‘Gabe Watkins’ชวนปลดล็อกเรื่องราวในอดีต และเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับ’the rush’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/727406

'Gabe Watkins'ชวนปลดล็อกเรื่องราวในอดีต และเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับ'the rush'

‘Gabe Watkins’ชวนปลดล็อกเรื่องราวในอดีต และเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับ’the rush’

วันศุกร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.31 น.

ศิลปินลูกครึ่ง ไทย-ออสเตรเลียมากความสามารถ“Gabe Watkins”หรือ “เกบวัทคิ่นส์จากสังกัดค่ายเพลง What The Duck (วอท เดอะ ดัก)ที่มาพร้อมกับความสามารถทางด้านดนตรีมีเสน่ห์ชวนหลงใหล ซึ่งก่อนหน้านี้ “Gabe Watkins”ก็เคยได้ฝากผลงานคุณภาพดีออกมาให้แฟนเพลงสากลได้รับฟังกันมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เพลง One Summer, Blue Skies,Flowers From Japan, “Sunsets” และchoose u everytime”เพลงที่จะชวนทุกคนสัมผัสกับบรรยากาศความเหงาไปพร้อม ๆ กัน

“the rush” ซิงเกิลใหม่ล่าสุดจาก “เกบ” ที่ตั้งใจเขียนขึ้นมา เพื่อถ่ายทอดช่วงเวลาที่ตนเองเคยรู้สึกเศร้าและเสียใจกับความรักในอดีต โดย “เกบ” ได้เล่าถึงการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ซึ่งเป็นการที่เขาได้ออกไปใช้ชีวิตมากขึ้น ได้ไปเจอสิ่งใหม่ ๆ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์รอบ ๆ ตัวเพลง “the rush” จึงเปรียบเหมือนกับการปลดปล่อยตัวเองออกจากความทุกข์ในอดีต ให้เราได้พร้อมเริ่มต้นใหม่อีกครั้งอย่างมีความสุข โดยไม่สนใจว่าอดีตจะเคยเป็นอย่างไร และแม้ความสุขนั้นจะเกิดเพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม

ในส่วนของพาร์ทดนตรี ยังคงเล่าเรื่องราวความรักผ่านเสียงดนตรีที่มีเอกลักษณ์และน่าฟัง มาในจังหวะสนุกแต่ฟังสบาย  พร้อมให้ทุกคนได้ปล่อยใจไปกับเสียงดนตรี อีกทั้งได้ “ลุค” หรือ ลุค – ทาวน์เซน (คีย์บอร์ด/ซินซิไซเซอร์) จากวง “Dept” ดูโอ้อินดี้ป็อปมาแรง ร่วมเล่นมิวสิกวิดีโอเพลงนี้อีกด้วย

อย่างไรก็ตามแฟนเพลงของ Gabe Watkins” สามารถรับฟังและรับชมมิวสิกวิดีโอเพลง “the rush” ได้ทาง YouTube : https://youtu.be/WwkdeR2y-fEและสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของศิลปินGabe Watkins” ได้ทาง http://www.facebook.com/whattheduckmusic และ https://www.facebook.com/profile.php?id=100068342055410&mibextid=LQQJ4d

ตำนานส้มหยุด! ‘แซมมี่’สวยเข็ดฟัน ซัมเมอร์นี้ โชว์ลีลาเซ็กซี่สไตล์ลูกคุณฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/727405

ตำนานส้มหยุด! 'แซมมี่'สวยเข็ดฟัน ซัมเมอร์นี้ โชว์ลีลาเซ็กซี่สไตล์ลูกคุณฯ

ตำนานส้มหยุด! ‘แซมมี่’สวยเข็ดฟัน ซัมเมอร์นี้ โชว์ลีลาเซ็กซี่สไตล์ลูกคุณฯ

วันศุกร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.29 น.

เซ็กซี่สิบเต็มสิบไม่หักเลยทีเดียว สำหรับนางเอกสาวสุดเซ็กซี่ “แซมมี่ เคาวเวลล์” ที่ซัมเมอร์นี้เปรี้ยวเข็ดฟัน ขออวดหุ่นสับสับโพสต์รูปลงอินสตราแกรมส่วนตัว สร้างกระแสฮือฮาทั้งโลกโซเชียล กับตำนานส้มหยุด ชุดบิกินี่สีส้มประดับคริสตัล ฟิลลิ่งลูกคุณหนูสวยและรวยมาก งานนี้ไม่ต้องสืบหาให้ยุ่งยากว่าแบรนด์ดังแบรนด์นี้คือแบรนด์อะไร คำตอบคือแบรนด์ชุดว่ายน้ำลักชัวรีอย่าง แบรนด์ AB. Angelys Balek ชุดว่ายน้ำตัวมารดาซุปตาร์ที่ใครใส่ก็ปัง ก็ฮอต เติมความสดใสให้ซัมเมอร์นี้ร้อนระอุ คอมพลีสลุคด้วยแว่นตากันแดดสีน้ำเงินคู่สีเริ่ด ทำให้ลุคนี้ “สาวแซมมี่” ดูอินเทรนด์เป็นตัวแม่แฟชั่นนิสต้ามากๆ แต่ละรูปที่ได้เห็นกันผ่านการทำการบ้านออกมาได้ยอดเยี่ยมกระเทียมดองสุดๆ บวกกับการแอคชั่นถ่ายภาพช่วงใกล้พระอาทิตย์ตกดิน ทำให้เพิ่มอินเนอร์สาวเซ็กซี่ปรอทแตกเข้าไปอีก เอาเป็นว่าใครอยากจะสวยแบบตัวแม่ตัวมัม ตามเทรนด์แฟชั่นด่วนๆ กับ AB. Angelys Balek คอลเลกชั่นใหม่ๆสับๆได้ที่ www.angelysbalekshop.com/ และ Instagram: @angelysbalek รับรองแซ่บซี๊ด

เปิดภาพลับ’แพนเค้ก’ป่วยโรคฮิตสาววัย30+ ขึ้นเขียงผ่าตัดใหญ่ ‘กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/727403

เปิดภาพลับ'แพนเค้ก'ป่วยโรคฮิตสาววัย30+ ขึ้นเขียงผ่าตัดใหญ่ 'กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง'

เปิดภาพลับ’แพนเค้ก’ป่วยโรคฮิตสาววัย30+ ขึ้นเขียงผ่าตัดใหญ่ ‘กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง’

วันศุกร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.26 น.

โลดแล่นในวงการบันเทิงมานาน จนกลายเป็นตัวแม่ไปแล้ว สำหรับนางเอกเรื่องราวดีๆ “แพนเค้ก-เขมนิจ” ที่ ณ บัดนาวแต่งงานแล้วฮอตฮิตติดลมบนงานเข้ารัวๆ ล่าสุดเพิ่งบินไปโกอินเตอร์ตะลุยแวดวงบอลลีวูด ประเทศอินเดีย เดินแบบสับๆที่มุมไบ Bombay Times Fashion Week ถูกยกให้เป็นขวัญใจหนุ่มสาวดินแดนภารตะไปเรียบร้อย งานนี้เรียกว่าโหงวเฮ้งดีมีรูปเป็นทรัพย์เพราะตั้งแต่ขึ้นเขียง ทำตาสองชั้นอัปเลเวลมาแล้ว โกอินเตอร์งานแน่นๆจุกๆ ซึ่งเจ้าตัวไม่เคยรู้มาก่อนว่าโหมงานในวงการบันเทิงมาอย่างหนัก จนเผชิญโรคฮิตของสาววัย30+ พบปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ดีที่รักษาได้ทันการ กลับมาลุยรับงานได้แบบเต็มตัว ด้านนางเอกตัวแม่ “แพนเค้ก” เปิดใจว่า
“งานในวงการบันเทิงตอนนี้พร้อมลุยเต็มที่ ต้องบอกว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ตอนนี้ได้กลับมาทำงานต่างประเทศเยอะขึ้น หลังจากสถานการณ์โควิด19 มาหลายปี ต่อไปนี้ก็จะเห็นงานที่หลากหลายขึ้น ก่อนช่วงโควิด19ผ่านๆมาก็จะมีไปฝั่งยุโรป หรือตะวันออกกลางมาแล้ว ช่วงนี้มีโอกาสที่ดีได้ทำงานในฝั่งเอเชียบ้าง มีบินไปที่มุมไบ อินเดีย ก็มีความสนุกตื่นเต้นดีค่ะ เป็นงานใหม่ๆประเทศใหม่ๆที่แพนได้ไปเดินแบบ ยิ่งเป็นผ้าไทยและดีไซเนอร์ไทยที่ติดต่อกันมา แพนก็รู้สึกดีใจมากค่ะที่ได้ส่งต่อและถ่ายทอดความเป็นไทยบนเวทีแฟชั่น”

เห็นว่ากว่าจะปังงานเยอะ แอบทำสวยเจอปัญหาใหญ่ กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
“คือเราไม่รู้ตัวมาก่อนว่าเราเป็น หรือมีปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง โรคที่แพนเค้กไม่รู้ตัว
การทำศัลยกรรมตาสองชั้น ในครั้งนี้ไม่ใช่ได้แค่ความสวย แต่แพนเค้กเองก็เพิ่งทราบพร้อมคุณหมอตอนผ่าตัดว่าตัวเองเป็นกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวที่ตาข้างซ้าย การผ่าตัดครั้งนี้เลยเป็นการรักษาโรคพร้อมกับทำสวยไปในตัว โดยทางธีรพร มีจักษุแพทย์ แพทย์เฉพาะทางไว้คอยให้การรักษา เพราะโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงพบได้ทุกช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งอายุมากโดยโรคนี้อาจเป็นโรคที่เกิดจากพันธุกรรม หรือเกิดจากอายุที่มากขึ้นทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานได้ลดลง โดยทั้งสองสาเหตุนี้รักษาด้วยการผ่าตัด”

ตกใจมั้ยพอรู้ว่าเราว่ามีอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงนี้เกิดขึ้น
“แพนแอบช็อคอยู่เหมือนกัน คือปัญหานี้เกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัย แต่ไลฟ์สไตล์ของคนส่วนใหญ่ที่เปลี่ยนไป เราอาจจะไม่รู้ตัวว่ามีอาการ เนื้อตามันแอบทิ้งตัวลงมาปิดอีกครึ่งตาเนื่องจากมันเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง โชคดีที่เรารักษาได้ทัน คือก่อนหน้านี้ตาข้างซ้ายเราไม่รู้ว่าเรามีปัญหา ที่ผ่านมาแพนจะติดสติ๊กเกอร์ตาสองชั้นมาอย่างเดียว จนตามันขึ้นชั้นเอง เพราะว่าตาสองข้างเราไม่เท่ากันก็คิดว่ารับได้มาตลอด ที่จะสวยในแบบของเราเพราะว่ากลัวเจ็บ ก็เลยติดสติ๊กเกอร์มาตลอดจนมันอยู่ยาว แต่ทีนี้ชั้นมันไม่ได้เสมอกันทุกวันอะไรแบบนี้ เพิ่งมารู้ว่าตัวเองมีปัญหา ดีที่รักษาทัน”

ตอนนี้อัปเดตการรักษาอาการโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงหน่อย
“ตอนนี้โอเคแล้วค่ะ ก็เข้าที่ พยายามปรับตัวให้มากขึ้น เป็นการทำที่น้อยแต่มากและลงตัว คนจะไม่ค่อยรู้เพราะทุกอย่างมันดูธรรมชาติมากคิดถูกมาก มันเป็นการรักษา ก็สะดวกในการทำงาน แต่งหน้าได้ง่ายมากขึ้นไม่ต้องทำอะไรเยอะ ชีวิตก็ง่ายขึ้น ลงตัวมากขึ้น บอกเลยว่าที่ผ่านมาเราเป็นคนกลัวเข็ม กลัวความเจ็บมาก แต่โชคดีที่เราได้รักษากับอาจารย์หมอที่เก่งและมีความชำนาญมาก”

กรรมการอึ้ง! ‘อ้น’ ส่งท้ายตำนานตอแxx ระเบิดอารมณ์เครื่องด่า ลาจอ ‘ไฟลวง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/727401

กรรมการอึ้ง! 'อ้น' ส่งท้ายตำนานตอแxx ระเบิดอารมณ์เครื่องด่า ลาจอ 'ไฟลวง'

กรรมการอึ้ง! ‘อ้น’ ส่งท้ายตำนานตอแxx ระเบิดอารมณ์เครื่องด่า ลาจอ ‘ไฟลวง’

วันศุกร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.23 น.

มาเพื่อสร้างมีม สร้างตำนานโดยเฉพาะ สำหรับนักแสดงเจ้าบทบาท “อ้น สราวุธ” สีสันการแสดง เอกการละครที่แท้จริง เล่นจริงด่าจริงอินเนอร์สับๆ จนดันให้ละครสุดแซ่บไฟท่วมจอ “ไฟลวง” ทางอมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง34 ผลิตโดย CHANGE2561 ฮอตฮิตทั้งโลกออนไลน์ งานนี้เดินทางมาถึง2อีพีสุดท้ายตอนจบ พบกับการปล่อยของชุดใหญ่ไฟกะพริบของ นิธาน ที่เต็มไปด้วยแค้นนี้ต้องชำระกับคู่ขา พรวลัย จนต้องมาขู่และทำลาย หยดเทียน คู่ปรับสายอ่อนต่อโลกขาประจำ ซึ่งคราวนี้ นิธาน แบกความร้ายมาเพื่อหวังฆ่า พรวลัยโดยเฉพาะ ครั้นมาเจอ หยดเทียน สาวบอบบางโลกสวยแทน ทำเอา นิธาน เดือดจัดต้องเปิดเครื่องด่า พูดจาภาษาดอกไม้ ผสมกับคำติดปาก “ตอแxx” ทิ้งทวนจิกกัดนางเอกคนสวยอีกครั้ง ซึ่งฉากนี้นักแสดงฝีมือพระกาฬอย่าง “หนุ่มอ้น” ขอดีไซน์ทำการบ้านเพิ่มเติมความหลอนให้ตัวละครนี้ด้วยตัวเอง รับรองความซี๊ดแฟนละครเตรียมอึ้งหน้าจอได้เลย เล่นเอากรรมการอึ้ง ผู้กำกับอึ้ง ทีมงานอึ้งในการแสดงปิดฉากตัวละครที่ทุกคนในโซเชียลอยากจะมอบเปลือกทุเรียนทองคำให้

ห้ามพลาดตอนอวสาน ละครสุดแซ่บสะเทือนจอแก้ว “ไฟลวง” คืนวันอาทิตย์ที่ 30 เมษายนนี้ เวลา 21.30 น. (หลังจบรายการทุบโต๊ะข่าว) ทางอมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง34

ปล่อยทีเด็ด! ‘คิมเบอร์ลี่’เปิดท่อนบนโชว์บิกินีเซ็กซี่เต็มตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/727398

ปล่อยทีเด็ด! 'คิมเบอร์ลี่'เปิดท่อนบนโชว์บิกินีเซ็กซี่เต็มตา

ปล่อยทีเด็ด! ‘คิมเบอร์ลี่’เปิดท่อนบนโชว์บิกินีเซ็กซี่เต็มตา

วันศุกร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.20 น.

28 เม.ย.66 ออร่าเจ้าสาวจับสุดๆ สำหรับนางเอกสาวสวย “คิมเบอร์ลี แอน โวลเทมัส” ที่ตอนนี้ขึ้นแท่นว่าที่เจ้าสาวแล้ว ยิ่งนับวันออร่าเจ้าสาวยิ่งพุ่ง

ล่าสุด สาวคิมเบอร์ลี่ ก็ได้โพสต์อวดโหมดเซ็กซี่กรุบๆ ในชุดสีส้มสุดเปรี้ยว ท่อนบนปลดกระดุมเสื้ออวดหุ่นสวย และเผยให้เห็นบิกินีตัวน้อยที่ซ่อนอยู่ด้านใน พร้อมกับเขียนแคปชั่นบอกว่า “Life’s a beach and so am I”

มิตรภาพที่ดี! ‘นิกกี้’อวยพรวันเกิด’ก้อย’ ‘รักเสมอไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/727374

มิตรภาพที่ดี! 'นิกกี้'อวยพรวันเกิด'ก้อย' 'รักเสมอไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน'

มิตรภาพที่ดี! ‘นิกกี้’อวยพรวันเกิด’ก้อย’ ‘รักเสมอไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน’

วันศุกร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2566, 14.36 น.

28 เม.ย.66 ถึงแม้ความสัมพันธ์ในฐานะคู่รักจะจบลงไปแล้ว แต่คู่ของนักแสดง-พิธีกรอารมณ์ดี “นิกกี้ ณฉัตร” กับอดีตหวานใจ “ก้อย อรัชพร” ก็ยังคงมีความห่วงใย ความหวังดีให้กันเสมอ

ล่าสุด หนุ่มนิกกี้ ก็ได้ออกมาโพสต์ภาพ ก้อย ลงอินสตาแกรมส่วนตัว เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 29 ปี โดยระบุข้อความอวยพรว่า “มีความสุขมาก ๆ เป็นลูกที่น่ารักของแม่แบบนี้ตลอดไป รักน้องเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด แฮปปี้เบิร์ธเดย์ครับ @goyyog ป.ล. รอรับของขวัญพรุ่งนี้”

ขณะที่สาว ก้อย ก็ได้เข้ามาคอมเมนต์ตอบกลับใต้โพสต์ดังกล่าวว่า “โอ้โหหน้า 555555 ขอบคุณค่า” งานนี้ทำเอาแฟนๆ ต่างช่วยกันลุ้นยกใหญ่

‘ตรีนุช’เร่งอพยพนักเรียนไทยในซูดานกลับบ้านเกิด อำนวยความสะดวกให้ต่อในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727583

'ตรีนุช'เร่งอพยพนักเรียนไทยในซูดานกลับบ้านเกิด อำนวยความสะดวกให้ต่อในไทย

‘ตรีนุช’เร่งอพยพนักเรียนไทยในซูดานกลับบ้านเกิด อำนวยความสะดวกให้ต่อในไทย

วันเสาร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.00 น.

“ตรีนุช” เร่งอพยพนักเรียนไทยในซูดานกลับบ้านเกิด ย้ำ ศธ. พร้อมอำนวยความสะดวกการศึกษาต่อในไทย

วันที่ 28 เมษายน 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อม นายนิรุตติ สุทธินนท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงศึกษาธิการ นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่พบปะให้กำลังใจนักเรียน นักศึกษาไทย ที่เดินทางกลับจากสาธารณรัฐซูดานด้วยสถานการณ์ความไม่สงบ ณ ท่าอากาศยานปัตตานี กองกำลังทางอากาศเฉพาะกิจที่ 9 อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี 

รมว.ศธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลนำโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยคนไทยทุกคนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษา พร้อมช่วยเร่งดำเนินการพาน้อง ๆกลับมาแผ่นดินไทย และในวันนี้ดิฉันก็ตั้งใจจะมาพบปะกับนักเรียน นักศึกษาไทย ที่กำลังศึกษาอยู่ที่สาธารณรัฐซูดานกลับสู่ประเทศไทย จากการสำรวจจำนวนนักศึกษาที่ไปศึกษาต่อที่ประเทศซูดาน พบว่ามีนักศึกษาไทยกว่า 150 คน ได้ศึกษาต่อในประเทศซูดาน ส่วนใหญ่ไปศึกษาต่อในสาขาแพทย์ กฎหมายอิสลาม และทางศาสนา ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ความไม่สงบในสาธารณรัฐซูดาน ระหว่างกองทัพซูดานกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ Rapid Support Forces (RSF) ในกรุงคาร์ทูม เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา หน่วยงานหลักของภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้มีการประสานงานและจัดตั้ง ศูนย์ประสานงาน นักเรียน นักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ศึกษาต่อในต่างประเทศ (ศป.นศ.จชต.) ภายในศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงาน ส่งข้อมูลจากญาติและผู้ปกครองของนักศึกษาเพื่อดูแลความปลอดภัยในการเดินทาง โดยกองทัพอากาศได้จัดเตรียมเครื่องบิน เพื่ออพยพคนไทยกลับแผ่นดินเกิด ระหว่างวันที่ 27 – 28 เมษายน 2566 จำนวน 3 เที่ยวบิน

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดย ศค.จชต. ร่วมกับ ศอ.บต. กระทรวงอุดมศึกษาฯ และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ได้เตรียมความพร้อมและประสานมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ในกรณีที่นักศึกษาประสงค์ที่จะกลับมาศึกษาต่อในประเทศไทย ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี  มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา พร้อมการเทียบโอนรายวิชาเพื่อรับเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย เป็นการลดอัตราการตกหล่นของผู้เรียน (Learning Loss) สำหรับนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาแล้ว จะอำนวยความสะดวกในการเทียบคุณวุฒิการศึกษา

“ในนามของกระทรวงศึกษาธิการ ขอขอบคุณหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ ในการอพยพ ประชาชน นักเรียน นักศึกษาไทยที่พำนักอยู่ในสาธารณรัฐซูดาน กลับมายังภูมิลำเนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในกรณีที่นักเรียน นักศึกษา มีความประสงค์จะศึกษาต่อในประเทศไทย ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ประสานงานกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อจัดเตรียมสถานที่เรียนให้มีความพร้อม ทั้งนี้ นักศึกษาสามารถเทียบคุณวุฒิการศึกษา และเทียบโอนรายวิชาได้  หากนักศึกษามีความประสงค์จะกลับไปเรียนต่อหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จะมีการเตรียมความพร้อม และสร้างความเข้าใจแก่นักศึกษา ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ” รมว.ศธ. กล่าว

มหาดไทย จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล วันคล้ายวันประสูติ ‘เจ้าฟ้าทีปังกร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727554

มหาดไทย จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล วันคล้ายวันประสูติ ‘เจ้าฟ้าทีปังกร’

มหาดไทย จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล วันคล้ายวันประสูติ ‘เจ้าฟ้าทีปังกร’

วันเสาร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2566, 09.05 น.

กระทรวงมหาดไทย จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศลและถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร 29 เมษายน 2566

วันที่ 29 เมษายน 2566 เวลา 06.39 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศลและถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร 29 เมษายน 2566 โดยมี นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายสมคิด จันทมฤก รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง นายชยาวุธ จันทร อธิบดีกรมที่ดิน นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายปรีชา เดชพันธุ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย นางจิรวรรณ เพ็ญพาส ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศศิธร จันทมฤก นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และพี่น้องประชาชน ร่วมพิธี

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 20 รูป เพื่อถวายเป็นพระกุศล โดยได้รับเมตตาจาก เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร นำพระภิกษุสงฆ์ สามเณร เดินบิณฑบาต เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติฯ เสร็จแล้ว นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ถวายธูปเทียนแพ เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร และถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร และ ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร

จากนั้น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีฯ กล่าวถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร โดยมีใจความสำคัญว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ได้ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระวิริยะอุตสาหะเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงสืบสานพระบรมราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามโครงการจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อเป็นแบบอย่างในการพัฒนาสภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ของชุมชนให้ดีขึ้น ทรงเป็นแบบอย่างให้แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าในการสมัครใจช่วยเหลือผู้อื่น ทรงยอมเสียสละกำลังพระวรกาย เวลาส่วนพระองค์ และพระสติปัญญา ในการทรงงานที่เป็นสาธารณประโยชน์ ในขณะเดียวกัน ก็ทรงมุ่งมั่นในการศึกษาในระบบอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อมีโอกาสก็ได้เสด็จมาทัศนศึกษาเรื่องราวของประเทศไทยในสถานที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ ทั้งยังทรงสนพระทัยในธรรม ด้วยการเสด็จไปยังวัดต่าง ๆ เพื่อทรงบำเพ็ญพระกุศล อีกทั้งยังได้ทรงสนทนาธรรมกับเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นการส่วนพระองค์ อยู่เป็นเนืองนิจ

“เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันถวายความจงรักภักดี ด้วยการปฏิบัติบูชาผ่านกิจกรรมจิตอาสาเราทำความ ดี ด้วยหัวใจ ในทุกจังหวัด ทั่วประเทศ และร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 29 เมษายน 2566 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ https://wellwishes.royaloffice.th/index.php/home/index/24 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2566 โดยพร้อมเพรียงกัน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย   

อว. นำงานวิจัยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก พลิกฟื้น ตลาดร้อยปี คลอง 12

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727549

อว. นำงานวิจัยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก พลิกฟื้น ตลาดร้อยปี คลอง 12

อว. นำงานวิจัยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก พลิกฟื้น ตลาดร้อยปี คลอง 12

วันเสาร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2566, 08.00 น.

อว. นำงานวิจัยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก พลิกฟื้น “ตลาดร้อยปี คลอง 12” พร้อมพัฒนารูปแบบสภาผู้นำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ลดความเหลื่อมล้ำในชุมชน

วันที่ 28 เมษายน 2566 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำโดย ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย คณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ตลาดร้อยปี คลอง 12 หกวา ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการวิจัยภายใต้แผนงานการวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Community-Based Research : CBR) ประจำปี 2565 (ภาคกลาง) โดยมี ผศ.ดร.ดรุณศักดิ์ ตติยะลาภะ แห่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินโครงการ “การพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานราก และลดความเหลื่อมล้ำของชุมชน ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ด้วยการพลิกฟื้นตลาดเก่าและย่านเมืองเก่า 100 ปี คลอง 12 หกวา ผ่านการท่องเที่ยวโดยชุมชน” และ ผศ.ดร.พิษณุ แก้วตระพาน แห่ง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ดำเนินการโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบสภาผู้นำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ 4 สายคลอง (คลอง 10-13) สู่การรองรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจของเกษตรกร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี” พร้อมนี้ ผศ.ดร.ภิศักดิ์ กัลยาณมิตร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย รศ.ดร.สุชาดา พงศ์กิตติวิบูลย์ กลไกบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากภาคกลาง  คณะนักวิจัยและผู้นำชุมชน ประกอบด้วย นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำไทร  นายกสมาคมสภาองค์กรชุมชนคนปทุมธานี ผู้ประสานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดปทุมธานี เจ้าของตลาด ผู้ประกอบการร้านค้า ให้การต้อนรับ

ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ เลขานุการ รมว.อว. กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้สนับสนุนงานวิจัยเพื่อชุมชนท้องถิ่น จากการวิจัยโดย วช. มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ภายใต้แผนงานการวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Community-Based Research : CBR) ประจำปี 2565 (ภาคกลาง) ซึ่ง วช. ได้ให้ทุนวิจัยแก่ มรภ.วไลยอลงกรณ์ฯ ในการดำเนินโครงการ “การพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานราก และลดความเหลื่อมล้ำของชุมชน ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ด้วยการพลิกฟื้นตลาดเก่าและย่านเมืองเก่า 100 ปี คลอง 12 หกวา ผ่านการท่องเที่ยวโดยชุมชน” เพื่อช่วยเสริมสร้างศักยภาพ ความเข้มแข็งของคนในชุมชน ด้วยการพลิกฟื้นตลาดเก่าและย่านเมืองเก่า 100 ปี คลอง 12 หกวา ผ่านกระบวนการพัฒนาท่องเที่ยวโดยชุมชน ด้วยการพัฒนารูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวและสร้างระบบกลไกในด้านท่องเที่ยววิถีชุมชนย่านเมืองเก่า ตลาดดร้อยปี คลอง 12 แห่งนี้ ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยการสนับสนุนการท่องเที่ยวในชุมชน ซึ่งมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน  และสำหรับโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบสภาผู้นำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ 4 สายคลอง (คลอง 10-13) สู่การรองรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจของเกษตรกร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี” และสนับสนุน สจล. นำองค์ความรู้มาจัดการรูปแบบของสภาผู้นำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ 4 คลอง ตั้งแต่คลอง 10 ถึงคลอง 13 โดยใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) ในการดำเนินงาน ซึ่งจะสร้างความร่วมมือกันระหว่างเกษตรกร ผ่านการร่วมคิดร่วมดำเนินการภายใต้กระบวนการวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น

ผศ.ดร.ดรุณศักดิ์ ตติยะลาภะ แห่ง มรภ.วไลยอลงกรณ์ฯ หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า ได้รับทุนสนับสนุนจาก วช. ให้ดำเนินการโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานราก และลดความเหลื่อมล้ำของชุมชน ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ด้วยการพลิกฟื้นตลาดเก่าและย่านเมืองเก่า 100 ปี คลอง 12 หกวา ผ่านการท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT)” เป็นงานวิจัยที่เกิดจากการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ร่วมกับนักวิจัยชุมชน ในการพัฒนาพื้นที่ย่านเมืองเก่า ให้กับมาพลิกฟื้นโดยผ่านการพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชุมชนที่เป็นชุมชนที่มีทรัพยากรที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โครงการนี้จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนด้วยการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวและสร้างระบบกลไกในด้านท่องเที่ยววิถีชุมชนย่านเมืองเก่าบนฐานการมีส่วนร่วมชุมชน พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำบนฐานการมีส่วนร่วมชุมชน โดยมีกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี

ด้าน ผศ.ดร.พิษณุ แก้วตระพาน แห่ง สจล. หัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า โครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบสภาผู้น าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ 4 สายคลอง (คลอง 10-13) สู่การรองรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของเกษตรกร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี” ได้รับทุนจาก วช. เพื่อทำการศึกษาและวิเคราะห์ สถานการณ์ของการทำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ 4 สายคลอง ตั้งแต่คลอง 10 ถึงคลอง 13 โดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกร มีการพัฒนารูปแบบและกลไกสภาผู้นำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ต้นแบบ สู่การรองรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจของเกษตรกร และสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของเกษตรกร การวิจัยมีลักษณะเป็นงานวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น โดยใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) โดยการวิจัยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์กลุ่ม การสังเกตการณ์ และมีการใช้เครื่องมือวิจัยชุมชนแบบมีส่วนร่วม เช่น timeline แผนที่เดินดิน โอ่งชีวิต และ ตุ๊กตาเกษตรกร เป็นต้น  งานวิจัยนี้ มีการขับเคลื่อนผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัย ชุมชน เกษตรต้นแบบ และภาคีเครือข่าย ผ่านการร่วมคิดร่วมดำเนินการภายใต้กระบวนการวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น

ในการนี้ ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ เลขานุการ รมว.อว. และคณะ ได้เดินทางตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าของโครงการวิจัยทั้งสองโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก วช. พบว่า ตลาดร้อยปีแห่งนี้ มีศักยภาพที่สามารถพัฒนาให้มีความเจริญรุ่งเรือง เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากได้ อีกทั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. ยังได้ให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะแก่นักวิจัยเพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
 

‘เอนก’ ย้ำชัดนักวิจัยไทยมีศักยภาพสูง และสามารถเป็นชาติวิทยาศาสตร์ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727420

'เอนก' ย้ำชัดนักวิจัยไทยมีศักยภาพสูง และสามารถเป็นชาติวิทยาศาสตร์ได้

‘เอนก’ ย้ำชัดนักวิจัยไทยมีศักยภาพสูง และสามารถเป็นชาติวิทยาศาสตร์ได้

วันศุกร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.52 น.

“เอนก เหล่าธรรมทัศน์ “ย้ำชัด”  นักวิจัยไทยมีศักยภาพสูง และสามารถเป็นชาติวิทยาศาสตร์ได้   ด้านซีอีโอชั้นนำของประเทศ “รับลูก” ความสำคัญของการวิจัยและนวัตกรรม เป็นกุญแจดอกสำคัญช่วยไขโจทย์ความท้าทายของภาคอุตสาหกรรม     

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)  ภายใต้สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ(สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน “ บพข. สร้างสรรค์เศรษฐกิจไทย เชื่อมโลกด้วยวิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2566  หรือ PMUC Research for Thailand’s Competitiveness 2023”  ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันก่อน  เพื่อเปิดชเวทีในการขับเคลื่อนให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานวิจัยภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถยกระดับพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ  โดยมี  “ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์”   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  เป็นประธานเปิดงานพร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ  ในหัวข้อ  “อว. กับความร่วมมือภาครัฐและเอกชนในการผลักดันเศรษฐกิจไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม”

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก  กล่าวว่า   ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ยากจน ซึ่งจริง ๆ แล้วประเทศไทยเป็นประเทศมีรายได้ปานกลางระดับบน  และจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ภายในปี 2580  ซึ่งหลายๆ หน่วยงานรวมถึง อว. จะร่วมขับเคลื่อนอย่างจริงจัง โดยปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทยใหญ่ติดอันดับ 24 ของโลก และใหญ่เป็นอันดับ 2 ในอาเซียนรองจากอินโดนีเซีย ซึ่งไทยถือเป็นศูนย์กลางของอาเซียนและยังเป็นจุดที่เชื่อมโยงไปยังเอเชียตะวันออก  ทำให้เมื่ออาเซียนรวมกับจีนและอินเดียแล้ว จะมีขนาดเศรษฐกิจถึง 1 ใน 3 ของโลก และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง การที่ประเทศไทยอยู่ในภูมิรัฐศาสตร์ที่เป็นเลิศ  จะเป็นแรงเสริมทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยสูงยิ่งขึ้น

“ จากการดำเนินงานของ บพข.ที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แสดงให้เห็นถึงความสามารถของนักวิจัยไทยในยามวิกฤติที่สามารถพัฒนางานวิจัยต่าง ๆ ได้ดี ทั้งการพัฒนาชุดตรวจ วัคซีนและห้องความดันลบต่าง ๆ  ซึ่งได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักการคิดจากเดิมที่เคยแต่ซื้อเทคโนโลยี มาเป็นการพัฒนาได้เอง เราไม่ได้ปฏิเสธความช่วยเหลือจากต่างประเทศที่จะทำให้บางจุดเกิดเร็วขึ้น  แต่มีข้อแม้ว่าหากเราจะรับความช่วยเหลือจากใครจะต้องเป็นความช่วยเหลือที่ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น และอยากให้คนไทยเชื่อว่า เราสามารถเป็นชาติวิทยาศาสตร์ได้  อย่างเช่น การสร้างยานอวกาศ ที่อยากให้ทุกคนรอดูความสำเร็จในอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า    ผมมองว่าประเทศไทยมีการเจริญเติบโตเยอะมาก  และค่อนข้างชัดเจนว่าความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยนับวันจะสูงขึ้น ทั้งความสามารถด้านยา เครื่องมือการแพทย์ ด้านการเกษตร การสร้างโรงงานต้นแบบ รวมถึงการสร้างศูนย์วิจัยร่วมกับ 8 มหาวิทยาลัย  คนไทยอาจไม่ใช่คนที่เก่งมากแต่เป็นคนที่ใครๆ ก็อยากทำงานด้วย”

5 ซีอีโอชั้นนำของประเทศ “มั่นใจ”การวิจัยและนวัตกรรมจะเป็นคำตอบสุดท้ายของทุกความท้าทายในภาคอุตสาหกรรม     

ทั้งนี้ภายในงาน ได้มีการเสวนาจุดประกายเศรษฐกิจในหัวข้อ “ The CEO views: Thailand Competitiveness, Achievement through Research and Innovation”  เพื่อนำเสนอมุมมองและวิสัยทัศน์ของ  ผู้นำองค์กรชั้นนำของประเทศในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับประเทศ  และการปรับตัวให้พร้อมรับกับสถานการณ์ของโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว   โดยผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล  ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มมิตรผล  นายสุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานนวัตกรรม บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)  นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)   และนายอราคิน รักษ์จิตตาโภค หัวหน้าทีมขับเคลื่อนนวัตกรรม AIS NEXT บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน)  โดยมี ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มมิตรผล    กล่าวถึงระบบนิเวศนวัตกรรมว่า ต้องเป็นนโยบายแห่งชาติ    โดยระบบนิเวศจะต้องเป็นการทำงานร่วมมือกันแบบไม่มีเงื่อนไข ไร้ขอบเขต ไม่มีข้อจำกัดและต้องอยากที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  เกิดความเชื่อมโยง และที่สำคัญต้องมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดความสำเร็จ  การสร้างระบบนิเวศจึงสำคัญมากโดยเฉพาะเรื่องงานวิจัยที่ต้องมองตลาดเป็นหลัก และเมื่อนักวิจัยทำสำเร็จแล้วไม่จำเป็นต้องรอเอกชนเข้ามาแต่ควรจะมีเวทีหรือแพลตฟอร์มให้ผู้วิจัยและผู้ใช้งานวิจัยได้มีพบกัน 

ทั้งนี้กลุ่มมิตรผลได้มีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 และมีการวิจัยและพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยมีเป้าหมายคือ 1%  รายได้   ซึ่งเริ่มวิจัยตั้งแต่พันธุ์อ้อยไปจนถึงการนำไบโอเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และของเหลือในกระบวนการผลิต มีการขาย CO2  หรือคาร์บอนเครดิต  และปัจจุบันกำลังดูเรื่องพลังงานชีวภาพสำหรับอากาศยาน ซึ่งจำเป็นต้องใช้การศึกษาวิจัยอีกมาก  

ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล  ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย    กล่าวว่า   การเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกทั้งเรื่องดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น  สงครามเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมระดับโลกที่มาจากภายนอกประเทศ ส่วนความท้าทายที่มาจากภายในประเทศเองคือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการที่ประเทศไทยอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นเวลานาน ซึ่งตัวเลขปี 2565 เป็นปีแรกที่อัตราการเกิดต่ำกว่าอัตราผู้เสียชีวิต เรียกได้ว่าประเทศไทยย่างเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์  ซึ่งเป็นความท้าทาย เพราะสิ่งนี้ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศกำลังลดลง  ประกอบกับในปี 2565  ไอเอ็มดีได้จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง 5 อันดับ จากอันดับที่ 28 ( ปี2564 ) เป็นอันดับที่  33 ( ปี 2565 ) และนี่คือสิ่งที่ได้ชี้ชัดว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยควรที่จะรีบพัฒนา ซึ่งต้องชื่นชมกระทรวงอว.ที่ได้มีการพัฒนาและทลายกำแพงที่เคยขวางกั้นระหว่างภาครัฐและเอกชน ทำให้เกิดการทำงานร่วมกัน  

“วันนี้เรามีโจทย์จากภาคอุตสาหกรรมที่ชัดเจน โดยมุ่งไปที่อุตสาหกรรมใหม่ คือ เอสเคิร์ฟใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย  เศรษฐกิจบีซีจี  ซึ่งมีต้นแบบการนำไบโอเทคโนโลยีไปปรับใช้กับอุตสาหกรรมต่าง ๆ  และสุดท้ายคือ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ภาคอุตสาหกรรมมีโจทย์ชัดเจนคือเรื่องความยั่งยืน พลังงานสีเขียว และพลังงานสะอาด ซึ่งภาคอุตสาหกรรมพร้อมที่จะทำงานกับนักวิจัย ขณะที่เอสเอ็มอี ที่ต้องการพัฒนาไปสู่การเป็นสมาร์ทเอสเอ็มอี  นั้นจะต้อง Go Digital , Go Innovation  และ Go Global” 

ขณะที่นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)    กล่าวว่าบริษัททำธุรกิจนี้มาเกือบ 50 ปี มีการแข่งขันในตลาดโลกทำให้ต้องพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันอยู่ตลอดเวลาต้องมีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต โดยบริษัทตัดสินใจลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมเมื่อปี 2557 ปัจจุบันมีนักวิจัยกว่า 100 คนและมีแพลตฟอร์มให้นักวิจัยร่วมมือกันในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน  ซึ่งความท้าทายของอุตสาหกรรมนี้ ก็คือผลกระทบจากการเกิดสงครามที่ทำให้ต้นทุนการผลิตต่าง ๆ สูงขึ้น ซึ่งจะต้องดูว่าจะเอานวัตกรรมเข้ามาช่วยได้อย่างไร 

“สำหรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความยั่งยืน มองว่าเป็นเรื่องของการลดพลังงานและลดค่าใช้จ่าย  ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี  อยากให้ภาครัฐและสถาบันการศึกษาเข้าใจว่า วันนี้เราต้องมองถึงการไปแข่งขันในตลาดโลก เราจะช่วยเอกชนให้ออกไปต่อสู้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ทั่วโลกได้อย่างไร ด้วยงบประมาณประเทศที่มีจำกัด ดังนั้นต้องจัดลำดับความสำคัญว่ายุทธศาสตร์ประเทศไทยจะไปทางไหน เพื่อให้สามารถใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ภาครัฐควรจะต้องเข้าใจบริบทของโลกและเข้าใจบทบาทของตัวเองว่าไม่ได้เป็นผู้กำกับกฎเกณฑ์ แต่ควรเป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและควรปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐเองด้วยทั้งด้านความรวดเร็วและความต่อเนื่อง”

ขณะที่นายสุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานนวัตกรรม บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)   หรือเอสซีจี  กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของการทำนวัตกรรมคือจากเดิมบริษัทจะทำนวัตกรรมเพื่อใช้เองหรือตอบโจทย์สินค้า แต่ปัจจุบันสินค้าทุกอย่างในอนาคตต้องตอบโจทย์ใน 2 เรื่องคือ  Low  Waste  และ Low   Carbon ซึ่งเอสซีจีบุกเบิกเรื่องของเศรษฐกิจหมุนเวียนและพยายามทำอย่างเต็มที่ มีการเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็น Low   Carbon มากที่สุด จากฟอสซิลให้เป็นวัสดุชีวภาพ และที่ถือว่าเป็น นิวฟรอนเทียร์ สำหรับเอสซีจีก็คือการเอาคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้   ซึ่งในอนาคตสิ่งที่เราผลิตออกไปอาจจะเป็นสิ่งที่ GREEN ที่สุด

นายอราคิน รักษ์จิตตาโภค  หัวหน้าทีมขับเคลื่อนนวัตกรรม AIS NEXT บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน)    หรือเอไอเอส กล่าวว่า  เอไอเอสก็โดนดิสรัปเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่น  ๆ จึงจำเป็นที่จะต้องมีพาร์ทเนอร์มาช่วย   มองว่าปัจจุบันทุกบริษัทจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์แนวโน้มในอนาคต และเมื่อเห็นเทรนด์ที่จะทำกับธุรกิจของตนเองแล้ว บางเทคโนโลยีอาจจะสร้างเองหรือถ้าต้องการอย่างรวดเร็วก็คือการซื้อมาใช้ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็คือ อย่าทำเองคนเดียวทั้งหมด ให้ใช้ความเป็นพาร์ทเนอร์ชิฟกับภาครัฐและภาคเอกชนให้มากที่สุด 

สำหรับการจัดงาน “ บพข. สร้างสรรค์เศรษฐกิจไทย เชื่อมโลกด้วยวิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2566  หรือ PMUC Research for Thailand’s Competitiveness 2023”   บพข. จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-26 เมษายน 2566 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยเด่น จาก บพข. สำหรับผู้ประกอบการหรือนักลงทุน ที่มองหางานวิจัยพร้อมใช้  ได้มีโอกาสพบปะกับนักวิจัยเจ้าของผลงานที่พร้อมก้าวเดินและร่วมผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ใช่สำหรับผู้ใช้ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม   โดยกิจกรรมที่น่าสนใจนอกจากการเสวนาวิชาการในหัวข้อต่าง ๆ  การนำเสนอผลงานวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูง  หรือ Research Pitching   กิจกรรม Hackathon    ที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยและผู้ประกอบการได้รับการอบรมเชิงปฏิบัติการและเขียนโครงการขอรับทุนวิจัย  ฯ   แล้วยังมีการนำเสนอนิทรรศการผลงานวิจัยไทย ที่ บพข. ให้การสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัยกับผู้ประกอบการ ใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงตัวอย่างผลงานวิจัยที่ได้รับการผลักดันจนสามารถออกสู่ตลาดได้สำเร็จอีกด้วย