4 ขั้นตอนการดูแลจิตใจตัวเองของผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยซึมเศร้า

4 ขั้นตอนการดูแลจิตใจตัวเองของผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยซึมเศร้า

4 ขั้นตอนการดูแลจิตใจตัวเองของผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยซึมเศร้า

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“เหนื่อยไหม?”

คำถามที่แพทย์มักถามญาติผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเสมอ เพราะการดูแลคนที่เรารักที่กำลังเผชิญกับโรคซึมเศร้า เปรียบเสมือนการเดินทางไกลในที่มืด ทั้งเหนื่อยล้า สับสน และบางครั้งก็รู้สึกโดดเดี่ยว

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์จิตเวชผู้ใหญ่ โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Health Hospital แบ่งปันแนวทาง “BMHH Care” สำหรับผู้ที่กำลังทำหน้าที่เป็น “ผู้ดูแล” โดยเฉพาะ

B – Boundaries (กำหนดขอบเขต) การกำหนดเส้นแบ่งระหว่างการดูแลและชีวิตส่วนตัวเป็นสิ่งจำเป็น เรียนรู้ที่จะปฏิเสธเมื่อเกินกำลัง และยอมรับว่าบางอย่างอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา การมีขอบเขตที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณดูแลได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น

M – Myself (ดูแลใจผู้ดูแล) การยอมรับความรู้สึกของตัวเองเป็นก้าวแรกที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความเหนื่อยล้า ความกังวล ความรู้สึกผิด หรือแม้แต่ความโกรธ – ทุกความรู้สึกเป็นเรื่องปกติ อย่าลืมหาเวลาพัก ทำกิจกรรมที่ชอบ และที่สำคัญ คุณไม่จำเป็นต้องแบกรับทุกอย่างไว้
คนเดียว การดูแลจิตใจของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก

H – Help and support (ขอความช่วยเหลือและการสนับสนุน) การเข้าใจโรคซึมเศร้าและการรักษาจะช่วยให้คุณรับมือได้ดีขึ้น ลองเข้าร่วมกลุ่มช่วยเหลือญาติผู้ป่วย พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และอย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อต้องการคำแนะนำ หมั่นสังเกตสัญญาณที่บอกว่าคุณต้องการความช่วยเหลือ เช่น รู้สึกหมดแรง ท้อแท้ นอนไม่หลับติดต่อกันหลายวัน มีความคิดลบต่อตัวเองหรือผู้ป่วยบ่อยๆ หรือเริ่มมีอาการทางกายที่ไม่สามารถอธิบายได้ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือในช่วงเวลาเหล่านี้ คุณควรปรึกษาใคร ท่านแรก
คือ จิตแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วย เนื่องจากมีความเข้าใจบริบทของผู้ป่วย สามารถให้คำแนะนำได้ดี หากไม่ต้องการพบจิตแพทย์ การพบนักจิตวิทยาเป็นอีก 1 ทางเลือกในการพูดคุยปรึกษาเรื่องความเครียด และการจัดการอารมณ์ 22

H – Hope (มีความหวัง) ในช่วงแรกที่ผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้า ต้องการความเข้าใจจากคนรอบข้างสูง คุณอาจจะรู้สึกเหนื่อยล้า เครียด ความหวังเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลผู้ป่วย ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะยากลำบาก หรือดูมืดมนเพียงใด แต่การที่เราตระหนักถึงความจริงที่ว่า โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่หายได้ รักษาได้และเรามีส่วนสำคัญที่จะสามารถช่วยผู้ป่วยได้ จะช่วยให้เรามีแรงสู้ต่อไป

ท้ายที่สุดแล้ว จงจำไว้ว่า การดูแลตัวเองไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้คุณสามารถดูแลคนที่คุณรักได้อย่างยั่งยืน เหมือนที่เขาบอกบนเครื่องบิน – สวมหน้ากากออกซิเจนให้ตัวเองก่อน แล้วจึงช่วยเหลือผู้อื่น การเยียวยาเป็นการเดินทางที่ต้องใช้เวลา แต่คุณไม่ได้เดินทางเพียงลำพัง

บราเดอร์ จับมือ ลูกค้าเดินหน้าโครงการสังฆทานปริ้นเตอร์ ตั้งเป้าถวายเครื่องพิมพ์ 100 เครื่องให้ศาสนสถานทั่วประเทศ

บราเดอร์ จับมือ ลูกค้าเดินหน้าโครงการสังฆทานปริ้นเตอร์  ตั้งเป้าถวายเครื่องพิมพ์ 100 เครื่องให้ศาสนสถานทั่วประเทศ

บราเดอร์ จับมือ ลูกค้าเดินหน้าโครงการสังฆทานปริ้นเตอร์ ตั้งเป้าถวายเครื่องพิมพ์ 100 เครื่องให้ศาสนสถานทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บราเดอร์ ผู้นำด้านโซลูชันการพิมพ์ระดับโลก ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการพัฒนาสังคมและเสริมสร้างความยั่งยืน ด้วยการมอบเครื่องพิมพ์จำนวน 100 เครื่องให้แก่วัดทั่วประเทศ ผ่านโครงการ “GOOD WORK GOOD HEART สุขใจงานดี อิ่มใจได้บุญ” โดยเชิญชวนลูกค้าร่วมบุญถวายเครื่องพิมพ์ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ที่ผ่านมา จากทุกการซื้อเครื่องพิมพ์เลเซอร์ขาว-ดำรุ่นที่กำหนดครบ 10 เครื่องบราเดอร์จะสมทบถวายเครื่องพิมพ์รุ่น HL-1110 จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างดี สะท้อนถึงการผนึกกำลังระหว่างแบรนด์และลูกค้าในการสร้างคุณค่าส่งกลับคืนให้สังคมไทย

นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บราเดอร์ยึดมั่นในปรัชญา “At Your Side” ซึ่งเป็นรากฐานของวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งมั่นเคียงข้างลูกค้าในทุกสถานการณ์ พร้อมส่งมอบคุณค่าผ่านนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์คุณภาพ ควบคู่กับการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมในภาพรวม โดยในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่คนไทยนิยมทำบุญถวายสังฆทานเพื่อสร้างบุญกุศล บราเดอร์จึงได้นำแนวคิดดังกล่าวมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำโครงการสังฆทานปริ้นเตอร์ “GOOD WORK GOOD HEART สุขใจงานดี อิ่มใจได้บุญ” โดยนำเครื่องพิมพ์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จุดเด่นของบริษัท มาเป็นสื่อกลางในการสนับสนุนกิจกรรม
ทางศาสนา

เนื่องจากปัจจุบันวัดหลายแห่งมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องพิมพ์ในงานสำนักงาน อาทิ การจัดทำเอกสารทางศาสนพิธี และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของพระภิกษุสามเณร แต่เครื่องพิมพ์ที่ใช้งานอยู่ส่วนใหญ่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ บราเดอร์จึงริเริ่มโครงการนี้เพื่อมอบเครื่องพิมพ์คุณภาพให้แก่วัดทั่วประเทศ โดยมุ่งหวังให้เทคโนโลยีการพิมพ์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทุกมิติ อีกทั้งเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์ ลูกค้า และศาสนสถาน ตอกย้ำแนวคิด “At Your Side” ในการเคียงข้างทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืน”

สำหรับโครงการสังฆทานปริ้นเตอร์ “GOOD WORK GOOD HEART สุขใจงานดี อิ่มใจได้บุญ” เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 กรกฎาคม – 17 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยทุกการซื้อเครื่องพิมพ์เลเซอร์ขาว-ดำในรุ่นที่กำหนดครบ 10 เครื่องบราเดอร์ร่วมสมทบถวายเครื่องพิมพ์รุ่น HL-1110 มูลค่า 1,990 บาท จำนวน 1 เครื่อง ให้กับวัดทั่วประเทศ ผลลัพธ์จากโครงการในครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี สามารถรวบรวมเครื่องพิมพ์ได้ครบตามเป้าหมาย 100 เครื่อง และส่งมอบให้แก่วัดทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็นในพื้นที่กรุงเทพฯ 25 เครื่อง ภาคเหนือ15 เครื่อง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15 เครื่อง ภาคกลางและภาคตะวันตก 15 เครื่อง ภาคตะวันออก 15 เเละภาคใต้ 15 เครื่อง

“โครงการนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของบราเดอร์ในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพที่สร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนแก่ชุมชนบราเดอร์เชื่อว่าการเติบโตที่ยั่งยืนไม่เพียงเกิดจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีเยี่ยม แต่ยังรวมถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่สังคมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุน ศาสนสถาน การส่งเสริมการศึกษา หรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน โดยบราเดอร์มุ่งมั่นเดินหน้าสร้างคุณค่าเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันได้อย่างมั่นคงและแข็งแกร่ง” นายธีรวุธ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของบราเดอร์เพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.brother.co.th รวมถึงช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ อาทิ Facebook / TikTok / YouTube / Instagram / X / line official : Brother Thailand

แพทย์เตือนฝุ่น PM2.5 อันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ แนะสวมหน้ากากอนามัยกรองฝุ่น PM2.5 เป็นสิ่งที่จำเป็น

แพทย์เตือนฝุ่น PM2.5 อันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ แนะสวมหน้ากากอนามัยกรองฝุ่น PM2.5 เป็นสิ่งที่จำเป็น

แพทย์เตือนฝุ่น PM2.5 อันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ แนะสวมหน้ากากอนามัยกรองฝุ่น PM2.5 เป็นสิ่งที่จำเป็น

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นพ.ชนทัต ไตรทอง

ปัญหาคุณภาพอากาศแย่ลง ฝุ่น PM2.5 กลับมาอีกระลอก แพทย์เตือนฝุ่นขนาดจิ๋วสามารถเข้าไปสู่ระบบทางเดินหายใจ และส่งผลกระทบ
ต่อสุขภาพได้ แนะสวมหน้ากากอนามัยที่สามารถกรองฝุ่น PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กหญิงตั้งครรภ์ และกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว

นายแพทย์ชนทัต ไตรทอง แพทย์ผู้ชำนาญพิเศษเฉพาะทางอนุสาขาอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลพญาไท 2 ให้ข้อมูลถึงอันตรายของ ฝุ่น PM2.5 ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจและอาจลุกลามเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงได้

ฝุ่น PM2.5 คืออะไร?

อนุภาคฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือประมาณ 1/30 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ด้วยขนาดที่เล็กมาก ฝุ่น PM2.5 สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และปอดของมนุษย์ได้ง่าย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง ไอ หอบ หรือหายใจลำบากจากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ พบว่า ในช่วงปลายปี ค่าฝุ่น PM2.5 มักจะสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการจราจรคับคั่ง หรือพื้นที่ใกล้แหล่งก่อมลพิษ ดังนั้น การป้องกันตัวเองจาก ฝุ่น PM2.5 จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

การสัมผัสกับฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาวโดยผลกระทบต่อสุขภาพมีดังนี้

ผลกระทบระยะสั้น : ระบบทางเดินหายใจ ระคายเคืองจมูก และลำคอมีอาการไอ จาม หายใจลำบาก โรคหอบหืด หรือภูมิแพ้กำเริบ ดวงตา ตาแดง ระคายเคืองตา และน้ำตาไหล อาการทั่วไป อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และรู้สึกไม่สบายตัว

ผลกระทบระยะยาว : โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง เพิ่มความเสี่ยงโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) หรือ โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจ และหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย และหลอดเลือดสมองตีบ โรคมะเร็ง เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอด เนื่องจากฝุ่น PM2.5 ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของเนื้อเยื่อปอด

ผลกระทบต่อหญิงตั้งครรภ์ และเด็ก เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ น้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำ และการคลอดก่อนกำหนด ส่งผลต่อพัฒนาการทางปอด และสมองของเด็ก

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ เด็กและผู้สูงอายุ ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอและมีความไวต่อมลพิษ หญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากฝุ่น PM2.5 อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทารกในครรภ์ รวมทั้งผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคหอบหืด

วิธีป้องกันตัวเองจาก ฝุ่น PM2.5

สวมหน้ากากอนามัย ที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับการใช้งาน เช่น หน้ากากอนามัย N95 หรือ N99 ซึ่งสามารถกรองฝุ่น PM2.5 ได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ

ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองเข้ามาภายในอาคาร และการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในบ้านช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศในพื้นที่ปิด

หลีกเลี่ยงการออกไปนอกอาคารในช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 สูง โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็น ซึ่งเป็นช่วงที่ฝุ่นจะกระจายมากที่สุด หากจำเป็นต้องออกไปข้างนอก ให้พยายามอยู่ในที่ที่มีอากาศหมุนเวียนดี หรือใส่หน้ากากตลอดเวลา นอกจากนี้ ควรล้างหน้า ล้างมือ และอาบน้ำทันทีเมื่อเข้าบ้าน เพื่อขจัดฝุ่นที่ติดมา

ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย

แม้ว่าฝุ่น PM2.5 จะเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่การป้องกันตัวเองอย่างเหมาะสมสามารถลดผลกระทบต่อสุขภาพได้ การสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นที่มีประสิทธิภาพ การอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย และการปรับตัวในชีวิตประจำวันอย่างถูกวิธี จะช่วยให้เรามีสุขภาพดีแม้ในสภาพอากาศที่มีมลพิษสูง หรือหากพบอาการผิดปกติให้รีบมาพบแพทย์ทันที

คุณแหน : 30 มกราคม 2568

คุณแหน : 30 มกราคม 2568

คุณแหน : 30 มกราคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

●● งานแถลงข่าวฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ครั้งที่ 75 ธรรมศาสตร์เป็นเจ้าภาพครั้งนี้มี อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ นายกสมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ ชาญศิลป์ ตรีนุชกร นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯลวรณ แสงสนิท ประธานดำเนินงานฯ ฝ่ายจุฬาฯ วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ ประธานดำเนินงานฯ ฝ่ายธรรมศาสตร์ ศ.ดร.วิเลิศภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. และ สุทธิพันธ์ วรรณวินเวศร์ ผู้จัดการทีมฟุตบอลจุฬาฯ สมชาย พูลสวัสดิ์ ผู้จัดการทีมฟุตบอลธรรมศาสตร์ พร้อมจุฬาฯ คทากร ดรัมเมเยอร์ มธ.นักฟุตบอลทั้งสองสถาบันร่วมด้วย 31 ม.ค.10.00 น. ห้องยูงทอง สมาคมธรรมศาสตร์ฯ ซ.งามดูพลี..

●● เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เราจึงต้องอยู่อย่างทันยุคทันเหตุการณ์ เชิญชวนอ่านพ็อกเก็ตบุ๊ก “ประเทศไทยต้องพึ่งตัวเอง” ด้วยข้อมูลทันสมัยเมื่อ ประธานาธิบดี โดนัลด์ทรัมป์ ป่วนเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยจึงต้องพึ่งตนเอง ชาวไทยจะช่วยประเทศไทยได้อย่างไร ในยุคอเมริกาอยากจะเป็นเจ้าโลกจึงต้องอ่าน “ประเทศไทยต้องพึ่งตนเอง” โดย ศรีภูมิ ศุขเนตร เล่มละ 150 บาทซื้อได้ที่ นสพ.แนวหน้า 02-9735000..

●●ผศ.วรลักษณ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยาประธานฝ่ายจัดทำดอก poppy มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ เชิญชวนซื้อดอกป๊อปปี้ของแท้ ราคาดอกละ 20 บาท เพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึก ซึ่งหัวหน้าครอบครัว เสียชีวิตหรือพิการจากการปกป้องประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ปีละครั้งเดียว จำหน่ายปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ หรือจะช่วยนำไปจำหน่ายในหน่วยงานหรือองค์กร ติดต่อได้ที่ มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ 02-2453303..

●● ผลงานชีวิตเป็นที่ประจักษ์ นสพ.แนวหน้าขอแสดงความยินดีย้อนหลังแก่ นพ.วิทยา นาควัชระ ในโอกาสได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ชั้นที่ 1 ปฐมดิเรกคุณาภรณ์..

●● ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ปันน้ำใจให้การศึกษา ประจำปี 2567 เพื่อสนับสนุนการศึกษาเด็กที่เป็นคนพิการ บุตรคนพิการ รวมทั้งเด็ก เยาวชน ที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จำนวน 368 ทุนเป็นเงิน 2,900,000 บาท 30 ม.ค.10.00 น.ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมฯ..

●● รศ.นพ.พินิจ กุลละวณิชย์ ประธานมูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมคณะกรรมการ ร่วมแสดงความยินดีกับ ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิตร ผู้ช่วยอธิการบดี ด้านนวัตกรรมจุฬาฯ และอาจารย์คณะแพทยศาสตร์ฯ จุฬาฯ ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประจำปี 2568 จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติและ ได้รับเลือกจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ เป็นอายุรแพทย์ดีเด่นด้านวิชาการ ประจำปี 2568…●●

น้อง

ระวัง !! ยกของหนัก-ก้มตัวบ่อย นิสัยเสี่ยง ‘โรคกระดูกสันหลังเสื่อม’

ระวัง !! ยกของหนัก-ก้มตัวบ่อย นิสัยเสี่ยง ‘โรคกระดูกสันหลังเสื่อม’

ระวัง !! ยกของหนัก-ก้มตัวบ่อย นิสัยเสี่ยง ‘โรคกระดูกสันหลังเสื่อม’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลายคนอาจคิดว่าปัญหากระดูกเสื่อม เป็นเรื่องของคนที่อายุเยอะเท่านั้น แต่ความจริงแล้วใครๆ ก็มีโอกาสเป็นได้ โดยเฉพาะคนที่ชอบยกของหนัก ก้มตัวบ่อย ขยับคอมาก ก็อาจเร่งให้เกิด “โรคกระดูกสันหลังเสื่อม” ที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดร้าวลงขา หนักที่สุดเส้นประสาทอาจถูกกดทับจนมีอาการอ่อนแรงหรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้

ที่น่ากังวลกว่านั้น นายแพทย์วรายุทธแสงสุวรรณ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ แพทย์ชำนาญการด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลวิมุต เตือนว่าเมื่อกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาทจนมีอาการอ่อนแรงเป็นเวลานาน แม้จะผ่าตัดรักษาก็ไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ดีเหมือนเดิม

“โรคกระดูกสันหลังเสื่อม” ไม่ใช่แค่การเสื่อมตามวัย

โรคกระดูกสันหลังเสื่อม คือภาวะความเสื่อมตามอายุที่มากขึ้น หรือการใช้งานหนักสะสมเป็นเวลานาน ซึ่งความเสื่อมของโรคนี้หมายถึงความเสื่อมของบริเวณตัวกระดูกสันหลังเอง หมอนรองกระดูก ข้อต่อและเนื้อเยื่อเส้นเอ็นรอบกระดูกสันหลัง คล้ายกับความเสื่อมในข้อเข่าหรือกระดูกบริเวณอื่น

มัดรวมสาเหตุเร่ง “โรคกระดูกสันหลังเสื่อม”

โรคกระดูกสันหลัง เสื่อมพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุเริ่มตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการเสื่อมตามวัย แต่คนที่อายุน้อยก็เป็นโรคนี้ได้จากพฤติกรรมการใช้งานที่ไม่เหมาะสม เช่น ยกของหนักเป็นประจำ การขยับก้มเงยคอมากๆ หรือคนที่ชอบสะบัดคอบ่อยๆ นอกจากนี้ ผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุรุนแรงจนกระดูกหักและต้องใส่เหล็กดาม ทำให้ตัวกระดูกข้างเคียงต้องรับน้ำหนักแทน ก็จะมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ บางรายอาจมีการติดเชื้อที่กระดูกสันหลัง แม้พบไม่บ่อย แต่ก็อาจนำไปสู่การเสื่อมได้เช่นกัน โดยการเสื่อมอาจใช้เวลา 5-10 ปีหลังเกิดอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บก่อนจะเริ่มมีอาการ

ปวดหลัง ปวดร้าวที่แขนหรือลงขา อาการชาสัญญาณเตือน

อาการของโรคกระดูกสันหลังเสื่อมนั้นแตกต่างกันขึ้นกับตำแหน่งของตัวโรค ในคนไข้ที่มีกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมอาจจะมีอาการปวดบริเวณคอ ปวดร้าวไปที่แขน อาจจะมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย ในบางคนจะมีการใช้งานมือลำบากมากขึ้น เช่น เขียนหนังสือลำบากขึ้นลายมือเปลี่ยนไปติดกระดุมเสื้อลำบาก เป็นต้น หากเป็นมากจะมีอาการเดินลำบาก เดินไม่ถนัดเหมือนเดิม และอาจจะกลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ “ส่วนคนไข้ที่มีกระดูกสันหลังช่วงเอวเสื่อม นั้นอาจจะมีอาการปวดบริเวณเอว และมีอาการปวดร้าวลงขา ในบางรายอาจจะมีอาการชาหรืออ่อนแรงขา และกลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งใครที่พบอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาก่อนอาการจะรุนแรงขึ้น” นพ.วรายุทธ แสงสุวรรณ อธิบาย

การรักษาโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

ขั้นตอนแรกของการวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อมคือการตรวจร่างกายเพื่อดูลักษณะการทำงานของกล้ามเนื้อ กระดูกสันหลัง และระบบเส้นประสาท ซึ่งหากใครที่พบว่ามีปัญหากระดูกเสื่อมร่วมกับปัญหาทางเส้นประสาทอาจต้องใช้การเอกซเรย์ หรือ MRI เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด การรักษากระดูกสันหลังเสื่อมมีหลายวิธี ถ้าคนไข้อาการไม่หนักมากจะรักษาด้วยการรักษาแบบประคับประคองโดยใช้ยาและการทำกายภาพ รวมถึงมีการฉีดยาเข้าโพรงประสาทเพื่อบรรเทาอาการปวด ส่วนคนที่มีอาการรุนแรงมากขึ้น อาการปวดเป็นมากรักษาด้วยยาแล้วไม่ดีขึ้น และในเคสที่มีอาการทางระบบประสาทแล้ว เช่น อ่อนแรง หรือกลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่อยู่ อาจจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

ส่วนการผ่าตัดนั้น อาจจะเพียงผ่าตัดเพื่อนำส่วนที่กดเส้นประสาทออก หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง ขึ้นอยู่กับลักษณะของตัวโรคว่าเป็นลักษณะแบบใด ซึ่งในปัจจุบันมีการผ่าตัดแบบแผลเล็กโดยทำการผ่าตัดผ่านกล้องไมโครสโคป (Microscope) หรือ การผ่าตัดส่องกล้อง(Endoscope) ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น นพ.วรายุทธแสงสุวรรณ อธิบายต่อ “ถ้าไม่อยากให้กระดูกสันหลังเสื่อมไว ควรหลีกเลี่ยงการสะบัดคอหรือดัดคอแรงๆ ระวังการเล่นกีฬาหรือกิจกรรมที่มีแรงกระแทกที่ศีรษะ และที่สำคัญคือไม่ควรยกของหนักเกินไป เพราะแรงทั้งหมดจะไปลงที่กระดูกสันหลังรวมถึงพยายามลดการก้มตัวมากๆ เพราะจะเป็นการใช้งานกระดูกสันหลังที่เกินจำเป็น นอกจากนี้ก็ควรออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนลำตัวที่ช่วยพยุงกระดูกสันหลังของเรา”

“แม้ว่าโรคกระดูกสันหลังเสื่อมจะทำให้ใช้ชีวิตยากขึ้น แต่ก็ไม่อยากให้ทุกคนกังวลเกินไปจนไม่กล้าทำอะไร จริงๆ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ด้วยความเข้าใจว่าร่างกายย่อมมีการเสื่อมตามอายุที่มากขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักดูแลตัวเอง ระมัดระวังพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อกระดูกสันหลัง และคอยสังเกตร่างกายของตัวเองให้ดี ถ้ามีอาการผิดปกติที่เข้าข่ายโรคนี้ ก็ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาแต่เนิ่นๆ” นพ.วรายุทธ กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลเพิ่มของโรคกระดูกสันหลังเสื่อม สามารถขอรับคำปรึกษาจาก “หมอออนไลน์” ของโรงพยาบาล โดยดาวน์โหลด ViMUT Application

8 โคมไฟหัตถศิลป์ แสงสว่างแห่งความมงคล สะท้อนเสน่ห์และวัฒนธรรมท้องถิ่น

8 โคมไฟหัตถศิลป์ แสงสว่างแห่งความมงคล สะท้อนเสน่ห์และวัฒนธรรมท้องถิ่น

8 โคมไฟหัตถศิลป์ แสงสว่างแห่งความมงคล สะท้อนเสน่ห์และวัฒนธรรมท้องถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตระการตา “โคมไฟหัตถศิลป์” แลนด์มาร์คใหม่ตรุษจีนปีมะเส็ง สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชน เซ็นทรัลพัฒนา สร้างสรรค์ร่วมกับศิลปินท้องถิ่น ผสานภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นจากทุกภูมิภาคของไทย ในแคมเปญ The Great Chinese New Year 2025 กับ 8 ผลงานชิ้นเอก จาก 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ โดดเด่นด้วยการออกแบบอันประณีตที่สะท้อนเรื่องราววิถีชีวิต วัฒนธรรม และความเชื่อของแต่ละชุมชนอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่วันนี้-6 กุมภาพันธ์ 2568

เซ็นทรัล นครสวรรค์ นำเอกลักษณ์ของเมืองนครสวรรค์มาผสมผสานในการออกแบบ “นครโคม 5 ภาษา” โคมยักษ์ความสูงกว่า 15 เมตร ที่ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตของชาวจีน 5 เชื้อชาติ 5 ภาษา (แต้จิ๋ว, กวางตุ้ง, ฮกเกี้ยน, ไหหนำ, ฮากกา) ถือเป็นความภาคภูมิใจของเมืองนครสวรรค์ ประกอบกับโคมเขียวโคมแดง แทนสัญลักษณ์ของแม่น้ำ 2 สี 4 สาย ทั้ง ปิง วัง ยม น่านที่ไหลมาบรรจบยังนครแห่งสรวงสวรรค์ นำมาออกแบบให้โดดเด่นและสะท้อนอัตลักษณ์ของชาวนครสวรรค์ได้อย่างลงตัว

เซ็นทรัล เวสต์เกต นำพาความสุขสมหวังสู่ทุกคนกับอุโมงค์กังหันความมงคล “PRIDE IN LIGHT OF NONTABURI” ที่จะพัดพาความทุกข์ ให้ชีวิตมีความสุขราบรื่นดั่งกังหันลม พร้อมร้อยเรื่องราวเล่าเรื่อง “เสน่ห์นนท์” ผ่านแสงสว่างแห่งโคมไฟ อาทิ ศาลากลางนนทบุรี เจดีย์เอียง เกาะเกร็ด ทุเรียนนนทบุรี นกแก้วหัวโม่ง เครื่องปั้นดินเผา เปรียบเสมือนแสงส่องสะท้อนความภูมิใจของชาวนนทบุรี

เซ็นทรัล นครปฐม ครั้งแรกของเทศกาลโคมไฟจีนสุดยิ่งใหญ่ ที่มาพร้อมโคมไฟอัตลักษณ์แห่งเมืองนครปฐม“ปูรณฆฏาศรีทวารวดี” ที่สื่อถึงลวดลายหม้อน้ำแห่งความอุดมสมบูรณ์ สัญลักษณ์นี้จึงมีลักษณะเป็นหม้อน้ำที่เต็มบริบูรณ์มีไม้เลื้อยออกมาทั้งสองข้าง แสดงถึงการกำเนิดของชีวิต หรือการสร้างสรรค์ อันนับเป็นสัญลักษณ์มงคล ของนครปฐม

เซ็นทรัล นครศรีฯ “โคมไฟหัวนะโม” ที่ผสมผสานลวดลายหัวนะโม ตำนานเครื่องรางอันศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยความเชื่อว่า “หัวนะโม” ช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและป้องกันภัยอันตราย หรือป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ สะท้อนถึงความศรัทธาและภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านงานศิลป์
ให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสถึงเสน่ห์ของวัฒนธรรมและความเชื่อที่ลึกซึ้งในแบบชาวนครอย่างแท้จริง

เซ็นทรัล ชลบุรี โคมไฟอัตลักษณ์ “จักสานพนัสนิคม”ในคอนเซ็ปต์ “ค่ายกลเอ็งกอ 8 ทิศ 168 โคมมงคล” สร้างสรรค์โดยเหล่าศิลปินผู้เชี่ยวชาญงานจักสานไม้ไผ่แบบดั้งเดิม ร่วมจักสานโคมเต็งลั้งไม้ไผ่ ภูมิปัญญางานสานจากชาวจีนในพื้นที่พนัสนิคม และ “เอ็งกอ” การแสดงทางวัฒนธรรมท้องถิ่นพนัสนิคม จ.ชลบุรี ที่สืบสานจากบรรพบุรุษชาวจีนจากรุ่นสู่รุ่นมานับร้อยปี เป็นการผสมผสานศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับงานสร้างสรรค์สมัยใหม่ และสร้างแลนด์มาร์คอันเป็นเอกลักษณ์ของชลบุรี ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ชลบุรี

เซ็นทรัล ลำปาง ผลงานศิลปะที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ท้องถิ่นล้านนา “The Lantern of Ghom” โดยศิลปินรุ่นใหม่ชาวลำปาง “TUSK” ที่มีชื่อเสียงระดับสากลในงานศิลปะแนว Typography ที่ใช้ตัวอักษรเป็นองค์ประกอบหลัก โคมสีแดงสดใสได้รับแรงบันดาลใจจากโคมล้านนาแบบดั้งเดิม ผสมผสานความทันสมัยอย่างลงตัว รายละเอียดตัวอักษรและลวดลายที่ประณีตสื่อถึงเอกลักษณ์ของชาวละกอนล้านนา สีแดงและสีขาวช่วยสร้างความรู้สึกอบอุ่นและมงคล สอดคล้องกับเทศกาลและวัฒนธรรมล้านนา สะท้อนถึงการเชื่อมโยงระหว่างศิลปะล้านนาดั้งเดิมกับมุมมองร่วมสมัย เป็นการต่อยอดมรดกวัฒนธรรมให้ก้าวไกลในเวทีระดับนานาชาติและสร้างความภูมิใจให้กับคนในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

เซ็นทรัล พัทยา โคมไฟมหามงคล “พญางูทอง” ปกป้องครองคู่ภูเขาทองคำ แห่งความมั่งคั่ง ร่ำรวย โคมไฟอัตลักษณ์เอกลักษณ์ของเมืองพัทยา ที่ผสมผสานความมงคลของปีมะเส็ง สายน้ำ และขุนเขาแห่งความร่ำรวย มั่งคั่ง ออกแบบร่วมกับศิลปินเมืองพัทยา อาจารย์มานะ ยาประคำ ประธานสภาวัฒนธรรมเมืองพัทยากรรมการและเลขานุการสภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

เซ็นทรัล ขอนแก่น The Year of Prosperity นำความสดใสของคาแร็กเตอร์เจ้าหนู Ruby ที่ออกแบบโดย “ภัทร-วุฒิภัทร วงศ์ดี” ศิลปินชื่อดังชาวขอนแก่นที่โด่งดัง และเคยคอลแลบส์กับแบรนด์ดังมาแล้วมากมาย นำศิลปะแนว Doodle Art ที่มีสไตล์การเขียนแบบสะเปะสะปะวาดเส้นขยุกขยิกไปตามอารมณ์ ผสมผสานทั้งความสนุกสนานและความหมายมงคลสู่ลวดลายบนโคมไฟอัตลักษณ์ สีสันสดใส โดดเด่นด้วยสีแดงอมชมพู และสีเหลือง แสดงถึงความเจริญรุ่งเรือง ผสมผสานกับความโมเดิร์น ของเฉดสีพาสเทลอื่นๆ อย่างฟ้า ชมพู และม่วง ทำให้โคมไฟดูอบอุ่นและเป็นมิตร สื่อถึงความสุขและนำความมั่งคั่งและโชคลาภมาสู่ทุกคนในช่วงตรุษจีน โคมไฟเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นและความสุขในชีวิต เช่นเดียวกับเรื่องราวของ Ruby ที่เชิญชวนทุกคนให้เดินหน้าต่อไปด้วยรอยยิ้ม

‘เจฟ ซาเตอร์’บินไปชมโชว์ Maison Valentino Haute Couture 2025

‘เจฟ ซาเตอร์’บินไปชมโชว์ Maison Valentino Haute Couture 2025

‘เจฟ ซาเตอร์’บินไปชมโชว์ Maison Valentino Haute Couture 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เจฟ ซาเตอร์ (Jeff Satur)ในฐานะ Brand Ambassador สวมใส่แจ๊กเกตสีเบจดีเทล Vlogo กางเกงยีนส์ปักลายผ้าแจ็คการ์ด พร้อมด้วยรองเท้าผ้าแคนวาสและหนังแนปป้า Valentino Garavani Palm Avenue และกระเป๋า Nellcôte โททัลลุคจาก Maison Valentino เดินทางไปร่วมชมแฟชั่นโชว์ Maison Valentino Haute Couture 2025 ซึ่งถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 ณ กรุงปารีส เวลา 15.00 น. หรือ เวลา 21.00 น.ตามเวลาประเทศไทย

สายมูฯ โหลดฟรี !! คู่มือเที่ยววัดฮ่องกงฉบับสมบูรณ์ มัดรวมพิกัดวัดดัง-วัดลับ เคล็ดลับไหว้แบบครบจบในเล่มเดียว

สายมูฯ โหลดฟรี !! คู่มือเที่ยววัดฮ่องกงฉบับสมบูรณ์  มัดรวมพิกัดวัดดัง-วัดลับ เคล็ดลับไหว้แบบครบจบในเล่มเดียว

สายมูฯ โหลดฟรี !! คู่มือเที่ยววัดฮ่องกงฉบับสมบูรณ์ มัดรวมพิกัดวัดดัง-วัดลับ เคล็ดลับไหว้แบบครบจบในเล่มเดียว

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การท่องเที่ยวฮ่องกง (Hong Kong Tourism Board : HKTB) เอาใจนักเดินทางสายมูฯ เปิดตัว “คู่มือเที่ยววัดฮ่องกง : Hong Kong ที่สุดแห่งพิกัดการมูเตลู” ไกด์บุ๊กสายมูฯ สุดคิวท์โดยฝีมือของศิลปินไทยอย่าง “Painterbell” เจ้าของลายเส้นตัวละคร John & Lulu โดยคู่มือเที่ยววัดฮ่องกงเล่มนี้ได้รวบรวมเอาพิกัดวัดดัง และวัดลับ ในฮ่องกงถึง 25 วัด พร้อมกิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยวประจำย่านต่างๆ ที่คัดสรรมาแล้วว่าห้ามพลาด เพื่อให้นักท่องเที่ยวชาวไทยได้วางแผนทริปสายมูฯ ของตัวเองได้ตรงกับสิ่งที่อยากขอ และไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยว เพียงดาวน์โหลด “คู่มือเที่ยววัดฮ่องกง : Hong Kong ที่สุดแห่งพิกัดการมูเตลู” ฉบับดิจิทัลได้ฟรี https://www.discoverhongkong.com/content/dam/dhk/market-site/th/highlights/travel-fair-2025/HKTB-HONG-KONG-TEMPLE-GUIDEBOOK.pdf

จากเทรนด์การท่องเที่ยวสายมูฯ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย การท่องเที่ยวฮ่องกงจึงผุดไอเดียการจัดทำคู่มือเที่ยววัดฮ่องกง เพื่อนำเสนอวัฒนธรรมและความเชื่อท้องถิ่นของฮ่องกงที่ผสานกับชีวิตในตัวเมืองใหญ่อันทันสมัยได้อย่างกลมกลืน โดยพาผู้อ่านเดินทางไปเยี่ยมชม 25 วัดดังและวัดลับ ใน 15 ย่านหลักของฮ่องกง ซึ่งแต่ละวัดก็จะมีชื่อเสียงในด้านการให้พรที่แตกต่างกันไป อาทิ ด้านการเงิน ความรัก โชคลาภ และอีกมากมาย พร้อมแชร์เคล็ดลับการไหว้ที่ถูกต้องจากวัด และ อาจารย์คฑา ชินบัญชร ซินแสชื่อดังที่เชี่ยวชาญด้านการบูชาเทพเจ้า เป็นการจุดประกายทริปการเดินทางครั้งใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทย นอกจากการมูฯ แล้ว คู่มือฉบับนี้ยังจะพาไปรู้จักเทศกาลสำคัญทางวัฒนธรรมที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้จัก รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมไฮไลท์ประจำย่านต่างๆ เพื่อเติมเต็มให้ทริปฮ่องกงครั้งหน้าตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยว

ในส่วนของดีไซน์ “คู่มือเที่ยววัดฮ่องกง : Hong Kong ที่สุดแห่งพิกัดการมูเตลู” ยังได้นำคาแร็กเตอร์ John & Lulu เข้ามาเป็นสีสันเพื่อให้เส้นทางสายมูฯ น่ารักสดใส เอาใจสายมูฯ รุ่นใหม่ โดยถือเป็นอีกหนึ่งการร่วมมือครั้งสำคัญของศิลปินชาวไทยอย่าง Painterbell (เบล-เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล) ที่รังสรรค์ผลงานสุดน่ารักกับการท่องเที่ยวฮ่องกงไว้หลายโปรเจกท์ อาทิ วอลเปเปอร์มือถือ “จอห์นและลูลู่พามูฯ ที่ฮ่องกง” และ Arts in HK with S.E.A artists โดยในอนาคต การท่องเที่ยวฮ่องกง ยังคงมีแผนต่อยอดกิจกรรมน่ารักแบบนี้อย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวฮ่องกงให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าสายมูเตลูเป็นอย่างมาก โดยมีการเปิดตัวแคมเปญประชาสัมพันธ์ใหม่ๆ เพื่อนำเสนอแง่มุมใหม่ของการมูฯ ให้สนุก และน่ารัก ตอบโจทย์พฤติกรรมและความสนใจของสายมูรุ่นใหม่ในกลุ่มเจนมิลเลนเนียล และ เจนซี อาทิ การร่วมมือกับ TOYZEROPLUS แบรนด์อาร์ตทอยจากฮ่องกง เปิดตัวเครื่องราง LULU THE PIGGY รุ่นลิมิเต็ดที่ออกแบบเพื่อการท่องเที่ยวฮ่องกงโดยเฉพาะ เป็นของที่ระลึกสำหรับผู้ที่ซื้อตั๋วเครื่องบินไปฮ่องกงในงาน TITF#30 ที่ผ่านมา รวมถึงการเปิดตัววอลเปเปอร์โทรศัพท์สายมูสุดน่ารัก ผลงานการออกแบบของศิลปิน Painterebell เอาใจสายมูฯ ยุคดิจิทัลที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีที่ https://bit.ly/muteluinhk

ทั้งนี้ ในอนาคตการท่องเที่ยวฮ่องกง ยังมีกิจกรรมใหม่ๆ สำหรับสายมูฯ ให้ได้ติดตามกันอีกแน่นอน ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.discoverhongkong.com/th/what-s-new/goodfortune.html

ฉลองเปิดตัว Sabio สแปนิช ทาปาส บาร์ บนชั้น 5 เอ็มสเฟียร์

ฉลองเปิดตัว Sabio สแปนิช ทาปาส บาร์ บนชั้น 5 เอ็มสเฟียร์

ฉลองเปิดตัว Sabio สแปนิช ทาปาส บาร์ บนชั้น 5 เอ็มสเฟียร์

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Sabio (ซาบิโอ) ร้านอาหารสเปนชื่อดังจากสิงคโปร์ จัดงานเปิดแลนด์มาร์คแฮงก์เอ้าท์แห่งใหม่ที่ถ่ายทอดกลิ่นอายวัฒนธรรมสนุกสนานและมีชีวิตชีวาของชาวสเปน ผ่านอาหารสไตล์ทาปาสที่ทวิสต์รสชาติจากเมนูต้นตำรับเข้ากับวัตถุดิบท้องถิ่นของไทย โดดเด่นด้วยบรรยากาศผ่อนคลายกับดีไซน์ร้านที่ช่วยเพิ่มความสนุก ท่ามกลางสีสันยามค่ำคืนของย่านสุขุมวิท บน EM Wonder ชั้น 5 ศูนย์การค้า Emsphere

งานนี้ โอลิเวียร์ เบนเดล Founder & CEO และ แองเจล่า เมย์ Culinary Director บริษัท Déliciae Hospitality Management สองผู้บริหารร้าน Sabio เปิดเผยว่า Sabio Bangkok สาขาแรกในไทย ได้แรงบันดาลใจจาก Sabio สาขาแรกที่สิงคโปร์ ผสานกับความคึกคักซึ่งไม่เคยหลับของกรุงเทพฯ เราตั้งใจสร้างให้เป็นพื้นที่สำหรับทุกคน โดยตกแต่งร้านในโทนสีแดง พร้อมสอดแทรกผลงานศิลปะสุดไอคอนิกอย่าง ม้าลายสูง 2 เมตร และม้าสีทองก้มเก็บแอปเปิ้ล ให้เป็นงานอินสตอลเลชั่นที่โดดเด่น ขณะที่ตรงกลางร้านเป็นครัวเปิดที่เผยให้เห็นภาพเบื้องหลังการรังสรรค์ความอร่อยของทีมเชฟ และสร้างความคึกคักให้กับร้านไปในตัว เข้ากับโลเกชั่นของแหล่งแฮงก์เอาท์สุดฮอตที่ EM Wonder บนชั้น 5 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ โดยมีขนาดพื้นที่ 160 ตารางเมตร สามารถรองรับได้ทั้งหมด 80 ที่นั่ง

เมนูของ Sabio ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีกับความอร่อยในรูปแบบทาปาส ได้แก่ เมนูคลาสสิกน่าลิ้มลองอย่าง Jamon Croquetas คร็อกเกตสไตล์สเปนสอดไส้แฮม, Razor Clams หอยไม้ไผ่หรือหอยหลอดสดๆ จากสเปน, Gambas หรือกุ้งกัมบัสรสชาติจัดจ้าน และสัมผัสรสชาติของสเปนแท้ๆ ไปกับเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Sabio Paella ข้าวผัดสเปนที่อัดแน่นด้วยอาหารทะเลสดใหม่และเนื้อหมูฟาร์มคุณภาพ รวมทั้งเพิ่มความอร่อยยิ่งขึ้นด้วยเมนูทาปาสยอดนิยม Hand Sliced Jamon Bellota แฮมหั่นสไลด์ และเมนูพิเศษ Roasted Bone Marrow topped with hand cut Beef Tartar ทาร์ทาร์เนื้อที่ผ่านการหมักและปรุงรสมาอย่างพิถีพิถัน นอกจากนี้ยังมีซีฟู้ดสดๆที่จะเป็นเมนูพิเศษสลับกันไปในแต่ละวัน และอย่าลืมเติมเต็มมื้ออาหารด้วยเครื่องดื่มอย่างแซงเกรีย (ไวน์ผสมผลไม้สไตล์สเปน) สูตรของทางร้าน และแซงเกรียค็อกเทลสูตรพิเศษของสาขากรุงเทพฯ ที่ผสานรสชาติสไตล์ไทยอย่าง ขิง ตะไคร้ และโหระพาไทยไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ตลอดจน ดื่มด่ำไปกับเมนูไวน์หลากหลายที่จะพาคุณย้อนความทรงจำกลับไปยังการเดินทางครั้งล่าสุดที่สเปน

ปาร์ตี้พิเศษเฉลิมฉลองการเปิดตัวทาปาสบาร์แห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ของ Sabio เนรมิตทุกพื้นที่ให้เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันและเสียงเพลง เพื่อปลุกความสนุกสนานให้กับเหล่าเซเลบริตี้และแขกผู้มีเกียรติตลอดค่ำคืน อาทิ แจ๊ค-ปริญญา รุ่นประพันธ์, มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์, ไบรอน บิชอพ, ซินดี้-สิรินยา บิชอพ, ยุ้ย-ไพพรรณ หลักแหลม, เจ็ง-วิไลลักษณ์ ทองเจือ, โรเตอร์-ไพชยนต์ ทองเจือ, มิวกี้-ไปรยา อนันตรทรัพย์, แสงเหนือ-ปภาวิชญ์ งามบุณยรักษ์ และ เตย-วิชาดา พูลผล

ร้าน SABIO เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ณ ร้าน Sabio, EM Wonder ชั้น 5 ศูนย์การค้า Emsphere

เว็บไซต์ : http://www.sabio.food และช่องทางโซเชียลมีเดีย : Instagram : @sabiobkk/Facebook : Sabio BKK

อว.โชว์ 12 แผนงาน ดันผลิต ‘Super Teacher’ ตั้งมหาวิทยาลัยท้องถิ่นเพิ่มขึ้น

อว.โชว์  12 แผนงาน ดันผลิต 'Super Teacher' ตั้งมหาวิทยาลัยท้องถิ่นเพิ่มขึ้น

อว.โชว์ 12 แผนงาน ดันผลิต ‘Super Teacher’ ตั้งมหาวิทยาลัยท้องถิ่นเพิ่มขึ้น

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.49 น.

”ศุภมาส“ โชว์ 12 แผนงานกระทรวง อว. ปี 68 ตั้งแต่ปฏิรูป AI ถึงยกระดับไทยให้เป็นฮับด้านอุดมศึกษาของภูมิภาค หลังคณะกรรมาธิการการศึกษาฯ วุฒิสภา เข้าหารือ ขอให้กระทรวง อว. ผลิต “Super Teacher“ และตั้งมหาวิทยาลัยท้องถิ่นเพิ่มขึ้น

29 มกราคม 2568 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วย รมว.กระทรวง อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. ให้การต้อนรับ นายกมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา และคณะกรรมาธิการการศึกษาฯ วุฒิสภา ในโอกาสเข้าเยี่ยมเพื่อประชุมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการส่งเสริมและกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษา ที่ห้องประชุมศาสตราจารย์วิจิตร ศรีสอ้าน ชั้น 5 อาคารอุดมศึกษา 1 สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (ถนนศรีอยุธยา)

น.ส.ศุภมาส ได้กล่าวถึงนโยบายและผลงานสำคัญของกระทรวง อว. ในรอบปีที่ผ่านมาภายใต้นโยบาย “เรียนดี มีความสุข มีรายได้” และ “วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ“ ว่า การกำหนดนโยบายดังกล่าวเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 เป้าหมาย หรือที่เราเรียกกันว่า “2 ลด 2 เพิ่ม” คือ ลดภาระ ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มทักษะ และเพิ่มโอกาส โดยมีผลงานสำคัญ อาทิ Free TCAS โดย TCAS 67 รอบ 3 ให้สมัครฟรี 10 อันดับ TCAS 68 รอบ 3 ฟรี 7 อันดับและ Free TGAT 68 ไม่มีค่าใช้จ่าย และมีแผนที่จะขยายไปยังการสอบอื่น ๆ เช่น TPAT ด้วย,ระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต, การจัดทำ Skill Mapping ให้มหาวิทยาลัยและคนไทยได้ทราบว่าตลาดแรงงานต้องการทักษะแบบไหน การจัดทำ Skill Transcript รับรองทักษะผู้เรียนอย่างชัดเจน ช่วยนายจ้างให้เข้าใจความสามารถและทักษะของบัณฑิต, COOP+ หรือสหกิจศึกษาพลัส ที่ให้นักศึกษาได้เรียนควบคู่การฝึกงานจริง , หลักสูตร Sandbox เพื่อปั้น “New Growth Engine” ให้ประเทศ เช่น หลักสูตรวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาการขั้นสูงทางชีวการแพทย์ ไปจนถึงวิศวกรรมระบบราง ขณะเดียวกัน ยังดำเนินการโครงการสำคัญ คือ “อว. for EV” ผลักดันไทยให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก ”อว. for AI ปั้นบุคลากรและนวัตกรรมด้าน AI เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเป็นผู้นำด้าน AI ในภูมิภาคเอเชียน และ ”อว. for Ignite THAILAND” เพื่อสร้างกำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งเป้าหมายการผลิตบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ 80,000 คน EV 150,000 คน และ AI 50,000 คน ได้ใน 5 ปีข้างหน้าให้ได้ เป็นต้น

นอกจากนี้ รมว.อว. ยังกล่าวถึงแผนงานที่กระทรวง อว. จะดำเนินการในปี 2568 ว่า กระทรวง อว. จะสานต่อนโยบายเดิมให้ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยมี 12 เรื่องที่จะทำทั้งในด้านการอุดมศึกษา และด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ ววน. ได้แก่ 1. การปฏิรูปอุดมศึกษาด้วยเทคโนโลยี AI ผลักดันให้สถาบันอุดมศึกษาก้าวสู่การเป็น AI University รองรับยุค Education 6.0 ด้วยการนำ AI และ Metaverse มาช่วยในการเรียนการสอนแบบ Immersive Education 2. การเพิ่มโอกาสในการเข้าทำงานของบัณฑิตจบใหม่ จัดให้มีการรวมผู้ประกอบการมาพบกับบัณฑิตในงาน Job Fair ภายในต้นปีหน้า 3. การเพิ่มประสิทธิภาพของกำลังคนตามความต้องการของอุตสาหกรรม ให้มหาวิทยาลัยร่วมกับภาคอุตสาหกรรม พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพตอบสนองความต้องการของตลาดเเรงงาน 4.การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการพิจารณาการขอตำแหน่งทางวิชาการ จัดให้มีระบบการตรวจสอบสถานะผ่านออนไลน์ และปรับปรุงกระบวนการพิจารณาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 5. สนับสนุนให้มีโรงเรียนสาธิตอินเตอร์ในสาธิตที่มีความพร้อม 6. กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา ผลักดันกฎหมายจัดตั้งกองทุนเพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม 7. ผลักดันไทยให้เป็น Education Hub หรือศูนย์กลางด้านอุดมศึกษา โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำจากต่างประเทศ 8. ใช้ ววน. เพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการ สนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ และผลักดันวาระสำคัญเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนขึ้นของประเทศ 9. การนำ ววน. ไปแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ โดยนำ ววน. ไปช่วยตอบโจทย์สำคัญของประเทศ อาทิ น้ำแล้ง ภัยพิบัติ PM2.5 ความมั่นคงด้านพลังงาน เป็นต้น 10. การนำ Science Park หรืออุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคไปสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและผู้ประกอบการ SMEs และ Startup ในท้องถิ่น 11. สนับสนุนเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าของประเทศ (Frontier Techmolog) 12. การปฏิรูประบบ ววน. อย่างต่อเนื่อง เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพระบบการงบประมาณจากกองทุน ววน. การปรับระบบหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) การเพิ่มประสิทธิภาพระบบติดตามและประเมินผล การจัดทำแผนด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นต้น

ด้าน นายกมล กล่าวให้ความเห็นว่า อยากให้กระทรวง อว. ผลิต Super Teacher ครูวิชาชีพที่มีความเก่งและเชี่ยวชาญสูง ซึ่งเป็นครูชั้นนำ ไม่ใช่ครูพื้นฐาน ขณะเดียวกัน อยากให้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น โดยทำงานร่วมกับท้องถิ่นให้มากขึ้น รวมถึงมีระบบการบริหารที่มีประสิทธิภาพสูง ประกอบกับการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญ อยากเห็นมหาวิทยาลัยของไทยยกระดับ Ranking ให้สูงขึ้นในระดับ Top 10 มุ่งไปสู่ประเทศที่มีมหาวิทยาลัยที่เป็นระดับต้น ๆ ของโลกต่อไป

-(016)