GMM มิวสิค ร่อนจดหมายชี้แจงกรณีลิขสิทธิ์เพลง หลังศิลปินอยากแก้ไขสัญญา

GMM มิวสิค ร่อนจดหมายชี้แจงกรณีลิขสิทธิ์เพลง หลังศิลปินอยากแก้ไขสัญญา

23 ม.ค. 2568 17:21 น.

GMM มิวสิค ร่อนจดหมายชี้แจงกรณีลิขสิทธิ์เพลง หลังศิลปินอยากแก้ไขสัญญา

หลังจากที่นักร้องชื่อดังได้ออกมาเรียกร้องอยากจะแก้ไขสัญญาลิขสิทธิ์เพลงให้เป็นไปตามยุคตามสมัย จนทำให้หลายคนสงสัยในเรื่องของลิขสิทธิ์เพลงอย่างมากมาย ล่าสุดทาง จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ได้ร่อนจดหมายเพื่อขอชี้แจงกรณีลิขสิทธิ์เพลง ซึ่งมีใจความดังนี้ 

“จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ชี้แจงกรณีลิขสิทธิ์เพลง

เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด และป้องกันความสับสนของสาธารณชนเกี่ยวกับประเด็นลิขสิทธิ์เพลง ในช่วงเวลาที่ผ่านมา บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) ในฐานะบริษัทในเครือของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) (“GMM”) ขอชี้แจงถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องดังนี้

1. ประเด็นเรื่องการจัดทำสัญญาลิขสิทธิ์เพลง ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา การทำสัญญาลิขสิทธิ์เพลงระหว่าง GMM กับผู้สร้างสรรค์ทุกราย GMM ดำเนินการโดยเคารพเจตนารมณ์ของคู่สัญญาเป็นหลัก เปิดโอกาสให้คู่สัญญาทุกฝ่ายได้พิจารณา ไตร่ตรอง เงื่อนไขข้อตกลงก่อนการลงนามในสัญญาทุกครั้ง ซึ่งเป็นไปตามหลักปฏิบัติตามแนวทางธุรกิจในระดับสากลที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมเพลง โดย GMM ได้แนบรายละเอียด เพื่อเป็นการแจกแจงที่มาของส่วนแบ่งรายได้เป็นรายเดือนจากการใช้ลิขสิทธิ์เพลงที่ GMM จัดเก็บให้ผู้สร้างสรรค์ทราบตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นจากการนำเพลงไปผลิตในรูปแบบดิจิทัล (Digital) ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ หรือในรูปแบบสินค้าสำเร็จรูป (Physical) เช่น MP3 หรือ Boxset ต่างๆ รวมถึงแผ่นเสียง (Vinyl) เป็นต้น ซึ่ง GMM ได้ดำเนินการจ่ายส่วนแบ่งรายได้คืนให้แก่ผู้สร้างสรรค์จากทุกช่องทาง

2. ประเด็นเรื่องผู้มีสิทธิรับค่าตอบแทน และส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาลิขสิทธิ์เพลง GMM ไม่ปิดกั้นความประสงค์ของคู่สัญญาลิขสิทธิ์เพลง ในกรณีที่ GMM ได้เข้าทำสัญญากับบริษัทของศิลปิน ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล การจัดสรรผลตอบแทนดังกล่าวจาก GMM จะเป็นไปตามโครงสร้างการถือหุ้นของนิติบุคคลได้โดยตรง ส่วนในกรณีที่คู่สัญญาของ GMM เป็นบุคคลธรรมดา ก็จะเป็นมรดกตกทอดไปยังทายาทของบุคคลนั้น หรือมอบให้บุคคลอื่นใดเป็นผู้รับผลประโยชน์ได้โดยตรงเช่นกัน หากคู่สัญญามีเจตนารมณ์ดังกล่าว คู่สัญญาสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองโดยเสรี

จึงเรียนมาเพื่อทราบถึงความตั้งใจดีของ GMM ในการดำเนินธุรกิจเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานเพลงและอุตสาหกรรมเพลงไทย

ขอแสดงความนับถือ
บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน)”

ชาย ชาตโยดม เผยสิ่งที่รู้สึกผิดมาตลอดชีวิต ความขัดแย้งระหว่างอาชีพกับครอบครัว

ชาย ชาตโยดม เผยสิ่งที่รู้สึกผิดมาตลอดชีวิต ความขัดแย้งระหว่างอาชีพกับครอบครัว

23 ม.ค. 2568 16:53 น.

ชาย ชาตโยดม เผยสิ่งที่รู้สึกผิดมาตลอดชีวิต ความขัดแย้งระหว่างอาชีพกับครอบครัว

เปิดใจอย่างหมดเปลือก ชาย ชาตโยดม นักแสดงชื่อดังในรายการ WOODY FM หลั่งน้ำตา! เผยปมในใจถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตครั้งแรก เมื่อความศรัทธาในการแสดงที่ทุ่มเทมาตลอด 10 กว่าปีเริ่มจางหายไป รู้สึกผิดหวังและเฟลกับตัวเอง จนเกิดความขัดแย้งระหว่างอาชีพกับความสุขในชีวิตครอบครัว?

สิ่งที่คุณทำมาด้านการแสดงในทุกรูปแบบ อยากจะรู้ว่าวันนี้คุณพอใจกับมันขนาดไหน?

ชาย ชาตโยดม : ถ้าเล่าไปจริงๆ แล้ว มันหลายช่วงชีวิตของการเป็นนักแสดงเลย คือกว่าชายจะกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักแสดงจริงๆ ต้องผ่านการทำงานอยู่ในวงการมาไม่ต่ำกว่า 10 กว่าปี ถึงจะกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักแสดง เพราะว่าผมให้คุณค่ากับคำนี้มากๆ ให้ความสำคัญกับคำนี้มาก

เพราะว่าการเป็นนักแสดงมันคืออาชีพ คือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับชาย คือสิ่งที่ให้ชีวิต ให้ความเป็นอยู่ที่ดี ให้ชายดูแลตัวเองได้ ดูแลครอบครัวได้ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือเขาเติมเต็มทุกอย่างในชีวิตของชาย อะไรที่มันเป็นห้วง เป็นความกลวงอยู่ข้างในจิตใจ เขาสามารถที่จะเติมเต็มตรงนั้นได้จนไม่อยากจะเชื่อว่าวันหนึ่งอาจจะได้มายืนอยู่ตรงนี้ และทำอาชีพนี้ มีโอกาสได้ทำตรงนี้ กว่าจะไปรู้สึกอย่างนั้นได้ก็คือทำงานอยู่ในวงการมาเป็น 10 กว่าปีแล้ว

แล้ววันนี้มีความสุขกับการแสดงไหม?

ชาย ชาตโยดม : ถ้าวันนี้เลยชายมีความก้ำกึ่งเกิดขึ้นในชีวิต หมายถึงว่าเราเคยมีความมั่นใจมากๆ Beyond a shadow of a doubt เลยว่านี่คือสิ่งที่ชายรักมากที่สุด มันคือทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต ทุ่มเททุกวินาทีของชีวิตให้กับสิ่งนี้ การแสดงคือสิ่งที่รักและศรัทธามากที่สุด หม่อมน้อยเคยถามชายว่า…ชอบการแสดงไหม รู้สึกยังไง? ชายตอบว่ารักมากเลย รักการแสดงมากๆ

แต่ท่านบอกว่าความรักจริงๆ ไม่พอนะ ความรักมันยังมีความเห็นแก่ตัว ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น แต่ถ้าคำว่าศรัทธา ถ้าคุณศรัทธาในอะไรสักอย่าง คุณจะยกเขาขึ้นไว้เหนือกว่านั้นอีก คุณจะไม่ทำร้ายเขา คุณจะเชื่อในสิ่งที่ทำ และทำในสิ่งที่เราศรัทธาอย่างหมดจดจริงๆ มันมีอะไรที่เหนือกว่าความรักที่ทำให้ชายเข้าใจว่า อ๋อ! นี่แหละคือสิ่งที่เราทุ่มเททุกอย่างให้ชีวิตจริงๆ มันก็เลยเป็นเป้าหมายของใจอยู่ตลอดในตอนนั้นว่า ถ้าเรารัก เราศรัทธาในสิ่งที่เราทำจริงๆ เราจะไม่ทรยศต่อเขาเลย เราจะมุ่งมั่นตั้งใจทำอย่างเต็มที่ ไม่ทำร้ายเขา และทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ก็เลยทุ่มเทอยู่กับตรงนั้น

มันเป็นสัจธรรมมากเลยว่าถ้าเราศรัทธาอะไรสักอย่างแล้วทุ่มเทกับตรงนั้น สิ่งที่ดีก็จะกลับมาหาเรา แล้วมันก็เป็นไปตามนั้นมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งอยู่ดีๆ ก็หมดรักเขา ซึ่งไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นเลย ชายวางเป้าชีวิตเอาไว้ว่าจะเป็นนักแสดง จะอยู่กับตรงนี้ไปจนหมดลมหายใจ แล้วอยู่ดีๆ วันหนึ่งก็ไม่เอาแล้ว ไม่อยากทำ ไม่อยากไป ไม่อยากเจอใคร ไม่อยากแม้แต่จะเอาบทขึ้นมาดูเลยด้วยซ้ำ ในจังหวะที่เกิดความรู้สึกนี้ผมก็รู้สึกเฟลกับตัวเองมากด้วยเหมือนกัน

เฟลยังไง?

ชาย ชาตโยดม : ชายไม่สามารถที่จะเอาความรู้สึกออกจากตัวได้ ชายพูดอยู่ตลอด บอกทุกคนเลยว่าโอกาสที่คนๆ หนึ่งจะเข้ามาทำอาชีพตรงนี้ เป็นนักแสดงมันน้อยมากๆ เลยนะ เรานับได้เลย ว่าใครมีโอกาสได้เข้ามาตรงนี้ ไม่ใช่แค่นักแสดงไทยอย่างเดียวนะ นักแสดงทั่วโลกเลย มีอยู่แค่หยิบมือเดียวเท่านั้นในโลกนี้ที่มีโอกาสจะได้มายืนอยู่ตรงนี้ ได้ทำแบบนี้ วันหนึ่งเป็นมหาเศรษฐี อีกวันหนึ่งมาเป็นยาจก มันโลดโผน

มีอาชีพไหนที่จะมีโอกาสได้ทำแบบนี้อีก ไม่มีแล้ว เข้าไปอยู่ในโลกของความฝัน ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในนั้นผ่านตัวละคร คิดว่าเข้ามาตรงนี้ง่ายๆ เหรอ เขาเลือกมาแล้วว่าคุณเป็นหนึ่งในนั้นที่จะมีโอกาสได้มาทำตรงนี้ คุณจะไม่ทำให้ดีที่สุดเหรอ จะไม่เอาโอกาสนี้มาสร้างอะไรที่มีคุณค่าขึ้นมาเหรอ แล้ววันหนึ่งชายไปเป็นคนๆ นั้น แบบเมื่อไหร่จะถ่ายเสร็จสักที (หัวเราะ)

อะไรที่เป็นแรงกระตุ้นให้ต่อมนั้นมันขึ้นมา?

ชาย ชาตโยดม : อันนี้คือสิ่งที่ไม่กล้าพูดไม่กล้าบอกใครมาก่อน เพราะว่าอีกสิ่งหนึ่งที่เข้ามาแล้วทำให้ชีวิตชายเปลี่ยน แล้วความคิดเปลี่ยน คือสิ่งที่ชายรักมากที่สุดด้วยเหมือนกันคือครอบครัว (เสียงสั่น น้ำตาคลอ) ครอบครัวคือสิ่งที่ชายฝันมาตลอดชีวิต (ร้องไห้)

พอมีครอบครัวแล้ว?

ชาย ชาตโยดม : มันคือความสุข เห็นความสุขในอีกมิติหนึ่งที่เรารอคอยมาตลอดทั้งชีวิต ชายมั่นใจมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ ก็คืออยากจะมีครอบครัว วางแผนไว้ว่า 20 กว่าจะแต่งงาน ไม่เกิน 25 จะมีลูกแล้ว แล้วพอถึงเวลามันไม่ได้เป็นไปตามนั้น มันมาเกิดขึ้นตอนเราอายุ 35 แล้ว

ตอนที่ได้แต่งงานมีครอบครัวคือรู้สึกว่ามันดีจังเลย นี่คือสิ่งที่เรารอคอยมาตลอด เติมเต็มชีวิตเรามากเลย แล้วตอนที่มีลูกคือสิ่งที่เราฝันมาตลอดทั้งชีวิต แล้วในวันนั้นอยู่ดีๆ มันก็ Switch แบบไม่ทันตั้งตัวเลย คือชายไม่อยากเอาอะไรแล้ว ไม่อยากไปทำงาน ไม่อยากโดนพรากเวลาจากชีวิตตรงนี้ไป

เป็นช่วงก่อนละคร “มาตาลดา” ไหม?

ชาย ชาตโยดม : ก่อนครับ สักพักใหญ่ๆ เป็นช่วงที่ชายต่อสู้กับตัวเองหนักมาก เพราะว่าผมไม่อยากจะออกไปไหนเลย ไม่อยากจะโดนพรากสิ่งที่ผมรักตรงนี้ไป ลูกคือสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับผม ไม่อยากพลาดแม้แต่วินาทีเดียวในการเติบโตของเขา การพัฒนา ก้าวแรก ทุกอย่างที่เป็นครั้งแรก ผมอยากจะอยู่ตรงนั้น ถ้ามีใครโทรมาขอคิววันนั้นคือชายโกรธแล้วอ่ะ ว่าทำไมต้องมี มันเป็นช่วงที่แย่มาก เพราะผมรู้ว่ามันเป็นหน้าที่ของเราอย่างหนึ่งด้วย

พอมีความโกรธตรงนั้นขึ้นมาเลยรู้สึกว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต ในเมื่อก่อนหน้านี้สิ่งนี้คือทุกสิ่งทุกอย่างของผม มีความสุขที่สุดแล้วกับการไปอยู่ที่กองถ่าย มันคือสีสันสิ่งที่เติมเต็มในชีวิต มัน Switch ตัวเองกลับมาไม่ได้ มันหาทางที่จะมีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งที่เราต้องทำไม่ได้แล้ว หายังไงก็หาไม่เจอ ผมอยู่อย่างนั้นเป็นปีๆ ลูกเกิดมาคนแรกผมไม่ทำอะไรเลย อยู่กับลูก 2 ปีเต็มๆ แบบที่ไม่ออกไปไหน ใจผมอยู่ตรงนั้นไปแล้ว แล้วก็ไม่ได้ไปมองอะไรรอบข้าง

จนมารู้ตัวอีกทีในตอนที่เราเกิดความโกรธ แล้วทุกครั้งที่นั่งอยู่ในกองถ่ายก็จะรู้สึกว่าเสียเวลาจังเลย เมื่อไหร่จะเสร็จ พอเป็นแบบนั้นมีสติเมื่อไหร่ ชายเกลียดตัวเองมากเลย เกลียดตัวเองที่คิดแบบนั้น ที่เราเป็นคนแบบนั้น เพราะผมต่อต้านมาตลอดกับคนที่มี Mindset แบบนี้กับการที่เข้ามาในวงการนี้ที่ผมบอกว่าผมรัก ผมศรัทธา ใครที่มีทัศนคติกับการแสดงผมจะต่อต้านสุดๆ เลย ในวันนั้นกลายเป็นผมเองที่กลายเป็นคนๆ นั้น

ถ้าวันนี้ไปออกกองถ่ายมันยังมีสะเก็ดอยู่บ้างไหม หรือมันยังเหมือนเดิม?

ชาย ชาตโยดม : ยังไม่สามารถกลับไปที่เดิมได้เลยนะ สารภาพเลยว่าตอนนี้ยังกลับไปตรงนั้นไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่ว่ายังสู้กับตัวเองอยู่ ยังหาทางออกให้กับชีวิตอยู่ เพราะในช่วง 2-3 ปีที่อยู่กับตรงนั้นหนักเลยจริงๆ ก็ยังทำงานอยู่นะ ยังอยู่ในกองถ่าย ทำในขณะที่จิตใจไม่ปกติ ชายไม่รู้ว่าคนดูออกหรือเปล่า หลายครั้งรู้สึกว่าตัวเองกำลังเฟกอยู่ในขณะที่เป็นตัวละครต่างๆ ยังมีความรู้สึกเดาว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ แบบไม่ได้จริงใจกับตัวละครนั้นอย่างที่เราอยากให้มันเป็นหรือควรจะทำ อย่างละคร “มาตาลดา” ยังไม่รู้ว่า ชายสมควรที่จะได้รับความชื่นชมอะไรตรงนั้นหรือเปล่า (เสียงสั่นจะร้องไห้)

เชื่อว่าคอนเทนต์นี้ ถ้าเป็นผู้จัดที่อยากโทรไปหาคุณก็อาจจะมีสติมากขึ้น?

ชาย ชาตโยดม : ไม่ (หัวเราะ) ยังจ้างได้ นั่นคือความกังวลอีกอย่างหนึ่งที่อยู่ในใจ เพราะว่าด้วยความที่เราก็มีลูก เราไม่ได้อยากมี Mindset นี้ในการที่จะไปทำงาน พยายามที่จะกลับไปอยู่ตรงนั้นให้ได้ แต่ว่าอาชีพมันก็ต้องมี คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตเรา และเลี้ยงดูครอบครัวเราด้วย คือไม่ได้อยากอยากพัก อยากมีอาชีพเลี้ยงดูลูก ส่งลูกเรียนได้อย่างปลอดภัยถึงฝั่ง

แต่เราโหยหาความรักความศรัทธาความทุ่มเทที่เราเคยมีให้กับอาชีพ ที่ไม่มีอะไรมาบั่นทอนตรงนั้นได้เลย จนกระทั่งเรารู้ว่ามันมี แต่สิ่งที่พาเรามาถึงจุดนี้ได้ ยังอยู่และทำงานได้ก็คือ คนเราไม่ได้ต้องรักและทุ่มเทกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างเดียวไปตลอดทั้งชีวิต เพิ่งจะเริ่มเข้าใจว่าแพชชันก็คือสิ่งที่เราอยากจะทุ่มเทเวลากำลังกายกำลังใจให้กับเขาอย่างเต็มที่ในเวลานั้น แต่ถ้าวันหนึ่งเราจะ Move On ไปที่แพชชันอื่น ก็ไม่ใช่เรื่องผิด

ซึ่งจริงๆ แล้วเราสามารถที่จะมีแพชชันกับหลายๆ สิ่งได้ แล้วแต่ว่าช่วงจังหวะนั้นเราทุ่มเทเวลากับอะไร แล้วก็พยายามที่จะบาลานซ์มันให้ได้แล้วกัน ถ้าจะต้องทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน จะแบ่งเวลา แบ่งความทุ่มเทให้กับเขาได้มากน้อยแค่ไหน แต่ที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้บอกว่าตัวเองทำได้นะ จังหวะชีวิตเท่านั้นเอง ตอนนี้มันอาจจะไม่ได้งานเยอะจนไม่มีเวลาอยู่กับลูกก็เลยสบายใจหน่อย หรือว่าช่วงนี้ลูกเข้าเรียนแล้ว 2 คนมีเวลาที่จะไปทำงานได้อย่างเต็มที่ ทุ่มเทกับการทำงานได้มากขึ้น

วันนี้เหมือนเราได้รับรู้ความรู้สึกของคุณแบบหมดเปลือก และอยากเป็นกำลังใจให้?

ชาย ชาตโยดม : ชายรู้สึกเลยว่าถ้าไม่ได้พูด ผมจะหลุดจากวังวนนั้นไม่ได้ คือไม่เคยพูดกับใครเลยเหมือนกันนะ ไม่เคยพูดเรื่องนี้อย่างจริงจัง อย่างมากสุดคือปรึกษากับวิกกี้อย่างเดียว ให้กำลังใจรับรู้ได้ แต่วันนี้เหมือนได้ปลดปล่อย รู้สึกว่ามันปลดล็อกจริงๆ ว่าเรารู้สึกแบบนี้ได้นะ มันรู้สึกผิดมาตลอด ดีใจที่ได้พูด (ยิ้ม)

ชมคลิป

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

กรรชัย แจงเหตุผลไม่หยิบคดี แตงโม มาทำรายการ หวั่นละเมิดอำนาจศาล (คลิป)

กรรชัย แจงเหตุผลไม่หยิบคดี แตงโม มาทำรายการ หวั่นละเมิดอำนาจศาล (คลิป)

23 ม.ค. 2568 15:53 น.

กรรชัย แจงเหตุผลไม่หยิบคดี แตงโม มาทำรายการ หวั่นละเมิดอำนาจศาล (คลิป)

เรียกว่าเป็นประเด็นร้อนที่กลับมาอยู่ในความสนใจของผู้คนในสังคมอีกครั้ง สำหรับคดีการเสียชีวิตของนางเอกสาว แตงโม ภัทรธิดา หรือ แตงโม นิดา พัชรวีระพงษ์ ที่ตอนนี้อยู่ในกระบวนการศาล ยังไม่ได้ข้อสรุปชี้ชัดว่าสรุปแล้วเกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่ อีกทั้งที่กลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกก็เพราะมีคนที่จำลองเหตุการณ์การตกเรือของแตงโมจนกลายเป็นกระแส

ซึ่งในประเด็นนี้หลายคนก็มีข้อสงสัยว่าทำไมพิธีกรดัง หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ถึงไม่หยิบเรื่องนี้กลับมาทำในรายการ “โหนกระแส” ทางช่อง 3 อีกครั้ง เหมือนเมื่อตอนเกิดคดีใหม่ๆ ล่าสุด หนุ่ม กรรชัย เคลียร์ข้อสงสัยถึงเรื่องนี้ผ่านทางรายการ “เที่ยงวันทันเหตุการณ์” ทางช่อง 3

ซึ่ง หนุ่ม ชี้แจงว่า เหตุผลหลักคือคดีนี้อยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม เพราะตนเป็นพยานสำคัญในคดี ซึ่งการนำเสนอเพิ่มเติมอาจเสี่ยงต่อการละเมิดอำนาจศาล ถ้าทำวันนี้ เกรงว่าจะไปทับซ้อนบางเรื่อง ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปทับซ้อนเรื่องอะไรบ้าง และบอกว่า “ผมไม่ได้เดือดร้อนคนเดียว ถ้าเกิดละเมิด ช่อง 3 และผู้ร่วมรายการก็จะพลอยโดนไปด้วย”

ก่อนจะเน้นย้ำความโปร่งใส ไม่มีใครสามารถบงการการทำงานของพิธีกรได้ และปฏิเสธว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ ทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ ทนายความส่วนตัว ซึ่งทำคดีนี้ให้กับ แซน วิศาพัช คนบนเรือในคดีแตงโม อีกทั้งบอกว่า หากย้อนไปเมื่อ 3 ปีก่อน ตนเคยเล่าประเด็นของแตงโมอย่างครอบคลุมในรายการ ทั้งสัมภาษณ์คนบนเรือและผู้เกี่ยวข้องทุกมุมมองไปแล้ว

ถึงตรงนี้ หนุ่ม กรรชัย ฝากถึงแฟนข่าวว่า ไม่ใช่ไม่รักแตงโม แตงโมเป็นน้องที่ตนรักมากคนหนึ่ง ทำงานมาด้วยกัน ตนก็อยากรู้ความจริง ก่อนจะรับปากว่า หากศาลมีการรื้อคดีหรือมีความคืบหน้าใหม่ จะหยิบมานำเสนอในรายการทันที

หนุ่ม ทิ้งท้ายว่า “ผมอยู่ข้างความยุติธรรม ไม่ได้อยู่ข้างใครทั้งนั้น ขอให้ทุกคนเข้าใจ ผมขอกราบอภัยจริงๆ” อีกทั้งการันตีถึงแฟนข่าวว่า รายการโหนกระแสพร้อมตามเรื่องนี้จนถึงที่สุด

ชมคลิป

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

The 38 Years Ago เขียนเพลงเองครั้งแรก เพื่อนร่วมงาน ดึง Pigkaploy ร่วมแสดง MV

The 38 Years Ago เขียนเพลงเองครั้งแรก เพื่อนร่วมงาน ดึง Pigkaploy ร่วมแสดง MV

23 ม.ค. 2568 15:24 น.

The 38 Years Ago เขียนเพลงเองครั้งแรก เพื่อนร่วมงาน ดึง Pigkaploy ร่วมแสดง MV

เปิดปีใหม่ต้อนรับ The 38 Years Ago หลังจากทั้งสองคนได้กลับโคจรมาพบกันอย่างอบอุ่น ภายใต้บ้าน LOVEiS Entertainment ส่งเพลงเพราะ ๆ มาให้แฟน ๆ ได้ติดตาม ซึ่งไม่เพียงแค่ทำให้เราหลงรักเพลงนั้น ๆ แต่ยังสร้างความทรงจำที่ดีกับเพลงเหล่านั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพลง “ห่างไกลแต่ใกล้กัน” “จุ๊บเหม่ง” “จินตนาการ” และล่าสุดส่งเพลง “เพื่อนร่วมงาน” ที่ถ่ายทอดความเป็น The 38 Years Ago แถมยังมีส่วนร่วมในการเขียนเพลงนี้อีกด้วย

“ไม่ได้อยากเป็นคนเก่ง แต่อยากเป็นคนที่เธอรัก” ไอเดียตั้งต้นจากการเขียนเพลงด้วยตัวเองของ The 38 Years Ago ในเพลงใหม่ “เพื่อนร่วมงาน” (Pain Point) ที่ซ่อน Pain Point ของวัยทำงาน ผ่านการเล่าถึงสถานการณ์ Friend Zone ที่ตอกย้ำความรู้สึกของคนที่กำลังแอบรักเพื่อนร่วมงาน ไม่ว่าจะพยายามทำดีแค่ไหน Support เขามากเท่าไหร่ สุดท้ายก็ยังคงเป็นได้แค่ “เพื่อนร่วมงาน” เนื้อเพลงที่มีลูกเล่นบวกกับดนตรีสไตล์ Modern Pop ที่ถ่ายทอดผ่าน Modern Sound เป็นเหมือนสีสันใหม่ของวงในอีกหนึ่งมิติที่เติบโตไปพร้อม ๆ กับแฟน ๆ เพื่อข้ามผ่านทุกช่วงของการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน

มิวสิควิดีโอเพลง “เพื่อนร่วมงาน” ยังได้สาวสายลุยอย่าง “Pigkaploy” มาสวมบทบาทเป็นสาวออฟฟิศที่แอบชอบเพื่อนร่วมงาน พยายามทำดีทุกวิถีทาง แต่ความสัมพันธ์ก็ยังไม่ชัดเจน สุดท้ายเพื่อนที่เราชอบกลับไปชอบอีกคน ซึ่งเพลงนี้ตอบโจทย์คนที่กำลังอยู่ในโหมด Friend Zone ได้เป็นอย่างดี

แม็กกี้ อาภา คาด พลอย ภรรยากันต์ น่าจะสบายดี เผยแก๊งแม่ๆ นัดกันไปทำบุญ

แม็กกี้ อาภา คาด พลอย ภรรยากันต์ น่าจะสบายดี เผยแก๊งแม่ๆ นัดกันไปทำบุญ

23 ม.ค. 2568 13:32 น.

แม็กกี้ อาภา คาด พลอย ภรรยากันต์ น่าจะสบายดี เผยแก๊งแม่ๆ นัดกันไปทำบุญ

เป็นอีกหนึ่งคนที่มีความสนิทสนมกับ พลอย อัยดา ภรรยาของ กันต์ กันตถาวร สำหรับ แม็กกี้ อาภา และเมื่อนักข่าวได้เจอแม็กกี้ที่งานไทยทันเทรนด์ 2568 จับกระแสสตรีมมิ่งกับความสำเร็จอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงโลก ก็ได้อัปเดตเรื่องถึง พลอย อัยดา ภรรยาของกันต์ ว่าตอนนี้เจ้าตัวเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งได้รับคำตอบว่า

– แม็กกี้ ไม่ทราบว่า พลอย อัยดา ภรรยาของ กันต์ ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ไม่ได้พูดคุยกัน ไม่ได้เจอ แต่แก๊งแม่ๆ น่าจะเจอกันอยู่ แต่ตนไม่ได้เจอ มีส่งกำลังใจให้ตั้งแต่ช่วงนั้น และตอนนี้ก็ยังไม่ได้คุยเลย

– ล่าสุดมีแม่ๆ ชวนกันไปทำบุญ แต่ที่เขาชวนกันไปทำบุญก็ไม่แน่ใจว่าตนจะไปได้ไหม 

– ตนยังอยู่ในกลุ่ม แต่ตอนนี้ยุ่งมาก เพิ่งไปต่างจังหวัดกับพี่ท็อป (บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์) พี่ไทด์ (เอกพัน บรรลือฤทธิ์) ด้วย

– ช่วงนี้มีขายของ และมีถ่ายละคร มีแค่คุยกันในกรุ๊ป ให้กำลังใจกัน

– พลอยยังอยู่ในกรุ๊ป แต่ในกรุ๊ปไม่ค่อยมีแอ็กทีฟอะไรกันเท่าไหร่ตอนนี้

– กลุ่มไม่ได้แตก ยังดีเหมือนเดิม

– เรื่องที่พลอยอยู่แต่ในบ้านเก็บตัวเงียบ อันนี้ตนไม่ทราบจริงๆ แต่เขาน่าจะสบายดี 

– ยืนยันตอนนี้ตนยังไม่ได้เจอพลอยเลยจริงๆ 

ติ๊ก ชิโร่ แถลงปมคดีชนคนเสียชีวิต 2 ราย แจงเหตุที่ยังเยียวยาได้ไม่ครบ

ติ๊ก ชิโร่ แถลงปมคดีชนคนเสียชีวิต 2 ราย แจงเหตุที่ยังเยียวยาได้ไม่ครบ

23 ม.ค. 2568 13:30 น.

ติ๊ก ชิโร่ แถลงปมคดีชนคนเสียชีวิต 2 ราย แจงเหตุที่ยังเยียวยาได้ไม่ครบ

หลังจากที่นักร้องหนุ่ม ติ๊ก ชิโร่ เกิดอุบัติเหตุขับรถชนคู่กรณี น้องเมจิ เสียชีวิต และ น้องจูเนียร์ บาดเจ็บสาหัส และต่อมา น้องจูเนียร์ เสียชีวิตแล้วหลังรักษาตัวมาประมาณ 3 เดือน ล่าสุด ติ๊ก ชิโร่ พร้อมด้วย เอ๋ น้องสาวของอ้อ พรรทิรา ภรรยาของติ๊ก รวมทั้งทนายความ ก็ได้ออกมาไลฟ์แถลงชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าว ณ สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย หลังมีกระแสว่าเจ้าตัวไม่ได้เยียวยาคู่กรณีครบตามที่ทางครอบครัวคู่กรณีเรียกไว้

ซึ่ง ติ๊ก ชิโร่ กล่าวว่า ที่ออกมาแถลงข่าว เป็นการพูดคุยเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ไม่ได้มาแก้ต่างหรือแก้ตัว มันเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ตนพูดเสมอว่า รู้สึกสูญเสียอย่างมากทั้งทางร่างกายและจิตใจ ถ้าเลือกได้ขอได้ ก็ไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้น มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถต้านทานได้ แต่ในเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริงในการแก้ไขเยียวยา หาหนทางที่จะให้ทั้งสองครอบครัวสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้

กับเรื่องที่เกิดขึ้น ติ๊ก เผยความรู้สึกว่า เหมือนจะแข็งแรง แต่จิตใจแตกสลายยุ่ยเป็นผุยผง เหมือนตายทั้งเป็น น้ำตาตกใน จุกอก กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในส่วนของการเยียวยา ตนพร้อมเยียวยาทุกรูปแบบเท่าที่จะสามารถทำได้ สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือการแต่งเพลง เลยขอแต่งเพลงและมอบเพลงให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต และมอบรายได้ทุกอย่างเพื่อเป็นการเยียวยา

ในขณะที่ เอ๋ ซึ่งเป็นตัวแทนของ ติ๊ก ชิโร่ ในการเจรจา กล่าวว่า เราเจอกับคู่กรณีนอกสถานที่ เจอที่บ้านของติ๊กด้วย เรื่องหลักฐาน เราได้ส่งกล้องหน้ารถให้กับทางตำรวจ แต่ที่เรายื่นหนังสือร้องความเป็นธรรมไป เป็นเพียงการสอบพยานเพิ่มเติมที่อยู่ในที่เกิดเหตุ และนำกล้องวงจรปิดเพื่อเข้าสู่กระบวนการคดี ซึ่งพี่ติ๊กไม่เคยเปลี่ยนคำให้การเลย ส่วนรายละเอียดคดีขอไม่ยุ่งเกี่ยว ให้ศาลพิจารณาตามที่มีพยานหลักฐานที่มอบให้

เรื่องเยียวยาผู้เสียหาย เบื้องต้นวันแรกทางเอ๋ไปประสานงานตั้งแต่ชั้นโรงพัก มีน้องเสียชีวิต 1 คน ก็แจ้งทางพี่อ้อ (ภรรยา ติ๊ก) พี่สาวของเอ๋ ว่าต้องจ่ายเงินให้ผู้เสียหาย เลยจ่ายไป 1 แสนบาท พอพี่ติ๊กออกจาก รพ. ก็เลยไปรดน้ำศพน้องและไปงานสวดอภิธรรมทุกวันจนถึงวันเผา จากนั้นจ่ายเงินอีก 75530 บาท 

พอจัดงานศพเสร็จคุณพ่อคู่กรณีก็นัดพี่ติ๊ก พี่อ้อ เจรจาเรื่องค่าเสียหาย เมื่อ 22 ต.ค. 2567 เราพยายามคุยกันเพื่อหาข้อยุติ แต่เบื้องต้นหาข้อสรุปไม่ได้ เนื่องจากน้องยังอยู่ไอซียู เราไม่รู้ว่าน้องจะอยู่ได้กี่วัน เลยคุยเรื่องตัวเลขค่าเสียหายไม่ได้ ตอนนั้นก็อยากให้น้องรักษาเต็มที่จนหาย มีชีวิตรอด ซึ่งคุณพ่อก็มีแลกไลน์กัน พี่ติ๊กก็ชวนทางคุณพ่อของน้องมาคุยที่บ้าน ซึ่งคุณพ่อเสนอมา 9 ล้าน ทางฝั่งพี่ติ๊กก็มองว่า 9 ล้าน เราก็ต้องปรึกษาครอบครัวว่าจะหาทางเยียวยาได้ไหม เราก็กังวลใจเรื่องอาการน้องจูเนียร์มาตลอด พี่ติ๊กก็ซื้อของใช้จำเป็นมาให้ตลอด

29 ต.ค. 67 พี่ติ๊กให้พี่อ้อและเอ๋มาเจอครอบครัวผู้เสียหายที่ สน.คันนายาว และติดต่อทางบริษัทประกันว่าพอจะจ่ายให้ก่อนได้ไหม เบื้องต้นทางประกันมองว่าเมื่อยังหาข้อยุติไม่ได้ ก็ยังไม่อยากให้จ่ายในส่วนนี้ แต่ทางตนอยากให้ประกันจ่ายก่อน พี่ติ๊กยินดีรับผิดชอบ หากในอนาคตมีการชี้ขาด ไม่ได้หวังจะเรียกคืน ถ้าเยียวยาได้ก่อนก็จ่าย ทางบริษัทก็เลยตกลงจ่าย 5 แสนบาท และมีการลงบันทึกประจำวันไว้

พอประกันจ่ายแล้ว เอ๋คุยกับทางประกันว่าในส่วนประกันที่ทำไว้ มีจ่ายเงินให้กับผู้เสียชีวิตคนละ 1 ล้าน ถ้าเราเป็นฝ่ายผิดก็จ่ายเพิ่ม 5 แสนบาท รวมกันก็ประมาณ 3 ล้าน นี่คือเบื้องต้นในส่วนประกันที่ไม่รวมกับที่พี่ติ๊กจะเยียวยาเพิ่มอีก แต่ด้วยความที่พนักงานสอบสวนคุยกับคนละฝ่าย บริษัทประกันก็เลยเข้าไปเจรจาแทน ญาติเลยเข้าใจว่าพี่ติ๊กจะจ่ายแค่ 3 ล้าน เลยมาต่อว่าพี่อ้อว่างั้นขอขับรถชนลูกสาวพี่ติ๊กตายบ้าง แล้วจะเอาเงินมากองเลย 3 ล้าน

เอ๋มองว่าไม่ควรจะผ่านวิกฤติไปด้วยการพูดจาที่เสียดสีทำร้ายใจกัน ครั้งที่ 2 เอ๋เลยไปคนเดียว ไม่อยากให้คนอื่นไปด้วย เพราะเดี๋ยวพูดจาอะไรให้เจ็บช้ำไปกว่านี้ จะเจรจาไม่รู้เรื่อง ซึ่งย้อนไปครั้งแรกที่เขาเรียก 9 ล้าน เขาเรียกเฉพาะกับน้องเมจิ ในส่วนของน้องจูเนียร์ ยังไม่สามารถสรุปเป็นตัวเลขได้เพราะน้องยังอยู่ในไอซียู ต้องรอดูอาการ พอครั้งที่ 2 ทางเอ๋เลยไปพบครอบครัวและพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 12 พ.ย. เอ๋ก็ปรึกษาในครอบครัวว่าจะเอาทรัพย์สินมาขาย ซึ่งมีที่ดินแปลงเดียวที่ไม่มีภาระหนี้ออกมาขาย ซึ่งที่ดินน่าจะขายได้ 4-5 ล้าน เลยมาเจรจากับทางญาติว่ามีทรัพย์สินออกขายให้ จะขายให้เร็วที่สุด 

คุณพ่อก็บอกว่าทางน้องจูเนียร์ก็มีค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล เขาก็ถามว่าจะเป็นไปได้ไหมที่จะให้เรารับผิดชอบเรื่องค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายกายภาพ พี่ติ๊กก็ยินดีรับผิดชอบ ก็เลยตกลงว่าถ้ามีค่าใช้จ่ายอะไรให้ส่งมา เราจ่ายให้กระทั่งค่าเช่าซื้อมอเตอร์ไซค์ของน้องที่เสียชีวิต คุณพ่อก็รวมใบเสร็จส่งมาให้ ก็ประสานกันตลอด ซึ่งตลอด 3 เดือนพี่ติ๊กก็พยายามหาเงินมาให้มากที่สุด จ่ายไปเป็นเงิน 4.2 แสนบาท ซึ่งไม่รวมกับประกันภัยภาคบังคับที่พี่ติ๊กทำประกันรถไว้อีก 5 แสน เบื้องต้นจ่ายไปแล้วรวม 9.2 แสนกว่าบาท

เรื่องที่ดินที่จะขายราคา 4-5 ล้านบาท ถ้าขายได้เท่าไรก็จะจ่ายให้หมด ด้วยความที่เขาไม่ได้เป็นศิลปินดังเหมือนเมื่อก่อน ไม่รู้ทรัพย์สินที่มีจะเยียวยาได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนเรื่องเงินจาก พ.ร.บ. 5 แสนบาท ที่คุณพ่อน้องจะให้จ่ายก่อน เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าต้องให้บริษัทพิจารณาว่าจ่ายส่วนนี้ได้หรือเปล่า ในเมื่อผลพิจารณายังไม่ยุติ ขั้นตอนนี้เราก็พยายามคุยกับทางประกันภัย เขาบอกว่าผลคดีไม่ยุติ ไม่สามารถจ่ายได้เพราะผิดเงื่อนไขทางบริษัท แต่พี่ติ๊กก็พยายามจ่ายให้ตลอด

คุณพ่อคู่กรณีกับพี่ติ๊กก็คุยอัพเดตกันตลอด หลังปีใหม่เรานัดกัน 13 ม.ค. 2568 ก่อนที่จะเสียน้องจูเนียร์ ทางผู้กำกับฯ ร่วมเจรจาเอง ซึ่งทางเราให้ทนายเจรจาด้วย เพราะการเจรจาในโรงพักครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว หากเจรจากันครั้งนี้ไม่ได้ ก็จะส่งสำนวนการสอบสวนส่งให้พนักงานอัยการ เราก็เลยเชิญทนายร่วมฟังการเจรจา ถ้าเจรจาไม่ได้ก็ให้ทนายประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจให้พาตัวพี่ติ๊กไปที่พนักงานอัยการหรือส่งศาล 

ซึ่งในส่วนค่าเสียหายที่คุยกัน ผู้กำกับบอกไปว่าอยากให้คุณพ่อดูตัวเลขคร่าวๆ ว่าเท่าไหร่ เหตุผลคือพี่ติ๊กอายุ 62 ปีแล้ว ไม่รู้จะทำงานหาเงินมาจ่ายได้ถึงเมื่อไร เขาเลยตัดสินใจว่าในครั้งนี้เสนอตัวเลขเดิม เลยเอาไปคุยกับคุณพ่อว่าเราจ่ายแน่นอน คุณพ่อก็เสนอในส่วนน้องจูเนียร์ 18 ล้าน น้องเมจิ 6 ล้าน กลายเป็น 24 ล้าน ซึ่งมันเพิ่งปรากฏในวันที่ 13 ม.ค. 2568 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่างกันค่อนข้างมาก

เอ๋เลยบอกว่าขอกลับมาปรึกษาครอบครัวว่าเราจะสามารถจ่ายได้แค่ไหน เอ๋ก็บอกว่ายอดเงินสูงขนาดนี้ ระยะเวลากระชั้นชิดขนาดนี้ เราอาจหาไม่ทัน แต่ยืนยันว่าที่แปลงนี้ขายได้เท่าไหร่ให้คุณพ่อทั้งหมดแน่นอน ทางคุณพ่อและญาติเลยไม่พอใจ บางทีคนไปเจรจาก็เจ็บปวด เราไม่อยากให้ความสูญเสียเกิดขึ้น แต่พอเวลาผ่านไป เรามองว่าเราก็จะหาทางออกให้ดีที่สุด

แต่ในวันนั้นทางเอ๋ยังไม่สามารถเอาโฉนดที่ดินแปลงนี้มาขายได้ และเอาสำเนามาให้ เพราะพี่อ้อไปเยอรมนีและเก็บไว้ในเซฟ ซึ่งที่พี่อ้อไปเยอรมันเพราะว่าไปติดตามเงินค่ารักษาพยาบาลที่รัฐบาลเยอรมันต้องจ่ายให้กับทาง รพ. คุณแม่พี่อ้อรักษาตัว เพราะเรายังติดค้างค่ารักษาอยู่ 6 ล้านบาท อยากให้สื่อมวลชนเข้าใจว่าเราก็มีภาระหนี้ที่ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน ซึ่งในการเยียวยา พี่ติ๊กเยียวยาแน่นอน แต่ต้องรอให้ตกลงเรื่องตัวเลขทุกอย่างลงตัว

ในส่วนที่ดินหากขายไม่ได้ ถ้าคุณพ่อจำเป็นต้องใช้ เรายินดีโอนที่ดินแปลงนี้ให้เลย แต่ยังเช็กราคาไม่ได้เพราะพี่อ้อไปเยอรมัน เลยยังเอาสำเนาโฉนดที่ดินมาไม่ได้ เราไม่คาดคิดว่าน้องจูเนียร์จะเสียชีวิต ก็หวังว่าจะเข้าใจว่าทำไมเราต้องมาพูดตรงนี้ เรื่องราคาที่ดินยังไม่ได้ส่งตรวจสอบ ซึ่งพอพี่อ้อกลับมา ทางเราก็ติดงานสวดอภิธรรมและเผาศพน้องจูเนียร์ ยังไม่ได้ดำเนินการ

จากนั้นทนายพูดในส่วนการดำเนินคดีว่าต้องพาพี่ติ๊กไปรับทราบข้อกล่าวหาใหม่ เนื่องจากมีน้องอีกคนเสียชีวิต ส่วนพนักงานสอบสวนจะเป็นยังไง สำนวนการสอบสวนต่างๆ ส่งอัยการเป็นยังไงไม่ขอก้าวล่วง แต่ถ้าทราบคำสั่ง สรุปสำนวนแล้ว หากเราเห็นว่าไม่ถูกต้องตามความจริง เราจะร้องขอความเป็นธรรม 

ส่วนเรื่องพี่ติ๊กผิดฝ่ายเดียวหรือไม่ รอดูผลจากพนักงานสอบสวนก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที แต่วันนี้เราขอให้ทางพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนตามจริงตามข้อกฎหมาย ส่วนข้อหาคือเมาแล้วขับ ชนคนตาย บาดเจ็บสาหัส แต่ตอนนี้เปลี่ยนจากบาดเจ็บสาหัสเป็นเสียชีวิต ต้องแก้ไขการแจ้งข้อกล่าวหาใหม่ เมื่อถามถึงตัวเลขที่เราเยียวยาไหวว่าเท่าไหร่ เอ๋กล่าวว่า ที่คุยกัน ณ วันนี้เราไหวก็คือ 4-5 ล้านบาท หมายถึงทั้ง 2 ชีวิต ไม่รวมที่จ่ายไปแล้ว แต่ตัวเลขจะขยับยังไง ตอนนี้ยังเจรจาไม่จบ ต้องดูว่าจะขยับเข้าหากันได้มากน้อยแค่ไหน

เมื่อถามถึงรายได้ ติ๊ก ชิโร่ กล่าวว่า มาจากคอนเสิร์ต ส่วนเรื่องเพลงในปัจจุบันค่อนข้างยาก ปิดท้าย ติ๊ก ขอบคุณทางครอบครัวคู่กรณี น้องๆ ทุกคน ขอบคุณทั้ง 2 ครอบครัวด้วย ก่อนจะทิ้งท้ายว่าปกติเป็นคนเคารพกฎจราจรที่สุด มีความห่วงใยเสมอ เป็นจิตอาสาของป่อเต็กตึ้ง หลายครั้งก็พยายามเยียวยาคนเจ็บ คนต้องการความช่วยเหลือ ห่วงใยเรื่องความปลอดภัย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง พอเจอกับตัวเองก็ไม่ได้ขอให้สังคมให้อภัย ทุกครั้งที่มีคนขอร้องให้ไปทำ CSR ที่เป็นประโยชน์กับสังคม ก็จะพยายามไปเสมอ

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

ฮอตระดับโลก แจ็คสัน หวัง หล่อสะเทือนปารีสแฟชั่นวีค ทำสาวๆ ใจเหลว

ฮอตระดับโลก แจ็คสัน หวัง หล่อสะเทือนปารีสแฟชั่นวีค ทำสาวๆ ใจเหลว

23 ม.ค. 2568 12:49 น.

ฮอตระดับโลก แจ็คสัน หวัง หล่อสะเทือนปารีสแฟชั่นวีค ทำสาวๆ ใจเหลว

ดีกรีความฮอตพุ่งทะยาน ออร่าความหล่อสั่นสะเทือนปารีสแฟชั่นวีค สำหรับศิลปินระดับโลก “แจ็คสัน หวัง” (Jackson Wang) ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานแฟชั่นโชว์ ‘Louis Vuitton Men’s Fall-Winter 2025’ ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Louis Vuitton โดยนับตั้งแต่การปรากฏตัวครั้งแรกในปี 2023 นี่ถือเป็นครั้งที่ 5 ที่ แจ็คสัน หวัง ได้ถูกเชิญให้มาอยู่บนรันเวย์ของ Louis Vuitton ในงาน Paris Fashion Week

ในงานโชว์ครั้งนี้ แจ็คสัน หวัง โดดเด่นด้วยคาร์ดิแกนปักลายสีดำของ Louis Vuitton ที่สะท้อนถึงความสร้างสรรค์และความล้ำสมัยในสไตล์โมเดิร์นของแบรนด์ พร้อมเพิ่มเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของเขาให้เปล่งประกายมากยิ่งขึ้น นอกจากช่วงเวลาที่น่าจดจำนี้ แจ็คสัน หวัง ยังได้เปิดตัวการร่วมงานกับ Nike & Jordan ในฐานะแอมบาสเดอร์ระดับโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จและความยิ่งใหญ่ในบทบาทใหม่ การปรากฏตัวของเขาในงาน Paris Fashion Week บ่อยครั้ง ถือเป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่าง แจ็คสัน หวัง และ Louis Vuitton รวมถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของเขาในเวทีระดับโลก

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นทั่วโลก การปรากฏตัวของ แจ็คสัน หวัง ยังคงเป็นแรงบันดาลใจและเป็นมาตรฐานแห่งสไตล์ที่น่าจับตามอง เราตั้งตารอที่จะได้เห็นผลงานสร้างสรรค์และความน่าตื่นเต้นที่แจ็คสัน หวัง จะนำเสนอในปี 2025

โดยก่อนเข้าร่วมงาน “แจ็คสัน หวัง” ได้เผยให้เห็นถึงการเตรียมตัวอย่างเข้มข้นสำหรับการปรากฏตัวในงาน Louis Vuitton 2025 Fall/Winter Men’s Show ที่ Paris Fashion Week จากภาพทีเซอร์ที่ทีมงานปล่อยออกมา บ่งบอกถึงการเตรียมตัวอย่างพิถีพิถันตั้งแต่ช่วงแรกๆ โดยภาพถ่ายทอดความเซ็กซี่และความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม แจ็คสันทุ่มเทอย่างเต็มที่ในกระบวนการเตรียมตัวนี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบของตัวเองในงานโชว์ Louis Vuitton ในค่ำคืนนั้น ซึ่งสร้างความคาดหวังอย่างสูงต่อการแสดงอันน่าทึ่งในงานแฟชั่นอันทรงเกียรตินี้

กอล์ฟ พิชญะ อวดภาพคู่เปิดหน้าหวานใจ หยิน ฝันดาว หวานฉ่ำกลางทุ่งดอกไม้

กอล์ฟ พิชญะ อวดภาพคู่เปิดหน้าหวานใจ หยิน ฝันดาว หวานฉ่ำกลางทุ่งดอกไม้

23 ม.ค. 2568 11:25 น.

กอล์ฟ พิชญะ อวดภาพคู่เปิดหน้าหวานใจ หยิน ฝันดาว หวานฉ่ำกลางทุ่งดอกไม้

เรียกได้ว่าเปิดตัวแรงมาก สำหรับนักร้องนักแสดงหนุ่ม กอล์ฟ พิชญะ นิธิไพศาลกุล ที่ล่าสุดแชร์โมเมนต์ทริปสวีตสุดหวานกลางทุ่งดอกไม้กับหวานใจคนสวย หยิน ฝันดาว ดีไซเนอร์ไทย เจ้าของแบรนด์กระเป๋าชื่อดัง FUNDAO 

ถึงแม้หนุ่มกอล์ฟจะเพิ่งเปิดตัว แต่โมเมนต์ที่ลงในไอจีเรียกได้ว่าชัดเจนกันสุดๆ จะเห็นได้จากทางไอจีของทั้งคู่ ว่ามีการลงรูปคู่หวานฉ่ำกันมาสักพักแล้ว

ส่องคอมเมนต์ก็มีแฟนๆ เข้ามาแซวรัวๆ อาทิ แฟนพี่กอล์ฟสวยจังเลยยยยยย กรี๊ด, แฟนสวยมาก อวดไม่หยุด หวานกรุบ ดีใจที่พี่มีรักที่ดีน้า, พี่กอล์ฟมีความสุข เราก็มีความสุข, แฟนน่ารักมากๆ เลย ดีใจมากๆ ที่เห็นพี่กอล์ฟมีความสุขค่ะ แฟนคลับคนนี้ขอให้พี่กอล์ฟมีรอยยิ้มแบบนี้ตลอดไป, หวานเจี๊ยบไปเลยจร้า, งุ้ยยยยน่ารักกกกกมากค่าาาา ฯลฯ

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

ครอบครัวจัดเซอร์ไพรส์ นก สินจัย ฉลองครบรอบ 60 กะรัตสุดอบอุ่น

ครอบครัวจัดเซอร์ไพรส์ นก สินจัย ฉลองครบรอบ 60 กะรัตสุดอบอุ่น

23 ม.ค. 2568 11:04 น.

ครอบครัวจัดเซอร์ไพรส์ นก สินจัย ฉลองครบรอบ 60 กะรัตสุดอบอุ่น

เฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี หรือ 60 กะรัต ของนักแสดงในตำนาน นก สินจัย ได้จัดขึ้นอย่างอบอุ่นและน่าจดจำในค่ำคืนพิเศษ ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ โดยมี นก ฉัตรชัย และ กัน เปล่งพานิช ลูกชายคนโต เป็นผู้จัดงานเซอร์ไพรส์ครั้งนี้ เพื่อรวมตัวเพื่อนสนิทและบุคคลสำคัญในวงการที่เคยร่วมงานกับเธอเกือบ 200 คน ตั้งแต่ด้านแฟชั่น ละคร ภาพยนตร์ และผลงานในอดีต อาทิ นก ฉัตรชัย, กัน-บอม-ดอม เปล่งพานิช, น้องเรย์ เปล่งพานิช (หลานชาย), บอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ, แจ๊สสยาม (ผู้กำกับคนแรก), ลูกเกด เมทินี, แหม่ม คัทลียา, หน่อย บุษกร, อนันดา เอเวอริ่งแฮม, กบ ทรงสิทธิ์, กัปตัน ภูธเนศ, อ้อม พิยะดา, เจี๊ยบ โสภิตนภา, เอมี่ มรกต, คิด เบญจรงคกุล, อาร์ท อารยา, ใหญ่ อมาตย์ และอีกมากมาย ในงานที่จัดขึ้นภายใต้ธีม “Nok Sinjai: The Living Legend”

บรรยากาศในงานถูกเนรมิตให้กลายเป็น mini exhibition ที่รวบรวมผลงานอันทรงคุณค่าและเป็นตำนานของ นก สินจัย ตั้งแต่หนังเรื่องแรกที่เธอแสดง ไปจนถึงฉากสำคัญจากละคร ละครเวที แฟชั่น และพรีเซ็นเตอร์ที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้ชม

หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือ mini fashion show สุดพิเศษ ที่บรรดานางแบบในงานได้ใส่ชุดจากแบรนด์ที่ นก สินจัย เคยสวมใส่ในการทำงาน และออกมาเดินสร้างเสียงหัวเราะและความประทับใจให้กับแขกในงาน

อีกหนึ่งความเก๋ในงานคือ ค็อกเทลสูตรพิเศษ ที่รังสรรค์ขึ้นโดยแบรนด์ พระยา รัม ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากตัวละครไอคอนิกของ นก สินจัย เช่น มธุสร (จากเรื่อง ล่า), เพียงดาว (มารยาริษยา), และแม่พลอย (สี่แผ่นดิน) โดยแต่ละแก้วสะท้อนคาแรกเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวละครเหล่านี้

ในช่วงสุดท้ายของงาน กัน เปล่งพานิช ลูกชายคนโต ได้สร้างเซอร์ไพรส์สุดประทับใจด้วยการร้องเพลง “SHE” ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความรักและความชื่นชมต่อคุณแม่ สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและน่าซาบซึ้ง

การเฉลิมฉลองในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรวมตัวของเพื่อนๆ และคนที่รัก นก สินจัย เท่านั้น แต่ยังเป็นการยกย่องชีวิตและผลงานของเธอในฐานะนักแสดงระดับตำนานที่เป็นที่รักของคนไทยตลอดมา

สำหรับ นก สินจัย เปล่งพานิช เกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2508 เป็นนักแสดง นางแบบ พรีเซ็นเตอร์ พิธีกร และผู้จัดละครที่มีผลงานการแสดงภาพยนตร์และละครมากมาย เธอเริ่มต้นอาชีพในวงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 16 ปี และได้ฝากผลงานที่เป็นตำนานในทุกด้านของวงการบันเทิงไทย ด้วยความสามารถและความทุ่มเทในงานศิลปะ ทำให้เธอเป็นที่ยอมรับและเคารพในวงการบันเทิงไทยและสากล

ชมภาพ แพท ณปภา-พี ชานนท์ สวยหล่อในชุดไทยเข้าพิธีแต่งงานแบบเรียบง่ายที่วัด

ชมภาพ แพท ณปภา-พี ชานนท์ สวยหล่อในชุดไทยเข้าพิธีแต่งงานแบบเรียบง่ายที่วัด

23 ม.ค. 2568 10:28 น.

ชมภาพ แพท ณปภา-พี ชานนท์ สวยหล่อในชุดไทยเข้าพิธีแต่งงานแบบเรียบง่ายที่วัด

หลังจากที่ แพท ณปภา ยอมใจอ่อนตกลงแต่งงานกับ พี ชานนท์ แฟนหนุ่มรุ่นน้องหลังจากที่คบหาดูใจกันมานาน และพีก็ได้พิสูจน์ตัวเองว่าสามารถดูแลแพท และ น้องเรซซิ่ง ลูกชายได้เป็นอย่างดีและมีความเสมอต้นเสมอปลาย 

ล่าสุดในเช้าวันนี้ (23 ม.ค.68) แพท ณปภา ก็ได้ฤกษ์ดี จูงมือ พี ชานนท์ พร้อมด้วยลูกชายสุดที่รัก เข้าพิธีแต่งงานแบบไทยเรียบง่าย ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่นและอบอุ่นสุดๆ มีเพื่อนๆ ของสาวแพทไปร่วมงานและยังพร้อมใจแต่งตัวสวยหล่อด้วยชุดไทยอีกด้วย บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ขอแสดงความยินดีกับทั้งคู่ด้วยนะคะ