ตาลีบันสังหารผู้นำไอซิส เบื้องหลังเหตุระเบิดสนามบินคาบูลปี 64

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2689200

ตาลีบันสังหารผู้นำไอซิส เบื้องหลังเหตุระเบิดสนามบินคาบูลปี 64

26 เม.ย. 2566 14:06 น.

ตาลีบันสังหารผู้นำไอซิส เบื้องหลังเหตุระเบิดสนามบินคาบูลปี 64

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า ผู้นำกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอซิส ที่เชื่อว่าเป็นผู้วางแผนวางระเบิดที่สนามบินกรุงคาบูลในเดือนสิงหาคม 2564 ถูกสังหารโดยกลุ่มตาลีบันผู้ปกครองอัฟกานิสถาน

เหตุระเบิดฆ่าตัวตายดังกล่าวคร่าชีวิตพลเรือน 170 คน และทหารสหรัฐฯ 13 นาย ขณะที่ผู้คนพยายามหลบหนีออกจากประเทศในช่วงที่กลุ่มตาลีบันเข้ายึดครองอัฟกานิสถาน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บอกกับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสของสหรัฐฯ ว่า ผู้นำไอซิสที่ไม่มีการเปิดเผยชื่อรายนี้ ถูกสังหารเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน แต่ต้องใช้เวลาเพื่อยืนยันการเสียชีวิตของเขา เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่า พวกเขาได้ข้อมูลดังกล่าวการเสียชีวิตจากการรวบรวมข่าวกรองและเฝ้าสังเกตการณ์ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าพวกเขารู้ได้อย่างไรว่าผู้นำไอซิสรายดังกล่าวเป็นผู้รับผิดชอบในการวางระเบิด

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ สหรัฐฯ ทราบข่าวการเสียชีวิตของผู้นำไอซิสเมื่อต้นเดือนเมษายน ยังไม่ชัดเจนว่าเขาตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มตาลีบัน หรือถูกสังหารระหว่างการต่อสู้อย่างต่อเนื่องระหว่างกลุ่มไอซิสและกลุ่มตาลีบัน

โดยในวันจันทร์ สหรัฐฯ เริ่มแจ้งข่าวการเสียชีวิตของผู้นำไอซิสให้แก่ครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยนายดาริน ฮูเวอร์ บิดาของจ่านาวิกโยธิน เทย์เลอร์ ฮูเวอร์ ซึ่งเสียชีวิตในเหตุระเบิด ยืนยันกับซีบีเอสว่า เขาได้รับแจ้งข่าวจากกองทัพแล้ว นายฮูเวอร์กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันอังคารว่า “พวกเขาไม่สามารถบอกรายละเอียดใดๆ ของปฏิบัติการได้ แต่พวกเขาระบุว่าแหล่งข่าวของพวกเขาเชื่อถือได้สูง และพวกเขาได้รับจากหลายแหล่งว่าบุคคลนี้ถูกสังหารจริง” 

เหตุระเบิดเกิดขึ้นหลายชั่วโมงหลังจากรัฐบาลตะวันตกเตือนพลเมืองของพวกเขาให้อยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติคาบูล เนื่องจากภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้นจากการโจมตีของกลุ่มไอเอส-เค ซึ่งเป็นสาขาย่อยของกลุ่มไอซิสในอัฟกานิสถาน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 26 สิงหาคม 2564 ที่ประตูแอบบี้ เกต ซึ่งเป็นหนึ่งในประตูทางเข้าสนามบิน เมื่อมือระเบิดฆ่าตัวตายเดินเข้าไปท่ามกลางครอบครัวที่รออยู่นอกประตู ฝูงชนจำนวนมากมารวมตัวกันในพื้นที่ โดยหวังว่าจะได้รับอนุญาตให้เดินทางไปพร้อมเที่ยวบินอพยพเมื่อกองทหารสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถาน

สหรัฐฯ ใช้โดรนโจมตีในกรุงคาบูลหลายวันต่อมา โดยระบุว่ามีเป้าหมายเป็นมือระเบิดฆ่าตัวตาย แต่ยอมรับว่าขีปนาวุธดังกล่าวคร่าชีวิตพลเรือน 10 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 7 คน ต่อมาพวกเขาเสนอรางวัล 10 ล้านดอลลาร์ ให้กับใครก็ตามที่มีข้อมูลซึ่งนำไปสู่การจับกุมหรือตัดสินลงโทษ ของผู้ที่รับผิดชอบต่อการโจมตี หรือสำหรับการจับกุมนายซานาอุลเลาะห์ กาฟารี ผู้นำกลุ่มไอเอส-เค

ทั้งนี้ การถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถานในเดือนสิงหาคม 2564 ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามที่ยาวนานที่สุดของอเมริกา มันนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลและกองทัพอัฟกานิสถาน ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนมานานสองทศวรรษ นอกจากนี้ยังนำไปสู่การคืนอำนาจให้กับกลุ่มตาลีบัน

ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในและต่างประเทศหลังการถอนตัว หลายคนแสดงความไม่พอใจต่อการละทิ้งชาวอัฟกานิสถานและยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้สั่งให้มีการพิจารณาการกำลัง ในรายงานซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนนี้ บทวิจารณ์ดังกล่าวกล่าวโทษอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนั้น โดยกล่าวว่าฝ่ายบริหารของไบเดน “ถูกจำกัดอย่างร้ายแรง” จากการตัดสินใจของนายทรัมป์ ซึ่งรวมถึงข้อตกลงในปี 2563 กับกลุ่มตาลีบันเพื่อยุติสงคราม.

UN เตือน มนุษย์กำลังพ่ายศึกโลกร้อน ธารน้ำแข็งละลายเร็วเกินคาด (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2688801

UN เตือน มนุษย์กำลังพ่ายศึกโลกร้อน ธารน้ำแข็งละลายเร็วเกินคาด (คลิป)

26 เม.ย. 2566 12:03 น.

UN เตือน มนุษย์กำลังพ่ายศึกโลกร้อน ธารน้ำแข็งละลายเร็วเกินคาด (คลิป)


องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกของสหประชาชาติ (WMO) ออกรายงานเรื่อง ‘ภาพรวมภูมิอากาศโลกประจำปี 2022’ พบว่า ปีที่แล้วธารน้ำแข็งทั่วโลกละลายเร็วอย่างน่าตะลึง และการช่วยชีวิตธารน้ำแข็งบนโลกคือความพ่ายแพ้อย่างแท้จริง

รายงานของ WMO ที่ออกมาเมื่อ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา พบว่า ช่วง 8 ปีที่แล้ว
อุณหภูมิโลกอุ่นสุดเท่าที่บันทึกมา ขณะที่ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก อย่างเช่น ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก็พุ่งแตะระดับสูงสุดครั้งใหม่ ในขณะที่น้ำแข็งในมหาสมุทรแอนตาร์กติกได้ลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ การละลายของธารน้ำแข็งในยุโรปบางแห่งผิดไปจากแผนที่วางไว้อย่างแท้จริง

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกของสหประชาชาติ หรือ WMO ยังพบว่า ช่วงปี 2013-2022 ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทุบสถิติ หรือเฉลี่ยแล้ว น้ำทะเลสูงขึ้นถึงปีละ 4.62 มม. ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับระหว่างปี 1993-2002

ขณะที่ในปี 2022 อุณหภูมิโลกก็สูงขึ้น 1.15 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระหว่างปี 1850-1900

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=476&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fthairath%2Fvideos%2F606436001535212%2F&show_text=false&width=476&t=0

นายเพตเทอรี ทาลาส เลขาธิการใหญ่ของ WMO กล่าวถึงสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศบนโลก ที่นำไปสู่การเกิดภาวะโลกร้อนนั้น ทำให้เมื่อปีที่ผ่านมา พวกเรามีการทำลายสถิติหลายอย่างอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการทำลายสถิติในเรื่องความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก อย่างเช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ โดยเมื่อปีที่แล้ว พวกเราได้เห็นความเข้มข้นของก๊าซมีเทนที่เพิ่มขึ้นในรอบปีครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่เริ่มวัดกันมาเลยทีเดียว

ภาพธารน้ำแข็ง Fee Glacier ในสวิตเซอร์แลนด์ ละลายจนไม่เหลือ เมื่อก.ค.2565
ภาพธารน้ำแข็ง Fee Glacier ในสวิตเซอร์แลนด์ ละลายจนไม่เหลือ เมื่อก.ค.2565

เลขาธิการใหญ่ของ WMO บอกว่า พวกเราได้พ่ายแพ้ในเกมช่วยชีวิตธารน้ำแข็งที่กำลังละลาย เพราะพวกเราได้สร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จนมีความเข้มข้นสูงมากไปเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ ภูเขาน้ำแข็งจำนวนมากจะหายไป และความหนาของธารน้ำแข็งที่แอนตาร์กติกและกรีนแลนด์ จะยังคงหายไปอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากพวกเราไม่ช่วยกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ ออกไปจากชั้นบรรยากาศโลก…

สิงคโปร์แขวนคอประหารนักโทษคดีนำกัญชาเข้าประเทศ 1 กก.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2689163

สิงคโปร์แขวนคอประหารนักโทษคดีนำกัญชาเข้าประเทศ 1 กก.

26 เม.ย. 2566 11:55 น.

สิงคโปร์แขวนคอประหารนักโทษคดีนำกัญชาเข้าประเทศ 1 กก.

สิงคโปร์ลงโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอผู้ต้องขังที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาคบคิดกันลอบนำเข้ากัญชามากกว่า 1 กิโลกรัมแล้วในวันนี้ แม้ได้รับการร้องขอจากครอบครัว นักเคลื่อนไหว และสหประชาชาติให้สิงคโปร์ยกเลิกโทษประหาร

ครอบครัวของ นายทังการาจู ซุปเปียห์ ชาวสิงคโปร์ วัย 46 ปี เปิดเผยว่า เขาถูกแขวนคอที่เรือนจำชางงีในช่วงเช้าวันพุธ ด้านนักเคลื่อนไหวกล่าวว่า เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดเนื่องจากหลักฐานไม่ชัดเจน และถูกจำกัดการเข้าถึงทางกฎหมายในระหว่างการดำเนินคดี ขณะที่เจ้าหน้าที่กล่าวว่า เขาได้รับกระบวนการที่เหมาะสมและวิพากษ์วิจารณ์นักเคลื่อนไหวที่ตั้งคำถามต่อศาล

สิงคโปร์มีกฎหมายต่อต้านยาเสพติดที่เข้มงวดที่สุดในโลก ซึ่งระบุว่าเป็นอุปสรรคที่จำเป็นในการป้องกันอาชญากรรมยาเสพติด โดยเมื่อปีที่แล้ว สิงคโปร์ประหารชีวิตบุคคล 11 คนในข้อหายาเสพติด รวมทั้งชายผู้บกพร่องทางสติปัญญาด้วยข้อหาค้าเฮโรอีน

เมื่อวันพุธ ครอบครัวของนายซุปเปียห์รวมตัวกันที่เรือนจำชางงี ทางตะวันออกของประเทศ เคิร์สเทน ฮาน นักเคลื่อนไหวต่อต้านโทษประหารชีวิตกล่าวว่า “ครอบครัวบอกว่าพวกเขาจะไม่ยอมแพ้จนกว่าจะถึงวาระสุดท้าย มันเป็นประสบการณ์ที่บาดใจพวกเขามาก” และกล่าวว่า “พวกเขายังมีคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบมากมายเกี่ยวกับคดีนี้ และหลักฐานที่เอาผิดเขา”

นักเคลื่อนไหวกล่าวว่า กฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวดของสิงคโปร์ และการใช้โทษประหารชีวิตทำให้กฎหมายนี้ขัดแย้งกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคมากขึ้นเรื่อยๆ

ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ยกเลิกโทษประหารภาคบังคับเมื่อต้นเดือนนี้ โดยกล่าวว่าโทษประหารเหล่านี้ไม่ได้มีผลยับยั้งอาชญากรรม ในหลายประเทศไม่มีการลงโทษจำคุกสำหรับความผิดที่เกี่ยวข้องกับกัญชาอีกต่อไป รวมถึงในประเทศเพื่อนบ้านเช่นไทยที่กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย

เมื่อวันอังคาร ศาลของสิงคโปร์ได้ปฏิเสธคำอุทธรณ์ในนาทีสุดท้ายจากครอบครัวของนายซุปเปียห์ ต่อคำตัดสินของเขาในปี 2561

ในช่วงไม่กี่วันมานี้ ครอบครัวและนักเคลื่อนไหวได้ส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีฮาลิมาห์ ยาคอบ ของสิงคโปร์ เพื่อขอลดโทษในนาทีสุดท้าย ขณะที่เซอร์ริชาร์ด แบรนสัน มหาเศรษฐีชาวอังกฤษเรียกร้องให้ยุติการประหารชีวิตและทบทวนคดีนี้

ด้านลีลา ซัปเปียห์ น้องสาวของชายผู้เคราะห์ร้ายกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า “ฉันรู้ว่าพี่ชายของฉันไม่ได้ทำอะไรผิด ฉันขอให้ศาลพิจารณาคดีของเขาตั้งแต่ต้น” 

นายทังการาจู ซุปเปียห์ ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหา “สนับสนุนโดยการสมรู้ร่วมคิดในการค้ายาเสพติดประเภทกัญชา” 1,017.9 กรัม ซึ่งเป็นสองเท่าของปริมาณขั้นต่ำที่สิงคโปร์กำหนดให้ต้องโทษประหารชีวิต จากมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ในปี 2556 แม้ไม่พบสารเสพติดที่นายซุปเปียห์หรือในขณะนำส่ง แต่อัยการกล่าวว่าเขามีหน้าที่รับผิดชอบในการประสานงาน และพวกเขาสืบพบหมายเลขโทรศัพท์สองหมายเลขที่ผู้ขนส่งยาเสพติดใช้กลับมาหาเขา

เขาอ้างว่าเขาไม่ใช่คนที่ติดต่อกับคนอื่นที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เขาบอกว่าเขาทำโทรศัพท์เครื่องหนึ่งหายและปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องที่สอง

กฎหมายของสิงคโปร์กำหนดให้มีโทษประหารชีวิตสำหรับการค้ายาเสพติด และมีบทลงโทษน้อยกว่าสำหรับผู้จัดส่ง แต่ในการอุทธรณ์ครั้งสุดท้ายของนายทังการาจู ซุปเปียห์ ผู้พิพากษาเห็นด้วยกับการฟ้องร้องว่า เขามีหน้าที่รับผิดชอบในการประสานงานการจัดส่ง ซึ่งทำให้เขาไม่มีสิทธิ์ได้รับการผ่อนปรนโทษ

นักเคลื่อนไหวแสดงความกังวลว่าเขาไม่ได้รับสิทธิ์เข้าถึงล่ามภาษาทมิฬอย่างเพียงพอ และต้องโต้แย้งการอุทธรณ์ครั้งสุดท้ายของเขาด้วยตัวเอง เนื่องจากครอบครัวของเขาไม่สามารถหาทนายความได้ ด้านทางการสิงคโปร์กล่าวว่า นายซุปเปียห์ร้องขอล่ามระหว่างการพิจารณาคดีเท่านั้น ไม่ใช่ก่อนหน้านี้ พวกเขาเสริมว่าเขาสามารถเข้าถึงที่ปรึกษากฎหมายได้ตลอดกระบวนการ

เซอร์ริชาร์ด แบรนสัน ซึ่งเคยวิพากษ์วิจารณ์การประหารชีวิตนายเอนทราน ธรรมาลิงกัม ผู้บกพร่องทางสติปัญญาในปี 2565 กล่าวว่า คดีล่าสุดนี้ “น่าตกใจในหลายระดับ” ขณะที่กระทรวงมหาดไทยของสิงคโปร์กล่าวโต้แย้งคำกล่าวหาของแบรนสัน ว่าเขา “ไม่เคารพผู้พิพากษา และระบบยุติธรรมทางอาญาของสิงคโปร์”

กระทรวงฯ กล่าวว่า โทษประหารเป็น “องค์ประกอบสำคัญ” ในแนวทางหลายแง่หลายมุมที่ได้ผลในการรักษาความปลอดภัยของสิงคโปร์.

“โจ ไบเดน” ประกาศลงสมัครเลือกตั้ง ปธน. สมัย 2 ย้ำอายุเป็นเพียงตัวเลข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2689125

"โจ ไบเดน" ประกาศลงสมัครเลือกตั้ง ปธน. สมัย 2 ย้ำอายุเป็นเพียงตัวเลข

26 เม.ย. 2566 10:01 น.

“โจ ไบเดน” ประกาศลงสมัครเลือกตั้ง ปธน. สมัย 2 ย้ำอายุเป็นเพียงตัวเลข

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ วัย 80 ปี ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะลงชิงชัยประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เพื่อสะสางงานให้เสร็จสิ้น วอนประชาชนสนับสนุน ย้ำมาตลอดอายุเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น ขอให้ดูที่ผลงาน

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2566 เว็บไซต์ข่าว CNN รายงานว่า นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ วัย 80 ปี ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะลงชิงชัยตำแหน่งผู้นำประเทศเป็นสมัยที่ 2 เพื่อสะสางงานให้เสร็จสิ้น ตามแผนงานต่างๆ ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน

อย่างไรก็ดี การเลือกตัวแทนพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจะมีขึ้นในปีหน้า แต่เป็นที่คาดการณ์ว่า โอกาสที่พรรคเดโมแครตจะเลือกผู้ท้าชิงคนอื่นเป็นตัวแทนพรรคนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้จะเป็นอีกครั้งที่นายไบเดน จะได้เผชิญหน้ากับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2563 

ทั้งนี้ นายไบเดน เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีอายุมากที่สุด นับจากวันที่ทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง และหากได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2567 นายไบเดน จะมีอายุ 82 ปีในวันที่เริ่มการทำงานสมัยที่ 2.

อินเดียกับการวางแผนครอบครัว: เมื่อประชากรอินเดียกำลังจะแซงหน้าจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2688533

อินเดียกับการวางแผนครอบครัว: เมื่อประชากรอินเดียกำลังจะแซงหน้าจีน

26 เม.ย. 2566 10:00 น.

อินเดียกับการวางแผนครอบครัว: เมื่อประชากรอินเดียกำลังจะแซงหน้าจีน

  • สำนักกิจการเศรษฐกิจและสังคมของสหประชาชาติ กล่าวว่า ภายในสิ้นเดือนเมษายน ประชากรอินเดียคาดว่าจะถึง 1,425,775,850 คน ซึ่งจะแซงหน้าจำนวนประชากรของจีนแผ่นดินใหญ่
  • คาดกันว่าอินเดียมีประชากรเพิ่มขึ้น 210 ล้านคน หรือเกือบเท่าจำนวนประชากรในบราซิล นับตั้งแต่การสำรวจสำมะโนประชากรครั้งล่าสุดเมื่อ 12 ปีก่อน โดยปี 2563 อินเดียมีประชากรเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านคนในแต่ละเดือน
  • รูปแบบการป้องกันการตั้งครรภ์ที่ใช้มากที่สุดในอินเดียคือการทำหมันหญิง ซึ่งคิดเป็น 38% ของการคุมกำเนิดทั้งหมด ส่วนอัตราการทำหมันชายคิดเป็นเพียง 0.3% ของวิธีการคุมกำเนิดทั้งหมด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสังคมปิตาธิปไตย ผู้ชายมากกว่าหนึ่งในสามถือว่าการคุมกำเนิดเป็น “เรื่องของผู้หญิง”

สำนักกิจการเศรษฐกิจและสังคมของสหประชาชาติ กล่าวว่า ภายในสิ้นเดือนเมษายน ประชากรอินเดียคาดว่าจะถึง 1,425,775,850 คน ซึ่งจะแซงหน้าจำนวนประชากรของจีนแผ่นดินใหญ่ ส่งผลให้การวางแผนครอบครัวของอินเดียอยู่ภายใต้แรงกดดันให้รักษาอัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลง

แม้จำนวนประชากรที่แน่นอนของอินเดียในปัจจุบัน ยังคงไม่มีตัวเลขที่แน่ชัด เนื่องจากข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการสำรวจสำมะโนประชากรในปี 2564 ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากโควิด-19 แต่สัญญาณทั้งหมดบ่งชี้ถึงการเติบโตแบบทวีคูณ ในขณะที่อัตราการเพิ่มประชากรที่สูงของจีนก่อนหน้านี้ เริ่มเข้าสู่การชะลอตัว แต่ของอินเดียกลับยังคงสูงขึ้น

เป็นที่คาดกันว่าอินเดียมีประชากรเพิ่มขึ้น 210 ล้านคน หรือเกือบเท่าจำนวนประชากรในบราซิล นับตั้งแต่การสำรวจสำมะโนประชากรครั้งล่าสุดเมื่อ 12 ปีก่อน โดยปี 2563 อินเดียมีประชากรเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านคนในแต่ละเดือน ปัจจุบัน ประชากรของอินเดียและจีน มีจำนวนเท่ากับทวีปแอฟริกาทั้งทวีป และมากกว่าของทวีปยุโรปและอเมริการวมกัน

แต่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ที่จำนวนประชากรในอินเดียเพิ่มสูงขึ้น อัตราการเจริญพันธุ์กลับลดลง ในปี 2507 ผู้หญิงอินเดียมีลูกโดยเฉลี่ย 6 คน ปัจจุบันมีลูกเกือบ 2 คน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบริการวางแผนครอบครัวของรัฐ ซึ่งอินเดียอ้างว่าเป็นประเทศแรกที่ให้บริการเมื่อปี 2495

อนิตา ราช ศาสตราจารย์ด้านสาธารณสุขโลก ผู้อำนวยการศูนย์ความเสมอภาคทางเพศและสุขภาพ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-ซานดิเอโก กล่าวว่า  “เป้าหมายหลักคือการชะลอการเติบโตของประชากร เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ 

โครงการนี้ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยการสำรวจสุขภาพครอบครัวของอินเดียในปี 2565 พบว่าเกือบ 100% ของหญิงและชายที่แต่งงานแล้ว อายุ 15-49 ปี ทราบวิธีการคุมกำเนิดอย่างน้อยหนึ่งวิธี หน่วยงานด้านสาธารณสุขเป็นผู้ให้บริการ 68% ของผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดสมัยใหม่ โดยการใช้ผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการทางการแพทย์ที่ใช้ในการป้องกันการตั้งครรภ์ เช่น ถุงยางอนามัย ยาเม็ด และห่วงอนามัย ตรงข้ามกับวิธีดั้งเดิม เช่นการงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์

การทำหมัน


รูปแบบการป้องกันการตั้งครรภ์ที่ใช้มากที่สุดในอินเดียคือการทำหมันหญิง ซึ่งคิดเป็น 38% ของการคุมกำเนิดทั้งหมด ราช กล่าวว่า “ความสำคัญของโครงการวางแผนครอบครัวระดับชาติในอดีต อยู่ที่ขนาดของครอบครัว ดังนั้น การทำหมันจึงกลายเป็นจุดสนใจ”

อย่างไรก็ตาม อัตราการทำหมันชาย คิดเป็นเพียง 0.3% ของวิธีการคุมกำเนิดทั้งหมด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสังคมปิตาธิปไตย การสำรวจสุขภาพของครอบครัวพบว่า ผู้ชายมากกว่าหนึ่งในสามถือว่าการคุมกำเนิดเป็น “เรื่องของผู้หญิง” ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิทางเพศในอินเดียกล่าวว่า มีการต่อต้านการทำหมันชาย เนื่องจาก “ความอัปยศและข้อห้ามที่ยังคงอยู่” 

ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้รัฐบาลอินเดียเริ่มขับเคลื่อนมวลชนด้วยการทำหมันชาย เพื่อการควบคุมจำนวนประชากร การบังคับใช้กฎหมายนี้อย่างหนัก ส่งผลทำให้ผู้ชายถูกกดดันให้ทำหมัน เพราะความเจ็บปวดจากการต้องหักเงินเดือนหรือตกงาน ชายที่มีฐานะยากจน เสี่ยงถูกตำรวจจับจากสถานีรถไฟและสถานีขนส่ง ก่อนถูกส่งไปทำหมัน

ความพยายามของรัฐยังคงหลีกเลี่ยงวิธีการคุมกำเนิดที่หลากหลาย การทำหมันสำหรับผู้ชายและผู้หญิงถูกสร้างแรงจูงใจด้วยการจ่ายเงิน และบางรัฐได้นโยบายลูกสองคนมาใช้ พร้อมเสนอบทลงโทษ เช่น การห้ามเข้าทำงานราชการสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม โดยหน่วยงานด้านสุขภาพเอกชน เป็นผู้ให้บริการหลักในการคุมกำเนิดด้วยยาเม็ด ยาฉีด และถุงยางอนามัย

การคุมกำเนิด


นอกเหนือจากการสร้างภาระให้กับผู้หญิงแล้ว การพึ่งพาการทำหมันจากผู้หญิงยังจำกัดทางเลือกของผู้หญิงอีกด้วย ราช กล่าวว่า “การทำหมันไม่รองรับการเว้นระยะการคลอด ซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพ และการอยู่รอดของมารดาและทารก นอกจากนี้ ยังไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา เพื่อให้แน่ใจว่าผู้หญิงสามารถควบคุมช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ได้ แต่เป็นการจำกัดเวลาเท่านั้น”

“หากการทำหมันเป็นทางเลือกของผู้หญิง และสนับสนุนสุขภาพของผู้หญิง นั่นก็ไม่เป็นไร แต่บ่อยครั้งที่การตัดสินใจเหล่านี้ สร้างขึ้นจากความคาดหวังของครอบครัวและชุมชน”

สภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ยังกำหนดทางเลือกของผู้หญิงมากมาย เกี่ยวกับการวางแผนครอบครัว การสำรวจสุขภาพครอบครัวในปี 2565 พบว่า ผู้หญิงที่ยากจนและมีการศึกษาน้อยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท มีแนวโน้มที่จะมีลูกมากขึ้นเมื่ออายุน้อย และเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัวน้อยกว่าผู้หญิงที่ร่ำรวยกว่า มีการศึกษา และอยู่ในเมือง

สภาพภูมิศาสตร์ก็มีบทบาทเช่นกัน โดยผู้หญิงในพื้นที่ยากจนที่สุดของอินเดียตะวันออก มีโอกาสน้อยที่จะใช้วิธีคุมกำเนิดใดๆ เลย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีโอกาสน้อยที่จะใช้วิธีคุมกำเนิดสมัยใหม่

อลิสแตร์ เคอร์รี ผู้จัดการแคมเปญจาก Population Matters องค์กรการกุศลในสหราชอาณาจักร ที่เน้นเรื่องขนาดของประชากรกล่าวว่า “หลักฐานจากทั่วโลกแสดงให้เห็นว่า เมื่อผู้หญิงได้รับทางเลือกในการควบคุมภาวะเจริญพันธุ์และโอกาสรอบตัว เช่น การศึกษาและโอกาสทางเศรษฐกิจ คุณมักจะเห็นขนาดครอบครัวลดลงเสมอ” 

การคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรของอินเดียจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า การประมาณการ “ตัวแปรผันปานกลาง” ของสหประชาชาติ ระบุว่า การเติบโตสูงสุดอยู่ที่ 1.7 พันล้านคนในปี 2607 การประมาณการ “ตัวแปรต่ำ” จะเห็นว่าเส้นการเติบโตเริ่มแบนราบในปี 2590

ความพยายามของรัฐบาลอินเดีย กำลังชะลอการเติบโตของประชากรในอัตราที่รวดเร็วขึ้น แต่ข้อมูลบ่งชี้ว่าการวางแผนครอบครัวมีบทบาทมากขึ้น ยังคงมีช่องว่างที่สำคัญระหว่างอัตราการเจริญพันธุ์ที่ต้องการ หรือจำนวนลูกที่ผู้หญิงต้องการมี ที่ 1.6 และอัตราการเจริญพันธุ์ที่แท้จริงที่ 2

นอกจากนี้ การเติบโตของจำนวนประชากรยังพุ่งกระฉูด โดยเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรอินเดีย มีอายุต่ำกว่า 25 ปี ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีลูกเป็นของตนเองในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ในขณะนี้ กลุ่มประชากรจำนวนมาก ขาดข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการคุมกำเนิด เพราะมักเกิดความมีอคติที่มาพร้อมกับโครงการวางแผนครอบครัว เนื่องจากมันถูกเรียกว่า “การวางแผนครอบครัว” หลายคนรู้สึกว่ามันไม่ได้มุ่งเป้าไปที่พวกเขา ขณะที่มีความจำเป็นต้องนำประชากรวัยรุ่นเข้าสู่การพูดคุยเรื่องการคุมกำเนิด แต่ในตอนนี้พบว่าพวกเขาถูกกีดกัน และนั่นเป็นเรื่องที่น่าตกใจ.

เดินขบวนประท้วง ‘Just Stop Oil’ กลางลอนดอน หวังบรรเทาวิกฤติโลกร้อน (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2688883

เดินขบวนประท้วง ‘Just Stop Oil’ กลางลอนดอน หวังบรรเทาวิกฤติโลกร้อน (คลิป)

เดินขบวนประท้วง ‘Just Stop Oil’ หยุดยั้งการออกใบอนุญาตขุดเจาะน้ำมันใหม่ ที่ก่อปัญหาโลกร้อน ลามทั่วเอเชีย

เมื่อ 25 เม.ย. 2566 บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียมรายงานจากกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ว่า ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 24 เมษายน 2566 มีผู้ออกมาเดินขบวนประท้วงมากกว่า 160 คน ทำให้การจราจรติดขัดทั่วย่านเวสต์เอนด์ของลอนดอน โดยผู้ประท้วงได้ปิดกั้นการจราจรใน 7 จุดทั่ว West End, Westminster และ South London เพื่อหยุดยั้งการออกใบอนุญาตขุดเจาะน้ำมันใหม่ ที่ก่อปัญหาโลกร้อนลามทั่วเอเชีย

ผู้ประท้วงหลายสิบคนตั้งแถวถือป้าย แล้วค่อยๆ เดินไปตาม Haymarket ซึ่งเป็นทางสัญจรหลักที่วิ่งระหว่าง Piccadilly Circus และ Trafalgar Square เป็นที่ตั้งของโรงละคร โรงแรม และร้านอาหารหลายแห่ง การจราจรได้รับผลกระทบตามถนนหลายสาย อาทิ Strand, Kennington Lane และ Waterloo Bridge

“เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังอยู่ในพื้นที่ และเราจะตั้งเป้าให้การจราจรกลับมาเคลื่อนไหวอย่างอิสระอีกครั้งโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อความปลอดภัย” เจ้าหน้าที่ตำรวจลอนดอน ระบุ

ในเวลา 13.00 น. มีผู้ร่วมเดินขบวนประท้วงหลายร้อยคนออกเดินทางจากจัตุรัสรัฐสภา เดินขบวนไปยังอาคารเชลล์พร้อมกับผู้สนับสนุนกลุ่ม Extinction Rebellion และกลุ่มอื่นๆ เพื่อเรียกร้องให้ยุติยุคเชื้อเพลิงฟอสซิล

โฆษกของ Just Stop Oil กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชียกำลังเจอสภาพอากาศร้อนระอุ เป็นภัยคุกคามชีวิตผู้คนหนึ่งในสามของโลก แต่รัฐบาลนี้กลับไม่สนใจ

พวกเขากำลังทำให้มันแย่ลงไปอีก โดยออกใบอนุญาตน้ำมันและก๊าซใหม่ รวมทั้งปิดปากผู้คัดค้านและจำคุกผู้ที่ต่อต้าน”

“น้ำมันและก๊าซที่มากขึ้นหมายถึงคลื่นความร้อนที่มากขึ้น พืชผลการเกษตรล้มเหลวและล้มตายมากขึ้น นับเป็นการก่ออาชญากรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ รัฐบาลหมดความชอบธรรม พวกเขากำลังวางแผนสังหารพลเมืองอังกฤษหลายแสนคนอย่างไม่สนใจ”

เครดิตภาพและวิดีโอ บุญธง ก่อมงคลกูล

ตะลึง จีนเผยชุดภาพสี ‘ดาวอังคาร’ ทั้งดวงครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2688713

ตะลึง จีนเผยชุดภาพสี ‘ดาวอังคาร’ ทั้งดวงครั้งแรก

25 เม.ย. 2566 17:05 น.

ตะลึง จีนเผยชุดภาพสี ‘ดาวอังคาร’ ทั้งดวงครั้งแรก

องค์การบริหารอวกาศจีน เผยชุดภาพสี ดาวอังคาร ทั้งดวงครั้งแรก อ้างอิงข้อมูลภาพกว่า 1.4 หมื่นภาพ จากภารกิจ ‘เทียนเวิ่น1’ ส่งยานสำรวจดาวอังคาร

เมื่อ 25 เม.ย. 2566 สำนักข่าวซินหัวรายงาน องค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน และสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน ร่วมกันเผยแพร่ชุดภาพดาวอังคารทั้งดวงที่ได้จากภารกิจสำรวจดาวอังคารครั้งแรกของจีน เมื่อวันจันทร์ (24 เม.ย.) ที่ผ่านมา 

ชุดภาพสีของดาวอังคารข้างต้นถูกเผยแพร่ในพิธีเปิดวันอวกาศจีน (Space Day of China) ที่นครเหอเฝย เมืองเอกของมณฑลอันฮุยทางตะวันออกของจีน

ภาพเหล่านี้ประกอบด้วยการฉายภาพซีกตะวันออกและตะวันตกของดาวอังคาร เส้นโครงแผนที่แบบโรบินสันของดาวอังคาร รวมถึงเส้นโครงแผนที่แบบเมอร์เคเตอร์และเส้นโครงแผนที่คงทิศทางของดาวอังคาร ซึ่งถูกประมวลผลตามมาตรฐานการจัดทำแผนที่ความละเอียดเชิงพื้นที่ 76 เมตร

องค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีนฯ เผยชุดภาพสี ของดาวอังคาร ทั้งดวงเป็นครั้งแรก
องค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีนฯ เผยชุดภาพสี ของดาวอังคาร ทั้งดวงเป็นครั้งแรก

องค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน ระบุว่าภาพเหล่านี้อ้างอิงจากข้อมูลภาพ 14,757 ภาพ ซึ่งได้มาจากกล้องบันทึกภาพการสำรวจระยะไกลบนยานโคจรเทียนเวิ่น-1 ในช่วงระยะเวลา 8 เดือน นับจากเดือนพฤศจิกายน 2564 จนถึงกรกฎาคม 2565

ทั้งนี้ ภารกิจเทียนเวิ่น-1 ประกอบด้วยยานโคจร ยานลงจอด และยานสำรวจพื้นผิว ถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศวันที่ 23 ก.ค. 2563 และเข้าสู่วงโคจรของดาวอังคารหลังจากเดินทางนาน 202 วัน

ยานลงจอดที่บรรทุกยานสำรวจพื้นผิว ‘จู้หรง’ ได้ลงจอดบนดาวอังคาร วันที่ 15 พ.ค. 2564 ณ ตอนใต้ของยูโทเปีย พานิเทีย ที่ราบขนาดมหึมาทางซีกเหนือของดาวอังคาร โดยยานจู้หรงวิ่งลงจากแพลตฟอร์มลงจอดแตะพื้นผิวดาวอังคาร วันที่ 22 พ.ค. 2564 เพื่อเริ่มต้นสำรวจดาวเคราะห์แดงดวงนี้

จาง หรงเฉียว หัวหน้านักออกแบบประจำภารกิจสำรวจดาวอังคารครั้งแรกของจีน กล่าวว่าชุดภาพดาวอังคารทั้งดวงนี้จะเป็นแผนที่ฐานที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้นสำหรับการสำรวจดาวอังคารและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

“เทียนเวิ่น-1 ได้สร้างคุณประโยชน์สำคัญต่อการสำรวจอวกาศห้วงลึกของมนุษย์” จางกล่าว พร้อมเสริมว่าจะมีการเผยแพร่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของเทียนเวิ่น-1 สู่ทั่วโลกตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. นี้

ทีมนักวิจัยยังระบุสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จำนวนมากของบริเวณใกล้พื้นที่ลงจอดจากภาพดาวอังคารความละเอียดสูง โดยสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล (IAU) ได้ตั้งชื่อสิ่งบ่งชี้ฯ จำนวน 22 รายการ ตามหมู่บ้านและตำบลทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีประชากรน้อยกว่าหนึ่งแสนคนในจีน

“ข้อมูลการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ที่ได้จากภารกิจเทียนเวิ่น-1 จะมีส่วนส่งเสริมความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับดาวอังคารของมนุษย์” องค์การฯ ระบุ

องค์การฯ ระบุว่ายานโคจรเทียนเวิ่น-1 ได้ทำการตรวจสอบดาวอังคารจากระยะไกล เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2565 โดยปัจจุบันยานโคจรเทียนเวิ่น-1 ปฏิบัติงานในสภาพดีมานานกว่า 1,000 วัน และยังคงสะสมข้อมูลดิบจากการสำรวจระยะไกล ส่วนยานสำรวจพื้นผิวจู้หรงได้เดินทางบนดาวอังคารเป็นระยะทาง 1,921 เมตรแล้ว

ขอบคุณข้อมูล-ภาพ : Xinhua

Netflix ทุ่มงบ 2.5 พันล้านให้คอนเทนต์เกาหลี ตามกระแสสควิดเกมฟีเวอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2688538

Netflix ทุ่มงบ 2.5 พันล้านให้คอนเทนต์เกาหลี ตามกระแสสควิดเกมฟีเวอร์

25 เม.ย. 2566 15:14 น.

Netflix ทุ่มงบ 2.5 พันล้านให้คอนเทนต์เกาหลี ตามกระแสสควิดเกมฟีเวอร์

Netflix ประกาศทุ่มเงินลงทุน 2,500 ล้านดอลลาร์ในการผลิตคอนเทนต์ หรือเนื้อหาในเกาหลีใต้ หลังมีสัญญาณว่ากระแสความนิยมวัฒนธรรมเกาหลีจะพุ่งแรง

เท็ด ซาแรนดอส ซีอีโอของ Netflix (เน็ตฟลิกซ์) ประกาศเรื่องนี้หลังจากที่เขาเข้าพบหารือกับประธานาธิบดี ยุน ซอก-ยอล ของเกาหลีใต้ ที่อยู่ในระหว่างการเดินทางเยือนสหรัฐฯ โดย นายซาแรนดอส ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้น เนื่องจากทางบริษัทมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของเกาหลีจะสร้างเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ได้
โดยภาพยนตร์ของเกาหลีใต้ รวมทั้งเพลงต่างมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งนักร้องเคป๊อปที่น่าทึ่งอย่าง BTS กับ Blackpink และยังมีภาพยนตร์ที่คว้ารางวัลออสการ์อย่าง Parasite หรือชนชั้นปรสิตด้วย

นอกจากนี้ ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์อย่าง “สควิดเกม” ที่บอกเล่าเรื่องราวของคนที่มีภาระหนี้สิน ที่ต่างมาแข่งขันกันเพื่อเงินรางวัลมหาศาล แม้ต้องแลกด้วยชีวิต ก็กลายมาเป็นซีรีส์ที่มีคนเข้าไปชมมากที่สุด นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2021 โดยมีผู้เข้าชมมากถึงกว่า 1.6 พันล้านวิว และเมื่อไม่นานมานี้ ซีรีส์ “เดอะ กลอรี” (The Glory) ที่เป็นเรื่องราวของหญิงสาวที่หาทางแก้แค้นกลุ่มเพื่อนที่เคยบูลลี่เธอตั้งแต่เด็ก และรายการเรียลลิตี้โชว์ “ฟิสิคัล 100” (Physical 100)-ร้อยแกร่งแข่งอึด ก็ขึ้นสู่อันดับต้นๆ ของละครและรายการโชว์ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของเน็ตฟลิกซ์เลยทีเดียว โดยจากข้อมูลของทางบริษัทยังพบว่า มีผู้ชมเน็ตฟลิกซ์มากกว่า 6 ใน 10 ที่ชมรายการที่สร้างโดยเกาหลีใต้ในปี 2022

ขณะที่ตัวเลขจากรัฐบาลเกาหลีใต้ ระบุว่า เกาหลีใต้มีการส่งออกทางวัฒนธรรม ทั้งเพลง วิดีโอเกม และภาพยนตร์ สูงสุดถึง 12.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2021.

ที่มา : อัลจาซีร่า

ซูดานประกาศหยุดยิง 72 ชั่วโมง เปิดทางการอพยพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2688373

ซูดานประกาศหยุดยิง 72 ชั่วโมง เปิดทางการอพยพ

25 เม.ย. 2566 13:34 น.

ซูดานประกาศหยุดยิง 72 ชั่วโมง เปิดทางการอพยพ

ซูดานประกาศหยุดยิงครั้งใหม่ 72 ชั่วโมง ซึ่งมีผลในเวลาเที่ยงคืนของวันจันทร์ ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งนับเป็นข้อตกลงหยุดยิงครั้งที่ 3 แล้ว ตั้งแต่ความรุนแรงปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 15 เมษายน แต่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่า จะรักษาข้อตกลงหยุดยิงไว้ได้หรือไม่ เนื่องจาก 2 ครั้งที่ผ่านมาประสบความล้มเหลว

นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า ข้อตกลงระหว่างกองทัพและกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว หรือ อาร์เอสเอฟ ซึ่งเป็นกองกำลังสนับสนุนกึ่งทหารบรรลุข้อตกลงแล้วหลังจากการเจรจานาน 48 ชั่วโมง

ขณะที่การสู้รบซึ่งดำเนินเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 400 คน โดยกองกำลังทั้งสองฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งครั้งนี้ ต่างประกาศความเกี่ยวข้องในการหยุดยิง ด้านนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เตือนว่าความรุนแรงในซูดานเสี่ยงทำให้เกิดความรุนแรงที่อาจลุกลามไปทั่วภูมิภาคและที่อื่นๆ

นับตั้งแต่ความรุนแรงเริ่มต้นขึ้น ประชาชนในกรุงคาร์ทูม ได้รับคำสั่งให้อยู่แต่ในบ้าน ขณะเสบียงอาหารและน้ำก็เหลือน้อยเต็มที การทิ้งระเบิดได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ท่อน้ำประปา ทำให้ประชาชนบางรายจำเป็นต้องนำน้ำจากแม่น้ำไนล์มาบริโภค

นอกจากนั้น ยังมีความหวังว่าการหยุดยิงครั้งนี้จะทำให้พลเรือนอพยพออกจากเมืองได้ ส่วนรัฐบาลของหลายประเทศก็หวังว่าจะมีการอนุญาตให้มีการอพยพพลเมืองของตนออกจากซูดานเพิ่มเติม ขณะที่ประเทศต่างๆ พยายามอพยพนักการทูตและพลเรือนออกจากพื้นที่ ขณะที่การสู้รบดำเนินไปอย่างดุเดือดในใจกลางกรุงคาร์ทูม เป็นที่คาดกันว่าผู้คนหลายหมื่นคน รวมทั้งชาวซูดานและผู้ที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ได้หลบหนีเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบ

ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ นายบลิงเคนกล่าวว่า ขบวนรถบางขบวนที่พยายามอพยพผู้คนออกไป ได้เผชิญกับการโจรกรรมและการปล้นสะดม เขากล่าวเสริมว่า สหรัฐฯ กำลังมองหาความเป็นไปได้ที่จะกลับมาแสดงสถานะทางการทูตในซูดานอีกครั้ง แต่เขาอธิบายว่าเงื่อนไขดังกล่าวมีความท้าทายอย่างมาก

ด้านกลุ่มตรวจสอบ NetBlocks กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ซูดานกำลังประสบปัญหา “อินเทอร์เน็ตล่ม” ทำให้ระดับการเชื่อมต่อลดเหลือเพียง 2% ของระดับปกติ โดยในกรุงคาร์ทูมประสบปัญหาอินเทอร์เน็ตล่มตั้งแต่คืนวันอาทิตย์

ก่อนหน้านี้ กองทัพซูดานและอาร์เอสเอฟ แถลงว่า พวกเขาตกลงหยุดยิงมาแล้วหลายครั้งในช่วง 10 วันที่ผ่านมา ซึ่งรวมทั้งในช่วงวันตรุษอีฎิ้ลฟิตริ วันเฉลิมฉลองละศีลอดของชาวมุสลิม ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่เคารพข้อตกลง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการสู้รบแล้วมากกว่า 420 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 3,700 คน

สงครามกลางเมืองในซูดาน เกิดจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานหลายเดือน ระหว่างกองทัพกับอาร์เอสเอฟ ซึ่งไม่สามารถตกลงกันได้ เกี่ยวกับหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของกระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจ ด้วยการจัดตั้งกองทัพแห่งชาติ ที่อาร์เอสเอฟต้องผนวกรวมกับกองทัพซูดาน เพื่อปูทางสู่การเลือกตั้งทั่วไปภายในเดือนกรกฎาคม 2566 หลังทหารทั้งสองฝ่ายร่วมกันทำรัฐประหาร ล้มประธานาธิบดีโอมาร์ อัล-บาเชียร์ เมื่อปี 2562.

“ทัคเกอร์ คาร์ลสัน” พิธีกรข่าวชื่อดัง ออกจากช่องฟ็อกซ์นิวส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2688330

"ทัคเกอร์ คาร์ลสัน" พิธีกรข่าวชื่อดัง ออกจากช่องฟ็อกซ์นิวส์

25 เม.ย. 2566 12:36 น.

“ทัคเกอร์ คาร์ลสัน” พิธีกรข่าวชื่อดัง ออกจากช่องฟ็อกซ์นิวส์

ฟ็อกซ์ นิวส์ มีเดีย เปิดเผยว่า “ทัคเกอร์ คาร์ลสัน” พิธีกรรายการเคเบิลทีวีที่มีเรตติ้งสูงสุด ซึ่งเป็นผู้กำหนดวาระให้กับฝ่ายอนุรักษนิยมของสหรัฐฯ ได้ออกจากฟ็อกซ์ นิวส์แล้ว 

ฟ็อกซ์ นิวส์ ระบุในแถลงการณ์ว่า ทางช่องและนายคาร์ลสันได้ตกลงที่จะ “แยกทาง” โดยรายการทีวีสุดท้ายของเขาได้ออกอากาศเมื่อวันศุกร์ที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา ช่องจะนำรายการ “ฟ็อกซ์ นิวส์ ทูไนต์” มาออนแอร์ในช่วง 20.00 น. แทนรายการของนายคาร์ลสันเป็นการชั่วคราว และจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนผู้ประกาศข่าวไปก่อนจนกว่าจะได้พิธีกรคนใหม่ประจำรายการ อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ไม่ได้ให้เหตุผลใดๆ สำหรับการตัดสินใจอย่างกะทันหัน

หนังสือพิมพ์ลอสแอนเจลิสไทมส์ รายงานอ้างบุคคลนิรนามที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ว่าการตัดสินใจปลดนายคาร์ลสันมาจากฝ่ายบริหาร รวมถึงนายรูเพิร์ต เมอร์ด็อค ประธานฟ็อกซ์ และนายลาคแลน บุตรชายของเขา

นายคาร์ลสัน วัย 53 ปี ไม่ได้เป็นเพียงผู้ประกาศข่าวยอดนิยมเท่านั้น แต่เขายังนับว่ามีอิทธิพลอย่างมากอีกด้วย การรายงานข่าวของเขามักกำหนดวาระให้กับพรรคอนุรักษนิยมและพรรครีพับลิกัน รายการข่าวของเขานำเสนอการผสมผสานระหว่างแนวคิดประชานิยมแบบอนุรักษนิยมในประเด็นต่างๆ ตั้งแต่การอพยพ อาชญากรรม เชื้อชาติ เพศ และเรื่องเพศ และบ่อยครั้งมักมีเป้าหมายเพื่ออุดมการณ์ที่ “ตื่นรู้” 

รายการข่าว “ทัคเกอร์ คาร์ลสัน ทูไนต์” ถือเป็นรายการข่าวทางช่องเคเบิลทีวีที่มีเรตติ้งสูงสุดในกลุ่มผู้ชมอายุ 25-54 ปี ของฟ็อกซ์ นิวส์ ซึ่งเป็นเครือข่ายเคเบิลทีวีที่มียอดคนดูสูงสุดในสหรัฐฯ ตามข้อมูลของนีลเซน รายการนี้เป็นรายการที่มีเรตติ้งสูงสุดเป็นอันดับ 4 จาก 10 อันดับแรก ของรายการทางช่องเคเบิลทีวีของสหรัฐฯ ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 27 มีนาคมถึง 2 เมษายน

เขายังเป็นผู้ดำเนินรายการอันดับต้นๆ ของฟ็อกซ์ นิวส์ โดยมีผู้ชมเฉลี่ยมากกว่า 3 ล้านคนในหนึ่งคืน

แม้ว่าคาร์ลสันมักจะแสดงความเห็นด้วยกับโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งแนวคิดทางการเมืองของเขาได้เปลี่ยนโฉมพรรครีพับลิกันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่บางครั้งเขาอาจมีมุมมองทางการเมืองที่แตกต่างจากของทรัมป์

การประกาศการจากไปของคาร์ลสันมีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่บริษัทฟ็อกซ์ คอร์ป ตัดสินใจที่จะยุติคดีความหมิ่นประมาทบริษัทโดมิเนียน โหวตติ้ง ซิสเต็มส์ เกี่ยวกับการรายงานข่าวของฟ็อกซ์ นิวส์ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2563

ในคดีดังกล่าว โดมิเนียนอ้างว่าธุรกิจของบริษัทได้รับความเสียหายจากการที่ฟ็อกซ์เผยแพร่คำกล่าวอ้างที่เป็นเท็จ ว่าเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทถูกปลอมแปลงเพื่อต่อต้านนายทรัมป์ คดีนี้กระตุ้นให้มีการเปิดเผยข้อความที่แสดงมุมมองส่วนตัวของคาร์ลสัน ซึ่งมักขัดแย้งกับผลงานที่ออกอากาศของเขา

รายการข่าวของเขาซึ่งออกอากาศในช่วงเวลา 20:00-21:00 น. ถูกอ้างถึงในเอกสารของศาลโดยทนายความของ โดมิเนียน โดยอ้างว่ารายงานข่าวบางส่วนเป็นการหมิ่นประมาท

นอกจากนี้ ฟ็อกซ์ นิวส์ ยังถูกฟ้องในเดือนมีนาคมโดยอดีตแขกรับเชิญ “แอบบี้ กรอสเบิร์ก” ซึ่งเธอกล่าวหาว่า คาร์ลสันมี “ทัศนคติกีดกันทางเพศแบบเหมารวมที่เลวทราม” โดยฟ็อกซ์ นิวส์ได้ฟ้องกลับ และกล่าวว่าจะ “ปกป้องการเรียกร้องเหล่านี้อย่างจริงจัง”

บทสัมภาษณ์ล่าสุดของคาร์ลสันกับทรัมป์เกิดขึ้นเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน แม้ว่าการเปิดเผยในคดีของโดมิเนียนจะแสดงให้เห็นว่าเขาพูดถึงอดีตประธานาธิบดีเป็นการส่วนตัวว่า “ผมเกลียดเขามาก.”