กสศ.เปิด ‘เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก’ แก้วิกฤตเด็กหลุดนอกระบบรับเปิดเทอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/732475

กสศ.เปิด ‘เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก’ แก้วิกฤตเด็กหลุดนอกระบบรับเปิดเทอม

กสศ.เปิด ‘เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก’ แก้วิกฤตเด็กหลุดนอกระบบรับเปิดเทอม

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 18.53 น.

กสศ. และภาคี เปิด ‘เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก’ ช่วยแก้วิกฤตเด็กหลุดนอกระบบรับเปิดเทอมนี้ ด้าน ‘ศ.ดร.สมพงษ์’ แนะรัฐบาลใหม่ชูนโยบาย “การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต” ปฏิรูปโครงสร้างสวัสดิการครอบคลุมการเรียนรู้ทุกรูปแบบ ยึดความหลากหลายของเด็กเป็นที่ตั้ง

แม้การศึกษาจะเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยรัฐมีหน้าที่สนับสนุนให้เกิดหน่วยจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย ประชาชนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคในการเลือกเส้นทางการศึกษาตามความถนัด ความต้องการ และความจำเป็นพื้นฐานแห่งชีวิต เพื่อให้สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ แต่การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกยังคงเป็นภาพฝันในสังคมไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ร่วมกับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม สมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย และตัวแทนนักขับเคลื่อนการศึกษาหลายองค์กร เปิดตัวความร่วมมือภายใต้ชื่อ ‘เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก’ นำเสนอการออกแบบนโยบายเพื่อพาเด็กและเยาวชนจำนวน 2.5 ล้านคน จากครัวเรือนยากจน 20% ล่างของประเทศ รวมถึงเยาวชนและแรงงานนอกระบบสะสมอีกราว 20 ล้านคน ก้าวออกจากวงจรความยากจนข้ามรุ่นด้วยภาพฝันการศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก ทำให้ประเทศไทยไม่มีคำว่า “เด็กนอกระบบ”

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เผยว่า วิกฤตทางที่เป็นโจทย์ใหญ่รับเปิดเทอมใหม่ปีการศึกษา 2566  คือการส่งต่อความยากจนข้ามรุ่นกำลังขยายตัวครั้งใหญ่ โดยมีเด็กจากครอบครัวยากจนเพิ่มขึ้น 3-4 แสนคน เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา 2-3 แสนคน เพิ่มขึ้น 3-4 เท่า และภาวะการเรียนรู้ถดถอยที่ยังเป็นปัญหาเรื้อรัง  ถ้าแก้ไขไม่ได้ไทยจะสูญเสียเด็กทั้งรุ่นที่ต้องประสบปัญหาทั้งเรื่องอ่านออกเขียนได้และสุขภาพจิตในอนาคต

ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ศ.ดร.สมพงษ์ มีมุมมองต่อนโยบายแก้วิกฤตทางการศึกษาของพรรคการเมืองในสนามเลือกตั้ง 2566 ว่านักการเมืองส่วนใหญ่ยังมองปัญหาเรื่องการศึกษาอย่างผิวเผิน ขาดการมองอย่างวิเคราะห์รอบด้าน โดยเฉพาะเรื่องการหลุดออกนอกระบบของเด็กที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขและหาวิธีช่วยเหลือให้ได้

“นโยบายที่ดีของกระทรวงศึกษาธิการคือการตามเด็กกลับมาเรียน จากจำนวนเด็ก 238,707 คน สามารถตามเด็กกลับมาเรียนได้ 200,000 กว่าคน แต่สภาพปัจจุบันที่เป็นผลมาจากโควิด-19 ความเสี่ยงที่เด็กจะหลุดออกจากระบบการศึกษาจะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในปีการศึกษา 2566 ถ้าไม่จัดการหรือไม่มีนโยบายที่ชัดเจน อย่างเช่นสวัสดิการต่าง ๆ รวมถึงเส้นทางการศึกษาที่เหมาะกับเด็กจริงๆ  เด็กจะหลุดออกจากระบบวนซ้ำถึง 85%”

ศ.ดร.สมพงษ์ ระบุถึง 1 ในข้อเสนอถึงพรรคการเมืองของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยนโยบายปฏิรูปโครงสร้างสวัสดิการที่ครอบคลุมการเรียนรู้ทุกรูปแบบ ชูแนวคิดการศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต ปรับระบบราชการกระทรวงศึกษาฯ ให้มีวิธีคิดและหลักการที่ทันสมัย สนับสนุนเครือข่ายให้มีโอกาสร่วมพัฒนาการศึกษา ทั้งด้านหลักสูตรและวิธีบริหารจัดการเรียนรู้ที่แตกต่างหลากหลายได้

“กสศ. มีเป้าหมายสำคัญเรื่องการศึกษาทางเลือก (Alternative Education) และการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (System Change) การขับเคลื่อนในอีก 3 ปีข้างหน้า เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก จะเป็นตัวแบบการศึกษาแบบเปิด (Open Education) ที่เกิดจากความร่วมมือของภาคประชาชน หากกระทรวงศึกษาธิการหันมาปฏิรูปโครงสร้างระบบ โดยมองเด็กเป็นที่ตั้ง มองเห็นถึงความหลากหลายแตกต่าง จัดการการศึกษาให้มีหลากรูปแบบหลายระบบ ก็จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของเด็กได้อย่างดียิ่ง ฉะนั้นอยากให้ทุกคนเปิดใจยอมรับ และหันมาร่วมมือกัน ซึ่งการใช้นวัตกรรมต่าง ๆ จะช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มทางเลือกหรือทางออกทางการศึกษาให้กับเด็กได้ เพราะระบบการศึกษาที่ผ่านมามีกำแพง กฎเกณฑ์มากมาย จึงอยากให้ผ่อนปรนลดกฎระเบียบเหล่านี้ลงบ้าง เพราะเมื่อเด็กออกกลางคัน เขาจะเป็นแรงงานด้อยทักษะ ไปตลอดชีวิต” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

“ภาพฝัน” การศึกษาที่ทุกคนมีทางเลือก วันที่ประเทศไทยจะไม่มีคำว่า “เด็กนอกระบบ”

นายวิทิต เติมผลบุญ เลขาธิการสมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน กล่าวว่า เป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องพูดถึงเรื่องการศึกษาที่มีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิต เนื่องจากเด็กที่หลุดออกจากการศึกษากระแสหลักก่อนจบชั้นมัธยมต้น จะยังไม่สามารถเข้าเรียนในรูปแบบการศึกษาตามอัธยาศัยหรือ กศน. ได้ เนื่องจากอายุไม่ถึง 15 ปี อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ระบุว่าสถานศึกษาสามารถจัดการศึกษาคละรูปแบบได้คือ การศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย รวมถึงการเทียบโอนหน่วยกิตระหว่างกันได้ การสนับสนุนโดยรัฐก็ควรเกิดขึ้นทุกรูปแบบ

“หากรูปแบบการศึกษาทางเลือกได้รับความสนใจและพัฒนาต่อเนื่อง จนสามารถตอบโจทย์ชีวิตของเด็กและเยาวชนทุกคนได้ในระดับเดียวกับการศึกษากระแสหลัก เมื่อถึงวันนั้นเราจะไม่มีเด็กนอกระบบการศึกษาอีกต่อไป”

ด้าน นายเทวินฏฐ์ อัครศิลาชัย เลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย กล่าวเสริมว่า 24 ปีผ่านมา การยอมรับและสวัสดิการที่ควรจะครอบคลุมการศึกษาทางเลือกแทบไม่เกิดขึ้น เด็กและเยาวชนที่เรียนในศูนย์การเรียนไม่เคยได้รับเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานเท่าเทียมกับเด็กที่เรียนอยู่ในระบบโรงเรียน ครูในระบบการศึกษาทางเลือกยังขาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพตนเองผ่านสวัสดิการอบรมความรู้ และเข้าไม่ถึงสิทธิที่ควรได้รับ

“การศึกษาทางเลือกจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อให้มีพื้นที่ มีการเติบโตที่เข้มแข็ง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของนิเวศการเรียนรู้และภูมิทัศน์ทางการศึกษาในปัจจุบัน เนื่องจากบริบทความต้องการของเด็กและเยาวชนมีความหลากหลายซับซ้อน รวมถึงปัจจัยที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษายังต่างไปจากอดีต ดังนั้นทิศทางของการศึกษายุคถัดไป ต้องทำให้เด็กเข้าถึงการเรียนรู้ได้ทั้งในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติได้ โดยสามารถเรียนรู้ได้จากทุกหนทุกแห่ง รวมถึงมีการจัดสรรงบประมาณการศึกษาจากรัฐหรือองค์กรต่าง ๆ เพื่อจัดการศึกษาที่เหมาะสม หากทำได้ถึงจุดนั้น การศึกษาทางเลือกจะเป็นอีกลู่หนึ่งที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยในภาพรวม” นายเทวินฏฐ์ กล่าว

ข้อมูลสถานพินิจฯ ปี 2561-2565 พบเด็กกระทำผิด 134,747 คดี  ในจำนวนนี้  70% หลุดจากระบบการศึกษา

พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวเสริมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาว่า มีมิติที่กว้างกว่าเรื่องความยากจน การทำงานของกรมพินิจฯ จึงมีโจทย์ตั้งต้นว่าจะทำให้เด็กและเยาวชนทุกกลุ่มเข้าถึงการศึกษาที่ดีได้อย่างไร

“สำหรับกรมพินิจฯ ซึ่งมีหน้าที่หลักคือดูแลฟื้นฟูเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมช่วงอายุ 12-18 ปี มีข้อมูลพบว่ามากกว่า 70% ของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้หลุดจากระบบการศึกษาระหว่างเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น หรือต่ำกว่าเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ ดังนั้นหน้าที่ของกรมพินิจฯ จึงต้องสร้างโอกาสในการพัฒนาตัวเองภายใต้สิทธิพื้นฐานที่เด็กพึงมี ด้วยเครื่องมือสำคัญคือการศึกษา และการพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อการมีงานทำ”

พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมพินิจฯ ทำงานกับเครือข่ายศูนย์การเรียน สถาบันการศึกษาสายอาชีพ และภาคส่วนต่าง ๆ นำนวัตกรรมและรูปแบบการศึกษาที่เหมาะสมเข้าไปให้เด็กในสถานพินิจฯ และศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ผ่านกลไกการทำงาน 3 ส่วนหลัก คือด้านวิชาการ จิตวิทยา และสังคมสงเคราะห์ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งคืนเด็กและเยาวชนเหล่านี้กลับสู่สังคมอีกครั้ง ได้รับการพัฒนาตนเองต่อเนื่อง มีทักษะในการประกอบอาชีพเพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีและไม่กลับมากระทำผิดซ้ำ

“กรมพินิจฯ วางแผนการทำงานโดยแสวงหานวัตกรรมที่มีอยู่แล้วมาใช้ และได้ร่วมงานกับ กสศ. เพื่อสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงทางเลือกทางการศึกษาที่หลากหลาย  ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือการเปิดประตูที่เคยปิดกั้น ให้เด็ก ๆ เข้าถึงการศึกษาได้ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลายและไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการศึกษากระแสหลัก แต่มีช่องทางมากมายให้เด็กได้เลือกเรียนตามความสนใจและถนัด แล้ววันที่กลับออกไป เขาจะมีทักษะอาชีพ มีวุฒิการศึกษาเป็นเครื่องมือนำทางให้พบพื้นที่ของตนในสังคม” พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าว

เปิด 6 ข้อเสนอเร่งด่วนจาก ‘เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก’  ในวาระเลือกตั้ง 2566

1. สนับสนุนให้เกิดหน่วยจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายทางเลือก ให้สามารถเข้าถึงได้อย่างเสมอภาค มีความยืดหยุ่นทั้งเวลา รูปแบบ และเงื่อนไขในการเข้ารับบริการทางด้านการศึกษา ไม่ยึดติดกับกรอบเวลา แต่มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อม การค้นพบตัวเอง และเสริมสร้างศักยภาพการเรียนรู้ตามความถนัดหรือความสนใจเป็นสำคัญ ตัวอย่างนวัตกรรมหน่วยจัดการเรียนรู้หลากหลายทางเลือก  อาทิ หนึ่งโรงเรียนหลายระบบ, หนึ่งตำบลหรือชุมชนหนึ่งหน่วยจัดการเรียนรู้ทางเลือก, หลักสูตรอาชีพระยะสั้น Upskill Reskill, โรงเรียนมือถือ, Open Education, Online Learning Platform, บ้านเรียน, ศูนย์การเรียน, ช้างเผือก Academy

ทั้งนี้ กสศ. ได้ร่วมกับเครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก แสวงหาข้อค้นพบและทางออกใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยบรรเทาปัญหาและลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาอยู่ในขณะนี้ ตัวอย่างเช่น

1.1 กรุงเทพมหานคร/Free From School ห้องเรียนนอกกรอบเพื่อให้เด็กมีทักษะการทำงานและวุฒิการศึกษา ทางเลือกที่ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการศึกษาและเศรษฐกิจจนต้องหลุดจากระบบการศึกษา ให้กลับเข้าห้องเรียนเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะการทำงานและได้รับวุฒิการศึกษาในระดับชั้นมัธยมต้น-ปลาย

1.2 เชียงใหม่/ไร่ส้มวิทยา ศูนย์การเรียนที่ออกแบบการศึกษาบนเงื่อนไขชีวิตของเด็กๆ ในพื้นที่ ซึ่งเป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ไร่ส้ม เด็กๆ สามารถพาน้องมาเลี้ยงและมาเรียนด้วยได้

1.3 นครพนม/โรงเรียนมือถือ โรงเรียนที่สามารถเคลื่อนที่ไปหากลุ่มเป้าหมาย ช่วยผู้เรียนให้เลือกเรียนได้ตามความสนใจในทุกที่ทุกเวลา โดยศูนย์การเรียน CYF  (Children and Youth Development Foundation) ร่วมกับ กสศ. คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดนครพนม (ศธจ.) สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครพนม และภาคีเครือข่ายพัฒนาเด็กนอกระบบจังหวัดนครพนม

1.4 น่าน/ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน สถานศึกษาที่เกิดจากชาวบ้านในชุมชนลุกขึ้นมาจัดการศึกษาให้ลูกหลานของพวกเขาด้วยตัวเอง นอกจากลูกหลานไม่ต้องลำบากเดินทางไกลแล้ว ยังทำให้เด็ก ๆ เกิดจิตสำนึกรักบ้านเกิด และได้เรียนรู้เรื่องราวที่เกี่ยวพันกับชีวิตจริงในชุมชน

1.5 กาญจนบุรี/นวัตกรรม 1 โรงเรียน 3 ระบบ ที่โรงเรียนนิวิฐราษฎร์อุปถัมภ์ พื้นที่ที่เด็กในระบบ นอกระบบ และอัธยาศัยเรียนร่วมกัน โดยการจัดการเรียนการสอนนั้นมีความคล้ายกับการเรียนแบบโฮมสคูล

2. ระบบติดตามค้นหาและฐานข้อมูลรายบุคคลที่ไร้รอยต่อ ขยายผลระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลรายบุคคลและรายสถานศึกษาระยะยาว (Longitudinal Database) ที่ กสศ. ได้ร่วมมือกับทุกหน่วยงานต้นสังกัดทางการศึกษาวิจัยพัฒนาขึ้น  เพื่อใช้ในการค้นหาเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบ โดยนำทะเบียนราษฎร์จากฐานข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และจำนวนนักเรียนตามระดับการศึกษาจากหน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัดมาเปรียบเทียบ ให้สามารถชี้เป้าหมายเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบในเบื้องต้นได้

3. ปิดช่องว่างของกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ อาศัยโอกาสการเกิดขึ้นของพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 เป็นจุดเปลี่ยนพาประเทศไทยให้ไปสู่การมีระบบการเรียนรู้ที่ทุกคนมีทางเลือกและตอบโจทย์ชีวิตให้สามารถดำเนินงานได้จริงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายช่วยคลี่คลายช่องว่างหรือปัญหาอุปสรรคของการจัดการศึกษาทางเลือก รวมถึงการกระจายอำนาจการจัดการเรียนรู้ไปยังหน่วยส่งเสริมการเรียนรู้ระดับท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม

4. ระบบสวัสดิการครอบคลุมทุกรูปแบบการจัดการศึกษา นโยบายเรียนฟรี 15 ปี  ควรเพิ่มงบประมาณให้ครอบคลุมการเรียนรู้ในทุกเส้นทาง เช่น ศูนย์การเรียนของสถาบันทางสังคมที่ดำเนินการโดยบุคคล องค์กรชุมชนหรือองค์กรเอกชน และองค์กรวิชาชีพ ซึ่งในปัจจุบัน มีเพียงการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียนสถานประกอบการเท่านั้นที่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวแก่ผู้เรียน ขณะที่ศูนย์การเรียนประเภทอื่นที่เป็นที่ทางเลือกของเด็กและเยาวชนที่มีข้อจำกัดในชีวิต กลับยังไม่มีระเบียบใด ๆ ออกมาสนับสนุนการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัว และสิทธิประโยชน์แก่ผู้เรียน เช่น การได้รับอาหารเสริมนม อาหารกลางวัน อุปกรณ์การเรียนการสอน เสื้อผ้า/ยูนิฟอร์ม การได้รับวัคซีน การตรวจสุขภาพจากสถานพยาบาล  นอกจากนี้ ควรพัฒนาการจัดชุดสวัสดิการที่เหมาะสมกับความต้องการตามสภาพปัญหาของเด็กและเยาวชนเป็นรายคน  เช่น กลุ่มแม่วัยใส เด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม เด็กพิการ หรือ ผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะอาชีพ เป็นต้น

ทั้งนี้ยังรวมถึงงบประมาณสำหรับบริหารจัดการสถานศึกษา และงบประมาณ สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ สำหรับครูและผู้จัดการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่มีความหลากหลายอีกด้วย  ควรมีโอกาสได้รับสวัสดิการ ค่าตอบแทน และการฝึกอบรมทักษะความรู้ในการจัดการศึกษาตามสิทธิที่ควรได้รับตามกฎหมายอย่างเหมาะสมเท่าเทียม

5. พัฒนาคูปองส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้านการศึกษา หรือ Education Credit ID เพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงบริการทางการศึกษา ซึ่งรัฐสามารถจัดสรรเงินอุดหนุนจากรัฐบาลไปยังเด็กและเยาวชนกลุ่มยากจนด้อยโอกาสโดยตรง ให้สามารถใช้คูปองหรือ Credit ดังกล่าวในการเลือกเรียนรู้ ฝึกอบรม ได้ทุกที่ ทุกเวลาตามความต้องการ โดยจัดสรรจากงบประมาณแผ่นดิน ทุนอุดหนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ด้วยเลข 13 หลัก และ Prompt Pay ของเยาวชนทุกคนอย่างมีประสิทธิภาพและสะดวกรวดเร็ว รวมทั้งใช้ในการเก็บข้อมูลเครดิตการเรียนไปใช้ในการสมัครงานและศึกษาต่อในอนาคตได้ นอกจากนี้ควรสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมในการลงทุน (เงินและไม่ใช่เงิน) เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาหลากหลายเส้นทางที่ตอบโจทย์ชีวิตผู้เรียนเป็นรายบุคคล ทั้งระดับชุมชน ท้องถิ่น ไปจนถึงระดับประเทศ  เช่น ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) การทำ CSR ของภาคเอกชน  สถานประกอบการเพื่อการฝึกอาชีพและการจ้างงาน  ทั้งนี้อาจมีมาตรการแรงจูงใจทางภาษีร่วมด้วย

6. พัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมในพื้นที่ทุกจุดอย่างแท้จริง ไม่ใช่เฉพาะเพียงจุดใดจุดหนึ่งของชุมชนเท่านั้น  และสนับสนุนความเสมอภาคในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของเด็กเยาวชนวัยเรียน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสผ่านการสนับสนุน  Sim / E-Sim แก่เด็กเยาวชนวัยเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (3-18 ปี) หรือเยาวชนที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สนับสนุนการเข้าถึงโปรแกรมและช่องทางการศึกษาที่ลงทะเบียนกับ กสทช. ได้ฟรี สนับสนุนอุปกรณ์เข้าถึง เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ ที่มีการ Trade-in ในโปรโมชันเครื่องเก่าแลกใหม่ที่ยังสามารถใช้งานได้ ให้แก่นักเรียนยากจนด้อยโอกาสที่ยังไม่มีอุปกรณ์

ททท. จัดงาน ‘มหกรรมเที่ยวข้ามภาค’ ปลุกกระแสเที่ยวข้ามภาค เที่ยวไทยมีแต่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/732448

ททท. จัดงาน ‘มหกรรมเที่ยวข้ามภาค’ ปลุกกระแสเที่ยวข้ามภาค เที่ยวไทยมีแต่ได้

ททท. จัดงาน ‘มหกรรมเที่ยวข้ามภาค’ ปลุกกระแสเที่ยวข้ามภาค เที่ยวไทยมีแต่ได้

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 18.05 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปลุกกระแสเที่ยวข้ามภาค จัดยิ่งใหญ่งาน “มหกรรมเที่ยวข้ามภาค”ชูแนวคิด “เที่ยวไทยมีแต่ได้กับได้” หวังเพิ่มอัตราพักค้างคืน พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากไทยให้เข้มแข็ง ปักหมุด 5 ภาคทั่วไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ อุดรธานี เชียงใหม่ ระยอง สงขลา เตรียมคิกออฟครั้งแรกที่ กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 1-4 มิถุนายน 2566 ณ Exhibition hall 2  ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ดึงพันธมิตรผู้ประกอบการโรงแรม ที่พัก แหล่งท่องเที่ยว บริษัท         นำเที่ยว ร่วมมอบโปรโมชั่นสุดพิเศษแก่นักท่องเที่ยว รับโชค 3 ชั้น แจก-แลก-เล่น ลุ้นรับเงินรางวัล 1 แสนบาท

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เปิดเผยว่า ททท. จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ภายใต้โครงการ “มหกรรมเที่ยวข้ามภาค” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวไทยออกเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มขึ้น และกระจายการเดินทางอย่างทั่วถึงในทุกภูมิภาค เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากไทยให้เข้มแข็ง

โดยนำเสนอผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขาย 2 รูปแบบ ได้แก่ 1) กิจกรรม Consumer fair จำนวน 5 ครั้ง ใน 5 ภูมิภาค ประกอบด้วย ครั้งที่ 1 ภาคกลาง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-4 มิถุนายน 2566 ณ Exhibition hall 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ครั้งที่ 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 มิถุนายน 2566 ณ ศูนย์การค้า UD Town จ.อุดรธานี ครั้งที่ 3 ภาคเหนือ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 กรกฎาคม 2566 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล แอร์พอร์ต จ.เชียงใหม่ ครั้งที่ 4 ภาคตะวันออก จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 สิงหาคม 2566 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลระยอง จ.ระยอง และ ครั้งที่ 5 ภาคใต้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 กันยายน 2566 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล จ.สงขลา

และ 2) กิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือ Online Market เพื่อเปิดโอกาสและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการในการนำเสนอขายสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวอีกช่องทางหนึ่ง และเป็นโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เข้าถึงสินค้าและบริการอย่างสะดวกสบายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

สำหรับ “งานมหกรรมเที่ยวข้ามภาค” ครั้งที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-4 มิถุนายน 2566 ณ Exhibition hall 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ นำเสนอภายใต้แนวคิด “เที่ยวไทยมีแต่ได้กับได้” ภายในงาน ททท. ผนึกกำลังพันธมิตรผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั่วไทยจากหลากหลายประเภทธุรกิจ อาทิ ผู้ประกอบการโรงแรม ที่พัก แหล่งท่องเที่ยว บริษัทนำเที่ยว จำนวนกว่า 120 บูธ นำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยว และ ททท. ได้จัดบูธประชาสัมพันธ์ TAT DEPARTMENT STORE นำเสนอโปรโมชั่นและดีลสุดพิเศษจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั่วไทย กว่า 300 ร้านค้า ผ่านเว็บไซต์ www.tatdepartmentstore.com ที่จะมาร่วมมอบส่วนลดสุดพิเศษสูงสุด 60% พร้อมส่วนลดพิเศษ on top จาก Klook สูงสุด 12% และอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ โรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต มอบส่วนลดสูงสุด 50%, Baba Beach club Huahin by ศรีพันวา มอบส่วนลดสูงสุด 60% เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานและซื้อสินค้าและบริการการท่องเที่ยวภายในงาน ยังสามารถร่วมกิจกรรมแลกโชค 3 ชั้น ได้ง่ายๆ เพียงแค่นำหลักฐานใบเสร็จรับเงิน หรือเอกสารจองที่พัก จากบูธผู้ประกอบการที่มาออกร้านภายในงาน และผ่าน TAT DEPARTMENT STORE พร้อมนำบัตรประชาชนมาแสดง ณ จุด Redemption เพื่อลุ้นรับโชค ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

โชคชั้นที่ 1 : เที่ยวแจกฟรี : เมื่อเลือกซื้อสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวภายในงานครบทุก 1,000 บาท แจกคูปองเงินสดทันที 100 บาท ไม่จำกัดจำนวนสิทธิ์และใบเสร็จจนกว่าของรางวัลจะหมด โดยมีจำนวนคูปองวันละ 300 รางวัล รวม 1,200 รางวัล สำหรับใช้ภายในงานเท่านั้น ไม่สามารถใช้คูปองในการซื้อสินค้าบริการผ่าน TAT DEPARTMENT STORE ได้ 

โชคชั้นที่ 2 : เที่ยวลุ้นแสน : เมื่อเลือกซื้อสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวภายในงานครบ 3,000 บาทต่อ 1 ใบเสร็จ แลกรับสิทธิ์เล่นเกมส์ 1 สิทธิ์ ลุ้นรับเงินรางวัล 1 แสนบาท โดยเงินรางวัลจะถูกหารแบ่งตามจำนวนผู้ชนะกิจกรรม ตลอดระยะเวลาจัดงาน

โชคชั้นที่ 3 : เที่ยวแลกฟรี : เมื่อเลือกซื้อสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวภายในงานครบ 5,000 บาท (สามารถรวมใบเสร็จภายในวันเดียวกันได้) แลกฟรี Voucher โรงแรม ที่พัก,บัตรเติมน้ำมัน, บัตรรับประทานอาหารเครื่องดื่ม, บัตรโดยสารเครื่องบิน ฯลฯ    จากพันธมิตรผู้ประกอบการตลอด 4 วัน จำนวน 400 รางวัล อาทิ อินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท, เรเนซองส์ พัทยา รีสอร์ท แอนด์สปา เป็นต้น โดยกำหนดรอบแจกรางวัลวันละ 3 รอบเวลา ได้แก่ 12.00/15.00/17.00 น. จำกัดสูงสุด 1 สิทธิ์ /คน/วัน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเปิดเวทีเจรจาธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในรูปแบบ “Business Matching” หรือ B2B, กิจกรรมสาธิตผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น Show case จาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ,การแสดงทางวัฒนธรรม 5 ภาค และการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำของเมืองไทย อาทิ เบล วริศรา, ลุลา เป็นต้น

ด้านกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ททท. ได้จัดทำเว็บไซต์ TAT Department Store หรือ ห้างสรรพสินค้า ททท. ในรูปแบบของ Online Market ซึ่งเป็นช่องทางที่ ททท. รวบรวมสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวจากพันธมิตรผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม ที่พัก บริษัทนำเที่ยว บริษัทบริการรถเช่า รวมถึงการท่องเที่ยวชุมชน เข้ามาไว้ในเว็บไซต์เดียว เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อได้โดยตรงจากผู้ประกอบการ ผ่านเว็บไซต์ http://www.tatdepartmentstore โดยจะเปิดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2566 นี้เป็นต้นไป ภายใน TAT Department Store จัดแบ่งหมวดหมู่ของสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวตามประเภทและแยกออกเป็น 5 ชั้น ได้แก่ ชั้นที่ 1 Accommodation : โรงแรม รีสอร์ททั่วไทย  ชั้นที่ 2 Experience : กิจกรรมท่องเที่ยว อาทิ กิจกรรมดำน้ำ ปีนเขา เป็นต้น ชั้นที่ 3 Transportation : บริการรถเช่า ชั้นที่ 4 Local Tour : โปรแกรมท่องเที่ยวชุมชน และชั้นที่ 5 Flash Sale : จัดรายการโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับคนชอบเที่ยว นำเสนอดีลพิเศษจากผู้ประกอบการ อาทิ โรงแรม ที่พัก แพ็กเกจท่องเที่ยว ราคาพิเศษ 1 แถม 1 และอื่น ๆ เป็นต้น

“มหกรรมเที่ยวข้ามภาค” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-4 มิถุนายน 2566 ตั้งแต่เวลา 11.00 – 20.00 น. ณ Exhibition hall 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ผู้ที่สนใจติดตามรายละเอียดและสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Amazing Thailand และ TAT Contact Center โทร. 1672 Travel Buddy

-(016)

กสศ.-สอศ. สร้างกำลังคนอาชีวะสมรรถนะสูง ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและชีวิตผู้เรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/732446

กสศ.-สอศ. สร้างกำลังคนอาชีวะสมรรถนะสูง ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและชีวิตผู้เรียน

กสศ.-สอศ. สร้างกำลังคนอาชีวะสมรรถนะสูง ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและชีวิตผู้เรียน

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 17.58 น.

22 พฤษภาคม 2566 เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมด้วย ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “เพื่อการดำเนินงานส่งเสริมผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษาต่อสายอาชีพชั้นสูง และสร้างความเข้มแข็งสถานศึกษาในการยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน” ณ โรงแรม เดอะ ควอเตอร์ อารีย์ กรุงเทพฯ

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า จากสถิติพบว่านักเรียนในครัวเรือนยากจนมีโอกาสศึกษาต่อในระดับ ม.ปลาย เพียง 53% ขณะที่นักเรียนยากจนพิเศษสามารถเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้เพียง 8% เท่านั้น นอกจากนี้ ปัจจุบันมีเยาวชนอายุระหว่าง 15-24 ปี ประมาณ 1.4 ล้านคน หรือคิดเป็น 15 % ของเยาวชนทั้งหมด ที่ไม่ได้อยู่ในการทำงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม หรือถูกเรียกสั้นๆ ว่าเป็นกลุ่ม NEET (Youth Not in Employment, Education, or Training) นับเป็นปรากฏการณ์ด้านสังคมและเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

การที่ประเทศไทยจะสามารถก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลางได้ ต้องมีนโยบายที่ทำให้รายได้เฉลี่ยคนไทยเพิ่มขึ้นถึง 40% ความร่วมมือระหว่าง กสศ. และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) รวมถึงคณะหนุนเสริมจากหลายสถาบัน พัฒนานวัตกรรมระบบการศึกษายุติความยากจนข้ามรุ่น ผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง จะช่วยป้องกันไม่ให้เด็กเยาวชนทุกคนหลุดจากระบบด้วยการเรียนสายอาชีพระดับ ปวช.หรือ ปวส. พัฒนาเป็นกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง เป็นกุญแจสำคัญให้ประเทศไทยสามารถ “หยุด” ปัญหาความยากจนข้ามชั่วคนและพาสังคมไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลางได้ในประชากรรุ่นนี้ ตามทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ในหมุดหมายที่ 9 และหมุดหมายที่ 12

“การศึกษาสูงสุดของพ่อแม่ในครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นคือระดับ ป.4 – ป.6 หากสนับสนุนให้เยาวชนจากครัวเรือนยากจนมีการศึกษาเพิ่มขึ้นจาก 4-6 ปี เป็น 15 ปีหรือมากกว่านั้น การศึกษาที่เพิ่มขึ้น 10 ปี จะนำมาสู่ความมั่นคงของครอบครัว เยาวชนกลุ่มนี้จะมีรายได้เข้าสู่ฐานภาษีของประเทศ เป็นคนแรกของครอบครัวที่ช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามรุ่นได้ โดยปัจจุบันทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงมีจำนวนทุนสะสมทั้งสิ้น 11,679 ทุน เป็นเยาวชนยากจนและด้อยโอกาส11,251 คน และเยาวชนที่มีความต้องการพิเศษ 428 คน”

ดร.ไกรยส กล่าวว่า นวัตกรรมระบบการศึกษาเพื่อยุติความยากจนข้ามรุ่น ได้ออกแบบให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางพร้อมกับตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในโลกยุคใหม่ไปด้วยกัน มีจุดเน้นสำคัญ 2 เรื่อง คือ 1.การส่งเสริมโอกาสการเข้าถึงการศึกษา ด้วยกลไกการแนะแนวเพื่อให้เด็กและครอบครัวมองเห็นโอกาสทางการศึกษาและการมีอาชีพตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน สวัสดิการเรียนฟรีเต็มรูปแบบที่ตอบโจทย์ข้อจำกัดในชีวิตของเยาวชนกลุ่มนี้ ระบบการดูแลสวัสดิภาพความเป็นอยู่และสุขภาพจิตของผู้เรียนให้สามารถจบการศึกษาตามหลักสูตรโดยไม่มีการออกกลางคัน 2.การยกระดับคุณภาพสถานศึกษา ให้มีหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนที่มีคุณภาพเพื่อสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง มีทักษะการทำงานในโลกยุคใหม่ การส่งเสริมโอกาสการมีงานทำของผู้ที่จะจบการศึกษา เพื่อประกันการเรียนแล้วได้วุฒิ ได้งานที่ตรงสาขาทันทีหลังจบการศึกษา  

ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบายเรื่องนี้ยังได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากเครือข่าย All For Education จากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารโลก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมูลนิธิ 50 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ มูลนิธิก้าวคนละก้าว โดยคุณอาทิวราห์ คงมาลัย ประธานมูลนิธิฯ ผ่านโครงการ “ทุนก้าวเพื่อน้อง” บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) บริษัท สมบูรณ์แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) บริษัท สานพลังวิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ในกลุ่ม ปตท. และเครือข่ายเอกชนและสถานประกอบการกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ

ด้าน เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า สอศ. มีทิศทางนโยบายในการผลิตและพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงเพื่อพัฒนาประเทศ ความร่วมมือระหว่าง สอศ. กับ กสศ. ถือเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยพัฒนากำลังคนสายอาชีพที่มีสมรรถนะสูง ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสูง เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ สามารถหยุดปัญหาความยากจนข้ามชั่วคน และพาสังคมไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลางได้ต่อไป

“ทิศทางสำคัญของความร่วมมือคือการพัฒนาระบบดูแลความเป็นอยู่และสวัสดิภาพ การพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนให้มีคุณภาพสูง การส่งเสริมโอกาสการมีงานทำของผู้ที่จบการศึกษา รวมถึงการพัฒนาคุณภาพครู เพราะครูคือคนสำคัญที่จะเปลี่ยนลูกศิษย์ให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ ยังร่วมพัฒนาศูนย์การศึกษาพิเศษอาชีวศึกษา เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อส่งเสริมความพร้อมสู่การมีงานทำ สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ” เรืออากาศโท สมพร

สำหรับความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้กำหนดระยะเวลา 12 ปี มีเป้าหมายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1. การส่งเสริม สนับสนุนและช่วยเหลือผู้เรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสให้ได้รับโอกาสในการพัฒนาและศึกษาต่อในสายอาชีพชั้นสูงตามความถนัดและศักยภาพ  2.การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถานศึกษาในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนรวมถึงการบริหารจัดการที่เสริมสร้างสมรรถนะ เพื่อให้ผู้เรียนผู้รับทุนสามารถเรียนรู้ และพัฒนาได้ตามความถนัดและศักยภาพ 3. การผลิตและพัฒนาคุณภาพของผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาสายอาชีพ ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ สนองตอบความต้องการด้านแรงงานและการยกระดับความสามารถของคนไทย และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0   4. การเชื่อมโยง บูรณาการ และการพัฒนาฐานข้อมูลของผู้เรียนรายบุคคลเพื่อดูแลช่วยเหลือและติดตามการคงอยู่ในระบบการศึกษา การมีงานทำรวมถึงการส่งต่อข้อมูลเพื่อให้ผู้เรียนได้รับโอกาสทางการศึกษาในระดับที่สูงกว่าการศึกษาภาคบังคับและเพื่อยกระดับคุณภาพของสถานศึกษา  5.การสนับสนุนการศึกษา วิจัย การพัฒนานวัตกรรมต้นแบบและการจัดสรรทรัพยากรตลอดจนร่วมขับเคลื่อนมาตรการและกลไกเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาในหน่วยงานและสถานศึกษาสังกัด สอศ.

-(016)

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ทรงนำวงดุริยางค์ RBSO ในพระอุปถัมภ์ ออกแสดงเพลงพระนิพนธ์ สามประเทศในยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/732404

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ทรงนำวงดุริยางค์ RBSO ในพระอุปถัมภ์ ออกแสดงเพลงพระนิพนธ์  สามประเทศในยุโรป

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ทรงนำวงดุริยางค์ RBSO ในพระอุปถัมภ์ ออกแสดงเพลงพระนิพนธ์ สามประเทศในยุโรป

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 16.20 น.

เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเจริญพระชนมายุ 36 พรรษา  มูลนิธิรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ร่วมกับ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม และ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยความสนับสนุนของ บี.กริม ธนาคารออมสิน เมืองไทยประกันภัย กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มบริษัทบีเจซี บิ๊กซี ธนาคารไทยพาณิชย์ มูลนิธิเอสซีจี และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ได้ให้การสนับสนุนการแสดงคอนเสิร์ต “RBSO European Tour 2023” กำหนดการแสดงในวันที่ 18 พฤษภาคม ณ Musikverein กรุงเวียนนา วันที่ 20 พฤษภาคม ณ Herkulessaal นครมิวนิค และ วันที่ 22 พฤษภาคม ณ La Seine Musicale กรุงปารีส

ในการออกแสดง ณ หอแสดงดนตรีอันทรงเกียรติของประเทศทั้งสามของทวีปยุโรป หรือ “RBSO European Tour 2023” นี้ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ องค์อุปถัมภ์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้วงดุริยางค์ Royal Bangkok Symphony Orchestra (RBSO) อัญเชิญเพลงพระนิพนธ์ในพระองค์สองบทออกแสดงด้วย โดยมี Mr. Michel Tilkin เป็นผู้อำนวยเพลง พร้อมด้วย Mr. Niklas Liepe เป็นผู้เดี่ยวไวโอลิน และ Mr. Titos Gouvelis เป็นผู้เดี่ยวเปียโนในบทเพลงพระนิพนธ์ ร่วมกับนักดนตรีสมาชิกวง RBSO จำนวน 76 คน

นอกจากเพลงพระนิพนธ์สองบทแล้ว รายการเพลงในครั้งนี้ยังประกอบด้วยบทประพันธ์อันเลื่องชื่อ คือ Vltava ของ Smetana และ Symphony หมายเลข 8 ของ Dvořák บทเพลงพระนิพนธ์ทั้งสองบทในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้แก่ Le Mariage de Minuit – Fantaisie pour piano et orchestre และ Concerto for Violin and Orchestra “NEFRERETTA” นี้ ได้เคยอัญเชิญออกบรรเลงหน้าพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีกลาย  “RBSO European Tour 2023” นี้ จึงนับเป็นการสร้างประวัติศาสตร์อีกบทหนึ่งแก่วงการดนตรีคลาสสิกสากลของชาติอีกครั้ง โดยเฉพาะการบรรเลง ณ Musikverein กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย สถานที่เคยถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อปีพุทธศักราช 2507

บทพระนิพนธ์ทั้งสองมีรูปแบบ “ดนตรีพรรณา” หรือ “Program Music” ด้วยองค์ผู้ทรงพระนิพนธ์ ทรงถ่ายทอดภาพของความทรงจำ, ประสบการณ์, ความประทับใจ, ความรู้สึก หรือ ความครุ่นคิด ในห้วงเวลาหนึ่งๆ บทพระนิพนธ์ทั้งสองยังเผยให้ผู้ฟังประจักษ์ในพระจริยวัตรต่อศาสตร์ศิลป์ด้านอื่นๆ อาทิ พระกรณียกิจด้านนฤมิตรศิลป์ด้านผ้าไทยและการออกแบบ พระกรณียกิจด้านกีฬาขี่ม้า ซึ่งล้วนส่งอิทธิพลและสร้างปัจจัย ก่อเกิดแรงบันดาลพระทัยต่อบทพระนิพนธ์เหล่านี้ มาโดยตลอด

“RBSO European Tour 2023” นอกจากจะสะท้อนพระปณิธานของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ องค์อุปถัมภ์ ในการนำวง RBSO ออกแสดงให้เป็นที่รู้จักและประจักษ์ถึงความสามารถของคนไทยบนเวทีระดับโลก ยังสื่อสัญลักษณ์แห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม รวมทั้งยืนยันความสัมพันธ์อันดีและไมตรีจิตระหว่างราชอาณาจักรไทย กับสาธารณรัฐออสเตรีย สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งต่างเป็นต้นแบบของดนตรีคลาสสิกตะวันตก อีกด้วย

-(016)

‘มล.ปนัดดา ดิศกุล’ บรรยายพิเศษ เรื่อง ‘คุณธรรมการเป็นข้าราชการที่ดี’ แก่ข้าราชการสำนักกรรมาธิการ 1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/732373

‘มล.ปนัดดา ดิศกุล’ บรรยายพิเศษ เรื่อง ‘คุณธรรมการเป็นข้าราชการที่ดี’ แก่ข้าราชการสำนักกรรมาธิการ 1

‘มล.ปนัดดา ดิศกุล’ บรรยายพิเศษ เรื่อง ‘คุณธรรมการเป็นข้าราชการที่ดี’ แก่ข้าราชการสำนักกรรมาธิการ 1

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.11 น.

เมื่อเร็วๆนี้ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล สมาชิกวุฒิสภา, รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์, รองประธานคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา บรรยายพิเศษ เรื่อง “คุณธรรมการเป็นข้าราชการที่ดี” ให้แก่ ข้าราชการและพนักงานราชการของสำนักกรรมาธิการ 1 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรม ‘Strong Day’ หัวข้อ “ผสานพลังขับเคลื่อนคุณธรรมต้นแบบ” ของสำนักกรรมาธิการ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จัดโดย สำนักกรรมาธิการ 1 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ณ ห้องประชุม 402 – 403 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา

หม่อมหลวงปนัดดา กล่าวในความตอนหนึ่งว่า :

“ข้าราชการและพนักงานราชการในสังกัดสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ด้านต่าง ๆ ของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายนิติบัญญัติที่มีหน้าที่และอำนาจในการกลั่นกรองกฎหมาย การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน การให้คำแนะนำหรือให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย รวมถึงหน้าที่สำคัญสูงสุดเช่นเดียวกับข้าราชการส่วนอื่น ๆ คือ ความสำนึกและจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ศูนย์รวมดวงใจของคนไทยทั้งชาติ

ดังนั้น ในการทำหน้าที่พึงระลึกไว้เสมอว่า นอกจากความสัมฤทธิผลของภารกิจที่ทำแล้ว สิ่งสำคัญที่คอยกำกับความคิดและการกระทำเพื่อจะนำไปสู่ผลสำเร็จนั้นคือ การมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ และการใช้ปัญญาอย่างถูกต้องนำหน้าชีวิตสู่ความสำเร็จ ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักคุณธรรมจริยธรรม หลักสุจริตธรรม ซื่อตรง โปร่งใส เที่ยงธรรม และปฏิเสธการกระทำอันเป็นการทุจริตคดโกงทุกรูปแบบอย่างจริงจังด้วยความเพียร เสียสละ อดทน และรับผิดชอบทั้งต่อตนเอง องค์กร สังคม และประเทศชาติ เพื่อให้บ้านเมืองมีแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้อง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและพร้อมจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรือง

ประการสำคัญ “เอกลักษณ์ของคนไทย คือ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ที่มีจะยิ่งทำให้ตนเองนั้นสูงในสายตาของผู้อื่น นอกจากคนโง่เขลาที่ดูไม่ออก และข้าราชการมิใช่อภิสิทธิ์ชน หากแต่จะต้องบำเพ็ญตนให้เป็นแบบอย่างของคนดีแก่สังคม” ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้สามารถดำรงรักษาเอกลักษณ์นี้ไว้ได้ ย่อมถือเป็นกำไรชีวิตทั้งแก่ตนเอง ครอบครัว และองค์กร”

-(016)

‘ประภาพรรณ จุมพลเดชาพันธ์’ เชิญชวนร่วมเปิดโลกสู่การเป็นนักเขียนมืออาชีพ รุ่นที่ 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/732371

‘ประภาพรรณ จุมพลเดชาพันธ์’ เชิญชวนร่วมเปิดโลกสู่การเป็นนักเขียนมืออาชีพ รุ่นที่ 2

‘ประภาพรรณ จุมพลเดชาพันธ์’ เชิญชวนร่วมเปิดโลกสู่การเป็นนักเขียนมืออาชีพ รุ่นที่ 2

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.04 น.

คอร์สเปิดโลกสู่การเป็นนักเขียนมืออาชีพรุ่นที่ 2 เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ คอร์สที่ให้คุณมากกว่า ถามตอบได้เต็มที่กับวิทยากร 15 วันเต็ม รวมทั้งออนไลน์และออฟไลน์  ในราคา เพียง 3,500 บาท ถ้าคิดออกมาเพียงวันละ 234 บาท หรือ ตกชั่วโมงละ 9 บาท

จากความสำเร็จของรุ่นที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นในเดือมมีนาคม 2566 ตอนนี้ เพจ เรื่องเล่า บาย สีส้ม ได้จัดเตรียมเนื้อหาสำหรับรุ่นที่ 2 แล้ว โดย ประภาพรรณ จุมพลเดชาพันธ์ ผู้จัดงาน ได้บอกถึงความพิเศษของคอร์สนี้ว่า คอร์สนี้จำนวนชั่วโมงที่ผู้เข้าอบรมสามารถพูดคุย ซักถามข้อสงสัยกับวิทยากรนักเขียนทั้ง 2 ท่านได้ตลอดเวลาในกลุ่มปิดและเจอตัวกัน มากกว่าเดิม

ซึ่งจะเรียนออฟไลน์ในวันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2566 และเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม 2566 เวลา 9.00 – 16.30 น. ซึ่งจะเป็นการ  เรียนรู้โครงสร้าง การออกแบบการเล่า และวิธีการเขียนแบบละเอียด workshop เพื่อความเข้าใจในแต่ละโครงสร้าง

และในช่วงวันอาทิตย์ที่ 9 กรกฎาคม 2566 ถึง วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม 2566 – แนะนำ พร้อมปรึกษาปัญหาการเขียนงานเพื่อส่งงานวิทยากร ผ่านกลุ่มปิด Facebook

โดยวันเรียนออฟไลน์จะพบกันในห้องบรรยายบัวศรี ชั้น 11 สำนักคอมพิวเตอร์ อาคารนวัตกรรม ศาสตราจารย์ สาโรช บัวศรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

ประภาพรรณ ยังกล่าวอีกว่า คอร์สนี้ปรับจากรุ่น 1 ที่พบปะพูดคุยกับวิทยากรเพียง 8 วัน มาเป็น 15 วัน เรียกได้ว่าเท่าตัว เพื่อให้เจาะลึกกว่าเดิม และยังมีเวลาให้ผู้เข้าอบรมเขียนเรื่องสั้นส่งได้นานกว่า

ถ้าจะกล่าวถึงจุดเด่นของคอร์ส คงอยู่ที่การคอมเมนท์งานเขียนรายบุคคลระดับเจาะลึก โดยวิทยากรทั้ง 2 ท่าน ที่มีรางวัลการันตี คุณรมณ กมลนาวิน และคุณนัทธี ศศิวิมล อีกทั้งมีผู้ร่วมแชร์ประสบการณ์งานเขียนที่ทุกคนสามารถทำได้ โดย คุณพลชัย ไชยอินทร์

หากจะถามว่าคอร์สนี้เหมาะกับใคร คงต้องบอกว่าเราออกแบบมาเพื่อให้ทุกท่านเรียนได้ ปูพื้นฐานในการเขียน แนวทาง การหาแก่นเรื่อง เรียกว่าเจาะลึกเหมาะกับผู้ที่สนใจที่ต้องการเพิ่มศักยภาพในตัวเอง สนใจงานเขียน หรือต้องการนำทักษะนี้ไปต่อยอดสร้างรายได้แบบไม่มีวันเกษียณ ซึ่งปัจจุบันมีแหล่งที่สามารถส่งงานได้มากมาย ไม่ว่ารับเขียนเป็นชิ้นงาน หรือ การส่งงานประกวด ซึ่งในคอร์สจะมีแนะนำช่องทางให้ด้วย แถมผู้อบรมทุกท่านจะได้รับใบประกาศจากโครงการ

รมณ กมลนาวิน หนึ่งในวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับชิ้นงานการบ้านที่ถูกเลือกโดยวิทยากร จะได้รับ นิยายเล่มใหม่ล่าสุด True Love of Jane มูลค่า 350 บาท 10 รางวัล

สมัครวันนี้ แจกโค้ด E-Book รวมเรื่องสั้นเต้นรำไปบนท่อนแขนอ่อนนุ่ม ไปอ่านกัน ฟรี

สนใจสามารถติดต่อ โทร/แอดไลน์ สีส้ม 0816199197 หรือติดตาม เรื่องเล่า บาย สีส้ม ได้ทางเพจเฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/profile.php?id=100089505143035 , ยูทูป : https://youtube.com/@seesomstorytelling , ติ๊กต็อก : https://www.tiktok.com/@seesom_story_telling

-(016)

เจาะลึก!! จับตาเทรนด์ศัลยกรรมรอบดวงตาปี 2023-2024

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/732370

เจาะลึก!! จับตาเทรนด์ศัลยกรรมรอบดวงตาปี 2023-2024

เจาะลึก!! จับตาเทรนด์ศัลยกรรมรอบดวงตาปี 2023-2024

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.00 น.

ทุกวันนี้เรื่องของศัลยกรรมเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงๆแล้ว โดยเฉพาะศัลยกรรมรอบดวงตา ไม่ได้มีแค่เรื่องความสวยงามอีกต่อไป วันนี้ เราจะไปดูเทรนด์ศัลยกรรมรอบดวงตา ที่น่าสนใจและน่าจับตามอง โดยเทรนด์ศัลยกรรมรอบดวงตาตั้งแต่ครึ่งปี 2023 – 2024 นั้น จะเน้นให้ความสำคัญไปที่ ความอ่อนเยาว์ ย้อนวัย และดูเป็นธรรมชาติ

พ.ญ.รัชฎาภรณ์ ชูศักดิ์ หรือ “หมอฝ้าย” ผู้บริหาร PRINX CLINIC เปิดเผยว่า ภายในปี 2 ปีนี้ เรื่องของเทรนด์ศัลยกรรมรอบดวงตาไม่ได้มีไว้เพียงแค่เรื่องของความสวยงามเท่านั้น แต่ยังต้องสามารถแก้ปัญหาเรื่องของสุขภาพการมองเห็นได้อีกด้วย เพราะเมื่ออายุมากขึ้น หนังตาบนจะเริ่มมีความหย่อนคล้อยทำให้บดบังการมองเห็น และส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ดังนั้นการศัลยกรรมรอบดวงตาจึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาในจุดนี้

สำหรับในครึ่งปี 2023 นี้เป็นต้นไป เทรนด์การศัลยกรรมรอบดวงตา จะเป็นไปตามเทรนด์ของประเทศเกาหลี ที่เน้นตาเป็นธรรมชาติ วงโต เห็นตาดำแบบครบวง สิ่งสำคัญของการศัลยกรรมรอบดวงตา คือ การออกแบบตาให้เข้ากับส่วนประกอบอื่นๆ รอบดวงตา โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะบริเวณรอบดวงตา คือบริเวณที่ทำศัลยกรรมยาก และบอบบางที่สุดของร่างกาย เรื่องของความชำนาญของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สำหรับการทำศัลยกรรมรอบดวงตาแบบเกาหลี ที่น่าสนใจ มีหลากหลายรูปแบบได้แก่

• เทคนิคการปรับกล้ามเนื้อตา หรือที่เรียกว่า ptosis correction เป็นการทำไปพร้อมกับการกรีดตาสองชั้น คนไข้ทั่วไปมักมีความเชื่อว่า หากชั้นตาใหญ่ขึ้น หมายถึงตาที่ดูโตขึ้น แต่ในความเป็นจริงๆแล้ว การให้ตาดูสวย ดูโตไม่ใช่แค่การกรีดชั้นตา แต่เป็นการออกแบบดวงตา ให้ดูสดใสและรับกับรูปหน้า คือการปรับกล้ามเนื้อตาให้มองเห็นตาดำมากขึ้นในสัดส่วนที่เหมาะสม รับกับชั้นตาที่ดูเป็นธรรมชาติ

• เทคนิคการเปิดหัวตา หรือ epicantoplasty เป็นการผ่าตัดเพื่อเพิ่มความยาวของดวงตาเพื่อให้พื้นที่ตาขาวสองข้างสมมาตรกัน ทั้งนี้ต้องดูความเหมาะสมของตำแหน่งกระดูกเบ้าตาว่าสามารถเปิดได้มากน้อยแค่ไหน และไม่ใช่ทุกคนที่จำเป็นต้องเปิดหัวตา ซึ่งเทคนิคนี้เหมาะในคนที่มีมุมหัวตาปิด ทั้งนี้จะต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

• เทคนิคการเปิดหางตา หรือ lateral canthoplasty เป็นการทำให้ตามีความยาวมากขึ้น ในขณะที่การเปิดหางตาไม่ใช่ทุกเคสที่ต้องทำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสัดส่วนหางตาของผู้ทำเมื่อเทียบกับหัวตาและตำแหน่งกระดูกเบ้าตา

• ศัลยกรรมยกกระชับหนังตา หรือที่เรียกว่า Subbrow lift หลายคนรู้จักเป็นอย่างดี ซึ่งเทคนิคนี้ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องเพราะนอกจากจะเป็นการทำศัลยกรรมเพื่อความสวยงามและ ลดอายุแล้ว ยังช่วยในเรื่องวิสัยทัศน์และการมองเห็น เพราะเป็นการกรีดเก็บหนังตาที่ตกโดยเย็บหนังตาที่ตกไว้บริเวณใต้ท้องคิ้ว ทำให้เพิ่มการมองเห็นได้ดีขึ้น

• เทคนิคการจัดเรียงไขมันใต้ตา หรือ TCSR (TransConjuctival Septal Reset) เป็นวิธีการผ่าตัดที่เกลี่ยไขมันใต้ตา ทำให้บริเวณใต้ตาเรียบเนียน

• เทคนิคการยกกระชับใต้ตา หรือ Lower Blepharoplasty เป็นการผ่าตัดยกกระชับใต้ตาที่คล้อยให้กระชับขึ้น รวมถึงทำให้ใต้ตาเรียบเนียนไปพร้อมๆกัน

และทั้งหมดนี้คือภาพรวมของศัลยกรรมรอบดวงตาที่น่าสนใจในสองสามปีที่กำลังจะมาถึง ทั้งนี้ PRINX CLINIC บริการให้คำปรึกษาและรักษาด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะเราเชื่อว่าพื้นฐานของความงามคือความปลอดภัยที่จะทำให้เราสวยงามได้แบบยั่งยืน (Eternal Beauty)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  Facebook : Prinx clinic ปลวกแดง หรือโทร 085-355-6644 , official Line : @prinxclinic

-(016)

ลุกเป็นไฟ! ‘Mister Star Thailand 2023’ เด็ดเผ็ด! ร้อนแรง! รอบชุดว่ายน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/732368

ลุกเป็นไฟ! ‘Mister Star Thailand 2023’ เด็ดเผ็ด! ร้อนแรง! รอบชุดว่ายน้ำ

ลุกเป็นไฟ! ‘Mister Star Thailand 2023’ เด็ดเผ็ด! ร้อนแรง! รอบชุดว่ายน้ำ

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.50 น.

ฟาดมาก! กระแสแรงสนั่น! ทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์โลกจริง กับเวที Mister Star Thailand 2023 เวทีประกวดหนุ่มหล่ออันดับ 1 ของไทย หล่อ ฉลาด สมาร์ท ทั่วไทยทั้ง 77 จังหวัด ปีนี้ฉลองครบรอบ 5 ปี จัดประกวดให้อลังการ ยิ่งใหญ่กว่าทุกๆ ปี 

รอบเก็บตัวเข้มข้นจริงไปแล้ว ตั้งแต่ 19 – 21 พฤษภาคม ที่โรงแรมดัง สตาร์เวลล์บาหลี นครราชสีมา 3 วัน 2 คืน หนุ่มหล่อจากทุกทิศทั่วไทยมารวมตัวกัน จะมีอะไรเด็ดบ้าง 

มีตั้งแต่การให้หนุ่มหล่อ ไปร่วมรีวิวสินค้ามากมาย คุณภาพจริงในเครือ สตาร์เวลล์ Starwell ไปตะลุยตลาดดัง Save ONE โคราช ทำเอาตลาดแตก คักคักแรงๆ ไปแล้ว ส่วนค่ำคืนสุดเฮฮา มีงานปาร์ตี้เลี้ยงหนุ่มๆ พร้อมคัดหาหนุ่มเสียงดี เพื่อจะไปชิงชัยต่อในสาขา Mister Star Voice 

วันต่อมา สิ้นสุดการรอคอย กับรอบชุดว่ายน้ำเร้าใจ จัดประกวดไปแล้ว ที่สระว่ายน้ำใหญ่ The ICON สาขาสุรนารายณ์ นครราชสีมา โดยได้รับเกียรติจากสองหนุ่มหล่อ มาเป็นกรรมการด้วยคือ โอลิฟท์ กิจเงิน พันเสนา

-(016)

สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย แนะเรียนนิวซีแลนด์ดีอย่างไรกับการทำงานในอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/732361

สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย แนะเรียนนิวซีแลนด์ดีอย่างไรกับการทำงานในอนาคต

สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย แนะเรียนนิวซีแลนด์ดีอย่างไรกับการทำงานในอนาคต

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.42 น.

‘นิวซีแลนด์’ ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศต้นๆที่น้องๆหลายคนใฝ่ฝันอยากไปเรียนต่อ โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตัวเลขนักเรียนไทยบินไปเรียนต่อนิวซีแลนด์เพิ่มสูงขึ้นกว่า 25-30% ทั้งนี้เพราะด้วยระบบการจัดการที่ดี มีระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย อัตราค่าครองชีพไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่น อีกทั้งยังเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับกฎหมายคุ้มครองนักเรียนต่างชาติ และการทำงานหารายได้ระหว่างเรียน 

นางสาวช่อทิพย์ ประมูลผล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและฟิลิปปินส์ หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย เป็นประธานกล่าวเปิดงานแนะแนวการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ประเทศนิวซีแลนด์ Study in New Zealand by Education New Zealand (ENZ) and University of Canterbury (UC พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการศึกษาต่อประเทศนิวซีแลนด์ดีอย่างไรกับการทำงานในอนาคต โดยมี อาจารย์จาก University of Canterbury ประเทศนิวซีแลนด์ และวิทยากรจากศูนย์ศึกษาต่อต่างประเทศ (RSU Study Abroad Center) มหาวิทยาลัยรังสิต  ร่วมให้คำแนะนำด้วย  ณ  RSU Study Abroad Center ชั้น 15 อาคาร RSU Tower สุขุมวิท 31  เมื่อเร็วๆ นี้

ภายในงานได้มีการแนะนำหลักสูตร Joint Master Programme กับ University of Canterbury สำหรับปริญญาโท ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยรังสิตและมหาวิทยาลัย Canterbury ของนิวซีแลนด์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเรียนต่อป.โทนิวซีแลนด์ ได้มีโอกาสปรับตัวก่อนไปเรียนจริง ประหยัดค่าครองชีพ ประหยัดค่าเล่าเรียน ได้ความรู้และประสบการณ์ที่ต่างประเทศ โดยจะ Workshop 3 เดือน ที่ประเทศไทยก่อน + ไปเรียนที่ University of Canterbury อีก 9 เดือน  เรียนจบแล้วได้รับวุฒิปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ต่างประเทศ

นางสาวช่อทิพย์ ยังได้กล่าวให้คำแนะนำเรื่องการศึกษาต่อประเทศนิวซีแลนด์ดีอย่างไรกับการทำงานในอนาคต ว่า การเรียนจบที่นิวซีแลนด์จะช่วยให้สามารถเข้าทำงานได้ในทุกประเทศทั่วโลก เนื่องจากนิวซีแลนด์เป็นประเทศเดียวในโลกที่มหาวิทยาลัยทั้งหมด 8 แห่ง มีมาตรฐานติดอันดับท็อป 3% ของโลก และได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ในการเตรียมความพร้อมนักเรียนที่มุ่งเน้นสู่อนาคตในบรรดาประทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก อีกทั้งมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ยังมีหลักสูตรและโปรแกรมที่หลากหลายในสาขาวิชาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สาขาบริหารธุรกิจ, วิศวกรรมศาสตร์, วิทยาศาสตร์,การบริการสังคม, มนุษยศาสตร์ รวมถึงสาขาวิชาใหม่ๆ ที่กำลังเป็นที่สนใจของคนรุ่นใหม่และเป็นที่ต้องการของตลาดงานในยุคเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีสร้างสรรค์ และวิทยาศาสตร์ข้อมูล และบริการด้านสุขภาพ นอกจากนี้นิวซีแลนด์ยังเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นผู้สร้างไอเดียที่สร้างสรรค์และนำเสนอโซลูชั่นใหม่ๆสู่ผู้ใช้เทคโนโลยีทั่วโลกอีกด้วย  

“การเรียนที่นิวซีแลนด์ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานและฝึกงานกับองค์กรระดับโลก เนื่องจากมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์มีการเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งกับภาคอุตสาหกรรมและองค์กรพันธมิตร ช่วยสร้างโอกาสให้นักเรียนได้รับการฝึกงานและลงมือปฏิบัติจริงกับองค์กรระดับโลก เพิ่มประสบการณ์การทำงาน และเครือข่ายที่มีศักยภาพตั้งแต่ตอนเรียน มีโอกาสทำงานได้ระหว่างเรียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (Part-time Job Opportunity) 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำหรับนักเรียนต่างชาติที่ไปเรียนในหลักสูตรระยะยาวมากกว่า 14 สัปดาห์ขึ้นไป และหลังเรียนจบยังสามารถต่อวีซ่าทำงานที่นิวซีแลนด์ได้สูงสุดถึง 3 ปี ซึ่งถือว่ามากที่สุดในปัจจุบัน นอกจากนี้ การเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ ยังมีโอกาสได้สัมผัสวัฒนธรรมที่หลากหลาย เพราะมีผู้คนมากมายจากกว่า 163 ประเทศทั่วโลกมาอาศัยอยู่ร่วมกันในดินแดนแห่งนี้ ช่วยให้นักเรียนได้สัมผัสบรรยากาศสังคมแบบสากล และสร้างเครือข่ายคอนเน็กชั่นกับเพื่อนๆจากทั่วทุกมุมโลก” นางสาวช่อทิพย์ กล่าว

สำหรับผู้สนใจสมัครเรียนหลักสูตร Joint Master Programme กับ University of Canterbury 

เปิดรับสมัครถึงวันที่ 25 พ.ค. 2566 นี้  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-258 5159 หรือ Line ID: @rsustudyabroad

‘ปุ๋ย’ของไทยจากนวัตกรรมเคลือบพอกคว้ารางวัลใหญ่บนเวทีโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/732358

'ปุ๋ย'ของไทยจากนวัตกรรมเคลือบพอกคว้ารางวัลใหญ่บนเวทีโลก

‘ปุ๋ย’ของไทยจากนวัตกรรมเคลือบพอกคว้ารางวัลใหญ่บนเวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 14.36 น.

บริษัท ไอออนิค จำกัดโดย คุณฝนธิป ศรีวรัญญู (ประธานกรรมการบริหาร) ผู้คิดค้นและวิจัย “ปุ๋ยไอออนิค” ปุ๋ยจากนวัตกรรมเคลือบพอกเม็ดปุ๋ยด้วยประโยชน์จากเวสท์อุตสาหกรรม ประสบความสำเร็จระดับโลกคว้าเหรียญรางวัลSilver Medal ในงานประกวดสิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมระดับชาติ  “The 48th International Exhibition of Inventions Geneva” ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 26 – 30 เมษายนที่ผ่านมา โดยในปีนี้มีนักประดิษฐ์และนักวิจัยส่งผลงานเข้าประกวดและแสดงมากกว่า 1,000 ผลงาน จากนานาชาติกว่า 40 ประเทศ

ปุ๋ยไอออนิค สุดยอดปุ๋ยจากงานวิจัยฝีมือคนไทยที่ใช้นวัตกรรมเคลือบพอกด้วยเวสท์อุตสาหกรรม จากโรงงานที่ปล่อยของเสียออกมามากกว่า 20 ล้านตันต่อปี เช่น กากงา, กากกาแฟ, กากตะกอนนม และกากชีวภาพจากระบบบำบัด เป็นต้น ซึ่งปกติแล้วของเสียเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ ทางทีมวิจัยได้เล็งเห็นประโยชน์จากของเหลือเหล่านี้ว่ามีธาตุอาหารสูง น่าจะสามารถนำมาแปรรูปให้เกิดประโยชน์สำหรับพืชได้ ทางทีมจึงได้วิจัย คิดค้นและนำเข้าสู่กระบวนการที่เรียกว่านวัตกรรมเคลือบพอก จนได้ปุ๋ยสูตรพิเศษ ที่สามารถให้สารอาหารพืชได้อย่างครบถ้วน ลดการสูญเสียธาตุอาหาร โดยได้ทำการทดลองและเห็นผลอย่างชัดเจนว่า พืชได้รับสารอาหาร แร่ธาตุ วิตามิน สูงขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตได้ถึง25 เปอร์เซ็นต์ และสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไปได้กว่า 30 – 40 เปอร์เซ็นต์

คุณฝนธิป ศรีวรัญญูประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอออนิค จำกัด , “กรรมการสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย” “กรรมการสมาคมธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพไทย” และทูตเกษตรนานาชาติกล่าวว่า “รู้สึกดีใจ และเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้เป็นหนึ่งในตัวแทนคนไทยนำ”ปุ๋ยไอออนิค” เข้าประกวดแข่งขันในเวทีระดับโลก และสามารถคว้ารางวัลปุ๋ยนวัตกรรมโลก Silver Medal ในครั้งนี้มาได้เรามีความภูมิใจเป็นอย่างมาก ที่สามารถคิดค้นปุ๋ยนวัตกรรม ที่ช่วยในการ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย ลดการใช้สารเคมี และเพิ่มผลผลิตโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นการช่วยสิ่งแวดล้อม ลดขยะจากอุตสาหกรรม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ตัวการสำคัญของสภาวะโลกร้อนได้อีกทาง อีกทั้งพืชยังได้คุณค่าทางวิตามินที่สูงขึ้น ครั้งนี้นับเป็นอีกก้าว ของวงการเกษตรไทย ที่ทั่วโลกจับตา เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งด้านชีวภาพ  เป็นที่สนใจในตลาดโลกอยู่แล้ว การที่มีนวัตกรรมการเคลือบพอก ที่คิดค้นขึ้นมานี้ จะช่วยต่อยอดให้ปุ๋ยมีความสมบูรณ์ และครบถ้วนยิ่งขึ้น โดยสามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิดและสามารถออกแบบได้กับทุกช่วงการเจริญเติบโตของพืช ทางเราเชื่อมั่นว่า นวัตกรรมการเคลือบพอกปุ๋ยนี้ จะสามารถส่งออกสร้างเม็ดเงินให้กับคนไทย รวมถึงสามารถพัฒนานวัตกรรมนี้ให้มีประสิทธิภาพในการเพิ่มผลผลิตมากยิ่งขึ้น มีคุณค่าทางธาตุอาหารที่เพิ่มขึ้น และที่สำคัญช่วยประหยัดเม็ดเงินของเกษตรกรช่วยลดต้นทุนในการผลิตอย่างยั่งยืนค่ะ”

นับว่าเป็นอีกก้าวที่สำคัญของคนไทย ที่ได้พัฒนาปุ๋ยให้มีชื่อเสียงในระดับโลก เพราะนอกจากจะก่อประโยชน์สูงสุดกับภาคการเกษตรแล้ว ยังสามารถช่วยสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือการช่วยสร้างรายได้ให้คนไทยจากวัตถุดิบเหลือใช้ภายในประเทศให้เกิดประโยชน์อีกด้วย ท่านสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 090 959 2424, ไลน์ :  @ioniquefertilizer หรือ www.ionique.co.th