นักวิจัย จุฬาฯ คว้ารางวัลนักวิจัยดีเด่น ด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714496

นักวิจัย จุฬาฯ คว้ารางวัลนักวิจัยดีเด่น  ด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการศึกษา

นักวิจัย จุฬาฯ คว้ารางวัลนักวิจัยดีเด่น ด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.ดร.จินตวีร์ คล้ายสังข์ ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2566 จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ด้วยผลงานการวิจัยอันโดดเด่นจากการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ความเชี่ยวชาญพิเศษด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอัจฉริยะ และระบบเสริมในการเรียนออนไลน์ การเรียนแบบผสมผสาน (Blended Learning) ห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) สภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือน (Virtual Learning Environment) การพัฒนาแอปพลิเคชั่นช่วยสอนด้วยแชทบอท(Chatbot-Based Application) ร่วมกับอุปกรณ์เทคโนโลยีสวมใส่ (Wearable Devices) เพื่อเป็นตัวช่วยในการเรียนรู้ในบริบทต่างๆ และสามารถสรุปผลงานความสำเร็จที่เป็นที่ประจักษ์ในวงการวิชาการได้แก่ ทุนวิจัยจากหน่วยงานภาครัฐทั้งสิ้น 26 ทุน รางวัลนักวิจัยดีเด่นและงานวิจัยดีเด่น 3 รางวัล รางวัลสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมในเวทีระดับนานาชาติ 14 รางวัล ได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมในเวทีระดับชาติ 12 รางวัล และผลงานตีพิมพ์ในฐาน Scopus กว่า 30 ฉบับ มีการอ้างอิงกว่า 200 รายการ รวมถึงจำนวนการอ้างอิงจาก Google และ Web of science มากกว่า 1,000 รายการ

“EmpowerMe” ถือเป็นตัวอย่างงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมได้อย่างดี โดย EmpowerMe พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของผู้เรียนในบริบทพลเมืองดิจิทัล แอปพลิเคชั่นนี้เป็นเสมือนโค้ช (Chatbot coach) ที่แนะนำเรื่องการเรียนรู้และการฝึกฝนทักษะในอนาคต เพื่อเตรียมผู้เรียนให้พร้อมกับอาชีพในฝัน ช่วยให้ผู้เรียนยุคดิจิทัลสามารถเลือกงานที่เหมาะสม แชทบอทนี้สามารถตอบโต้ผู้เรียนได้ตลอด 24 ชม. รูปแบบการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะจะทำผ่านรูปแบบเกมที่ผู้เรียนต้องพิชิต 4 ด่านภารกิจ เป็นต้น

ศ.ดร.จินตวีร์ มีผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน โดยมุ่งพัฒนาผลงานวิจัยที่สร้างองค์ความรู้ใหม่และมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยีการศึกษาและสื่อสารการศึกษาในวงกว้าง ตลอดจนการต่อยอดเป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาให้สามารถนำผลวิจัยไปใช้งานได้จริง และ ต่อยอดจากนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติและระดับชาติ เน้นการดำเนินการในรูปแบบของการเสริมพลังและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถก้าวไปสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง

คุณหญิงกัลยา เดินหน้านำ CODING ใช้กับทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ทุกช่วงวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714497

คุณหญิงกัลยา เดินหน้านำ CODING  ใช้กับทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ทุกช่วงวัย

คุณหญิงกัลยา เดินหน้านำ CODING ใช้กับทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ทุกช่วงวัย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขณะร่วมกิจกรรมและกล่าวปิดงาน “สร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยวิทยาศาสตร์ และ CODING” ระหว่างวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมาที่ MBK Center กล่าวว่า งานดังกล่าวได้รับความสนใจจากบุคลากรในแวดวงการศึกษา รวมถึงประชาชนทั่วไป ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาเยี่ยมชมงานและร่วมกิจกรรมจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าสังคมได้ตระหนักและรับรู้ถึงความสำคัญและความจำเป็นที่เด็กไทย และคนไทยทุกคนต้องมีความรู้ มีภูมิคุ้มกันด้วยวิทยาศาสตร์และ CODING เพื่อรับมือและเผชิญหน้ากับโลกในยุคดิจิทัล

“การศึกษาสร้างความมั่นคงชีวิต สร้างความมั่นคงของครอบครัว สร้างความมั่นคงของชาติ วันนี้เราได้เห็นผลสำเร็จจากการนำวิทยาศาสตร์ และ CODING มาประยุกต์ใช้กับการเรียน 8 สาระวิชา จนทำให้ประสบความสำเร็จ กระทรวงศึกษาธิการมีเป้าหมายไม่เพียงแต่ให้เด็ก และเยาวชน แต่ต้องการให้คนไทยทุกคนมีภูมิคุ้มกันด้วยวิทยาศาสตร์และ CODING เพื่อมีความพร้อมรับมือกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง และผันผวนอย่างรวดเร็ว ภายใต้แนวคิด “CODING FOR ALL” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ดร.คุณหญิงกัลยากล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนนโยบาย CODING ตลอดระยะเวลา 4 ปี จนเกิดเป็นคณะกรรมการ CODING แห่งชาติ ถือว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งการจัดการศึกษาด้วยวิทยาศาสตร์และ CODING ถือเป็นการสร้างสมองกลให้อยู่ในสมองคน ที่ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินซึ่งเชื่อว่าถ้าทุกคนในประเทศไทยทุกช่วงวัย มีหลักคิดในแบบ CODING แล้ว จะสามารถนำพาให้ประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า และก้าวข้ามอุปสรรคและวิกฤตทุกสิ่งทุกอย่างได้ ด้วยความรู้และร่วมมือของคนไทยทุกคน

สพป.พิษณุโลก เขต 2 จัดแข่งขันกีฬาต้านภัยยาเสพติด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714483

สพป.พิษณุโลก เขต 2 จัดแข่งขันกีฬาต้านภัยยาเสพติด

สพป.พิษณุโลก เขต 2 จัดแข่งขันกีฬาต้านภัยยาเสพติด

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายทง อยู่คง ปลัดอาวุโสอำเภอวังทอง เป็นประธานพิธีเปิด การแข่งขันกีฬากรีฑานักเรียน ต้านภัยยาเสพติด ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566 โดยมี นายธราพงศ์ สุเทียนทอง รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 กล่าวรายงาน เมื่อเร็วๆ นี้ ณ สนามกีฬาโรงเรียนบ้านดินทอง

ชนะเลิศสวดมนต์หมู่สรภัญญะ จังหวัดพิษณุโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714490

ชนะเลิศสวดมนต์หมู่สรภัญญะ จังหวัดพิษณุโลก

ชนะเลิศสวดมนต์หมู่สรภัญญะ จังหวัดพิษณุโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักเรียนโรงเรียนบ้านเข็ก ชนะการประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ ประเภททีม 5 คน โดยผู้เข้าประกวดระดับมัธยมศึกษาชายและหญิง ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประถมศึกษาชายและหญิงและได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ณ วิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พร้อมเป็นตัวแทนจังหวัดพิษณุโลก เข้าร่วมการประกวดแข่งขันในระดับภาคต่อไป

มธ.จัดงานมอบรางวัล The CREATORS บุคลากรและศิษย์เก่าดีเด่น 84 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714485

มธ.จัดงานมอบรางวัล The CREATORS บุคลากรและศิษย์เก่าดีเด่น 84 คน

มธ.จัดงานมอบรางวัล The CREATORS บุคลากรและศิษย์เก่าดีเด่น 84 คน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TBS) เนื่องในโอกาสครบรอบ 84 ปี สมาคมนักศึกษาเก่าพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. (TBSA) ได้จัดงานพิธีมอบรางวัล The CREATORS แก่บุคลากรและศิษย์เก่าที่ได้สร้างสรรค์ผลงานอันเป็นที่ยอมรับ, เป็นผู้ริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ

ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง, เป็นแรงบันดาลใจให้คนจากรุ่นสู่รุ่น ตลอดจนสร้างประโยชน์ตอบแทนสังคมและประเทศชาติ ทั้งในสายงานราชการ ด้านธุรกิจ และด้านสังคม จำนวน 84 คน ซึ่งจะมีพิธีมอบรางวัลเพื่อเป็นเกียรติในรูปแบบงานกาลาดินเนอร์ ในวันที่ 8 มีนาคม 2566 เวลา 17.30-21.00 ณ โรงแรมThe Athenee Hotel Bangkok ถนนวิทยุ

ในงานนี้ ผู้ร่วมงานจะได้ชมผลงานเรื่องราวของ The CREATORSทั้ง 84 คน ฟังวิสัยทัศน์จากตัวแทน The CREATORS ทั้งรุ่นใหญ่รุ่นใหม่ในช่วง TBSA Talks ศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบันสนใจร่วมงาน ซื้อบัตรร่วมงานได้ทาง https://script.google.com/macros/s/AKfycbxLPDyob-
lG1ZglCzogogL66ePTuTSaPHTueYGMJTEY_YzwIt4Ocm-x6A-WNmXhsLlC/exec

บริติช เคานซิล ส่งเสริมการศึกษาสตรี ให้ทุนป.โท และวิจัยป.เอก ด้าน STEM

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714487

บริติช เคานซิล ส่งเสริมการศึกษาสตรี  ให้ทุนป.โท และวิจัยป.เอก ด้าน STEM

บริติช เคานซิล ส่งเสริมการศึกษาสตรี ให้ทุนป.โท และวิจัยป.เอก ด้าน STEM

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริติช เคานซิล ในฐานะองค์กรนานาชาติเพื่อความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและโอกาสทางการศึกษาจากสหราชอาณาจักร ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและบทบาทในแวดวง STEM สำหรับผู้หญิง ผ่านการสนับสนุนทุนการศึกษา Women in STEM ต่อเนื่องปีที่ 3 สำหรับผู้หญิงที่สนใจศึกษาต่อระดับปริญญาโทและระดับ Early Academic Fellowship สาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร์ หรือ STEM ในมหาวิทยาลัย ณ สหราชอาณาจักร

ในปีการศึกษา 2566/67 มอบทุนเต็มจำนวนรวมกว่า 100 ทุน ให้แก่ผู้หญิงในทวีปอเมริกา และเอเชีย เพื่อศึกษาต่อกับมหาวิทยาลัยใน
สหราชอาณาจักร 21 แห่ง โดยทุนดังกล่าวจะครอบคลุมค่าเล่าเรียนค่าที่พักอาศัย ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าวีซ่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ตลอดจนค่าใช้จ่ายพิเศษสำหรับผู้ที่มีบุตร

ผู้ที่สนใจสมัครจากประเทศไทยสามารถสมัครโดยตรงกับมหาวิทยาลัยทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยมิดเดิลเซ็กซ์มหาวิทยาลัยสแตรธไคลด์ มหาวิยาลัยนิวคาสเซิล และมหาวิทยาลัยแอสตันได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.britishcouncil.or.th

‘ราชภัฏราชนครินทร์’เปิดโครงการพัฒนาศักยภาพกิจการนักศึกษา-สืบสานศิลปวัฒนธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714500

‘ราชภัฏราชนครินทร์’เปิดโครงการพัฒนาศักยภาพกิจการนักศึกษา-สืบสานศิลปวัฒนธรรม

‘ราชภัฏราชนครินทร์’เปิดโครงการพัฒนาศักยภาพกิจการนักศึกษา-สืบสานศิลปวัฒนธรรม

วันพุธ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2566, 22.10 น.

‘ราชภัฏราชนครินทร์’เปิดโครงการพัฒนาศักยภาพกิจการนักศึกษา-สืบสานศิลปวัฒนธรรม

1 มีนาคม 2566 ที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ฉะเชิงเทรา  อาจารย์ ดร.ณัฐปคัลภ์ ญาณมโนวิศิษฎ์ รองอธิการบดี เป็นประธานเปิด”โครงการเครือข่ายระดับสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านกิจการนักศึกษาและสืบสานศิลปวัฒนธรรม ระดับชาติ (คอ.ศช.) ครั้งที่ 14 พร้อมด้วยอาจารย์ ดร.วรี เรืองสุข คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ดร.วรี  เรืองสุข กล่าวว่ากิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้ด้านการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาและการเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ระหว่างสโมสรนักศึกษา ของสมาชิกเครือข่ายความ ร่วมมือระดับสถาบันอุดมศึกษาระดับชาติ รวมไปถึงเพื่อสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาอื่นๆ ในการที่จะพัฒนาองค์ความรู้ และ กิจกรรมการพัฒนานักศึกษา ภายใต้เกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ (EdPEx)

ทั้งนี้ รวมถึงกิจกรรมด้านศิลปะและวัฒนธรรมระหว่างผู้บริหาร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และ นักศึกษาในสมาชิกเครือข่ายความร่วมมือเครือข่ายระดับสถาบันอุดมศึกษาระดับชาติ รวมไปถึงเพื่อสร้างเวทีการประกวดระดับชาติที่เกี่ยวกับโครงงาน โครงการหรือกิจกรรมต่างๆ และการประกวดการแสดง ที่เกี่ยวกับการนำผลการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 รวมถึงกิจกรรมด้าน ศิลปะและวัฒนธรรม ของนักศึกษาแต่ละสถาบัน ตลอดจนเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการจัดการเรียนการสอน การวิจัย และกิจกรรมของนักศึกษาเพื่อบูรณาการกับการเรียนการสอน การบริการวิชาการต่อท้องถิ่น และด้านศิลปะและวัฒนธรรม นำไปสู่การพัฒนาศักยภาพนักศึกษาและการเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหาร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาในสมาชิกเครือข่ายความร่วมมือเครือข่าย ระดับอุดมศึกษาระดับชาติ อีกทั้งเพื่อการทบทวนข้อกำหนดที่จัดทำไว้ในบันทึกข้อตกลงเครือข่ายระดับ สถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษาและเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ในครั้งที่ 13 ปี พ.ศ. 2565 ให้สามารถนำผลการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายใต้ข้อตกลง ที่ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อนักศึกษา อาจารย์ เจ้าหน้าที่และสถาบันการศึกษาซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้บริหาร อาจารย์ และ บุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์และสถาบันการศึกษาสมาชิกเครือข่ายภายนอก โดยมีกิจกรรมที่หลากหลาย ได้แก่

กิจกรรมที่ 1 การทบทวนข้อกำหนดที่จัดทำไว้ในบันทึกข้อตกลงของเครือข่ายระดับสถาบันอุดมศึกษา

กิจกรรมที่ 2 การเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้านการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาและการเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ระหว่างสโมสรนักศึกษาฯ ของสมาชิกเครือข่าย

กิจกรรมที่ 3 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการจัดการเรียนการสอน การวิจัย และกิจกรรม ของนักศึกษา เพื่อบูรณาการกับการเรียนการสอน การบริการวิชาการ การทำนุบำรุงศิลปะและ วัฒนธรรม

กิจกรรมที่ 4 การพัฒนาองค์ความรู้ และการพัฒนานักศึกษาภายใต้เกณฑ์คุณภาพ การศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ และการบูรณาการกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมด้านการ พัฒนาท้องถิ่น

กิจกรรมที่ 5 การประกวดระดับชาติด้านโครงงานพิเศษ หรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับการบูรณา การกับการเรียนรู้ชุมชน ศิลปะและวัฒนธรรม และการประกวดการแสดงที่เกี่ยวกับการนำผลการ เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 รวมถึงกิจกรรมด้านศิลปะและวัฒนธรรมของนักศึกษาแต่ละสถาบัน………-005

‘พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ’ 90ปีแห่งความยั่งยืน-ร่มเย็นเป็นสุขด้วย‘ธรรมะ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714195

‘พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ’ 90ปีแห่งความยั่งยืน-ร่มเย็นเป็นสุขด้วย‘ธรรมะ’

‘พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ’ 90ปีแห่งความยั่งยืน-ร่มเย็นเป็นสุขด้วย‘ธรรมะ’

วันพุธ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงาน “90 ปีแห่งความยั่งยืน ร่มเย็นเป็นสุข เจริญด้วยธรรมะ ณ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ” โดยเป็นการประชุมสมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักรครั้งที่ 52 เรื่อง “การสนับสนุนให้สมาคมพระพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักรส่งเสริมสังคมพุทธ” ระหว่างวันที่ 27-28ก.พ. 2566 ณ หอประชุมกองทัพเรือเขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร (กทม.)

สำหรับกิจกรรมในวันที่ 27 ก.พ.2566 นั้น มีการปาฐกถาธรรม หัวข้อ “สังคมยั่งยืน ร่มเย็นเป็นสุขและเจริญด้วยธรรม” โดยองค์ปาฐก คือ พระพรหมบัณฑิต (ศาสตราจารย์, Ph.D.) กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร กล่าวว่า การทำงานด้านพระพุทธศาสนานั้น แม้จะมีเทคโนโลยีช่วยในการประชุมทางไกล แต่การศึกษาและปฏิบัติธรรมจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพบหน้ากัน เห็นได้จากการเรียนการสอนธรรมะที่มีอยู่มากมายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) แต่คนก็ยังต้องการแรงบันดาลใจ ศรัทธาและการพบปะกัน

เมื่อดูวัตถุประสงค์ของการก่อตั้ง พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จะพบว่ามีทั้งวัตถุประสงค์เพื่อพระพุทธทางศาสนา เช่น สนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาทั้งในและต่างประเทศ ศึกษาและเผยแพร่หลักธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่ในฐานะพุทธบริษัท และวัตถุประสงค์เพื่อสังคม เช่น เสริมสร้างสามัคคีธรรม ประกอบการสาธารณกุศล สังคมสงเคราะห์ จิตอาสา ขณะเดียวกัน การมี “กัลยาณมิตร” เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธศาสนา หรือพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ยังสามารถดำรงอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน

“เราเป็นทั้งเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมสมาคม เป็นสหายกัน แล้วก็มีความรักความเมตตา ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อยู่ในวงการเดียวกัน มันทำให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ถ้าสมาคมนี้ไม่มีระบบกัลยาณมิตร-กัลยาณสหาย อยู่ไม่ได้มา 90 ปี เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นฐานของสมาคมแล้วความเป็นมิตรเป็นสหายก็มาพบกัน มาร่วมมือกันทำงาน เป็นแรงบันดาลใจแก่กันและกัน ความสมัครสมานสามัคคี ความร่วมมือ เป็นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืนของพุทธสมาคม แล้วเมื่อตัวเองมีความยั่งยืนมั่นคง มันก็ออกไปช่วยสังคมโลกนี้ได้” พระพรหมบัณฑิต กล่าว

ประการต่อมา “การพัฒนาชาติต้องเริ่มที่คน-การพัฒนาคนต้องเริ่มที่ใจ-การพัฒนาจิตใจต้องเริ่มที่ตนเอง”สำหรับประเทศไทย ยุทธศาสตร์ตั้งเป้าหมายว่า ในปี 2580 ต้องเป็นประเทศพัฒนาแล้ว มีความ “มั่นคง-มั่งคั่ง-ยั่งยืน” บนหลักคิด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” โดยคำว่า “ความมั่นคง” ในทางศาสนาไม่ใช่กล่าวเฉพาะความมั่นคงของชาติ แต่ยังรวมถึง“ความมั่นคงของมนุษย์” ตามแนวทางขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่ให้นิยามว่า

1.Freedom from Fear หมายถึงการอยู่ด้วยกันแบบไม่ต้องหวาดระแวง ไม่จองเวรกัน หรือก็คือสามัคคีธรรม ซึ่งต้องเริ่มที่ตัวเราเองก่อน กับ 2.Freedomfrom Hunger หมายถึงการอยู่แบบไม่อดอยากหิวโหย เราจะสบายใจได้อย่างไรในเมื่อเพื่อนมนุษย์ยังอดอยากหิวโหย และคนที่อดอยากหิวโหยก็ยากที่จะฟังธรรมอย่างมีสมาธิและปฏิบัติได้ภารกิจสาธารณกุศลหรือสังคมสงเคราะห์จึงเกิดขึ้นเพื่อบรรเทาเรื่องนี้

ขณะที่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เริ่มต้นที่หลัก “ทางสายกลาง”ผ่านการบูรณาการด้านต่างๆ ไปด้วยกัน1.แก้ความหิวโหย ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจ 2.แก้ความขัดแย้ง ด้วยการพัฒนาสังคม 3.ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม ด้วยการพัฒนาทางวัตถุควบคู่กับทางจิตใจ ซึ่งจะแตกต่างจากการพัฒนาแบบสุดโต่งทางเศรษฐกิจอันนำมาซึ่งความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเช่น โรงงานปล่อยมลพิษ และต่อสังคม เช่น การท่องเที่ยวที่ทำลายวัฒนธรรมอันดีงาม เกิดธุรกิจสีเทา สิ่งเหล่านี้ไม่นำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

“ภาพของมนุษย์ที่พัฒนาแล้วในพุทธศาสนาจะมีการพัฒนาอยู่ 4 ด้านด้วยกัน 1.กายภาวนา พัฒนาองค์ประกอบทางกาย ก็คือเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของสิ่งแวดล้อม 2.พัฒนาทางสังคม คือสีลภาวนา อยู่ร่วมกันอย่างสันติ 3.พัฒนาจิตใจ คือพัฒนาด้วยการปฏิบัติ กรรมฐานเป็นต้น ศีล สมาธิ ปัญญา และ 4.พัฒนาปัญญา ศึกษาธรรมะรวมทั้งอภิธรรม ทั้งหมดที่เป็นกิจกรรมนี้มันก็จะเป็นไปเพื่อการพัฒนาตามหลักพุทธศาสนา

ถ้าท่านไปเน้นแต่กายภาวนา ท่านก็สุดโต่งไปในด้านวัตถุ ถ้าท่านไปเน้นเรื่องจิตเรื่องปัญญา ปล่อยให้อดอยากหิวโหย เพราะฉะนั้นการพัฒนาที่พึงประสงค์ก็ต้องเป็นการพัฒนาที่สมดุล แนวเดียวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปสู่เป้าหมายวิสัยทัศน์ประเทศไทย เดินหน้าไปด้วยกัน แต่เราก็จะต้องปรับทิฐิของคนไทย ให้เห็นคุณค่าของการพัฒนาสายกลาง ซึ่งจะเป็นการพัฒนาที่เป็นไปเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน”พระพรหมบัณฑิต ระบุ

คำว่า “ทิฐิ” นั้นในภาษาอังกฤษคือ “Mindset” การปรับทิฐิก็คือ “ต้องไม่มุ่งพัฒนาแบบยิ่งทำแล้วยิ่งรกโลก(ซึ่งสุดท้ายก็ย้อนกลับมาทำลายตนเอง)” ซึ่งการพัฒนาที่รกโลกมาจาก “มิจฉาทิฐิ” คือการเห็นผิด จึงทำให้การพัฒนาไม่สอดคล้องกับทางสายกลางแต่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง และหากการพัฒนาชาติเริ่มต้นที่การพัฒนาคนแล้ว “คนเราต้องมีความรู้ทั้งทางโลก อันหมายถึงวิชาการต่างๆ และทางธรรม อันหมายถึงมีธรรมะกำกับการกระทำ” เปรียบได้กับมนุษย์ที่มีดวงตาสมบูรณ์มองเห็นทั้ง 2 ข้าง

ซึ่งการพัฒนาคนตามหลักพระพุทธศาสนาที่คนเราต้องมีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมนั้น เปรียบได้กับหลักคิดการพัฒนาคนที่โลกตะวันตกเน้นย้ำว่า “คนเราต้องมีทั้งไอคิว (IQ)หมายถึงความฉลาดทางวิชาการ และอีคิว (EQ) หมายถึงความฉลาดทางอารมณ์” โดยอีคิวนั้นในทางพระพุทธศาสนาก็คือ “สติ” หรือภาษาอังกฤษคือ “Self-Awareness”หมายถึง “การรู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง” จากนั้นนำไปสู่การมี “สัมปชัญญะ”หรือภาษาอังกฤษคือ “Self-Management” หมายถึง “การจัดการอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม” ว่าสถานการณ์ไหนควรทำอะไร

เช่น เมื่อขับรถบนท้องถนน เจอเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่พอใจ เริ่มรู้สึกโกรธแต่เมื่อรู้ว่าโกรธก็คิดต่อไปว่าสมควรทำอย่างไร จะไปมีเรื่องมีราวให้เสี่ยงกับการถูกอีกฝ่ายฆ่าตาย หรือไปฆ่าอีกฝ่ายตายแล้วตนเองต้องติดคุก แบบนี้คุ้มไหม? หรือจะระงับความโกรธโดยคิดว่าอย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ-อย่าราดน้ำมันลงบนกองไฟ เป็นต้น อนึ่ง นอกจากสติ-สัมปชัญญะ จะเป็นการรู้เท่าทันและบริหารจัดการอารมณ์ตนเองแล้ว ยังเป็นการรู้เท่าทันอารมณ์ผู้อื่น (Social Awareness) นำไปสู่การบริหารจัดการความสัมพันธ์ (Relationship Management) ระหว่างบุคคลด้วย

“ถ้าเราจะทำงานเพื่อสังคมเราต้องพัฒนาไปถึงจุดนี้ โดยเฉพาะเป็นผู้บริหาร มันจะได้ไม่เกิดความขัดแย้งกัน เพราะเรารู้ว่าเขาคิดอะไร เขารู้สึกอย่างไร เขาเครียด มันจะได้อะลุ้มอล่วยกัน รู้ทันอารมณ์ของคนอื่นแล้วด้วยสติ มองให้เห็น ฟังให้ได้ยิน เวลาเขาพูด บางทีเขาไม่ได้พูดถึงอารมณ์เขา แต่เรารู้ มีสติ แล้วเราควรจะตอบเขาอย่างไร จะจัดการอย่างไร เป็นปัญญา คือสัมปชัญญะ ก็คือ Relationship Management บริหาร นี่คืออีคิว สติสัมปชัญญะในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ลึกซึ้งอะไร เพียงแต่ต้องเอามาใช้ พระพุทธเจ้าจะบอกว่าสติสัมปชัญญะต้องมีตลอดเวลา” พระพรหมบัณฑิต อธิบาย

ในช่วงท้าย พระพรหมบัณฑิตได้กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “สัมปชัญญะ 4”หรือเกณฑ์พิจารณา 4 ประการ “คิดก่อนทำ”อันประกอบด้วย 1.เป็นประโยชน์หรือไม่?ถ้าไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่จำเป็นต้องทำ2.ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่? เช่น การแต่งกายบางรุปแบบอาจเหมาะสมกับกับบางช่วงวัย หรืออาหารบางเมนูแม้จะอร่อยแต่ก็ไม่เหมาะสมกับภาวะทางสุขภาพ หรือการทุจริตนั้นไม่ถูกต้องอย่างแน่นอนไม่ว่าในแง่ศีลธรรมหรือกฎหมาย

3.สอดคล้องกับหน้าที่ ณ เวลานั้นหรือไม่? เช่น คนคนหนึ่งอาจมีงาน มีกิจการ มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากมาย แต่เมื่อเวลาใดต้องทำหน้าที่อะไรก็ควรเอาใจใส่ไปเฉพาะหน้าที่นั้นก่อน และ 4.รู้เท่าทันตนเองว่าที่ทำอยู่ใช้อารมณ์-ใช้อคติหรือไม่? มากน้อยเพียงใด? แล้วหาทางกำจัดอารมณ์หรือคติเหล่านั้นออกไป และโดยสรุปแล้ว “การจะสร้างสังคมที่มีธรรมะ มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญา นำไปสู่สังคมที่พัฒนาแบบสมดุล ต้องอาศัยความร่วมมือกันทั้งฝ่ายบรรพชิต (นักบวช) และคฤหัสถ์ (ฆราวาส)” และเมื่อร่วมมือด้วย “สัมมาทิฐิ” การทำงานเพื่อประโยชน์ก็เกิดขึ้นได้

ด้าน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ประธานองคมนตรี บรรยายพิเศษในหัวข้อ “พระพุทธศาสนากับความมั่นคงของชาติ” กล่าวถึงหลักธรรมสำคัญของพระพุทธศาสนา คือ “อริยสัจ 4”ว่า ย้อนไปเมื่อตนเพิ่งรับราชการตำแหน่งร้อยตรีใหม่ๆ นั่งรถไฟจากกรุงเทพฯไป จ.ลพบุรี เวลาว่างระหว่างอยู่บนรถไฟก็ได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับพุทธประวัติเนื้อหาช่วงที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมกับปัญจวัคคีย์ (ภิกษุทั้ง 5) ว่าด้วย “ทุกข์” เช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย ความพลัดพราก ความผิดหวังไม่เป็นตามที่ต้องการ เป็นต้น

ซึ่งเมื่ออ่านแล้วก็คิดทบทวนชีวิตที่ผ่านมา จึงเข้าใจ “เหตุแห่งทุกข์” นั่นคือ “ความอยาก” อยากได้นั่น-เป็นนี่ไปเรื่อย “ทุกข์ไม่ได้เกิดจากที่ไหน..แต่เกิดจากใจเราเอง” หลังจากนั้นจึงเริ่มสนใจศึกษาพระพุทธศาสนา “เมื่อลดความทุกข์ลงได้ความสงบก็มีมากขึ้น”หรือก็คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า “สุข-ทุกข์ เหมือนเหรียญสองด้าน” ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกมองด้านใด

พล.อ.สุรยุทธ์ เปิดเผยว่า เมื่อเดือนธ.ค. 2565 ที่ผ่านมา สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน มีรับสั่งกับตนว่า “ทำอย่างไรจะให้เด็กๆ สนใจศึกษาพระพุทธศาสนา?” ซึ่งตนก็รับโจทย์นี้มาหารือร่วมกับองคมนตรีที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ซึ่งในยุคสมัยปัจจุบัน วิธีการนั้นต้องใช้สื่อ ใช้กิจกรรมที่สร้างการมีส่วนร่วมให้มากขึ้น ในขณะที่การสอนหรืออบรมคงทำได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

“ผมได้พูดคุยกับท่านปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งท่านดูแลโรงเรียนใน กทม. ผมก็ได้เรียนท่านบอกว่ามาลองดูได้ไหม? ถ้าเราจัดกิจกรรมโดยคัดเลือกเด็กๆ ซึ่งเขามีความสนใจในเรื่องศิลปวัฒนธรรมอยากจะศึกษาเรื่องของความสวยงามของศิลปะในพระพุทธศาสนา เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธรูป เรื่องเกี่ยวกับศิลปะที่มีอยู่ในบริเวณวัด ซึ่งเรามีวัดที่มีความสำคัญมากมาย แล้วก็ให้เขาไปลองดู

มีกิจกรรมให้เขาไปลองดูว่า เขาไปถ่ายทำคลิปสั้นๆ แล้วก็เอามาให้เพื่อนๆ ดูกันได้อย่างไร มีการประกวดประขันกันว่าใครทำดี ใครทำได้เยี่ยม มันก็จะเป็นประโยชน์ทำให้เขาเกิดสนใจขึ้น ผมก็เลยคุยกับสมเด็จฯ วัดพระเชตุพนฯ ท่านก็เห็นด้วย ท่านก็บอกว่าที่วัดพระเชตุพนฯ ผมก็บอกว่าผมบอกท่านปลัดไว้แล้ว วัดโพธิ์นี่เป็นจุดหมายหลักที่น่าจะได้นำเด็กๆ เข้าไปดู แล้วก็มีเรื่องราวต่างๆ ที่ควรจะให้เขาได้เข้าใจอีกมากมาย” พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว

ประธานองคมนตรี กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ตนอยากฝากถึงพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นั่นคือโจทย์ที่ว่า “เราจะปูพื้นฐานให้เยาวชนของเราอย่างไร” ผู้ที่จะเข้าถึงพระอภิธรรมนั้นมีอยู่ แต่การจะปูพื้นฐานให้เป็นคนดีนั้นจะทำได้อย่างไร ทั้งนี้ สมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อน ท่านก็มีเรื่องที่ทรงนิพนธ์ไว้มากมายเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา และหลายเรื่องก็เหมาะสมในการนำมาถ่ายทอดให้ความรู้แต่ต้องอาศัยการดัดแปลง มีการหาสื่อใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ เพื่อให้เยาวชนเกิดความสนใจ

เพราะการที่ทำให้พระพุทธศาสนาเกิดความมั่นคงขึ้นนั้น พื้นฐานที่สำคัญคือการสร้างคนดีให้เกิดขึ้นในสังคม และการสร้างคนดีนั้นก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าการสร้างเยาวชนให้เป็นคนดี “เยาวชนที่เป็นคนดีท้ายที่สุดก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นคนดี” และต้องย้ำว่า “พุทธบริษัทมีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดความมั่นคงของพระพุทธศาสนา” จึงต้องไม่ปล่อยให้เป็นแบบสำนวนที่ว่า “ชั่วช่างชี-ดีช่างสงฆ์” เป็นหน้าที่ของทุกคนที่เป็นพุทธบริษัทต้องช่วยกัน

ยังมีการเสวนา เรื่อง “พระอภิธรรมจะช่วยพุทธศาสนาในประเทศไทยให้ยั่งยืนได้อย่างไร” โดยมีผู้ร่วมเสวนา 3 ท่าน คือ 1.อาจารย์อาณัติชัย เหลืองอมรชัย 2.อาจารย์ดิษกฤตสาสนเวชช์ และ 3.อาจารย์ ดร.วิศิษฐ์ชัยสุวรรณ ดำเนินรายการโดย ดร.อัญชฎาพูลทัศฐาน และการอภิปราย เรื่อง “หน้าที่ของพุทธบริษัท” โดยมีผู้ร่วมอภิปราย 3 ท่าน คือ 1.พระเทพวัชราจารย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร 2.ดร.วิชัย ธรรมเจริญ กรรมการกลาง ผู้ช่วยเลขาธิการ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ และ 3.ดร.อรทัย มีแสง นายกพุทธสมาคมจังหวัดชุมพร ดำเนินรายการโดยศ.(เกียรติคุณ) ธรรมศักดิ์พงศ์พิชญามาตย์ เลขาธิการพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ

ส่วนกิจกรรมวันที่ 28 ก.พ. 2566 นั้น เป็นการประชุมสมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักรครั้งที่ 52เรื่อง “เราจะสนับสนุนให้สมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักรส่งเสริมสังคมพุทธได้อย่างไร” โดยมี อาจารย์ศุลีมาศ สุทธิสัมพัทน์ นายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ เป็นผู้กล่าวนำการอภิปราย จากนั้น ผู้แทนเครือพุทธสมาคมทั่วราชอาณาจักร4 ภาค เสนอข้อคิดเห็น โดยมีอาจารย์สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ อุปนายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ดำเนินการอภิปราย

สำหรับ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2476 ซึ่งตรงกับ “วันมาฆบูชา” วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา มีผู้ร่วมก่อตั้ง 5 ท่าน ประกอบด้วย ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ (ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลแพ่ง), หลวงวรพากย์พินิจ (เลขาธิการคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินในสมัยนั้น), หลวงสิริราชไมตรี,พระราชธรรมนิเทศ (อธิบดีกรมธรรมการในสมัยนั้น) และ หลวงรณสิทธิ์พิชัย (อธิบดีกรมโฆษณาการในสมัยนั้น) ณ สามัคคยาจารย์สโมสรสถานกรุงเทพฯ

และยังดำเนินภารกิจส่งเสริม เชิดชู เผยแผ่พระพุทธศาสนา อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน อันเป็นปีที่ 90!!!

แนะแนวนักเรียนโรงเรียนสิงห์บุรี เตรียมสอบโรงเรียนเตรียมทหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714231

แนะแนวนักเรียนโรงเรียนสิงห์บุรี เตรียมสอบโรงเรียนเตรียมทหาร

แนะแนวนักเรียนโรงเรียนสิงห์บุรี เตรียมสอบโรงเรียนเตรียมทหาร

วันอังคาร ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 18.12 น.

คณะส่วนการศึกษาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า แนะแนวเตรียมสอบโรงเรียนเตรียมทหารให้กับนักเรียนโรงเรียนสิงห์บุรี

28 กุมภาพันธ์ 2566 พ.อ.ชายธนัญชา วาจรัต รอง ผอ.รมน.จว.สิงห์บุรี (ฝ่ายทหาร) พร้อม ดร.ชาคริส ภู่งาม ผู้อำนวยการโรงเรียนสิงห์บุรี ได้ให้การต้อนรับ คณะส่วนการศึกษาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า นำโดย พ.อ.กฤดา แววนิลานนท์ รอง ผู้อำนวยการส่วนการศึกษาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และ พ.ท.ผศ.อภิเษก มนเทียนวิเชียรฉาย ร.ท.พชรพล พนาคุปต์ ร.ต.พรหมชนก เกตุพันธ์ ในโอกาสที่ทางคณะได้มาแนะแนว ให้กับน้องๆ โรงเรียนสิงห์บุรี ระดับชั้น ม.3 – ม.6 ในการเตรียมตัวเข้าสอบโรงเรียนเตรียมทหาร เพื่อเข้ารับราชการทหารในอนาคต บรรยายเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ สวัสดิการต่างๆ ที่น้องๆ จะได้รับเมื่อได้เข้ารับราชการในส่วนของกองทัพบก และได้แนะนำเพิ่มเติมด้านหมอ พยาบาล ของกองทัพบก สำหรับน้องๆ ที่สนใจ

โดยขณะนี้โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ได้เปิดรับสมัครนักเรียนเตรียมทหาร (ในส่วนของกองทัพบก) ประจำปีการศึกษา 2566 ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม – 3 มีนาคม 2566 (รอบทั่วไป) โดย มีคุณสมบัติขั้นต้นของผู้สมัครสอบ ดังนี้ เพศชาย อายุ 16-18 ปี (เกิดปี พ.ศ. 2548-2550) วุฒิการศึกษา ม.4 หรือเทียบเท่า สอบรอบแรกภาควิชาการ 2 เม.ย. 66 ประกาศผลสอบรอบแรก (Internet) 10 เม.ย. 66 สอบพลศึกษา/สัมภาษณ์ 19 เม.ย. 66 – 22 เม.ย. 66 ประกาศผลสอบรอบสุดท้าย (Internet) 8 พ.ค. 66 วันทำสัญญา 14 พ.ค. 66 สามารถดาวโหลดระเบียบการรับสมัครได้ที่ http://faq.crma.ac.th/images/admission-gen.pdf

ครม.เห็นชอบเสนอยูเนสโกขึ้นทะเบียน‘ผ้าขาวม้า’ มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/714174

ครม.เห็นชอบเสนอยูเนสโกขึ้นทะเบียน‘ผ้าขาวม้า’ มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

ครม.เห็นชอบเสนอยูเนสโกขึ้นทะเบียน‘ผ้าขาวม้า’ มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

วันอังคาร ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 16.29 น.

ครม.เห็นชอบเสนอยูเนสโกขึ้นทะเบียน‘ผ้าขาวม้า’ มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

28 กุมภาพันธ์ 2566 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 28 ก.พ.66 ได้เห็นชอบให้เสนอ ผ้าขาวม้า : ผ้าเอนกประสงค์ในวิถีชีวิตไทย (Pha Khoa Ma : Multifunctional cloths in Thai life) ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ต่อยูเนสโก และให้อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญหาทางวัฒนธรรมเป็นผู้ลงนามในเอกสารการนำเสนอต่อไป

สำหรับการเสนอนี้ เป็นไปตามที่ไทยได้เป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนและรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) ซึ่งตามอนุสัญญาได้ให้รัฐภาคีสามารถเสนอรายการที่เป็นตัวแทนมรดกวัฒนธรรมฯ ต่อยูเนสโกได้  ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยได้นำเสนอรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมฯ และได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก อาทิ ปี 2561 ขึ้นทะเบียนโขน ปี 2562 ขึ้นทะเบียนนวดไทย และปี 2564 ขึ้นทะเบียนโนรา

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ก่อนนำเสนอต่อยูเนสโกในครั้งนี้ คณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมได้มีการพิจารณาถึงคุณค่าของผ้าขาวม้าในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณค่าความสำคัญที่ผ้าขาวม้าที่มีต่อวิถีชีวิตคนไทย ด้วยผ้าที่มีลวดลายตารางสี่เหลี่ยมเป็นเอกลักษณ์ขนาดกว้าง 60-80 ซม.และยาว 120-180 ซม. พบการใช้ประโยชน์อยู่ทุกภาคและชุมชน รวมถึงชาติพันธุ์ต่างๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มไทลื้อ ไทยวน ไทยลาว ภูไท ส่วย กูย เป็นต้น

ทั้งนี้ มีลวดลายหรือสีแตกต่างกันตามเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น เป็นผ้าสารพัดประโยชน์ เข้าถึงง่ายและผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยหลายด้าน ทั้งการทอผ้าใช้กันเองในครัวเรือน แลกเปลี่ยนในหมู่บ้านและชุมชน ไปจนถึงเป็นของขวัญ และใช้ในงานพิธีกรรมต่างๆ มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ชี้ว่าผ้าขาวม้ามีมาตั้งแต่สมัยเชียงแสนจนถึงปัจจุบัน ผ่านการปรับปรุงต่อยอดภูมิปัญญา พัฒนาคุณภาพให้ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายขึ้น 

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า  ผ้าขาวมามีลักษณะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ทั้งด้านการปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม งานเทศกาล ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติด้วยการที่สะท้อนชีวิตที่เรียบง่ายและยั่งยืนเนื่องจากผ้าขาวม้าหนึ่งผืนสามารถนำมากลับใช้ใหม่และใช้หมุนเวียน ตลอดจนเกณฑ์ด้านงานช่างฝีมือดั้งเดิม

นอกจากนี้การเสนอขึ้นทะเบียนผ้าขาวม้าจะส่งเสริมการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของมรดกวัฒนธรรมฯ อีกทั้งกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่นำไปสู่การสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมในระดับโลก และแสดงถึงความสร้างสรรค์ของมนุษยชาติ  เป็นต้น