดแทนซีเมนต์/กระบวนการผลิตลด CO2 โดยคุณมนสิช สาริกภูติ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด
  • เทคโนโลยี CCUS ในประเทศไทย โดยดร.สัญชัย คูบูรณ์ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช.
  • ภาคเอกชนกับเทคโนโลยี CCS สู่เป้าหมาย Net  Zero โดยคุณญาณเดช ศรีพาณิชย์ Business Lead, CCS บริษัท ปตท.
  • ทรัพยากรทางทะเลกับการดูดซับคาร์บอน โดย รศ.ดร.อัญชนา ประเทพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • ป่าไม้กับการดูดกลับคาร์บอน โดย ผศ.ดร.กอบศักดิ์ วันธงไชย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ต่อด้วยช่วงบ่าย เป็นการเสวนา “ววน. พุ่งสู่ Climate Adaptation และ สังคม Resilience”ในประเด็น

  • นวัตกรรมภาคเกษตรกับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ดร.ไพรัตน์ ศรีชนะ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สำนักวิชาการอาหารสัตว์ บริษัทซีพี เอฟ
  • digital agriculture กับการคาดการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ กรมการข้าว
  • นวัตกรรมชุมชนในการจัดการน้ำกับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ดร.วินัย เชาว์วิวัฒน์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ
  • การออกแบบเมืองเพื่อพุ่งสู่ Urban Resilience โดย รศ.ดร.วิจิตรบุษบา มารมย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและความร่วมมือระหว่างประเทศด้าน Urban Climate Resilience โดย ดร.ผกามาศ ถิ่นพังงา สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
  • การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาคการท่องเที่ยว โดย ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงศ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
  • ระบบนิเวศ กับ Slow-onset effects of climate change โดย ดร.อัศมน ลิ่มสกุล กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ดี สกสว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ชุดข้อมูล และข้อแลกเปลี่ยนในวันนี้ จะช่วยให้ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของไทย ก้าวเข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งในการเปลี่ยนผ่านสังคมไทยไปสู่ Net Zero Emission และ สังคม Resilience ที่มั่นคง แข็งแรง ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

มติบอร์ด สกสค.ไม่ใช้เงิน สกสค.จัดกิจกรรมแก้ไขปัญหาหนี้สินครู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714608

มติบอร์ด สกสค.ไม่ใช้เงิน สกสค.จัดกิจกรรมแก้ไขปัญหาหนี้สินครู

มติบอร์ด สกสค.ไม่ใช้เงิน สกสค.จัดกิจกรรมแก้ไขปัญหาหนี้สินครู

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2566, 09.49 น.

วันที่ 2 มีนาคม 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ครั้งที่ 2/2566 เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาทบทวนการใช้เงินของ สกสค.จัดกิจกรรมแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามที่คณะกรรมการบริหารโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของสำนักงาน สกสค.เสนอมา โดยคณะกรรมการบริหารโครงการฯ รายงานว่า หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ ) และสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ได้ประสานขอความร่วมมือและขอรับการสนับสนุนงบประมาณของ สกสค.วงเงินประมาณ 100 ล้านบาท ในการดำเนินโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ จำนวน 2 โครงการ คือ 1.อบรมพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อสร้างวินัยทางการเงินสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ 2. การอุดหนุนกิจกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ภายใต้โครงการการจัดงานมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า ซึ่งหลังจากบอร์ด สกสค.ได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการไปแล้ว นั้น ทาง สป.ศธ. ได้มีหนังสือแจ้งมายังสำนักงาน สกสค.โดยระบุว่า ตามที่ สป.ศธ.ขอรับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ และจัดส่งแผนการใช้จ่ายเพื่อขอเบิกงบประมาณไปดำเนินกิจกรรมต่างๆ แต่ สกสค.ยังไม่ได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณามายัง สป.ศธ. ดังนั้น สป.ศธ.จึงขอแจ้งไม่ประสงค์ขอรับการสนับสนุนงบประมาณดังกล่าวจาก สกสค.แล้ว 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า บอร์ด สกสค.ได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบตามที่ สป.ศธ. แจ้งไม่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินงานตามนโยบาย ศธ.ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งที่ประชุมเห็นสอดคล้องกันว่า การที่กระทรวงศึกษาธิการจัดกิจกรรมตามภูมิภาค เป็นการเปิดโอกาสให้ครูและสถาบันการเงินมาพบเจรจากัน จะช่วยให้ครูได้รับการดูแลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้สินสอดคล้องตามความต้องการและจำเป็นของแต่ละบุคคล หาก สป.ศธ.รอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก สกสค. อาจกระทบต่อแผนการดำเนินงาน และการที่ สป.ศธ.ใช้งบประมาณของ สป.ศธ มาจัดกิจกรรม จะทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูมีความต่อเนื่องและเกิดประโยชน์ต่อครูฯโดยทั่วกัน และจะไม่มีการโอนเงินของ สกสค.ให้ ศธ.จัดกิจกรรมแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯแต่อย่างใด

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า ในส่วนของกิจกรรมอบรมพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อสร้างวินัยทางการเงินสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของ สพฐ.นั้น คณะกรรมการบริหารโครงการฯได้เสนอว่าถึงแม้จะเป็นกิจกรรมที่ดีที่จะช่วยครูฯให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ป้องกันไมให้เกิดปัญหาหนี้สิน แต่เนื่องจากครูและบุคลากรทางการศึกษาใน ศธ.มีจำนวนมากกว่า 5 แสนราย ซึ่งงบประมาณที่ สกสค.ได้รับอนุมัติไว้เดิมจะจัดอบรมไม่ครอบคลุมจำนวนครูทั้งหมด หากจะจัดอบรมให้ทั่วถึงอาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณ ประกอบกับระบบที่เกี่ยวข้องอาจจะต้องจัดหาระบบเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในการอบรม ซึ่งบอร์ด สกสค.ได้พิจารณาและก็เห็นสอดคล้องกับคณะกรรมการบริหารโครงการฯ จึงมีมติให้ชะลอและทบทวนการจัดกิจกรรม ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา

นศ.ราชภัฏพิบูลสงคราม เยี่ยมชม เบสท์ เอ็กซ์เพรส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714488

นศ.ราชภัฏพิบูลสงคราม เยี่ยมชม เบสท์ เอ็กซ์เพรส

นศ.ราชภัฏพิบูลสงคราม เยี่ยมชม เบสท์ เอ็กซ์เพรส

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะนักศึกษา สาขาวิชาภาษาจีนเพื่อธุรกิจ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก เข้าเยี่ยมชมและศึกษากระบวนการปฏิบัติการภายในศูนย์กระจายพัสดุ โดยมีคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เบสท์ โลจิสติกส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ต้อนรับ ณ ศูนย์กระจายพัสดุ BEST Express กรุงเทพฯ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อเร็วๆ นี้

นักวิจัย ม.อ. ค้นพบ ‘เอื้องแฝงบริพัตร’ กล้วยไม้อาศัยราชนิดใหม่ของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714492

นักวิจัย ม.อ. ค้นพบ ‘เอื้องแฝงบริพัตร’  กล้วยไม้อาศัยราชนิดใหม่ของโลก

นักวิจัย ม.อ. ค้นพบ ‘เอื้องแฝงบริพัตร’ กล้วยไม้อาศัยราชนิดใหม่ของโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) โดยคณะวิทยาศาสตร์ ค้นพบกล้วยไม้อาศัยราชนิดใหม่ของโลก “เอื้องแฝงบริพัตร” ที่บริเวณน้ำตกบริพัตร อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา มีลักษณะเด่นคือ ดอกมีสมมาตรรัศมี มีดอกจำนวนมากบริเวณต่อช่อ ดอกสีขาวครีมหรือสีเหลืองอ่อน โชว์ผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร PhytoKeys สามารถนำมากระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ พร้อมเตรียมต่อยอดศึกษาชีววิทยาการถ่ายละอองเรณูรวมทั้งการอยู่อาศัยร่วมกับรา

รศ.ดร.สหัช จันทนาอรพินท์ อาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า “เอื้องแฝงบริพัตร” หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ “Aphyllorchis periactinantha” โดยลักษณะเด่นของกล้วยไม้ชนิดนี้คือ ดอกมีสมมาตรรัศมี ซึ่งได้ค้นพบที่บริเวณน้ำตกบริพัตร และยังมีรายงานพบกล้วยไม้ชนิดนี้ที่บ้านยางเกาะ จังหวัดสงขลาและพื้นที่อื่นในจังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส กล้วยไม้ชนิดนี้เป็นกล้วยไม้อาศัยราสกุล (Aphyllorchis Blume) ลำต้นใต้ดินตั้งตรงมีรากสั้นๆ อวบน้ำจำนวนมาก ช่อดอกสูงได้ถึง 150 เซนติเมตร และมีดอกจำนวนมากบริเวณต่อช่อ ดอกสีขาวครีมหรือสีเหลืองอ่อน กลีบปากมีรูปร่างคล้ายกลีบดอก เกสรเพศผู้ที่เป็นหมันลดรูปไม่แผ่เป็นปีก ช่วงเวลาออกดอกและติดผล เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงธันวาคม กล้วยไม้ดังกล่าวจัดว่าเป็นพืชที่ไม่มีมูลค่า แต่สามารถนำมากระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรรมชาติวิทยาของพื้นที่อนุรักษ์ได้ โดยภายหลังการค้นพบในครั้งนี้ นักวิจัย ม.อ. ทำการศึกษาชีววิทยาการถ่ายละอองเรณูรวมทั้งการอยู่อาศัยร่วมกับรา และจะศึกษาความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการของกล้วยไม้ชนิดนี้และชนิดใกล้เคียงตลอดจนการสำรวจพื้นที่อื่นๆ เพิ่มเติม

“การศึกษากล้วยไม้เอื้องแฝงบริพัตร ทำให้นักวิจัยได้เข้าใจธรรมชาติวิทยามากขึ้น เนื่องจากพื้นที่ที่พบกล้วยไม้ชนิดนี้เคยถูกรบกวนจากการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวมาก่อน แต่หลังจากทาง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในประเทศไทยเข้ามาบริหารจัดการพื้นใหม่ทำให้ระบบนิเวศฟื้นฟูด้วยตนเอง พื้นป่าจึงมีการสะสมของซากใบไม้ทับถมมากขึ้น เชื้อราและจุลินทรีย์เฉพาะถิ่นอื่นๆ ก็กลับมา ทำให้พบพืชอาศัยราที่มีความเฉพาะเจาะจงกับถิ่นอาศัยสามารถเจริญอยู่ได้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำความหลากหลายทางชีวภาพจะเกิดขึ้นได้ต้องให้ความสำคัญของความสมบูรณ์ในระบบนิเวศ” รศ. ดร.สหัช กล่าว

ม.ศรีปทุม มอบหนังสือให้เรือนจำกลางคลองเปรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714489

ม.ศรีปทุม มอบหนังสือให้เรือนจำกลางคลองเปรม

ม.ศรีปทุม มอบหนังสือให้เรือนจำกลางคลองเปรม

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.อภิรดี อำนรรฆมณี ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยศรีปทุม มอบหนังสือและสื่อความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพและความรู้ทั่วไป รวมทั้งนิตยสารต่างๆ ให้กับเรือนจำกลางคลองเปรม ในโครงการ “ราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” โดยมี สมมาศ ศรีสุวรรณ นักทัณฑวิทยาชำนาญการ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษเขต 10 และชัยศิริ โพธิ นักทัณฑวิทยาปฏิบัติการ เป็นผู้รับมอบ