ระทึก มือมีดไล่แทงคนในสวนสาธารณะเยอรมนี ดับ 2 ศพ เหยื่ออายุเพียง 2 ขวบ

ระทึก มือมีดไล่แทงคนในสวนสาธารณะเยอรมนี ดับ 2 ศพ เหยื่ออายุเพียง 2 ขวบ

23 ม.ค. 2568 09:26 น.

ระทึก มือมีดไล่แทงคนในสวนสาธารณะเยอรมนี ดับ 2 ศพ เหยื่ออายุเพียง 2 ขวบ

เกิดเหตุมือมีดไล่แทงคนในสวนสาธารณะเยอรมนี โดยเหยื่อเป็นเด็กอนุบาลวัยเพียง 2 ขวบ พลเมืองดีที่เข้าไปช่วยถูกแทงเสียชีวิตไปอีก 1 คน สุดท้ายคนร้ายชาวอัฟกันจนมุมตำรวจ ยังไม่ทราบแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้

เกิดเหตุสลดในสวนสาธารณะในเมืองอาชาฟเฟินบูร์กในแคว้นบาวาเรียทางตอนใต้ของเยอรมนี เมื่อมีคนร้ายใช้อาวุธซึ่งเป็นมีดทำครัวไล่แทงผู้คน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ เป็นเด็กชายวัย 2 ขวบ และพลเมืองชายวัย 41 ปี ที่พยายามเข้ามาปกป้องเด็ก และมีผู้บาดเจ็บอีก 3 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กชายชาวซีเรียวัย 2 ขวบที่บาดเจ็บที่คอ แต่บาดแผลไม่รุนแรงมาก ขณะที่ชายอีกคนที่บาดเจ็บถูกแทงหลายแผลที่หน้าอกและต้องเข้ารับการผ่าตัด และครูอนุบาลอีกคนที่แขนหัก ซึ่งหลังเกิดเหตุคนร้ายพยายามหลบหนีไปตามรางรถไฟแต่ถูกจับกุมได้แล้ว

เบื้องต้น มีการเปิดเผยว่ามือมีดที่ก่อเหตุ เป็นผู้ยื่นขอลี้ภัยชาวอัฟกานิสถานวัย 28 ปี ที่เข้ามายังเยอรมนีเมื่อปี 2022 แต่เขาไม่ได้รับสถานะลี้ภัย และควรจะต้องเดินทางกลับประเทศโดยสมัครใจไปแล้ว ซึ่งจากการตรวจสอบบ้านพักของผู้ก่อเหตุ ยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายใดๆ โดยยังไม่ทราบแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้

ทั้งนี้ ตำรวจขอให้พยานที่อาจเกี่ยวข้องออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อประโยชน์ในการสอบสวน โดยตำรวจยังไม่ทราบสัญชาติของผู้เสียชีวิตทั้งสองคน และไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้บาดเจ็บแต่อย่างใด.

ที่มา : France 24

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เยอรมนี

มือมีดแทงคนดับ 1 ศพ บาดเจ็บ 2 ราย ตรงป้ายรถเมล์หน้าสถานีรถไฟจังหวัดนากาโน ของญี่ปุ่น

มือมีดแทงคนดับ 1 ศพ บาดเจ็บ 2 ราย ตรงป้ายรถเมล์หน้าสถานีรถไฟจังหวัดนากาโน ของญี่ปุ่น

23 ม.ค. 2568 08:31 น.

มือมีดแทงคนดับ 1 ศพ บาดเจ็บ 2 ราย ตรงป้ายรถเมล์หน้าสถานีรถไฟจังหวัดนากาโน ของญี่ปุ่น

เกิดเหตุระทึก คนร้ายถือมีดจ้วงแทงคนยืนรอรถประจำทาง ที่บริเวณหน้าสถานีรถไฟในจังหวัดนากาโน ทางภาคกลางของญี่ปุ่น มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บ 2 ราย

วันที่ 23 มกราคม 2568 สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันพุธ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธมีด ไล่แทงผู้คนที่ยืนรอรถประจำทาง บริเวณหน้าสถานีรถไฟในจังหวัดนากาโน ทางตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และยังมีคนได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย

รายงานข่าวระบุว่า ผู้เสียชีวิตเป็นชายวัย 49 ปี เสียชีวิตที่โรงพยาบาล ในขณะที่ผู้บาดเจ็บ 2 รายเป็นผู้ชายวัย 37 ปี และผู้หญิง วัย 46 ปี ในขณะที่คเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังติดตามจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยที่ก่อเหตุแล้ววิ่งหลบหนีไป

ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า ผู้ก่อเหตุเป็นชายรูปร่างผอม สูงประมาณ 1.7 เมตร และน่าจะมีอายุประมาณ 40 ปี เชื่อว่าเป็นการทำร้ายแบบไม่เจาะจงตัวบุคคล และผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บอาจจะไม่เคยรู้จักกับคนร้ายมาก่อน.

ด่วน แผ่นดินไหวความแรง 5.9 เขย่าฟิลิปปินส์

ด่วน แผ่นดินไหวความแรง 5.9 เขย่าฟิลิปปินส์

23 ม.ค. 2568 08:16 น.

ด่วน แผ่นดินไหวความแรง 5.9 เขย่าฟิลิปปินส์

เกิดเหตุแผ่นดินไหวความแรง 5.9 แม็กนิจูด นอกชายฝั่งทางตอนกลางของฟิลิปปินส์ แต่ไม่มีประกาศเตือนสึนามิ

สถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหวแห่งฟิลิปปินส์ (PHIVOLCS) ระบุในแถลงการณ์ว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในทะเล ลึกลงไป 10 กิโลเมตร และอยู่ใกล้กับเมืองซานฟรานซิสโกในจังหวัดเลย์เต โดยยังอยู่ระหว่างการประเมินความเสียหาย พร้อมเตือนการเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา แต่ไม่มีการประกาศเตือนสึนามิ

พันตำรวจเอกบาร์นี คาติก หัวหน้าสถานีตำรวจในเมืองดังกล่าวระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ แต่มีความรุนแรงมาก ทำให้ข้าวของที่วางอยู่บนชั้นตกแตกเสียหาย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายจากแผ่นดินไหวดังกล่าว

แผ่นดินไหวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยในประเทศฟิลิปปินส์ เนื่องจากประเทศตั้งอยู่ใน “วงแหวนแห่งไฟ” ของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งยังมีความเคลื่อนไหวของภูเขาไฟและเกิดแผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ่อยครั้ง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แผ่นดินไหว

ทรัมป์ลงนามคำสั่งใหม่ เร่งเนรเทศผู้อพยพที่ชายแดน หยุดผู้ลี้ภัยเข้าสหรัฐฯ

ทรัมป์ลงนามคำสั่งใหม่ เร่งเนรเทศผู้อพยพที่ชายแดน หยุดผู้ลี้ภัยเข้าสหรัฐฯ

23 ม.ค. 2568 05:00 น.

ทรัมป์ลงนามคำสั่งใหม่ เร่งเนรเทศผู้อพยพที่ชายแดน หยุดผู้ลี้ภัยเข้าสหรัฐฯ

ทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพิ่มเติม สั่งหน่วยงานรัฐใช้ทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายที่ข้ามพรมแดนทางใต้ทันที

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารอีกฉบับ ในวันพุธที่ 22 ม.ค. 2568 สั่งการให้กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ, กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงต่างประเทศ ใช้ทุกมาตรการที่จำเป็น เพื่อ ขับไล่, ส่งกลับ และ โยกย้าย คนต่างด้าวผิดกฎหมายทุกคนที่ข้ามพรมแดนทางใต้เข้าสู่สหรัฐฯ

น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ เลขาธิการฝ่ายสื่อของทำเนียบขาวระบุว่า เธอเพิ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ฟ็อกซ์ นิวส์ และว่าคำสั่งเกี่ยวกับชายแดนล่าสุดของนายทรัมป์ คือหลักฐานว่า เขากำลังใช้อำนาจบริหารเพื่อทำให้ชายแดนของประเทศเราปลอดภัย

เธอบอกด้วยว่า นายทรัมป์กำลังทำตามสัญญาเรื่องผู้อพยพที่เขาให้ไว้ในตอนหาเสียง “หากคุณเผลอคิดแม้แต่วินาทีเดียว เรื่องการเข้าประเทศของเราอย่างผิดกฎหมาย และฝ่าฝืนกฎหมายของสหรัฐอเมริกา คุณจะต้องเผชิญผลที่ตามมาจากการทำเช่นนั้น”

นายเบิร์นด์ เดบุสมันน์ จูเนียร์ นักข่าวของ บีบีซี ระบุว่า หากพูดอย่างกว้างๆ คำสั่งล่าสุดของนายทรัมป์ก็สามารถมองได้ว่าเป็นประกาศภารกิจอย่างเป็นทางการ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่อยู่ในนั้น ถูกประกาศไปก่อนแล้วในวันนี้

นั่นรวมถึงการขยายขอบเขตการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายอย่างรวดเร็ว ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และการส่งทหารจำนวน 1,500 นายไปยังชายแดนทางใต้ของสหรัฐฯ ซึ่งติดต่อกับเม็กซิโก

นอกจากนั้น สำนักข่าว ซีบีเอส นิวส์ ยังรายงานก่อนหน้านี้ว่า กระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ระงับการเดินทางของผู้อพยพทั้งหมดที่จะเดินทางมายังสหรัฐฯ จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอื่น

คำสั่งดังกล่าวทำให้ผู้ลี้ภัยหลายพันคน ที่หลบหนีสงครามหรือการข่มเหงในประเทศ และต้องเข้าสู่กระบวนการซึ่งบางครั้งก็กินเวลาเป็นปี เพื่อเริ่มชีวิตใหม่ในสหรัฐฯ ตามโครงการ “ตั้งถิ่นฐานใหม่ของผู้ลี้ภัย” ของรัฐบาลไบเดน ต้องติดค้างอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงชาวอัฟกันมากกว่า 1,600 คน ที่ช่วยอเมริกาทำสงคราม และญาติของทหารอเมริกัน

โครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ของผู้ลี้ภัย ถูกโดนัลด์ ทรัมป์ ระงับไปแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ด้วยคำสั่งฝ่ายบริหาร แต่คำสั่งของเขายังเปิดทางให้ผู้ขอลี้ภัยที่ผ่านการคัดกรองเพื่อเข้าสู่สหรัฐฯ และจองตั๋วเครื่องบินเดินทางก่อนถึงเส้นตายวันที่ 27 ม.ค. ยังสามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ แต่คำสั่งล่าสุดของกระทรวงต่างประเทศ ปิดกั้นช่องทางดังกล่าวแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้โดยสารอินเดียนึกว่าไฟไหม้ แห่ลงจากรถไฟ ม้าเหล็กอีกขบวนชนดับ 11 ศพ

ผู้โดยสารอินเดียนึกว่าไฟไหม้ แห่ลงจากรถไฟ ม้าเหล็กอีกขบวนชนดับ 11 ศพ

23 ม.ค. 2568 03:55 น.

ผู้โดยสารอินเดียนึกว่าไฟไหม้ แห่ลงจากรถไฟ ม้าเหล็กอีกขบวนชนดับ 11 ศพ

ผู้โดยสารรถไฟในอินเดียแห่ลงจากรถ เนื่องจากนึกว่าเกิดไฟไหม้ ก่อนที่รถไฟอีกขบวนจะวิ่งมาชน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 11 ศพ บาดเจ็บอีกหลายราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 ม.ค. 2568 อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่การรถไฟอินเดีย ว่า รถไฟขบวนหนึ่งในรัฐมหาราษฏระ ทางตะวันตกของอินเดีย กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปยังนครมุมไบ แต่ระหว่างทางมีใครบางคนดึงคันโยกฉุกเฉิน ทำให้รถไฟหยุดลง

จากนั้นผู้โดยสารหลายคนก็ลงจากรถไฟเพราะนึกว่าเกิดไฟไหม้ ก่อนที่รถไฟอีกขบวนซึ่งวิ่งมาบนรางที่อยู่ติดกัน จะพุ่งชนผู้คนจนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 11 ศพ บาดเจ็บอีก 5 ราย โดยจนถึงตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า เกิดเพลิงไหม้ขึ้นจริงๆ หรือไม่

นายเทเวนทรา ฟัดนาวิส มุขมนตรีรัฐมหาราษฏระ โพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใกล้กับเมืองปาโชรา ในเขตจัลเกาน์ (Jalgaon) ซึ่งห่างจากนครมุมไบราว 400 กม. โดยมีรถพยาบาล 8 คันถูกส่งไปยังที่เกิดเหตุ ขณะที่โรงพยาบาลใกล้เคียงก็เตรียมพร้อมรับมือกับผู้บาดเจ็บที่จะถูกส่งมา

ทั้งนี้ อินเดียเริ่มโครงการมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาการรถไฟของประเทศให้ทันสมัยเมื่อไม่กี่ปีก่อน แต่ความพยายามของพวกเขาต้องด่างพร้อยเนื่องจากเกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง รวมถึงเหตุการณ์ใหญ๋ ที่รถไฟ 3 ขบวนชนกันเมื่อปี 2566 ที่รัฐโอดิชา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 300 ศพ

อุบัติเหตุครั้งล่าสุดนี้ยิ่งตอกย้ำว่าอินเดียยังต้องเพิ่มความพยายามในการพัฒนาความปลอดภัยของบริการรถไฟในประเทศมากขึ้น โดยรัฐบาลมีแผนเพิ่มการใช้จ่ายในโครงการพัฒนารถไฟขึ้นอีกในเดือนหน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รบ.ทรัมป์ขยายขอบเขตมาตรการเร่งเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมาย

รบ.ทรัมป์ขยายขอบเขตมาตรการเร่งเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมาย

23 ม.ค. 2568 02:37 น.

รบ.ทรัมป์ขยายขอบเขตมาตรการเร่งเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมาย

สหรัฐฯ ขยายขอบเขตการบังคับใช้นโยบายเร่งเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ตามแผนการปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายของโดนัลด์ ทรัมป์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 22 ม.ค. 2568 รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับการจัดการกับผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการขยายขอบเขตการบังคับใช้นโยบาย “โยกย้ายเร่งด่วน” (expedited removal) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่พื้นที่ชายแดน

มาตรการดังกล่าวจะเร่งเนรเทศผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าพวกเขาอยู่ในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี โดยเดิมทีมาตรการนี้จะส่งผลจำกัดแค่ผู้อพยพผิดกฎหมายที่ถูกจับภายในระยะ 100 ไมล์ (160 กม.) จากชายแดนสหรัฐฯ ที่เชื่อมต่อกับต่างประเทศ แต่ตอนนี้มาตรการจะถูกใช้ทุกพื้นที่ในสหรัฐฯ แล้ว

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ สัญญาว่าจะเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายในประเทศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และจะประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติบริเวณชายแดนสหรัฐฯ กับเม็กซิโก เพื่อให้รัฐบาลสามารถส่งทหารกับทรัพยากรต่างๆ ไปเพิ่ม เพื่อรับมือกับการลักลอบเข้าประเทศ

ความเปลี่ยนแปลงล่าสุดเป็นหนึ่งในมาตรการด้านผู้อพยพและชายแดนจำนวนมากที่นายทรัมป์บังคับใช้ภายในช่วง 3 วันแรกหลังจากรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเมื่อ 20 ม.ค.ที่ผ่านมาเท่านั้น

โดยประกาศที่โพสต์บนเว็บไซต์ของสำนักงานลงทะเบียนกลาง (Federal Register) ของสหรัฐฯ ระบุว่า การขยายขอบเขตของนโยบายโยกย้ายเร่งด่วนเริ่มมีบังคับใช้ในช่วงค่ำวันที่ 21 ม.ค. เพื่อเพิ่มความมั่นคงและความปลอดภัยสาธารณะ ในขณะที่ลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล ด้วยการอำนวยความสะดวกในการตัดสินใจเรื่องผู้อพยพอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การขยายขอบเขตการบังคับใช้นโยบายนี้สามารถโต้แย้งได้ในชั้นศาล

อนึ่ง ตามปกติแล้ว ผู้อพยพผิดกฎหมายที่ถูกจับกุมตัวในสหรัฐฯ จะได้รับหมายแจ้งเพื่อให้ไปปรากฏตัวในศาลคนเข้าเมือง และพวกเขาสามารถชี้แจงปัญหาของพวกเขาเพื่อขอลี้ภัยได้ โดยกระบวนการเนรเทศจะยังไม่สามารถเริ่มขึ้นได้จนกว่าผู้พิพากษาจะมีการตัดสินใจ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์จี้ปูตินยุติสงครามยูเครน ขู่ตั้งกำแพงภาษี-คว่ำบาตรรอบใหม่

ทรัมป์จี้ปูตินยุติสงครามยูเครน ขู่ตั้งกำแพงภาษี-คว่ำบาตรรอบใหม่

23 ม.ค. 2568 01:35 น.

ทรัมป์จี้ปูตินยุติสงครามยูเครน ขู่ตั้งกำแพงภาษี-คว่ำบาตรรอบใหม่

โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ วลาดิเมียร์ ปูติน ยุติสงครามกับยูเครนโดยเร็ว มิเช่นนั้นจะต้องเผชิญการคว่ำบาตรรอบใหม่และมาตรการกำแพงภาษี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 22 ม.ค. 2568 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกโรงขู่จะตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากรัสเซีย และมีมาตรการคว่ำบาตรระดับสูงเพิ่มเติม หากมอสโกไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามยูเครน ที่ดำเนินมานานเกือบ 3 ปีได้

นายทรัมป์มีคำขู่ดังกล่าวผ่านโพสต์บน Truth Social ในวันพุธซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของเขา โดยระบุว่า

“ผมไม่ได้กำลังหาทางทำร้ายรัสเซีย ผมรักชาวรัสเซีย และมีความสัมพันธ์ที่ดีมากๆ กับประธานาธิบดีปูตินเสมอมา และถึงแม้จะมีเรื่องกลุ่มฝ่ายซ้ายหัวรุนแรงรัสเซีย, ข่าวปลอมจากรัสเซีย เราต้องไม่ลืมว่า รัสเซียเคยช่วยเราชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสูญเสียไปเกือบ 60,000,000 ชีวิต”

“ด้วยทั้งหมดทั้งมวลนั้น ผมกำลังจะช่วยรัสเซีย ที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำ และช่วยประธานาธิบดีปูตินครั้งใหญ่มากๆ ตัดสินใจเสียเดี๋ยวนี้ และหยุดสงครามบ้าๆ นี้ได้แล้ว มันมีแต่จะแย่ลง หากเราไม่ทำข้อตกลง อีกไม่นานผมจะไม่มีทางเลือกนอกจากตั้งกำแพงภาษีในระดับสูง และคว่ำบาตรทุกสิ่งทุกอย่างที่รัสเซียขายให้สหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง”

“มาจบสงคราม ที่มันจะไม่เกิดขึ้นหากผมเป็นประธานาธิบดี นี้กันเถิด เราทำได้ทั้งวิธีง่ายๆ หรือวิธียากๆ วิธีง่ายๆ นั้นดีกว่าเสมอ ถึงเวลาทำข้อตกลงแล้ว ไม่ควรมีชีวิตต้องสูญเสียมากกว่านี้” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ

ทั้งนี้ นายทรัมป์พูดมาตลอดช่วงการหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดว่า เขาสามารถยุติสงครามในยูเครนได้ภายในวันเดียวหากได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ซึ่งหลายฝั่งตั้งตารอดูว่า นายทรัมป์จะทำตามที่พูดได้อย่างไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnbc

สื่อใหญ่อังกฤษ ขอโทษเจ้าชายแฮร์รี่ จ่ายเงิน 8 หลัก ยุติคดีหาข่าวผิดกฎหมาย

สื่อใหญ่อังกฤษ ขอโทษเจ้าชายแฮร์รี่ จ่ายเงิน 8 หลัก ยุติคดีหาข่าวผิดกฎหมาย

22 ม.ค. 2568 23:24 น.

สื่อใหญ่อังกฤษ ขอโทษเจ้าชายแฮร์รี่ จ่ายเงิน 8 หลัก ยุติคดีหาข่าวผิดกฎหมาย

NGN บริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ตกลงขอโทษและจ่ายเงินชดเชยแก่เจ้าชายแฮร์รี่ เพื่อยุติคดีที่พวกเขาถูกดยุกแห่งซัสเซกซ์ กล่าวหาว่า ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวและหาข่าวด้วยวิธีผิดกฎหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การต่อสู้ทางกฎหมายระหว่างเจ้าชายแฮร์รี่ กับบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ของนายรูเพิร์ต เมอร์ด็อก มาถึงจุดเปลี่ยนอย่างไม่คาดคิดในวันพุธที่ 22 ม.ค. 2568 เมื่อดยุกแห่งซัสเซกซ์ บรรลุข้อตกลงยุติคดีที่พระองค์ฟ้องร้องบริษัท “นิวส์ กรุ๊ป นิวส์เพเพอร์” (NGN) ในข้อหารวบรวมข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย ก่อนจะขึ้นศาลไม่นาน

เจ้าชายแฮร์รี่ พระชนมายุ 40 พรรษา ระบุว่า ข้อตกลงยุติคดีดังกล่าว คือชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่

ทั้งนี้ บริษัท NGN คือผู้ตีพิมพ์หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ชื่อดังของอังกฤษอย่าง “เดอะ ซัน” (The Sun) กับ “นิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์” (News of the World) ที่ปิดไปแล้ว โดยเจ้าชายแฮร์รี่ฟ้องร้อง NGN โดยกล่าวหาว่า นักข่าวในเครือของพวกเขากับนักสืบเอกชนหาข่าวเกี่ยวกับพระองค์และครอบครัวด้วยวิธีผิดกฎหมาย ระหว่างปี 2539 ถึง 2554

นายเดวิด เชอร์บอร์น ทนายความของเจ้าชายแฮร์รี่ บอกกับศาลสูงกรุงลอนดอน ในวันพุธที่ 22 ม.ค. 2568 ว่า บริษัท NGN ตกลงจะขอโทษดยุกแห่งซัสเซกซ์อย่างครบถ้วนและชัดเจน สำหรับการล่วงล้ำชีวิตส่วนพระองค์อย่างร้ายแรงโดยสำนักข่าว เดอะ ซัน ระหว่างปี 2539 ถึง 2554 ซึ่งรวมถึงการกระทำผิดกฎหมายโดยนักสืบเอกชนที่ทำงานร่วมกับ เดอะ ซัน

NGN ยังตกลงจะขอโทษเจ้าชายแฮร์รี่สำหรับการดักฟัง, การสังเกตการณ์ และการใช้ข้อมูลสาธารณะในทางที่ผิดโดยนักข่าว และนักสืบเอกชนตามคำสั่งของ นิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์ และจะขอโทษสำหรับผลกระทบจากการล่วงล้ำชีวิตส่วนพระองค์ของเจ้าหญิงไดอานาผู้ล่วงลับด้วย

แถลงการณ์ของ NGN ซึ่งอ่านโดยนายเชอร์บอร์น ระบุอีกว่า พวกเขายอมรับว่าการกระทำของพวกเขาสร้างความเจ็บปวดแก่ดยุกแห่งซัสเซกซ์ รวมถึงสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์, มิตรภาพ และครอบครัว และได้ตกลงจะชดใช้ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ รายงานที่มีการเปิดเผยออกมาระบุว่า ข้อตกลงยุติคดีของเจ้าชายแฮร์รี่กับโจทก์ร่วมอีกคนคือนาย ทอม วัตสัน รองหัวหน้าพรรคแรงงาน เกี่ยวข้องกับเงินถึง 8 หลัก ซึ่งคาดว่าเป็นการชดเชยค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย รวมทั้งค่าเสียหาย ซึ่งแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับคดีซึ่งสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ติดต่อไปสอบถาม ไม่ปฏิเสธรายงานดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รบ.ทรัมป์สั่ง จนท.รัฐแผนก DEI หยุดงานทุกคน รอวันเลิกจ้าง

รบ.ทรัมป์สั่ง จนท.รัฐแผนก DEI หยุดงานทุกคน รอวันเลิกจ้าง

22 ม.ค. 2568 22:43 น.

รบ.ทรัมป์สั่ง จนท.รัฐแผนก DEI หยุดงานทุกคน รอวันเลิกจ้าง

รัฐบาลทรัมป์แจ้งให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางแผนกความหลากหลาย หรือ DEI ทุกคนหยุดงานแล้ว และกำลังเตรียมแผนเพื่อปิดหน่วยงานและเลิกจ้างพนักงาน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (20 ม.ค.) นายทรัมป์ออกคำสั่งพิเศษฝ่ายบริหารว่าด้วย “การยุติโครงการ DEI อันสิ้นเปลืองและสุดโต่งของรัฐบาล กับการยกเลิกคำสั่งฝ่ายบริหารและมาตรการที่เป็นโทษขั้นต้น” ซึ่งเป็นการยกเลิกคำสั่งฝ่ายบริหารหมายเลข 14035 ว่าด้วยความหลากหลาย, ความเท่าเทียม, การไม่แบ่งแยก และการเข้าถึงได้ (DEIA) ในบุคลากรรัฐบาลกลาง ของนาย โจ ไบเดน

ตามคำสั่งดังกล่าว สำนักงานจัดการบุคลากรของรัฐบาลสหรัฐฯ (OPM) ได้ส่งจดหมายเหตุถึงหัวหน้าและรักษาการหัวหน้าแผนกหรือหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลในวันอังคารที่ 21 ม.ค. เพื่อแจ้งขั้นตอนต่างๆ ในการปิดแผนกและยุติโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ DEIA

ขั้นตอนดังกล่าวเริ่มจาก การให้พนักงานแผนก DEI ทุกคนหยุดงานแบบได้ค่าจ้างภายในเวลา 17.00 น. วันพุธที่ 22 ม.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ และปิดเว็บเพจของหน่วยงาน DEI ทั้งหมดภายในเส้นตายเดียวกัน ซึ่งล่าสุด น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ เลขาธิการฝ่ายสื่อของทำเนียบขาวระบุผ่าน X ว่า คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้แล้ว

จากนั้น หน่วยงานต่างๆ จะต้องยกเลิกโครงการฝึกฝนพนักงานที่เกี่ยวข้องกับ DEI และยุติสัญญาใดๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางจะถูกขอให้รายงานต่อต้นสังกัด ว่าพวกเขาพบโครงการที่เกี่ยวข้องกับ DEI ใด ที่อาจเปลี่ยนชื่อเพื่อหลบเลี่ยงคำสั่งหรือไม่ ภายใน 10 วัน มิเช่นนั้นจะเผชิญผลที่ตามมาในเชิงลบ

หน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลกลางจะได้รับคำสั่งให้รวบรวมรายการสำนักงานฝ่าย DEI และรายชื่อของพนักงาน นับจนถึงวันที่ 5 พ.ย. 2567 แล้วส่งให้ OPM ภายในวันพฤหัสบดีที่ 23 ม.ค. 2568 และพวกเขาต้องร่างแผนเพื่อลดกำลังคนที่ทำงานในสำนักงาน DEI ดังกล่าว ภายในวันศุกร์ที่ 31 ม.ค. 2568

ทั้งนี้ นายทรัมป์ออกคำสั่งยกเลิกมาตรการ DEI ทั้งหมดที่ออกโดยรัฐบาลไบเดน โดยกล่าวหาว่า โครงการเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงการกำหนดโควต้าให้หน่วยงานรัฐต้องมีผู้มีความหลากหลายตามที่กำหนด เป็นการเลือกปฏิบัติ และยืนยันว่าเขาจะรื้อฟื้น “การจ้างงานตามความสามารถ” อย่างเข้มงวด ให้กลับคืนมา

แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนโต้แย้งว่า โครงการ DEI เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมและการเหยียดเชื้อชาติเชิงโครงสร้าง ที่อยู่คู่กับรัฐบาลสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

‘นฤมล’ประกาศไทยเริ่มทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ลดการปล่อยก๊าซมีเทน

'นฤมล'ประกาศไทยเริ่มทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ลดการปล่อยก๊าซมีเทน

‘นฤมล’ประกาศไทยเริ่มทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ลดการปล่อยก๊าซมีเทน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 09.16 น.

‘นฤมล’ประกาศกลางที่ประชุม First Movers Coalition ไทยเริ่มทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ลดการปล่อยก๊าซมีเทน สอดรับนโยบายสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของทั่วโลก

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ร่วมการประชุมและเสวนา Meeting of the First Movers Coalition Leaders  ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส โดยเป็นการประชุมร่วมกันระหว่างผู้นำของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนความสำเร็จและแนวทางในการผลักดันให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว หรือ Green Procurement 

นางนฤมล ได้นำเสนอในที่ประชุมว่า ประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทาย ทั้งจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน รวมถึงเกษตรกรไทยที่สูงวัยมากขึ้น ทำให้ต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในภาคการเกษตร เพื่อให้เกิดการความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบกับเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศมีอาชีพทำนา ดังนั้น ประเทศไทยจึงได้นำรูปแบบการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง มาทดลองโดยเลือกพื้นที่ ๆ มีความเหมาะสม โดยพบว่า สามารถเพิ่มผลผลิตได้ร้อยละ 25-40 ลดการใช้น้ำได้ถึงร้อยละ 50 และช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งจะสามารถต่อยอดเป็นคาร์บอนเครดิต และยังเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

“สิ่งสำคัญคือ การสร้างการรับรู้ของเกษตรกรถึงประโยชน์ของการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้น จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ลดผลกระทบจากภัยพิบัติต่าง ๆ  ลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งสอดรับกับนโยบายของนานาประเทศที่ต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับที่ประเทศไทยได้ให้คำมั่นไว้ในการประชุม COP 26 การถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องให้กับเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ เช่น Smart Farmers/ Young Smart Farmers/ Agricultural Village Volunteer เพื่อขยายผลองค์ความรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ“

นางนฤมล กล่าวต่อว่า สิ่งที่ภาครัฐต้องสนับสนุน คือ โครงสร้างพื้นฐานในการปรับเปลี่ยนการทำนาแบบดั้งเดิมมาเป็นแบบเปียกสลับแห้ง  ทั้งในเรื่องของชลประทาน ตลอดจนการปรับหน้าดินของแปลงนา โดยปัจจุบัน เรามีกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งความท้าทายสำคัญของประเทศไทย ประการแรก คือ การสร้างโอกาสให้กับเกษตรกร ให้สามารถปรับเปลี่ยนการผลิตแบบดั้งเดิมให้เป็นการผลิตที่ตรงกับความต้องการของตลาด เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรที่ 

นอกจากนี้ การยกระดับภาคเกษตรไทยให้เป็นเกษตรมูลค่าสูง และส่งเสริมทำเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของโลก ผลักดันแนวคิด ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยภาครัฐ นำเทคโนโลยีทางการเกษตร (Agri-Tech) มาใช้ เพื่อให้คนในภาคการเกษตรสามารถเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทย 

”การเข้าร่วมประชุม World Economic Forum 2025 ครั้งนี้ทำให้เห็นว่า ทั่วโลกให้ความสำคัญภาคเกษตรและความมั่นคงอาหาร โดยเฉพาะการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การทำเกษตรที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะกลับไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขยายผลให้ประเทศไทยต่อไป“