ยุทธการ 5 ป. หยุดโลกร้อน สร้างโลกเย็นด้วยมือเรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/722438

ยุทธการ 5 ป. หยุดโลกร้อน สร้างโลกเย็นด้วยมือเรา

ยุทธการ 5 ป. หยุดโลกร้อน สร้างโลกเย็นด้วยมือเรา

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM2.5 ภาวะโลกร้อน หรือภาวะเรือนกระจก (Greenhouse Effect) นับเป็นปัญหามลภาวะที่นับวันจะทวีความรุนแรงไม่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่ผู้คนทั่วโลกต่างเผชิญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องร่วมมือกันแก้ไข ด้วยเหตุผลนี้เองจึงเป็นที่มาของการจัดงาน “มหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดิน ครั้งที่ 16 ตอน ยุทธการสร้างโลกให้เย็น” จัดโดย มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนซึ่งเป็นการรวมตัวของครูและศิษย์สายกสิกรรมธรรมชาติ ที่มาร่วมโชว์เคสความสำเร็จการดำเนินงานของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ที่ได้น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” นำไปใช้ พร้อมเผยแพร่ความรู้ให้กับผู้สนใจที่มาชมงานและงานมุทิตาจิตเนื่องในโอกาสคล้ายวันเกิด อ.ยักษ์-ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ครูต้นแบบผู้น้อมนำศาสตร์พระราชามาลงมือทำจนสำเร็จเป็นตัวอย่างให้ลูกศิษย์ได้เดินตาม ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จ.ชลบุรี

ตัวแทนลูกศิษย์นำพานดอกไม้ธูปเทียนกราบมุทิตาจิต อ.ยักษ์-ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร เนื่องในวันเกิดอายุครบ 69 ปี

“มหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดินครั้งที่ 16 ตอน ยุทธการสร้างโลกให้เย็น” ไม่เพียงเป็นงานโชว์เคสความสำเร็จของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติที่จบหลักสูตรจากศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้องเท่านั้น ภายในงานยังมีการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของเครือข่ายที่มาจากทุกภูมิภาคของประเทศไทย กว่า 100 บูธ การเสวนาจากบรรดาครูกสิกรรมธรรมชาติระดับแนวหน้า และเวิร์กช็อปต่างๆ มากมาย ที่จะช่วยสร้างโลกให้เย็นโดยการเสวนาที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของงานได้แก่ หัวข้อ “ยุทธการสร้างโลกให้เย็น” ซึ่งเชิญครู ผู้เชี่ยวชาญ และปราชญ์ชาวบ้านมานำเสนอยุทธวิธีดับร้อน อาทิ อ.ยักษ์-ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ นายกสมาคมดินโลก อ.เดชา ศิริภัทร ครูชาวนา ผู้ทำเรื่องกัญชารักษาโรค มูลนิธิข้าวขวัญ อ.โจน จันได ผู้ก่อตั้งศูนย์พันพรรณ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และ ทองดำ โนนทิง เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติสกลนครผู้ปลดนี้และสร้างโลกให้เย็นด้วยการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์สี่อย่าง

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร, อ.โจน จันได, อ.เดชา ศิริภัทร และ ทองดำ เนินทิง ในการเสวนา “ยุทธการสร้างโลกให้เย็น”

ในการเสวนา อ.เดชา ศิริภัทร และ อ.โจน จันได มีข้อคิดเห็นที่ตรงกันว่า การที่โลกร้อนนั้น เกิดจากภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการผลิตสินค้าและบริการให้ได้ผลผลิตจำนวนมากอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองการบริโภคที่มากเกินความจำเป็นของมนุษย์ และมนุษย์เองก็มีวิถีชีวิตที่ตัดตนเองจากธรรมชาติ จนไม่รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลง ซึ่งปัญหานี้จะหวังพึ่งภาครัฐให้มาแก้ไขปัญหาแต่เพียงฝ่ายเดียวคงไม่ได้ ทางแก้ไขที่จะทำให้โลกร้อนน้อยลงหรือเย็นมากขึ้นจะต้องเริ่มที่ตัวเรา รู้จักที่จะรอและใจเย็น ที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคที่มากเกินความจำเป็น รู้จักที่จะบริโภคอาหารที่หาได้ในท้องถิ่น กินอาหารที่หลากหลายกินอย่างรู้ที่มา กินอย่างพอเพียง ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ในขณะเดียวกันก็ต้องช่วยกันฟื้นฟูธรรมชาติอย่างเร่งด่วน เพราะทุกสรรพสิ่งในโลกสัมพันธ์กันทำอะไรก็มีผลกระทบทั้งหมด ถ้าเราไม่เปลี่ยนวิถีชีวิตเราเองให้เย็นก่อน โลกก็จะไม่มีทางเย็นได้เช่นกัน

ด้าน รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ ได้เผยถึง Red code หรือสัญญาณเตือนภัยพิบัติที่ธรรมชาติกำลังส่งมายังพวกเรา ได้แก่ 1.คลื่นความร้อน ซึ่งการจะเป็นคลื่นความร้อนหมายถึงอุณหภูมิสูงขึ้น3 วันติดกัน แม้ช่วงสองปีที่ผ่านมาแม้ประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นคลื่นความร้อนแต่ก็จัดอยู่ในความเสี่ยงและได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อน 2.ภัยแล้ง เกิดจากคลื่นความร้อนทำให้ต้นทุนน้ำหายไป หมายถึง อุณหภูมิที่สูงขึ้นทุกๆ 1 องศา น้ำต้นทุนในเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำต่างๆ จะหายไป 7-10% ส่งผลให้เจอภัยแล้ง 3.ฝนตกหนัก น้ำที่หายไปไม่ได้หายไปไหนแต่กลายเป็นไอที่อยู่ในชั้นบรรยากาศเมื่อเจอความกดอากาศก็กลายเป็นฝนทำให้ฝนตกหนัก 4.อุทกภัย ถ้าฝนตกหนัก ในพื้นที่ต่ำ พื้นที่เปราะบาง เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยุธยา ภาคอิีสาน เช่น อุบลราชธานี ก็จะประสบปัญหาน้ำท่วมหนัก และ Red code ที่ 5 ซึ่งร้ายแรงที่สุดของมนุษยชาติ คือ ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น จะมีหลายๆ พื้นที่จมหายไป อย่างที่เราได้ยินกันคือในอีก 30-50 ปีข้างหน้ากรุงเทพฯ จะจมทะเล โดยมีข้อมูลยืนยันมาแล้วว่าในอีก 7 ปีข้างหน้า ชายฝั่งทั่วโลกจะหายไปประมาณ 6 กม. ถ้าเรายังไม่ตระหนักหรือมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี ก็จะกลายเป็นหายนะสำหรับมวลมนุษยชาติ ถ้ารอจนถึงตอนนั้นเราก็ทำอะไรไม่ทันแล้ว

เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติจากทั่วประเทศมาร่วมงาน

ปิดท้ายด้วยยุทธวิธีสร้างโลกให้เย็นจาก อ.ยักษ์-ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร บอกว่า ยุทธการ 5 ป. คือหนทางที่จะนำไปสู่การสร้างโลกให้เย็น อันเป็นวิธีการที่น้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้ เริ่มจาก 1.ป-ปลุกเพาะกล้า ให้คนทั้งแผ่นดิน คนทั้งโลกตื่นขึ้นมาร่วมกันเพาะกล้าไม้คนละ 300 ต้นต่อปีแค่คนไทย 10 ล้านคน ก็ได้ 300 ล้านต้นต่อปีแล้ว ที่ 2.ป-ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง เพาะแล้วเอามาปลูกให้ได้ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ตามศาสตร์พระราชา กินได้ ใช้ได้ ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ 3.ป-สร้างงาน สานประโยชน์ การเพาะกล้าและการปลูกช่วยสร้างงานให้คนได้มหาศาล เป็นการสร้างงานให้ประชาชนเพาะแล้วเอาไปปลูกในบ้านตัวเอง ในวัด ในโรงเรียน แล้วเอาประโยชน์มาแบ่งปันกัน 4.ป-หยุดโทษ ปลดขยะ ปัญหาโลกร้อนส่วนหนึ่งมาจากขยะ ขยะก็เกิดจากเรา จึงต้องเริ่มที่ตัวเราในการลดขยะ และเรียนรู้การจัดการขยะที่ถูกต้อง เปลี่ยนขยะสร้างปัญหาเป็นขยะทองคำ ป.สุดท้ายคือ ป-สร้างสัปปายะสถาน ประกอบด้วย ที่พักอาศัยที่เหมาะสมผู้มีเมตตากรุณาต่อกัน มีความจริงใจ กินอาหารที่พอเหมาะ มีอาหารเพียงพอ และการอยู่ในศีลในธรรม ประพฤติดีประพฤติชอบ หากเราทุกคนเปลี่ยนได้ดังนี้ไม่ว่าโลกจะร้อนแค่ไหน เราก็จะสามารถหยุดมันได้ และทำให้โลกกลับมาเย็นอีกครั้ง

คัดแยกขยะเปลี่ยนให้เป็นขยะทองคำ หนึ่งในยุทธการสร้างโลกให้เย็น

ทั้งนี้ อ.ยักษ์ยังได้ย้ำอีกว่า งานขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาสู่ความยั่งยืน หรือสร้างสังคมให้มีความพอเพียงเป็นสิ่งจำเป็นมากที่จะต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อนำข้อมูลมาประกอบในการวางแผนสร้างพลังสามัคคีขึ้นในหมู่คนทั้งโลกให้บรรลุถึงความพอเพียง ในการขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาและการปลูกป่า 3 อย่างให้เกิดประโยชน์ 4 อย่างได้มีการจัดทำแพลตฟอร์มชื่อว่า “๙ Unity” ที่ได้รวบรวมข้อมูลว่า มีใครที่ไหนที่ได้เพาะกล้า ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์4 อย่างไปแล้วเท่าไหร่ เพื่อนำข้อมูลนี้ไปวิเคราะห์ สังเคราะห์แล้วนำกลับไปเป็นประโยชน์ต่อทุกๆ คน โดยหวังว่า “๙ Unity” จะเป็นพลังของพวกเราทุกคนให้งานเดินหน้าไปได้ในขณะเดียวกันก็เป็นข้อมูลที่ทำให้เราเหลียวหลังกลับมามองได้เสมอๆ

ผู้สนใจมีส่วนร่วมในการสร้างโลกให้เย็นด้วยศาสตร์พระราชา สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จ.ชลบุรี โทร.038-198643, www.mabueang.com และ Facebook : มหาลัยคอกหมู (ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง)

ริบลีส์ บีลีฟ อิท ออร์ น็อท สร้างโรงพยาบาลร้างสุดหลอนแห่งแรกในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/722420

ริบลีส์ บีลีฟ อิท ออร์ น็อท สร้างโรงพยาบาลร้างสุดหลอนแห่งแรกในไทย

ริบลีส์ บีลีฟ อิท ออร์ น็อท สร้างโรงพยาบาลร้างสุดหลอนแห่งแรกในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ริบลีส์ บีลีฟ อิท ออร์ น็อท และ ศูนย์การค้า รอยัล การ์เด้น พลาซ่า พัทยา ภายใต้การบริหารงานของ ไมเนอร์
กรุ๊ป เปิดประสบการณ์ใหม่ด้วยเครื่องเล่นสุดสยองในรอบ 28 ปี ทุ่มทุนสร้างกว่า 20 ล้านบาท เนรมิตพื้นที่กว่า 1,200 ตร.ม. ให้เป็นโรงพยาบาลร้างสุดหลอนแห่งแรกในประเทศไทย ติด 1 ใน 5 โรงพยาบาลหลอนสุดเฮี้ยนของโลก ลำดับที่ 8 นำทีมโดย ไมคา ตามไท ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ไมเนอร์ ไลฟ์สไตล์ และ ลลิตา วิมลพันธุ์ ผู้จัดการใหญ่ศูนย์ฯ ร่วมเปิดตัวเครื่องเล่นใหม่สุดอลังการที่งาน “Grand Opening the Horror Hospital” ณ ศูนย์การค้า รอยัล การ์เด้น พลาซ่า

ภายในงานยังมีโชว์พิเศษ Scariest B-Boy Dance Show จากทีมนักแสดง ของ Ripley’s Believe It or Not! Pattaya พร้อมด้วยศิลปินนักแสดง และยูทูบเบอร์ชื่อดัง อาทิ โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์, กรีน-อัษฎาพร สิริวัฒน์ธนกุล
และ บี้ เดอะสการ์ ร่วมเปิดประสบการณ์ความหลอน ขนหัวลุกและตื่นตาตื่นใจกับกิจกรรมสนุกๆ นอกจากโซน Horror Hospital ที่กระตุกความหลอนครั้งใหม่ ยังมีพิพิธภัณฑ์และเครื่องเล่นสุดฮอตที่จะชวนให้คุณระทึกหัวใจอีกมากมาย อาทิ
Ripley’s Haunted Adventure โกดังผีสิงสุดสยองที่สร้างมาจากเรื่องจริงของโรงงานเก็บโรงศพของพี่น้องตระกูล GRIMSBY & STREAPER, Infinity Maze Challenge กระจกเขาวงกต 16 ห้องที่จะนำคุณเข้าสู่โลกของสีสันและห้องกระจกสุดมหัศจรรย์, Scream and Scary in the Dark และตื่นเต้นเร้าใจกับ Ripley’s Moving Theater 9DX โรงภาพยนตร์ทะลุมิติเหมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริง

พร้อมท้าเหล่าผู้กล้ามาพิสูจน์ความหลอนระทึกเป็นสองเท่ากับกิจกรรม “Horror Hospital World’s Scariest Social Contest” รีวิวหลอน กับ โรงพยาบาลสุดเฮี้ยน 1 ใน 5 ของโลกไม่ว่าคุณจะเป็นนักรีวิวมืออาชีพ หรือ มือสมัครเล่น เพียงมีผู้ติดตาม Follower 50,000 ขึ้นไปบนแพลตฟอร์มใดๆ ก็ได้ อาทิ Facebook, TikTok และ YouTube ขอเพียงแค่คุณกล้า สมัครเข้าร่วมกิจกรรมท้าพิสูจน์ความหลอนเครื่องเล่นใหม่สุดสยอง รีวิวให้สุดจนคนดูต้องกรี๊ด เพียงเท่านี้มีสิทธิ์ชิงรางวัลมูลค่ากว่า 1 แสนบาท เปิดรับสมัครตั้งแต่ 15 มีนาคม-20 เมษายน 2566 ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย และประกาศผลผู้ชนะในวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 หรือสามารถสัมผัสความหลอน พิสูจน์ความกล้าของคุณได้ตั้งแต่วันนี้ บริเวณชั้น 2 ศูนย์การค้า รอยัล การ์เด้น พลาซ่า เวลา 11.30-22.30 น. อย่าคิดว่าแน่จนกว่าคุณจะได้มาลอง!!!

KARL LAGERFELD คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน 2023 แรงบันดาลใจจากดาวอังคารและนิยายวิทยาศาสตร์ย้อนยุค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/722483

KARL LAGERFELD คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน 2023  แรงบันดาลใจจากดาวอังคารและนิยายวิทยาศาสตร์ย้อนยุค

KARL LAGERFELD คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน 2023 แรงบันดาลใจจากดาวอังคารและนิยายวิทยาศาสตร์ย้อนยุค

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

KARL LAGERFELD เปิดตัวคอลเลคชั่นเสื้อผ้าประจำฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน 2023 ผสานเอกลักษณ์ความคลาสสิกของแบรนด์เข้ากับโลกแฟนตาซี ที่ได้แรงบันดาลใจจากดาวอังคาร และมุ่งเน้นไปที่งานดีไซน์ที่สร้างความยั่งยืนมากขึ้น พาเลตต์โทนสีอบอุ่นของสีน้ำตาลอมส้ม burnt sienna และสีส้ม rust orange เสริมด้วยสีป๊อปสดใสของสีเทอร์ควอยซ์และสีชมพู รวมถึงสีเหลืองเลมอนและสีเขียวมะนาว ซึ่ง Hun Kim ดีไซน์ไดเร็กเตอร์ของแบรนด์ยังได้เลือกชิ้นงานในอาร์ไคฟ์แบรนด์มาตีความใหม่ ด้วยการผสมผสานแรงบันดาลใจของฤดูกาลใหม่ผ่านซิลูเอตต์ที่มีวอลุ่ม องค์ประกอบที่มีเอกลักษณ์ และการตัดเย็บที่ประณีต

ฤดูร้อน ทำให้นึกถึงสีสันสดใสมีชีวิตชีวา ลายพิมพ์สนุกๆ และซิลูเอตต์ชุดที่คาดไม่ถึง ชุดกระโปรงยาวผ้าพลีตพลิ้วไหวที่เหมาะสำหรับโอกาสพิเศษ นำเสนอโทนสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของดาวอังคารด้วยการไล่เฉดสีในขณะที่เทยเลอร์เอาเตอร์แวร์และสูทสีสว่างช่วยสร้างจุดสนใจด้วยสีน้ำตาลอมส้ม burnt sienna สำหรับลุควันทำงาน ลายพิมพ์อันโดดเด่นของฤดูกาลนี้มาในสไตล์ดิบๆ ด้วยลายเสือดาวสีส้มบนเชิ้ตเดรสผูกเอว กางเกงขายาวทรงขากว้าง และเชิ้ตผ้าซิลค์เปิดหลัง ส่วนแรงบันดาลใจจากดาวอังคารของซีซั่นนี้ สะท้อนให้เห็นผ่านรายละเอียดคัทเอาท์แบบเรโทรและซิลูเอตต์ที่มีวอลุ่ม ดังจะเห็นได้จากบอดี้สูทคัทเอาท์และทรานส์ฟอร์เมอร์เรนโค้ทที่พองตัว ซึ่งดัดแปลงมาจากลุคในอาร์ไคฟ์ของ Karl และทำจากผ้าไนลอนรีไซเคิล

เอกลักษณ์ดีเอ็นเอของแบรนด์ ปรากฏให้เห็นผ่านผ้าลายฉลุ broderie anglaise บนเชิ้ตเดรสทรงโอเวอร์ไซส์สีขาว โค้ทผ้าลูกไม้ปักลาย KL และซัมเมอร์สูทสีเหลืองเลมอนที่เหมาะสำหรับทั้งใส่ไปทำงานที่ออฟฟิศและออกไปเที่ยวยามค่ำแบบสบายๆในขณะเดียวกันแถบสีส้ม orange bouclé ก็ช่วยยกระดับเซตชุดเดนิมแนวแคชชวลให้มีความน่าสนใจ มีเท็กซ์เจอร์ใหม่ และแต่งแต้มความเก๋ไก๋ในสไตล์ปารีเซียง

ย้อนรอยประวัตศาสตร์ย่านฝั่งธน ชม ชิม แชะ ให้‘ชื่นอุรา..น่าสบาย’ ‘อร่อยจัด-ทรรศนา’ในงาน‘Water Festival 2023 เทศกาลวิถีนํ้า…วิถีไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/722433

ย้อนรอยประวัตศาสตร์ย่านฝั่งธน ชม ชิม แชะ ให้‘ชื่นอุรา..น่าสบาย’ ‘อร่อยจัด-ทรรศนา’ในงาน‘Water Festival 2023 เทศกาลวิถีนํ้า...วิถีไทย’

ย้อนรอยประวัตศาสตร์ย่านฝั่งธน ชม ชิม แชะ ให้‘ชื่นอุรา..น่าสบาย’ ‘อร่อยจัด-ทรรศนา’ในงาน‘Water Festival 2023 เทศกาลวิถีนํ้า…วิถีไทย’

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ย้อนรอยประวัตศาสตร์ย่านฝั่งธน ชม ชิม แชะ ให้‘ชื่นอุรา..น่าสบาย’

‘อร่อยจัด-ทรรศนา’ในงาน‘Water Festival 2023 เทศกาลวิถีนํ้า…วิถีไทย’

สงกรานต์นี้งาน “Water Festival 2023 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” นำเสนอเทศกาลสงกรานต์ที่ผสานความร่วมสมัยที่ดีงามของไทย โดยคนในชุมชน เพื่อชุมชนซึ่งสนับสนุนการสืบสานศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทยให้ความสำคัญกับชุมชนเป็นหลัก มีการกระจายรายได้สู่ชุมชน พัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านหลากหลายกิจกรรม ซึ่งรวมถึงกิจกรรม “RPST Photo Walk-Photo Talk “อร่อยจัด-ทรรศนา” ตอน คลองสาน-กะดีจีน” พาย้อนรอยประวัติศาสตร์ย่านฝั่งธน ชม ชิม แชะ ให้ “ชื่นอุรา..น่าสบาย” โดยปราชญ์ชุมชน อาจารย์ธีรนันท์ ช่วงพิชิต พร้อมเรียนรู้การถ่ายภาพ โดย 3 ช่างภาพมืออาชีพ นำทีมโดย ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์ นายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ วันที่ 6 เมษายน 2566 เวลา 09.00-15.00 น.

กิจกรรม “RPST Photo Walk-Photo Talk “อร่อยจัด-ทรรศนา” ตอน คลองสาน-กะดีจีน” มีแกนหลักคือ สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (The Royal Photographic Society of Thailand) จับมือกับหลายภาคส่วน พาผู้เข้าร่วมกิจกรรมโดยเฉพาะสายถ่ายรูป ได้เดินลัดเลาะเพื่อเรียนรู้วิถีชุมชนเก่าแก่ย่านกุฎีจีน โดยมีปราชญ์ชุมชนที่รู้ลึก รู้จริงซึ่งได้รับเกียรติจาก อาจารย์ธีรนันท์ช่วงพิชิต ผู้ก่อตั้งศูนย์ข้อมูลประวัติศาสตร์ ชุมชนธนบุรีและประธานมูลนิธิประชาคมย่านกะดีจีน-คลองสาน มาให้เกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ ที่มา-ที่ไปที่ใครฟัง ต่างต้องทึ่ง!! ทั้งเรื่องราวปูมหลัง ความเป็นมาและความเป็นอยู่ของคนในย่านนี้อีกทั้งยังแวะชิมเมนูอร่อยดั้งเดิมที่เป็นของดีในพื้นที่อีกด้วย นอกจากนั้น ยังชวนเพลิดเพลินไปกับการเรียนรู้การถ่ายภาพผ่านมุมมองจาก 3 ช่างภาพมืออาชีพ นำโดย นายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์, ร่วมด้วย จุฬวิศว์ ศานติพงศ์ และ วรรณพงษ์ สุรโรจน์ประจักษ์

ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์ นายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เผยว่า “Water Festival 2023 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย จัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 8 ทางสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์เข้าร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตร เพื่อสร้างกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพอย่างต่อเนื่องทุกปี เพราะการถ่ายภาพเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักในการใช้เชิญชวนประชาสัมพันธ์หรือเปิดพื้นที่นั้นๆ ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น และสมาคมฯจะไม่พลาดในการเข้าร่วมกิจกรรมที่ดีๆ แบบนี้อย่างแน่นอน

ความพิเศษของกิจกรรมในครั้งนี้คือ เราจะได้เข้าไปรู้ลึกรู้จริงจากการลงพื้นที่ เข้าใจประวัติศาสตร์ ได้ชิมได้เห็นของที่สืบทอดมาจากประวัติศาสตร์และบันทึกสิ่งพิเศษนั้นได้ด้วยภาพถ่ายซึ่งสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดหนักจัดเต็มทีมวิทยากรเพื่อให้ความรู้และสร้างความสุขในการถ่ายภาพให้ทุกคนอย่างเต็มที่ กิจกรรมดีๆ พิเศษๆ แบบนี้ ซึ่งจัดแค่ปีละหนึ่งครั้ง ถ้าคุณไม่มาเข้าร่วมจะถือว่าพลาดมากๆ จะมีอะไรดีไปกว่าได้เดินชมความงามของย่านต่างๆ ทานของอร่อยๆและได้ถ่ายภาพสวยๆ เพื่อเก็บเป็นความทรงจำดีๆ แบบนี้ พบกันในงาน “อร่อยจัด-ทรรศนา” ตอน คลองสาน-กะดีจีน”นะครับ”

ด้าน อาจารย์ธีรนันท์ ช่วงพิชิต ประธานกรรมการมูลนิธิประชาคมย่านกะดีจีน-คลองสาน เผยว่า “กิจกรรม อร่อยจัด-ทรรศนาตอน คลองสาน-กะดีจีน เราได้มีโอกาสร่วมมือหรือร่วมงานกับเพื่อนๆ ที่มีความสามารถในการบันทึกภาพ นั่นเป็นโอกาสที่ดีของการเติมเต็มมุมมองของประวัติศาสตร์ ที่เป็นแต่เพียงการศึกษาเรื่องราวผ่านเอกสาร เรื่องเล่าแต่หากได้มีการเก็บบันทึกด้วยภาพที่มากด้วยคุณภาพแล้ว อนาคตของภาพนั้นๆ ก็จะเป็นมุมมองของประวัติศาสตร์ในวันข้างหน้าที่แจ่มชัดด้วย ส่วนความพิเศษของกิจกรรมในครั้งนี้ คือการได้มาพบกันของคนสนใจรากเหง้ากับคนสนใจสิ่งที่งดงามครับ ผมขอเชิญชวนทุกๆ คน ที่สนใจ ใฝ่รู้ ทั้งเรื่องราวของบ้านเมือง และเทคนิควิธีการเก็บภาพผ่านเครื่องมือที่อยู่ในมือของพวกเรา ไม่น่าจะพลาดนะครับ มาพบกันครับ”

จุดเริ่มต้นการเดินทางสัมผัสเส้นทางประวัติศาสตร์ กะดีจีน-พระนคร อยู่ที่วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ประจำฝั่งธนฯ สักการะพระพุทธไตรรัตนนายก (หลวงพ่อโตซำปอกง), พระพุทธรูปหล่อปางป่าเลไลยก์ เป็นเพียงพระอุโบสถเดียวในประเทศไทยที่เป็นพระพุทธรูปหล่อปางป่าเลไลยก์ พร้อมพาชมระฆังใบที่ใหญ่ที่สุดใบแรกในประเทศไทย ออกเดินทางต่อไปที่ศาลเจ้า เกียนอันเกง (ศาลเจ้าแม่กวนอิม) ศาลเจ้าจีนที่เก่าแก่ที่สุดของชุมชนกุฎีจีน ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ จากนั้นพาลัดเลาะเข้าชุมชนกุฎีจีน แวะรับประทานอาหารว่าง ณ พิพิธภัณฑ์กุฎีจีนชิมเมนู “สัพแหยก” สำรับโบราณชนิดหนึ่ง ได้รับอิทธิพลจากชาวโปรตุเกส ลักษณะไส้เหมือนกะหรี่ปั๊บ รสชาติเปรี้ยวนำ เค็ม หวาน ทานคู่กับขนมปัง

หลังจากที่ได้ลิ้มรสสำรับโบราณกันไปแล้ว พาไปต่อกันที่ วัดซางตาครู้สหรือวัดกุฎีจีน ศึกษาสถาปัตยกรรมแบบเรเนสซองส์และนีโอคลาสสิก พร้อมยอดโดมสไตล์อิตาลี ซึ่งเป็นการจำลองโดมของมหาวิหารฟลอเรนซ์ และพาชมภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนัง ถ่ายภาพพระบรมธาตุมหาเจดีย์ ที่ได้รับรางวัลยูเนสโก สักการะขอพรพระพุทธนาค ที่วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร โดยใกล้ๆ กันมีตลาดยอดพิมานริเวอร์วอล์ก ศูนย์กลางตลาดดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ชวนซื้อดอกไม้เพื่อสักการะศาลสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯรัชกาลที่ 1 และปิดท้ายที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดโพธิ์ เที่ยวชมเจดีย์ 4 รัชกาล, วิหารพระพุทธไสยาสน์ (พระนอน) ซึ่งเป็นพระนอนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook WaterFestivalThailand

งาน “Water Festival 2023 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” ยังมีกิจกรรมสืบสานศิลปวัฒนธรรมและเพณีอันดีงามของไทยอีกมากมาย 4 ภาค 6 จังหวัด ทั่วไทย ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.waterfestivalthailand.com Facebook : WaterFestivalThailand

สธ.และแพทย์เฉพาะทางยืนยันการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูง ป้องกันสายพันธุ์ที่ระบาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/722481

สธ.และแพทย์เฉพาะทางยืนยันการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป  มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูง ป้องกันสายพันธุ์ที่ระบาด

สธ.และแพทย์เฉพาะทางยืนยันการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูง ป้องกันสายพันธุ์ที่ระบาด

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมควบคุมโรค และกรมการแพทย์ ร่วมกับสมาคมแพทย์เฉพาะทาง ได้แถลงข่าวเรื่องการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสำหรับการป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อและการรักษาโควิด-19 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการเข้ารับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ณ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมแพทย์เฉพาะทางเข้าร่วมได้แก่ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยสมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย และสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปว่าที่ผ่านมา ได้นำมาฉีดเพื่อป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อในกลุ่มผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำและร่างกายไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้จากการฉีดวัคซีน รวมถึงนำมาใช้สำหรับการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 พบว่ามีความปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงรุนแรง โดยในวันที่ 16 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมากรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ ร่วมกับคณะผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมแพทย์เฉพาะทาง ได้มีการจัดประชุมแนวทางการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปซึ่งยังคงแนะนำให้กลุ่มเสี่ยง 607 และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป สำหรับการป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ และยังคงแนะนำให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเป็นหนึ่งในยาหลักในการรักษาผู้ป่วยทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยโควิด-19 ที่เข้าเกณฑ์สามารถเข้ารับการฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ได้ที่โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข สถานพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ ทุกแห่งทั่วประเทศสถาบันบำราศนราดูร และสถานพยาบาลโรงเรียนแพทย์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล ผู้แทนราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยและสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมถึงกลุ่มเป้าหมายที่แนะนำให้เข้ารับการฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเพื่อป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ ได้แก่ ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยาหรือมะเร็งอวัยวะที่กำลังได้รับการรักษาหรือเพิ่งหยุดการรักษาภายใน 6 เดือน ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย ผู้ป่วยโรคข้อและรูมาติสซั่ม หรือโรคอื่นๆ ที่กำลังได้รับยากดภูมิคุ้มกัน รวมถึงผู้ที่แพทย์พิจารณาแล้วว่ามีภูมิคุ้มกันบกพร่องซึ่งควรได้รับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปนอกจากนี้ ยังแนะนำให้เพิ่มขนาดการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสำหรับการป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ เป็น 600 มิลลิกรัม (Tixagevimab 300 มิลลิกรัม และ Cilgavimab 300 มิลลิกรัม) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อสะโพกทั้ง 2 ข้างแยกกันตามลำดับ โดยจะป้องกันโรคได้นานประมาณ 6 เดือน ต่อการฉีด 1 ครั้ง ทั้งนี้ ยืนยันว่า ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปที่ยังมีอยู่ขณะนี้ยังใช้ได้ดีกับสายพันธุ์ BA 2.75 และ BN.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดอยู่ในประเทศไทย ดังนั้นขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปมีประสิทธิภาพดีและมีความปลอดภัยสูง

นพ.สุชาย ศรีทิพยวรรณ ผู้แทนสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผู้ป่วยโรคไตที่แนะนำให้รับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ได้แก่ ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไต ผู้ป่วยฟอกไตและผู้ป่วยไตอักเสบที่ได้รับยากดภูมิ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตที่เป็นผู้สูงอายุหรือยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ซึ่งการรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปจะทำให้กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวมีภูมิคุ้มกันต่อโควิด-19 ลดความรุนแรงจากการติดเชื้อ และจากข้อมูลการเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ภายหลังได้รับการฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป พบว่ามีความปลอดภัยสูง

ศ.ดร.พญ.อติพร อิงค์สาธิต ผู้แทนสมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย กล่าวว่าทางสมาคมได้ประชุมทบทวนข้อมูลงานวิจัยการใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ และมีความเห็นควรแนะนำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ซึ่งมีอยู่ในประเทศไทยจำนวนกว่า 6,000 ราย เข้ารับการฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป เนื่องจากเป็นผู้ที่ต้องรับยากดภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิตซึ่งหากติดเชื้อโควิด-19 จะเกิดภาวะรุนแรงและมีโอกาสเกิดภาวะสลัดอวัยวะสูงขึ้นหากมีการปรับลดยากดภูมิคุ้มกัน ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับการป้องกันการติดเชื้อเป็นอย่างมาก นอกจากนี้เมื่อจำเป็นต้องได้รับยาสำหรับการรักษาโควิด-19 อาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากดภูมิที่ใช้และยารักษาโควิด-19 อีกทั้งข้อมูลจากการใช้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปในผู้ป่วยกลุ่มนี้ประมาณ 1,200 ราย พบว่ามีความปลอดภัยสูงสามารถให้ได้ร่วมกับยากดภูมิที่ได้รับอยู่ และพบอัตราการติดเชื้อโควิด-19 ต่ำ รวมถึงสามารถลดอาการรุนแรง การเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต และการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ

นพ.วิรัตน์ ภิญโญพรพานิ ผู้แทนสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทยกล่าวเพิ่มเติมว่า การให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ได้มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโควิดและสามารถใช้ได้ดีทั้งการป้องกันและการรักษา ทั้งนี้พบว่าจากผลการศึกษาและจากประสบการณ์การใช้จริง ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปมีประสิทธิภาพค่อนข้างสูงและผลข้างเคียงที่ต่ำมาก

พญ.ปิยะธิดา หาญสมบูรณ์ ที่ปรึกษากรมการแพทย์ได้กล่าวถึง การฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเพื่อรักษา โดยแนะนำให้ฉีดภูมิคุ้มกันสําเร็จรูปในผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มผู้ใหญ่และสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป และน้ำหนัก 40 กิโลกรัมขึ้นไป ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรครุนแรง หรือ มีโรคร่วมสำคัญ หรือผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงแต่มีปอดอักเสบเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยใช้ขนาด 600 มิลลิกรัม ด้วยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อสะโพกทั้ง 2 ข้างแยกกันตามลำดับ จำนวน 1 ครั้ง และควรรับให้เร็วที่สุดหรือภายใน 7 วัน หลังจากเริ่มมีอาการ

คุณแหน : 6 เมษายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/722482

คุณแหน : 6 เมษายน 2566

คุณแหน : 6 เมษายน 2566

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

●● พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงพระกรุณาประทานแจกันดอกไม้แก่ ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์ เนื่องในวันเกิดปีที่ 75 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2566 ที่บ้านพักสุขุมวิท 26 นับเป็นพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นยิ่งนักแก่ ม.ร.ว.พร้อมฉัตร และครอบครัว..

●● ในโอกาสวันประสูติครบ 100 ปี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ องค์ประธานก่อตั้ง และประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และในโอกาสที่ยูเนสโก เฉลิมพระเกียรติยกย่องให้ทรงเป็น“บุคคลสำคัญของโลก” มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์จะจัดเจริญพระพุทธมนต์ถวายที่วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม โดยมี ดร.วันดี กุญชรยาคงจุลเจริญ เป็นประธานจัดงาน…

●● พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นประธานในพิธีโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรและวางปะการังเทียม เกาะแสมสาร เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 22 เม.ย. 09.00 น. ณ บริเวณหน้าหาดเกาะแสมสาร ต.แสมสาร อ.สัตหีบ ชลบุรี..

●● ไม่ว่าจะมีปัญหาใดมาให้แก้ไข นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผวจ.เชียงใหม่ ได้รับความชื่นชมนิยมจากชาวเชียงใหม่อย่างยิ่ง เพราะเป็นผวจ.ที่ทำงานรุกทุกด้าน ประสาน 100 ทิศ ทั้งกับจังหวัดเพื่อนบ้าน และทูตประเทศต่างๆ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่ชาวเชียงใหม่ทุกวันเวลา..

●● ขอแสดงความยินดีกับ เกษร แก้วทิพย์ ภริยา อิทธิพร รองอัยการสูงสุดที่ได้รับความไว้วางใจ ย้ายจากจังหวัดนครนายกให้มาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่สำคัญเธอเป็นคนน่ารักมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม..

●● ด.ญ.ข้าวปุ้น จรูญพงษ์นักเรียนโรงเรียนจิตรลดา เรียนเก่งแล้ว ยังเต้นบัลเลต์ได้เยี่ยมอีกด้วย เดือนที่ผ่านมา บินไปแข่งถึงประเทศสิงคโปร์ ทำเอาคุณพ่อชัยพจน์-คุณแม่ธารตะวัน จรูญพงษ์ ยิ้มหน้าบาน แม้ว่าจะมีภาระหน้าที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการมากมาย..

●● สวด ศ.พญ.ทัสสนี นุชประยูร ถึง 10 เม.ย.18.30 น. ศาลาสิทธิสยามการ (ศาลา 4) วัดธาตุทอง ฌาปนกิจ 11 เม.ย.17.00 น. (เมรุหน้า)..

●● ขอเเสดงความเสียใจกับครูพาเมล่าบุนนาค ในการสูญเสียบุตรชาย ปิยะ บุนนาค ฌาปนกิจเรียบร้อยแล้ว..พิธีลอยอังคาร 9 เม.ย. 12.00 น. ที่สัตหีบ
ชลบุรี. 

●● สงกรานต์นี้ 13-15 เม.ย.ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร หญิงเก่งแห่งปาร์คนายเลิศ เชิญร่วมงานสืบสานประเพณีปีใหม่ไทย ร่วมสรงน้ำพระพุทธรูปโบราณเพื่อความเป็นสิริมงคล สัมผัสวิถีชีวิตคนไทยผ่านเรื่องราวและข้าวของเครื่องใช้ ตั้งแต่ 09.30-17.30 น. ณ ปาร์คนายเลิศ ซ.สมคิด ถ.เพลินจิต จองรอบชมบ้านล่วงหน้าโทร.02 253 0123 หรือทาง FB: Nai Lert Park Heritage Home.. ●●
 

น้อง

ครั้งแรกในประเทศไทย‘Van Gogh Alive Bangkok’ นิทรรศการศิลปะดิจิทัลอิมเมอร์ซีฟเลื่องชื่อของโลก ที่หลายคนรอคอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/722485

ครั้งแรกในประเทศไทย‘Van Gogh Alive Bangkok’  นิทรรศการศิลปะดิจิทัลอิมเมอร์ซีฟเลื่องชื่อของโลก ที่หลายคนรอคอย

ครั้งแรกในประเทศไทย‘Van Gogh Alive Bangkok’ นิทรรศการศิลปะดิจิทัลอิมเมอร์ซีฟเลื่องชื่อของโลก ที่หลายคนรอคอย

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เป็นประสบการณ์การเข้าชมงานศิลปะของจิตรกรชาวดัตช์ Vincent Van Gogh (วินเซนต์ แวนโก๊ะ) ศิลปินผู้โด่งดังและทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตกที่หลายคนรอคอย กับนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะดิจิทัลอิมเมอร์ซีฟระดับโลก “Van Gogh Alive Bangkok” (แวนโก๊ะ อะไลฟ์ แบงค็อก) ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่ง Grande Experiences ผู้สร้างและผู้ผลิตเจ้าของลิขสิทธิ์ Van Gogh Alive ร่วมกับ Live Impact Events ผู้ถ่ายทอดและนำเสนอประสบการณ์ระดับโลก และ ไอคอนสยามแลนด์มาร์คระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผนึกกำลังสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่นี้ให้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในรูปแบบ Immersive Multi-Sensory Experience ที่ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าชมกว่า 8.5 ล้านคน ใน 80 เมืองทั่วโลก อาทิ ปักกิ่ง, เบอร์ลิน, เดนเวอร์, ลอนดอน, มาดริด, มอสโก, โรม, ซิดนีย์,แฟรงค์เฟิร์ต, นาโกย่า และกัวลาลัมเปอร์ มาแล้ว

สำหรับในประเทศไทย นิทรรศการดังกล่าวกำลังเป็นที่กล่าวขานถึง เราสามารถดื่มด่ำไปกับโลกศิลปะและชีวิตของศิลปินระดับโลก Vincent Van Gogh (วินเซนต์ แวนโก๊ะ) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “I dream my painting, and then I paint my dream” ในรูปแบบของดิจิทัลอิมเมอร์ซีฟ ซึ่งผลงานศิลปะชิ้นสำคัญและชิ้นอื่นๆ ตลอดช่วงชีวิตของวินเซนต์ แวนโก๊ะ มากกว่า 3,000 ภาพ ได้ออกเดินทางมาหาเราอย่างเริงร่า โดยที่เราไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการดูงานศิลปะ ก็สามารถเข้าถึงและสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของภาพ จัดแสดงให้ชมตลอด4 เดือนเต็ม ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม-31 กรกฎาคม 2566 บนพื้นที่ขนาดใหญ่ถึง 4,120 ตารางเมตร ของ Attraction Hall ชั้น 6 ไอคอนสยาม โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 พื้นที่หลัก เพื่อให้สัมผัสความเป็นศิลปินได้อย่างเต็มอิ่ม

นิทรรศการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 พื้นที่หลักเพื่อให้สัมผัสความเป็นศิลปินของ วินเซนต์แวนโก๊ะ ได้อย่างเต็มอิ่ม ก้าวแรกกับ “Van Gogh Alive Interpretive Information” ทำความรู้จัก วินเซนต์ แวนโก๊ะ ผ่านชิ้นงานที่ถือเป็นไฮไลท์ของเขา รวมถึงจำลองห้องนอนที่มาจากภาพ “Bedroom in Arles” ภาพห้องนอนของศิลปินในเมืองอาร์ลส์ (Arles) อันเลื่องลือ ถอดแบบที่พำนักของเขาในบ้านหลังสีเหลืองทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ที่แห่งเดียวที่เขาเรียกว่า บ้าน ซึ่งจุดกำเนิดของแรงบันดาลใจในการสร้างงานสำคัญหลายต่อหลายชิ้น ซึ่งในนิทรรศการได้ถอดแบบเครื่องเรือนและการตกแต่งห้องต่างๆ ให้เหมือนกับในภาพวาดอย่างพิถีพิถัน

ก้าวต่อไปยังพื้นที่แสดงงานศิลปะ “S4 Gallery Hall” ที่นำงานเขียนอันโด่งดังระดับโลกในช่วงปี 1880-1890 มากกว่า 3,000 ภาพ มาฉายบนกำแพงสูง 6 เมตร โดยฉายลงบนผนัง 40 จุด และฉายลงบนพื้นอีก 20 จุด ประกอบดนตรีที่สื่อถึงความรู้สึกของศิลปิน แบ่งผลงานเป็นชุดตามพื้นที่ที่เขาเคยอาศัยอยู่ เพื่อให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงอารมณ์ในแต่ละช่วงชีวิตอย่างชัดเจน

เริ่มจากที่ “เนเธอร์แลนด์” ผลงานของวินเซนต์ในช่วงเวลานี้แสดงออกถึงความมืดมน ก่อนจะแต่งแต้มความสดใสใน “ปารีส” ซึ่งอยู่ในยุคอิมเพรสชันนิสม์ วินเซนต์ได้หันมาใช้โทนสีที่สดใสมากขึ้น และนับเป็นจุดกำเนิดสไตล์การวาดภาพของแวนโก๊ะ ที่ทุกคนคุ้นเคย ถัดมาเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขของเขาใน “อาร์ลส์” (Arles) เมืองทางตอนใต้ของฝรั่งเศส แม้จะเป็นความสุขเพียงช่วงสั้นๆ ก็ตาม ผลงานในช่วงนี้เริ่มมองเห็นความเจ็บป่วยทางจิตใจของวินเซนต์อยู่บ้าง

จากนั้นเป็นช่วงเวลาแสนหดหู่ที่ “แซงต์-เรมี” (Saint-Remy) ที่เขาเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล วินเซนต์ได้วาดภาพทิวทัศน์ที่ดูเงียบสงบและแสนหดหู่ แสดงให้เห็นถึงสภาพจิตที่สับสนระหว่างความวิกฤตและความสงบ ก่อนจะเข้าสู่ “โอแวร์-ซูว์-รวซ” (Auvers-sur Oise) สัมผัสความรู้สึกว่างเปล่าของเขาได้จากผลงานชิ้นสุดท้ายอันชวนหลอนของเขา แสดงออกถึงความวุ่นวายทางอารมณ์อย่างชัดเจนในวาระสุดท้ายของชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีชุดภาพเหมือนตนเองที่วินเซนต์ได้วาดไว้ตลอดชีวิตการทำงานของเขา แสดงให้เห็นถึงพลวัตของสภาวะทางอารมณ์ที่ค่อนข้างแปรปรวนของศิลปินระดับโลกคนนี้ ภายในโซนนี้ยังมีการผสมผสานกลิ่นอโรมา เพื่อกระตุ้นการรับรู้และเสริมอารมณ์ นำพาผู้ชมให้ดื่มด่ำไปกับ “แวนโก๊ะ อะไลฟ์” โดยเลือกกลิ่นหอมของสนไซเปรส ซีดาร์วู้ด แซนดอลวู้ด และลูกจันทน์เทศ มาผสานความสดชื่นกับกลิ่นเลมอนและหญ้าแฝก ซึ่งสามารถเชื่อมผู้ชมให้ใกล้ชิดกับสวนผลไม้ สวนหย่อมและทุ่งกว้าง ที่วินเซนต์ได้รังสรรค์ไว้ในผลงานชิ้นเอกอันไร้กาลเวลา

ต่อด้วยโซนที่ 3 “Van Gogh Old Town” นำเสนอเมืองที่วินเซนต์เคยอาศัยอยู่ด้วยเทคนิคผสมผสานระหว่างของจริงและดิจิทัลอาร์ต เป็นการเปิดประสบการณ์ในรูปแบบใหม่ใน 4 ธีมหลัก Fields, Starry Night, Countryside and Garden นำภาพเขียนจากพื้นที่เมืองอาร์ลส์อันงดงามมานำเสนอ คุณจะได้พบกับ “Wheat Field with Crows” และ “Noon, rest from work” ได้เห็นบ้าน “Yellow House” ที่เป็นเหมือนสวรรค์ของเขา ได้พบกับ “Starry Night” และ “The Night Café” อันแสนโรแมนติก ภาพ “The Red Cafe” ที่น่าประทับใจ รวมทั้ง “Dubigny’s Garden” ภาพสวนลับที่ดูลึกลับของเขาอีกด้วย

สำหรับโซนสุดท้าย จะเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ ห้องสอนวาดภาพแบบแวนโก๊ะ ชั้นเรียนศิลปะที่ให้ผู้ที่สนใจได้เรียนรู้ลองลงมือสร้างงานศิลป์ และห้องจัดแสดง “Letter to Theo” จดหมายถึงน้องชายคนโปรดของวินเซนต์ รวมถึงมี AI Interactive Room ที่ช่วยรังสรรค์ภาพถ่ายของคุณให้ออกมาเหมือนจิตรกรรม พร้อมพักผ่อนในบรรยากาศอาร์ตๆ กับ “Van Gogh Café by After You” ที่นำแรงบันดาลใจจากผลงานศิลปะของวินเซนต์แวนโก๊ะ มาสร้างสรรค์เครื่องดื่มและขนมหวาน อาทิ Sunflowers จากดอกทานตะวันกลายมาเป็นเครื่องดื่มสีเหลืองสดใส Mango and passion fruit frappe และ Wheat Fields รังสรรค์เป็นเมนู Iced Horicks หรือเมนูขนมแสนอร่อยอย่าง Chocolate Trifle ที่ครีเอทมาจากภาพ The Chocolate Eaters และ Mango & Passion Fruit Trifle ที่นำภาพผลงานชิ้นดัง The Starry Night มาอินสไปร์ พร้อมปิดท้ายด้วย Van Gogh Shop โซนขายของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟมีจำหน่ายสำหรับงาน “Van Gogh Alive Bangkok” เท่านั้น

เปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมที่ Thai Ticket Major ราคาบัตร VIP 1,490 บาท, บัตรทั่วไป 990 บาท และบัตรนักเรียน/นักศึกษา 480 บาทสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.1338 หรือ Facebook : ICONSIAM

สยามพิวรรธน์ จับมือ สจล. พัฒนาองค์ความรู้ธุรกิจค้าปลีก สานต่อโครงการ SIAM PIWAT Academy เพิ่มศักยภาพคนไทยบนเวทีโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/722424

สยามพิวรรธน์ จับมือ สจล. พัฒนาองค์ความรู้ธุรกิจค้าปลีก  สานต่อโครงการ SIAM PIWAT Academy เพิ่มศักยภาพคนไทยบนเวทีโลก

สยามพิวรรธน์ จับมือ สจล. พัฒนาองค์ความรู้ธุรกิจค้าปลีก สานต่อโครงการ SIAM PIWAT Academy เพิ่มศักยภาพคนไทยบนเวทีโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจค้าปลีกชั้นนำ เจ้าของและผู้บริหาร สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม และ สยาม พรีเมียม เอาท์เล็ต กรุงเทพ สานต่อโครงการ สยามพิวรรธน์ อคาเดมี (SIAM PIWAT Academy) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกันพัฒนาความรู้โครงการวิชาการ และเผยแพร่ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ สังคม และประเทศชาติ ตอกย้ำแนวคิดของสยามพิวรรธน์ในการสร้างคุณค่าร่วมกับทุกภาคส่วน พัฒนาองค์กรให้เป็นแพลตฟอร์มการเติบโตที่ดี และมีประสิทธิภาพ (Well-growing Platform) นำองค์ความรู้ในการบริหารศูนย์การค้าและสร้างประสบการณ์ระดับโลก ถ่ายทอดให้แก่ภาคการศึกษาไทย ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรในธุรกิจค้าปลีก เพิ่มศักยภาพของคนไทยให้พร้อมแข่งขันบนเวทีโลก

นายณัฐวุฒิ เกียรติไชยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ให้เกียรติร่วมลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ โดยสยามพิวรรธน์ ยึดมั่นในการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมกับการสร้างคุณค่าร่วมกันในทุกมิติให้กับผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยเฉพาะด้านการพัฒนาบุคลากรในวงการค้าปลีก ซึ่งสยามพิวรรธน์สั่งสมองค์ความรู้และประสบการณ์มายาวนานและได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในการพัฒนาโครงการที่เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะผนึกกำลังกับพันธมิตรสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ ที่บ่มเพาะกำลังคนเข้าสู่ธุรกิจศูนย์การค้าและค้าปลีกร่วมกัน ในโครงการ SIAM PIWAT Academy เพื่อสนับสนุนการเติบโตที่ดีและมีประสิทธิภาพ (Well-growing) ให้กับบุคลากรทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างรากฐานการพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศร่วมกัน”

รศ.สุธี ชุติไพจิตร คณบดี คณะวิทยาศาสตร์  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า “นับเป็นโอกาสอันดีที่ สจล. มีส่วนร่วมในการยกระดับการพัฒนาองค์ความรู้ด้านธุรกิจค้าปลีก โดยความร่วมมือครั้งนี้ ประกอบด้วย การสนับสนุนการสรรหาบุคลากร นักศึกษาฝึกงานระยะสั้นและระยะยาว การออกแบบหลักสูตรร่วมกันเพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ที่ใช้งานได้จริง การเรียนการสอนในหลักสูตรปกติในภาคปฏิบัติ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากสยามพิวรรธน์เข้ามามีส่วนร่วมการสนับสนุนบุคลากร สถานที่ เครื่องมือและอุปกรณ์ วิทยากร งบประมาณ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้และเทคโนโลยีที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานด้านวิชาการของทั้งสององค์กร การจัดกิจกรรมวิชาการตลอดจนการจัดทุนการศึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเมือง เศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติ”

สยามพิวรรธน์ อคาเดมี (SIAM PIWAT Academy) เป็นสถาบันการเรียนรู้และการบริหารจัดการที่นำองค์ความรู้ด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจค้าปลีกมาถ่ายทอดให้ภาคการศึกษาไทย ตั้งแต่ปี 2558 เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อกับพันธมิตรในการร่วมพัฒนาบุคลากรในสาขาที่ต้องการ โดยผู้บริหารระดับสูงของสยามพิวรรธน์ที่คร่ำหวอดในวงการค้าปลีกมายาวนานมาร่วมถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์ทำงานจริงในธุรกิจ

ปัจจุบัน สยามพิวรรธน์ อยู่ระหว่างการหารือกับพันธมิตรสถาบันอุดมศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ร่วมพัฒนาความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในธุรกิจค้าปลีก และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านบริหารธุรกิจศูนย์การค้าและการค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

ณัฐวุฒิ เกียรติไชยากร และ รศ.สุธี ชุติไพจิตร

ณัฐวุฒิ เกียรติไชยากร และ รศ.สุธี ชุติไพจิตร

‘แซนดี้ ลิว’กับความท้าทายบนเก้าอี้ GM โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เขาใหญ่ รีสอร์ต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/722421

‘แซนดี้ ลิว’กับความท้าทายบนเก้าอี้ GM โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เขาใหญ่ รีสอร์ต

‘แซนดี้ ลิว’กับความท้าทายบนเก้าอี้ GM โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เขาใหญ่ รีสอร์ต

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักบริหารจัดการหญิงคนเก่งผู้มากด้วยประสบการณ์ด้านการบริหารโรงแรมและรีสอร์ตหรู แซนดี้ ลิวนั่งเก้าอี้ผู้จัดการทั่วไปคนใหม่ล่าสุดของโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เขาใหญ่รีสอร์ตพร้อมนำความรู้และความสามารถเชิงกลยุทธ์ด้านการให้บริการ มาขับเคลื่อนทีมปฏิบัติการและนำความเชี่ยวชาญด้านการทำธุรกิจเชิงพาณิชย์มาบริหารทีมขายและการตลาด เพื่อนำพาโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เขาใหญ่ รีสอร์ต ก้าวขึ้นสู่การเป็นหนึ่งในรีสอร์ตสุดหรูที่ดีที่สุดของทวีปเอเชีย

สำหรับ แซนดี้ ลิว นั้นเธอไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับครอบครัว IHG เพราะก่อนหน้าที่เธอจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทั่วไป โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เขาใหญ่ รีสอร์ต เธอเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ดานัง เพนินซูลารีสอร์ต โดยตลอดระยะเวลา 3 ปี แซนดี้ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถในการบริหารจัดการและสร้างสรรค์ความพึงพอใจที่ยั่งยืนให้กับผู้เข้าพักและมาใช้บริการ ด้วยความพึงพอใจสูงสุด พร้อมยกระดับมาตรฐานการให้บริการที่เป็นเลิศให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและธุรกิจรีสอร์ตในเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม อีกด้วย

สำหรับประสบการณ์อื่นๆ ที่ผ่านมา แซนดี้ เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการบริหารโรงแรมแบรนด์หรูของประเทศสิงคโปร์เครือคาเพลลา และทำให้เธอก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้บริหารหญิงกลุ่มแรกที่ได้บริหารจัดการและขับเคลื่อนธุรกิจโรงแรมหรูอันดับหนึ่ง และพัฒนากลยุทธ์การสร้างความพึงพอใจของผู้เข้าใช้บริการในทุกภาคส่วน โดยเธอได้รับการเลื่อนตำแหน่งสู่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการบริหารจากตำแหน่งเดิม ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด โรงแรมคาเพลลา สิงคโปร์ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบสรรหาและเพิ่มพูนรายได้ให้กับโรงแรมฯ พัฒนาและดำเนินกลยุทธ์ทางการค้าในเชิงพาณิชย์ และขับเคลื่อนกิจกรรมในการสร้างแบรนด์และกิจกรรมทางการตลาด เป็นต้น

แซนดี้ จบการศึกษาจากสถาบันนานาชาติด้านการท่องเที่ยวและการจัดการโรงแรม ประเทศออสเตรีย เธอเป็นชาวสิงคโปร์โดยกำเนิดและสามารถสื่อสารได้สองภาษา คือ ภาษาอังกฤษและภาษาจีนเส้นทางสายอาชีพและการทำงานในธุรกิจโรงแรมของแซนดี้ เริ่มต้นขึ้นในตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายขาย ที่โรงแรมราฟเฟิลส์ สิงคโปร์ ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับโลก เธอได้แสดงความสามารถอย่างสร้างสรรค์ให้เห็นอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดในที่สุด

โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เขาใหญ่ รีสอร์ต ได้รับแรงบันดาลใจด้านการออกแบบมาจากเรื่องราวที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ในภูมิภาค อันเป็นเสมือนประตูสู่ภาคอีสานและต้นกำเนิดเส้นทางการคมนาคมและการเดินทางด้วยรถไฟในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่บนภูมิทัศน์ของป่าเขตร้อน ธรรมชาติอันเขียวขจี พันธุ์ไม้ สัตว์ป่า และทะเลสาบ ด้วยฝีมือการออกแบบของ “บิล เบนสลีย์” สถาปนิกและมัณฑนากรชื่อดังระดับโลกที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย เปิดให้บริการห้องพักสวีทและวิลล่าหรู จำนวน 64 ห้อง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมาตรฐานระดับโลกครบครัน อาทิ ร้านอาหารและบาร์ 5 แห่ง สระว่ายน้ำกลางแจ้ง ห้องออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์การออกกำลังกายแบบครอสฟิต สปาเพื่อสุขภาพ สโมสรสำหรับเด็ก และสนามหญ้ากลางแจ้งสำหรับบริการจัดเลี้ยงและงานแต่งงาน ทั้งนี้ สามารถเข้าเยี่ยมชได้ที่ www.intercontinental.com/khaoyai หรือติดตามข้อมูลข่าวสารและโปรโมชั่นของรีสอร์ตได้ทางสื่อสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม

น้ำมันดีต่อสุขภาพ ใช้ให้ถูก กินให้เป็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/722480

น้ำมันดีต่อสุขภาพ ใช้ให้ถูก กินให้เป็น

น้ำมันดีต่อสุขภาพ ใช้ให้ถูก กินให้เป็น

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ต้องยอมรับว่าเทรนด์รักสุขภาพตัวเองยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง นอกจากการออกกำลังกายและกินอาหารที่ดีมีประโยชน์แล้ว การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับการปรุงอาหารจึงเป็นอีกเรื่องสำคัญที่เหล่าคนรักสุขภาพต้องใส่ใจ และหนึ่งในวัตถุดิบที่เป็นกระแสมาแรงในหมู่คนรักสุขภาพคือ “น้ำมันเพื่อสุขภาพ” สำหรับวันนี้กูร์เมต์ มาร์เก็ต ออนไลน์ มีน้ำมันดีต่อสุขภาพที่สายเฮลท์ตี้ต้องมีไว้ติดครัวมาแนะนำ พร้อมวิธีการเลือกประกอบอาหารให้เหมาะกับน้ำมันแต่ละชนิด ใช้ให้ถูก กินให้เป็นก็จะได้รับประโยชน์แบบเต็มร้อย ดังนี้  

น้ำมันมะพร้าว เป็นน้ำมันที่มีวิตามินอี มีสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถใช้บำรุงผิวและผมได้ เมื่อกินเข้าไปแล้วจะสามารถเผาผลาญได้ดี จึงเหมาะกับคนที่กำลังลดความอ้วน เพราะทำให้กินมื้อต่อไปได้น้อยลง ช่วยเพิ่มระดับไขมันชนิดดี
ป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยชะลอวัย ช่วยล้างพิษขับของเสียออกจากร่างกาย และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วย น้ำมันมะพร้าว จึงเหมาะสำหรับกินแบบสดวันละ  3-4 ช้อนชา (แบ่งกินเป็นมื้อจนครบ) และสามารถผสมกับน้ำสลัดหรือเครื่องดื่มต่างๆ ได้ แต่น้ำมันมะพร้าวไม่เหมาะกับการนำไปทำอาหารที่ผ่านความร้อนทุกชนิด  

น้ำมันรำข้าว เป็นหนึ่งในน้ำมันปรุงอาหารที่ดีกับสุขภาพ ช่วยชะลอวัย บำรุงประสาท สมอง สายตา ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล ลดระดับน้ำตาลในเลือด มีไขมันไม่อิ่มตัว อุดมด้วยวิตามินอีช่วยเรื่องผิวและริ้วรอย นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยต่อสู้กับอาการติดเชื้อและโรคทั่วไปอื่นๆ ได้ด้วย น้ำมันรำข้าวสามารถสำหรับกินแบบสดๆ ได้ และสามารถใช้ปรุงอาหารที่มีความร้อนสูงได้ เช่น ผัด ทอด แต่ไม่ควรนำไปประกอบอาหารที่อุณหภูมิสูงเกินไป เพราะอาจลดคุณค่าของสารอาหาร  

 น้ำมันมะกอก เป็นน้ำมันธรรมชาติสกัดจากผลมะกอกที่คนนิยมนำมาประกอบอาหาร สารธรรมชาติในน้ำมันมะกอกช่วยลดระดับไขมันเลวในร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ ช่วยลดน้ำหนัก มีสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความดัน
โลหิต และช่วยลดอาการท้องผูก น้ำมันมะกอกบางชนิดสามารถกินแบบสดๆ ก็ได้ และสามารถนำไปผสมกับน้ำสลัด หรือใช้ปรุงเป็นซอสต่างๆ แต่น้ำมันมะกอกบางชนิดไม่เหมาะกับการกินสดเพราะฉะนั้นจึงควรอ่านฉลากก่อนบริโภคให้ดีและไม่ควรใช้น้ำมันมะกอกสำหรับเมนูทอด ผัด หรือการปรุงอาหารที่ผ่านกรรมวิธีความร้อน  

น้ำมันคาโนล่า เป็นน้ำมันที่สกัดจากต้นคาโนล่า ได้รับความนิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ มีกรดไขมันจำเป็น และโอเมก้า 6 ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ ลดการเกิดหลอดเลือดอุดตันนอกจากนี้ยังมีวิตามินอีที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้น้ำมันคาโนล่าสามารถใช้ปรุงเมนูย่าง ผัดที่ใช้ความร้อนแบบปานกลาง ใช้แทนน้ำสลัด และใช้แทนเนยในการอบขนมได้ แต่ควรบริโภคน้ำมันคาโนล่าในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้สะสมในร่างกายมากเกินไป  

น้ำมันอะโวคาโด สุดยอดน้ำมันธรรมชาติมากประโยชน์ อุดมด้วยกรดโอเลอิก ช่วยลดคอเลสเตอรอล บำรุงหัวใจ ช่วยเพิ่มไขมันดี ลดไขมันเลว ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น แก้อาการกรดไหลย้อน ท้องอืด หรือมีแก๊สในกระเพาะ นอกจากนี้ยังช่วยล้างพิษในร่างกายได้ด้วย น้ำมันอะโวคาโดสามารถปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนทุกประเภทได้ แต่ผู้ที่มีอาการแพ้ยางอะโวคาโดไม่ควรกิน เพราะฉะนั้นจึงควรศึกษาให้ดีก่อนบริโภค  

เหล่าคนรักสุขภาพทั้งหลายก็ได้รู้แล้วว่าควรเลือกน้ำมันแบบไหนไว้ติดครัวทั้งนี้ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ออนไลน์ มีทั้งน้ำมันนำเข้าและน้ำมันทางเลือกเพื่อสุขภาพมากมายให้เลือก ทุกขวดได้มาตรฐานผ่านการรับรอง ผ่านการคัดสรรใส่ใจเลือกเฉพาะของดีมาให้ช้อป เลือกน้ำมันให้เหมาะกับการใช้งานแล้วก็ต้องอย่าลืมดูแลกินอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ควบคู่กับการออกกำลังกายไปด้วย

สนใจ ช้อปผ่านแอปกูร์เมต์ มาร์เก็ต ตั้งแต่วันนี้-15 ก.พ. 2567 รับส่วนลด 200 บาท  กูร์เมต์ มาร์เก็ต ที่สุดเรื่องคุณภาพ สด ใหม่ จากทุกมุมโลก คลิก http://gourmet.link/gyXG3   

ลูกค้าใหม่ ส่งฟรี ไม่มีขั้นต่ำ ส่งไว ใน1 ชม., สำหรับลูกค้าปัจจุบัน  ส่งฟรี! จัดส่งด่วนใน1 ชั่วโมง เมื่อช้อปสินค้าครบ 2,500 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ, จัดส่งทั่วประเทศฟรี  เมื่อช้อปสินค้าครบ 1,500 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ  ตั้งแต่วันนี้-
31 ธันวาคม  2566  รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก http://gourmet.link/XyKcp