ยกระดับทุนมรดกวัฒนธรรมไทย สู่ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยมาตรฐานสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713918

ยกระดับทุนมรดกวัฒนธรรมไทย สู่ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยมาตรฐานสากล

ยกระดับทุนมรดกวัฒนธรรมไทย สู่ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยมาตรฐานสากล

วันอังคาร ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลังจากที่รัฐบาลได้ใช้โมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว “BCG” หรือ Bio- Circular-Green Economy มาเป็นหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยต่อยอดจากจุดแข็งของไทยคือ ความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม มาเป็นทุนพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) ก็ได้ขับเคลื่อนภายใต้นโยบายดังกล่าว โดยการนำทุนทางวัฒนธรรมของไทย มาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการทางวัฒนธรรมหลากหลาย และก็ได้ลงมือลงแรงผลักดันและยกระดับให้ได้มาตรฐาน และแข่งขันในเชิงพาณิชย์ในระดับสากลได้ค่อนข้างดี กอปรกับปัจจุบัน วธ.มีนโยบายเดินหน้าสู่ “กระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ” โดยขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจด้วยวัฒนธรรม และวันนี้ขอกล่าวถึงผลงานที่จับต้องได้และเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน ที่วธ.ได้พัฒนาส่งเสริมต่อเนื่อง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (Cultural Product of Thailand ) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า CPOT

ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย CPOT กว่าจะเข้าที่เข้าทางแบบทุกวันนี้วธ.ก็ได้เข้าไปดำเนินการในหลายเรื่องอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันก็ย่างเข้าปีที่ 10 แล้ว เช่น สำรวจทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่เพื่อเก็บเป็นฐานข้อมูลเพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้าและบริการ พัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ วิจัยเพื่อศึกษาความต้องการของตลาดเพื่อผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคการส่งเสริมด้านการตลาดและจำหน่ายทั้งออนไซต์ และออนไลน์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ การจัดงานแสดงสินค้า CPOT ในกรุงเทพฯ การออกงานแฟร์หรืองานเทศกาลต่างๆ เปิดพื้นที่จำหน่ายออนไลน์ สร้างภาพลักษณ์ของสินค้า (Branding) และสื่อสารไปยังกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ฯลฯ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ CPOTของไทยมีกว่า 7,000 รายการ ได้แก่ ของแต่งบ้าน ของใช้ภายในบ้านเครื่องประดับ อาหาร ผลิตภัณฑ์จากผ้าผ้าผืน และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากชุมชนคุณธรรมและเครือข่ายทางวัฒนธรรมกว่า 5,000 ชุมชนจาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เมื่อสองปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 วธ. จึงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสโดยยกระดับผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย CPOT ต่อยอดเป็นโครงการกระตุ้นและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมชุมชนไทย (Community Cultural Product ofThailand : CCPOT สู่สากล ซึ่งโครงการนี้ วธ.ใช้เวลาไม่นานก็สร้างสินค้าคุณภาพมาตรฐานได้พอสมควร สินค้าเน้นการเล่าเรื่อง (Storytelling) และการออกแบบที่สร้างความโดดเด่นแตกต่างแต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังดึงมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนของชาติมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายได้ในระดับสากลด้วยในชื่อ ICHAMP และวธ.ได้จัดงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมชุมชนไทย (CCPOT Grand Exposition) ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา ในครั้งนี้ได้เกิดการเจรจาธุรกิจมากกว่า 260 คู่ ทั้งในและต่างประเทศ สร้างมูลค่าการค้ามากกว่า 600 ล้านบาท นอกจากนี้ผลจากการจัดงาน ยังเกิดการลงนามทำบันทึกความร่วมมือกับ 7 องค์กรเอกชนที่จะมาช่วยสนับสนุนทำการตลาดอย่างต่อเนื่องให้ด้วย

ไม่เพียงแค่นั้นวธ.ได้เดินหน้าผลิตสินค้าที่ได้ทั้งเงินและได้ทั้งกล่อง คือ “ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมสีเขียว” หรือ “Green Cultural Product” ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เมื่อเร็วๆ นี้ วธ.ได้เป็นเจ้าภาพจัด “Seminar Project on ASEAN Green Cultural Entrepreneur”โดยมีผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมสีเขียว และผู้เกี่ยวข้อง จากสมาชิกอาเซียน 8 ประเทศ นำโดยไทย กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และร่วมกันสร้างแนวทางการพัฒนาธุรกิจสีเขียว ที่กำลังเป็นกระแสโลกและขยายตัวอย่างมากในทุกวันนี้ และได้ไปเยี่ยมชมกิจการของผู้ประกอบการไทย ที่ ชลบุรี และระยองซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้ประกอบการวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และทั้งหมดทั้งมวลได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Cultural Fund) ในครั้งนี้

นี่คือส่วนหนึ่งที่ วธ. ได้นำทุนจากมรดกทางวัฒนธรรมไทยมาพัฒนาและยกระดับจนสามารถแข่งขันในเชิงพาณิชย์ในระดับสากล อีกทั้งยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือสร้างอาชีพ ช่วยสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น และให้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ ทั้งยังกระตุ้นให้ชุมชนเกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์หวงแหนในมรดกทางวัฒนธรรม ร่วมกันสืบสานและต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เพิ่มศักยภาพของชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

‘วิษณุ’ ชมคุณหญิงกัลยา ผลงานเด่นชัด โดยเฉพาะให้ CODING เป็นวาระแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713920

‘วิษณุ’ ชมคุณหญิงกัลยา ผลงานเด่นชัด โดยเฉพาะให้ CODING เป็นวาระแห่งชาติ

‘วิษณุ’ ชมคุณหญิงกัลยา ผลงานเด่นชัด โดยเฉพาะให้ CODING เป็นวาระแห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในขณะเป็นประธานเปิดงาน “สร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยวิทยาศาสตร์และ CODING” ว่า ในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้ติดตามการทำงานของ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาโดยตลอด ได้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นของคุณหญิงในการทำงานขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการศึกษาต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง จนมีผลงานปรากฏเด่นชัดอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะนโยบาย CODING ที่คุณหญิงกัลยาเป็นผู้นำให้เป็นนโยบายของรัฐบาล และแถลงต่อรัฐสภา ผลักดันให้ CODING เป็นวาระแห่งชาติ จนประสบความสำเร็จ ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กไทยและคนไทยทุกคนให้สามารถเผชิญหน้าและอยู่กับโลกยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ คุณหญิงกัลยายังขับเคลื่อนนโยบายและโครงการอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษาอีกมากมาย อาทิ การพลิกโฉมอาชีวะเกษตร ด้วยโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งขับเคลื่อนผ่านวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) จนเกิดหลักสูตร “ชลกร” นโยบายการศึกษาพิเศษ โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ โครงการ “คนละเครื่อง พี่แบ่งให้…น้องได้เรียน” เพื่อแบ่งปัน Smart Device สร้างการศึกษาไทยให้เท่าเทียม นโยบายการอ่าน เขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย รวมไปถึงการปรับหลักสูตรการเรียนรู้ รูปแบบการเรียนการสอน และวัดผล และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้การศึกษาเป็นไปตามรูปแบบที่เหมาะต่อสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้เยาวชนไทยได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นต้น

ด้านดร.คุณหญิงกัลยากล่าวว่า ตั้งแต่วันแรกที่ตนเองมาดำรงตำแหน่งได้ตระหนักดีถึงความรับผิดชอบและความท้าทายในการทำหน้าที่ และทราบดีว่านี่คือภารกิจอันยิ่งใหญ่ของคนไทยรุ่นเราที่ต้องสร้างเด็กไทยและคนไทยให้มีความพร้อม มีภูมิคุ้มกัน ในการดำรงชีวิตภายใต้ยุคดิจิทัล ที่มีทั้งความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน คลุมเครือ ซึ่งเรียกรวมกันสั้นๆ ว่า VUCA WORLD โดยได้ขับเคลื่อนนโยบาย และโครงการสำคัญเพื่อมุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และสอดคล้องกับเป้าหมายของการศึกษาโลก อาทิ การขับเคลื่อนนโยบาย CODING ให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ และทุกช่วงวัยภายใต้แนวคิด “CODING FOR ALL” การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้ในกระบวนการการเรียนการสอนอย่างทั่วถึง โครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตเป็นการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ CODING มาประยุกต์กับด้านการเกษตรให้เกิดผลผลิตในเชิงพาณิชย์ภายใต้พื้นที่ที่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การยกระดับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เพื่อสร้างผู้ประกอบการภาคการเกษตรให้สอดคล้องกับสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 โดยผ่านโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งเชื่อมั่นว่าเมื่อเยาวชนไทย หรือคนไทยเมื่อมีองค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำที่เป็นมาตรฐานในระดับสากลแล้ว ก็จะสร้างความมั่นคงและยั่งยืนด้านเศรษฐกิจให้กับประเทศชาติอย่างแน่นอน

อาจารย์จุฬา คว้ารางวัลนักวิจัยดีเด่น ปรัชญา พัฒนางานวิจัยคลังข้อมูลภาษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713925

อาจารย์จุฬา คว้ารางวัลนักวิจัยดีเด่น  ปรัชญา พัฒนางานวิจัยคลังข้อมูลภาษา

อาจารย์จุฬา คว้ารางวัลนักวิจัยดีเด่น ปรัชญา พัฒนางานวิจัยคลังข้อมูลภาษา

วันอังคาร ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.วิโรจน์ อรุณมานะกุล ภาควิชาภาษาศาสตร์คณะอักษรศาสตร์ และผู้อำนวยการสถาบันภาษาไทยสิรินธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คว้ารางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2566 สาขาปรัชญา จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านคลังข้อมูลภาษาและงานประมวลผลภาษาไทย โดยเริ่มต้นจากการเก็บข้อมูลภาษาไทยให้ได้ปริมาณมากพอสำหรับค้นหาตัวอย่างการใช้ภาษาไทยและได้เปิดให้บริการค้นผ่านทางเว็บไซต์ Thai Concordance รวมทั้งได้เข้าร่วมในโครงการพัฒนาครั้งข้อมูลภาษาไทยแห่งชาติ โดยออกแบบคลังข้อมูลและพัฒนาเครื่องมือเพื่อใช้ในการตัดคำกำกับข้อมูลตัวบทและจัดเก็บคลังข้อมูล

นอกจากนี้ รศ.ดร.วิโรจน์ ยังได้ร่วมกับอาจารย์สาขาภาษาอังกฤษในการพัฒนาและสร้างคลังข้อมูลเทียบบทภาษาอังกฤษ-ไทย เพื่อให้ผู้สนใจศึกษาการแปลสามารถเข้าถึงและค้นหาตัวอย่างการแปลได้ คลังข้อมูลภาษาเหล่านี้ได้เปิดให้บริการสาธารณะ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลกลางสำหรับนักวิจัยและนักศึกษาได้ใช้ในการศึกษาวิจัย นอกจากจะเผยแพร่ในรูปของการตีพิมพ์บทความและหนังสือแล้ว ยังเผยแพร่เป็นเครื่องมือสาธารณะ เช่นโปรแกรมถอดอักษรไทยเป็นโรมันโปรแกรมตัดคำภาษาไทย โปรแกรมถ่ายเสียงภาษาไทยเป็นสัทอักษร (Thai to IPA)โปรแกรมกำกับหมวดคำโปรแกรมแบ่งหน่วยปริจเฉทพื้นฐานและโปรแกรมเว็กเตอร์คำไทย (Thai word2vec) ปัจจุบันโปรแกรมต่างๆ ได้พัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของ Python Package TLTK (Thai Language Toolkit) ที่คนทั่วไปสามารถติดตั้งและเลือกใช้งานโมดูลที่ต้องการได้ และยังมีการพัฒนาเพิ่มเติมโมดูลการประมวลผลภาษาไทยต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เครื่องมือหรือโปรแกรมที่เผยแพร่มีบริษัทเอกชนและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนนักพัฒนาระบบได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและเครื่องมือเหล่านี้มานานกว่า 10 ปี

ม.ศรีปทุม ได้รับคัดเลือกให้เป็น ม. ส่งเสริมอาจารย์ต้นแบบ ด้านการสอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713921

ม.ศรีปทุม ได้รับคัดเลือกให้เป็น  ม. ส่งเสริมอาจารย์ต้นแบบ ด้านการสอน

ม.ศรีปทุม ได้รับคัดเลือกให้เป็น ม. ส่งเสริมอาจารย์ต้นแบบ ด้านการสอน

วันอังคาร ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้รับประกาศเกียรติคุณ “ให้เป็นมหาวิทยาลัยที่มีนโยบายส่งเสริม อาจารย์ต้นแบบ ด้านการสอน ประจำปี 2566” จากสมาคมเครือข่ายการพัฒนาวิชาชีพอาจารย์และองค์กรระดับอุดมศึกษาแห่งประเทศ ร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) และนับเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนของประเทศไทย เพียงแห่งเดียวในปี 2566 นี้ ที่ได้รับการคัดเลือกเข้ารับรางวัลประกาศเกียรติคุณฯ

ทั้งนี้ สำหรับรางวัลประกาศเกียรติคุณดังกล่าว มอบให้เพื่อเป็นการยกย่องให้เกียรติแก่สถาบันอุดมศึกษาที่มีนโยบายมุ่งส่งเสริมอาจารย์ด้านการสอนที่ดี มีจรรยาบรรณวิชาชีพ มีความสามารถ ในการสร้างและรักษาคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เมื่อเร็วๆ นี้

อธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์ รับโล่ฯ ศิษย์เก่าดีเด่น มทร.ธัญบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713923

อธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์ รับโล่ฯ ศิษย์เก่าดีเด่น มทร.ธัญบุรี

อธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์ รับโล่ฯ ศิษย์เก่าดีเด่น มทร.ธัญบุรี

วันอังคาร ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณศิษย์เก่าดีเด่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในงานยกย่องศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ประจำปีการศึกษา 2564 โดยมี มีรศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี เป็นผู้มอบโล่ฯ ณ หอประชุม มทร.ธัญบุรี ในวันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566

รองต่อศักดิ์-จ่าทหารเรือ หน่วยซีล รับรางวัลผู้ปิดทองหลังพระ 65 ศ.วิชา ยกย่องหมอ-พยาบาล ฝ่าวิกฤตโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713805

รองต่อศักดิ์-จ่าทหารเรือ หน่วยซีล รับรางวัลผู้ปิดทองหลังพระ 65 ศ.วิชา ยกย่องหมอ-พยาบาล ฝ่าวิกฤตโควิด

รองต่อศักดิ์-จ่าทหารเรือ หน่วยซีล รับรางวัลผู้ปิดทองหลังพระ 65 ศ.วิชา ยกย่องหมอ-พยาบาล ฝ่าวิกฤตโควิด

วันจันทร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 08.21 น.

รองต่อศักดิ์-จ่าทหารเรือ หน่วยซีล รับรางวัลผู้ปิดทองหลังพระ 2565 ศ.วิชา ยกย่องหมอ-พยาบาล ปิดทองโควิด ย้ำการปิดทองหลังพระ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ให้ไม่ต้องหิ้วแสงเพื่อให้คนอื่นๆ มาชื่นชม 

สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย เตรียมจัดงาน 26 กุมภาพันธ์นี้ ที่ห้องประชุมมหาวีระวงศ์ อาคารพุทธวิชชาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร มอบรางวัลเกียรติยศผู้ปิดทองหลังพระ คนทำคุณประโยชน์ ผู้เสียสละ เพื่อสังคมต่อเนื่องยาวนาน

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมมหาวีระวงศ์ อาคารพุทธวิชชาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย จัดมอบรางวัลเกียรติยศผู้ปิดทองหลังพระ ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ เป็นประธานมอบรางวัล “ผู้ปิดทองหลังพระ ประจำปี 2565” ครั้งที่ 16

โดยมี นายศิโรจน์ มิ่งขวัญ นายกสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย และนายสุทิน บัวตูม ประธานที่ปรึกษาสมาคมนักข่าวฯ พิจารณาคัดเลือกจากประวัติผลงานทำคุณประโยชน์ ผู้เสียสละ เพื่อสังคมต่อเนื่องยาวนาน จำนวน 40 รางวัล อาทิ 

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. ผู้ปิดทองหลังพระ ที่ดูแลเด็กนักเรียนครอบครัวฐานะยากจน และเด็กกำพร้าที่เรียนดีแต่ยากจน ในพื้นที่ทางภาคเหนือ โดยเฉพาะ อ.แม่พริก จ.ลำปาง ส่งเรียนจนจบการศึกษามีงานทำ , พันจ่าตรีอนุชิต พรมดอนกลอย นายทหารสังกัดหน่วยซีล กองทัพเรือ ที่กระโดดน้ำช่วยชีวิตสองแม่ลูก หลังจากขับรถเสียหลักตกคลองข้างทาง บริเวณสะพานบ้านคำแก้ว ต.คำแก้ว อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ

คุณครูจิตอาสา “ครูปัทม์” หรือ น.ส.ปัทมาพร นพรัตน์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านเพชรน้ำผึ้ง อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ทำอาหารกลางวันพรีเมียมทุกมื้อ จับมือชุมชนและโซเชียล มอบอาหารสุดน่ากินให้นักเรียน ในวันที่วัตถุดิบแพงขึ้นทุกอย่าง

สำหรับหน่วยงาน องค์กร อาทิ กลุ่มจิตอาสาเพื่อชุมชนสังคมนครราชสีมา ที่ออกช่วยเหลือชาวบ้านเดือดร้อนน้ำท่วม ภัยพิบัติ รวมถึงออกตระเวนมอบอุปกรณ์การแพทย์ อาหารให้บุคลากรทางการแพทย์ 32 อำเภอ ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา รวมถึง ตำรวจทางหลวงนครราชสีมา ที่ออกช่วยเหลือชาวบ้านเดือดร้อนน้ำท่วม ในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา และช่วยเหลือชาวบ้านเดือดร้อนโควิด-19 โดยการนำถุงยังชีพมอบให้ใน 32 อำเภอ

ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ กล่าวว่า ผู้ปิดทองหลังพระ คือให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ให้ไม่ต้องหิ้วแสงเพื่อให้คนอื่นๆ มาชื่นชม โดยเฉพาะ 3 ปี ที่ยากลำบากในชีวิต โรคร้ายโควิด-19 จากคนรวยที่สุดสิ้นเนื้อประดาตัว หมดสิ้น ความเสียสละไม่จบสิ้นกับโรคร้าย บุคคลกรทางแพทย์ และพยาบาล คือผู้เสียสละมากสุด เป็นผู้ปิดทองหลังพระจริงๆ เชิญชวนร่วมจุดเทียนคนละเล่มแห่งความดี เพื่อให้ส่องแสงสว่างความดี ต้องช่วยกันจุด เครื่องกระตุ้นความดีไม่มีสิ้นสุด การทำความดีจากสิ่งเล็กๆ จะยิ่งใหญ่เสมอ

‘โจ๊กใบหม่อนและผักแพว’ชะลอวัยทอง งานวิจัย‘มข.’จับมือ‘อินโนบิก’ร่วมผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713722

‘โจ๊กใบหม่อนและผักแพว’ชะลอวัยทอง งานวิจัย‘มข.’จับมือ‘อินโนบิก’ร่วมผลิต

‘โจ๊กใบหม่อนและผักแพว’ชะลอวัยทอง งานวิจัย‘มข.’จับมือ‘อินโนบิก’ร่วมผลิต

วันจันทร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ร่วมกับ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด จัดงานแถลงข่าวพิธีลงนามการถ่ายทอดทรัพย์สินทางปัญญาผลิตภัณฑ์ “โจ๊กที่มีส่วนผสมสารสกัดใบหม่อนและผักแพว” ณ ห้องประชุมสารสิน ชั้น 2 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดย รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความมุ่งมั่นผลักดันผลงานวิจัยที่ดีและมีคุณภาพไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เพื่อยกระดับสินค้าอุปโภค-บริโภคที่มีผลการวิจัยรองรับ

โดยใช้วัตถุดิบในประเทศ และช่วยลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งที่น่าภาคภูมิใจคือ ผลงานนี้ใช้ใบหม่อนและผักแพวเป็นวัตถุดิบ ซึ่งเป็นพืชที่มีแหล่งเพาะปลูกมากในท้องถิ่นของภาคอีสาน ถือเป็นความตั้งใจอย่างยิ่งของทีมนักวิจัยที่อยากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับใบหม่อนและผักแพว ซึ่งสำหรับผลงานทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องโจ๊กที่มีส่วนผสมสารสกัดใบหม่อนและผักแพวนั้น ทีมนักวิจัยนำโดย ศ.ดร.จินตนาภรณ์ วัฒนธร รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาสมรรถนะมนุษย์และการเสริมสร้างสุขภาพ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ซึ่งตั้งใจพัฒนาสูตรขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุซึ่งมักจะมีปัญหาเรื่องความจำและมีปัญหาเรื่องระบบกระดูก นอกจากนั้น ยังช่วยให้สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรในรูปแบบผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพซึ่งมีมูลค่าสูงได้ เช่นเดียวกับผู้บริหาร บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ซึ่งมีวิสัยทัศน์ในการเป็นบริษัทชั้นนำด้านชีววิทยาศาสตร์ในภูมิภาคที่มีวิทยาศาสตร์อันเป็นเลิศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ก็มีความมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ทางด้าน Life Science และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ มข. คือ มหาวิทยาลัยวิจัยและพัฒนาชั้นนำระดับโลก (A World-Leading Research and Development University) โดยหนึ่งในเป้าหมายคือ การวิจัย พัฒนาและการนำไปใช้ประโยชน์

ศ.ดร.จินตนาภรณ์ วัฒนธร รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาสมรรถนะมนุษย์และการเสริมสร้างสุขภาพ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า เมื่อเราอายุมากขึ้น หรือ เข้าสู่วัยทอง สมดุลของการสร้างกระดูก และ การสลายกระดูก จะลดลงไป ทำให้มีการสลายกระดูกมากกว่าการสร้างกระดูก เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาให้ตรงจุด จะต้องไปแก้ไขที่ตัวต้นตอ ซึ่งเราพบว่าผักพื้นเมือง เช่น ผักแพว ใบหม่อนมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงโดยเฉพาะ สารฟีนอลิก และ ฟลาโวนอยด์ รวมทั้งมีปริมาณแคลเซียมสูง

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพหรือสารสำคัญต่างๆ จำเป็นต้องมีความปลอดภัยต้องมีประสิทธิภาพสูงสุด การที่เราจะทำให้มีประสิทธิภาพสูงสุดก็ต้องคุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งต้นน้ำของเรา คือ Raw material หมายถึง วัตถุดิบ ต้องมีการคุมการปนเปื้อน ต้องเก็บในส่วนที่ดีที่สุด จึงต้องไปคุมในเรื่อง Good Agricultural Practices หลังนั้นก็ไปเตรียมสารสกัด In Vitro คือ การทดลองในหลอดแก้ว เพื่อมาดูลักษณะของสารสำคัญ

ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่เราทำมากกว่าคนอื่น คือทำฤทธิ์ชีวภาพ หมายถึง เลือกตรวจสอบฤทธิ์ชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับพยาธิสภาพของโรคที่สนใจ อย่างเช่น กว่าที่จะได้สารสกัดใบหม่อนก็ต้องทำ solvent ต่างๆ หมายถึงตัวทำละลายต่างๆ ตัวไหนดีที่สุดก็เลือกตัวนั้นมา อย่างเช่น ผักแพว ก็จะเลือกอันที่ดีที่สุดพอได้ตัวที่ดีที่สุดก็นำมาผสมกันในอัตราส่วนต่างๆ และก็เลือกอัตราส่วนที่ดีที่สุด เมื่อได้อัตราส่วนที่ดีที่สุด

โดยจะต้องนำไปจำลองในสภาวะที่ใช้จริง จึงนำไปทดสอบในสัตว์ทดลองแล้วมันมีศักยภาพ เราก็จะนำมาทดลองในอาสาสมัครวัยทอง ซึ่งพบว่าอาสาสมัครวัยทองมีความจำขณะทำงานดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นเราพบว่าหนูหรือว่าสัตว์ทดลอง มีความหนาของกระดูกเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน หลังจากที่อาสาสมัครบริโภคไปแล้วทำให้เซลล์ ที่ทำหน้าที่สร้างกระดูกมีเพิ่มขึ้น และเซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวสลายกระดูกลดลง เพราะฉะนั้นมันจึงสอดคล้องกับการทดลองที่เราพบในสัตว์ทดลอง

ต่อจากนั้นจึงทำเป็นสาร functional ingredients หรือ สารสกัดทางธรรมชาติจากพืชและสัตว์ ที่นิยมนำมาใช้ในกลุ่มยา อาหารเสริมและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และลองมาทำใน prototypeproduct แบบจำลองเพื่อเก็บ Feedback ก่อนการสร้าง Product จริง เอาสารตัวนี้มาผสมในโจ๊กสุขภาพและก็พบว่าดีขึ้น นำเอามาทำในเครื่องดื่มก็ดีขึ้น เพราะฉะนั้นเห็นได้ว่าสาร functional ingredients ที่ทำนี้เอาไปเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด กล่าวว่า นอกเหนือจากการดำเนินธุรกิจด้านยา ด้านวัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์แล้ว ในการดำเนินธุรกิจด้านโภชนเภสัชและโภชนาการ อินโนบิก (เอเซีย) มีวัตถุประสงค์ให้ผู้บริโภคได้รับอาหารที่ดี มีคุณภาพ มีโภชนาการดี

สามารถป้องกันโรคต่างๆ ที่มาพร้อมกับการดำเนินชีวิตตามวิถีสมัยใหม่ได้ โดยมีกลยุทธ์การดำเนินงานร่วมกับพันธมิตร ผู้เชี่ยวชาญ และสนับสนุนงานวิจัยที่มีศักยภาพให้สามารถก้าวไปสู่ระดับเชิงพาณิชย์ ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศได้ เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านโภชนาการแก่คนไทย ซึ่งโจ๊กที่มีส่วนผสมสารสกัดใบหม่อนและผักแพว เป็นหนึ่งในงานวิจัยคุณภาพโดยนักวิจัยไทย ที่นำพืชผักพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย มาเป็นวัตถุดิบหลัก คือใบหม่อนและผักแพวที่มีคุณประโยชน์ เสริมสร้างความแข็งแรงของระบบต่างๆ ในร่างกาย

ซึ่งเป็นระบบสำคัญที่มักแสดงความผิดปกติในกลุ่มผู้สูงอายุ สอดคล้องกับแนวโน้มของสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยวางแผนการจำหน่ายช่วงแรกในรูปแบบซอง ตั้งเป้าออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ในไตรมาสที่ 4 ปี 2566 นี้ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับคนไทย โดยเฉพาะผู้สูงวัยได้รับประทานอาหารที่สะดวกและมีประโยชน์อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบในท้องถิ่นส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน โดยมีแผนที่ต่อยอดสารสกัดใบหม่อนและผักแพวเป็นสินค้าประเภทอื่นๆ อีกในอนาคต

‘ธุรกิจบัณฑิตย์’ลุยเต็มรูปแบบ ‘Smart Campus 5G’ห้องเรียนสุดลํ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713723

‘ธุรกิจบัณฑิตย์’ลุยเต็มรูปแบบ  ‘Smart Campus 5G’ห้องเรียนสุดลํ้า

‘ธุรกิจบัณฑิตย์’ลุยเต็มรูปแบบ ‘Smart Campus 5G’ห้องเรียนสุดลํ้า

วันจันทร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลังจากได้รับเลือกเป็นต้นแบบนำร่องโครงการ Smart Campus ด้วยเทคโนโลยี 5G โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) มาวันนี้มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.-DPU) ก้าวนำอีกขั้น กับการเป็นสถาบันแห่งการสร้างนวัตกร (Innovator) เปิดพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ทันสมัย ด้วยโครงข่าย 5G และ WiFi6 พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลิกโฉมวงการศึกษา สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

โดยเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2566 คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) นำโดย นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการฯ และคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมชมความคืบหน้าโครงการ Smart Campus ด้วยเทคโนโลยี 5G ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยได้ชมการทำงานของห้องเรียน Intelligent Hybrid Classroom และระบบวิเคราะห์ Attention & Learning Engagement รวมถึงการทำงานของนวัตกรรมที่ถูกประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยี 5G

ซึ่งผลการดำเนินงานชี้ให้เห็นถึงความพร้อมในการนำร่องให้สถานศึกษาและองค์กรต่างๆ สามารถนําไปทำซ้ำ ทำเสริม พัฒนาต่อยอดต่อไป โดย ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา DPU มีการปรับตัวพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการผลิตกำลังคนให้มี Skill Set และ Mindset ที่ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก มุ่งสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพพร้อมด้วยทักษะสำคัญแห่งอนาคต (Future Workforce)

สำหรับโครงการ Smart Campus 5G ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สดช. นอกจากจะผลักดันให้ DPU เป็น Smart Campus ต้นแบบนำร่องในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G กับภาคการศึกษา ยังเป็นการสร้างให้นักศึกษามีแรงบันดาลใจในการเป็นนวัตกร (Innovator) รวมทั้งขยายโอกาสทางการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับผู้ประกอบการหน่วยงาน และชุมชน ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลอีกด้วย

“Smart Campus ของ DPU เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการจัดการศึกษา ที่ไม่ใช่แค่นำเทคโนโลยีเข้ามาติดตั้งใช้งานเท่านั้น แต่แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแบบบูรณาการ ควบคู่กันกับการเปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดการศึกษา (Process) และบุคลากร (People) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพ” ดร.ดาริกา กล่าว

ทั้งนี้ ภายใต้โครงการ Smart Campus มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ได้ออกแบบและพัฒนาโครงข่าย 5G และ WiFi6 ครอบคลุมทั่วพื้นที่ของมหาวิทยาลัย และพัฒนาห้องเรียน Intelligent Hybrid Classroom ที่สนับสนุน Active & Blended Learning พร้อมติดตั้งระบบ AI เพื่อวิเคราะห์ Attention & Learning Engagement เพื่อการวิจัยชั้นเรียน นำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนที่ดีขึ้น และสามารถเชื่อมโยงกับ Gamification ส่งเสริม Positive Learning Behavior ให้กับผู้เรียน

พร้อมกันนี้ ยังจัดพื้นที่มหาวิทยาลัยเป็น Living Lab ให้นักศึกษา อาจารย์ และหน่วยงานพันธมิตร ร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งภายใน Campus และขยายไปสู่สังคม อาทิ สร้างระบบ IoT (Internet of Things) ที่ใช้ในการบริหารจัดการพลังงานแบบ Real-Time พัฒนาหุ่นยนต์ Security Patrol Robot ที่ใช้ในด้านรักษาความปลอดภัยในพื้นที่มหาวิทยาลัยฯ ไปจนถึงการพัฒนา VR Learning Space และ Online Course เพื่อให้เป็น Active Learning Environment ที่เชื่อมโยงและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้กับภาคส่วนต่างๆ ร่วมกันลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ

นายสัญญา เศรษฐพิทยากุล ผู้ช่วยรองอธิการบดี สำนักดิจิทัลการศึกษาและบริการ มธบ. กล่าวเพิ่มเติมว่า 5G เป็นเทคโนโลยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย และจะเป็นสิ่งสำคัญที่ขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมต่างๆ โดยในแง่ของความเป็น Smart Campus ควรสร้างประโยชน์ให้ผู้เรียนสามารถ Connect กับการเรียนรู้แบบ Anywhere Anytime ภายใต้การลงทุนที่คุ้มค่า ซึ่งในอนาคตมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีแผนพัฒนาต่อยอดและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับองค์กรต่างๆ รวมถึงสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ต่อไปในอีกหลายด้าน

“จากผลสัมฤทธิ์ที่ได้จากโครงการทำให้ DPU มีแผนการต่อยอดอีกในอนาคต เช่น การพัฒนาครู รวมทั้งเด็กและเยาวชนให้เป็น Digital Citizen การยกระดับ DPU Makerspace ให้เป็น DPU Innovation Lab เพื่อผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับพื้นฐาน 5G แก้ปัญหาของสังคม โดยให้นักศึกษาได้ลงมือทำจริง มีประสบการณ์จริง สามารถเรียนรู้ ปรับปรุง เพื่อขยายไปสู่การแก้ไขปัญหาชุมชน เมือง และสังคมในวงกว้างมากขึ้นตอบโจทย์ SDGs และ Smart City ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของสังคมโลกในวันนี้” นายสัญญา กล่าว

‘กายภาพฯมหิดล’จัดทำคู่มือ ‘ดูแลผู้สูงอายุ’ลดภาวะ‘ผู้ดูแล’เหนื่อยล้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713720

‘กายภาพฯมหิดล’จัดทำคู่มือ ‘ดูแลผู้สูงอายุ’ลดภาวะ‘ผู้ดูแล’เหนื่อยล้า

‘กายภาพฯมหิดล’จัดทำคู่มือ ‘ดูแลผู้สูงอายุ’ลดภาวะ‘ผู้ดูแล’เหนื่อยล้า

วันจันทร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล จัดทำคู่มือ “The Caregiving Manual for Caregivers (CMC) เพื่อการดูแลผู้ป่วยสูงอายุ ลดภาวะผู้ดูแลเหนื่อยล้า” ภายใต้ทุนสนับสนุนจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration – IOM) หนึ่งในหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ โดยมี ดร.กภ.รัตนา เพชรสีทอง อาจารย์ประจำสาขาวิชากายภาพบำบัดชุมชน และทีมจากคณะกายภาพบำบัด เป็นผู้สร้างสรรค์ผลงาน

ดร.กภ.รัตนา ได้เปิดเผยถึงกลยุทธ์การดูแลผู้สูงอายุอย่างง่าย “พิชิตภาวะเหนื่อยล้าหมดไฟ” ในคู่มือดังกล่าวเพื่อการดูแลผู้ป่วยสูงอายุสำหรับ “ผู้ดูแล” ที่กำลังประสบปัญหาหมดไฟหรือท้อถอย เมื่อผู้ดูแลถึงจุดที่ต้องมานั่งถามตนเองว่าทำไปเพื่ออะไรหรือต้องทำอีกเท่าไหร่ถึงจะพอ ด้วยความรู้สึกที่เหน็ดเหนื่อยไร้เรี่ยวแรง จนเกิดคำถามในใจว่าการดูแลผู้สูงอายุเป็นภาระ (caregiver burden) กำลังมาเยือน ซึ่งหากเกิดขึ้นกับผู้ดูแลที่เป็นญาติใกล้ชิดอาจส่งผลลุกลามถึงขั้นพาผู้ป่วยสูงอายุล้มตามไปด้วย

ซึ่ง “ตัวช่วย” สำคัญที่จะมาคอยคั่น “โดมิโนชีวิต” ไม่ให้ล้มทับตามกัน คือ การที่นักกายภาพบำบัดให้ข้อมูลการดูแลที่เข้าใจง่ายเข้าถึงง่าย คนในชุมชนคอยสนับสนุน หรือหา“ผู้ดูแลรอง” มาเพื่อ “คั่นเวลาวิกฤติ” จนกว่า“ผู้ดูแลหลัก” จะฟื้นคืนแรง ผ่านพ้นภาวะหมดไฟได้โดย ดร.กภ.รัตนา บอกเล่าจากประสบการณ์ลงพื้นที่จริง ได้พบกับผู้ดูแลซึ่งกำลังประสบภาวะเหนื่อยล้าหมดไฟในการดูแลผู้ป่วยผู้เป็นมารดาสูงวัยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เนื่องจากต้องใช้แรงเป็นอย่างมากในการประคองเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโดยลำพังในแต่ละครั้ง เพราะขาดทักษะและอุปกรณ์ที่จำเป็น

ทีมกายภาพบำบัดชุมชนของคณะกายภาพบำบัดมหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้เข้าช่วยเหลือดูแลทางกายภาพบำบัด พร้อมทั้งให้คู่มือ CMC แก่ผู้ดูแล จนผู้ดูแลได้ทราบถึงวิธีเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ปลอดภัย วิธีการจัดท่าในการทำกิจวัตรประจำวันที่ถูกต้อง รวมทั้งวิธีอื่นๆ ที่จำเป็นตลอดจนประสานให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สลับให้การดูแล เนื่องจาก อสม. เคยผ่านการอบรมพัฒนาทักษะการดูแล และใช้คู่มือ CMC มาก่อน ถือเป็นเสมือนเพื่อนช่วยเพื่อนในชุมชน ให้ผู้ดูแลมีความมั่นใจ และกำลังใจที่ดีขึ้นเกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนภายในชุมชน

ในช่วงแรก คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดทำคู่มือ The Caregiving Manual for Caregivers (CMC) ในรูปแบบของหนังสือ พร้อม QR Code เชื่อมต่อคลิปวีดีโอสั้นแสดงการดูแลที่ง่ายต่อการเรียนรู้ และสามารถฝึกทำตามด้วยตัวเองได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยมีเป้าหมายเพื่อการฝึกทักษะและอาชีพผู้ใช้แรงงานชาวเมียนมาที่ทำงานในบ้านผู้สูงอายุเพื่อมาทดแทนผู้ดูแลที่เป็นสมาชิกในครอบครัวและต้องออกไปทำงานนอกบ้าน

“คู่มือได้ถูกจัดทำเป็น 2 ภาษา” ได้แก่ คู่มือภาษาไทย ซึ่งผ่านการจดลิขสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว และคู่มือภาษาพม่า ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการโดย สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล และเนื่องจากคู่มือ CMC ได้มีการขยายผลสู่วงกว้างเพื่อใช้แนะนำผู้ดูแลผู้สูงวัยทุกประชากรในประเทศไทยมหาวิทยาลัยมหิดล โดย คณะกายภาพบำบัด ได้วางแผนจัดทำเป็นภาษาอื่นๆ เช่น ลาว เวียดนาม และกัมพูชา เพื่อให้ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานกลุ่มอื่นๆ ที่ทำงานในประเทศไทยต่อไปอีกด้วย

โดยมุ่งหวังให้สังคมได้ตระหนักว่า ระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งที่สุด ไม่ได้มาจากการที่ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดจากบุคลากรทางการแพทย์แต่เพียงเท่านั้น แต่ยังต้องให้ความสำคัญต่อ “ผู้ดูแล” เพื่อให้เกิดความแข็งแกร่งทั้งทางกายและใจ ในการดูแลผู้ป่วยอย่างยั่งยืน!!!

สช.จัดใหญ่’วันการศึกษาเอกชน’ภาคใต้ จ.สงขลา โชว์ศักยภาพพหุวัฒนธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/713730

สช.จัดใหญ่'วันการศึกษาเอกชน'ภาคใต้ จ.สงขลา โชว์ศักยภาพพหุวัฒนธรรม

สช.จัดใหญ่’วันการศึกษาเอกชน’ภาคใต้ จ.สงขลา โชว์ศักยภาพพหุวัฒนธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.18 น.

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2566 ที่มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันการศึกษาเอกชน ภาคใต้ ประจําปี พ.ศ.2566 พร้อมด้วย นายเอกชัย เลิศวิบูลย์ลักษณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายประพัทธ์ รัตนอรุณ รองเลขาธิการ กช. นายธีระพันธ์ พุทธิสวัสดิ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ของ สช. ศึกษาธิการจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดสงขลา ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน คณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัดภาคใต้ เครือข่ายพัฒนาการศึกษาเอกชน ข้าราชการสํานักงานศึกษาธิการ ผู้อำนวยการสํานักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด ข้าราชการสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนโรงเรียนเอกชนจาก 14 จังหวัดภาคใต้ กว่า 500 คน เข้าร่วมงาน

นายมณฑล กล่าวว่า ในโอกาสที่วันการศึกษาเอกชนเวียนมาบรรจบครบรอบปีที่ 105 ในวันที่ 10 ก.พ.2566 เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าการศึกษาเอกชนเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาของเมืองไทย มาอย่างยาวนาน และมีบทบาทสําคัญในการจัดการศึกษาควบคู่กับการศึกษาของภาครัฐ ช่วยสนองตอบความต้องการของผู้ปกครอง และนักเรียนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนาศักยภาพของเยาวชนให้เป็นพลเมืองท่ีมีประสิทธิภาพของประเทศ

เลขาธิการ กช.กล่าวต่อว่า สช.และหน่วยงานที่ดูแลการศึกษาเอกชนในส่วนภูมิภาค ได้ร่วมกับสมาคม และเครือข่ายทางการศึกษาเอกชน จัดกิจกรรมดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้บริหาร ครู ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการและนวัตกรรมทางการศึกษา รวมทั้งนักเรียนได้มีโอกาสแสดงความสามารถ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างกัน และมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ภายในงาน ได้แก่ การเสวนาทางวิชาการ การจัดแสดงนิทรรศการ การแข่งขันทักษะทางวิชาการของนักเรียน การยกย่องเชิดชูเกียรติ ผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชน ผู้ทําคุณประโยชน์ต่อการศึกษาเอกชน และนักเรียนผู้สร้างชื่อเสียงระดับประเทศ

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชาวการศึกษาเอกชน จะร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาการศึกษาเอกชนให้มีคุณภาพมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณชนยิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งจะเป็นส่วนสําคัญในการพัฒนาเยาวชนและการศึกษาของชาติต่อไป” นายมณฑล กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของงาน ได้มีพิธีส่งมอบธงวันการศึกษาเอกชนให้กับจังหวัดพัทลุง เพื่อเป็นเจ้าภาพในการจัดงานวันการศึกษาเอกชน ปี 2567 ต่อไป

สำหรับการจัดงานวันการศึกษาเอกชน ประจำปี 2566 กำหนดจัดขึ้นใน 5 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 4 – 5 ก.พ.2566 จังหวัดปราจีนบุรี ภาคกลาง 17 – 18 ก.พ.2566 จังหวัดลพบุรี ภาคเหนือ 18 – 19 ก.พ.2566 จังหวัดลำพูน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 24 – 25 ก.พ.2566 จังหวัดหนองบัวลำภู

และภาคใต้ ระหว่างวันที่ 25 – 26 ก.พ.2566 จังหวัดสงขลา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริหาร และครูได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการและนวัตกรรมทางการศึกษา ครูและผู้สอน ได้เผยแพร่ผลงานด้านการศึกษาสู่สาธารณชนผ่านการประชุมเชิงวิชาการ นักเรียน ได้มีโอกาสแสดงออกถึงความรู้ ความสามารถตามศักยภาพ เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ค้นพบความถนัดของตนเอง และสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ และมีการพัฒนาต่อยอดการเรียนรู้ และเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันซึ่งตรงกับนโยบายและเป้าหมายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้สามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และทักษะที่จำเป็นในโลกยุคปัจจุบัน และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของโรงเรียน สมาคม และเครือข่ายทางการศึกษาเอกชน และเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนแนวทางการจัดการศึกษาเอกชนที่ดี มีการแสดงนิทรรศการ การประชุมสัมมนาทางวิชาการ การแสดงนิทรรศการ การแข่งขันทักษะทางวิชาการและการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของนักเรียนโรงเรียนเอกชนในระดับประเทศ

– 006