ไต้ฝุ่นมาวาร์มาแล้ว ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เตรียมรับมือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2697964

ไต้ฝุ่นมาวาร์มาแล้ว ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เตรียมรับมือ

30 พ.ค. 2566 13:48 น.

ไต้ฝุ่นมาวาร์มาแล้ว ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เตรียมรับมือ

หลายประเทศในเอเชียตะวันออก เตรียมพร้อมรับมือกับไต้ฝุ่นมาวาร์ โดยล่าสุดอิทธิพลของพายุส่งผลให้มีกระแสลมแรง ฝนตกหนักและคลื่นสูงนอกชายฝั่งทางภาคตะวันออกของไต้หวัน

ไต้ฝุ่นมาวาร์ที่พัดถล่มเกาะกวมไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ได้เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์ และชายฝั่งทางตะวันออกของไต้หวัน ส่งผลให้มีกระแสลมแรง ฝนตกหนักและคลื่นสูง โดยเมืองชาวประมงของไต้หวันที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งต้องนำเรือไปเก็บยังที่ปลอดภัย รวมทั้งต่างหาทางป้องกันบ้านเรือนจากคลื่นลมแรง

แม้ว่าการเคลื่อนที่ของพายุมาวาร์ที่เป็นไปอย่างช้าๆ จะทำให้ความรุนแรงของพายุลดลง แต่หน่วยงานพยากรณ์อากาศของฟิลิปปินส์ระบุว่าพายุมาวาร์ยังคงเป็นพายุที่อันตราย โดยมีกระแสลมแรงสูงสุดที่ 155 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกแรงได้สูงถึง 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

โดยชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในจังหวัดบาตาเนสจังหวัดชายฝั่งของฟิลิปปินส์ระบุว่า เธอต้องหนีไปอยู่บนหลังคาขณะพายุเข้า ซึ่งนับว่าโชคดีที่ไม่ถูกลมพายุหอบไปด้วย โดยชาวบ้านในแถบนี้ระบุว่า หลังจากที่มีการพยากรณ์อากาศล่วงหน้าว่าพายุมาวาร์มีกำลังแรง คนในเมืองต่างนำกระสอบทรายมาวางบนหลังคาเพื่อป้องกันหลังคาปลิว และมีการนำแผ่นไม้มาตอกปิดหลังคากระจกทั้งหมด พร้อมทั้งหาทางป้องกันพืชผลทางการเกษตรเพื่อให้ได้รับความเสียหายน้อยที่สุด โดยผู้นำชุมชนมีการประกาศข่าวเตือนภัยสถานะล่าสุดไต้ฝุ่นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับว่ายังโชคดีที่ท้ายที่สุดแล้ว พายุไม่รุนแรงอย่างที่คิด

โดยไต้ฝุ่นมาวาร์กำลังเคลื่อนตัวอยู่ห่างจากชายฝั่งของจังหวัดบาตาเนสราว 350 กิโลเมตร โดยคาดว่าภายในวันพุธ พายุจะเคลื่อนตัวไปทางเหนือ ค่อนไปทางตะวันออก มุ่งสู่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น โดยจะยังคงส่งผลให้เกิดกระแสลมแรงที่ไต้หวัน ขณะที่ฟิลิปปินส์จะยังมีระดับน้ำสูงขึ้นจากพายุซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และฝนตกหนักได้ จนกว่าพายุจะเคลื่อนตัวห่างออกไป


ทั้งนี้ ไต้ฝุ่นมาวาร์ได้พัดเข้าถล่มเกาะกวมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยนับเป็นไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดที่พัดเข้ามายังเกาะกวมในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา โดยมีรายงานรถยนต์ถูกพายุพัดพลิกคว่ำ หลังคาหลุดปลิวไปกับกระแสลม และทำให้มีไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย

ชายออสเตรเลียรอดตายหวุดหวิด ถูกจระเข้งับศีรษะ แต่ง้างปากหนีทัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2697953

ชายออสเตรเลียรอดตายหวุดหวิด ถูกจระเข้งับศีรษะ แต่ง้างปากหนีทัน

30 พ.ค. 2566 13:23 น.

ชายออสเตรเลียรอดตายหวุดหวิด ถูกจระเข้งับศีรษะ แต่ง้างปากหนีทัน

นายมาร์คัส แมคโกวาน ชาวออสเตรเลียวัย 51 ปี หนีเอาชีวิตรอดหลังถูกจระเข้น้ำเค็มโจมตี ขณะดำน้ำตื้นที่รีสอร์ตในรัฐควีนส์แลนด์  เขาได้ให้รายละเอียดว่าเขาสามารถหนีเอาชีวิตรอดมาได้ ด้วยการงัดปากของสัตว์นักล่าที่งับเข้าศีรษะของเขา

เขาถูกนำตัวโดยเฮลิคอปเตอร์ไปยังโรงพยาบาลบนเกาะที่อยู่ใกล้เคียง และต่อมาก็บินไปที่เมืองแคนส์เพื่อรับการรักษาต่อไป

นายแมคโกแวนกล่าวว่า ขณะเกิดเหตุ เขาอยู่ในน้ำกับกลุ่มคน ห่างจากเกาะแฮกเกอร์สโตนประมาณ 28 กม. ก่อนที่จะถูกกัดจากด้านหลัง เขาระบุในแถลงการณ์ว่า “ผมคิดว่ามันเป็นฉลาม แต่เมื่อเอื้อมมือขึ้นไป ผมถึงรู้ว่ามันคือจระเข้ ผมจึงพยายามง้างปากของมันให้กว้างพอที่จะเอาศีรษะออกไปได้”

เขากล่าวว่า จระเข้ซึ่งคาดว่าเป็นลูกจระเข้ ได้ว่ายกลับมาหาเขาอีกครั้ง แต่เขาสามารถผลักมันออกไปได้ และถูกมันกัดเข้าที่มือของเขา

แม้เหตุการโจมตีของจระเข้เป็นเรื่องปกติในออสเตรเลีย แต่ก็เกิดหลายครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ด้านสำนักงานสิ่งแวดล้อมของรัฐควีนส์แลนด์ ระบุว่า จะทำการสอบสวนเหตุการณ์นี้ แต่จระเข้ที่อาศัยในทะเลเปิดนั้นยากที่จะระบุตำแหน่ง เนื่องจากสัตว์เหล่านี้มักเดินทางเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตรต่อวัน

ทั้งนี้ แฮกเกอร์สโตน ไอส์แลนด์ รีสอร์ต ถูกระบุว่าเป็น “รีสอร์ตหรูหราสุดพิเศษสำหรับครอบครัว” โดยเกาะทั้งเกาะ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองแคนส์ไปทางเหนือประมาณ 600 กม. เปิดให้เช่าในราคา 7,600 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 174,800 บาทต่อคืน

จระเข้อาศัยอยู่ทั่วไปในเขตร้อนทางตอนเหนือของออสเตรเลีย ซึ่งมีรายงานการโจมตีหลายครั้งเมื่อไม่นานมานี้ โดยในเดือนกุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ยิงจระเข้ขนาด 4.2 เมตร ที่โจมตีชายคนหนึ่งและกินสุนัขของเขาที่ท่าเทียบเรือทางเหนือของเมืองแคนส์

และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ร่างของนายเควิน ดาร์โมดี ชาวประมงวัย 65 ปี ถูกพบในจระเข้ขนาด 4.1 เมตร ที่แม่น้ำเคนเนดีที่อยู่ใกล้เคียง นับเป็นเหตุโจมตีร้ายแรงครั้งที่ 13 ในควีนส์แลนด์นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 2528

ภายใต้โครงการจัดการของรัฐควีนส์แลนด์ “จระเข้ที่สร้างปัญหา” จะถูกนำออกจากพื้นที่ที่อาจคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชน และในบางกรณีอาจถูกการุณยฆาต

นับตั้งแต่การสั่งห้ามการล่าจระเข้ในปี 2517 ประชากรจระเข้ในควีนส์แลนด์ก็เพิ่มจำนวนขึ้น จากที่มีอยู่เพียง 5,000 ตัว เป็นประมาณ 30,000 ตัวในปัจจุบัน

รัสเซียดุ โจมตีเคียฟ คืนที่ 3-‘ลาฟรอฟ’ เตือนชาติต.ต.‘กำลังเล่นกับไฟ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2697958

รัสเซียดุ โจมตีเคียฟ คืนที่ 3-‘ลาฟรอฟ’ เตือนชาติต.ต.‘กำลังเล่นกับไฟ’

30 พ.ค. 2566 12:52 น.

รัสเซียดุ โจมตีเคียฟ คืนที่ 3-‘ลาฟรอฟ’ เตือนชาติต.ต.‘กำลังเล่นกับไฟ’

รัสเซียเดือด เดินหน้ายิงมิสไซล์และส่งโดรนโจมตีกรุงเคียฟ คืนที่ 3 ติดต่อกัน ขณะที่ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รมว.ต่างประเทศรัสเซีย เตือนชาติตะวันตก ‘กำลังเล่นกับไฟ’ ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 มาให้ยูเครน

เมื่อ 30 พ.ค. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียเดินหน้าระดมโจมตีกรุงเคียฟอย่างหนักเมื่อคืนวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา จนนับเป็นการโจมตีเมืองหลวงยูเครนอย่างต่อเนื่องเป็นคืนที่ 3 เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีแห่งยูเครน กล่าวยกย่องระบบป้องกันขีปนาวุธแพทริออตของสหรัฐฯ ที่ส่งมาให้ยูเครน สามารถสกัดโดรนและจรวดของฝ่ายรัสเซียได้เกือบทั้งหมด

การโจมตีของฝ่ายรัสเซียที่ได้ยิงจรวดและโดรนมาโจมตีกรุงเคียฟเมื่อคืนวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้ถูกกองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนยิงสกัดจนตกเกือบทั้งหมด จนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แต่มีซากโดรนและเศษมิสไซล์ได้ตกลงมาใส่ตึกหลายแห่งในกรุงเคียฟจนทำให้เกิดไฟไหม้

เจ้าหน้าที่ทหารของยูเครน เผยว่า กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศยูเครนได้ยิงสกัดโดรนรัสเซียจนตกจำนวนกว่า 20 ลำ ขณะที่มีรายงานว่ามีพลเรือนเสียชีวิตอีกอย่างน้อย 1 ศพ

ด้านกองทัพอากาศยูเครน แถลงว่า กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศยูเครนสามารถยิงสกัดขีปนาวุธและโดรนพิฆาตของฝ่ายรัสเซียได้ทั้งหมด ในการระดมโจมตีกรุงเคียฟช่วงสองคืนแรกที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายบางแห่ง รวมทั้งฐานทัพอากาศในแคว้นอื่นๆ ของยูเครนก็ถูกรัสเซียโจมตีด้วย

นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รมว.ต่างประเทศรัสเซีย ได้เตือนชาติตะวันตกว่า ‘กำลังเล่นกับไฟ’ ที่ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 มาให้ยูเครน โดย รมว.ต่างประเทศคนดังของรัสเซียยังกล่าวหาบรรดาชาติตะวันตกว่า ได้ยกระดับการสนับสนุนทางทหารแก่ยูเครน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัสเซียยอมรับไม่ได้

‘ชาติตะวันตกกำลังเล่นกับไฟ อย่างไม่ต้องสงสัย’ ลาฟรอฟ ประณามพร้อมกล่าวว่า ชาติตะวันตกกำลังตกลงจะจัดหาเครื่องบินขับไล่รุ่นที่ 4 มาให้แก่ยูเครน เพื่อพยายามทำให้กองทัพรัสเซียอ่อนแอลง และในไม่ช้าก็เร็ว การยกระดับความช่วยเหลือของชาติตะวันตกต่อยูเครนอาจทำให้เกิดเรื่องใหม่ ซึ่งพวกเราไม่มีความจำเป็น และไม่ต้องการให้เกิดขึ้น.

ที่มา : BBCDailymail

นายกฯ ญี่ปุ่น ปลดลูกชายจากตำแหน่งผู้ช่วย เหตุแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2697946

นายกฯ ญี่ปุ่น ปลดลูกชายจากตำแหน่งผู้ช่วย เหตุแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม

30 พ.ค. 2566 13:39 น.

นายกฯ ญี่ปุ่น ปลดลูกชายจากตำแหน่งผู้ช่วย เหตุแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม

นายฟุมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เผย ลูกชายตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยแล้ว หลังมีภาพถ่ายลูกชายและญาติๆ แกล้งยืนโพสท่าล้อเลียนเหมือนกำลังจะแถลงข่าวบนโพเดียมออกมาเผยแพร่

คำสั่งปลด นายโชทาโร คิชิดะ ลูกชายของ นายฟุมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น มีขึ้นหลังจากที่มีภาพถ่ายของเขาและญาติๆ ทำท่าล้อเลียนว่ากำลังยืนแถลงข่าวบนโพเดียมแถลงข่าวของนายกรัฐมนตรี อย่างสนุกสนานถูกเผยแพร่ออกมาโดยนิตยสารรายสัปดาห์ฉบับหนึ่ง จนสร้างกระแสความไม่พอใจเป็นวงกว้าง

โดยนายคิชิดะบอกกับผู้สื่อข่าวว่า นายโชทาโร คิชิดะ จะลงจากตำแหน่งผู้ช่วยในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเขาที่กระทำภายในบ้านพักข้าราชการ พร้อมระบุด้วยว่า “พฤติกรรมของเขาในที่สาธารณะไม่เหมาะสมในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการในฐานะผู้ช่วยทางการเมือง ผมจึงตัดสินใจปรับตำแหน่งของเขาเพื่อแสดงความรับผิดชอบ”

ด้านนายเซอิจิ โอซากะ ส.ส.อาวุโสของพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น พรรครัฐธรรมนูญประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น กล่าวว่า การถอดถอนควรเกิดขึ้นเร็วกว่านี้ พร้อมยังแสดงความไม่เข้าใจว่า นายคิชิดะ แต่งตั้งคนที่ไม่มีความสามารถขึ้นเป็นผู้ช่วยนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย

70 ปีการพิชิตเอเวอเรสต์ กับหลากหลายปัญหาที่รอการแก้ไข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2697763

70 ปีการพิชิตเอเวอเรสต์ กับหลากหลายปัญหาที่รอการแก้ไข

30 พ.ค. 2566 12:43 น.

70 ปีการพิชิตเอเวอเรสต์ กับหลากหลายปัญหาที่รอการแก้ไข

  • วันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา ถือเป็นวาระครบรอบ 70 ปี ที่เซอร์ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี นักปีนเขาชาวนิวซีแลนด์ และ “เทนซิง นอร์เก” ชาวเชอร์ปา สามารถพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์เป็นครั้งแรก เมื่อเวลา 11.30 น. ของวันที่ 29 พ.ค. 2496
  • ยอดเขาเอเวอเรสต์ เป็นยอดเขาสูงที่สุดในโลก ด้วยระดับความสูงถึง 8,848.86 ม. จากระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยระหว่างพรมแดนเนปาลกับเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน
  • เอเวอเรสต์กำลังเผชิญกับปัญหาหลายอย่าง เช่น จำนวนนักปีนเขาที่เริ่มกลับมามากขึ้นหลังการระบาดของโควิด และภาวะโลกร้อนที่ส่งผลให้ธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เบสแคมป์

ยอดเขาเอเวอเรสต์ หรือตามที่ชาวเชอร์ปาเรียกว่า “โชโมลุงมา” (Chomolungma) ถือเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์สำหรับคนในท้องถิ่น และสำหรับบางคน ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกแห่งนี้เป็นตัวแทนของความท้าทายและความฝัน เมื่อ 70 ปีที่แล้ว ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2496 ความท้าทายและความฝันนั้นกลายเป็นความจริงสำหรับสมาชิก 2 คนของคณะสำรวจชาวอังกฤษ ได้แก่ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี ชาวนิวซีแลนด์ และเทนซิง นอร์เก ชาวเชอร์ปา ที่กลายเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่สามารถพิชิตยอดเขาสูง 8,848.86 เมตร

ความสำเร็จของพวกเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความอดทนและความมุ่งมั่น นอกจากนี้ยังเป็นการเชิดชูเกียรติสูงสุดของแรงจูงใจชาตินิยมของคณะสำรวจอังกฤษในวันก่อนพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 อีกด้วย

จากความได้เปรียบของมนุษย์ในปัจจุบัน มันยังแสดงถึง “จุดสุดยอด” ไม่ใช่แค่ในแง่ของการปีนเขาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงยุคใหม่ของการปีนเขา ตั้งแต่นั้นมาการปีนเขาก็กลายเป็นที่นิยมอย่างมากและก้าวเข้าสู่เชิงพาณิชย์ โดยมีนัยสำคัญต่อวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมที่ค้ำจุนการปีนเขา

การพิชิตความสูง


ยุคเริ่มต้นของการปีนเขาเริ่มขึ้นในปี 1786 เมื่อ ฌาร์ก บัลแมต และ มิเชล แพคการ์ เดินทางไปถึงยอดเขามงต์บลองก์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาแอลป์ ที่ความสูง 4,808 เมตร โดยตั้งแต่ปี พ.ศ.2397 ถึง พ.ศ.2442 ซึ่งเรียกได้ว่ายุคการปีนเขาแบบคลาสสิก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการปีนเขา ทำให้การขึ้นสู่ยอดเขาด้วยเส้นทางที่ท้าทายมีความเป็นไปได้และเป็นที่นิยม

ในช่วงยุคสมัยใหม่ระหว่างปี 1900 ถึง 1963 นักปีนเขาได้เริ่มสำรวจเทือกเขาแอนดีสในอเมริกาใต้ สำรวจภูเขาขั้วโลก และเริ่มปีนเขาในเอเชียกลาง

ยอดเขาชิชาพังมา นับเป็นยอดเขาที่มีความสูงมากกว่า 8,000 เมตรลูกสุดท้ายที่ถูกพิชิตในปี 1964 และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการปีนเขาร่วมสมัยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ยอดเขาที่มีความสูงเกิน 8,000 เมตรของโลก ก็ถูกพิชิตในช่วงฤดูหนาว ที่รวมถึงการปีนครั้งประวัติศาสตร์ที่ระดับ 8,611 เมตร ของยอดเขา “เคทู” (K2) โดยคณะสำรวจชาวเนปาลในปี 2564

การทำลายสถิติยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก 14 แห่ง โดยเนอร์มัล ปูจา ในปี 2019 ถือเป็นการเปิดฉากสำหรับการปีนเขาเชิงพาณิชย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความคาดหวังและเงื่อนไขที่จะทำให้ฮิลลารีและนอร์เกต้องตกตะลึง

กระแสการปีนเขา

การไหลบ่าเข้ามาของสิ่งที่บางคนเรียกว่า นักปีนเขามือใหม่ ซึ่งอาจคาดหวังแพ็กเกจการท่องเที่ยวที่หรูหราและรับประกันความสำเร็จในการพิชิตยอดเขา อาจส่งผลที่เป็นอันตรายได้

การนอนในเต็นท์ที่มีระบบทำความร้อน การไม่เตรียมอาหารเอง หรือช่วยขนย้ายอุปกรณ์ ไม่ได้เป็นการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายเช่นนี้ การผลักดันไปสู่จุดสูงสุดอาจทำให้ชีวิตของพวกเขาเอง รวมถึงชีวิตของนักปีนเขาคนอื่นๆ และทีมกู้ภัยตกอยู่ในความเสี่ยง

ถึงกระนั้น จำนวนผู้พยายามปีนยอดเขาที่มีชื่อเสียง เช่น ยอดเขาคิลิมันจาโร ในแทนซาเนีย หรือยอดเขาอาคอนคากัว ในอาร์เจนตินา ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉพาะปี 2019 มีผู้ประสบความเร็จในการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ถึง 878 ครั้ง

ยุคที่นักปีนเขาตัวจริงมองหาเส้นทางใหม่ๆ และปีนเขาโดยแทบไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก แทบจะหายไปจากยอดเขาเชิงพาณิชย์อย่างเอเวอเรสต์แล้ว และนักปีนเขาเชิงพาณิชย์จำนวนมากเหล่านี้จะไม่มีโอกาส หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากนักปีนเขามืออาชีพ

ตัวอย่างเช่น ในปี 1992 เมื่อการเดินทางปีนเขาเชิงพาณิชย์ครั้งแรกบนเอเวอเรสต์เริ่มต้นขึ้น ชาวเชอร์ปา 22 คน และนักปีนเขาที่จ่ายเงินค่าจ้างจำนวน 65 คน ได้ร่วมเดินทางสู่ยอดเขา ในอัตราส่วนชาวเชอร์ปา 1 คน สำหรับลูกค้า 3 คน ส่วนในปัจจุบันสัดส่วนเปลี่ยนไปที่ชาวเชอร์ปา 2-3 คน สำหรับนักปีนเขา 1 คน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

แต่ความโรแมนติกและความสำเร็จของนักปีนเขาในอดีต เมื่อรวมกับภาพในโซเชียลมีเดียและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยที่ “ครอบคลุมทุกอย่าง” สามารถกล่อมนักปีนเขาที่ไม่มีประสบการณ์ให้รู้สึกปลอดภัย “แบบผิดๆ” บนเอเวอเรสต์ สิ่งนี้นำไปสู่ความแออัดยัดเยียด ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความเสี่ยงสำหรับนักปีนเขาทุกคน

ในช่วงสองปีแรกของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภูมิภาคคุมบูของเนปาล ซึ่งเป็นที่ตั้งของเอเวอเรสต์ ถูกปิดไม่ให้ปีนเขา อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บางคนประเมินว่ามีผู้ขึ้นไปถึงยอดเขาเป็นประวัติการณ์มากกว่า 1,000 คน

เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว กระทรวงการท่องเที่ยวของเนปาลได้ประกาศแผนการที่จะย้าย “เอเวอเรสต์ เบสแคมป์” ซึ่งเป็นจุดพักระหว่างการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ลงมาด้านล่าง เนื่องจากภาวะโลกร้อนและกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้พื้นที่ดังกล่าวไม่ปลอดภัย เนื่องจาก “เอเวอเรสต์ เบสแคมป์” ตั้งอยู่บนธารน้ำแข็งคุมบู ซึ่งเริ่มบางลงอย่างรวดเร็ว สร้างความเสี่ยงให้กับนักปีนเขาหลายร้อยคนที่ผ่านมาทุกปี

แต่หลังจากการต่อต้านจากชุมชนชาวเชอร์ปาและเจ้าหน้าที่ปีนเขาคนอื่นๆ ความคิดนี้ก็ถูกระงับไป ผู้นำชาวเชอร์ปา กล่าวว่า การย้ายครั้งนี้ไม่สามารถทำได้จริง และไม่มีสถานที่อื่นที่เหมาะสม

ในฐานะที่เป็นกระดูกสันหลังของอุตสาหกรรมการปีนเขา เสียงของชาวเชอร์ปามีความสำคัญอย่างยิ่ง การต่อต้านการเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง เจ้าหน้าที่กระทรวงการท่องเที่ยวและสมาคมนักปีนเขาแห่งเนปาลกล่าว ผู้เข้าร่วมมากกว่า 95% ปฏิเสธแนวคิดดังกล่าวในการหารือกับอุตสาหกรรมการปีนเขาเมื่อเร็วๆ นี้ เจ้าหน้าที่กล่าวว่า แผนการย้ายครั้งนี้ต้องถูกระงับ แม้ว่าการศึกษาวิจัยจะยังดำเนินต่อไป

‘ไม่มีเชอร์ปาสักคนเดียวที่สนับสนุน’


มิงมา เชอร์ปา ประธานคุมบู ปาซังลามู เทศบาลในชนบทซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเวอเรสต์ รวมถึงเบสแคมป์ กล่าวว่า “ผมไม่พบว่าคนในชุมชนของเราที่สนับสนุนแนวคิดการย้ายเอเวอเรสต์ เบสแคมป์ และเราไม่เห็นเหตุผลที่เบสแคมป์จะถูกย้ายในอนาคตอันใกล้นี้”

อัง นอร์บู เชอร์ปา ประธานสมาคมมัคคุเทศก์ภูเขาแห่งชาติเนปาล กล่าวสะท้อนความรู้สึกว่า “มันอยู่ที่นั่นมา 70 ปีแล้ว ทำไมพวกเขาถึงต้องย้ายมันตอนนี้ และแม้ว่าพวกเขาจะต้องการทำ การศึกษาเกี่ยวกับทางเลือกที่เป็นไปได้อยู่ที่ไหน”

ซูดาน กีรตี รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวของเนปาล กล่าวว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน “ผมไม่เห็นความสนใจ หรือข้อกังวลใดๆ จากทุกภาคส่วนเกี่ยวกับปัญหาการย้ายเบสแคมป์”

ความท้าทายต่อไป


นักปีนเขาที่มีประสบการณ์ เริ่มตระหนักรู้ถึงปัญหาความแออัดยัดเยียด มลพิษ และผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรมต่อชุมชนบนภูเขา โดยเรียกร้องให้มีการปีนเขาที่มีความรับผิดชอบและยั่งยืนมากขึ้น

พวกเขาต้องการกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นและการฝึกอบรมที่ดีขึ้น เพื่อปกป้องระบบนิเวศที่เปราะบางของเทือกเขาหิมาลัยและเทือกเขาอื่นๆ ทั่วโลก

สิ่งนี้จะต้องมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงรัฐบาล องค์กรปีนเขา ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และชุมชนท้องถิ่น ท้ายที่สุดแล้วอนาคตของการปีนเขาขึ้นอยู่กับการรักษาสภาพแวดล้อมบนภูเขาที่เป็นเอกลักษณ์เหล่านี้ตั้งแต่แรก

ในที่สุด อาจถึงเวลาแนะนำข้อกำหนดทักษะขั้นต่ำสำหรับการปีนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก.

ระทึก รถไฟเหาะ “ฟูจิยามา” ค้างบนรางที่สวนสนุกญี่ปุ่น กู้ภัยช่วย นทท. 17 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2697871

ระทึก รถไฟเหาะ "ฟูจิยามา" ค้างบนรางที่สวนสนุกญี่ปุ่น กู้ภัยช่วย นทท. 17 คน

30 พ.ค. 2566 08:15 น.

ระทึก รถไฟเหาะ “ฟูจิยามา” ค้างบนรางที่สวนสนุกญี่ปุ่น กู้ภัยช่วย นทท. 17 คน

เกิดเหตุสุดระทึกที่สวนสนุกในญี่ปุ่น เมื่อจู่ๆรถไฟเหาะภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว ได้เกิดค้างอยู่บนราง ที่ความสูงประมาณ 70 เมตร เจ้าหน้าที่ต้องเร่งช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 17 คนที่อยู่บนนั้นลงมา

เว็บไซต์ข่าว Japan News รายงานว่า เกิดเหตุรถไฟเหาะ “ฟูจิยามา” (Fujiyama) ที่สวนสนุก “ฟูจิ คิว ไฮแลนด์” ในจังหวัดยามานาชิ ที่จู่ๆ ก็ค้างอยู่ด้านบน ที่ระดับความสูง 70 เมตร บรรดานักท่องเที่ยว 17 คนที่อยู่บนนั้นต้องติดค้างอยู่เป็นเวลานานหลายนาที

รายงานข่าวระบุว่า เหตุเกิดเมื่อวันอาทิตย์ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ของสวนสนุกได้ขึ้นไปช่วยลำเลียงนักท่องเที่ยวบนรถไฟเหาะค่อยๆ เดินลงบันไดฉุกเฉินมาได้อย่างปลอดภัย โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ 

ทางด้านเจ้าหน้าที่ของสวนสนุกเปิดเผยว่า รถไฟเหาะได้หยุดกลางคัน ในขณะที่ระบบความปลอดภัยได้เปิดใช้งานเมื่อเวลา 18.50 น. เพียงไม่นานหลังจากรถไฟเหาะขบวนนี้เคลื่อนขบวนออกจากจุดปล่อย เพื่อที่จะมุ่งหน้าสู่จุดที่สูงที่สุดของราง รายงานข่าวระบุว่า ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนว่ารถไฟเหาะหยุดทำงานและค้างอยู่กลางอากาศ เป็นเพราะสาเหตุใด

ทั้งนี้ รถไฟเหาะฟูจิยามา ตั้งชื่อตามภูเขาไฟฟูจิ นับเป็นเครื่องเล่นขนาดใหญ่ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งของสวนสนุกแห่งนี้ เนื่องจากระหว่างเล่นจะมองเห็นวิวสวยงามของภูเขาไฟฟูจิด้วย.

ภาพจาก www.fujiq.jp

ญี่ปุ่นจับตาจรวดเกาหลีเหนือล่วงล้ำเขตแดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2697876

ญี่ปุ่นจับตาจรวดเกาหลีเหนือล่วงล้ำเขตแดน

30 พ.ค. 2566 07:40 น.

ญี่ปุ่นจับตาจรวดเกาหลีเหนือล่วงล้ำเขตแดน

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นออกแถลงการณ์ว่า กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นพร้อมที่จะยิงทำลายจรวดหรือขีปนาวุธของเกาหลีเหนือที่ล่วงล้ำเขตแดน และอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมที่จะทำเช่นนั้นด้วยอาวุธต่อต้านขีปนาวุธรุ่นแพทริออต หรืออาวุธต่อต้านอากาศยาน SM-3 คำชี้แจงครั้งนี้มีขึ้นหลังจากรัฐบาลเกาหลีเหนือแจ้งข่าวมายังหน่วยยามชายฝั่งญี่ปุ่นว่า ระหว่างวันที่ 31 พ.ค. ถึงวันที่ 11 มิ.ย. กองทัพเกาหลีเหนือจะทำการยิงจรวดส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร

ขณะที่นายคิชิดะ ฟุมิโอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยับยั้งการปล่อยจรวดและญี่ปุ่นพร้อมจะประสานงานเรื่องนี้กับสหรัฐฯและเกาหลีใต้.

แพนด้า “ยายา” เดินทางถึงกรุงปักกิ่งแล้ว สัตวแพทย์เผยขณะนี้สุขภาพทรงตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2697867

แพนด้า "ยายา" เดินทางถึงกรุงปักกิ่งแล้ว สัตวแพทย์เผยขณะนี้สุขภาพทรงตัว

30 พ.ค. 2566 07:35 น.

แพนด้า “ยายา” เดินทางถึงกรุงปักกิ่งแล้ว สัตวแพทย์เผยขณะนี้สุขภาพทรงตัว

แพนด้ายักษ์ “ยายา” ได้เดินทางกลับถึงสวนสัตว์ปักกิ่ง ในกรุงปักกิ่ง ของจีนแล้ว หลังเดินทางออกจากสวนสัตว์ในสหรัฐฯ และถูกพาเข้าพื้นที่กักกันโรคเป็นพิเศษ ในนครเซี่ยงไฮ้ ตั้งแต่เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา

สถานีโทรทัศน์ CCTV ของทางการจีนรายงานว่า เมื่อช่วงเช้ามืดของ วันที่ 29 พ.ค. 2566 แพนด้ายักษ์ “ยายา” (Ya Ya) ได้เดินทางกลับถึงสวนสัตว์ปักกิ่ง ในกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากเดินทางจากสวนสัตว์เมมฟิส ในรัฐเทนเนสซี ของสหรัฐฯ และถูกพาเข้าพื้นที่กักกันโรคเป็นพิเศษ ภายในนครเซี่ยงไฮ้ ทางตะวันออกของจีน เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา

สำนักบริหารป่าไม้และทุ่งหญ้าแห่งชาติจีน รายงานว่าการเดินทางครั้งนี้มีสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอย่างใกล้ชิด และขณะนี้ “ยายา” มีสุขภาพทรงตัว

ทั้งนี้ แพนด้า ยายา เกิดเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2543 ในกรุงปักกิ่ง และต้องไปอาศัยอยู่ที่สวนสัตว์สหรัฐฯ ในฐานะทูตสันถวไมตรี เป็นเวลา 20 ปีครบตามกำหนดสัญญา พร้อมกับแพนด้าเพศผู้ ชื่อว่า เลอเลอ แต่ปรากฏว่าเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เลอเลอได้ตายจากไปก่อนที่มันจะมีโอกาสได้เดินทางกลับประเทศบ้านเกิด ส่งผลให้แพนด้ายายาต้องเดินทางกลับจีนเพียงตัวเดียว ขณะที่การเดินทางของแพนด้าตัวนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน ตลอดจนประชาชนในจีน สหรัฐฯ และทั่วโลก

โดยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีคนนำภาพแพนด้ายายามาเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย หลังพบว่าขนของมันมีสภาพเปลี่ยนสีและร่วงเป็นหย่อมๆ เนื้อตัวสกปรกมอมแมม ทำให้บรรดาคนรักแพนด้าต่างกล่าวโทษว่าเป็นเพราะทางสวนสัตว์สหรัฐฯ ดูแลมันได้ไม่ดี ทางสวนสัตว์เมมฟิสแถลงว่า ปัจจุบันแพนด้ายายา มีอาการผิวหนังติดเชื้อเรื้อรัง ส่วนสภาพขนของมันที่เปลี่ยนสีและร่วงเป็นหย่อมๆ เกิดจากระบบภูมิคุ้มกัน และความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกาย.

บาหลีคุมต่างชาติใช้เงินคริปโต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2697875

บาหลีคุมต่างชาติใช้เงินคริปโต

30 พ.ค. 2566 07:10 น.

บาหลีคุมต่างชาติใช้เงินคริปโต

เกาะบาหลี แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของอินโดนีเซีย ประกาศมาตรการควบคุมนักท่องเที่ยวต่างชาติรอบใหม่ โดยระบุว่า จะดำเนินการจัดการชาวต่างชาติที่ใช้เงินคริปโตในการชำระสินค้าและบริการ ไปจนถึงการทำกิจกรรมใดๆที่ไม่ได้รับอนุญาตตามเงื่อนไขของวีซ่า ซึ่งจากการประสานงานกับสำนักงานตำรวจบาหลีได้เสนอให้ใช้มาตรการที่เข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันกลับประเทศ ลงโทษตามกฎหมาย หรือการสั่งปิดธุรกิจ

นายวายัน คอสเตอร์ ผู้ว่าการเกาะบาหลี ยืนยันว่าการใช้เงินสกุลอื่นๆ ที่ไม่ใช่เงินสกุลรูเปียห์ในการชำระสินค้าและบริการในอินโดนีเซียเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ โดยตามกฎหมายการใช้เงินสกุลอื่นมีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี และปรับเงินสูงสุด 200 ล้านรูเปียห์ หรือกว่า 460,000 บาท ขณะที่ธุรกิจที่ให้บริการแลกเงินต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารอินโดนีเซีย มีความผิดจำคุกสูงสุด 5 ปี และปรับเงินขั้นต่ำ 50 ล้านรูเปียห์ หรือกว่า 120,000 บาท จนถึงสูงสุด 22,000 ล้านรูเปียห์ หรือกว่า 51 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ ทางการเกาะบาหลีเคยออกมาตรการจัดระเบียบนักท่องเที่ยวต่างชาติห้ามขี่มอเตอร์ไซค์สัญจรในเกาะ ต้องใช้รถยนต์ที่บริษัทการท่องเที่ยวจัดหาให้เท่านั้น.

‘สูงเสียดฟ้า’ ครบรอบ 70 ปี พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ครั้งแรก (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2697812

‘สูงเสียดฟ้า’ ครบรอบ 70 ปี พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ครั้งแรก (คลิป)

29 พ.ค. 2566 20:49 น.

‘สูงเสียดฟ้า’ ครบรอบ 70 ปี พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ครั้งแรก (คลิป)

29 พ.ค. 2566 ครบรอบ 70 ปี ‘เซอร์ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี’ นักปีนเขาชาวนิวซีแลนด์และ ‘เทนซิง นอร์เก’ ชาวเชอร์ปา สร้างตำนานให้โลกจำ สามารถพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์เป็นครั้งแรก เมื่อเวลา 11.30 น. ของวันที่ 29 พ.ค. 2496 ตามเวลาท้องถิ่น

ในขณะที่ ทางการเมืองลุกลา ของเนปาล ได้ทำพิธีเปิดรูปปั้นสีทอง ของเซอร์ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี และเทนซิง นอร์เก เมื่อ 26 พ.ค. 2566 ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นงานฉลอง ครบรอบ 70 ปี พิชิตยอดเอเวอเรสต์เป็นครั้งแรก

ยอดเขาเอเวอเรสต์ เป็นยอดเขาสูงที่สุดในโลก ด้วยระดับความสูงถึง 8,848.86 ม. จากระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยระหว่างพรมแดนเนปาลกับทิเบต เขตปกครองตนเองของจีน จึงสามารถปีนขึ้นสู่ยอดเขาได้ทั้งสองด้าน

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=476&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fthairath%2Fvideos%2F6140694769331921%2F&show_text=true&width=476&t=0

ย้อนกลับไปเมื่อ 29 พ.ค. 1953 เอ็ดมันด์ ฮิลลารี นักปีนเขาชาวนิวซีแลนด์ และเทนซิง นอร์เก ชาวเผ่าเชอร์ปา ในเนปาล ได้ฝ่าฟันความยากลำบาก-อุปสรรคนานัปการ จนสามารถพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก จนสร้างความดีใจเป็นอย่างยิ่งให้แก่เขาทั้งสอง ตลอดจนผู้คนที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จครั้งนี้

เพราะกว่าจะพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จเป็นครั้งแรกในครั้งนี้ ถือเป็นความพยายามครั้งที่ 9 ของคณะเดินทางจากอังกฤษ นำทีมโดย จอห์น ฮันต์ ที่มุ่งมั่นจะพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งขณะนั้นเรียกกันว่า ‘ยอดเขาที่ 15’
หลังจาก 20 ปีที่ผ่านมา ได้ใช้นักปีนเขานับ 600 คน

ความสำเร็จของ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี และเทนซิง นอร์เก ที่สามารถพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกถือเป็นการ ‘ปูทาง’ ให้กับบรรดานักปีนเขาทั่วโลก ที่จะได้เดินตามความฝันพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ให้สำเร็จสักครั้งหนึ่งในชีวิต