‘บอดี้สแลม’ชวนร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในคอนเสิร์ตครั้งพิเศษมอบเป็นทุนการศึกษา

‘บอดี้สแลม’ชวนร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในคอนเสิร์ตครั้งพิเศษมอบเป็นทุนการศึกษา

‘บอดี้สแลม’ชวนร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในคอนเสิร์ตครั้งพิเศษมอบเป็นทุนการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะเราเชื่อว่าการศึกษา คือ แสงสว่างแห่งโอกาส โครงการ “ก้าวเพื่อน้อง” ของ ตูน อาทิวราห์ และมูลนิธิก้าวคนละก้าว ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)ได้มอบโอกาสทางการศึกษาให้เด็กๆ จากครอบครัวยากจนพิเศษกว่า 200 คน ให้สามารถศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและสายอาชีพ

ภายใต้ความร่วมมือที่ต่อเนื่องมา 4 ปี โครงการนี้ไม่เพียงแค่ช่วยเหลือเด็กๆ ให้มีโอกาสเรียนต่อ แต่ยังเป็นการสร้างความหวังและพลิกชีวิตให้พวกเขาสามารถก้าวข้ามอุปสรรคทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยังมีเด็กๆ อีกจำนวนมากที่ต้องการการสนับสนุนทางการศึกษาเพื่อเป็นการมอบโอกาสให้กับน้องๆ อย่างต่อเนื่องตูน อาทิวราห์ เลยชวนเพื่อนๆวงบอดี้สแลม จัดคอนเสิร์ตครั้งพิเศษขึ้นมาในชื่อว่า “bodyslam Power of The B-Side Concert ความฝันกับจักรวาล With The Orchestra PRESENTED BY KING POWER THAI POWER” ในวันที่ 4-5-6 เมษายน 2568 ณ One Bangkok Forum โดยคอนเสิร์ตครั้งนี้จะได้ฟังบทเพลงของบอดี้สแลมที่อยู่ข้างๆทุกคนเสมอมา และตื่นตากว่าทุกครั้งด้วยวงซิมโฟนีออร์เคสตรากว่า 40 ชิ้น จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล มาร่วมบรรเลงเพื่อพาให้ทุกคนได้ออกเดินทางสู่ดินแดนใหม่อันไร้ขอบเขตไปด้วยกัน โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตรหลังหักค่าใช้จ่าย มอบให้ “กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา” เพื่อสนับสนุนความต่อเนื่องทางการศึกษาแก่เด็กๆ ในโครงการ “ก้าวเพื่อน้องปีที่ 5”แฟนพันธุ์แท้ของบอดี้สแลมไม่ควรพลาด!ซื้อบัตรพร้อมกัน ในวันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2568 เวลา 10.00 น.ที่ Counter Service All Ticket ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ www.allticket.com ติดตามความเคลื่อนไหวพร้อมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/bodyslamband

‘BNK48 & CGM48’อย่างเดือด! เตรียมเปิดศึกเลือกตั้งชิงตำแหน่งเซ็มบัตสึเพลงใหม่

‘BNK48 & CGM48’อย่างเดือด!  เตรียมเปิดศึกเลือกตั้งชิงตำแหน่งเซ็มบัตสึเพลงใหม่

‘BNK48 & CGM48’อย่างเดือด! เตรียมเปิดศึกเลือกตั้งชิงตำแหน่งเซ็มบัตสึเพลงใหม่

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แค่ปล่อยภาพโปสเตอร์ก็เดือดแล้ว! สำหรับการกลับมาของกิจกรรม BNK48 & CGM48 Senbatsu General Election 2025 หรือ งาน GE เลือกตั้งครั้งที่ 5 โดยเป็นภาพโปสเตอร์ของกัปตันวง (ฮูพ) ปาฏลี ประเสริฐธีระชัย กัปตันวง BNK48 และ (ลูกเกด) พิมพ์ลภัส สุวรรณน้อย กัปตันวง CGM48 ในสังกัด iAM งานนี้ทำเอาแฟนคลับฮือฮากันเลยทีเดียว ซึ่งจะเปิดโอกาสให้แฟนๆ ร่วมลงคะแนนโหวตให้กับไอดอลในดวงใจ “BNK48 & CGM48” ที่ลงสมัครทั้งหมด 48 คน โดยผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด 12 คนแรก จะได้อยู่ในซิงเกิ้ลหลักถัดไป พร้อมเดินทางไปถ่าย MV ที่ประเทศญี่ปุ่น สามารถโหวตได้ตั้งแต่วันที่11 กุมภาพันธ์-27 มีนาคมนี้ และจะประกาศผลในวันที่ 29 มีนาคม 2568

(ฮูพ) ปาฏลี ประเสริฐธีระชัย กัปตันวง BNK48 “สำหรับในครั้งนี้แฟนๆ จะได้มีส่วนร่วมการคัดเลือกสมาชิกเซ็มบัตสึเพลงหลักและเพลงรอง โดย 12 อันดับแรกจะได้เป็นเซ็มบัตสึของเพลงหลักพร้อมเดินทางไปถ่ายมิวสิกวีดีโอที่ประเทศญี่ปุ่น ส่วนอันดับที่ 13-24 จะได้รับตำแหน่ง Under Girls และอันดับที่25-36 จะได้รับตำแหน่ง Next Girl รวมทั้งหมด 36 คน และผู้ได้รับตำแหน่งเซ็นเตอร์ของแต่ละกลุ่มจะสามารถเลือกเพลงจาก AKB48 Group ที่ตัวเองอยากเป็นเซ็นเตอร์ได้ ที่สำคัญผู้ที่ได้อยู่ในอันดับ 1-7 จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มคามิเซเว่นและได้ทำโปรเจกท์พิเศษกับพี่กอล์ฟF Hero ด้วยค่ะ”

(ลูกเกด) พิมพ์ลภัส สุวรรณน้อย กัปตันวง CGM48 “ซึ่งผู้ที่ได้อันดับที่ 1จะได้เป็นผู้กำหนดการเป็นเจ้าของในซิงเกิ้ลถัดไป โดยเปิดให้โหวตตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์-27 มีนาคม 2568 และจะประกาศผลในวันที่ 29 มีนาคม 2568 ฝากเป็นกำลังใจให้เมมเบอร์ทั้งสองวง BNK48 และ CGM48 ด้วยนะคะ”

‘Black Dragon Entertainment’ จัดบวงสรวงโปรเจกท์‘วันทอง’(Working Title)

‘Black Dragon Entertainment’  จัดบวงสรวงโปรเจกท์‘วันทอง’(Working Title)

‘Black Dragon Entertainment’ จัดบวงสรวงโปรเจกท์‘วันทอง’(Working Title)

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลังจากประกาศเปิดโปรเจกท์ภาพยนตร์ไทยบล็อกบัสเตอร์ “วันทอง” (Working Title) หนังเรื่องแรกของค่าย Black Dragone Entertainment พร้อมรายชื่อทีมนักแสดงนำไปเมื่อสัปดาห์ก่อน จนกลายเป็นกระแสฮือฮาในโลกโซเชียลที่แฟนๆ ต่างพูดถึงและตั้งตารอรับชม เช้าวันที่ 27 มกราคม 2568 ก็ได้มีการจัดงานพิธีบวงสรวงภาพยนตร์ ณ Napalai Terrace ชั้น 7 ไอคอนสยาม ท่ามกลางวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำเจ้าพระยา ภายในงานมีผู้บริหารและนักแสดงร่วมงานมากมาย อาทิ จูเลี่ยน จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Black Dragon Entertainment (ผู้อำนวยการสร้าง Parasite, Snowpiercer, The Admiral : Roaring Currents และ The Host) มุก ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ ผู้กำกับภาพยนตร์ (ผู้กำกับจาก Long Live Love!) และทีมนักแสดง อิ้งค์ วรันธร เปานิล, หมาก ปริญสุภารัตน์, กลัฟ คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์, ปริมมี่ วิพาวีร์ พัทธ์ณศิริ, เฟย ภัทรเอกแสงกุล, โย่ง เชิญยิ้ม, อ๋อง กษาปณ์ จำปาดิบ, แจ๊ค กิตติศักดิ์ ปฐมบูรณา

“วันทอง” เรื่องราวการผจญภัยของพิมพ์มาดา (รับบทโดย อิ้งค์ วรันธร เปานิล) หญิงสาวยุคปัจจุบันที่หลุดเข้าไปในโลกของ “วันทอง” ที่สุดท้ายแล้วต้องมีชะตากรรมถูกประหารเพราะขุนแผน (รับบทโดย หมาก ปริญ สุภารัตน์) และขุนช้าง (รับบทโดย กลัฟ คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์) ชายที่รักทั้งสอง เธอจึงจำเป็นต้องหาทางเอาชีวิตรอดและหนีชะตาชีวิตอันน่าอดสูเพื่อกลับบ้านให้ได้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือ “รติรสไม่นำพา” โดยผู้กำกับให้สัมภาษณ์ว่า “วันทองเวอร์ชันนี้จะบอกเล่าเรื่องราวด้วยมุมมองใหม่และแฟนตาซีที่ไม่ใช่แค่การย้อนเวลา และมีความเป็นหนังรักโรแมนติกมากขึ้น มีการตีความที่ทำให้ตัวละครมีมิติที่เราอาจจะไม่เคยมอง เพราะเชื่อว่าไม่ว่าจะกี่ยุคสมัยก็ยังล้วนเคยเกิดความรู้สึกแบบ วันทอง, ขุนช้าง และขุนแผน ความรู้สึกที่เราต้อง “เลือกใครสักคน”หรือ “ตัดใจจากใครสักคน” โดย “วันทอง” มีกำหนดฉายปี 2569

‘หนุ่ม แท่ง’พาเที่ยว‘วัดบางพลีน้อย’ชิมอาหารไทยรสเด็ด

‘หนุ่ม แท่ง’พาเที่ยว‘วัดบางพลีน้อย’ชิมอาหารไทยรสเด็ด

‘หนุ่ม แท่ง’พาเที่ยว‘วัดบางพลีน้อย’ชิมอาหารไทยรสเด็ด

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ รายการ “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์” กับ 2 พิธีกร หนุ่ม-คงกระพัน แสงสุริยะ และ แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง พาไป วัดบางพลีน้อยกราบขอพรองค์พญาวานรศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองสมุทรปราการ และกราบหลวงพ่ออนันต์ วิสุทโธ จุดแรกที่มาถึงที่นี่ ห้ามพลาด คือวิหารพญาวานร เพื่อกราบขอพรองค์พญาวานรให้ปกปักรักษาซึ่งสามารถขอพรกันได้ทุกเรื่อง แต่ที่นิยมกันคือนำโฉนดที่ดินมาฝากพญาวานรขาย เชื่อกันว่าจะขายได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นไปไหว้พระประธานในอุโบสถ พร้อมพูดคุยถึงประวัติของวัด ซึ่งมีหลวงพ่ออนันต์ วิสุทโธ พระเกจิดังแห่งเมืองปากน้ำ เป็นเจ้าอาวาส ที่ทุกงานพุทธาภิเษกจะต้องนิมนต์ท่านไปร่วมงาน แล้วไปชมความสวยงามของ วิหารบูรพาจารย์, วิหารพ่อทอง แม่ฝน ซึ่งมาที่วัดแห่งนี้ทั้งที หนุ่ม แท่ง พลาดไม่ได้กับวัตถุมงคลของวัดบางพลีน้อย นั่นคือ “พญาวานรไม้แกะ” หรือ “พญาวานร สั่งได้” ตามคำกล่าวของลูกศิษย์ลูกหาที่ได้บูชาสุดยอดเครื่องรางนี้ ซึ่งเป็นพญาวานรแกะด้วยไม้จากมือหลวงพ่ออนันต์ ถือเป็นของหายากที่ลูกศิษย์ต่างหวงแหน พุทธคุณเด่นทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น เมตตาค้าขาย ปิดท้ายกับ ร้านครัวคุณนอ ร้านอาหารไทยรสเด็ดย่านบางนา-ตราด บรรยากาศร่มรื่นริมคลอง ที่มีโซนให้เลือกนั่งหลากหลาย

หนุ่ม-แท่ง เผยถึงความประทับใจในวันนี้ว่า “หลวงพ่ออนันต์ วิสุทโธ เป็นอีก 1 เกจิชื่อดังของเมืองสมุทรปราการ ที่หนุ่มแท่งบอกได้เลยว่าต้องมากราบท่านให้ได้ และยังได้มากราบองค์พญาวานรศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย ห้ามพลาดเลยครับ” ไปเที่ยวพร้อมกับ หนุ่ม-แท่ง ในรายการ “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์” วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 13.00 น. ทาง ช่อง 7HD กด 35 ดูย้อนหลังได้ที่ BUGABOO.TV และ YouTube : Ch7HD และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่างๆ ได้ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, X, YouTube) และ Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com

โต้ตกอับ! ‘พิม พิมพ์พรรณ’เผยทำพินัยกรรมส่วนนึงยกให้แฟนคลับ

โต้ตกอับ! 'พิม พิมพ์พรรณ'เผยทำพินัยกรรมส่วนนึงยกให้แฟนคลับ

โต้ตกอับ! ‘พิม พิมพ์พรรณ’เผยทำพินัยกรรมส่วนนึงยกให้แฟนคลับ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 20.30 น.

นักแสดงเจ้าบทบาทแถมมากความสามารถ อย่าง พิม พิมพ์พรรณ ที่วันนี้จะมาเปิดใจหลังเจอวิกฤติละครหดหลังเคยเป็นเจ้าแม่ละคร ปัจจุบันผันตัวไปเป็นแม่ค้า ตระเวนออกบูธขายน้ำเลม่อน ชานม รวมถึงประกาศขายคอนโดที่เคยอยู่ พร้อมเผยเรื่องที่ทำให้เสียน้ำตาส่งท้ายปีที่ผ่านมา เพราะตรวจเจอค่ามะเร็ง จำเป็นต้องตัดมดลูกทิ้ง ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่องOne31 ที่มี ธัญญ่า ธัญญาเรศ และหนิง ปณิตา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

ตอนนี้มีทำอะไรบ้าง ?

พิม : ตอนนี้ก็มีเล่นละครเป็นหลัก แล้วก็ออกบูธขายน้ำเลม่อน ชานมนานาชาติ มีชาไทย ชาพม่า ชาอินเดีย ชาอู่หลง ชาเอิร์ลเกรย์ คือเราชอบคิดอยู่แล้ว บวกกับเคยขายชานมไต้หวันมาก่อนตั้งแต่ก่อนโควิด แล้วก็เลิกทำเพราะพิษโควิด แต่ตอนนี้ก็เลยมาพัฒนาเอาชาอันนั้น ชาอันนี้มามิกซ์กันก็เลยกลายเป็นชานมนานาชาติ ซึ่งมันก็อร่อยมาก

ทำไมอยู่ๆ ถึงผันตัวเองมาเป็นแม่ค้า?

พิม : จุดเปลี่ยนก็คือ ก่อนหน้านี้งานละครมันค่อยๆ ซาลง แล้วน้องสาวก็เจอปัญหาเกี่ยวกับเศรษฐกิจ เขามีหนี้สิน เราก็ต้องไปซัพพอร์ต และมันเป็นจังหวะที่เป็นปีชงพอดี มันก็เกิดเรื่องราว เราเป็นพรีเซนเตอร์มา 20 ปี อยู่ดีๆ เศรษฐกิจมันเปลี่ยนเขาก็เลยยกเลิกสัญญา แล้วช่วงนั้นเป็นช่วงที่ต้องซัพพอร์ตน้อง เรามีบูธฟรี บูธดาราเยอะ ก็เลยเอาผลิตภัณฑ์ของน้องมาขายด้วยกัน ช่วงนั้นหนักมาก แม่ก็เสียในปีนั้นด้วย ก็เลยจริงจังเริ่มคิดสูตรขึ้นมา

วงการบันเทิงก็มีผลกระทบกับดาราหลายคน อย่างของพิมเองสาเหตุของงานละครน้อยลงมันเกี่ยวข้องไหม?

พิม : เกี่ยวข้องมากๆ เมื่อก่อนพิมจะงานเยอะ เปิดไปช่องไหนก็เห็น แต่พอมาช่วงหลังอย่างที่รู้กัน ผู้จัดก็น้อยลง เนื่องจากว่าเศรษฐกิจ การซื้อโฆษณาก็น้อยลง ก็เลยหยุดผลิตไปเยอะ แต่ก็ยังดีที่เรายังมีงานที่เขาจ้างเราอยู่ แล้วก็มีเวลาว่างมากขึ้น

ก่อนหน้านี้พีคที่สุดต่อปีรับกี่เรื่อง ?

พิม : ประมาณ 10 เรื่องได้ คือบทพิมไม่ได้ดำเนินเรื่องทั้งหมด มันก็เลยพอมีเวลาที่จะแบ่งได้ แล้วก็โชคดีไม่ค่อยมีปัญหาแบบคิวชนกัน แล้วมันก็เป็นแบบนั้นอยู่หลายปี จนมาช่วง 2 ปีหลังนี่ที่มันซาๆ ลง อย่างน่าตกใจ เพื่อนบางคนเรียกว่านอนอยู่บ้านแล้ว ไม่มีงานจ้าง

แล้วอย่างปีนี้มีละครกี่เรื่อง ?

พิม : ตอนนี้มีอยู่ 2 เรื่องค่ะ กำลังถ่ายทำอยู่ 7 วัน ก็ต้องขอบคุณความโชคดีของเราที่เรายังมีงานอยู่ ช่วงเวลาที่เราว่างมากๆ ถามว่าเรามีภาระที่ต้องคิดมากไหม มันก็ไม่ได้มีเหมือนคนอื่น เพราะว่าเราไม่ได้มีหนี้สิน แต่ว่าเวลาที่เราอยู่บ้านว่างๆ มันรู้สึกว่าตัวเราไม่มีค่า จนเรามาคิดว่าเราจะเอาเวลาตรงนี้ไปทำอะไรให้มีค่ามากขึ้น ก็เลยได้คิดค้นสูตรที่เราชอบ

ก็เลยเป็นแม่ค้าเต็มตัว ทำเองทุกขั้นตอน?

พิม : ทำเองทุกขั้นตอน ขนของเอง จัดร้านเอง ยืนขายเอง ทุกอย่าง จนน้องร้านข้างๆ บอกพี่พิมผมสงสารพี่จังเอาคนของร้านผมไปช่วยก็ได้

พอเป็นดาราไปขายของ ก็ต้องมีคนเม้าท์ว่าตกอับ กับข่าวแบบนี้เวลาเราได้เห็นเรารู้สึกยังไงบ้าง?

พิม : พิมไม่ได้รู้สึกอะไรเลย คิดว่าบางคนก็อาจจะอยากรู้จริงๆ ว่าทำไมดาราถึงมาขายของ เพราะในมุมความคิดของสมัยก่อนดาราเป็นอะไรที่อยู่สูง สวยๆ รวยเป็นไฮโซ การมาทำอาชีพแม่ค้าเขาจะมองว่าทำไมคนนี้ตกลงมา ถามว่าเรื่องเงินไม่ควรเป็นตัววัดว่าทำอาชีพอะไร หรือไม่ควรทำอาชีพอะไร ทุกคนมีอาชีพที่สุจริต แล้วรักที่จะทำ พิมว่าไม่ผิดที่จะทำ

สนุกไหมกับการเป็นแม่ค้า ?

พิม : สนุกมาก แล้วมันก็เหนื่อยมาก แต่มันเหนื่อยด้วยรอยยิ้ม

เคยคิดจะผันตัวเองจากวงการ แล้วไปทำธุรกิจเต็มตัว ไปลุยกับธุรกิจชาเต็มตัวไหม?

พิม : พิมว่าพิมเกิดมาเพื่อเป็นนักแสดง มันเป็นอาชีพที่ทุกครั้งที่มากองมันมีความสุขมากๆ แต่ถ้าวันหนึ่งที่มันดรอปลงแล้ว คิดว่าต้องมีอาชีพ 2-3 สำรองไว้ เราด้วยความที่เราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องการเงินสักเท่าไหร่ ก็เอาที่เราแฮปปี้ และทำแล้วมีความสุข ตอนนี้มันมีเวลาว่างเยอะมากที่เราจะคิดว่าเราจะทำอะไรต่อไปที่มันมีความสุข แล้วก็สามารถหล่อเลี้ยงตัวเองได้

นอกจากเป็นแม่ค้าขายชาแล้ว ตอนนี้ยังเป็นแม่ค้าอสังหาด้วย ล่าสุดประกาศขายคอนโดตัวเองก่อนเลยที่เคยอยู่?

พิม : คือพิมซื้อคอนโดนานแล้ว อยู่มา 5 ปีแล้ว ย้ายที่อยู่ มาซื้อที่ใหม่ ที่เก่าก็ไม่รู้จะเก็บไว้ทำอะไรเพราะไม่มีคนอยู่ ปล่อยเช่าก็กลัวโทรมก็เลยขายดีกว่า เผื่อเอาเงินก้อนนั้นมาทำอย่างอื่นได้ ไปลงทุนในคอนโดที่อื่นได้

พอประกาศขายคอนโดก็โดนอีก ติดขัดอะไรหรือเปล่าทำไมต้องรีบขาย?

พิม : ก็ยังโชคดีที่พิมไม่ติดขัดแบบนั้น เรียกว่าโตขึ้นมาลำบากมาก แทบไม่มีบ้านให้อยู่ เพราะว่าพ่อทำธุรกิจแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ก็โดนยึดทุกอย่าง เราก็ต้องดูแลน้อง ดูแลทุกคนในครอบครัว ตั้งแต่ยังไม่จบมหาลัย ก็เลยเป็นสาวแกร่ง เป็นนักสู้ ไม่อยากมีหนี้ พยายามโปะทุกอย่าง จนตอนนี้ที่ใหม่ก็โปะแล้ว ที่เก่าก็ไม่มีหนี้ เลยรู้สึกว่าความไม่มีหนี้มันเป็นอะไรที่วิเศษที่สุดแล้ว

เห็นบอกว่าพิมกลัวการเป็นหนี้มาก เหมือนเป็นแพนิคถ้าต้องซื้อสิ่งใดที่ต้องเป็นหนี้ คือกังวลมาก?

พิม : ใช่พิมอาจจะเว่อร์ไปนิดนึง สมมติถ้าพิมจะซื้อบ้านสักหนึ่งหลังราคา 5 พัน พิมจำเป็นต้องมีเงินก่อน งานในวงการมันไม่แน่นอน ถ้าเกิดวันนึงเรามีเงินไม่พอที่จะใช้หนี้ กลัวจะโดนยึด

ไม่ว่าพิมจะซื้ออะไรสักอย่าง ต้องมีเงินเต็มก้อนก่อน ถึงแม้จะเป็นการผ่อนก็ตามถูกไหม?

พิม : ใช่ ถ้าเรามีไม่พอเราก็ไม่ต้องรีบซื้อ

แต่มันไม่ถึงกับเครียดใช่ไหม ที่เราต้องหาให้ถึงก้อนนี้ก่อนแล้วเราค่อยใช้ได้?

พิม : ไม่รีบเลยค่ะ ไม่เครียด เพราะว่าเราสะสมมาเรื่อยๆ จนมาจุดหนึ่งที่เราอยากขยาย ซึ่งมันก็พร้อมที่จะมีตั้งแต่ตอนนั้น แต่ที่เราหนักก็คือต้องดูแลทุกคน

ครอบครัวมีกี่คน ?

พิม : ตอนนี้เหลือแค่น้อง และอาที่เป็นสามีของแม่ แม่เสียไปแล้ว พ่อเสียไปแล้ว ก็ต้องดูแลคุณอาเขาต่อ เขาอายุเยอะแล้ว

กี่ปีแล้วที่ต้องรับผิดชอบครอบครัว ?

พิม : ก็ตั้งแต่มหาลัย พอเรียนจบก็ทำแบงค์แล้วก็ขายประกัน ต้องซื้อบ้านจากที่โดนยึดกลับมา แล้วก็ส่งน้องเรียนหนังสือ แล้วก็เลี้ยงดูแม่ เพราะแม่กับพ่อแยกกัน ก็จะมีหลายครอบครัวที่เราต้องดูแล

เห็นว่าปีที่แล้วมีปัญหาเรื่องสุขภาพที่มันเกิดขึ้น ?

พิม : ใช่ๆ เกี่ยวกับมดลูก คือมดลูกมันมีซีสอยู่นานแล้ว คุณหมอบอกว่าต้องกินยาควบคุม ก็เป็นฮอร์โมนอะไรแบบนี้ เพื่อไม่ให้มันโตขึ้น แล้วทีนี้มันอ้วน พอออกกล้องแล้วมันทำงานยาก ก็เลยขอคุณหมอหยุดยา แล้วไปเช็คอัพทุก 6 เดือน แต่พอผ่านไป 6 เดือน มันโตไวมาก โตไวขนาดแบบมดลูกมันบิดตัวจนหมอบอกตัดทิ้งเถอะ คือมันปวดท้องหนักทุกครั้ง แต่เวลาที่เราเทคฮอร์โมนมันจะไม่มีประจำเดือน มันเลยไม่มีการปวดท้อง คุณหมอเลยส่งไป MRI เพราะตรวจเลือดแล้วมันมีเชื้อมะเร็งอยู่นิดหน่อย ซึ่งมันก็เสี่ยงมาก  แต่ยังไม่ถึงขั้นคอนเฟิร์มว่าเป็นมะเร็ง แค่พบว่ามันมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้

พอคุณหมอพูดแบบนั้นเราใจหายเลยไหม?

พิม : พิมเป็นคนไม่ค่อยตกใจกับอะไรอย่างนี้ สมมติถ้าเป็นก็รักษาก็ทำให้มันดีที่สุด

ณ ปัจจุบันตัดออกไปแล้ว?

พิม : ตัดไปแล้วทั้งยวง ยกเว้นรังไข่ไว้ปล่อยฮอร์โมน เราจะได้ไม่ต้องเทคฮอร์โมน ก็สบายมากเลย

แล้วผลต่อสุขภาพเราตอนนี้ ?

พิม : ไม่มีเลย เพราะว่าเราตัดมดลูกกับปีกมดลูก แต่ว่าเรายังเหลือรังไข่ที่ปล่อยฮอร์โมน คือคนที่ไม่มีรังไข่ เขาจะต้องเทกแล้วจะทำให้แก่ก่อนวัย แต่ว่าพิมยังมีรังไข่ที่ปล่อยฮอร์โมน แล้วตัดมดลูกไปมันก็ลดความเสี่ยงที่เป็นมะเร็ง แต่ตอนนี้ก็ต้องไปเช็คร่างกายทุกเดือน แล้วก็เทคฮอร์โมน 10 เดือน ให้มันคุมอยู่ก็ยังอ้วนๆ หน่อย

เห็นว่าตอนรู้ว่ามีเชื่อมะเร็ง คนที่กลัวที่สุดไม่ใช่พิม แต่เป็นคนใกล้ตัวพิม?

พิม : ใช่ ดูหน้าเขารู้เลยว่าเป็นห่วงมาก ตอนที่พิมไป MRI เพื่อดูว่ามันเป็นมะเร็งหรือเปล่าก่อนจะผ่าตัดเนี่ย ก็จะมีคนไข้ที่รอ MRI หันไปเห็นผู้ชายคนนึงเขานั่งกังวลหนักกว่าเราก็คือแฟนเรานั่นแหละ เขากังวลมากๆ จนเรารู้สึกว่าเราต้องรักสุขภาพแล้วแหละ เพราะว่าคนที่อยู่กับเราในบั้นปลายหรือ ณ ตอนนี้ก็คือเขา ถ้าเราเป็นอะไรไป เขาก็ต้องรับภาระดูแลเรามากกว่าใคร ใจวูบเลย ตอนเห็นหน้าเขา

ตอนนั้นเขาพูดอะไรกับเราไหมตอนที่เราจะเข้าไป MRI?

พิม : มันอยู่ไกลกัน เราแค่เห็นสีหน้าเขารู้สึกว่าเขาทุกข์มาก

พิมต้องสู้กับอะไรหลายๆ อย่าง จนมาถึงวันนี้ มันยาดไหม?

พิม : มันยากนะ สำหรับพิมที่ต้นทุนชีวิตมันไม่มี ติดลบต้้งแต่เราเริ่ม บางคนเขายังมีครอบครัวที่ซัพพอร์ตได้  แต่ของเราต้องซัพพอร์ตครอบครัวตั้งแต่เราเริ่มที่จะใช้ชีวิตหาเงิน มันเหนื่อย แต่เราภูมิใจในตัวเองเหลือเกิน มันเหมือนเราเป็นนักสู้จริงๆ ที่เราสามารถมาถึงทุกวันนี้โดยที่เราไม่ได้มีต้นทุนมา เราสามารถดูแลทุกคนได้ หายห่วง สร้างธุรกิจให้น้องๆ ได้

แกร่งแบบนี้มีน้ำตาบ้างไหม?

พิม : เป็นคนที่ไม่ร้องไห้ให้ใครเห็นนอกจากช่วง 2 ปีที่แล้วหลายอย่างเข้ามา คือนั่งร้องไห้คนเดียว ตอนนั้นแฟนอยู่อเมริกา เราร้องไห้แล้วกรี๊ดๆ ไม่รู้ว่าอาการนั้นมันซึมเศร้าหรือว่าอะไร ไม่เข้าใจตัวเอง

เท่ากับ 2 ปีที่ผ่านมาที่เกิดเรื่องกับพิมคือ คุณแม่เสีย แล้วก็เรื่องวงการบันเทิงที่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเยอะ?

พิม : ใช่ แล้วพรีเซ็นเตอร์ที่ทำมา 20 ปี เขาหยุดสัญญากับพรีเซ็นเตอร์ทุกคน มันกะทันหันมากๆ แล้วน้องที่เขาเดือดร้อนแล้วเขาไม่เคยบอกเราว่าเขาเอาบ้านเขาไปกู้เงิน เราก็เลยต้องมารับผิดชอบทักอย่าง มันก็ยังช็อกๆ อยู่นิดนึง เพราะอินคำต่อเดือนมันน้อยลงกะทันหันก็เลยคิดนิดนึง

เอากำลังใจมาจากไหน แฟนอยู่เมืองนอก แล้เรากรี๊ด ร้องไห้คนเดียว?

พิม : ไม่บอกใครนะ ทุกวันนี้เขาก็ไม่รู้ว่าเราเป็นอย่างนั้น แต่ว่าทุกวันเราคุยกันอยู่แล้ว ได้กำลังใจจากเขาล้วนๆ เพราะว่าเขาเป็นคนคิดบวก ก็แฮปปี้มากๆ เลยที่มีเขา

อาการที่นั่งร้องไห้แล้วกรี๊ดออกมา มันถึงขั้นเราเป็นซึมเศร้าไหม?

พิม : ไม่รู้เหมือนกันว่าอาการนั้นมันเรียกว่าอะไร แต่เราอยู่ในห้อง มองเหม่อออกไปแล้วร้องไห้ เหมือนอยากจะกรี๊ดเพื่อระบายความเครียดออกมา

เป็นนานไหม?

พิม : เป็นแค่วันเดียว ครั้งเดียว

ทุกวันนี้ทำพินัยกรรมแล้ว?

พิม : ใช่ ทำสักพักแล้ว พิมต้องวางแผนว่าสิ่งที่เรามี ที่เราสร้างไว้ใครจะได้บ้าง มีน้องสาวต้องได้ละ แฟนต้องได้ละถ้าเราเป็นอะไรไป แล้วน้องแฟนคลับที่รักกัน ดูแลเราเนี่ยก็ต้องแบ่งให้เขา เพราะเราอยู่กันเหมือนพี่น้อง

ทำไมเราต้องวางแผน มีอะไรที่เรากังวลใจและยังไม่ได้พูดออกมาบ้างไหม?

พิม : ถ้าพิมไม่วางแผนทุกอย่างก็จะเป็นชื่อคนใดคนนึง ตอนนั้นแม่ยังไม่เสีย แล้วถ้าแม่เป็นอะไรไป มันต้องกระจายไปเป็นของใครบ้าง แล้วน้องจะเหลืออะไร อันดับแรกๆ เป็นห่วงน้องมากที่สุด เพราะว่าทุกคนเขาเอาตัวรอดได้ อย่างแฟนไม่ต้องห่วงเขาอยู่แล้ว เพราะเขามีต้นทุนดี ก็มีน้องสาวนี่แหละ

ที่น่ารักที่สุดคือมีชื่อแฟนคลับด้วย?

พิม : เพราะช่วงที่ผ่านมาเขาอยู่กับเราตลอดตอนที่เราไม่มีแฟน ไปไหนไปกัน ดูแลให้ใจเต็มร้อย เมื่อก่อนคนเดียว แต่ตอนนี้เริ่มมากขึ้นแล้ว เดี๋ยวเขียนใหม่ คือพิมเป็นคนที่ใครอยู่ข้างแล้วเห็นเขาลำบาก ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น อยากสร้างอาชีพให้เขาได้มีเงินทุน เพราะมันสำคัญมาก คนขยันถ้ามันไม่มีทุนเขาก็ไปต่อหม่ได้

สนิทขนาดไหนกับแฟนคลับที่เราถึงขั้นแบ่งพินัยกรรมให้?

พิม : เรียกว่าอยู่กับเราตลอด เวลาเราเรียกใช้อะไรเขายินดีด้วยซ้ำ ไม่อิดออดด้วย

อยากให้พิมบอกเป็นวิทยาทานนิดนึง เริ่มแรกมาจากการปวดท้องก่อน?

พิม : ใช่ค่ะ ปวดท้อง มีประจำเดือนเยอะแบบ 30 วันเต็มเลย แล้วเริ่มไปตรวจ พบว่ามีซีสต์ก่อน ก็ผ่าออกไปแล้วรอบนึง แต่ในมดลูกมันไม่สามารถผ่าออกได้หมด เพราะว่ามันเป็นผังผืด ก็เก็บไว้ทานยาคุมควบคุมไป แต่ความที่กินยามันอ้วน มันก็ลำบากเนอะ แต่เขาให้ทางเลือกว่าผ่าตัดมดลูกก็ได้ แต่สำหรับหมอ หมอคิดว่ายังไม่จำเป็น เพราะเรายังทานฮอร์โมนควบคุมได้ ถ้าตัดมดลูกก็หมายความว่าเราก็มีลูกไม่ได้แล้ว ก็เก็บไว้คิดก่อน แล้วหลังๆ ขอหมอหยุดฮอร์โมนได้ไหม เพราะว่าน้ำหนักขึ้น

พูดง่ายๆ เราห่วงงานจนเกินไปใช่ไหม คิดว่าเราจะไม่เป็นอะไร แล้วก็ไม่ผ่าตัด?

พิม : ใช่ อ้วนขึ้นเป็น 10 โล เราก็เลยบอกว่าถ้างั้นมาทุก 3 เดือนได้ไหมค่ะ

แล้วเหตุผลที่ทำให้เราตัดมดลูกจริงๆ คือค่ามะเร็งไหม?

พิม : คือค่ามะเร็งมันขึ้นตั้งแต่ก่อนเจอซีสแล้วแต่ว่ามันยังไม่เยอะมาก แต่ตอนหลังมันก็ค่อยๆ ขึ้น จนหมอบอกว่าไป MRI ดู แล้วพอออกมาคุณหมอคอนเฟิร์มว่าตัดเลย

จริงๆ พิมอยากมีลูกถูกต้องไหม?

พิม : อยากมีมาก คือเราไม่มีครอบครัวที่สมบูรณ์ เราก็อยากมีครอบครัวที่มีสามีที่น่ารัก มีลูก เราคิดอย่างนั้น แต่ว่าพอมีแฟนก็คิดกับเขาเรื่อยๆ มา ก็พอจะเดาได้ว่าเขาอาจจะไม่พร้อมที่จะมีลูก ซึ่งแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แต่เขาก็ไม่ได้บอกตรงๆ ว่าลูก 1 คนต้องใช้เงินเท่าไหร่ แล้วตอนนี้เราอายุ 40 กว่า จะเหนื่อยไหม เราอยู่ด้วยความเข้าใจกัน มันมีความสุขมากๆ อยู่แล้ว

พอหมอบอกว่าเราตัดมดลูกทิ้ง เท่ากับเราไม่มีโอกาสที่จะมีลูกอีกแล้ว ตอนนั้นรู้สึกยังไงบ้าง?

พิม : แอบร้องไห้ไม่ให้ใครเห็น

ที่ร้องไห้เพราะมันมีความฝันด้วยไหม?

พิม : ใช่ เราคิดว่าเขาเป็นพ่อที่คุณภาพ และเราก็เป็นแม่ที่คุณภาพ มันเสียดาย 

พอเราร้องไห้กับเรื่องนี้ แฟนเรารับรู้ไหมว่าเราเสียใจกับเรื่องนี้?

พิม : ก็รู้ เขาก็เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า เดี๋ยวเราจะเศร้าไป เพราะมันเป็นไปไม่ได้แล้ว มันเปลี่ยนใจเขาไม่ได้แล้ว เขาไม่อยากให้เราไปจมกับสิ่งที่มันผ่านไปแล้ว

ทำไมวันนี้ดูพิมเศร้าจัง?

พิม : ใช่ไหม มันอาจจะมีเรื่องที่เรากังวล ตอนนี้มันเลยเศร้า แต่ถามว่ามันจำเป็นต้องคิดมากอะไรขนาดนั้นไหม มันไม่จำเป็น เพราะเรามีทุกอย่างที่เราวางแผนไว้ แต่อาจจะเป็นจังหวะที่เราอาจจะน้อยใจ ทั้งที่เรามั่นใจว่าเราก็เป็นนักแสดงมืออาชีพคนนึง แต่มันก็เข้าใจ 

แฟนเรากลับมาอยู่เมืองไทยกี่ปีแล้ว?

พิม : น่าจะปีที่ 5 แล้ว คบกันตั้งแต่เขาอยู่ที่นู้นก็วีดิโอคอล 1 ปี แล้วมาอยู่นี่ 4 ปีกว่า ทั้งชีวิตที่ผ่านมาที่มีแฟน เนสเป็นคนที่เป็นได้ทั้งเพื่อน เป็นได้ทั้งที่ปรึกษา เป็นทุกอย่างเลย ถามว่ามีทะเลาะไหม ก็มีทุกคนแหละ พอเราโตขึ้น เราก็เริ่มรู้สึกที่จะต้องปรับความเข้าใจกัน

เหตุผลอะไรที่ทำให้เขายอมกลับมาอยู่ไทยกับพิม?

พิม : ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ดีๆ เขาก็มา แล้วเช่าโรงแรมอยู่ของเขา แล้วก็ไม่ไปไหนเลย ผ่านมา 4-5 ปีแล้ว เขาก็ยังอยู่ที่นี่ แปลว่าเขาตัดสินใจแล้วว่าการเจอกันครั้งนี้คือการมูฟชีวิตเขามาอยู่ที่นี่เลย

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา13.15-14.15 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

ดีใจมาก! ‘พราวฟ้า-เสี่ยโบ๊ท’เฉลยเพศลูกคนแรก สุดอบอุ่น

ดีใจมาก! 'พราวฟ้า-เสี่ยโบ๊ท'เฉลยเพศลูกคนแรก สุดอบอุ่น

ดีใจมาก! ‘พราวฟ้า-เสี่ยโบ๊ท’เฉลยเพศลูกคนแรก สุดอบอุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.38 น.

ก่อนหน้านี้นักแสดงสาว “พราวฟ้า การัญชิดา” และสามี “เสี่ยโบ๊ท ณัฐเดช” ได้ประกาศข่าวดีไปเมื่อปลายปี 2567 ว่ากำลังจะมีลูกคนแรกแล้ว ล่าสุด พราวฟ้า และ เสี่ยโบ๊ท ก็ได้จัดงาน Baby Shower เพื่อเป็นการปาร์ตี้ฉลองก่อนคลอดลูก อีกทั้งยังถือโอกาสเฉลยเพศหนูน้อยในท้องให้ได้ทราบกันอีกด้วย

โดย พราวฟ้า ได้เผยว่า “Baby Girl is coming ขนาดยังไม่เห็นหน้าหนู หม่ามี๊ยังมีความสุขที่สุดเลย หนูมาเติมเต็มมากๆ ป๊ะป๋า ย่า ยาย อากง พี่ ป้า น้า อา ก็พร้อมที่จะรักหนูแล้วนะคะ #prawfarboat1109 #genderreveal”

ท่ามกลางแฟนๆ เข้ามาคอมเมนต์แสดงความยินดีกับว่าที่คุณพ่อคุณแม่อย่างเนืองแน่น

‘พอร์ช-อาม’หอบหลักฐานแจ้งความ ถูกวิจารณ์ขู่เอาชีวิต

‘พอร์ช-อาม’หอบหลักฐานแจ้งความ ถูกวิจารณ์ขู่เอาชีวิต

‘พอร์ช-อาม’หอบหลักฐานแจ้งความ ถูกวิจารณ์ขู่เอาชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 17.42 น.

(วันที่30 มกราคม)  คู่รักนักแสดง LGBTQ+ “พอร์ช-อภิวัฒน์ อภิวัฒน์เสรี” และ “อาม-สัพพัญญู ปนาทกูล” หอบหลักฐานเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวัน หลังการจดทะเบียนสมรสที่ผ่านมา ต้องฝ่าฟันความวิพากษ์วิจารณ์ทางโลกออนไลน์ ด้วยข้อความหมิ่นประมาทและถ้อยคำบูลี่ รวมไปถึงถูกส่งข้อความไดเร็คเมสเสจขู่ฆ่า เหตุเกิดจากกลุ่มแอนตี้ที่จดทะเบียนสมรสเท่าเทียม ล่าสุดทั้งคู่หอบเอกสารเข้าแจ้งความกับเจ้าพนักงาน “ร.ต.ท.หญิง กชมล ปรีชาปิ่นละออ” รอง.สว สอบสวน สถานีตำรวจ เตาปูน กทม. พร้อมให้สัมภาษณ์กับทางสื่อมวลชนว่า

พอร์ช : วันนี้เดินทางมาแจ้งความ หลังจากเราแต่งงานจดทะเบียนสมรสไปเมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา ก็ได้รับข้อความส่งมาขู่ฆ่าเอาชีวิต แต่รายละเอียดตรงนี้ผมเปิดเผยได้ไม่หมด แต่โดยรวมเป็นข้อความขู่ฆ่าครับ

ตอนนี้ทราบมั้ยว่าคนที่ส่งข้อความขู่ฆ่าเป็นใคร?

 อาม : อันนี้ไม่ทราบเลยครับว่าเค้าเป็นใคร  น่าจะเป็นบัญชีหลุมแหละครับ ที่ปลอมแปลงเข้ามา วันนี้ก็รวบรวมหลักฐานทั้งหมดมาให้ทางตำรวจครับ

ข้อความที่ส่งเข้ามา ส่วนใหญ่เนื้อหาเกี่ยวกับแอนตี้ LGBTQ+?

อาม : ใช่ครับ ก็เป็นข้อความที่เกี่ยวกับ LGBTQ  คือเอาจริงๆตั้งแต่เราจดทะเบียนสมรสไปเมื่อวันที่23 มกราคม ตอนแรกเราคิดว่าคนจะมาอวยพรยินดีเรานะครับ แต่พอกระแสมันออกไปเป็นวงกว้าง คนรู้จักสมรสเท่าเทียมเยอะขึ้น ทำให้เราเข้าใจว่าในกระแสสังคมยังมีคนที่ไม่เข้าใจเรา ที่ไม่เข้าใจlgbtq ไม่เข้าใจว่าเราคือมนุษย์ คิดว่าเราคือคนที่แตกต่าง ต้องบอกว่าคนที่อคติแบบนี้เอาจริงๆเราไปเปลี่ยนแปลงเค้าไม่ได้หรอก เราไม่สามารถไปลบอคติเค้าได้ในชั่วข้ามคืน เราอยากจะบอกว่ากฎหมายตอนนี้มีไว้เพื่อรองรับคู่ชีวิต ให้ความเป็นมนุษย์ ให้การยอมรับในสังคม สมรสเท่าเทียมคือการให้ความเป็นมนุษย์ให้ความเท่าเทียมทางสังคม ให้เราสร้างครอบครัวได้อย่างมั่นคง

พอร์ช : แต่กลายเป็นว่าการมีกฎหมายเท่าเทียมออกมา กฎหมายไม่สามารถเปลี่ยนอคติที่มนุษย์มีให้กันได้ สิ่งที่จะเปลี่ยนได้ก็คือเวลา การที่มนุษย์สองคนจะสร้างครอบครัวที่แตกต่างจากเค้าเนี้ยมันต้องใช้เวลา ในขณะที่เรารอเวลามานาน มันไม่ได้มีส่วนร้ายในสังคม อยากจะขอร้องที่ให้เกียรติกัน ปฏิบัติต่อกันอย่างที่มนุษย์ปฏิบัติต่อกัน ด้วยมารยาท ด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เท่ากัน ไม่ผิดที่จะไม่เห็นด้วย ไม่ผิดที่จะไม่ชอบ แต่การที่แสดงออกมาด้วยการแซะ การเหยียด การด่า จนกระทั้งมาข่มขู่ถึงการเอาชีวิต อันนี้ในทางกฎหมายแล้วเราก็มีความจำเป็นจะต้องดำเนินการ

หลังจากได้รับข้อความขู่ฆ่า ต้องระมัดตัวเองยังไง?

อาม: ต้องบอกว่าเราต้องทำมาหากิน เมื่อวานเราไปงานอีเว้นท์เรายังต้องยิ้มแย้มกับทุกคนอยู่ เจอแฟนคลับก็ยังต้องยิ้มแย้มอันนี้คือหน้าบ้านของเรา แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าเรากลัว เราระหวาดระแวงแค่ไหน

พอร์ช : คือมีหลายคนพูดว่าอยู่ในที่แจ้ง อยู่ในไฟก็แบบนี้แหละ ถูกต้องครึ่งหนึ่งครับ แต่อย่าลืมว่าเราก็เป็นคนเหมือนทุกคน มีชีวิตมีครอบครัว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานอกจากมีเราที่กังวล ก็ยังมีแม่เราสองคน ครอบครัวเรา เพื่อนเรา กังวลกับเรามาก แทบจะมากกว่าเราอีก ก็อยากจะบอกว่าไม่ต้องเห็นด้วยกับเราก็ได้ เก็บคำไม่เห็นด้วยไว้ เก็บไว้แสดงออกอย่างสุภาพ และดูกันต่อไปยาวๆว่าความกลัวที่มีในใจมันจะเป็นจริงมั้ย ถ้ามันมีปัญหาเราแก้กันที่กฎหมาย แต่ไม่ใช่การด่าทอกัน ในการทำร้าย ในการข่มขู่

หลังแจ้งความถ้าเค้าติดต่อมาขอโทษจะดำเนินการยังไงต่อไป?

พอร์ช : คงต้องให้เป็นไปตามกฎหมายครับ ผมมองแบบนี้ว่าเวลาจะพิมพ์ทุกคนมีเวลาในการใช้ความคิด มีเวลาไตร่ตรอง และเราก็รู้อยู่ว่าเราอยู่ใต้กฏหมายเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นทำมาแล้วก็ต้องว่ากันไปตามกฏหมาย

นอกจากโดนข่มขู่ฆ่า ก็มีรอบรวมข้อความวิจารณ์ต่างๆทางโซเชียลส่งให้ทางเจ้าหน้าที่ด้วย?

อาม : เป็นพวกข้อความบูลี่ เป็นข้อความวิจารณ์ ด่าทอ ในส่วนนี้ทางทนายแคปไว้หมดแล้ว ก็เดี๋ยวดำเนินการกันต่อไป

กลายเป็นว่าหลังจดทะเบียนสมรสเท่าเทียมโดนวิจารณ์เยอะมาก?

พอร์ช : เราเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เดี๋ยวนี้เปิดรับกันแล้วมีแต่ความยินดี แต่กลายเป็นว่าอคติเรานั้นไม่เคยหายไปไหน แค่มันยังไม่ผุดขึ้นมาเท่านั้นเอง อาทิตย์นึงผ่านไปเราได้เห็นว่า คำวิจารณ์มันได้มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็รู้สึกตกใจ

อาม : เอาจริงๆตั้งแต่เกิดเรื่อง เรียกว่าปลอบกันก็ได้นะ ปลอบกันทุกวัน เห็นถึงความเครียดของเค้า เวลาเราออกไปข้างนอก ออกไปนอกบ้านต้องอยู่ด้วยความระมัดระวัง มันไม่ใช่ชีวิตมนุษย์ที่ต้องเจอ เราเพิ่งผ่านการแต่งงานมาหนึ่งอาทิตย์ มันควรจะมีแต่เรื่องราวดีๆ เรารักกัน เราจะสร้างครอบครัว แต่มันกลับกลายเป็นว่ามาขู่กัน เราไม่ได้รู้จักกัน

พอร์ช : เราไม่ได้รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ แค่เหตุผลเราต่างกัน ในรูปแบบความรักเท่านั้นเอง

อาม : เอาจริงทุกคนต่างกัน แต่อย่าเอาอคติมายิ่งทำให้เราต่างกัน เราจะมีขอบเขตซึ่งกันและกัน

จะเรียกร้องค่าเสียหายยังไงกับคอมเมนต์วิจารณ์?

พอร์ช : ก็ว่ากันไปตามกฎหมายก่อน เดี๋ยวค่อยมาคุยกันว่าจะจบยังไง

อาม: เอาจริงๆข้อความวิจารณ์เยอะมากเลยนะ แล้วเป็นคนที่เราไม่ได้รู้จักด้วย แต่บอกเลยว่าเราตามตัวเค้าได้นะ ความจริงพอทำความเข้าใจได้กับคอมเมนต์ต่างๆที่คนคอมเมนต์มา เราทุกคนเห็นต่างได้ เราต้องเห็นต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน อยู่ในขอบเขตของกันและกัน

พอร์ช : ไม่เห็นด้วยได้ แต่การดูถูกเหยียดหยาม การด้อยค่าความเป็นคน เหมือนที่เราสัมภาษณ์ว่าเรามีแพลนที่จะมีลูกกัน เราได้อ่านเค้าบอกว่าลูกเราน่าจะเป็น….สิ่งปฏิกูลหรือเปล่า ผมรู้สึกว่ามันไม่มีประโยชน์ ที่เราจะพูดแบบนั้นกับคนอื่น

อยากจะฝากบอกกับกลุ่มคนที่ยังคงคอมเมนต์วิพากษ์วิจารณ์ทางโซเชียลด้วยข้อความบูลี่ต่างๆ?

พอร์ช : อยากให้แสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ ไม่ผิดที่จะไม่เห็นด้วย แต่ต้องอยู่ภายใต้ความสุภาพ และรู้เสมอว่าบุคคลทุกคนควรอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน และได้รับการรองรับภายใต้กฎหมายอย่างเสมอภาคกัน ถ้าอะไรที่เราทำแล้วมันฝ่าฝืนกฎหมายและไปพาดพิงถึงคนอื่น ก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายเข้ามาดูแล

-015

นางร้ายในตำนาน ‘กิ๊ก สุวัจนี’ ขอกลับมาทวงบัลลังก์ความแซ่บ

นางร้ายในตำนาน  ‘กิ๊ก สุวัจนี’  ขอกลับมาทวงบัลลังก์ความแซ่บ

นางร้ายในตำนาน ‘กิ๊ก สุวัจนี’ ขอกลับมาทวงบัลลังก์ความแซ่บ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.39 น.

นางร้ายในตำนาน กิ๊ก สุวัจนี ขอกลับมาทวงบัลลังก์ความแซ่บ ที่สุดแห่งความริษยาในวัยเลข 5 ด้วยหุ่นเป๊ะปังเตรียมลุยฟาดทุกบทบาท หลังต้องเผชิญหน้ากับสารพัดปัญหาสุขภาพรุมเร้า เพราะน้ำหนักเกือบร้อยกิโลกรัมจนเกือบทรุด ล่าสุดนางร้ายตัวแม่ขออวดลุคใหม่ ร่างใหม่ใน ชุดแดงเพลิงที่พร้อมแผดเผาทุกความริษยาให้โชติช่วง กับเอวสับๆ 24 นิ้ว ที่ทำเอา หลายคนต้องตกตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของนางร้ายขวัญใจแฟนละครตลอดกาล

หลังห่างหายไปจากวงการบันเทิงถึง 14 ปี กิ๊ก สุวัจนี ได้โอกาสกลับมาทำงาน ที่รักกับบทบาทนักแสดงอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เธอได้ฝากผลงานในละครเรื่อง หนึ่งในร้อย ทาง ช่อง 3 รวมถึง กำลังมีผลงานละครเรื่องใหม่กับทางช่อง one31 อย่าง “เรือนโชนแสง ใน บทบาทสุดท้าทาย

กิ๊ก สุวัจนี จากนางร้ายอันดับหนึ่งของวงการบันเทิง สู่บทบาทแม่บ้านเลี้ยงลูก 3 คนแบบเต็มตัว ผ่านเวลาไป 14 ปี จนไม่มีเวลาที่จะดูแลตัวเองเพราะทุ่มเวลาทั้งหมดเพื่อดูแลคนในครอบครัวอย่างเต็มที่ จนปล่อยตัวให้อ้วนและนํ้าหนักสูงเกือบ 100 กิโลกรัม จากน้ำหนักที่สะสมมากส่งผลกระทบให้ สุขภาพร่างกายเริ่มอ่อนแอหายใจก็เริ่มเหนื่อยขึ้นแต่การกลับมาในวงการบันเทิงสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นคือรูปร่างที่ดี

ในวันนี้เธอได้เผยร่างทองสุดเปล่งประกาย อวดโฉมใหม่สุดปัง และเธอก็พร้อมที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งยิ่งใหญ่ให้กับทุกคนแล้ว

-015

เพจดังแฉ! นักร้องดังหย่าภรรยา ควงสาวเจ้าของแบรนด์หวานฉ่ำที่เกาหลี

เพจดังแฉ! นักร้องดังหย่าภรรยา ควงสาวเจ้าของแบรนด์หวานฉ่ำที่เกาหลี

เพจดังแฉ! นักร้องดังหย่าภรรยา ควงสาวเจ้าของแบรนด์หวานฉ่ำที่เกาหลี

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.38 น.

เรียกได้ว่ามีเรื่องให้ชาวเน็ตได้ตามสืบกันอีกเเล้ว เมื่อล่าสุดทางเพจเฟซบุ๊ค อรรถรส ได้ออกมาโพสต์ข้อความแฉแซ่บถึงเรื่องราวของ นักร้องท่านหนึ่ง กับ สาวเจ้าของแบรนด์รายหนึ่ง ที่มีคนตาดีเห็นทั้งคู่กำลังสวีตหวานกันที่เกาหลี ทั้งๆ ที่บอกว่าไม่ใช่เมียน้อย

โดย เพจ อรรถรส ได้ระบุว่า “แกรรรรร อะไรยังไงกันคร้าาา ละครสงครามสมรสเขากลับมารีรันหรือยังไง…?” พร้อมเผยโพสต์ของชาวเน็ตที่บังเอิญไปเห็นทั้งคู่ว่า “ไหนเขาบอกไม่ใช่เมียน้อยไงสู เอาจนเขาหย่ากับเมีย นักร้องท่านหนึ่ง กับสาวเจ้าของแบรนด์ นั่งแดกหมูย่างฉ่ำในคังนัม ว่าจะไม่เสือกแล้ว เสือกตาดี ไม่มีภาพประกอบ กลัวเขาฟ้อง”

งานนี้ก็ได้มีชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความเห็นกันมากมาย เช่น เห็นเขาเช็คอินที่เดียวกันตลอดนะค้า , คู่เดียว คู่เดิม เคยชอบเพลงนะ เดี๋ยวนี้ไม่ฟัง เลื่อนผ่าน , ข้อนี้สอบผ่าน 100% เป็นต้น

บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) เฮนั่งเก้าอี้ผู้บริหารได้แล้ว

บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) เฮนั่งเก้าอี้ผู้บริหารได้แล้ว

บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) เฮนั่งเก้าอี้ผู้บริหารได้แล้ว

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.54 น.

“อมลวรรณ” เผยข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2567 มีผลบังคับใช้แล้ว เปิดช่องให้บุคลากรทางการศึกษาทุกกลุ่ม รวมถึงบุคลาทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2)เข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ได้

ผศ.ดร.อมลวรรณ  วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า จากประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่องข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2567 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2568 ซึ่งประกาศดังกล่าวจะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 เพื่อกำหนดมาตรฐานวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาขึ้นใหม่ สาระสำคัญของการปรับแก้ไขข้อบังคับฉบับนี้ คือมีการยกเลิกข้อความใน (ข) มาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพข้อ 7 ของข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 ในส่วนของมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ที่กำหนดมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพไว้เดิมนั้น ปรับปรุงแก้ไขใหม่เป็น 1) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือ 2) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนและต้องมีประสบการณ์ในตำแหน่งหัวหน้าหมวด หรือหัวหน้าสาย หรือหัวหน้างาน หรือตำแหน่งบริหารอื่นๆ ในสถานศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือ 3) มีประสบการณ์ในตำแหน่งหัวหน้างาน หรือตำแหน่งบริหารอื่นๆ ในหน่วยงานการศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี และผ่านการพัฒนาตามหลักสูตรที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภากำหนด ซึ่งการปรับข้อความดังกล่าวเป็นการเพิ่มโอกาสให้แก่บุคลากรทางการศึกษาที่มีประสบการณ์เป็นหัวหน้างานหรือตำแหน่งบริหารอื่นๆ ในหน่วยงานการศึกษามาแล้ว สามารถใช้ประสบการณ์ที่ดำรงตำแหน่งเป็นคุณสมบัติในการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาได้

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากการเพิ่มโอกาสให้บุคลากรทางการศึกษาสามารถเข้าสู่เส้นทางผู้บริหารสถานศึกษาได้แล้ว ในข้อบังคับเดียวกันยังได้ยกเลิกความใน (ข) ของข้อ 9 ในส่วนของมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพศึกษานิเทศก์ด้วย โดยแก้ไข 1) มีประสบการณ์ตามข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้ 1.1) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี 1.2) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนและมีประสบการณ์ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา รวมกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี 1.3) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาหรือสถาบันมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี และมีประสบการณ์การนิเทศ หรือการกำกับติดตาม หรือการวิจัยร่วมกับสถานศึกษา และ 2) มีผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพและมีการเผยแพร่ ซึ่งก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้บุคลากรทางการศึกษาผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการนิเทศ การกำกับติดตาม และการวิจัย สามารถนำประสบการณ์ดังกล่าวมาใช้เป็นคุณสมบัติในการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ได้เช่นกัน

“การปรับแก้ข้อบังคับมาตรฐานวิชาชีพ ฉบับที่ 6 นี้ จะส่งผลให้บุคลากรทางการศึกษาทุกกลุ่ม รวมถึงบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์และมีจิตสำนึกดี จะมีโอกาส มีความก้าวหน้าเข้ามาเป็นผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ได้ โดยเฉพาะบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและสำเร็จการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาบริหารการศึกษา สามารถนำประสบการณ์การบริหารในหน่วยงานเขตพื้นที่ เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาได้ และผู้ที่มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนในสถาบันและมีประสบการณ์การนิเทศ หรือการกำกับติดตาม หรือการวิจัยร่วมกับสถานศึกษา ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู สามารถขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ได้ด้วย ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนและเปิดโอกาสให้บุคลากรทางการศึกษาสามารถเลือกเปลี่ยนสายงานได้ เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในวิชาชีพ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาสู่วิชาชีพทางการศึกษามากขึ้นอีกด้วย รวมทั้งเป็นการส่งเสริมคนดี คนเก่ง ให้มาร่วมกันสร้างและพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นไป” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว.