แฉ ‘พิธา’ วางอุบายหุ้นไอทีวี ใช้แผน โยนกระเบื้องล่อหยก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548689

10 พ.ค. 2566

แฉ ‘พิธา’ วางอุบายหุ้นไอทีวี  ใช้แผน โยนกระเบื้องล่อหยก

แฉ ‘พิธา’ วางอุบายหุ้นไอทีวี ใช้แผน โยนกระเบื้องล่อหยก ‘สามารถ’ เชื่อ หวังตัดสิทธิ์ ปลุกม๊อบ สร้างกระแสพรรคใหม่

วันนี้ (10 พฤษภาคม 2566) นายสามารถ  เจนชัยจิตรวนิช  อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  ยืนยันการพบข้อมูลว่า  นายพิธา  ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล  ยังคงถือหุ้นบริษัทไอทีวี  จำกัดมหาชน จนถึงปัจจุบัน   โดยชื่อ นายพิธา ปรากฎในบัญชีรายงานผู้ถือหุ้นหลักทรัพย์  ลำดับที่  6,121      

อีกทั้งบริษัทไอทีวีก็ยังคงดำเนินกิจการเป็นสื่อโทรทัศน์  สถานะเป็นนิติบุคคล  และเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์อยู่ และยังมีการส่งข้อมูลมาทางอีเมลล์ให้คนที่ถือหุ้น itv  ให้โอนค่าธรรมเนียม  จำนวน 9,518 บาท  มายังเลขบัญชีของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ประเทศไทยจำกัด  ธนาคารไทยพาณิชย์  สาขาถนนวิทยุ   ถ.วิทยุ   พร้อมกับสแกนสำเนาการโอนมาไปยังอีเมล์อีกด้วย 

นายสามารถ  กล่าวด้วยว่า  ต้องให้ความเป็นธรรมกับนายพิธา  ได้ชี้แจงด้วย  เพราะหากเป็นมรดกจริง นั่นก็หมายความว่า  ตั้งแต่บิดาของนายพิธาเสียชีวิต   ก็มีการถือหุ้นในชื่อ นายพิธา มาโดยตลอด 

หากเป็นเช่นนั้นจริง  การเลือกตั้งในปี 2562  ที่ผ่านมา  คุณสมบัติการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ของนายพิธา  ก็ถือได้ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ   หากส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย   ทุกอย่างก็จะย้อนหลังไปการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว  นายพิธา ต้องถูกตัดสิทธิ์   เรียกเงินคืน  เรียกเครื่องราชอิสริยาภรณ์คืน   ไม่ต่างจากอดีตกรณีนายธนาธร   จึงรุ่งเรืองกิจ  อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกตัดสินในการถูกหุ้น วี-ลัคมีเดีย  จำกัด  ที่ถูกมองว่าเป็นการถือหุ้นสื่อเช่นกัน     

แฉ ‘พิธา’ วางอุบายหุ้นไอทีวี  ใช้แผน โยนกระเบื้องล่อหยก

นายสามารถ  จึงไม่น่าแปลกใจที่เหตุใด ทั้งคู่จึงมีความพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ   โดยชอบอ้างเรื่องปากท้องของประชาชนมาบังหน้า    ในทางกลับกันยัง มองด้วยว่า  หากการถือหุ้นเป็นความตั้งใจ ก็ถือ เป็นกลอุบายแผน “โยนกระเบื้องล่อหยก” ที่นายพิธา  อาจยอมถูกตัดสินทางการเมือง  เพื่อหวังปลุกม๊อบลงถนน   เหมือนครั้งอดีต ที่นายธนาธร  ต้องยุบอนาคตใหม่  แล้วกลายมาเป็นพรรคก้าวไกล

“ ผมไม่แปลกใจ ทำไมทั้งนายพิธา  และนายธนาธร   พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 60   เพราะตัวเองเป็นผู้ขัดแย้ง  เป็นผู้เดือดร้อน  มีส่วนได้เสียกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้   เป็นความพยายามแก้เพื่อพวกพ้องของตัวเองหรือไม่    ผมได้ข้อมูลนี้มานานแล้ว   แต่ผมรอให้ครบถ้วนก่อน  เพราะหากทำในช่วงนี้จะถูกมองได้ว่ากลั่นแกล้ง   หรือไปเรียกคะแนนความสงสารให้เขาหรือไม่   ผมเองก็ฟังได้ว่า มีการออกมาพูดว่า พรรคก้าวไกล กำลังจะโต  แต่ถูกเตะสะกัดขา   แต่แท้จริงแล้วมันไม่จริงหรอกครับ   มันน่าจะเกิดจากความตั้งใจ   ความสะเพร่า  หรือความพลั่งเผลอของตัวเองกันแน่..? “

นายสามารถ  กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า   กระแสของพรรคก้าวไกลขณะนี้ถือว่า  กระแสดีกว่า พรรคอนาคตใหม่ในอดีต   จึงขอฝากให้ประชาชนได้ติดตามอย่างใกล้ชิด  และฝากความหวังกับหน่วยงานรัฐที่จะต้องทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อแสวงหาความจริงให้ปรากฎด้วย

แฉ ‘พิธา’ วางอุบายหุ้นไอทีวี  ใช้แผน โยนกระเบื้องล่อหยก
แฉ ‘พิธา’ วางอุบายหุ้นไอทีวี  ใช้แผน โยนกระเบื้องล่อหยก
แฉ ‘พิธา’ วางอุบายหุ้นไอทีวี  ใช้แผน โยนกระเบื้องล่อหยก

‘กกต.’ เตือนแชร์ข่าว ชูวิทย์ ปูดเลือกตั้งล่วงหน้า เข้าข่ายผิดพรบ.คอมฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548688

10 พ.ค. 2566

'กกต.' เตือนแชร์ข่าว ชูวิทย์ ปูดเลือกตั้งล่วงหน้า เข้าข่ายผิดพรบ.คอมฯ

“กกต.” ออกประกาศชี้แจง กรณี “ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์” เผยแพร่ข้อมูล ระบุว่า หน่วยเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้งหาดใหญ่  มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง เกินจำนวนผู้ลงทะเบียนยอด  ข่าวดังกล่าวเป็นความเท็จ แจงผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนทั้ง 3 เขต   ไม่มีเขตใดใช้สิทธิเกิน

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  (กกต. ) ทาง”กกต.” ได้ชี้แจงกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์  แถลงข่าวโดยระบุว่า หน่วยเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้งในอ.หาดใหญ่   จ.สงขลา   มีผู้ลงทะเบียนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง จำนวน 2,047 คน แต่มีผู้มาใช้สิทธิในวันดังกล่าว จำนวน 2,628 คน   เกินจำนวนผู้ลงทะเบียน 581 คน  ข่าวดังกล่าวเป็นความเท็จ ทั้งนี้ อ.หาดใหญ่   มีเขตเลือกตั้งล่วงหน้า จำนวน 3 เขต    จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่มีเขตเลือกตั้งใด  มีจำนวนตรงกับจำนวนตัวเลขที่เป็นข่าว    และขอชี้แจงว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าทั้ง 3 เขต   ไม่มีเขตใดมีผู้มาใช้สิทธิเกินจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง 

“กกต.”  ขอเตือนว่า ผู้ใดแชร์ข่าวดังกล่าวด้วยวิธีการกดไลค์   กดแชร์ รีทวิต   รีโพสต์ ทางยูทูป ทางติ๊กต๊อก  ส่งต่อทางไลน์ไปยังกลุ่มต่าง ๆ หรือช่องทางสื่อสารอื่น ๆ จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14 จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายกิตติ เรืองเริงกุลฤทธิ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลนครหาดใหญ่  อ.หาดใหญ่  จ.สงขลา   ซึ่งรับผิดชอบการเลือกตั้งล่วงหน้าของจังหวัดสงขลา ในวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสงขลา ได้รายงานข้อมูลการใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งแล้ว จำนวน 9 เขตการเลือกตั้ง    จำนวนผู้มาลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า เขตเลือกตั้งที่ 2 (ทน.หาดใหญ่+คลองอู่ตะเภา) ในเขตเลือกตั้ง จำนวนผู้ลงทะเบียน 182 คน มีจำนวนผู้มาแสดงตนออกเสียงลงคะแนน 182 คน เท่ากับ 100% 

นอกเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวนผู้มาลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า จำนวน 8,734 คน จำนวนผู้มาแสดงตนออกเสียงลงคะแนน 8,086 คน เท่ากับ 92.58%  และมีพื้นที่ข้างเคียงรอบเขตเลือกที่ 2 ได้แก่ เขตเลือกตั้งที่ 3 (คอหงส์+นาหม่อม+ทุ่งใหญ่+น้ำน้อย+พะวง+ทุ่งลุง+บ้านพร+คลองเปียะ) จำนวนผู้มาลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง จำนวนผู้ลงทะเบียน 84 คน จำนวนผู้มาแสดงตนออกเสียงลงคะแนน 83 คน เท่ากับ 98.81% นอกเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวนผู้มาลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า จำนวน 5,998 คน จำนวนผู้มาแสดงตนออกเสียงลงคะแนน 5,640 คน เท่ากับ 94.03% 


เขตเขตเลือกตั้งที่ 9 (ฉลุง+ทุ่งตำเสา+ควนลัง+คลองแห+คูเต่า+บางกล่ำ) จำนวนผู้มาลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง จำนวนผู้ลงทะเบียน 67 คน จำนวนผู้มาแสดงตนออกเสียงลงคะแนน 62 คน เท่ากับ 92.54% นอกเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวนผู้มาลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า จำนวน 2,980 คน จำนวนผู้มาแสดงตนออกเสียงลงคะแนน 2,777 คน เท่ากับ 93.19% ซึ่งยอดรวมทั้งหมดของจังหวัดสงขลา ไม่มีผู้มาใช้สิทธิเกินจากจำนวนที่ได้ลงทะเบียนล่วงหน้าไว้แต่อย่างใด การที่สื่อนำเสนอว่า “มีบัตรลงคะแนนเพิ่มมา 581 ใบ”  ไม่เป็นความจริง เป็นข่าวปลอมทั้งสิ้น

ศูนย์กลั่นกรองและต่อต้านข่าวสารที่มีผลกระทบต่อนโยบายและภาพลักษณ์ของเทศบาลนครหาดใหญ่  ระบุว่า ที่มีข่าวจับพิรุธโกงเลือกตั้งล่วงหน้า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ไม่เป็นความจริง (ปลอม) ดังนั้นข้อมูลที่มีการโพสต์ และแชร์ต่อในขณะนี้ จึงเป็นข้อมูลบิดเบือน ขอความร่วมมือประชาชน ไม่แชร์ ไม่ส่งต่อข่าวดังกล่าว เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

'กกต.' เตือนแชร์ข่าว ชูวิทย์ ปูดเลือกตั้งล่วงหน้า เข้าข่ายผิดพรบ.คอมฯ

ผู้ใหญ่ ‘รทสช.’ ยังเมินลูกพรรค ไม่ติดต่อแจงเรื่องค่าใช้จ่ายหาเสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548684

10 พ.ค. 2566

ผู้ใหญ่ 'รทสช.' ยังเมินลูกพรรค ไม่ติดต่อแจงเรื่องค่าใช้จ่ายหาเสียง

ผู้สมัคร สส.เลย เผย ยังไม่ได้รับการติดต่อจาก ผู้ใหญ่ใน ‘รทสช.’ หลังเมื่อวานนำทัพทวงถามสัญญา ยืนยันไม่คิดทำลาย แต่ต้องการสื่อถึงหัวหน้า-เลขาพรรค

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ผู้สมัคร สส.เลย เปิดเผยถึงกรณีเมื่อวานนี้ (10พ.ค.) นำทีม ผู้สมัคร สส.ภาคอีสานและภาคเหนือ เดินทางมาที่ทำการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) หลังไม่ได้รับการดูแลจากพรรคเรื่อง หาเสียงเลือกตั้งว่า เมื่อวานเป็นตัวแทนมาขอความเห็นใจ โดยผู้สมัครคนอื่นเห็นว่าตนอาวุโสในพรรคจึงมาความช่วยเหลือ เนื่องจากไม่ได้รับค่าทำป้าย ค่าหาเสียง ค่ารถแห่ ค่าผู้ช่วยหาเสียง ตามที่ตกลงกัน แม้จะได้รับเงินแล้ว แต่ไม่ครบ เช่น ตกลงกันจะให้งวดละ 200,000 บาทแต่ได้รับมา 2 งวด ส่วนงวดที่ 3-4 กลับลอยแพ ในส่วนที่ยังไม่ได้รับนั้น งบประมาณยังไม่เกินกฎหมายกำหนด แจ้งไปทางพรรคแล้วไม่มีใครสนใจใยดี ขอไปที่พรรคไม่เจอใครเลย โทรศัพท์ไม่รับสาย และตนในฐานะที่เคยเป็นรัฐมนตรีมาสอนกระทรวงก็มาบ่นให้ฟัง 

นายปรีชา ยืนยัน ไม่ได้มาทำลายพัก แต่นำเสนอให้หัวหน้าและเลขาธิการพรรครับทราบ ใครตกลง ก็รับผิดชอบ เพราะการดูแลต้องมีบัญชีค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว เป็นระบบต้องจ่ายงวดละเท่าไร 

ส่วนข่าวที่ออกมา สร้างภาพลบให้พรรครวมไทยสร้างชาติหรือไม่ นายปรีชาไม่ขอออกความเห็น เพราะมองว่า วัตถุประสงค์ที่นำเสนอ เพราะต้องการให้ผู้ใหญ่ดูแล ให้ผู้สมัครเดินได้ เดินให้คล่องกับพื้นที่ 

ส่วนกรณีที่สส.นครพนม ที่ออกมาด้วยนั้น ประกาศยุติการหาเสียง ก็เป็นเรื่องของแต่ละพื้นที่ ของแต่ละบุคคล แต่ส่วนตนยังเดินหน้าหาเสียงต่อ แม้ออกมาเช่นนี้ก็ไม่ทิ้งพื้นที่ ซึ่งให้อำนาจการตัดสินใจของประชาชน ตนเป็นนักต่อสู้อยู่แล้ว ทำงานเพื่อประชาชน เราไปทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนที่เขาฝากผีฝากไข้กับเราให้ไปพูดกับผู้ใหญ่

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า แบบนี้สถานการณ์พรรคเป็นอย่างไร ยังกลมเกลียวหรือไม่ นายปรีชาไม่ขอบตอบ แต่บอกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นผู้ใหญ่แต่ละภาคต้องลงมาดูแล ซึ่งเดิมปัญหาเกิดขึ้นในภาคอีสาน แต่สส.ภาคเหนือทราบข่าว จึงเข้าร่วมด้วยจนขณะนี้มีประมาณ 50 คนแล้ว แต่บางคนเปิดเผยหน้า กลัวจะไม่ได้ค่าใช้จ่าย ก็ไม่เข้าใจตอนเดือดร้อนบอกเรา พอโชว์บอกไม่ไป แต่ก็เป็นสิทธิของเค้า 

ย้อน ‘คดีหุ้นสื่อ’ จาก ‘ธนาธร’ ถึง ‘อุ๊งอิ๊ง-พิธา’ กลเกมนักเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548679

10 พ.ค. 2566

ย้อน 'คดีหุ้นสื่อ' จาก 'ธนาธร' ถึง 'อุ๊งอิ๊ง-พิธา' กลเกมนักเลือกตั้ง

ด้อมส้ม-แดง แทบซวนเซ เมื่อนักร้อง ยื่น กกต.สอบ ‘อุ๊งอิ๊ง-พิธา’ ถูกกล่าวหามีเอี่ยวถือหุ้นสื่อ ขาดคุณสมบัติผู้สมัคร สส. ย้อนอดีตนักการเมือง พัวพัน ‘คดีหุ้นสื่อ’ มีใครบ้าง?

อูณหภูมิการเมืองร้อนฉ่า ก่อนเลือกตั้งใหญ่ 14 พ.ค. 2566 เมื่อ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2566 ขอให้ตรวจสอบว่า ‘ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล(ก.ก.)ว่าเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) หรือไม่

เรืองไกร อ้างว่า พบข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ว่า ‘พิธา’ ถือหุ้นสื่อ บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) หรือ ITV โดยเจ้าตัวได้ออกมายอมรับเรื่องชื่อผู้ถือหุ้นอยู่ใน บมจ.ไอทีวี และเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจสื่อ ตามข้อมูลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแสดงไว้ และรายงานการประชุมของบริษัทเมื่อ 26 เม.ย. 2566 จึงถือว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว

‘พิธา’ ถูกร้องในช่วงกระแสพรรคก้าวไกลนำโด่ง ทิ้งห่างหลายพรรคการเมือง อีกทั้ง “ทิม พิธา” วัย 42 ปี ไม่เพียงแต่เป็น ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 1 ของพรรคก้าวไกล แต่ยังเป็น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพียงหนึ่งเดียวของพรรค อีกด้วย แน่นอนบรรดา ‘ด้อมส้ม’ อาจจะเสียอาการไปบ้าง

ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

“อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคเพื่อไทย เป็นอีกคนที่ ถูก “นักร้อง” ยื่นตรวจสอบปมถือหุ้นบริษัทเอสซี แอสเสท จำกัด(มหาชน) จำนวน 1,216,149,807 หุ้น โดยอ้างว่าวัตถุประสงค์การทำธุรกิจของ “เอสซี แอสเสท” อย่างน้อย 5 ข้อ อาจเข้าข่ายเป็นกิจการสื่อมวลชน

นอกจาก “อุ๊งอิ๊ง” ยังมีผู้สมัคร สส. ในศึกเลือกตั้ง 2566 อีกอย่างน้อย 130 คน ถูก กกต.กล่าวหาปม “ถือหุ้นสื่อ” ตามที่ ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ผู้สมัคร สส.นครนายก เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อ้างถึง ภายหลังเจ้าตัวโดน กกต.นครนายก ตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง ปมถือหุ้น “เอไอเอส” 

อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

2 พ.ค. 2566 ศาลฎีกาสั่งคืนสิทธิ์ให้ “ชาญชัย อิสระเสนารักษ์” ลงสมัคร สส.ได้ชี้กกต.นครนายก ตีความปมถือหุ้น AIS ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์และไม่ชอบด้วยกฏหมายรัฐธรรมนูญ

ย้อน‘คดีหุ้นสื่อ’เจ้าของสถานีวิทยุชุมชน

ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ปี2562 มีนักการเมืองถูกร้อง “คดีหุ้นสื่อ”จำนวนมาก แต่ในจำนวนนี้ มีเพียง ‘นายรวิพล หินผาย’ เป็นผู้สมัคร สส. จ.อุดรธานี พลังท้องถิ่นไท เพียงรายเดียวที่ กกต.วินิจฉัยขาดคุณสมบัติก่อนประชาชนจะใช้สิทธิเลือกตั้ง  เนื่องจากเป็นเจ้าของสถานีวิทยุชุมชน เป็นการถือหุ้นสื่อมวลชน

นายรวิพล หินผาย ถุกกกต.เพิกถอนสิทธิลงสมัคร สส.นายรวิพล หินผาย ถุกกกต.เพิกถอนสิทธิลงสมัคร สส.

โดยไม่มีข้อโต้แย้งว่าไม่ได้เป็นเจ้าของคดีนี้ต่างจากผู้สมัคร สส.บางรายที่ถือหุ้นในบริษัทที่จดบริคณห์สนธิแจ้งวัตถุประสงค์บางข้อทำสื่อ แต่ความจริงทำธุรกิจอื่น ซึ่งเป็นปัญหาถูกร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง และศาลรัฐธรรมนูญ ในขณะนี้ว่า ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้สมัคร สส.หรือไม่?

นายรวิพล หินผาย ผู้สมัคร สส. จ.อุดรธานี เขต 3 พรรคพลังท้องถิ่นไท ถือหุ้นและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด รวิพลเรดิโอ ทำวิทยุชุมชน ถูก กกต.ไม่ประกาศรับรองรายชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. นายรวิพล ได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง แต่ปรากฎว่าวันที่ 8 มี.ค.2562 ศาลฎีกายกคำร้อง

ยกฟ้อง‘คดีถือหุ้นสื่อ’

คดีเพิกถอนชื่อผู้สมัคร สส.ในการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 อันเนื่องมาจากขาดคุณสมบัติ กรณีเป็นเจ้าของ ถือครองหุ้นสื่อมวลชนได้แก่

  • คดีนายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัคร สส. สกลนคร พรรคอนาคตใหม่ 
  • นายคมสัน ศรีวนิชย์ ผู้สมัคร สส.อ่างทอง เขตเลือกตั้งที่ 1 พรรคประชาชาติ 
  • นายทวีป ขวัญบุรี ผู้สมัคร สส. เขตเลือกตั้ง 1 จ.ระยอง พรรคพลังประชารัฐ 
  • นายติณณ์ ศรีงาม ผู้สมัคร สส.กำแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ 2 พรรคนาคตใหม่ 
  • นายอรชุน ประสิทธิ์สมบัติ ผู้สมัคร สส.อ่างทอง พรรคประชาธิปัตย์ 
  • นายสุวัฒน์ชัย สวัสดี ผู้สมัคร สส. จังหวัดนครราชสีมา เขต 1 พรรคความหวังใหม่ 
  • คดีนายวิวิธชิตวัน สุวรรณรัตน์ ผู้สมัคร สส.สงขลา เขตเลือกตั้งที่ 2 พรรคประชาธรรมไทย 

ผู้สมัคร สส. ทั้ง 7 รายศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง พิพากษาเมื่อวันที่ 4-19 มี.ค.2562 ว่า คำสั่งไม่ประกาศรับรองชื่อผู้สมัครของกกต.เป็นไปโดยชอบ ยกคำร้องคัดค้านของผู้ร้อง

‘ธนาธร’ติดบ่วง‘คดีหุ้นสื่อ’ดับฝันพ่อของฟ้า ลามสส.ทั้งสภา

หลังเลือกตั้งใหญ่ 25 มี.ค. 2562 ได้เพียง 2 วัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกกต. ให้ตรวจสอบการถือหุ้นสื่อของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) ที่ห้ามผู้เป็น สส.เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ หรือไม่

นายพิธา และ นายธนาธรนายพิธา และ นายธนาธร

16 พ.ค. 2562 กกต. มีมติเอกฉันท์ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของ “ธนาธร” ให้สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 มาตรา 82 วรรคสี่ 

ด้วยพยานหลักฐาน บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ที่ “ธนาธร” ถือหุ้น เป็นบริษัทที่ระบุวัตถุประสงค์ในการยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ว่า ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชน เมื่อพิจารณาจากงบการเงินของบริษัทพบว่ามีรายได้จากการขายนิตยสาร ให้บริการโฆษณาถือเป็นการประกอบธุรกิจสื่อสารมวลชนและยังคงประกอบกิจการอยู่ ไม่มีการจดทะเบียนยกเลิกบริษัทหรือเสร็จการชำระบัญชี

ขณะที่สำเนาบัญชีผู้ถือหุ้น หรือ บอจ. 5 ที่ กกต.ได้รับจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังปรากฏชื่อนายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่ปี 2558 จนถึงวันที่ 21 มี.ค. 2562 เมื่อ กกต.ประกาศเปิดสมัครรับเลือกตั้ง สส.วันที่ 4-8 ก.พ. 2562

“คดีถือหุ้นสื่อ” ของ “เอก-ธนาธร” เป็นเหตุให้พรรคอนาคตใหม่(ขณะนั้น)ยื่นหนังสือให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งรายชื่อ 41 สส. พรรคฝ่ายรัฐบาลให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แบ่งเป็น 2 ล็อต ล็อตแรก 30 คน ยื่นเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2562 ล็อตสอง 11 คน ยื่นเมื่อ 6 มิ.ย.2562

ฝ่ายค้านรอด ยกเว้น‘ก้าวไกล’ไม่รอด

28 ต.ค. 2563 ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟัง โดยวินิจฉัยในส่วนของ สส.ฝ่ายรัฐบาล 32 คนก่อน เห็นว่า สส.จำนวน 29 คน ไม่ได้ประกอบกิจการธุรกิจสื่อ และหนังสือพิมพ์ตามคำร้องมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3)

ขณะที่จำหน่ายคดีอีก 3 ราย คือ 1. พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ 2.ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล และ 3.นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ เนื่องจากพ้นสมาชิกภาพ สส.ไปแล้ว

ส่วน 32 สส.ฝ่ายค้านนั้น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กรณีของนายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ สส.พรรคก้าวไกล ขาดคุณสมบัติ สส. เนื่องจากถือหุ้นในบริษัทประกอบกิจการสื่อขัดรัฐธรรมนูญ เมื่อครั้งสังกัดพรรคอนาคตใหม่ แม้โอนหุ้นแล้วยังพบข้อพิรุธ และไม่ชี้แจงข้อเท็จจริง

ศาลฯ สั่งจำหน่ายคดี 3 รายคือ 1.พล.ท.พงศกร รอดชมภู 2.นายสุรชัย ศรีสารคาม และ 3. นายชำนาญ จันทร์เรือง เนื่องจากพ้นสมาชิกภาพส.ส.ไปแล้ว

ส่วน 28 สส. ฝ่ายค้านศาลยกคำร้อง เนื่องจากไม่ได้ประกอบกิจการธุรกิจสื่อมวลชน และหนังสือพิมพ์แต่อย่างใด

คดีถือหุ้นสื่อ บริษัทวีลัค มีเดียจำกัด จนเป็นเหตุให้ “ธนาธร” พ้นตำแหน่งสส.ปี2652 อาจจะมีข้อเท็จจริงแตกต่างไปจาก “อุ๊งอิ๊ง” แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย เพราะ “เอสซี แอสเสท” เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่าทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก ต่างจาก “วีลัค มีเดีย” ทำธุรกิจสิ่งพิมพ์โดยตรง

ทั้ง ‘อุ๊งอิ๊ง’ แพทองธาร และ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ถูกกล่าวหา คดีถือหุ้นสื่อ ส่วนใครจะลิ่ว หรือร่วง หรือมีผลต่อการเลือกตั้ง 2566  หรือไม่ รอลุ้นการวินิจฉัยของกกต. 

…กมลทิพย์ ใบเงิน..เรียบเรียง

‘กรณ์’ ปราศรัยฝ่าสายฝน ขอคนสงขลา ‘วางหัวใจไว้กับจูรี’  

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548675

10 พ.ค. 2566

‘กรณ์’ ปราศรัยฝ่าสายฝน ขอคนสงขลา ‘วางหัวใจไว้กับจูรี’  

เลือกตั้ง66 : ‘กรณ์ จาติกวณิช’ นำชาติพัฒนากล้า ปราศรัยกลางสายฝนที่สงขลา หวังคนสงขลาเลือก ‘จูรี นุ่มแก้ว’ เข้าไปเป็นผู้แทน

จากปรากฎการณ์การปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งของพรรคชาติพัฒนากล้า ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เลือกตั้งของ นายจูรี นุ่มแก้ว ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 เบอร์ 8 ดาวติ๊กตอกชื่อดังขวัญใจคนใต้

โดยมีนายกรณ์ จาติกวณิช นำทีมปราศรัย ท่ามกลางพายุฝนที่ถล่มลงมาอย่างหนัก เมื่อคืนวันที่ 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมา 

แต่ปรากฏว่าประชาชนที่เข้าร่วมรับฟังอย่างล้นหลาม เต็มพื้นที่สี่แยกสะพานดำ  ก็ไม่ยอมถอย ยังคงปักหลักฟังปราศรัยและส่งเสียงให้กำลังใจกันตลอดเวลา

‘กรณ์’ ปราศรัยฝ่าสายฝน ขอคนสงขลา ‘วางหัวใจไว้กับจูรี’  

ชาวบ้านบางคนกระโดดขึ้นบนเวทีประกาศออกไมค์ว่า คนหาดใหญ่ และ คนสงขลา รอผู้แทนแบบ จูรี มานาน ผู้แทนลูกชาวบ้าน ที่ต่อสู้ดิ้นรน จนประสบความสำเร็จในชีวิต เข้าใจหัวอกชาวบ้านที่เดือดร้อนจากการไม่ได้รับโอกาสที่ดี จากระบบที่ไม่เอื้อให้คนจนได้ลืมตาอ้าปาก และพวกเขาไม่สามารถพึ่งพาผู้แทนของตัวเองได้เลย   

นอกจากนี้ นายกรณ์ ยังได้สำทับเพิ่มเติมว่า ตลอดชีวิตการเป็นนักการเเมืองมาเกือบ 20 ปี ในยุค ๆ หนึ่ง จะมีคนแบบจูรี ไม่เกิน 1ถึง 2 คน จึงขอให้ชาวบ้านวางหัวใจไว้กับจูรีได้ แล้วช่วยกันเลือกคนแบบจูรี เข้าไปเป็นผู้แทน เพราะไม่แน่ว่า ตลอดชีวิตนี้ ท่านอาจจะไม่พบเจอคนแบบจูรีอีกเลย นี่คือ เพชรน้ำงาม ของคน สงขลา ที่มีความรู้ ความสามารถ ผ่านประสบการณ์ชีวิต ความยากลำบาก เพื่อไปสู่เป้าหมายของชีวิต คือเป็นผู้แทนที่สร้างสรรค์ ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง 

‘กรณ์’ ปราศรัยฝ่าสายฝน ขอคนสงขลา ‘วางหัวใจไว้กับจูรี’  

เขาจึงเลือกพรรคที่มีอุดมการณ์เดียวกันคือพรรคชาติพัฒนากล้า และแม้ว่าจะเจอวิชามารสารพัดรูปแบบ ตลอดช่วงการหาเสียง ทั้งกีดกันไม่ให้เข้าพื้นที่ ทั้งแอบอ้างแจกเงินชาวบ้านโดยอ้างว่าเป็นเงินจูรี รวมถึงการทำลายป้ายหาเสียง 

แต่จูรี ก็ยังเชื่อมั่นว่า  ไม่ว่าใครจะทำอะไรก็ตาม แต่เบอร์ 8 ของเขา เข้าไปอยู่ในหัวใจชาวบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงเบอร์ 14 ซึ่งเป็นเบอร์พรรคชาติพัฒนากล้าด้วย

‘กรณ์’ ปราศรัยฝ่าสายฝน ขอคนสงขลา ‘วางหัวใจไว้กับจูรี’  

และทันที ที่คลิปปราศรัยของจูรี ออกสู่โซเชียล ก็มีคนเข้าไปชมทะลุล้านวิวเพียงไม่กี่ชั่วโมง ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า การเมืองใหม่ได้เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ ที่ จ.สงขลา และส่งผลสั่นสะเทือนไปทั่วภาคใต้ ทำให้พรรคการเมืองเก่าแก่ เจ้าของพื้นที่ตลอดกาลถึงกับสะเทือน  

จากนี้ไปอย่าได้กระพริบตา พายุจูรี จะพัดถล่มให้ฐานเก่าแก่ จมทะเล ได้หรือไม่ 14 พฤษภา มีคำตอบแน่นอน

เสากระโดง ‘สะพานพระราม 8’ ใหญ่กว่าป้ายหาเสียง 76 เท่า ทำไม รทสช. เลือกจุดนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548671

10 พ.ค. 2566

เสากระโดง 'สะพานพระราม 8' ใหญ่กว่าป้ายหาเสียง 76 เท่า ทำไม รทสช. เลือกจุดนี้

เสากระโดง ‘สะพานพระราม 8’ เสาสะพานที่ใหญ่กว่าป้ายหาเสียง 76 เท่า เปิดเหตุผลทำไม รทสช. ต้องยิงเลเซอร์ตัวอักษรชวนเลือกตั้งขึ้นไปด้านบน

เลเซอร์ตัวหนังสือหาเสียงของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ยังมีกระแสดราม่าแรงไม่ตก เพราะทางฝั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่าไมได้ผิดเงื่อนไขการขึ้นป้ายหาเสียง ซึ่งดูเหมือนว่าจะยังย้อนแย้งกับอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างนายสมชัย ศรีสุทธิยากร  ที่ได้ระบุว่า ตัวอักษรหาเสียงที่ฉายไปยังเสากระโดง “สะพานพระราม 8” ของพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น เข้าข่ายผิดกฎหมาย เพราะ กกต. กำหนดขนาดของป้ายหาเสียงว่าให้ใหญ่ที่สุดไม่เกิน 1.30×2.45 เมตร ดังนั้น กรณีป้ายไฟใหญ่ที่ติดเสา “สะพานพระราม 8” จึงอาจเข้าข่ายเกินกว่าขนาดที่กำหนด 

  • ทำไมต้องใช้ “สะพานพระราม 8” ในการหาเสียง

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.  อธิบายถึงกรณีการใช้พื้นที่ด้านบนสะพานพระราม 8 ในการหาเสียงของพรรคการเมืองในครั้งนี้ กับคมชัดลึก ว่า บริเวณเสากระโดงของ “สะพานพระราม 8” ค่อนข้างมีความโดดเด่นสามารถมองเห็นได้ในระยะไกลเพราะเสามีความสูงถึง 160 เมตร  ซึ่งในเชิงการตลาดสามารถทำให้คนถ่ายภาพและเกิดการแชร์ต่อๆ ไปได้ อีกทั้งในจุดดังกล่าวยังไม่เคยมีบริษัทเอกชนเจ้าไหนสามารถติดต่อและทำการยิงเลเซอร์ตัวหนังสือขึ้นไปบน “สะพานพระราม 8” ได้ ดังนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติ ถือว่าเป็นพรรคแรกในประเทศไทยที่สามารถทำได้แบบนี้  หากมองในมุมการหาเสียงเพื่อเรียกคะแนนในโค้งสุดท้ายมองว่าไม่ได้มีผลมากหนัก แต่ตัวคนดำเนินการเองอาจจะได้ความภูมิใจที่ประสานขอยิงเลเซอร์ขึ้นไปบนเสากระโดงสะพานได้แบบนี้  เพราะยังไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน 

ภาพจากทวิตเตอร์อ้น ทิพานันภาพจากทวิตเตอร์อ้น ทิพานัน

  • เสากระโดงสะพานขนาดใหญ่กว่าป้ายหาเสียง 76 เท่า 

สำหรับ “สะพานพระราม 8” ถือว่าเป็นสะพานแขวนที่มีขนาดใหญ่  รูปเป็นสะพานขึงแบบอสมมาตรเสาเดี่ยว ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งที่ 13 ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขนาดของ “สะพานพระราม 8” มีการออกแบบไว้ที่ความยาว 475 เมตรความ สูง 160 เมตร เฉพาะเสากระโดงผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอาจจะกว้างมากถึง 1.50 เมตร หากลองเปรียบเทียบขนาดป้ายหาเสียง และขนาดของเสากระโดง “สะพานพระราม 8” จะเห็นว่า ขนาดแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยพื้นที่รวมของป้ายหาเสียงอยู่ที่ 3.12 ตารางเมตร ส่วนของเสากระโดงสะพานพระราม 8 จะอยู่ที่  240 ตารางเมตร ซึ่งเท่ากับว่าเสากระโดงจะมีขนาดใหญ่กว่าป้ายหาเสียงมากถึง 76 เท่า  และหากลองเอาป้ายหาเสียงขนาด 1.30 ม.x 2.45 ม.มาวางต่อ ๆ กันจะต้องใช้ป้ายมากถึง 76 ป้ายเลยทีเดียว 

  • สรุปยิงเลเซอร์ขึ้นเสากระโดง “สะพานพระราม 8” ผิดหลักเกณฑ์เลือกตั้งจริงหรือไม่ 

ส่วนกรณีที่สังคมเกิดการตั้งคำถามมากมายว่ากรณีดังกล่าวถือว่าผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่นั้นนายสมชัย อธิบายเพิ่มเติมว่า กกต.กำลังตีความผิดประเด็นไปว่าการหาเสียงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์นับรวมการยิงเลเซอร์ข้อความด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้วการใชสื่ออิเล็กทรอนิกส์หมายถึงการหาเสียงผ่านโซเชียลมีเดีย เฟสบุ๊ก ทวิตเตอร์ SMS เว็บไซต์ ซึ่งเป็นรูปแบบการหาเสียงเพื่อให้เข้าถึงทางไกล  ส่วนการยิงเลเซอร์นั้นไม่ถือว่าเป็นการหาเสียงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แต่มีสถานะเป็นป้ายหาเสียง เพราะจากรายละเอียดหนังสือขอใช้พื้นที่มีการระบุชัดเจนว่าจะขอใช้ทั้งหมด 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 8-12 พ.ค. แต่ละวันใช้เวลานานกว่า 6 ชั่วโมง หากกกต.ตีความว่าเป็นการหาเสียงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์การหาเสียงบนบิลบอร์ดก็คงจะทำได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้การตีความของกกต.ไม่ได้เป็นแนวทางที่ทำให้ปัญหาจบ แต่กลับเป็นการสร้างปัญหามากกว่า เพราะตามกฎหมายแล้วกรณีใช้ป้ายหาเสียงเกินขนาดไม่ได้มีความผิดอะไร หาก กกต.เห็นก็ตักเตือนและแจ้งให้เอาป้ายลง หรือหากกต.จะต้องเอาลงเองก็สามารถไปเก็บค่าดำเนินการกับเจ้าของป้ายได้   

หนังสือขอใช้พื้นที่เลือกตั้งหนังสือขอใช้พื้นที่เลือกตั้ง

ขอแลนด์สไลด์ ที่เชียงใหม่ เพื่อไทยทวงคืนศรัทธา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548668

10 พ.ค. 2566

ขอแลนด์สไลด์ ที่เชียงใหม่ เพื่อไทยทวงคืนศรัทธา

รำลึกอดีตไทยรักไทย ตั้งเป้าแลนด์สไลด์ ที่เชียงใหม่ เพื่อไทยขอเติมโอกาศให้คนเมือง เด็กจบใหม่ ไม่ต้องเคลื่อนย้าย ออกนอกพื้นที่

การร่วมหารือ แลกเปลี่ยน แนวคิดด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ กับตัวแทนผู้ประกอบการ นักธุรกิจท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ รวม 40 องค์กร ของแกนนำพรรคเพื่อไทย ขอชนะการเลือกตั้งแลนด์สไลด์ เพราะอยากให้เชียงใหม่เป็นเมืองแห่งโอกาสเหมือนสมัยรัฐบาลไทยรักไทย  

เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย มองว่า เชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ ที่ยังไปได้อีกไกล  หลายอย่างในจังหวัดถูกดองเค็ม ทั้งที่มีความพร้อมทุกด้าน ทั้งมหาวิทยาลัย และโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อมแล้ว  

หลายข้อเสนออย่างแนวคิดผู้ว่าซีอีโอ  เป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดที่มีความพร้อม ซึ่งเชียงใหม่มีความพร้อมทุกด้าน โดยจะมีการกำหนดเคพีไอการทำงานผลักดันท้องถิ่น   ไม่ใช่มาแค่ปกครอง  แต่ต้องมาสนับสนุน

ทั้งนี้ เพราะเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยว เมืองเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เรามั่นใจว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล เราจะจัดการให้ชัดเจน  ใส่จิตวิญญาณความเป็นซีอีโอให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด และร่วมผลักดันทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์กับพื้นที่

แกนนำเพื่อไทย ประชุม ร่วม 40 องค์กร ธุรกิจ เอกชน เชียงใหม่แกนนำเพื่อไทย ประชุม ร่วม 40 องค์กร ธุรกิจ เอกชน เชียงใหม่

ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าปัญหาเล็ก ๆ ที่ส่งผลกระทบอย่างยิ่งใหญ่สามารถแก้ปัญหาได้ เช่น จังหวัดน่าน เป็นเมืองคู่ขนานกับหลวงพระบาง เมืองมรดกโลก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งสามารถผลักดันน่านให้เป็นเมืองคู่ขนานกับหลวงพระบางได้

หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลต้องดูแลกระทรวงที่ถูกต้อง  ผลักดันนโยบายให้ได้อย่างมีนัยยะ  อยากให้เชียงใหม่เป็นเมืองแห่งโอกาสเหมือนสมัยรัฐบาลไทยรักไทย  พรรคเพื่อไทยอยากกลับไปผลักดันนโยบายดี 

ส่วนข้อเสนอแนวคิดรุ่นใหม่จบการศึกษา  ไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน พรรคเพื่อไทย มีนโยบายปรับเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี ที่ 25,000 บาท  ค่าแรงขั้นต่ำสำหรับแรงงานที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปรับขึ้นที่ 600 บาทต่อวัน และการเติมเงินให้กับครอบครัวที่มีรายได้ต่ำให้ถึง 20,000 บาทต่อครัวเรือนให้

นายเศรษฐา ยังเห็นด้วยกับข้อเสนอให้รัฐบาลส่งเสริมการติดแผงโซลาร์เซลล์ โซในครัวเรือน โดยหากสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในบ้านและที่เหลือขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ก็ปรับเป็นการไฟฟ้าที่เหลือให้หักจากยูนิตไฟฟ้าที่ใช้จริงได้  


ข้อเสนอนี้อยู่ภายใต้แนวคิดประชาชนเป็นเจ้าของ ประชาชนมีส่วนร่วม

เพจลุงตู่ตูน ทำคลิป เปิดเหตุคนใต้เลือก ‘ประยุทธ์-รทสช.’ หวังให้สานงานต่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548655

10 พ.ค. 2566

เพจลุงตู่ตูน ทำคลิป เปิดเหตุคนใต้เลือก 'ประยุทธ์-รทสช.' หวังให้สานงานต่อ

‘เฟซบุ๊กลุงตู่ตูน’ เปิดคลิปสัมภาษณ์ความรู้สึกคนใต้ถึงสาเหตุที่สนับสนุน ‘พล.อ.ประยุทธ์’ มองเป็นคนพูดจริงทำจริง-มีผลงาน พอใจทำเพื่อประเทศ-ปชช. ไม่ทอดทิ้งคนทุกกลุ่ม หวั่นรัฐบาลใหม่ไม่สาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แฟนเพจเฟซบุ๊กลุงตู่ตูน ซึ่งเป็นเพจสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้โพสต์คลิปวิดีโอสัมภาษณ์ประชาชนในพื้นที่หลายจังหวัดภาคใต้ อาทิ จ.ภูเก็ต, กระบี่, พังงา และ นราธิวาส ซึ่งคณะของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครวมไทยสร้างชาติ เพิ่งลงพื้นที่หาเสียง เมื่อวันที่ 7-8 พ.ค.66 ที่ผ่านมา

 โดยได้มีการสอบถามประชาชนถึงความรู้สึกที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ และเหตุที่เลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งประชาชนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รัก พล.อ.ประยุทธ์ หรือลุงตู่ เพราะเป็นคนพูดจริงทำจริง และต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำประเทศต่อ เพราะมีผลงาน และดำเนินโครงการต่างๆ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์กับประชาชน ประกอบดับนโ่ยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ดูแลประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ, ผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มเปราะบาง โดยห่วงว่า หากไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว รัฐบาลใหม่จะมาสานงานต่อ

 “คนภูเก็ต รักลุงตู่ ขอเชียร์ลุงให้สู้สู้ครับ … ลุงตู่ เป็นผู้นำที่เข้มแข็ง มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตปัญหาต่างๆมาด้วยดี … การทำงานของ  ลุงตู่ เราเห็นผลงานอยู่แล้ว 8 ปีที่ผ่านมา ที่ทำงานเพื่อประชาชนคนไทย … อยากให้ ลุงตู่ สู้ๆ ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ … เพราะรวมไทยสร้างชาติ คือรวมทั้งหมดเลย ไม่แยกแผ่นดินใดๆทั้งสิ้น” ประชาชนหลายรายกล่าวในทิศทางเดียวกัน

 แฟนเพจเฟซบุ๊กลุงตู่ตูน ยังได้ระบุข้อความด้วยว่า รัก “ลุงตู่” เลือก “ลุงตู่” แต่ถ้ารักกันจริง รักกันมากต้องเลือก “รวมไทยสร้างชาติ” เลือก ส.ส. น้ำดี ไปยกมือสนับสนุน “ลุงตู่” เป็นนายกฯอีกสมัย.

รอง ผอ.ไทยพีบีเอส โพสต์ 7 ข้อสถานะไอทีวี ชี้ ปิดกิจการตั้งแต่ปี 2550 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548654

10 พ.ค. 2566

รอง ผอ.ไทยพีบีเอส โพสต์ 7 ข้อสถานะไอทีวี ชี้ ปิดกิจการตั้งแต่ปี 2550 

‘อนุพงษ์ ไชยฤทธิ์’ รองผอ.ไทยพีบีเอส โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้ 7 ประเด็นที่เกี่ยวกับสถานะไอทีวี ระบุปิดกิจการตั้งแต่ปี 2550 

นายอนุพงษ์ ไชยฤทธิ์ รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย(ส.ส.ท.) หรือ ThaiPBS ได้โพสต์เฟซบุ๊ก 7 ประเด็นที่เกี่ยวกับสถานะของ บริษัท ไอทีวี หลังจากมีข่าวการถือหุ้นสื่อในไอทีวี ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล 

นายอนุพงษ์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า Anupong Chaiyariti ระบุว่า สรุปสาระสำคัญของบริษัทไอทีวี จากรายงานประจำปี 2565

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fanupong.chaiyariti%2Fposts%2Fpfbid036YLKRiiJ1YxnnzUJpvZ67mZoHpSx42DiooDnt4uYYtonCQZJtTwXrpK72i2zX5TCl&show_text=true&width=500

1.หยุดประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ไอทีวีตั้งแต่ 24.00 น.วันที่ 7 มีนาคม 2550 สืบเนื่องจากการบอกเลิกสัญญาร่วมงานของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

2.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย delist ถอดหุ้นไอทีวีจากการซื้อขายตั้งแต่วันที่ 24 กค.2557

3.ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการฟ้องร้องพิพาททางกฏหมายกับสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สืบเนื่องจากกรณีที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่า

  • การบอกเลิกสัญญาของ สปน. ไม่ชอบด้วยกฏหมาย
  • ให้ สปน.ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 2,890 ล้านบาท

3.1 ต่อมา สปน.ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของอาุญาโตตุลาการ ซึ่งศาลปกครองมีคำสั่งยกคำร้องของ สปน.

3.2 มกราคม 2564 สปน.ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองกลาง ต่อศาลปกครองสูงสุด คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา

4.ปีบัญชี 2565 ไอทีวี มีรายได้จากการลงทุนและดอกเบี้ยรับ 20.5 ล้านบาท (ผลตอบแทนจากตราสารหนี้และตราสารทุน) กำไรสุทธิ 8.5 ล้านบาท

5.ไอทีวี มีบริษัทย่อย 1 บริษัท คือบ.อาร์ตแวร์มีเดีย ให้เช่าอุปกรณืผลืตรายการวิทยุโทรทัศน์ ผลิตรายการโทรทัศน์ ซื้อขายลิขสิทธิ์ภาพยนต์และรายการโทรทัศน์ และกิจกรรมการตลาดอื่นๆ สถานะปัจจุบันของบริษัท คือ หยุดประกอบกิจการ

6.กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่โดยพฤติการณ์มีอิทธิพบต่อการกำหนดนโยบายและการดำเนนิงานบ.ไอทีวีในปัจจุบัน คือบ.อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)

7.การรักษาสถานะความเป็นนิติบุคคลของบ.ไอทีวี เพื่อดำเนินการฟ้องร้องกับสปน. (ความเห็นผู้เขียน)
 

ที่มา เฟซบุ๊ก Anupong Chaiyariti

‘เรืองไกร’ ยื่นสอบคุณสมบัติ ‘พิธา’ ถือหุ้น ITV ชี้คล้ายกรณี ‘ธนาธร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548652

10 พ.ค. 2566

'เรืองไกร' ยื่นสอบคุณสมบัติ 'พิธา' ถือหุ้น ITV ชี้คล้ายกรณี 'ธนาธร'

‘เรืองไกร’ มั่นใจหลักฐานยื่น กตต. สอบคุณสมบัติ ‘พิธา’ ถือหุ้น ITV ชี้แค่ถือครองหุ้นมีความผิดแล้ว พร้อมยื่น ป.ป.ช.สอบซุกหุ้น คล้ายกรณี ‘ธนาธร’

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นหนังสือขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ขาดคุณสมบัติผู้สมัครหรือไม่ หลังมีข้อมูล ถือหุ้นITV หรือ บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) 42,000 หุ้น ซึ่งได้ข้อมูลมาจากผู้ที่เห็นบัญชีผู้ถือหุ้น ทักท้วงมายืนยันไม่ใช่ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจการค้า 

โดยขณะนี้พบว่า ITV ยังประกอบธุรกิจสื่อตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแสดงไว้และตามรายงานการประชุมเมื่อ 26 เมษายน 2566 ที่ผ่านมานี้ รายงานตอนท้ายมีผู้ถือหุ้นถามว่าเป็นสื่อประกอบกิจการหรือไม่ ผู้บริหารของ ITV ตอบและเป็นบันทึกการประชุม ว่า เป็นบริษัทสื่อฯ

จึงจำเป็นต้องร้องให้ กกต.ตรวจสอบ ซึ่งการที่นายพิธาออกมาระบุเหมือนภาคเสธ รับครึ่งไม่รับครึ่ง แม้จะระบุว่าหุ้นดังกล่าวไม่ใช่ของตนเอง เป็นกองมรดก และตัวเองเป็นผู้จัดการเท่านั้น แต่อยากให้ดูรัฐธรรมนูญมาตรา 98 ( 3 ) เขียนเพียงว่าผู้จะลงสมัคร สส.ต้องไม่เป็นผู้ถือครองหุ้นสื่อเท่านั้น  

ข้อมูลจากนายเรืองไกรข้อมูลจากนายเรืองไกร

นายเรืองไกร ยืนยันข้อมูลที่ได้มาได้ให้ทีมงานตรวจสอบในเว็บกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทันที พบ ข้อมูลการจดทะเบียน ข้อมูลการส่งงบการเงิน5 ปี ตรงกันหมด และบริษัทไอทีวี เป็นบมจ.6 ชัดเจน คือ เป็นบริษัทมหาชน ผู้ถือหุ้นเป็นชื่อของนายพิธาโดยตรงไม่มีการห้อยท้าย ยืนยัน มีเอกสารหลักฐานครบถ้วน

ส่วนที่นายพิธา อ้างว่าได้มีการหารือและชี้แจงกับ ป.ป.ช.แล้ว เป็นกฎหมายคนละฉบับกัน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติการลงสมัคร สส. สิ่งที่นายพิธาอ้างน่าจะเป็นเรื่องการถือครองหุ้นและแจ้งบัญชีทรัพย์สิน โดยตนได้ไปตรวจสอบการแจ้งบัญชีทรัพย์สินของนายพิธาระหว่างดำรงตำแหน่ง สส. ก็ไม่พบว่ามีการแจ้งหุ้นดังกล่าวต่อ ป.ป.ช. เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาจึงได้ไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ว่านายพิธาแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือไม่     

ดังนั้นจึงขอให้ กกต.ทำตามหน้าที่และอำนาจโดยเร็ว ไม่ปล่อยให้เวลาเนิ่นนานไปกว่านี้ หากกกต.รับรองเรื่องก็จะขาดคุณสมบัติเรื่องก็จะไปศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนกรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ศาลวินิจฉัยว่า ขาดคุณสมบัติเนื่องจากถือหุ้นวีลัค มีเดีย ความเป็น สส.สิ้นสุดลงเฉพาะตัว 

ส่วนจะถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่ หากย้อนไปถึงกรณีของนายธนาธรถูกพิพากษาคคดีถือหุ้นดีลักซ์ดีมีเดีย แต่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบเพราะเงินกู้ เป็นข้อกฎหมายคนละตัว

ทั้งนี้เมื่อมีความปรากฏมีผู้ร้องกกต.ต้องใช้ดุลพินิจเป็นธรรม จะก่อนหรือหลังเลือกตั้งมีผลต่างกัน รอจับตาความเคลื่อนไหวหลังจากนี้ เพราะไปถึงขั้นศาลตัดสินจะเป็นเรื่องใหญ่มาก และตนมีข้อกฎหมายอีกส่วนหนึ่งรออยู่แล้ว แต่รอให้ศาลตัดสินก่อน เป็นเรื่องเดียวกันแต่มีผลกระทบมหาศาล

ข้อมูลจากนายเรืองไกรข้อมูลจากนายเรืองไกรข้อมูลจากนายเรืองไกรข้อมูลจากนายเรืองไกร