พอร์ช-อาม จดทะเบียนสมรส หลังคบกัน 16 ปี ดีใจสมรสเท่าเทียมเกิดขึ้นจริง (คลิป)

https://www.thairath.co.th/entertain/celeb/2837704

23 ม.ค. 2568 10:28 น.

พอร์ช-อาม จดทะเบียนสมรส หลังคบกัน 16 ปี ดีใจสมรสเท่าเทียมเกิดขึ้นจริง (คลิป)

หลังจากที่มีการรับรอง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ในประเทศไทย และเปิดให้คู่รัก LGBTQ+ (คนที่มีความหลากหลายทางเพศ) สามารถจดทะเบียนสมรสได้ตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค. 2568 เป็นต้นไป เรียกว่าเป็นข่าวดีที่ชาว LGBTQ+ รอคอยมานาน หลังจากพยายามผลักดัน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม มานานหลายปี

โดยบรรยากาศในช่วงเช้าวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา ณ สำนักงานเขตพระนคร ก็มีคู่รัก LGBTQ+ มาจดทะเบียนสมรส รวมไปถึงคู่รักนักแสดงดัง พอร์ช อภิวัฒน์ อภิวัฒน์เสรี และ อาม สัพพัญญู ปนาทกุล 2 นักแสดงนำจากซีรีส์ “อัยย์หลงไน๋” ทางช่อง 3 เดินทางมาจดทะเบียนสมรสเมื่อช่วงเช้าเช่นกัน หลังจากทั้งคู่คบหากันมานานกว่า 16 ปี

โดยหลังจากเสร็จสิ้นการจดทะเบียนสมรส พอร์ช-อาม โชว์ใบทะเบียนสมรสให้สื่อมวลชนที่มาทำข่าวได้เก็บภาพ พร้อมทั้งโชว์ความหวานจุ๊บที่แก้มกันเบาๆ ก่อนจะหัวเราะด้วยความเขิน อีกทั้งยังมีการโยนช่อดอกไม้เพื่อส่งต่อความรักดีๆ ให้กัน

ซึ่ง พอร์ช เผยถึงความรู้สึกว่า มันปลื้มใจ เกินฝันว่าวันนี้จะเกิดขึ้นจริงๆ ในวันที่ความรักของทุกคนได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าเท่าเทียมกัน วินาทีที่จดทะเบียนก็น้ำตาไหลเลย รู้สึกว่านี่ฝันอยู่ใช่ไหม วันที่เราจดทะเบียนสมรสกันจริงๆ มันเกิดขึ้นแล้วในวันนี้ที่ประเทศไทย

ที่เลือกจดเขตพระนคร เพราะว่าเกิดที่เขตนี้ และจบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เหมือนกัน ก็อยู่ในเขตพระนคร หลังจากนี้ก็จะใช้ชีวิตคู่กันไปอย่างมั่นคง ปลอดภัย ทะเบียนสมรสใบนี้เหมือนเป็นเข็มขัดนิรภัยเวลานั่งรถ เราไม่รู้หรอกว่าจะได้ใช้มั้ยในอนาคต แต่ถ้าวันนึงเกิดอะไรขึ้นและต้องการใช้มัน เราก็อุ่นใจว่ามีสิ่งที่ช่วยเหลือประคับประคองอยู่ด้วยกฎหมาย

เรื่องการรับบุตรบุญธรรมก็วางแผนไว้เมื่อเราพร้อม ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็จะมี แต่ก็น่าจะต้องรีบมีเพราะอายุเริ่มเยอะแล้ว ก็อยากมีลูกทั้งคู่ ถ้ามี พอร์ช-อาม ตัวน้อยๆ ก็คงน่ารักดี แต่เราต้องดูแลเขาให้พร้อมเติบโตในสังคมปัจจุบันอย่างมีความสุขและปลอดภัย วันนี้ที่จดทะเบียนคุณแม่ก็ดีใจ ที่ผ่านมาเขาก็ซัพพอร์ตมาตลอด ไม่ว่าเราจะเป็นยังไงก็เป็นลูกของเขา อยากมีครอบครัวเขาก็ซัพพอร์ต ส่วนคำมั่นสัญญา ก็อยากบอกว่ารักนะครับ ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างกันมา ทำให้ภาพที่สวยที่สุดที่เราคุยกันไว้ได้เกิดขึ้นจริงๆ อยู่กันไปจนเป็นคนชราไปด้วยกัน

ด้าน อาร์ม บอกว่า มันเกินกว่าที่เราจะจินตนาการไปแล้วว่าจะมีวันนี้จริงๆ ที่เราได้จรดปากกาลงในใบทะเบียนสมรสกับคนที่เรารักซึ่งเป็นเพศเดียวกัน เมื่อคืนยังคุยกันอยู่เลยว่าไม่ตื่นเต้น ชิล แต่เอาจริงๆ ตั้งแต่ตอนนั่งตรงเคาน์เตอร์ ใจเต้นตึกๆ แล้วนึกย้อนกลับไปว่าวันนี้แหละที่ต่อสู้กันมา วันนี้แหละประชาชนไทยรอคอย วันนี้แหละคือวันที่เรามีสิทธิ์เหมือนกับมนุษย์ทุกคน

ที่เลือกเขตนี้ อามก็โตมาในเขตพระนคร และจบธรรมศาสตร์เหมือนกัน เขตนี้เป็นเขตที่เราสองคนใช้ชีวิตและผูกพันกัน ซึ่งกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีประโยชน์ในเรื่องสวัสดิการ โดยเฉพาะสวัสดิการทางการแพทย์ซึ่งสำคัญมาก อันดับ 2 คือเรื่องมรดก การทำธุรกิจด้วยกัน ทำธุรกรรมร่วมกัน รวมถึงการรับบุตรบุญธรรมที่เป็นการสร้างครอบครัวให้เติบโตอย่างสมบูรณ์ด้วย

ก็ต้องขอบคุณบรรพบุรุษที่ร่วมต่อสู้กันมากว่า 20 ปีที่ได้มาในกฎหมายสมรสเท่าเทียม ถ้าไม่มีพวกเขาสู้มาเพื่อเรา ก็คงไม่มีวันนี้ วันนี้ที่มาจดทะเบียน แม่ก็ถามว่าเปลี่ยนนามสกุลไหม ใครจะเปลี่ยนหาใคร ก็เดี๋ยวอามจะไปใช้นามสกุลของพอร์ช เรื่องคำมั่นสัญญา อยากบอกพี่พอร์ชว่ารักพี่พอร์ชเหมือนกัน ก็จะอยู่ข้างๆ ไปจนวันนั้นที่เราฝันไว้ จะอยู่ข้างๆ ไปตลอด

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

“ลีน่า ลลินา” ปลื้มได้เล่นซีรีส์แซฟฟิกคู่ “หมิว ณัชชา” เป็นรุ่นน้องที่สนิทกัน

“ลีน่า ลลินา” ปลื้มได้เล่นซีรีส์แซฟฟิกคู่ “หมิว ณัชชา” เป็นรุ่นน้องที่สนิทกัน

23 ม.ค. 2568 08:09 น.

“ลีน่า ลลินา” ปลื้มได้เล่นซีรีส์แซฟฟิกคู่ “หมิว ณัชชา” เป็นรุ่นน้องที่สนิทกัน

กลายเป็นปีทองของ ลีน่า-ลลินา ชูเอ็ทท์ นางเอกสาวหน้าหวาน นอกจากละคร “แม่เลี้ยง” ของค่ายทีวีซีน กำลังออนแอร์ ยังแฮปปี้สุดๆ ได้เล่นซีรีส์แซฟฟิก หลัง ดิว-ปิ่นกมล มาลีนนท์ ผู้บริหารและผู้จัดช่อง 3 ได้ปล่อยภาพซีรีส์แซฟฟิกเรื่องใหม่ ที่จับคู่ ลีน่า-ลลินา กับ หมิว-ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์ จนเกิดกระแสฮือฮาได้ไม่น้อยเลย เจอ ลีน่าเริ่มจาก

บทบาท “ดารินกานต์” เป็นยังไงบ้าง?

“เป็นบทบาทใหม่ๆ ต่อจากเรื่อง โลกหมุนรอบเธอ ความร้ายจะเพิ่มขึ้นมา ท้าทายมากๆ ทำการบ้านหนักมากเพราะเป็นตัวก่อปัญหาต่างๆ บทยาวมาก เมื่อก่อนจะได้รับบทหวานๆ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องเราต้องดึงอีกมุมของตัวเองออกมา มีความดื้อ ไม่ฟังใคร มีความ ฟาดฟัน”

เรื่องนี้ฟาดกับรุ่นใหญ่เหมือนกัน?

“ใช่ค่ะ พี่แอน-สิเรียม, พี่แอน-วาสนาด้วย คือพลังของเราต้องเท่าเค้า ดรอปกว่าเค้า ตัวละครจะดรอปไปด้วยเพราะตัวดารินเป็นคนไม่ยอมใครเลย”

ดูตัวเองเล่นร้ายเองรู้สึกยังไงบ้าง?

“มันท้าทายนะ คนละแบบ คนละรสชาติ คนดูจะรู้สึกยังไง ก็มีคอมเมนต์ชมว่าเป็นคนหน้าหวานแต่เล่นร้ายได้ ดีใจที่ฟีดแบ็กกลับมาอย่างนี้”

เล่นเองมีแอบหมั่นไส้ดารินบ้างมั้ย?

“ไม่นะ สงสารตัวละครด้วยซ้ำ ด้วยความที่เขาต้องการความรัก เราเข้าใจตัวละคร แต่ไม่รู้คนดูจะเข้าใจหรือเปล่า”

เราเสพติดคอมเมนต์ด่าเหมือนกันนะ?

“ประมาณนึงแล้วกัน (หัวเราะ) อย่าด่าแรงก็พอเพราะมันน่าด่าจริงๆในหลายๆซีน ต้องขนาดนี้เลยเหรอ ท้ายๆเรื่องคนดูจะเข้าใจว่าทำไม อาปิ่นจะบอกว่าให้เล่นให้สุดพลังเลย คนดูจะฟีดแบ็กยังไงเป็นเรื่องของอนาคต”

ก่อนหน้า ดิว-ปิ่นกมล ผู้บริหารของช่อง 3 ได้ ปล่อยภาพซีรีส์แซฟฟิกเรื่องใหม่เป็นยังไงบ้าง?

“ฟีดแบ็กดีค่ะ แฟนคลับหลายๆท่านก็รอเราลงซีรีส์แซฟฟิกอยู่ เหมือนเขาเห็นเรามาในแนวนี้ หนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เขาไม่ได้จับคู่กับใครนะ แต่เขาแค่อยากเห็นลีน่าลงแซฟฟิกแค่นั้นเลย ถามว่าเรามีเสน่ห์ในมุมนั้นตรงไหน ก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาอาจจะเห็นบางอย่างในคาแรกเตอร์เราที่สามารถดึงมาเล่นได้ คือมีคอมเมนต์แบบนี้มาสักพักแล้วค่ะ ตอนแรกก็ไม่เห็นจนคนมาทักเยอะๆก็เริ่มคิดว่าหรือว่าจะได้ (หัวเราะ) ก็เป็นเป้าหมายต่อไป ปีที่แล้วเขียนไว้อยู่ว่าได้ลงซีรีส์แซฟฟิก มีอยู่ในเป้าหมายปีที่แล้ว ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะได้เล่นไหม แต่เราตั้งไว้ก่อนก็คิดว่ามันมีโอกาสมากขึ้นเผื่อมันจะเป็นไปได้ หนูเขียนไว้ 20 ข้อเลย แต่แบ่งเป็นหลายพาร์ตนะ พาร์ตการเงิน พาร์ตทำงาน พาร์ตเพื่อน ก็เช็กถูกไปหลายข้อนะ ในพาร์ตการทำงานก็มีว่าหาเงินได้เท่าไหร่ ติ๊กถูกแล้ว ก็ขยันหน่อย เพราะเรามีเป้าหมายการเงินอยู่ เรื่องความรักปีที่แล้วก็เขียนว่าขอให้ความรักไม่มีปัญหา หมายถึงกับคนที่เคยคบ ข้อนี้ก็เลยไม่ได้เช็กถูก แต่เราเช็กถูกในด้านการทำงาน ปีนี้ก็เลยไม่มีเป้าหมายความรัก ไม่เขียนเลย (หัวเราะ) ปีนี้เน้นกราฟงาน กราฟความรักคือทิ้งไปก่อน ไม่สนใจ”

กับหมิว-ณัชชา รู้จักกันมาก่อนมั้ย?

“จริงๆ รู้จักน้องมาหลายปีแล้ว เป็นรุ่นน้องที่จุฬาฯ น่าจะ 6 ปีได้แล้ว เป็นคนใกล้ตัว ตอนแรกก็ไม่เคยคิดเลย ช็อกมากไม่คิดเลยว่าจะเป็นหมิว เพราะหนูไปไหว้ขอพรว่าขอให้ได้คู่ที่ศีลเสมอกัน ทำงานด้วยกันได้ การทำงานตรงนี้มันต้องทำงานด้วยกันอีกยาวมากๆ ก็เลยไปขอพรไว้ พอรู้ว่าเป็นน้องก็รู้สึกดีค่ะ เพราะการแสดงแบบนี้มันต้องเปิดมากๆมีเลิฟซีนค่อนข้างเยอะด้วย น่าจะเยอะสุดในชีวิตหนูแล้วค่ะ”.

BOYNEXTDOOR กระแสแรงเกินต้าน บัตรคอนเสิร์ตแรกในไทย SOLD OUT อย่างรวดเร็ว

BOYNEXTDOOR กระแสแรงเกินต้าน บัตรคอนเสิร์ตแรกในไทย SOLD OUT อย่างรวดเร็ว

22 ม.ค. 2568 20:22 น.

BOYNEXTDOOR กระแสแรงเกินต้าน บัตรคอนเสิร์ตแรกในไทย SOLD OUT อย่างรวดเร็ว

6 หนุ่มบอยกรุ๊ปสุดฮอต BOYNEXTDOOR ทั้ง “ซองโฮ (SUNGHO), รีอู (RIWOO), แจฮยอน (JAEHYUN), แทชาน (TAESAN), อีฮัน (LEEHAN)” และ “อุนฮัก (WOONHAK)” เตรียมขึ้นเวทีในคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในประเทศไทย กับงาน “BOYNEXTDOOR TOUR ‘KNOCK ON Vol.1’ IN BANGKOK” ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 29 มีนาคม 2568 ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี

หลังจากที่เปิดจำหน่ายบัตรทั้งรอบเมมเบอร์ และรอบปกติไปเมื่อวันที่ 18-19 มกราคมที่ผ่านมา กระแสตอบรับจากเหล่า “ONEDOOR” (วันดอร์ – ชื่อแฟนคลับ) ก็แรงเกินคาด เพราะบัตรคอนเสิร์ตทุกที่นั่งถูกจับจองหมดเกลี้ยงภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว! การันตีความฮอตของทั้ง 6 หนุ่มที่ได้รับความรักอย่างล้นหลามจากแฟนคลับชาวไทย

งานนี้หนุ่มๆ BOYNEXTDOOR ที่ได้รับการตอบรับอันอบอุ่นจากแฟนๆ ชาวไทย ตื่นเต้น และซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากพวกเขาสัญญาว่าจะเตรียมโชว์สุดพิเศษมาให้สมกับที่ทุกคนตั้งตารอ รับรองว่างานนี้สนุก พร้อมโมเมนต์สุดประทับใจที่จะเกิดขึ้นบนเวทีนี้อย่างแน่นอน!

ด้านผู้จัด “ไอมี่ไทยแลนด์” (iMe Thailand) ก็เตรียมจัดเต็มแสง สี เสียง พร้อมสร้างประสบการณ์คอนเสิร์ตที่ยอดเยี่ยมที่สุดให้กับทั้งศิลปิน และแฟนๆ ทุกคน งานนี้ใครที่มีบัตรไว้ในครอบครองแล้ว เก็บบัตรของคุณไว้ให้ดี แล้วเตรียมนับถอยหลังสู่ค่ำคืนสุดมันส์ ที่จะเต็มไปด้วยความสนุก ที่หนุ่มๆ กำลังซุ่มซ้อมเตรียมมามอบให้แฟนๆ ที่รักทุกคน รวมทั้งโมเมนต์ความประทับใจที่จะไม่มีวันลืมอีกด้วย!!

เอกพันธ์-บิณฑ์ เผยนาทีเห็นร่าง แตงโม นิดา เล่าละเอียดถึงบาดแผลที่เจอ

เอกพันธ์-บิณฑ์ เผยนาทีเห็นร่าง แตงโม นิดา เล่าละเอียดถึงบาดแผลที่เจอ

22 ม.ค. 2568 19:59 น.

เอกพันธ์-บิณฑ์ เผยนาทีเห็นร่าง แตงโม นิดา เล่าละเอียดถึงบาดแผลที่เจอ

เป็นอีกคนที่รู้เรื่องบาดแผลของ แตงโม นิดา สำหรับสองพี่น้องอาสากู้ภัย เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ และ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ที่วันนี้เดินทางมาร่วมงานเสวนาวิชาการ ไทยทันเทรนด์ 2568 จับกระแสสตรีมมิ่งกับความสำเร็จอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงโลก ณ ห้อง Boontarik 2 โรงแรม Chartrium Grand Bangkok ซึ่งทั้งคู่ได้ให้สัมภาษณ์กับมวลชนสัมภาษณ์ถึงการรื้อคดีแตงโมเอาไว้ว่า 

– มีการจำลองเหตุการณ์ตกเรือ หวังรื้อคดีแตงโม เพราะหลายคนสงสัยเรื่องบาดแผล บิณฑ์เห็นด้วยกับการรื้อคดี ความยุติธรรมมันมีในประเทศไทย หลายคนบอกว่ากฏแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ แต่ว่ามันจะเมื่อไหร่

– คนไทย 80 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยว่าจะต้องทำสิ่งนี้ให้มันถูกต้อง และกู้ศักดิ์ศรีของกฎหมายให้ความถูกต้องมันกลับมา ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ทุกวันนี้มันไม่ถูกต้อง มียศก็ตัดไปทิ้งไป พวกคนจนๆ เอาเขาติดคุก (ทุบโต๊ะ)

– เอกพันธ์อยู่ในเหตุการณ์ตลอด ไปเจอมาแล้วก็ส่งภาพให้บิณฑ์ดู พอเห็นบอกคำเดียวไม่ใช้อุบัติเหตุ ต้องมีอะไรสักอย่าง คนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็บอกว่าไม่น่าใช่อุบัติเหตุ 

– เอกพันธ์ บอกว่า เขาพูดว่าที่ตนเห็นเสริมเติมแต่งหรือเปล่า สิ่งที่คุณพูดระวังนะ คำพูดต่างๆ อาจจะพูดด้วยความคะนอง มันอาจจะเป็นฟีดแบ็กกลับมาทำให้ตนต้องติดคุก

– เขาบอกจะเอาติดคุก ดาราที่ทำมูลนิธิ สิ่งที่เห็นตนก็พูดออกไป มันไม่ใช่ความผิด ไม่ได้ไปเติมแต่งบาดแผลอะไรเลย

– วันนั้นถ้าเกิดตนไม่พูดทุกสิ่งทุกอย่างจบ นักข่าวถามว่าเอะใจเรื่องบาดแผลที่เกิดขึ้นมันไม่น่าจะใช่ใบพัดเรือ แต่คนบนเรือเขาออกข่าวไปก่อนหน้านั้นแล้วว่า แตงโมตกน้ำแล้วโดนใบพัดเรือเสียชีวิต แต่ตอนที่ตนเห็นบาดแผล คิดว่ามันไม่ใช่ใบพัดเรือแน่นอน สิ่งที่ตนเห็นแผลยาวประมาณหนึ่งคืบ และลึกมาก ตรงโคนขาด้านในข้างขวา เลยต้องเล่นประเด็นนี้ขึ้นมา เลยทำให้เรื่องไม่จบ ต้องมีการพิสูจน์กันจนปัจจุบันนี้ กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ก็ครบ 3 ปีเต็ม

– เหตุผลที่เรื่องบาดแผลไม่ได้รับการตรวจสอบตั้งแต่วันนั้น เอกพันธ์ บอกว่า มันมีขบวนการหนึ่ง มากดสำนวนเกี่ยวกับคดีนี้เอาไว้ไม่ให้ขยายต่อ ไม่ให้เรื่องราวต่างๆ ที่เข้ามาในสำนวนแล้วให้เรื่องจริงไม่สามารถไปต่อได้ คนบนเรือต้องผิดหมด เพราะทำให้ผู้อื่นถึงกับชีวิตโดยที่ไม่ใช้อุบัติเหตุ แต่เป็นการฆาตกรรม แต่ไม่มีใครกล้าพูดความจริง แต่ละคนไม่มีใครพูดเหมือนกันเลย กระทั่งคนที่อยู่ใกล้แตงโมที่สุด แต่ทำไมสำนวนถึงจะตามให้คนบนเรือถูกและมีอิสรภาพ แล้วตัดสินไปแล้วด้วยประมาท

– เอกพันธ์ พูดถึงเรื่องศพของแตงโม เมื่อมีคนถามว่า มือแตงโมถูกไพล่ไปข้างหลังว่า ศพคว่ำหน้า มืออยู่ข้างหลัง แต่ไม่มีเครื่องพันธนาการต่างๆ คนจมน้ำก็ลอยไปตามกระแสน้ำ ตอนนั้นเห็นแต่ตนยังไม่ได้เห็นหน้า เห็นสะโพกนิดหน่อยเพราะใส่บอดี้สูท แต่ไม่ได้บอกว่ามือไขว้หลังโดนมัด หรืออาจจะโดนมัดแล้วมาปล่อยลงน้ำหรือเปล่า อันนี้ตนไม่รู้เพราะไม่เห็น

– แต่ไม่เชื่อว่าตกน้ำเพราะไปฉี่ท้ายเรือ เพราะตอนแรกคิดว่าอย่างนั้นจริงๆ แต่มาเอ๊ะนึดหนึ่งว่าอืดขึ้นมา ตามธรรมชาติคนเราจมน้ำ ทุรนทุราย 2-3 วันต้องอืดขึ้นมาแน่นอน แต่สภาพของน้องไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติแบบคนธรรมดาตกน้ำตาย ตาจะต้องถลนออกมาเยอะ หรือตา จมูกอาจจะต้องมีเลือด แต่หน้าน้องไม่ได้เป็นอย่างนั้น ท้องแบน หน้าฝั่งขวาบวมช้ำ บวมปูด ตาอีกข้างหนึ่งไม่มีอะไร เปิดเห็นตาขาว-ดำ เห็นลูกตา ฝั่งหนึ่งต้องโดนของแข็งตีแน่นอน แล้วถ้าโดนใบพัดเรือทำไมหน้า ผิวพรรณไม่เละไม่อะไรเลย แต่น่าจะโดนของแข็งแต่ไม่รู้อะไร

– บิณฑ์กล่าวเสริมเขาทำแผนมาแล้ว ตกเรือปุ๊บเรือมันก็แล่นไปข้างหน้า จะโดนใบพัดเรือได้อย่างไร

– ทางด้านปอบอกว่าแตงโมมีเกาะเรือ 10 วินาที ถ้าเกาะแล้วแต่เอาขาแหย่ไปที่ใบพัด มี 3 ใบหมุนตามกัน บาดแผลที่ขามันต้องเปิดเห็นกระดูก แต่นี่มันไม่ใช่แผนแบบนั้น นี่มันโดนกรีดลงมาตรงๆ เลย

– เอกพันธ์เดาว่าเขาจะมีการคิดว่าแตงโมตกน้ำแล้วโดนใบพัดเรือ แต่ลืมคิดไปว่าใบพัดเรือมันหมุน เขาเลยไม่รู้จะทำยังไง เอามีดมากรีดเพื่อจะให้สมกับว่าโดนใบพัดเรือ แต่เขาไม่ได้มีความฉลาดว่าใบพัดเรือมันเป็นยังไง แต่คงจะรีบ แล้วตรงน่องมีแผลแทงเข้าไปแล้วมันจุกออกมา

– แผลมีดและใบพัดไม่เหมือนกัน ทุกคนเขารู้หมด แต่มีคนใหญ่กว่านิติเวชมาบอกให้มันเป็นแบบนี้ว่าโดนใบพัด

– เอกพันธ์ไม่กลัวโดนฟ้อง อย่างที่คุณอาสนธิบอก ความจริงมีหนึ่งเดียว ทำไมทุกคนไม่พูดความจริง ถ้าพูดความจริงทุกอย่างก็กระจ่าง แต่ไม่พูดความจริง คนที่เขาสงสารน้อง เขาก็ต้องรวมตัวกันเพื่อค้นหาความจริง หาความยุติธรรมให้กับน้องแตงโม น้องเป็นคนที่น่ารักมาก 

– เอกพันธ์บอกว่าเคยถูกเรียกไปให้ปากคำหรือเป็นพยาน แต่พอถึงเวลาเขายกเลิก เขาไม่ให้ไปก็งง แต่ถ้าเกิดเขาเอาเราไป ถ้าเกิดเราพูดอะไรเขาคงกลัวว่าในสำนวนเขาจะลงไม่ได้ เพราะเราพูดความจริง เราเป็นพยานได้เพราะเราเห็นแผลคนแรก

– ขนาดตนจะเอาน้องไปส่งที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์รังสิต แต่อยู่ๆ มีโทรศัพท์มายศใหญ่โทรมาบอกว่าขอให้เอาน้องแตงโมไปโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งตนก็เถียงร้อยเวรให้มาที่นี่ และจะถึงแล้ว แต่เขาบอกให้กลับรถตอนนี้เลย ให้ฟังเขาคนเดียว

– มีอำนาจมืดมาข่มขู่ด้วย ก็มีทนายที่ตั้งโต๊ะกับคุณแม่ เขาใส่ใหญ่เลย

– บิณฑ์ถึงกับพูดออกมาในตอนที่สัมภาษณ์ว่า ฟังนะกูไม่กลัวมึง

สุดสลด แย่งรับเงินอั่งเปามหาเศรษฐีกัมพูชา ชาวบ้านเบียดกันดับ 4 ศพ

สุดสลด แย่งรับเงินอั่งเปามหาเศรษฐีกัมพูชา ชาวบ้านเบียดกันดับ 4 ศพ

23 ม.ค. 2568 16:03 น.

สุดสลด แย่งรับเงินอั่งเปามหาเศรษฐีกัมพูชา ชาวบ้านเบียดกันดับ 4 ศพ

มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คนจากการถูกเบียดเสียดและขาดอากาศหายใจที่ประเทศกัมพูชา หลังจากฝูงชนจำนวนมากมารวมตัวกันที่บ้านของมหาเศรษฐีในท้องถิ่นเพื่อรับแจกอั่งเปาตรุษจีน ในเทศกาลตุรษจีน

สื่อท้องถิ่นกัมพูชารายงานข่าวเหตุสลดก่อนวันตรุษจีน โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นที่หน้าคฤหาสน์ของมหาเศรษฐกิจ ซก กง ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของอดีตผู้นำกัมพูชา ฮุน เซน ในย่านใจกลางกรุงพนมเปญ ที่กำลังมีการแจกอั่งเปาเพื่อเป็นของขวัญให้กับชาวบ้านในช่วงตรุษจีน ทำให้มีประชาชนที่ทราบข่าวหลายร้อยคนเบียดเสียดกันเข้าไปเพื่อจะรับแจกเงิน

โดยมีรายงานผู้สูงอายุบางคนที่มีปัญหาสุขภาพล้มลงระหว่างที่พยายามเบียดเสียดเพื่อรับของขวัญ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ เป็นชาย 2 คน และหญิง 2 คน และยังมีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้อีก 5 คนที่กำลังรับการรักษาในโรงพยาบาล

ในรายงานข่าวไม่ระบุชัดเจนว่าภายในซองแดงแต่ละซองมีเงินจำนวนเท่าใด โดยทั่วไปแล้วในกัมพูชาครอบครัวที่ร่ำรวยมักจะแจกซองแดงหรืออั่งเปาในช่วงใกล้ตรุษจีน

ซก กง เป็นมหาเศรษฐีจากธุรกิจน้ำมันรวมทั้งยังเป็นเจ้าของอาณาจักรด้านความบันเทิงและโรงแรม โดยเขาถือเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของกัมพูชา

ทั้งนี้ สื่อท้องถิ่นรายงานว่าผู้ว่าการกรุงพนมเปญและนายซก กง ได้ให้คำมั่นที่จะมอบเงินชดเชยรวม 15 ล้านเรียล หรือประมาณ 126,000 บาทให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิต และให้เงินประมาณ 33,000 บาทให้แก่ผู้บาดเจ็บด้วย.

ที่มา :Khmer Times

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา

เนปาลขึ้นค่าธรรมเนียมปีนยอดเขาเอเวอเรสต์เป็นกว่า 500,000 บาท

เนปาลขึ้นค่าธรรมเนียมปีนยอดเขาเอเวอเรสต์เป็นกว่า 500,000 บาท

23 ม.ค. 2568 15:31 น.

เนปาลขึ้นค่าธรรมเนียมปีนยอดเขาเอเวอเรสต์เป็นกว่า 500,000 บาท

เนปาลเตรียมขึ้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตสำหรับการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์เป็น 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 500,000 บาท ทำให้นักปีนเขาต้องจ่ายเงินแพงขึ้นเพื่อปีนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ในรอบเกือบ 10 ปี

เนปาลเตรียมขึ้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตสำหรับการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์เป็น 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 500,000 บาท ทำให้นักปีนเขาต้องจ่ายเงินแพงขึ้น เพื่อปีนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ในรอบเกือบ 10 ปี 

โดยนับตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป ผู้ที่ต้องการพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว จะต้องจ่ายเงิน 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 509,150 บาท) ซึ่งเพิ่มขึ้น 36% จากค่าธรรมเนียมเดิมที่ 11,000 ดอลลาร์

รายได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของนักปีนเขาชาวต่างชาติเป็นแหล่งรายได้และการจ้างงานที่สำคัญสำหรับเนปาล ซึ่งเป็นที่ตั้งของยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก 8 ลูกจาก 14 ลูก รวมถึงเอเวอเรสต์

นายนารายัน ปราสาท เรกมี อธิบดีกรมการท่องเที่ยวเนปาล กล่าวว่าใบอนุญาตในการปีนเขาเอเวอเรสต์ที่มีความสูง 8,849 เมตร จะมีค่าใช้จ่าย 15,000 ดอลลาร์ โดยเขาประกาศว่าค่าธรรมเนียม 11,000 ดอลลาร์ที่ใช้มาเกือบ 10 ปีจะปรับขึ้น 36% เนื่องจากไม่มีการตรวจสอบค่าธรรมเนียมใบอนุญาตมาเป็นเวลานานแล้ว

อัตราใหม่จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป และจะใช้กับฤดูปีนเขาที่นิยมปีนเขาตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤษภาคมตามเส้นทาง South East Ridge หรือเส้นทาง South Col ซึ่งริเริ่มโดยเซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลลารี ชาวนิวซีแลนด์ และเทนซิง นอร์เกย์ ชาวเชอร์ปา เมื่อปี 1953

ส่วนค่าธรรมเนียมสำหรับฤดูปีนเขาที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยม ในเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน และฤดูปีนเขาในเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 36 เป็น 7,500 ดอลลาร์และ 3,750 ดอลลาร์ตามลำดับ

ผู้จัดการปีนเขาบางรายกล่าวว่า การปรับขึ้นราคา ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาตั้งแต่ปีที่แล้วนั้นไม่น่าจะทำให้ผู้ปีนเขาถอดใจ มีการออกใบอนุญาตประมาณ 300 ใบทุกปีสำหรับการปีนเอเวอเรสต์ ขณะที่นายเรกมี ไม่ได้ระบุว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจะนำไปใช้ทำอะไร

นักปีนเขาหลายร้อยคนพยายามจะพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์และยอดเขาอื่นๆ ในเขตเทือกเขาหิมาลัยทุกปี ผู้เชี่ยวชาญด้านการปีนเขามักกล่าววิพากษ์วิจารณ์เนปาลว่า อนุญาตให้นักปีนเขาขึ้นไปบนยอดเขาเอเวอเรสต์มากเกินไป และแทบไม่ได้ทำอะไรเพื่อรักษาความสะอาดหรือความปลอดภัยของนักปีนเขา

นายเรกมีกล่าวว่ามีการจัดแคมเปญทำความสะอาดเพื่อเก็บขยะและผูกเชือก รวมถึงดำเนินมาตรการความปลอดภัยอื่นๆ อยู่เสมอ

นักปีนเขาที่กลับมาจากยอดเขาเอเวอเรสต์กล่าวว่าภูเขานี้เริ่มแห้งแล้งและมีหินมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีหิมะและฝนน้อยลง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอาจเกิดจากภาวะโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมอื่นๆ.

ที่มา CNN

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ไฟป่าครั้งใหม่ใกล้ลอสแองเจลิส เผาแล้วกว่า 23,000 ไร่ สั่งอพยพกว่า 50,000

ไฟป่าครั้งใหม่ใกล้ลอสแองเจลิส เผาแล้วกว่า 23,000 ไร่ สั่งอพยพกว่า 50,000

23 ม.ค. 2568 14:20 น.

ไฟป่าครั้งใหม่ใกล้ลอสแองเจลิส เผาแล้วกว่า 23,000 ไร่ สั่งอพยพกว่า 50,000

ไฟป่าครั้งใหม่ซึ่งเกิดขึ้นทางตอนเหนือของนครลอสแองเจลิสเมื่อวันพุธ ได้ลุกลามอย่างรวดเร็วไปในพื้นที่กว่า 23,800 ไร่ โดยมีสาเหตุจากลมแรงและพุ่มไม้แห้ง ทำให้ต้องมีคำสั่งอพยพประชาชนมากกว่า 50,000 คน

ไฟป่าฮิวจ์ส ซึ่งอยู่ห่างจากนครลอสแองเจลิสไปทางเหนือประมาณ 80 กม. ทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องทำงานหนักขึ้น หลังจากสามารถควบคุมไฟป่าใหญ่ 2 จุดในเขตนครลอสแองเจลิสได้แล้วเป็นส่วนใหญ่

โดยในวันนี้ (23 ม.ค.) ไฟป่าครั้งใหม่ได้ลุกลามจนมีขนาดใหญ่ราว 2 ใน 3 ของไฟป่าอีตัน ซึ่งเป็นหนึ่งในไฟป่าขนาดใหญ่ 2 จุดที่สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ลอสแองเจลิส

เจ้าหน้าที่เตือนประชาชนในพื้นที่ทะเลสาบคาสเทอิก ในเขตลอสแองเจลิส เคาน์ตี้ ว่าพวกเขาเผชิญกับ “ภัยคุกคามต่อชีวิต” ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐแคลิฟอร์เนียตอนใต้ยังคงได้รับคำเตือนระดับสีแดงสำหรับความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้รุนแรงเนื่องจากลมแรงและสภาพอากาศที่แห้งแล้ง

เจ้าหน้าที่เขตลอสแองเจลิส เคาน์ตี้ กล่าวว่า ประชาชนราว 31,000 คนอยู่ภายใต้คำสั่งอพยพ และอีก 23,000 คนต้องได้รับคำเตือนให้อพยพ 

สำนักงานป่าสงวนแห่งชาติลอสแองเจลิส เปิดเผยว่า พื้นที่อุทยานกว่า 1,771,000 ไร่ ในเขตเทือกเขาซานกาเบรียล ปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม

ด้านสำนักงานป่าไม้และป้องกันอัคคีภัยของรัฐแคลิฟอร์เนีย (Cal Fire) เปิดเผยว่า จากคำเตือนดังกล่าว ทำให้นักดับเพลิงราว 1,100 นายถูกส่งไปประจำการทั่วแคลิฟอร์เนียตอนใต้ เพื่อรับมือกับไฟป่าที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว นายแอนโธนี มาร์โรเน หัวหน้าหน่วยดับเพลิงเขตลอสแองเจลิส เคาน์ตี้ กล่าวว่านักดับเพลิงกว่า 4,000 นาย กำลังเร่งดับไฟป่าฮิวจ์ส

ทั้งนี้ พื้นที่รัฐแคลิฟอร์เนียตอนใต้ไม่มีฝนตกหนักติดต่อกันมาเป็นเวลา 9 เดือน ส่งผลให้สภาพอากาศเลวร้าย แต่มีการคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกบ้างตั้งแต่วันเสาร์ถึงวันจันทร์ ซึ่งอาจช่วยทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถทำงานง่ายขึ้น

เฮลิคอปเตอร์ตักน้ำออกจากทะเลสาบเพื่อทิ้งลงบนไฟป่า ในขณะที่เครื่องบินทิ้งสารหน่วงไฟลงบนเนินเขา คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ KTLA แสดงให้เห็นเปลวไฟลามไปถึงขอบทะเลสาบ

ตำรวจทางหลวงแคลิฟอร์เนียกล่าวว่า ทางหลวงระหว่างรัฐหมายเลข 5 ซึ่งเป็นทางหลวงสายหลักที่วิ่งในแนวเหนือ-ใต้ ทางตะวันตกของสหรัฐฯ ถูกปิดชั่วคราวในพื้นที่ช่องเขาที่เรียกว่าเกรปไวน์ เนื่องจากทัศนวิสัยไม่ดีจากควันไฟป่า แต่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถดับไฟได้เพียงพอที่จะเปิดทางหลวงอีกครั้ง

สำนักงานดับเพลิงแคลิฟอร์เนียกล่าวว่า แม้ว่าไฟป่าใหม่จะลุกลาม แต่ไฟป่าขนาดใหญ่ 2 แห่งที่สร้างความหายนะให้กับลอสแองเจลิสตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม สามารถควบคุมได้มากขึ้น 

ไฟป่าอีตันซึ่งเผาผลาญพื้นที่ 35,473 ไร่ ทางตะวันออกของลอสแองเจลิส ควบคุมได้แล้ว 91% ในขณะที่ไฟป่าพาลิซาเดส ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งเผาผลาญพื้นที่ 59,323 ไร่ ทางฝั่งตะวันตกของลอสแองเจลิส สามารถควบคุมได้แล้ว 68%

สำนักงานดับเพลิงแคลิฟอร์เนีย เปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดไฟป่าทั้งสองครั้งเมื่อวันที่ 7 มกราคม ไฟป่าได้เผาผลาญพื้นที่เกือบเท่ากับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. คร่าชีวิตผู้คนไป 28 ราย และสร้างความเสียหายหรือทำลายอาคารเกือบ 16,000 หลัง ในช่วงเวลาหนึ่ง มีประชาชน 180,000 คนอยู่ภายใต้คำสั่งอพยพ 

บริษัทพยากรณ์อากาศเอกชน AccuWeather คาดการณ์ความเสียหายและความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.48 ล้านล้านบาท ขณะที่ไฟป่าขนาดเล็กหลายจุดในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ถูกดับหรือควบคุมได้เกือบหมดแล้วในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

สื่อนอกวิเคราะห์ ทำไมไทยเป็นสวรรค์ของคู่รัก LGBTQ+

สื่อนอกวิเคราะห์ ทำไมไทยเป็นสวรรค์ของคู่รัก LGBTQ+

23 ม.ค. 2568 12:34 น.

สื่อนอกวิเคราะห์ ทำไมไทยเป็นสวรรค์ของคู่รัก LGBTQ+

กฎหมายสมรสเท่าเทียมของไทย เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค. ขณะที่คำถามที่หลายคนได้ยินมาตลอดการต่อสู้ที่ยาวนานเพื่อกฎหมายสมรสเท่าเทียม ก็ถูกนำมาถามอีกครั้งว่า ทำไมประเทศไทยจึงสามารถทำได้

กฎหมายสมรสเท่าเทียมของไทย เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันนี้ (23 ม.ค.) ทำให้ไทยเป็นชาติแรกในอาเซียน และเป็นประเทศที่ 3 ในเอเชียที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมซึ่งรับรองการแต่งงานของเพศเดียวกัน โดยเปลี่ยนจากคำว่า “สามี-ภริยา” เป็น “คู่สมรส” เพื่อให้เป็นไปตามหลักการในรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย

คำถามที่หลายคนได้ยินมาตลอดการต่อสู้ที่ยาวนานเพื่อกฎหมายสมรสเท่าเทียม ก็ถูกนำมาถามอีกครั้งว่า ทำไมประเทศไทยจึงสามารถทำได้ ทำไมไม่มีที่ไหนในเอเชีย นอกจากไต้หวันและเนปาล

บีบีซีกล่าวว่า หลายคนอาจรู้คำตอบอยู่แล้วว่าประเทศไทยมีชื่อเสียงในเรื่องการเปิดกว้างและยอมรับคนรักร่วมเพศ เกย์ ไบเซ็กชวล และคนข้ามเพศ ที่อยู่ในทุกสาขาอาชีพ คนไทยไม่ถือสาอะไรกับทุกเรื่อง วลีประจำชาติ “ไม่เป็นไร” รวมถึงความเชื่อทางพุทธศาสนา ขณะที่คนไทยมากกว่า 90% ไม่ได้ห้ามการใช้ชีวิตแบบ LGBTQ+

การเดินขบวนไพรด์ครั้งแรกในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อ 25 ปีที่แล้ว แต่ในขณะนั้น การขออนุญาตจากตำรวจเป็นเรื่องยาก และการเดินขบวนก็เป็นงานที่วุ่นวายและไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน หลังจากปี 2006 มีการเดินขบวนเพียงสองครั้งจนถึงปี 2022 ในปี 2009 การเดินขบวนไพรด์ที่มีการวางแผนไว้ที่เชียงใหม่ต้องถูกยกเลิกเนื่องจากภัยคุกคามจากความรุนแรง

อรรณว์ ชุมาพร หรือ วาดดาว ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ในฐานะผู้จัดงานบางกอกไพรด์ ผู้เสนอแก้ไขกฎหมายสมรสเท่าเทียมภาคประชาชน ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า “พวกเราไม่ได้รับการยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นจากครอบครัวของเราเองหรือจากสังคม” “มีบางครั้งที่เราไม่คิดว่าความเท่าเทียมกันในการสมรสจะเกิดขึ้นได้ แต่เราไม่เคยยอมแพ้” เธอกล่าวต่อว่า “เราไม่ได้ต่อสู้ แต่เราเจรจา”

แม้ว่าประเทศไทยจะยอมรับคนกลุ่ม LGBTQ+ โดยทั่วไป แต่การได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกัน รวมถึงการสมรส จำเป็นต้องมีการรณรงค์อย่างมุ่งมั่นเพื่อเปลี่ยนทัศนคติในระบบราชการและสังคมไทย และทัศนคติเหล่านี้ก็เปลี่ยนไป

จักร์กริช วัฒนวีร์ หรือหมึก เริ่มคบหาดูใจกับแฟนหนุ่มในปี 2001 ทั้งคู่เป็นนักแสดงที่เล่นบทนำในละครทีวี ในเวลานั้น กระทรวงสาธารณสุขของไทยยังคงระบุอย่างเป็นทางการว่าการรักร่วมเพศเป็นอาการป่วยทางจิต

คุณจักร์กริชเล่าวว่า “ในตอนนั้น สังคมไม่สามารถยอมรับให้ชายรักร่วมเพศเล่นบทนำได้ มีข่าวซุบซิบเกี่ยวกับพวกเราในสื่อมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เป็นความจริง ซึ่งทำให้เราเครียดมาก” “ตอนนั้น เราตัดสินใจว่าถ้าจะคบหาดูใจกัน เราต้องออกจากวงการบันเทิง” พวกเขายังคงคบหาดูใจกัน แต่ไม่ได้ออกสื่อมานานกว่า 20 ปีแล้ว และบริหารบริษัทผลิตละครโทรทัศน์ที่ประสบความสำเร็จ

ติณณภพจ์ สินสมบูรณ์ทอง อาจารย์ประจำสาขาสังคมวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การที่ตัวละคร LGBTQ+ ถูกนำเสนอในละครโทรทัศน์ของไทย ตั้งแต่ตัวละครตลกไปจนถึงตัวละครหลัก ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างมาก

“ทุกวันนี้ พวกเขานำเสนอตัวละครเหล่านี้ในฐานะตัวละครปกติทั่วไป เช่นเดียวกับที่คุณเห็นในชีวิตจริง” คุณติณณภพจ์กล่าวว่า “เพื่อนร่วมงานที่เป็น LGBTQ+ ของคุณในออฟฟิศ หรือเพื่อนบ้านที่เป็น LGBTQ+ ของเรา ได้ช่วยเปลี่ยนการรับรู้และค่านิยมในทุกยุคทุกสมัย”

ละครที่เรียกว่า Boy Love ได้ช่วยนำพาส่วนที่เหลือของสังคมมาสู่แนวคิดที่ไม่ใช่แค่การยอมรับเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการยอมรับอย่างเต็มที่และสิทธิที่เท่าเทียมกันสำหรับชุมชน

ละครโทรทัศน์แนวโรแมนติกที่นำเสนอเรื่องราวความรักระหว่างชายหนุ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการระบาดของโควิด ปัจจุบัน ละครเหล่านี้กลายเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดรายการหนึ่งของประเทศไทย โดยมีผู้ชมจำนวนมากในสถานที่ต่าง ๆ เช่น ประเทศจีน ซีรีส์อย่าง My School President และ Love Sick มียอดชมหลายร้อยล้านครั้งบนเครือข่ายสตรีมมิ่ง

ในเวลาเดียวกัน นักเคลื่อนไหวก็ให้ความสนใจและแสดงความร่วมมือกันมากขึ้นในความพยายามเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมาย กลุ่ม LGBTQ+ ต่างๆ มารวมตัวกันในแคมเปญที่มีชื่อว่า Change 1448 ซึ่ง 1448 เป็นข้อความในประมวลกฎหมายแพ่งของไทยที่ครอบคลุมถึงคำจำกัดความของการแต่งงาน และต่อมาภายใต้กลุ่มภาคีสีรุ้งเพื่อการสมรสเท่าเทียม ซึ่งร่วมมือกับกลุ่มอื่นๆ ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพในประเทศไทย และพวกเขาเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับพรรคการเมืองในรัฐสภาเพื่อโน้มน้าวให้เปลี่ยนจุดยืนเกี่ยวกับกฎหมาย

การเดินขบวน Pride ที่กลับมาอีกครั้งในปี 2022 และการทำให้รัฐบาลรับรู้และส่งเสริมเสน่ห์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดสำหรับนักเดินทาง LGBTQ+ ยังช่วยเปลี่ยนทัศนคติของสาธารณชนอีกด้วย

คุณติณณภพจ์กล่าวว่า “เรารู้ว่าเราต้องพูดคุยกับสังคมไทย และเราค่อยๆ เปลี่ยนทัศนคติทีละน้อย”

ช่วงเวลาทางการเมืองที่เหมาะสม

การผลักดันกฎหมายการแต่งงานที่เท่าเทียมกันผ่านรัฐสภายังได้รับความช่วยเหลือจากการพัฒนาทางการเมืองของประเทศไทยด้วย

เป็นเวลา 5 ปีหลังจากการรัฐประหารในปี 2557 ประเทศนี้ถูกปกครองโดยรัฐบาลทหาร ซึ่งต้องการพิจารณาเฉพาะการให้การรับรองการจดทะเบียนคู่ชีวิตสำหรับคู่รัก LGBTQ+ โดยไม่มีสิทธิครบถ้วน เช่น การสืบทอดมรดก เท่านั้น

แต่ในการเลือกตั้งปี 2019 ซึ่งทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของพลเรือน พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งสนับสนุนการแต่งงานที่เท่าเทียมกันอย่างเต็มที่ กลับทำผลงานได้อย่างไม่คาดฝัน ด้วยการคว้าที่นั่งมากเป็นอันดับสาม เผยให้เห็นถึงความกระหายในการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย และในการเลือกตั้งปี 2023 พรรคอนาคตใหม่ซึ่งเรียกตัวเองว่าพรรคก้าวไกล สามารถทำผลงานได้ดีกว่าปี 2019 โดยชนะที่นั่งมากกว่าพรรคการเมืองอื่น ที่ชี้ให้เห็นว่าประชาชนชาวไทยทุกวัยต่างปรารถนาความเปลี่ยนแปลง พรรคก้าวไกลถูกขัดขวางไม่ให้จัดตั้งรัฐบาลโดยกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่คัดค้านการเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองโดยรวม

แต่ในเวลานี้ การสมรสเท่าเทียมเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันน้อยลง มีเพียงไม่กี่คนที่คัดค้าน และการผ่านกฎหมายทำให้รัฐบาลผสมซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยไม่มีพรรคก้าวไกล ซึ่งปัจจุบันคือพรรคประชาชน ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยทำให้คนส่วนใหญ่ในประเทศพอใจ

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยถือเป็นประเทศในเอเชียที่ “แหกคอก” และ ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ไม่น่าจะทำตาม โดยอิทธิพลของศาสนาอิสลามในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน ทำให้แนวคิดเรื่องการสมรสเท่าเทียมเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้น ชุมชน LGBTQ+ ที่นั่นเผชิญกับการเลือกปฏิบัติและการดำเนินคดี ในบรูไน การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายมีโทษประหารชีวิต

ในฟิลิปปินส์ คู่รัก LGBTQ+ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเปิดเผยเริ่มยอมรับกันมากขึ้น แต่คริสตจักรโรมันคาธอลิกคัดค้านการแต่งงานของเพศเดียวกันอย่างรุนแรง

ในเวียดนาม แม้จะไม่มีอุปสรรคทางศาสนาหรืออุดมการณ์ใดๆ เช่นเดียวกับประเทศไทย แต่การรณรงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นทำได้ยากภายใต้ระบอบการปกครองปัจจุบัน เช่นเดียวกับในประเทศจีน จนกว่าพรรคคอมมิวนิสต์ที่ปกครองประเทศจะรับรองการแต่งงานแบบเท่าเทียมกัน ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์ก็ไม่แสดงท่าทีว่าจะทำ การแต่งงานแบบเท่าเทียมกันก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้

แม้แต่ในระบอบประชาธิปไตยอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งพรรคการเมืองส่วนใหญ่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมและมีผู้ชายสูงอายุเป็นแกนนำ โอกาสต่างๆ ก็ดูริบหรี่ นายแช-ยุน ฮัน กรรมการบริหารมูลนิธิ Beyond the Rainbow ในเกาหลีใต้กล่าวว่า “ชาวคริสเตียนส่วนใหญ่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมที่ขัดขวางเรื่องนี้” เขากล่าวว่า “นักการเมืองส่วนใหญ่ในพรรคอนุรักษ์นิยมของประธานาธิบดียุน ซอกยอล เป็นคริสเตียนที่เคร่งศาสนา และพวกเขาได้กำหนดกรอบความเสมอภาคในการสมรสให้เป็น ‘วาระฝ่ายซ้าย’ ซึ่งอาจเปิดสังคมให้ ‘ฝ่ายซ้ายคอมมิวนิสต์เข้าครอบงำ’ ได้”

อินเดียดูเหมือนจะเข้าใกล้การทำให้การแต่งงานของเพศเดียวกันถูกกฎหมายในปี 2023 เมื่อคำตัดสินตกไปอยู่ในมือของศาลฎีกา แต่ผู้พิพากษาปฏิเสธ โดยระบุว่าขึ้นอยู่กับรัฐสภา

ประเทศไทยจึงหวังว่าจะได้รับประโยชน์จากการเป็นผู้บุกเบิกกฎหมาย ขณะที่การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในไม่กี่รูปแบบของเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวได้ดีหลังการระบาดใหญ่ และไทยถือเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและเป็นมิตรสำหรับนักท่องเที่ยว LGBTQ+

คู่รักเพศเดียวกันจากประเทศอื่นๆ ในเอเชียจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เลือกที่จะอาศัยอยู่ในไทยในตอนนี้ การรับรองทางกฎหมายที่พวกเขาได้รับสำหรับการแต่งงาน จะทำให้พวกเขาสามารถเลี้ยงดูลูกและแก่ไปด้วยกันพร้อมกับสิทธิและการคุ้มครองเกือบทั้งหมดที่คู่รักต่างเพศได้รับ.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

สื่อใหญ่สหรัฐฯ จ่อปลดพนักงานหลายร้อยตำแหน่ง หลังทรัมป์นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี

สื่อใหญ่สหรัฐฯ จ่อปลดพนักงานหลายร้อยตำแหน่ง หลังทรัมป์นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี

23 ม.ค. 2568 11:43 น.

สื่อใหญ่สหรัฐฯ จ่อปลดพนักงานหลายร้อยตำแหน่ง หลังทรัมป์นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี

สำนักข่าว CNBC ของสหรัฐฯ เผยสื่อใหญ่ในสหรัฐฯหลายสำนักจ่อคิวปลดพนักงานหลายร้อยคน โดยเฉพาะ CNN และ NBC ที่รอดำเนินการหลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว

เว็บไซต์ข่าว CNBC ของสหรัฐฯ รายงานว่า สำนักข่าว CNN วางแผนที่จะเลิกจ้างพนักงานหลายร้อยคนในวันพฤหัสบดีนี้ เนื่องจากบริษัทปรับเปลี่ยนธุรกิจให้มุ่งเน้นไปที่ผู้ชมดิจิทัลทั่วโลก

แหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า การเลิกจ้างเกิดขึ้นในขณะที่ CNN กำลังจัดเรียงรายการทีวีใหม่และพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับให้มีการสมัครสมาชิกดิจิทัล การลดพนักงานนี้จะช่วยให้ CNN ลดต้นทุนการผลิตและรวมทีมต่างๆ เข้าด้วยกัน

แหล่งข่าวยังระบุเพิ่มเติมว่า รายการบางรายการที่ผลิตในนิวยอร์กหรือวอชิงตัน อาจถูกย้ายไปที่แอตแลนตา ซึ่งการผลิตสามารถทำได้ในต้นทุนที่ถูกกว่า

ส่วนใหญ่การเลิกจ้างนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อบุคคลที่มีชื่อเสียงของ CNN ซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาจ้างงาน โดยปัจจุบัน CNN มีพนักงานประมาณ 3,500 คนทั่วโลก

ในระหว่างการประชุมพนักงานเมื่อต้นเดือนนี้ CEO ของ CNN มาร์ก ทอมป์สัน กล่าวว่าบริษัทสื่อได้รับการลงทุน มากกว่า 70 ล้านดอลลาร์ จาก Warner Bros. Discovery เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านดิจิทัลของบริษัท ส่วนหนึ่งของการลงทุนนี้จะถูกใช้ในการจ้างพนักงานในส่วนที่ CNN มองเห็นโอกาสในการเติบโต เช่น นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และการพัฒนาผลิตภัณฑ์

ในเดือนตุลาคม CNN ได้เปิดตัว Paywall ดิจิทัล โดยเรียกเก็บค่าบริการจากผู้ใช้งานเว็บไซต์บ่อยกว่าคนทั่วไปในราคา 3.99 ดอลลาร์ต่อเดือน

นอกจาก CNN แล้ว ยังมีรายงานว่า NBC News ก็วางแผนที่จะเลิกจ้างพนักงานภายในสัปดาห์นี้ด้วยเช่นกัน แม้จะไม่มีการระบุจำนวนที่แน่ชัด แต่น่าจะไม่เกิน 50 ตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม โฆษกของ NBC News และ CNN ยังคงปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น

ทั้งนี้ มีรายงานว่าทั้งสององค์กรข่าวได้รอจนหลังพิธีสาบานตนของประธานาธิบดีสหรัฐก่อนที่จะดำเนินการปลดพนักงาน เนื่องจากอุตสาหกรรมสื่อกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลง มีผู้ชมทีวีแบบดั้งเดิมลดลง และมีการบริโภคข่าวผ่านบริการสตรีมมิ่งและโซเชียลมีเดียมากขึ้น.

ที่มา : CNBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ CNN

เกาหลีใต้เตรียมรื้อกำแพงคอนกรีตใกล้รันเวย์สนามบิน 7 แห่ง หลังเกิดโศกนาฏกรรมเจจู แอร์

เกาหลีใต้เตรียมรื้อกำแพงคอนกรีตใกล้รันเวย์สนามบิน 7 แห่ง หลังเกิดโศกนาฏกรรมเจจู แอร์

23 ม.ค. 2568 10:46 น.

เกาหลีใต้เตรียมรื้อกำแพงคอนกรีตใกล้รันเวย์สนามบิน 7 แห่ง หลังเกิดโศกนาฏกรรมเจจู แอร์

ทางการเกาหลีใต้เปิดเผยว่าจะปรับปรุงด้านความปลอดภัยของสนามบิน 7 แห่งที่พบโครงสร้างกำแพงคอนกรีตอันตรายบริเวณใกล้รันเวย์ รวมถึงสนามบินมูอัน ที่เพิ่งเกิดโศกนาฏกรรมกับสายดารบินเจจู แอร์ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 179 ศพ

วันที่ 23 มกราคม 2568 สำนักข่าวยอนฮับ รายงานว่า ทางการเกาหลีใต้เตรียมรื้อโครงสร้างคอนกรีตที่อยู่ใกล้รันเวย์ของสนามบิน 7 แห่ง รวมไปถึงสนามบินนานาชาติมูอัน ซึ่งเพิ่งเกิดอุบัติเหตุกับสายการบินเจจู แอร์ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2567 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 179 ศพ หลังจากเครื่องบินโดยสารลำนี้ได้ลงจอดฉุกเฉินแล้วไปชนกับกำแพงคอนกรีตตรงสุดปลายรันเวย์ ทำให้เกิดการระเบิดรุนแรงและมีเปลวไฟลุกไหม้

ทางการระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่าจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ระบุตำแหน่ง ซึ่งเป็นอุปกรณ์แนะนำทิศทางสำหรับเครื่องบินขาเข้า ใน 9 จุดทั่วทั้ง 7 สนามบิน รวมถึงสนามนานาชาติกิมแฮ สนามบินนานาชาติเจจู และสนามบินนานาชาติมูอัน โดยผู้เชี่ยวชาญต่างเสนอแนะว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินเจจูแอร์ตก อาจไม่มากขนาดนี้หากเครื่องบินไม่ได้ไปชนกับโครงสร้างคอนกรีตที่ฝังอุปกรณ์ระบุตำแหน่งที่สนามบิน

ก่อนหน้านี้ กระทรวงคมนาคมของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า โครงสร้างคอนกรีตนี้ติดตั้งระบบนำทางที่ช่วยให้เครื่องบินลงจอดได้ ซึ่งเรียกว่าเครื่องบอกตำแหน่ง ระบบนี้ยังพบได้ในสนามบินอื่นๆ ในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งทางการกำลังหาวิธีเปลี่ยนฐานคอนกรีตเป็นโครงสร้างที่น้ำหนักเบากว่าหรือฝังไว้ใต้ดิน

เจ้าหน้าที่ยังระบุว่า คอนกรีตที่มีอยู่ของสนามบินมูอันจะถูกรื้อออกทั้งหมดและเครื่องระบุตำแหน่งจะถูกติดตั้งใหม่โดยใช้โครงสร้างน้ำหนักเบาสามารถที่แตกหักได้

ทั้งนี้ สาเหตุของการตกเครื่องบินยังคงไม่มีการเปิดเผยให้ทราบแน่ชัด แต่ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางอากาศระบุว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจลดลงมากหากไม่มีโครงสร้างคอนกรีต