กระทรวงอินโดนีเซีย เริ่มให้ทำงาน 4 วัน 40 ชม. /สัปดาห์ ปรับปรุงประสิทธิภาพ-สุขภาพจิต

กระทรวงอินโดนีเซีย เริ่มให้ทำงาน 4 วัน 40 ชม. /สัปดาห์ ปรับปรุงประสิทธิภาพ-สุขภาพจิต

31 ม.ค. 2568 13:44 น.

กระทรวงอินโดนีเซีย เริ่มให้ทำงาน 4 วัน 40 ชม. /สัปดาห์ ปรับปรุงประสิทธิภาพ-สุขภาพจิต

กระทรวงรัฐวิสาหกิจของอินโดนีเซีย ได้เปิดตัวโครงการทำงานสัปดาห์ละ 4 วันอย่างเป็นทางการ แก่เจ้าหน้าที่ที่สนใจ หลังจากที่โครงการนำร่องที่เริ่มต้นเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้วประสบความสำเร็จ

กระทรวงรัฐวิสาหกิจของอินโดนีเซีย ได้เปิดตัวโครงการทำงานสัปดาห์ละ 4 วันอย่างเป็นทางการ แก่เจ้าหน้าที่ที่สนใจ หลังจากที่โครงการนำร่องที่เริ่มต้นเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้วประสบความสำเร็จ โดยโครงการสมัครใจที่เรียกว่า “ตารางการทำงานแบบย่อ” อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงฯ ที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดการทำงาน 40 ชั่วโมง มีทางเลือกในการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ และเจ้าหน้าที่เหล่านี้สามารถทำงานได้สูงสุด 2 ครั้งต่อเดือน

นายเทดี ภาราตา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการจัดการทรัพยากรบุคคล เทคโนโลยี และสารสนเทศ กล่าวว่า “หากใครทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ก็สามารถเลือกทำงานสัปดาห์ละ 4 วันภายในสัปดาห์เดียวกันได้ ผู้ที่ต้องการใช้วิธีการนี้ต้องได้รับการอนุมัติก่อน” 

อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถบรรลุเกณฑ์ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เจ้าหน้าที่จะยังคงทำงานตามตารางงาน 5 วันตามปกติ และปัจจุบัน โครงการนี้ใช้ได้กับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงรัฐวิสาหกิจเท่านั้น และยังไม่ได้ขยายไปยังหน่วยงานที่อยู่ในขอบข่ายการดูแลของกระทรวงฯ นายเทดีกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ ยังอยู่ระหว่างการประเมินประสิทธิผล ก่อนที่จะขยายไปยังหน่วยงานที่อยู่ในขอบข่ายการดูแลของกระทรวงรัฐวิสาหกิจ

หนังสือพิมพ์จาการ์ตาโกลบ รายงานเมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า มี 47 หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในประเทศ แม้ว่าจะมีแผนที่จะลดจำนวนให้เหลือเพียง 30 แห่งก็ตาม

นายเอริค โทเฮียร์ รัฐมนตรีกระทรวงรัฐวิสาหกิจ กล่าวเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วว่า เป้าหมายหลักของแผนริเริ่มสัปดาห์การทำงาน 4 วัน คือการลดระดับความเครียดของพนักงาน ในขณะที่ปรับปรุงสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิต โดยสังเกตว่าคนรุ่นใหม่ร้อยละ 70 ในปัจจุบันเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพจิตที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพวกเขา เขากล่าวในโพสต์อินสตาแกรมว่า “เศรษฐกิจของอินโดนีเซียจะเผชิญกับความท้าทายมากมายในปี 2024 และ 2025 ดังนั้นการรักษาสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ” 

การสำรวจภายในที่ดำเนินการโดยกระทรวงฯ พบว่ามีความต้องการอย่างมากที่จะปรับปรุงสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตในหมู่พนักงาน และยังไม่ชัดเจนว่าโครงการนี้จะขยายไปยังกระทรวงอื่นๆ ของรัฐบาลอินโดนีเซียหรือไม่

ทั่วโลก ประเทศและบริษัทต่างๆ เริ่มนำนโยบายการทำงานสัปดาห์ละ 4 วันมาใช้หลังจากการระบาดของโควิด-19 โดยเบลเยียมกลายเป็นประเทศแรกของสหภาพยุโรป ที่นำกฎหมายอนุญาตให้ทำงานสัปดาห์ละ 4 วันมาใช้ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนมีนาคม 2022 พนักงานในเบลเยียมสามารถเลือกทำงานได้ 4 หรือ 5 วันต่อสัปดาห์ โดยพนักงานที่เลือกทำงานที่จำนวนวันในแต่ละสัปดาห์ละน้อยกว่า จะต้องทำงานชั่วโมงต่อวันนานขึ้น

ในเอเชีย เมืองหลายแห่งในญี่ปุ่นได้เริ่มนำร่องโครงการทำงานสัปดาห์ละ 4 วันเช่นกัน รัฐบาลญี่ปุ่นได้นำระบบดังกล่าวมาใช้เช่นกัน แต่สำหรับพนักงานที่มีความรับผิดชอบเฉพาะ เช่น การดูแลเด็กหรือสมาชิกในครอบครัว แผนดังกล่าวจะนำไปปฏิบัติในญี่ปุ่นสำหรับพนักงานทุกคนในเดือนเมษายน 2025

ขณะเดียวกันในอินโดนีเซีย การทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน เริ่มถูกนำมาใช้โดยบริษัทสตาร์ทอัพเป็นหลัก รวมถึงบริษัทฟินเทคที่ปฏิบัติตามหลักชารีอะห์ อย่าง Alami แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Bolt และแพลตฟอร์มระดมทุน Kickstarter.

ที่มา CNA

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ภูเขาทารานากิ ในนิวซีแลนด์ ได้รับสิทธิทางกฎหมายเทียบเท่าบุคคล

ภูเขาทารานากิ ในนิวซีแลนด์ ได้รับสิทธิทางกฎหมายเทียบเท่าบุคคล

31 ม.ค. 2568 12:30 น.

ภูเขาทารานากิ ในนิวซีแลนด์ ได้รับสิทธิทางกฎหมายเทียบเท่าบุคคล

นิวซีแลนด์มอบสิทธิทางกฎหมายเทียบเท่าบุคคลให้กับภูเขาทารานากิ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวเมารี ตามกฎหมายใหม่ที่เพิ่งได้รับการรับรอง

นิวซีแลนด์มอบสิทธิทางกฎหมายเทียบเท่าบุคคลให้กับภูเขาทารานากิ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวเมารี ตามกฎหมายใหม่ที่เพิ่งได้รับการรับรอง หลังจากการเจรจานานหลายปี

ข้อตกลงนี้หมายความว่า ภูเขาทารานากิ จะเป็นเจ้าของตัวเองโดยสมบูรณ์ โดยตัวแทนของชนเผ่าในพื้นที่ ชาวอีวี และรัฐบาลทำงานร่วมกันเพื่อบริหารจัดการข้อตกลงนี้ ข้อตกลงดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อชดเชยให้กับชาวเมารี จากภูมิภาคทารานากิ ต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับพวกเขาในระหว่างการล่าอาณานิคม รวมถึงการถูกยึดครองที่ดินจำนวนมาก

ร่างกฎหมายเยียวยาภูเขาทารานากิ ได้รับการอนุมัติให้เป็นกฎหมายโดยรัฐสภาของนิวซีแลนด์เมื่อวันพฤหัสบดี (30 ม.ค.) โดยให้ชื่อทางกฎหมายแก่ภูเขาแห่งนี้และการปกป้องยอดเขาและพื้นที่โดยรอบ

กฎหมายดังกล่าวยังยอมรับโลกทัศน์ของชาวเมารีที่ว่าลักษณะทางธรรมชาติ รวมถึงภูเขา เป็นบรรพบุรุษและสิ่งมีชีวิต และภูเขาแห่งนี้จะไม่ถูกเรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า “เอ็กมอนต์” อีกต่อไป ซึ่งเป็นชื่อที่เจมส์ คุก นักสำรวจชาวอังกฤษตั้งให้ในศตวรรษที่ 18 แต่จะเรียกกันว่าทารานากิ แทน ส่วนอุทยานแห่งชาติโดยรอบก็จะใช้ชื่อตามภาษาเมารีเช่นกัน

การจัดการปัญหาเรื่องภูเขาทารานากิ นับเป็นการดำเนินการครั้งล่าสุดต่อชาวเมารี เพื่อพยายามชดเชยการละเมิดสนธิสัญญาไวตังกิ ซึ่งสถาปนาประเทศนิวซีแลนด์ให้เป็นประเทศและมอบสิทธิบางประการในที่ดินและทรัพยากรให้แก่ชนพื้นเมือง

การมอบสิทธิทางกฎหมายดังกล่าวยังมาพร้อมกับคำขอโทษจากรัฐบาลสำหรับการยึดภูเขาทารานากิ และที่ดินกว่าหนึ่งล้านเอเคอร์จากชาวเมารีในท้องถิ่นในช่วงทศวรรษปี 1860

นายพอล โกลด์สมิธ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการเจรจา กล่าวยอมรับว่า “การละเมิดสนธิสัญญาส่งผลให้ขนพื้นเมืองหลายกลุ่มได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวงและทวีคูณ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ตลอดหลายทศวรรษ” เขากล่าวเสริมว่า มีการตกลงกันว่าการเข้าถึงภูเขาแห่งนี้จะไม่เปลี่ยนแปลง และ “ชาวนิวซีแลนด์ทุกคนจะสามารถเยี่ยมชมและเพลิดเพลินกับสถานที่ที่งดงามที่สุดแห่งนี้ต่อไปได้อีกหลายชั่วอายุคน”

ภูเขาแห่งนี้ไม่ใช่ลักษณะทางธรรมชาติแห่งแรกของนิวซีแลนด์ที่ได้รับสถานะบุคคลตามกฎหมาย ในปี 2014 ป่าในอุทยานแห่งชาติอูเรเวรา กลายเป็นพื้นที่แห่งแรกที่ได้รับสถานะดังกล่าว ตามมาด้วยแม่น้ำวังกานุย ในปี 2017.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

พ่อปากีสถานยิงลูกสาววัยรุ่นดับ เหตุไม่พอใจคอนเทนต์ TikTok

พ่อปากีสถานยิงลูกสาววัยรุ่นดับ เหตุไม่พอใจคอนเทนต์ TikTok

31 ม.ค. 2568 11:46 น.

พ่อปากีสถานยิงลูกสาววัยรุ่นดับ เหตุไม่พอใจคอนเทนต์ TikTok

ชายชาวปากีสถานที่เพิ่งย้ายครอบครัวจากสหรัฐฯ กลับมายังปากีสถาน สารภาพว่าฆ่าลูกสาววัยรุ่นของเขาเพราะไม่เห็นด้วยกับคอนเทนต์ในวิดีโอ TikTok ของเธอ 

ชายชาวปากีสถานที่เพิ่งย้ายครอบครัวจากสหรัฐฯ กลับมายังปากีสถาน สารภาพว่าฆ่าลูกสาววัยรุ่นของเขาเพราะไม่เห็นด้วยกับคอนเทนต์ในวิดีโอ TikTok ของเธอ โดยนายอันวาร์ อัล-ฮัก ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังจากที่เขาสารภาพว่ายิงฮิรา ลูกสาวของเขาในเมืองเควตตา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของปากีสถานเมื่อวันอังคาร (28 ม.ค.) ในตอนแรกเขาบอกกับเจ้าหน้าที่สืบสวนว่ามีชายนิรนามอยู่เบื้องหลังการยิงครั้งนี้

ผู้เป็นพ่อซึ่งมีสัญชาติสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาเห็นว่าโพสต์ของลูกสาว “น่ารังเกียจ” ตำรวจกล่าวว่าพวกเขากำลังตรวจสอบทุกแง่มุม รวมถึงความเป็นไปได้ของการฆ่าเพื่อรักษาเกียรติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกในประเทศ

กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีผู้คนหลายร้อยคนเสียชีวิตจากการฆ่าเพื่อรักษาเกียรติในปากีสถานทุกปี การฆ่าดังกล่าวมักเกิดจากฝีมือของญาติพี่น้องที่อ้างว่าพวกเขาทำเพื่อปกป้องเกียรติของครอบครัว ในกรณีของฮิรา อันวาร์ ซึ่งมีอายุระหว่าง 13 ถึง 14 ปี โฆษกตำรวจกล่าวว่าครอบครัวของเธอ “มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการแต่งกาย การใช้ชีวิต และกิจกรรมทางสังคมของเธอ”

ครอบครัวนี้อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 25 ปี และฮิราเริ่มโพสต์เนื้อหาบน TikTok ก่อนที่ครอบครัวของเธอจะย้ายกลับไปปากีสถาน เจ้าหน้าที่สืบสวนกล่าวว่าพวกเขาครอบครองโทรศัพท์ของเธอซึ่งถูกล็อกไว้ ตำรวจกล่าวว่าพี่เขยของพ่อของเธอยังถูกจับกุมในข้อหาเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม

หากพบว่าเป็นการฆ่าเพื่อรักษาเกียรติและพวกเขาถูกตัดสินว่ามีความผิด ชายทั้งสองจะต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงกฎหมายโดยรัฐบาลปากีสถานในปี 2016 ก่อนหน้านี้ พวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงการจำคุกได้หากได้รับการอภัยโทษจากครอบครัวของเหยื่อ

ในปี 2023 ศาลอิตาลีตัดสินจำคุกตลอดชีวิตคู่สามีภรรยาชาวปากีสถานในข้อหาฆ่าลูกสาววัย 18 ปีของพวกเขา เพราะเธอปฏิเสธการแต่งงานแบบคลุมถุงชน

ปีที่แล้ว พี่ชายของกานดีล บาโลช ดาราดังชาวปากีสถาน ได้รับการตัดสินให้พ้นผิดจากคดีฆาตกรรมเธอ ก่อนหน้านี้ เขาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตหลังจากสารภาพว่าก่อเหตุฆาตกรรมเมื่อปี 2016 โดยอ้างว่าเป็นเพราะดาราดังทำให้ครอบครัวของเขาต้องอับอาย.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ทูตเมียนมาประจำยูเอ็น เรียกร้องนานาชาติปฏิเสธการยอมรับปาหี่เลือกตั้งของรัฐบาลทหาร

ทูตเมียนมาประจำยูเอ็น เรียกร้องนานาชาติปฏิเสธการยอมรับปาหี่เลือกตั้งของรัฐบาลทหาร

31 ม.ค. 2568 11:11 น.

ทูตเมียนมาประจำยูเอ็น เรียกร้องนานาชาติปฏิเสธการยอมรับปาหี่เลือกตั้งของรัฐบาลทหาร

“จ่อ โม ตุน” เอกอัครราชทูตเมียนมาประจำสหประชาชาติ เรียกร้องประชาคมโลกอย่ายอมรับการเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหารเมียนมา ที่กลายเป็นปาหี่หลอกลวงไร้ซึ่งความยุติธรรม

วันที่ 31 มกราคม 2568 นายจ่อ โม ตุน เอกอัครราชทูตเมียนมาประจำสหประชาชาติ กล่าวต่อที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อหารือสถานการณ์ในเมียนมา โดยระบุว่า การเลือกตั้งใดๆ ที่กองทัพจะจัดขึ้นจะเป็นการเลือกตั้งที่ไร้ความเสรี ไร้ความยุติธรรม โดยขอให้ประชาคมโลกปฏิเสธการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่จะกลายเป็นเป็นการเลือกตั้งที่หลอกลวง

การประชุมครั้งนี้เป็นแบบปิดเพื่อหารือสถานการณ์ในเมียนมา เนื่องจากอีก 2 วันจะถึงวันครบรอบ 4 ปีการรัฐประหารยึดอำนาจโดยกองทัพเมียนมา โดยนายจ่อ โม ตุน กล่าวว่า ที่ผ่านมาทุกวันเป็นวันที่ประชาชนเมียนมาต้องประสบกับความทุกข์ยาก พลเรือนผู้บริสุทธิ์มากกว่า 6,230 คน ถูกสังหารอย่างโหดร้ายโดยคณะทหาร นอกจากนี้ประชาชนมากกว่า 3.5 ล้านคนต้องพลัดถิ่นฐาน และประชาชนเกือบ 20 ล้านคนรอคอยความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

เขากล่าวว่า หนทางทางที่สหประชาชาติและประชาคมโลกจะช่วยชีวิตและอนาคตของประชาชนชาวเมียนมาได้คือ ต้องปฏิเสธแผนการทางทหาร การเลือกตั้ง หยุดการส่งอาวุธไปยังคณะทหาร หยุดการส่งเชื้อเพลิงเครื่องบินและสิ่งของต่างๆ ไปยังคณะทหาร

ทางด้านนายเจมส์ คาริยูกิ รองผู้แทนถาวรของสหราชอาณาจักรประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า สถานการณ์ความรุนแรงทางทหารในเมียนมายังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง โดยรวมแล้วจำนวนการโจมตีทางอากาศเพิ่มขึ้น 25 เท่าจากปี 2564 ซึ่งรวมถึงการโจมตีพลเรือน โรงเรียน และสถานพยาบาล ขณะเดียวกันการใช้ระเบิดแสวงเครื่อง ทุ่นระเบิด และการยิงปืนก็เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยในปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร ปีที่แล้ว เมียนมามีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดและเศษระเบิดจากสงครามมากที่สุด

เขากล่าวว่า การเลือกตั้งที่ปราศจากการเจรจาร่วมกันอาจส่งผลให้เกิดความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น พร้อมระบุว่ามาตรการเหล่านี้ต้องยุติลงทันทีเพื่อช่วยให้ประชาชนชาวเมียนมาร์สร้างเส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลง.

ยังไร้วี่แวว คนขับรถบรรทุกญี่ปุ่นสูญหายในหลุมยุบ เป็นวันที่ 4

ยังไร้วี่แวว คนขับรถบรรทุกญี่ปุ่นสูญหายในหลุมยุบ เป็นวันที่ 4

31 ม.ค. 2568 11:10 น.

ยังไร้วี่แวว คนขับรถบรรทุกญี่ปุ่นสูญหายในหลุมยุบ เป็นวันที่ 4

การค้นหาคนขับรถบรรทุกวัย 74 ปี ที่ติดอยู่ในหลุมยุบที่ญี่ปุ่น ยังคงดำเนินต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ขณะที่สภาพพื้นดินที่ทรุดลงอีก ทำให้ปฏิบัติการกู้ภัยซับซ้อนขึ้น

ตามรายงานของ โยชิฟูมิ ฮาชิกุจิ เจ้าหน้าที่แผนกดับเพลิงเมืองยาชิโอะ คนขับรถบรรทุกยังตอบสนองต่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ในช่วงบ่ายวันอังคาร แต่หลังจากนั้นก็ติดต่อไม่ได้อีก เพราะตัวรถถูกฝังลึกลงไปใต้ดินและซากปรักหักพัง แต่การกู้ภัยเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากพื้นที่โดยรอบยังคงมีการทรุดตัวต่อเนื่อง โดยหลุมยุบมีขนาด กว้างประมาณ 10 เมตร ลึก 5 เมตร แต่ขยายใหญ่ขึ้นเป็น  2 เท่า หลังจากที่เกิดหลุมยุบอีกจุดหนึ่งใกล้ๆกัน จนรวมกันเป็นหลุมเดียว

ยังไร้วี่แวว คนขับรถบรรทุกญี่ปุ่นสูญหายในหลุมยุบ เป็นวันที่ 4

เหตุหลุมยุบเกิดขึ้นอย่างกะทันหันในช่วง ชั่วโมงเร่งด่วนของเช้าวันอังคาร ที่เมือง ยาชิโอะ จังหวัด ไซตามะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงโตเกียว โดยจะเห็นพื้นถนนแตกร้าวและพังถล่มลงไปในหลุมยุบ ทำให้ป้ายโฆษณาล้มลง

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยพยายามช่วยคนขับโดยใช้เครนยกตัวรถบรรทุกขึ้น แต่สามารถกู้คืนได้เพียง ส่วนบรรทุกของรถเท่านั้น ขณะที่ห้องโดยสารที่เชื่อว่าคนขับติดอยู่ยังคงอยู่ใต้ดิน และแม้ว่าเจ้าหน้าที่จะพยายามนำตะกอนออกและขุดหาคนขับ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ รวมถึงใช้โดรนบินเข้าไปสำรวจภายในหลุมยุบ เพื่อดูว่าทีมกู้ภัยสามารถลงไปช่วยได้หรือไม่ แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า

ด้านจุน อุเอฮาระ เจ้าหน้าที่ระบบบำบัดน้ำเสียของจังหวัดไซตามะ ระบุว่า การกัดกร่อนจากกรดเข้มข้นที่ไหลผ่านระบบท่อระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ท่อเกิดรอยรั่ว จนนำไปสู่การทรุดตัวของดินด้านบนและก่อให้เกิดโพรงขนาดใหญ่ระหว่างท่อกับพื้นถนน แต่จากการตรวจสอบท่อน้ำเสียซึ่งดำเนินการทุกๆ 5 ปี ไม่พบปัญหาใดๆ

ยังไร้วี่แวว คนขับรถบรรทุกญี่ปุ่นสูญหายในหลุมยุบ เป็นวันที่ 4

ล่าสุดทางการไซตามะได้ขอให้ ชาวเมืองประมาณ 1.2 ล้านคน ลดการใช้ฝักบัวอาบน้ำและซักผ้า เพื่อลดปริมาณน้ำเสีย ไม่ให้รั่วไหลเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้การกู้ภัยยากขึ้นกว่าเดิม ขณะที่กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และการขนส่งของญี่ปุ่นได้ออกคำสั่งให้ ตรวจสอบระบบท่อระบายน้ำทั่วประเทศ เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย โดยระบบโครงสร้างพื้นฐานของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ท่อน้ำเสียในเมืองยาชิโอะนั้นมีอายุประมาณ 40 ปี.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น

พบกล่องดำเครื่องบินโดยสารสหรัฐฯ ที่ชนเฮลิคอปเตอร์กองทัพ เผยหมดหวังพบผู้รอดชีวิต

พบกล่องดำเครื่องบินโดยสารสหรัฐฯ ที่ชนเฮลิคอปเตอร์กองทัพ เผยหมดหวังพบผู้รอดชีวิต

31 ม.ค. 2568 09:43 น.

พบกล่องดำเครื่องบินโดยสารสหรัฐฯ ที่ชนเฮลิคอปเตอร์กองทัพ เผยหมดหวังพบผู้รอดชีวิต

พบกล่องดำเครื่องบินโดยสารสหรัฐฯ ที่ประสบเหตุชนเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพ ก่อนตกลงในแม่น้ำที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ผู้เชี่ยวชาญนำไปตรวจสอบแล้ว เพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่คาดว่าผู้โดยสารบนเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ รวม 67 คนเสียชีวิตทั้งหมด

วันที่ 31 มกราคม 2568 คณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยค้นพบกล่องดำ 2 กล่อง ซึ่งเป็นอุปกรณ์บันทึกเสียงในห้องนักบิน และอุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบินจากเครื่องบินบอมบาร์เดียร์ CRJ 700 ของสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ ที่ประสบเหตุชนกลางอากาศกับเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก ของกองทัพ ในขณะที่เครื่องบินพยายามลดระดับลงจอดที่สนามบินนานาชาติโรนัลด์ เรแกน ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แล้ว

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ได้นำกล่องดำไปตรวจสอบเพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น โดยขณะนี้กล่องดำอยู่ในห้องแล็บของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติเพื่อประเมินผล ขณะที่รายงานผลการสอบสวนเบื้องต้นจะออกภายใน 30 วัน

ทางด้านทีมกู้ภัยเปิดเผยว่า ทีมนักประดาน้ำและทีมกู้ภัย รวมกว่า 300 คนและเรือหลายลำต่างทำงานตลอดทั้งคืน ท่ามกลางแม่น้ำที่เย็นจัด สามารถเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตจากเครื่องบินแล้วอย่างน้อย 30 ศพ ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ แบล็กฮอว์ก เก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้แล้ว 1 ศพ และไม่คิดว่าจะมีผู้รอดชีวิตแล้ว และภารกิจในตอนนี้ได้ถูกเปลี่ยนจากการค้นหาและช่วยเหลือ มาเป็นภารกิจเก็บกู้ร่างแล้ว.

อินเดียประสบความสำเร็จ เพิ่มประชากรเสือได้ 2 เท่าในรอบหลายปี

อินเดียประสบความสำเร็จ เพิ่มประชากรเสือได้ 2 เท่าในรอบหลายปี

31 ม.ค. 2568 09:15 น.

อินเดียประสบความสำเร็จ เพิ่มประชากรเสือได้ 2 เท่าในรอบหลายปี

ประชากรเสือในอินเดียเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในรอบกว่าสิบปี ผลจากนโยบายปกป้องการล่าเสือ และป้องกันการรุกล้ำที่อยู่อาศัยของเสือ ทำให้อินเดียมีประชากรเสือโคร่งมากถึง 75 เปอร์เซ็นต์ของประชากรเสือทั่วโลก

อินเดียประสบความสำเร็จในการเพิ่มจำนวนประชากรเสือเป็น 2 เท่าในช่วงเวลากว่า 10 ปี ด้วยมาตรการปกป้องเสือจากการถูกล่าและป้องกันการรุกล้ำป่าซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของพวกมัน รวมทั้งการดูแลแหล่งอาหารของเสือให้เพียงพอ เพื่อช่วยลดความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่า และยังปรับปรุงมาตรฐานการครองชีพของชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่เสือไปพร้อมๆ กันด้วย

ทั้งนี้ พบว่าจำนวนเสือเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1,706 ตัวในปี 2010 เป็น ประมาณ 3,682 ตัวในปี 2022 ตามตัวเลขประมาณการของ National Tiger Conservation Authority ทำให้อินเดียเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของเสือโคร่งประมาณ 75% ของประชากรเสือทั่วโลก โดยการศึกษายังพบว่า ชุมชนท้องถิ่นบางแห่งที่อยู่ใกล้ถิ่นที่อยู่ของเสือได้รับประโยชน์ จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนเสือ เนื่องจากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่นำมาซึ่งรายได้และการมาเยือนของนักท่องเที่ยวด้วย

ปัจจุบัน เสือกระจายอยู่ในพื้นที่ประมาณ 138,200 ตารางกิโลเมตรในอินเดีย หรือประมาณขนาดของรัฐนิวยอร์ก แต่พื้นที่เพียง 25% ของทั้งหมดเป็นพื้นที่ที่มีเหยื่ออุดมสมบูรณ์และได้รับการคุ้มครอง ขณะที่ อีก 45% ของที่อยู่อาศัยของเสือเป็นพื้นที่ที่มีประชากรราว 60 ล้านคน อาศัยอยู่ร่วมกัน ตามที่ระบุในงานวิจัย ซึ่งสิ่งที่งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นคือ ความหนาแน่นของประชากรไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประชากรเสือลดลงหรือไม่ แต่ทัศนคติของผู้คนที่เข้าใจและมีใจอนุรักษ์ม่เบียดเบียนกัน จะช่วยให้การอยู่ร่วมกันระหว่างคนและสัตว์ป่าเป็นไปได้อย่างยั่งยืน.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เสือโคร่ง

ฮามาสยอมรับ “โมฮัมเหม็ด เดฟ” หัวหน้าฝ่ายทหาร เสียชีวิตแล้ว

ฮามาสยอมรับ “โมฮัมเหม็ด เดฟ” หัวหน้าฝ่ายทหาร เสียชีวิตแล้ว

31 ม.ค. 2568 06:45 น.

ฮามาสยอมรับ “โมฮัมเหม็ด เดฟ” หัวหน้าฝ่ายทหาร เสียชีวิตแล้ว

กลุ่มฮามาสยืนยันแล้วว่า นายโมฮัมเหม็ด เดฟ หัวหน้าฝ่ายทหารของพวกเขา เสียชีวิตแล้ว หลังจากอิสราเอลอ้างเมื่อกลางปีก่อนว่า สังหารชายคนนี้ไปแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ม.ค. 2568 กลุ่มฮามาสออกมายืนยันแล้วว่านายโมฮัมเหม็ด เดฟ หัวหน้าฝ่ายทหารของพวกเขาเสียชีวิตแล้ว หลังอิสราเอลอ้างว่าสังหารชายคนนี้ไปแล้วมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีก่อน แต่ฮามาสไม่เคยยอมรับจนถึงตอนนี้

อิสราเอลเคยระบุเอาไว้ว่า นายเดฟเป็นหนึ่งในผู้รับผิดชอบวางแผนโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่เมื่อ 7 ต.ค. 2566 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 1,200 ศพ มีชาวอิสราเอลและชาวต่างชาติถูกลักพาตัวไป 251 คน และกระตุ้นให้อิสราเอลเปิดฉากโจมตีล้างแค้นจนกลายเป็นสงครามในฉนวนกาซา ที่ดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้

นายเดฟยังถูกมองว่าเป็นผู้นำลำดับ 2 ของกลุ่มฮามาสในกาซา รองจากนายยาห์ยา ซินวาร์ ซึ่งถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลไปแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน เดฟยังเป็นผู้ช่วยวิศวกรก่อสร้างอุโมงค์ใต้ดินที่นักรบฮามาสใช้ และเป็นผู้ออกแบบจรวด “คาสซาม” (Qassam) อาวุธที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของฮามาสด้วย

วันเดียวกันนี้ กลุ่มฮามาสยังประกาศการเสียชีวิตของนายมาร์วาน อิสซา รองหัวหน้าผู้บัญชาการฝ่ายทหาร ซึ่งสหรัฐฯ อ้างว่าเสียชีวิตไปตั้งแต่เดือนมีนาคมปีก่อนแล้ว

นายอิสซาเป็นหนึ่งในคนที่อิสราเอลต้องการตัวมากที่สุด ขณะที่สหภาพยุโรปขึ้นบัญชีเขาเป็นผู้ก่อการร้าย และเชื่อมโยงอิสซาเข้ากับการโจมตีเมื่อ 7 ต.ค.

ทั้งนี้ สงครามในกาซาที่ดำเนินมานาน 15 เดือนหยุดลงชั่วคราวตั้งแต่ 19 ม.ค. 2568 ด้วยข้อตกลงหยุดยิง โดยกลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันแล้ว 15 ราย ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลปล่อยนักโทษชาวปาเลสไตน์แล้ว 400 คนเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน โดยมีตั้งแต่ผู้ต้องขังระยะยาวข้อหาวางระเบิดหรือโจมตีด้วยวิธีอื่นๆ ไปจนถึงวัยรุ่นที่ถูกคุมขังโดยไม่มีการตั้งข้อหา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูกันดายืนยัน ไวรัสอีโบลาระบาดในเมืองหลวง ตายแล้ว 1 ศพ

ยูกันดายืนยัน ไวรัสอีโบลาระบาดในเมืองหลวง ตายแล้ว 1 ศพ

31 ม.ค. 2568 05:00 น.

ยูกันดายืนยัน ไวรัสอีโบลาระบาดในเมืองหลวง ตายแล้ว 1 ศพ

ยูกันดายืนยันไวรัสอีโบลากำลังระบาดในเมืองหลวง โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ และมีผู้ที่ต้องเฝ้าระวังอีกหลายสิบคน

สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขของประเทศยูกันดายืนยันในวันพฤหัสบดีที่ 30 ม.ค. 2568 ว่า เชื้อไวรัสอีโบลา กำลังระบาดในกรุงกัมปาลา เมืองหลวงของพวกเขา โดยมีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้ว 1 ศพ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

นี่นับเป็นการระบาดของไวรัสอีโบลาในยูกันดาครั้งที่ 9 แล้ว นับตั้งแต่ชาติแอฟริกาแห่งนี้พบผู้ติดเชื้อครั้งแรกในปี 2543

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตเป็นบุรุษพยาบาลของโรงพยาบาลรับส่งต่อผู้ป่วย “มูลาโก” ในกรุงกัมปาลา โดยในตอนแรกเขาเริ่มมีอาการคล้ายไข้หวัด จึงไปพบแพทย์ในหลายสถาบันรวมถึงที่มูลาโก และหมอพื้นบ้าน แต่รักษาไม่หาย

แถลงการณ์ของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า คนไข้รายนี้อวัยวะภายในล้มเหลวหลายตำแหน่ง และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลมูลาโก ในวันที่ 29 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยผลการชันสูตรพลิกศพยืนยันว่า เขามีเชื่อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ซูดานอยู่ในร่างกาย

กระทรวงสาธารณสุขบอกด้วยว่า เจ้าหน้าที่สืบพบผู้สัมผัสใกล้ชิดกับบุรุษพยาบาลรายนี้ 44 ราย โดยในจำนวนนี้ 30 รายเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้แก่ผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ตายในทันที

แต่พวกเขายอมรับว่า การตามรอยโรคอาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากกรุงกัมปาลามีประชาชนหนาแน่น และเป็นทางแยกไปสู่ซุดานใต้, คองโก, รวันดา และประเทศอื่นๆ ในแอฟริกา

ทั้งนี้ การระบาดของอีโบลาครั้งล่าสุดในยูกันดาเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2565 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 55 ศพจากผู้ติดเชื้อทั้งหมด 143 ราย ก่อนที่ทางการจะประกาศสิ้นสุดการระบาดในวันที่ 11 ม.ค. 2566

ด้านองค์การอนามัยโลกระบุว่า พวกเขาโยกย้ายเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกองทุนโรคติดต่อเพื่อสนับสนุนการควบคุมการระบาดของไวรัสอีโบลาในยูกันดาแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ทรัมป์โบ้ยนโยบาย DEI ทำเครื่องบิน AA-เฮลิคอปเตอร์กองทัพชนกัน

ทรัมป์โบ้ยนโยบาย DEI ทำเครื่องบิน AA-เฮลิคอปเตอร์กองทัพชนกัน

31 ม.ค. 2568 03:24 น.

ทรัมป์โบ้ยนโยบาย DEI ทำเครื่องบิน AA-เฮลิคอปเตอร์กองทัพชนกัน

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวโทษนโยบายความหลากหลายในสำนักงานบริหารการบินสหรัฐฯ ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดเหตุเครื่องบินโดยสารชนกับเฮลิคอปเตอร์ในวอชิงตัน ดี.ซี.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุเครื่องบินโดยสารของ อเมริกัน แอร์ไลน์ส (AA) ชนกับเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก ของกองทัพ จนตกในแม่น้ำในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นครั้งแรก ที่ห้องแถลงข่าวในทำเนียบขาว โดยเขากล่าวโทษนโยบาย DEI ในสำนักงานบริการการบินกลาง (FAA) มีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

“ผมอยากชี้ให้เห็นบทความมากมายที่ออกมาก่อนที่ผมจะรับตำแหน่ง (ประธานาธิบดี) นี่คือหนึ่งในนั้น การผลักดันเรื่องความหลากหลายของ FAA รวมถึงการมุ่งเน้นการจ้างคนที่ทุพพลภาพทางจิตและทางสติปัญญาอย่างร้ายแรง นั่นน่ามหัศจรรย์”

“แล้วบทความบอกอีกว่า FAA บอกว่าผู้ที่มีความทุพพลภาพร้ายแรงเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีโอกาสน้อยที่สุดในกลุ่มคนทำงาน บอกว่าพวกเขาต้องการให้คนกลุ่มนี้เข้ามา พวกเขาต้องการคนพวกนี้ พวกเขาสามารถเป็นผู้ควบคุมการบินได้ แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น นี่เป็นบทความเมื่อ 14 ม.ค. ซึ่งก็คือ 1 สัปดาห์ก่อนผมรับตำแหน่ง พวกเขาผลักดันอย่างหนักเพื่อนำความหลากหลายเข้าสู่โครงการของ FAA” นายทรัมป์กล่าว

“คนมีความสามารถต้องไปอยู่ในตำแหน่งเหล่านั้น แล้วชีวิตของพวกเขาก็สั้นลง สั้นลงอย่างมาก เพราะความเครียดจากการมีเครื่องบินมากมายบินเข้าสู่เป้าหมายเพียงแห่งเดียว และคุณต้องมีความสามารถพิเศษมากๆ และอัจฉริยภาพมาก เพื่อที่จะสามารถทำอย่างนั้นได้” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวต่อ

ด้านนาย เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดี ก็กล่าวโจมตีนโยบาย DEI เช่นกัน โดยไม่อ้างหลักฐานใดๆ ระบุว่า มาตรฐานการจ้างงานที่หอบังคับการบินนั้นตกต่ำลง ซึ่งสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้โดยรัฐบาลทรัมป์ แวนซ์อ้างอีกว่า คนนับร้อยฟ้องร้องรัฐบาลก็เพราะพวกเขาอยากเป็นผู้ควบคุมการบิน แต่ถูกปฏิเสธเพราะสีผิว

ขณะที่นาย ฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การชนกันครั้งนี้ไม่ควรเกิดขึ้น และให้สัญญาว่าจะทำการปฏิรูป เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก

ส่วนนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า การชนกันของอากาศยานทั้ง 2 ลำ เกิดขึ้นในขณะที่เฮลิคอปเตอร์กำลังทำภารกิจบินฝึกซ้อมตอนกลางคืนตามกำหนดการ บนเส้นทางมาตรฐาน แต่มีความผิดพลาดเกิดขึ้นระหว่างการฝึก

นายโรเจอร์ มาร์แชลล์ สว.รัฐแคนซัส โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่า การชนกันครั้งนี้มีสาเหตุจากความผิดพลาดหลายๆ อย่างรวมกัน โดยเขากล่าวโทษความมืดว่าเป็นหนึ่งในปัจจัย และว่าการเตือนเจ้าหน้าที่มาช้าเกินไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn