มายด์ ลภัสลัล โชว์ใบทะเบียนสมรส พาย สุนิษฐ์ เป็นสะใภ้สิงห์เต็มตัว

มายด์ ลภัสลัล โชว์ใบทะเบียนสมรส พาย สุนิษฐ์ เป็นสะใภ้สิงห์เต็มตัว

26 ก.พ. 2568 16:12 น.

มายด์ ลภัสลัล โชว์ใบทะเบียนสมรส พาย สุนิษฐ์ เป็นสะใภ้สิงห์เต็มตัว

เป็นอีกหนึ่งคู่รักที่จะมีข่าวดีในปีนี้ สำหรับ มายด์ ลภัสลัล กับแฟนหนุ่ม พาย สุนิษฐ์ ภิรมย์ภักดี ทายาทสิงห์ และในวันที่ 25 ก.พ. ถือเป็นวันครบรอบ 8 ปีของทั้งคู่ และครบรอบ 1 ปี ที่ฝ่ายชายทำเซอร์ไพรส์คุกเข่าขอมายด์แต่งงานในบรรยากาศสุดแสนโรแมนติกที่ประเทศชิลี

โดยทั้งคู่ได้ฤกษ์แต่งงานในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะมีพิธีหมั้นในวันที่ 3 พ.ย. 68 และฉลองมงคลสมรสในเดือนธันวาคม และธีมจัดงานแต่งคือมิวสิคเฟสติวัลที่ทั้งคู่ชื่นชอบนั่นเอง

แต่ก่อนจะถึงวันสำคัญมายด์ได้โพสต์คลิปลงในอินสตาแกรมของตัวเอง เป็นคลิปที่พายทำเซอร์ไพรส์คุกเข่าขอแต่งงานเมื่อปีที่แล้ว และในท้ายคลิปมายด์ได้ใส่ภาพโชว์ใบทะเบียนสมรสอีกด้วย พร้อมกับเขียนแคปชั่นว่า 

“Today, Last year Time flies! We never had an anniversary date and always discussed when it was.. so from now on we agreed that today is our anniversary, Happy 8 th Anniversary my other half. I’m so happy to have you in my life, can’t wait for our most fun part coming very SOOON”

“วันนี้ ปีที่แล้ว ปีที่แล้ว เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว! เราไม่เคยมีวันครบรอบเลยและคุยกันตลอดว่าเมื่อไหร่.. ดังนั้นจากนี้ไปเราจึงตกลงกันว่าวันนี้เป็นวันครบรอบของเรา สุขสันต์วันครบรอบ 8 th อีกครึ่งหนึ่งของฉัน ฉันดีใจมากที่มีคุณอยู่ในชีวิต แทบจะรอไม่ไหวแล้วสำหรับส่วนที่สนุกที่สุดของเราที่กำลังจะมาถึงเร็วๆ นี้” 

บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ขอแสดงความยินดีกับทั้งคู่ด้วยนะคะ 

ศาลพิพากษาจำคุก อาบี อดีต ผจก.จั๊กจั่น อคัมย์สิริ 9 เดือน ไม่รอลงอาญา

ศาลพิพากษาจำคุก อาบี อดีต ผจก.จั๊กจั่น อคัมย์สิริ 9 เดือน ไม่รอลงอาญา

26 ก.พ. 2568 15:46 น.

ศาลพิพากษาจำคุก อาบี อดีต ผจก.จั๊กจั่น อคัมย์สิริ 9 เดือน ไม่รอลงอาญา

หลังจากที่นางเอกสาว จั๊กจั่น อคัมย์สิริ สุวรรณศุข แจ้งความดำเนินคดีกับ อาบี อดีตผู้จัดการส่วนตัว รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง ในฐานความผิดร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ในกรณีกุข่าวใส่ความเรื่องโลกสองใบ และเรียกค่าเสียหายกว่า 10 ล้านบาท 

ศาลพิพากษาจำคุก อาบี อดีต ผจก.จั๊กจั่น อคัมย์สิริ 9 เดือน ไม่รอลงอาญา
ศาลพิพากษาจำคุก อาบี อดีต ผจก.จั๊กจั่น อคัมย์สิริ 9 เดือน ไม่รอลงอาญา

ล่าสุด ทนายนิด้า ศรันยา หวังสุขเจริญ ทนายความของจั๊กจั่น แจ้งข่าวว่า อาบี ถูกศาลพิพากษาให้จำคุก 9 เดือน โดยไม่รอลงอาญา โดยโพสต์ภาพร่วมเฟรมกับจั๊กจั่น พร้อมทั้งเขียนข้อความว่า “คดีใส่ความ #โลกสองใบ ระหว่าง นางสาวอคัมย์สิริฯ (คุณจั๊กจั่น) – โจทก์ กับ นางสาวปกชนน์ฯ (อาบี) – จำเลย

วันนี้ศาลแขวงธนบุรี ได้โปรดมีคำพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 ฐานที่ได้ใส่ความโจทก์ จำเลยได้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 3 กรรม ลงโทษจำคุกจำเลยทั้ง 3 กระทง กระทงละ 6 เดือน รวมโทษจำคุก 18 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกระทงละกึ่งนึง เหลือโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 9 เดือน โดยไม่รอลงอาญา #จั๊กจั่น #จั๊กจั่นอคัมย์สิริ #ทนายนิด้า”

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

ส่องภาพ น้องไลลา ลูกสาวคนโตของพอลล่า เป็นสาวแล้ว แววตาสวยดูมีเสน่ห์เหมือนแม่

ส่องภาพ น้องไลลา ลูกสาวคนโตของพอลล่า เป็นสาวแล้ว แววตาสวยดูมีเสน่ห์เหมือนแม่

26 ก.พ. 2568 15:02 น.

ส่องภาพ น้องไลลา ลูกสาวคนโตของพอลล่า เป็นสาวแล้ว แววตาสวยดูมีเสน่ห์เหมือนแม่

เห็นกันมาตั้งแต่ยังเด็ก มาตอนนี้ น้องไลลา ลูกสาวคนโตของ พอลล่า เทเลอร์ โตเป็นสาวแล้วเต็มตัว จากสาวน้อยในวันนั้น มาวันนี้โตเป็นสาวสวย หน้าตาน่ารักมากๆ

ล่าสุด แม่พอลล่า ได้เผยภาพใบหน้าของน้องไลลาแบบให้เห็นชัดๆ ขณะพาลูกๆ ไปเล่นสกี ซึ่งน้องไลลานั้นสวยมาก ขนตายาว ตาหวานสุดๆ พร้อมเขียนแคปชั่นว่า “Quality time with my big girl. I miss you already @lyla.buttery”

ส่องภาพ น้องไลลา ลูกสาวคนโตของพอลล่า เป็นสาวแล้ว แววตาสวยดูมีเสน่ห์เหมือนแม่
ส่องภาพ น้องไลลา ลูกสาวคนโตของพอลล่า เป็นสาวแล้ว แววตาสวยดูมีเสน่ห์เหมือนแม่
ส่องภาพ น้องไลลา ลูกสาวคนโตของพอลล่า เป็นสาวแล้ว แววตาสวยดูมีเสน่ห์เหมือนแม่

หลายคนที่ติดตามต่างเข้ามาชื่นชมในความสวยของน้องไลลากันจำนวนมาก และต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า น้องไลลาสวยและน่ารักมากจริงๆ

ส่องภาพ น้องไลลา ลูกสาวคนโตของพอลล่า เป็นสาวแล้ว แววตาสวยดูมีเสน่ห์เหมือนแม่
ส่องภาพ น้องไลลา ลูกสาวคนโตของพอลล่า เป็นสาวแล้ว แววตาสวยดูมีเสน่ห์เหมือนแม่
ส่องภาพ น้องไลลา ลูกสาวคนโตของพอลล่า เป็นสาวแล้ว แววตาสวยดูมีเสน่ห์เหมือนแม่
ส่องภาพ น้องไลลา ลูกสาวคนโตของพอลล่า เป็นสาวแล้ว แววตาสวยดูมีเสน่ห์เหมือนแม่
ส่องภาพ น้องไลลา ลูกสาวคนโตของพอลล่า เป็นสาวแล้ว แววตาสวยดูมีเสน่ห์เหมือนแม่
ส่องภาพ น้องไลลา ลูกสาวคนโตของพอลล่า เป็นสาวแล้ว แววตาสวยดูมีเสน่ห์เหมือนแม่

เผยนิทานเจ้าหญิงบ้านดอน ทำงานหนักเพื่อครอบครัว แต่พระบิดาสร้างปัญหาไม่รู้จบ

เผยนิทานเจ้าหญิงบ้านดอน ทำงานหนักเพื่อครอบครัว แต่พระบิดาสร้างปัญหาไม่รู้จบ

26 ก.พ. 2568 10:48 น.

เผยนิทานเจ้าหญิงบ้านดอน ทำงานหนักเพื่อครอบครัว แต่พระบิดาสร้างปัญหาไม่รู้จบ

มีนิทานให้ชาวเน็ตขาเผือกตาลุกกันอีกแล้ว เมื่อเพจบันเทิงดัง เจ๊มอย108 V1 เล่านิทานเจ้าหญิงบ้านดอนที่ตรากตรำทำงานอย่างหนักเพื่อดูแลครอบครัว ด้านพระบิดาเจอมรสุมมากมาย แต่เจ้าหญิงก็อยู่ข้างๆ เพราะคำว่ากตัญญู 

แต่พระบิดาก็สร้างปัญหาไม่รู้จบ โดยเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ จนพระสหายเบือนหน้า ไม่มีคนไหนที่พระบิดาไม่ติดหนี้เขา เจ้าหญิงก็ต้องทนรับสภาพ ไม่อยากรับแม้แต่โทรศัพท์ เพราะทุกครั้งที่คุยกันก็มีแต่เรื่องเงิน

ซึ่งในเพจ เจ๊มอย108 V1 เล่าว่า “บางทีเจ้ากรรมนายเวร ก็มาในรูปแบบของพ่อแม่ หรือครอบครัว!! เจ้าหญิงบ้านดอน ตรากตรำทำงานอย่างหนักเพื่อดูแลครอบครัว ท่ามกลางสายตาประชาราษฏร์ ที่คอยจับจ้องว่าความมั่นหน้า จะส่งเธอไปได้ไกลแค่ไหน

ชีวิตเจ้าหญิงบ้านดอน ไม่เคยได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อก่อนเจ้ากรรมนายเวรคือผู้ชาย แต่เดี๋ยวนี้โชคชะตาเปลี่ยนไป เจ้ากรรมนายเวรกลายเป็นพระบิดาแทน

พระบิดาเจอมรสุมมากมาย แต่เจ้าหญิงก็อยู่ข้างกาย เพราะคำว่ากตัญญู แต่ใครจะไปรู้..พระบิดาก็สร้างปัญหาไม่รู้จบ โดยเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ จนพระสหายเบือนหน้าหนีกันหมด ไม่มีคนไหนที่พระบิดาไม่ติดหนี้เขา

ถามว่า..ทำไมพระบิดาไม่หางานทำ!! ตอบ..พระบิดาพยายามหารายได้ให้ตัวเองนะ แต่หามาได้เท่าไหร่ก็เอาไปใช้หนี้เหล่าสหายหมดตัวทุกทีไป แล้วรายได้ที่พระบิดาหามานั้น บางอย่างมันก็ไม่ค่อยสุจริตเท่าไหร่ แต่ทำไงได้..งานอื่นไม่มีคนจ้างกันแล้ว

เจ้าหญิงบ้านดอนต้องทนรับสภาพประคับประคองกันไป ทั้งๆที่ใจไม่อยากรับแม้แต่โทรศัพท์พระบิดา เพราะทุกครั้งที่คุยกัน มักมีแต่เรื่องเงิน

หากพระบิดาได้เห็นโพสต์นี้ การมีลูกที่ดีถือเป็นบุญ หาเงินมาเลี้ยงดูลูกไม่ได้ .. ไม่เป็นไร!! แต่ทำตัวเป็นพ่อที่ดีได้นะ ด้วยการที่พระบิดาต้องเลิกเป็นเจ้ากรรมนายเวรลูกก่อน เริ่มด้วยการหยุดสร้างเรื่อง หยุดก่อปัญหา หยุดสร้างหนี้สร้างสินก่อน..แค่นั้น #อิพิมผู้ไร้ผัว”

เผยนิทานเจ้าหญิงบ้านดอน ทำงานหนักเพื่อครอบครัว แต่พระบิดาสร้างปัญหาไม่รู้จบ

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

ติ๊ก ชีโร่ พูดถึง เสก โลโซ น้องรักสุดซึ้ง แม้ อ้อ-กานต์ มีปัญหาจนตัดขาดกัน

ติ๊ก ชีโร่ พูดถึง เสก โลโซ น้องรักสุดซึ้ง แม้ อ้อ-กานต์ มีปัญหาจนตัดขาดกัน

26 ก.พ. 2568 09:45 น.

ติ๊ก ชีโร่ พูดถึง เสก โลโซ น้องรักสุดซึ้ง แม้ อ้อ-กานต์ มีปัญหาจนตัดขาดกัน

ก่อนหน้านี้หลายคนอาจจะได้เห็นข่าวว่า ภรรยาของ ติ๊ก ชีโร่ อย่าง อ้อ พรรทิรา และ ภรรยาของ เสก โลโซ อย่าง กานต์ วิภากร มีปัญหากันรุนแรงจนประกาศตัดขาดไม่ขอยุ่งเกี่ยวกันอีก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ทั้งคู่สนิทสนมกันเป็นอย่างมาก 

ซึ่งประเด็นดังกล่าว ทำให้หลายคนมองว่าจะลุกลามจนทำให้ติ๊กและเสกมองหน้ากันไม่ติดหรือไม่ แต่ล่าสุด หลังจากที่ ติ๊ก ได้ไลฟ์เปิดหมวกเพื่อหาเงิน 24 ล้านไปเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ซึ่งก็มีเพื่อนพี่น้องในวงการเพลงไปร่วมขึ้นเวทีร้องเพลงเพื่อช่วยติ๊กหาเงิน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เสก โลโซ น้องรักนั่นเอง 

ในเมื่อวานนี้ (25 ก.พ.68) ที่ติ๊กไลฟ์แจ้งยอดเงินที่ได้จากการเปิดหมวก 3 วัน เจ้าตัวได้พูดถึงน้องชายคนนี้เอาไว้ว่า “ผมอยากจะขอขอบคุณน้องรักของผม นั่นคือ คุณเสก โลโซ การจัดงานในวันที่ 19 เสกเขาว่างพอดี แม้ว่าจะฉุกละหุก แต่ผมยังเชื่อมั่น ไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่ ความรักระหว่างพี่น้อง เพื่อนฝูง ก็ยังคงรูป ไม่มีวันเสื่อมคลาย เพราะว่าผมกล้าบอกได้ว่า เราอยู่เคียงข้างกันไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข และอีกอย่างก็อยู่วงการเดียวกัน ต้องเจอกันอยู่แล้ว”

แม้ภรรยาของทั้งคู่จะมีปัญหากัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของ ติ๊ก และ เสก จางลงแต่อย่างใด ทำให้แฟนๆ ของทั้งคู่ใจฟูสุดๆ เมื่อได้เห็นความสัมพันธ์ของพี่น้องคู่นี้ยังรักกันดีเหมือนเดิม 

ติ๊ก ชีโร่ พูดถึง เสก โลโซ น้องรักสุดซึ้ง แม้ อ้อ-กานต์ มีปัญหาจนตัดขาดกัน
ติ๊ก ชีโร่ พูดถึง เสก โลโซ น้องรักสุดซึ้ง แม้ อ้อ-กานต์ มีปัญหาจนตัดขาดกัน
ติ๊ก ชีโร่ พูดถึง เสก โลโซ น้องรักสุดซึ้ง แม้ อ้อ-กานต์ มีปัญหาจนตัดขาดกัน

บิ๊ก ทองภูมิ ตอบปม กานต์ วิภากร ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อความสบายใจ แม้แต่บ้านตัวเองยังเข้าไม่ได้

บิ๊ก ทองภูมิ ตอบปม กานต์ วิภากร ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อความสบายใจ แม้แต่บ้านตัวเองยังเข้าไม่ได้

25 ก.พ. 2568 22:23 น.

บิ๊ก ทองภูมิ ตอบปม กานต์ วิภากร ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อความสบายใจ แม้แต่บ้านตัวเองยังเข้าไม่ได้

หลังจากที่ บิ๊ก ทองภูมิ ได้ออกมาประกาศยุติบทบาทการทำงานร่วมกับค่าย Luster Entertainment โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากสาเหตุทางด้านจิตใจและร่างกายตอนนี้ ที่ยังไม่พร้อมในการทำงาน แต่ยังเคารพรัก เสก โลโซ และทางค่ายอยู่เหมือนเดิม แต่มีเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทำให้รู้สึกหวาดระแวง รู้สึกไม่ปลอดภัยมีคนมารุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว และเลื่อยกุญแจบ้าน จนในเวลาต่อมา กานต์ วิภากร ได้ออกมาแฉกลับ พร้อมเปิดจำนวนเงินที่เคยให้ จนเป็นดราม่ายืดยาว

ล่าสุด บิ๊ก ได้มาร่วมงานแฟชั่นโชว์ CHUCHAI DIAMOND x EMPORIUM ที่ Abandoned Mansion Bangkok เจ้าตัวก็ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ เผยว่า

– เรื่อง 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่อยากพูดอะไรแล้ว คือโดยจริงๆ เนื้อใจของเรา เราก็ทำงานเพื่อสละผลประโยชน์ของคนรอบข้างเสมอ ไม่ได้คิดถึงปริมาณจำนวนเงินหรืออะไรแล้วแต่

– สิ่งหนึ่งที่เรายังทำงาน หรือว่าในทุกๆ วันนี้ที่เรายังอยู่ เรายังคงทำความดีเพื่อผู้อื่นเสมอ ที่เหลือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราก็คงยังต้องเดินตามเส้นทางเดิมต่อไป

บิ๊ก ทองภูมิ ตอบปม กานต์ วิภากร ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อความสบายใจ แม้แต่บ้านตัวเองยังเข้าไม่ได้

– เรื่องที่ขนของออกจากบ้านของกานต์ เราไม่อยากพูดอะไรเพราะที่เราพิมพ์ไปมันชัดเจนอยู่แล้ว

– บางอย่างเราไม่สามารถพูดออกมาได้หมด ต่อให้เราพูดความจริงไป ถ้ามันกระทบคนอื่นแม้ว่าเป็นเรื่องจริง ขอไม่พูดเพราะว่าเราเองก็รักทุกคน ทุกคนก็มีหัวใจ

– ตอนนี้เราสละทิ้งของหมดแล้ว ไม่ได้คิดว่าจะกลับไปเอาอะไร เพราะรู้สึกว่าของพวกนี้เราหาใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินเรื่องทอง หรือเรื่องสินค้า คือเราตาย เราก็ทิ้งทั้งหมดเหมือนกัน ใครอยากได้อะไรเราก็ให้ทั้งหมดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่รู้สึกอะไร

– จริงๆ แล้วเรามีความรักความปรารถนาดีให้กับทุกคนเสมอ ทุกอย่างเราก็เต็มที่ และเราทำให้ดีที่สุดเสมอ เราไม่เสียใจ

– เรามีความยินดี เมื่อชีวิตทุกคนดีและเห็นอกเห็นใจเมื่อชีวิตทุกคนมีปัญหา ก็ยินดีให้ความช่วยเหลือในทุกๆ ด้าน เพราะฉะนั้นเราเองก็แฮปปี้ตลอด

– เมื่อถามว่าวันที่ออกมา เราออกมาแต่ตัวไม่ได้หยิบของมาด้วย บิ๊กบอกว่า ไม่มีครับ ตัวนี้ออกเท้าเปล่ามาเลย เดินออกมาจากป่าเลย

– ถามว่าเรายังรักในดนตรีของเรา แต่กีตาร์เรายังอยู่ ไม่เสียดายกีตาร์หรอ บิ๊กบอกว่า ไม่ได้มีแค่นั้นยังมีอีกเยอะแยะเลย รถก็ยังอยู่ แต่ว่าเราไม่ซีเรียสหรอก เพราะว่าสุดท้ายของนอกกายช่างมันเถอะ จริงๆ เรารักษาร่างกายจิตใจของเราให้มันสงบร่มเย็นก็โอเคแล้ว

– เราไม่ได้อยากมีปัญหากับใคร ใครอยากได้อะไรก็ให้เขาไป ใครต้องการอะไรเราก็ยอมซะก็จบ จบที่เราซะ

– ถ้าที่เราพูดทำให้คนเข้าใจผิดก็ไม่เป็นไร ถ้าถามผมต่อให้ทุกคนเข้าใจไปอีกแบบ แล้วความจริงคืออีกแบบ และไม่มีใครฟังเลย เราก็ไม่แคร์เพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากผลของการกระทำ ไม่ใช่คำพูดคนหรอก ซึ่งเราเองยังถือศีลครบครัน

– ถามว่าชีวิตเหมือนนับหนึ่งใหม่ไหม บิ๊กบอกว่า ติดลบ

บิ๊ก ทองภูมิ ตอบปม กานต์ วิภากร ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อความสบายใจ แม้แต่บ้านตัวเองยังเข้าไม่ได้

– เมื่อถามว่าที่ผ่านมาสิ่งที่เราทำน้อยใจไหม เพราะเราทำเพื่อเขามาตลอด บิ๊กบอกว่า ไม่น้อยใจเลย เพราะว่าคุณความดีที่เราทำ เราต้องทำอยู่แล้ว คราวนี้ผลจะเป็นยังไงก็เป็นเรื่องของผล แต่ว่าในเรื่องของเหตุเราสร้างไว้แล้ว เรามีหน้าที่ในการดูแลเพื่อผู้อื่น แต่ถ้ามีคนลำบากเราไม่ทิ้ง เราให้จนหมดนั่นแหละ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เวลาทำคุณงามความดีก็จะมีเรื่องมาขัดขวาง

– เรื่องที่เขาโพสต์ในทุกๆ วัน ก็ไม่ได้กระทบจิตใจเรา ซึ่งเราก็ไม่ได้มองอะไรเลย เราตื่นมาเรามีหน้าที่อะไร เราก็ทำเท่านั้นเอง

– เรื่องที่เกิดขึ้นไม่มีอะไรต่อสภาพจิตใจใดใดทั้งสิ้น เพราะเราเองก็เต็มอิ่มในความสุขของเรา และยินดีแผ่ให้กับทุกคน มีปัญหาอะไรบอกเรายินดีช่วย

– อย่างทรัพย์สินของเรา เช่นกีตาร์ที่เราซื้อเพื่อใช้ด้วยกันในการทำงาน รถของเราเขาก็ไม่ได้ให้คืน ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แม้ว่าจะมีคนพยายามช่วย ทางแจ้งความหรือจะเอาคืนมาให้ เราก็ไม่ให้ทำ เราขออภัยทานให้ เหมือนเมตตาทำค้ำจุนโลก

– ถ้าไม่ให้คืนก็ไม่เป็นไร เอาไปเถอะ

– ไม่กลัวว่าเขาจะฟ้องเรา ในเมื่อเราเดินตามความจริงเราจะไปกลัวทำไม พร้อมจะยืนยันว่าสิ่งที่เราทำมันคือเรื่องจริงและความจริง เพียงแค่เราไม่ได้ออกมาพูดเท่านั้น เพราะไม่ได้อยากพูดถ้าพูดก็ไม่จบ แต่สิ่งที่เราทำเรารู้

บิ๊ก ทองภูมิ ตอบปม กานต์ วิภากร ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อความสบายใจ แม้แต่บ้านตัวเองยังเข้าไม่ได้

– ส่วนคอมเมนต์ต่างๆ ก็ได้อ่าน ก็เห็นแต่เราเฉย ซึ่งมันเป็นธรรมชาติมีคนด่ามีคนชมมีคนเกลียด เป็นเรื่องธรรมดา

– ในเมื่อคุณบอกว่าเป็นเรื่องเงิน แต่เราไม่ได้ประพฤติผิดในข้อลักทรัพย์ เราไม่ได้มีความต้องการ ไม่เช่นนั้นทุกวันนี้เราจะบริจาคของให้คนทำไม ในเมื่อเราถ้าเราต้องการเงิน

– ถามว่าแตกหักหรือแค่งอนกัน บิ๊กบอกว่า ไม่รู้ ถ้าถามผมตัวผมเป็นคนให้อภัยคนได้ทุกวินาที แต่เราเป็นคนพิจารณาด้วยปัญญาว่าเราต้องอยู่ตรงไหน

– ซึ่งที่เขาโพสต์อาลัยอาวรณ์ว่าอยากให้กลับมา เราเข้าใจนะ

– ถามว่าย้อนกลับไปจะเลือกเดินเข้าไปไหม ตอนนี้เราก็ทำงานตามปกติเขียนเพลงของเราไป แต่ว่าเราอยู่ตรงไหนก็ได้ที่เราปลอดภัยและมีความสุขอย่างแท้จริง ถ้าเราอยู่ที่ไหนแล้วไม่มีความสุข เราก็ไม่ไหว

– ตอนนี้ยังเข้าบ้านตัวเองไม่ได้เลย กลับบ้านไปทำไมบ้านสะอาดจัง

– ถามว่าติดใจหรือโกรธไหม ไม่โกรธและให้อภัยล้านเปอร์เซ็นต์

บิ๊ก ทองภูมิ ตอบปม กานต์ วิภากร ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อความสบายใจ แม้แต่บ้านตัวเองยังเข้าไม่ได้

– ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเราเข้าใจเพราะว่าคนไม่สบาย และมีหลายหลายเหตุ เราเข้าใจเหตุ ซึ่งเราโอเคเรารับได้และไม่โกรธเลย เราพูดดีกับทุกๆ คน ซึ่งเราเข้าใจในสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ และคนที่ล้อมรอบตรงนั้นก็เห็นรักเรากันหมด

– ถามว่ายังเป็นห่วงไหม จริงๆ เราก็ห่วงทุกคน

– ถามว่าถ้าเขาอารมณ์เย็นลงพูดจาดีขึ้น เราจะกลับไปไหม ซึ่งเราก็เห็นเขาเป็นแบบนี้อยู่แล้ว เรายังไม่เห็นมีใครคุยกับเขาได้เลย นอกจากมีเราคนเดียว

– ถ้ามีโอกาสอยากปรับความเข้าใจกันไหม คงไม่มีปรับหรอก เพราะเขาเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง มันไม่ได้อยู่ในจุดที่มีสติสัมปชัญญะร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้ามีสติครบร้อยเปอร์เซ็นต์อันนี้เข้าใจ อันนี้ไม่ว่า เราก็จะบอกว่าไม่เป็นไรแยกแยะรักษาใจของตัวเอง แต่จริงๆ เราไม่มีปัญหากับใครหรอก

บิ๊ก ทองภูมิ ตอบปม กานต์ วิภากร ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อความสบายใจ แม้แต่บ้านตัวเองยังเข้าไม่ได้
บิ๊ก ทองภูมิ ตอบปม กานต์ วิภากร ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อความสบายใจ แม้แต่บ้านตัวเองยังเข้าไม่ได้

ทำเนียบขาว ห้ามสำนักข่าวเอพี-รอยเตอร์ส ทำข่าวประชุมคณะรัฐมนตรีทรัมป์

ทำเนียบขาว ห้ามสำนักข่าวเอพี-รอยเตอร์ส ทำข่าวประชุมคณะรัฐมนตรีทรัมป์

27 ก.พ. 2568 13:36 น.

ทำเนียบขาว ห้ามสำนักข่าวเอพี-รอยเตอร์ส ทำข่าวประชุมคณะรัฐมนตรีทรัมป์

ทำเนียบขาวปฏิเสธไม่ให้ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์ส เอพี และองค์กรข่าวอื่นๆ เข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ตามนโยบายใหม่ของรัฐบาลเกี่ยวกับการรายงานข่าวของสื่อ

ทำเนียบขาวปฏิเสธไม่ให้ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์ส เอพี และองค์กรข่าวอื่นๆ เข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ตามนโยบายใหม่ของรัฐบาลเกี่ยวกับการรายงานข่าวของสื่อ

ทำเนียบขาวยังปฏิเสธไม่ให้ช่างภาพจากสำนักข่าวเอพี และผู้สื่อข่าว 3 คน จากสำนักข่าวรอยเตอร์ส ฮัฟฟ์โพสต์ และเดอร์ ทาเกสสปีเกล ของเยอรมนี เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ขณะที่ทีมงานจากสถานีโทรทัศน์เอบีซี และ นิวส์แม็กซ์ รวมถึงผู้สื่อข่าวจาก Axios, The Blaze, Bloomberg News และ NPR ได้รับอนุญาตให้เข้ารายงานข่าวดังกล่าว

เมื่อวันอังคาร (25 ก.พ.) รัฐบาลทรัมป์ประกาศว่า ทำเนียบขาวจะพิจารณาว่าสื่อใดจะสามารถรายงานข่าวเกี่ยวกับประธานาธิบดี ในพื้นที่ขนาดเล็ก เช่น ห้องทำงานรูปไข่

สมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว หรือ WHCA เป็นผู้ประสานงานการหมุนเวียนนักข่าวประจำทำเนียบขาวมาโดยตลอด โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ซึ่งเป็นสำนักข่าวต่างประเทศ มีส่วนร่วมในกลุ่มนักข่าวดังกล่าวมานานหลายทศวรรษแล้ว

แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า แม้ว่าองค์กรสื่อดั้งเดิมจะยังคงได้รับอนุญาตให้รายงานข่าวของทรัมป์ในแต่ละวัน แต่รัฐบาลมีแผนที่จะเปลี่ยนแปลงผู้เข้าร่วมทำข่าวในพื้นที่ขนาดเล็ก ระบบเครือข่ายที่บริหารจัดการโดย WHCA อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ วิทยุ สำนักข่าว หนังสือพิมพ์ ช่างภาพ และนักข่าว ที่ได้รับการคัดเลือกรายงานเหตุการณ์ และแบ่งปันรายงานของตนกับสื่ออื่นๆ

สำนักข่าว 3 แห่งที่ทำหน้าที่เป็นสมาชิกถาวรของกลุ่มสำนักข่าวทำเนียบขาว ได้แก่ เอพี, บลูมเบิร์ก และ รอยเตอร์ส ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธ เพื่อตอบสนองต่อนโยบายใหม่

แถลงการณ์จากทั้งสามองค์กรระบุว่า สำนักข่าว 3 แห่ง “ได้ทำงานมาอย่างยาวนานเพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ถูกต้อง ยุติธรรม และทันท่วงทีเกี่ยวกับตำแหน่งประธานาธิบดีจะถูกสื่อสารไปยังผู้ชมจำนวนมากจากทุกกลุ่มการเมือง ทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก การรายงานข่าวเกี่ยวกับทำเนียบขาวส่วนใหญ่ที่ผู้คนเห็นในสำนักข่าวท้องถิ่นของตน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก มาจากสายข่าว” “ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนจำเป็นต้องเข้าถึงข่าวสารเกี่ยวกับรัฐบาลของตนจากสื่ออิสระและเสรี”

ฮัฟฟ์โพสต์ เรียกการตัดสินใจของทำเนียบขาวว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อตามการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 1 ส่วนเดอร์ ทาเกสสปีเกล ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ส่วนเมื่อวันที่ 25 ก.พ. WHCA ยังได้ออกแถลงการณ์ประท้วงนโยบายใหม่ของทำเนียบขาว

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลทรัมป์ตัดสินใจห้ามไม่ให้สำนักข่าวเอพีอยู่ในกลุ่ม เนื่องจากปฏิเสธที่จะเรียกอ่าวเม็กซิโกว่าอ่าวอเมริกา หรืออัปเดตคู่มือข่าวเพื่อสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ลีวิตต์กล่าวว่า เครือข่ายโทรทัศน์เคเบิลและโทรทัศน์หลักทั้ง 5 แห่ง จะยังคงได้รับการจัดที่นั่งแบบหมุนเวียนในกลุ่มนี้ต่อไป ในขณะที่ทำเนียบขาวจะเพิ่มบริการสตรีมมิ่ง นักข่าวที่หมุนเวียนตามสื่อสิ่งพิมพ์และวิทยุจะยังคงรวมอยู่ในกลุ่มนี้ต่อไป ในขณะที่จะเพิ่มสถานีและพิธีกรรายการวิทยุใหม่ๆ เข้าไป.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เหยื่อแก๊งสแกมเมอร์เมียนมายังติดค้างนับพัน และต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน

เหยื่อแก๊งสแกมเมอร์เมียนมายังติดค้างนับพัน และต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน

27 ก.พ. 2568 12:25 น.

เหยื่อแก๊งสแกมเมอร์เมียนมายังติดค้างนับพัน และต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน

เหยื่อนับพันคนที่ได้รับการปล่อยตัวจากศูนย์สแกมเมอร์ ยังคงติดค้างอยู่ในค่ายชั่วคราวในเมียนมา เนื่องจากกระบวนการประเมินและการจัดเที่ยวบินกลับประเทศดำเนินไปอย่างล่าช้า

ชายชาวเอธิโอเปียที่เรียกตัวเองว่า “ไมค์” เป็นหนึ่งในผู้คนนับพันที่ได้รับการปล่อยตัวจากศูนย์สแกมเมอร์ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา หลังการดำเนินการปราบปรามอย่างหนัก แต่ตอนนี้ผู้คนจำนวนมากติดค้างอยู่ในค่ายชั่วคราวในเมียนมา เนื่องจากกระบวนการประเมินและการจัดเที่ยวบินกลับประเทศดำเนินไปอย่างล่าช้ามาก เขากล่าวว่าเขาถูกกักกันพร้อมกับคนอื่นๆ อีก 450 คนในอาคารแห่งหนึ่งในเมียนมา ตามแนวชายแดนไทย

กลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่กักขังพวกเขาไว้มีความสามารถในการรองรับผู้คนจำนวนมากกว่า 7,000 คน อย่างจำกัด หนึ่งในนั้นกล่าวว่ากลุ่มกองกำลังติดอาวุธหยุดปล่อยคนออกจากค่ายกักกัน เพราะพวกเขาไม่ได้ถูกย้ายมาที่ประเทศไทยเร็วพอ

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า สภาพในค่ายกักกันไม่ถูกสุขอนามัย มีอาหารไม่เพียงพอ และคนงานที่ถูกปล่อยตัวหลายคน เช่น ไมค์ มีสุขภาพไม่ดี เขากำลังมีอาการตื่นตระหนก หลังจากทำงานในศูนย์สแกมเมอร์มาเป็นเวลาหนึ่งปี ซึ่งเขาถูกทำร้ายร่างกายเป็นประจำ ไมค์เล่าว่าพวกเขาได้รับอาหารเพียงสองมื้อต่อวัน มีห้องน้ำเพียงสองห้องสำหรับคน 450 คน ซึ่งเขาบอกว่าตอนนี้พวกเขาไปเข้าห้องน้ำกันทุกที่ที่ทำได้

ไมค์เล่าว่าเมื่อปีที่แล้วมีคนชวนเขาไปทำงาน โดยอ้างว่าเป็นงานที่ดีในประเทศไทย ซึ่งต้องใช้ทักษะภาษาอังกฤษและการพิมพ์ที่ดี แต่กลับพบว่าเขาต้องอยู่ภายใต้สภาพการทำงานที่โหดร้าย ถูกบังคับให้ทำงานเป็นเวลานานทุกวันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการหลอกลวงผู้คนทางออนไลน์ ที่เจ้านายชาวจีนกำหนดไว้

ไมค์เป็นหนึ่งในผู้คนประมาณ 100,000 คนที่ เชื่อว่าถูกหลอกลวงให้ทำงานในธุรกิจสแกมเมอร์ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการโดยสแกมเมอร์ชาวจีนที่ใช้ประโยชน์จากความไร้กฎหมายในพื้นที่ส่วนนี้ของเมียนมา และแม้จะเต็มไปด้วยเรื่องราวที่โหดร้ายเกี่ยวกับการถูกทารุณกรรมจากผู้ที่หลบหนีในอดีต แต่ยังมีผู้คนจำนวนมากหลายหลายประเทศ ที่ยังคง ถูกล่อลวงจากคำสัญญาว่าจะเป็นงานที่ม่รายได้ดี

ขณะที่จีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีเหยื่อแก๊งสแกมเมอร์จำนวนมาก ได้ดำเนินการปิดศูนย์สแกมเมอร์ตามแนวชายแดนจีนกับเมียนมา แต่จนถึงปีนี้ ทั้งจีนและไทยก็ยังไม่ได้ทำอะไรมากนัก ในบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา

อาริยัน ชายชาวบังกลาเทศ กลับมายังประเทศไทยเพื่อพยายามช่วยเหลือเพื่อน 17 คนที่ยังคงอยู่ที่นั่น เขาบอกว่าเขาให้สัญญากับตัวเองว่าจะทำเช่นนี้หลังจากที่เขาหลบหนีจากศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

เขาเปิดคลิปวิดีโอสั้นๆ ของอาคารซึ่งยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างในพื้นที่หุบเขาห่างไกล ซึ่งเป็นที่ที่เขาถูกคุมขัง และเขายังจำการถูกทารุณกรรมอย่างโหดร้ายที่เขาและเพื่อนๆ ได้รับจากหัวหน้าชาวจีนได้

“พวกเขากำหนดเป้าหมาย ว่าเราต้องหาเงิน 5,000 ดอลลาร์ทุกสัปดาห์ หากไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาจะช็อตไฟฟ้าสองครั้ง หรือไม่ก็พาเราไปไว้ในห้องมืดๆ ที่ไม่มีหน้าต่าง แต่ถ้าเราได้เงินมาก พวกเขาก็พอใจกับเรามาก”

อาริยันต้องเกลี้ยกล่อมคนในตะวันออกกลางและล่อลวงให้พวกเขาโอนเงินไปยังการลงทุนปลอม กลุ่มมิจฉาชีพใช้ AI ที่ทำให้เขาดูเหมือนเป็นหญิงสาว พร้อมทั้งเปลี่ยนเสียงของเขาด้วย เขาบอกว่าเขาเกลียดการทำแบบนั้น เขาจำชายคนหนึ่งที่ยินดีจะขายเครื่องประดับของภรรยาเขาเพื่อนำเงินไปลงทุนฉ้อโกง และหวังว่าเขาจะเตือนเขาได้ แต่เขาบอกว่าหัวหน้าคอยดักฟังการโทรของพวกเขาทั้งหมด

การปล่อยตัวคนที่ถูกหลอกลวงเริ่มขึ้นเมื่อกว่าสองสัปดาห์ก่อน หลังจากที่ประเทศไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากจีนและนักการเมืองบางส่วนในประเทศ จึงตัดการเชื่อมต่อไฟฟ้าและโทรคมนาคมไปยังบริเวณชายแดน ทำให้การเข้าถึงธนาคารของหัวหน้ากลุ่มสแกมเมอร์ถูกจำกัด และมีการออกหมายจับแกนนำกองกำลังติดอาวุธบางส่วนที่ปกป้องธุรกิจนี้

มาตรการดังกล่าวยังกระทบต่อชาวกะเหรี่ยงทั่วไปที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงด้วย โดยกดดันให้ผู้บัญชาการกองกำลังติดอาวุธแสดงความเต็มใจที่จะยุติการละเมิดในศูนย์สแกมเมอร์ พวกเขาเริ่มช่วยเหลือผู้ที่พยายามหลบหนี และอพยพผู้คนออกจากศูนย์บางส่วนจนหมด

ค่ายที่ไมค์อาศัยอยู่ขณะนี้ ได้รับการดูแลโดยกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (DKBA) ซึ่งเป็นกลุ่มกบฏที่แยกตัวออกมาจากชุมชนกะเหรี่ยง

จนกระทั่งเมื่อไม่นานนี้ ค่ายนี้ยังคงปกป้องศูนย์สแกมเมอร์หลายแห่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ขณะที่ประเทศไทยยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อดำเนินการนำผู้ที่ตกเป็นเหยื่อกลับบ้าน

แรงงานที่ถูกปล่อยตัว 260 คน ถูกนำตัวข้ามแม่น้ำเมยด้วยแพเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา และชาวจีนประมาณ 621 คน ถูกส่งตรงกลับจีนโดยมีตำรวจคุ้มกันบนเครื่องบินเช่าเหมาลำ อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการนำแรงงานดังกล่าวกลับมายังไทยยังคงประสบปัญหา

ปัญหาคือพวกเขามาจากหลายประเทศ และบางประเทศแทบไม่ได้ทำอะไรเพื่อนำพลเมืองของตนกลับประเทศ ในจำนวน 260 คนแรกที่เดินทางมา ประมาณ 130 คนมาจากเอธิโอเปีย ซึ่งไม่มีสถานทูตในกรุงเทพฯ

ขณะที่บีบีซีได้รับแจ้งว่า ประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาจะพาพลเมืองของตนกลับประเทศ ก็ต่อเมื่อมีคนจ่ายเงินให้เท่านั้น แรงงานที่ถูกปล่อยตัวส่วนใหญ่ไม่มีอะไรเลย แม้แต่หนังสือเดินทางของพวกเขายังถูกหัวหน้าค่ายกักกันยึดไว้

ประเทศไทยหวั่นเกรงว่าการนำคนหลายพันคนเข้าประเทศ อาจทำให้ต้องดูแลต่อไปอย่างไม่มีกำหนด นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องการคัดกรองพวกเขาเพื่อค้นหาว่าใครเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ตัวจริง และใครอาจเป็นผู้ก่ออาชญากรรม แต่ไม่มีศักยภาพที่จะทำเช่นนี้กับกลุ่มคนจำนวนมากเช่นนี้

กระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงกองทัพ ต่างเข้ามาเกี่ยวข้องในการจัดการปัญหานี้ และต้องตกลงกันว่าใครจะทำอะไร ตำรวจระดับสูงและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองหลายคนถูกย้าย เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกมเมอร์

จูดาห์ ทาน่า ชาวออสเตรเลียซึ่งบริหารองค์กรพัฒนาเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์ในศูนย์หลอกลวงดังกล่าวมาหลายปีกล่าวว่า “เราได้ยินข่าวที่น่าวิตกเกี่ยวกับการขาดสุขอนามัยและห้องน้ำ หลายคนในจำนวน 260 คนที่เข้ามาแล้วได้รับการคัดกรองวัณโรคและผลตรวจเป็นบวก เราได้ยินจากผู้ที่ยังอยู่ภายในว่ามีคนไอเป็นเลือด พวกเขามีความสุขมากที่เป็นอิสระจากสแกมเมอร์ แต่เรากังวลว่าเราไม่ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วพอ”

ตอนนี้ดูเหมือนว่าประเทศไทยพร้อมที่จะนำชาวอินโดนีเซีย 94 คนเข้าประเทศแล้ว เนื่องจากสถานทูตอินโดนีเซียได้ผลักดันให้ปล่อยตัวพวกเขามาหลายวันแล้ว และได้จองตั๋วเครื่องบินกลับอินโดนีเซียให้พวกเขาแล้ว

อย่างไรก็ตาม แต่ยังคงมีคนอีกกว่า 7,000 คน ที่ยังคงอยู่ในเมียนมา โดยยังไม่แน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาต่อไป

ไมค์กล่าวว่าเขาและคนอื่นๆ อีกหลายคนกลัวว่าหากพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ข้ามแดนเข้าประเทศไทยในเร็วๆ นี้ DKBA อาจส่งพวกเขากลับคืนให้กับกลุ่มสแกมเมอร์ ซึ่งพวกเขาอาจต้องเผชิญกับการลงโทษที่พยายามหลบหนี.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

จับตาโรคหัดระบาดในสหรัฐฯ ล่าสุดมีเด็กเสียชีวิตรายแรกในรอบหลายปี

จับตาโรคหัดระบาดในสหรัฐฯ ล่าสุดมีเด็กเสียชีวิตรายแรกในรอบหลายปี

27 ก.พ. 2568 11:56 น.

จับตาโรคหัดระบาดในสหรัฐฯ ล่าสุดมีเด็กเสียชีวิตรายแรกในรอบหลายปี

เด็กชาวเท็กซัส เสียชีวิตจากโรคหัดเป็นรายแรกของสหรัฐฯในรอบเกือบ 10 ปี โดยพบว่าเด็กไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด เนื่องจากความเชื่อทางศาสนา

ปีนี้มีรายงานผู้ป่วยโรคหัดแล้วกว่า 130 ราย ในเท็กซัสตะวันตกและรัฐนิวเม็กซิโก โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีน และมีประมาณ 20 รายต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล โดยเจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนในรัฐเท็กซัสที่เสียชีวิตจากโรคหัด เมื่อวันพุธ (26 ก.พ.) นับเป็นผู้เสียชีวิตจากโรคนี้รายแรกในสหรัฐฯ ในรอบเกือบ 10 ปี การเสียชีวิตครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่อัตราการฉีดวัคซีนลดลงทั่วประเทศ โดยผู้ป่วยล่าสุดส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนทางศาสนา เมนโนไนต์ ซึ่งปฏิเสธการรับวัคซีนมาเป็นเวลานาน

จับตาโรคหัดระบาดในสหรัฐฯ ล่าสุดมีเด็กเสียชีวิตรายแรกในรอบหลายปี

ในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ นายโรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี เจอาร์รัฐมนตรีสาธารณสุข ได้ระบุถึงสถานการณ์ครั้งนี้ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะสหรัฐฯ มีการระบาดของโรคหัดทุกปี โดยเขาระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 2 ราย แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของเท็กซัสและนิวเม็กซิโกระบุว่ายังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตรายอื่น

ดร. อาเมช อดัลจา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ กล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า การเสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันนี้ควรเป็นเครื่องเตือนใจว่าทำไมวัคซีนจึงถูกพัฒนา และมันมีคุณค่าต่อสุขภาพของแต่ละบุคคล

จับตาโรคหัดระบาดในสหรัฐฯ ล่าสุดมีเด็กเสียชีวิตรายแรกในรอบหลายปี

สำหรับศูนย์กลางของการระบาดครั้งนี้อยู่ที่ เขตเกนส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ชุมชนเมนโนไนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นนิกายคริสเตียนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอามิช โดยกฎหมายของรัฐเท็กซัสอนุญาตให้มีการยกเว้นวัคซีนด้วยเหตุผลทางมโนธรรม รวมถึงความเชื่อทางศาสนา

ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ หรือCDC แนะนำให้มี อัตราการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 95% เพื่อคงไว้ซึ่งภูมิคุ้มกันหมู่ อย่างไรก็ตาม อัตราการฉีดวัคซีนของเด็กอนุบาลลดลงจาก 95.2% ในปีการศึกษา 2019-2020 เหลือ 92.7% ในปี 2023-2024 ทำให้มีเด็กประมาณ 280,000 คนตกอยู่ในความเสี่ยง

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ มีผู้เสียชีวิตจากโรคหัดครั้งล่าสุดในปี 2015 เมื่อ หญิงคนหนึ่งในรัฐวอชิงตันเสียชีวิตจากปอดบวมที่เกิดจากไวรัสหัด แม้ว่าเธอจะได้รับวัคซีนแล้ว แต่เธอใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
ก่อนหน้านั้น เคยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัดในสหรัฐฯ ครั้งล่าสุดในปี 2003

โรคหัดเป็น ไวรัสทางเดินหายใจที่แพร่กระจายได้ง่ายมาก ผ่านละอองฝอยจากการ ไอ จาม หรือแม้แต่การหายใจของผู้ติดเชื้อ โดยจะมีผื่นแดงขึ้นทั่วร่างกาย และอาจเป็นอันตรายต่อผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน รวมถึงทารกอายุต่ำกว่า 12 เดือนที่ยังไม่สามารถรับวัคซีน และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

ในช่วงที่มีการระบาด ประมาณ 1 ใน 5 ของผู้ติดเชื้อต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และ 1 ใน 20 มีภาวะปอดบวม โรคหัดอาจทำให้เกิด สมองบวมและเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยวัคซีนสามารถป้องกันโรคหัดมีประสิทธิภาพสูงมาก โดยเข็มแรกมีประสิทธิภาพ 93% และเข็มที่ 2 มีประสิทธิภาพถึง 97%

ก่อนที่วัคซีนโรคหัดจะถูกพัฒนาในปี 1963 มีชาวอเมริกัน หลายล้านคนติดเชื้อโรคหัดทุกปี และหลายร้อยคนเสียชีวิต แม้ว่าโรคหัดจะถูกประกาศว่า หมดไปจากสหรัฐฯ ในปี 2000 แต่การระบาดยังคงเกิดขึ้นทุกปี

ในปี 2023 สหรัฐฯ รายงานผู้ป่วยโรคหัด 285 ราย ตามข้อมูลของ CDC ขณะที่การระบาดใหญ่ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2019 โดยมีผู้ติดเชื้อ 1,274 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนชาวยิวออร์โธดอกซ์ในนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โรคหัด

ลาวประกาศพื้นที่สีแดง “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” ระบาดหนัก

ลาวประกาศพื้นที่สีแดง "อหิวาต์แอฟริกาในสุกร" ระบาดหนัก

27 ก.พ. 2568 11:07 น.

ลาวประกาศพื้นที่สีแดง “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” ระบาดหนัก

ทางการลาวประกาศให้แขวงไซสมบูน ทางภาคกลางของประเทศเป็นพื้นที่สีแดง หลังมีการยืนยันพบการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เร่งควบคุมและกำจัดการแพร่ระบาดที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตเนื้อหมู และการใช้ชีวิตของประชาชน

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 สื่อท้องถิ่นของลาวรายงานว่า ทางการได้ประกาศให้แขวงไซสมบูน ทางภาคกลางของประเทศเป็นเขตพื้นที่สีแดง หลังมีการยืนยันพบการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ (African swine feve -ASF) ในหมู่บ้านวังไห เขตท่าโทม แขวงไซสมบูน ตั้งแต่ช่วงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้สั่งห้ามการแปรรูปและจำหน่ายเนื้อหมูที่ติดเชื้อเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเพิ่มเติมแล้ว โดยโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อการผลิตเนื้อหมูและการใช้ชีวิตของประชาชนชาวลาว หน่วยงานจึงเรียกร้องให้มีการประสานงานเพื่อควบคุมและกำจัดการแพร่ระบาดแล้ว

หน่วยงานได้เพิ่มการเฝ้าระวังตามหมู่บ้านหลายแห่งในแขวงไซสมบูน และแขวงบอลิคำไซ และจะดำเนินการตรวจสอบและเก็บตัวอย่างมาวิเคราะห์เพื่อลดการสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุด นอกจากนี้ มีการกระตุ้นให้เกษตรกรเพิ่มมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพและปฏิบัติตามข้อจำกัดการเคลื่อนย้ายเพื่อช่วยควบคุมการระบาดอย่างรวดเร็วแล้ว

ทั้งนี้ โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรไม่สามารถแพร่จากสัตว์สู่มนุษย์ได้ แต่ส่งผลกระทบต่อหมูและหมูป่าและมีอัตราการตายเกือบร้อยละ 100 การฆ่าเชื้อไวรัสต้องใช้อุณหภูมิสูง และเชื้อไวรัสสามารถอยู่รอดได้นานถึง 3 ปีในเนื้อแช่แข็ง และนานถึง 1 ปีในเนื้อแห้ง.