กาแฟพันธุ์ไทย เปิดตัวแก้วคอลเลคชั่น THAIRICANO : A CUP OF LOVE

กาแฟพันธุ์ไทย เปิดตัวแก้วคอลเลคชั่น THAIRICANO : A CUP OF LOVE

กาแฟพันธุ์ไทย เปิดตัวแก้วคอลเลคชั่น THAIRICANO : A CUP OF LOVE

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สุรชัย พุฒิกุลางกูร และ กนิษฐ์ มิ่งเมือง 

ในยุคที่กาแฟกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต “พันธุ์ไทย” แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นเพียงร้านกาแฟทั่วไป ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งสร้างความยั่งยืนให้กับวงการกาแฟไทยทั้งระบบ ผ่านการผสานศิลปะเข้ากับกาแฟในแก้ว คอลเลคชั่นสุดละเมียดละไม “THAIRICANO: A CUP OF LOVE” ที่เปิดตัวในงาน Punthai Thai Coffee to The World ด้วย Passion ที่มุ่งมั่นตั้งใจส่งกาแฟไทยไปสู่สายตาชาวโลก

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด กล่าวว่า “ชื่อ “ไทยริกาโน” มาจากการผสานคำว่า “ไทย” กับคำว่า “อเมริกาโน”ซึ่งไทยริกาโนได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นกาแฟสัญชาติไทยแท้ๆ ที่มีรสชาติเข้มข้น กลมกล่อม คล้ายคลึงกับกาแฟอเมริกาโนดั้งเดิม แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างออกไป เป็นกาแฟสเปเชียลตี้สัญชาติไทย สายพันธุ์อาราบิก้า 100% จากแหล่งปลูกที่ดีที่สุดในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นกาแฟคั่วกลาง รสชาติกลมกล่อม มีความบาลานซ์ของโทนนัตตี้ และฟรุตตี้ ในราคาเข้าถึงง่าย นอกจากนี้พันธุ์ไทยยังตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ ผ่านแก้วกาแฟใบเล็กด้วยการนำศิลปะซึ่งเป็นภาษาสากลมาเชื่อมโยงกับกาแฟ เพื่อบอกเล่าการเดินทางของกาแฟ ตั้งแต่การบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ในแหล่งปลูกที่เหมาะสม กรรมวิธีการผลิตที่พิถีพิถัน ไปจนถึงการส่งมอบกาแฟที่ดีที่สุดถึงมือลูกค้า พร้อมสร้างรายได้ถึงมือเกษตรกรไทยสร้างชีวิตที่อยู่ดีมีสุขให้กับชุมชน สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้กับประเทศ และสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม สู่หมุดหมายของการนำกาแฟไทยไปสู่สายตาชาวโลกได้อย่างภาคภูมิใจ และเป็นกาแฟไทยที่ตั้งใจให้โลกรัก

แก้วคอลเลคชั่นใหม่ THAIRICANO : A CUP OF LOVE

กนิษฐ์ มิ่งเมือง Executive Creative Director Wolf BKK เล่าถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานว่า“สิ่งแรกที่เราได้ฟังจากทีมพันธุ์ไทย คือความตั้งใจที่อยากสร้างกาแฟแห่งชาติ กาแฟเพื่อคนไทย สร้างจากคนไทย และเป็นราคาที่เข้าถึงง่าย ดื่มได้ทุกคน จากความตั้งใจนี้เราจึงค้นพบว่ามันมีความใส่ใจที่มากกว่าขั้นตอนการปลูก หรือการชง เช่น การคัดเมล็ดด้วยมือ การคั่วกาแฟ การขนส่งจากที่เพาะปลูก หรือแม้แต่การเก็บรักษา พิถีพิถันในทุกๆ ขั้นตอน เพื่อให้ได้รสชาติ และรสสัมผัสของ ไทยริกาโน ที่ดีที่สุดในทุกแก้ว เราจึงอยากให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด และอยากทำให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมอยู่ในความงามบนแก้วกาแฟใบนี้ซึ่งแม้แต่การเลือกใช้วัสดุแก้วกระดาษที่ย่อยสลายได้ และนำมาเล่าผ่านภาพที่ถูกสร้างโดยวิธีการราวกับการแกะสลัก ก็เพื่อทำให้เห็นว่าผลงานชิ้นนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของความใส่ใจด้วยเหมือนกันยิ่งไปกว่านั้นเราอยากให้ทุกคนที่ได้ดื่มกาแฟแก้วนี้ รู้สึกถึงความตั้งใจของคนไทยจริงๆ”

สุรชัย พุฒิกุลางกูร เล่าถึงขั้นตอนการทำงานว่า “ความยากของงานชิ้นนี้คือการที่เราตั้งใจทำให้ทุกคนที่ดูผลงานสามารถรู้สึกได้ถึงความตั้งใจของเกษตรกรไทยและทุกๆ คน ที่ช่วยกันสร้าง ไทยริกาโน ทุกรายละเอียดเล็กๆ ที่ช่วยสื่ออารมณ์ไม่ว่าจะเป็นความถูกต้องของการทำงานสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่อยู่ล้อมรอบการมาของแสงในแต่ละจุด หรือสีหน้า ท่าทางของทุกคนในผลงาน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราให้ความสำคัญในการสร้างผลงานชิ้นนี้ โดยขั้นตอนแรกของการสร้างผลงานชิ้นนี้เริ่มจากการไปเรียนรู้ และเข้าใจความรู้สึกของเกษตรกรจริงๆ ในแต่ละขั้นตอนการทำงานจริงๆ ว่าระหว่างที่พวกเขาทำสิ่งนั้น การทำงานที่ถูกต้องมันควรเป็นยังไง และมันเกิดอะไรขึ้นบ้างในแต่ละขั้นตอน และพวกเขารู้สึกอย่างไรบ้าง รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาด้วย เพื่อทำให้รายละเอียดเหล่านั้นที่จะนำไปอยู่บนแก้วครบถ้วน และเห็นถึงความตั้งใจของพวกเขาทุกคน และแน่นอนว่าเมื่อรายละเอียดเยอะ เราจึงต้องใช้เวลาในการทำงานที่เพียงพอ เป็นเวลากว่า 5 เดือน เพื่อเก็บให้ครบทุกรายละเอียด โดยไม่ให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งตกหายไป เราจึงจะเร่งรีบไม่ได้เป็นอันขาด ผลงานชิ้นนี้จึงใช้เวลาในการทำงานที่มากกว่าที่แพลนไว้แต่ก็ทำให้ทุกรายละเอียดสมบูรณ์แบบจริงๆ”

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล

ดื่มด่ำความกลมกล่อม หอม ละมุนของกาแฟพรีเมียมจาก “ไทยริกาโน” Specialty Coffee สัญชาติไทย สายพันธุ์อาราบิก้าแท้ 100% ในแก้วลายพิเศษสุดลิมิเต็ดอิดิชั่น จากฝีมือศิลปินไทยมือรางวัลระดับโลก ในราคาเข้าถึงง่าย เริ่มต้นเพียง 55 บาท สำหรับเมนูร้อน และ 65 บาท สำหรับเมนูเย็น ตั้งแต่วันนี้-18 มีนาคม 2568 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ที่ร้านพันธุ์ไทยทุกสาขาที่ร่วมรายการ และบริการเดลิเวอรี่จัดส่งถึงบ้าน เสพงานศิลป์ไปกับแก้วไทยริกาโนแบบ 360 องศา คลิก https://youtu.be/nZJu3A2TmnA ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/punthaicoffee หรือ www.punthaicoffee.com

‘ณัฐธีรา บุญศรี’ชวนทุกคนมาตกหลุมรักครั้งใหม่ที่‘ห้างเซ็นทรัลบางรัก’

‘ณัฐธีรา บุญศรี’ชวนทุกคนมาตกหลุมรักครั้งใหม่ที่‘ห้างเซ็นทรัลบางรัก’

‘ณัฐธีรา บุญศรี’ชวนทุกคนมาตกหลุมรักครั้งใหม่ที่‘ห้างเซ็นทรัลบางรัก’

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ณัฐธีรา บุญศรี

ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิด “ห้างเซ็นทรัลบางรัก” โฉมใหม่ อย่างเป็นทางการพร้อมชวนทุกคนให้มาตกหลุมรักครั้งใหม่กับแนวคิด “Key Destination & Lifestyle Components” ที่จะตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดีร่วมกันในทุกเจเนอเรชั่นบนพื้นที่ที่ไม่ใช่แค่ห้างสรรพสินค้า แต่ยกระดับสู่การเป็นไลฟ์สไตล์เดสติเนชั่นแบบวันสต๊อปช้อปปิ้ง เพื่อเป็น “ศูนย์กลางแห่งความสุข” ที่เปิดให้ทุกคนได้มาสัมผัสแล้ววันนี้

ณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่าห้างเซ็นทรัลบางรัก โฉมใหม่ออกแบบมาเพื่อเล่าเรื่องราวของ “บางรัก” ในทุกมุมมองภายใต้ดีไซน์คอนเซ็ปต์ “Village of Love” ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมดั้งเดิมและความทันสมัยของย่านบางรักได้อย่างลงตัว โดยมีการนำแรงบันดาลใจจาก “Authenticity Courtyard” หรือสนามภายในบ้านจีนโบราณ ที่เปรียบเสมือนหัวใจของครอบครัวและชุมชน ผสมผสานโคมไฟจีน งานศิลปะ และลวดลายที่สะท้อนเสน่ห์ท้องถิ่นให้ทุกพื้นที่ถูกออกแบบให้เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นในโทนสีเอิร์ธโทนและบรรยากาศที่เหมือนอยู่บ้าน พร้อมมอบประสบการณ์ที่แตกต่างด้วยพื้นที่ที่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ราวกับเดินเล่นในหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งวันวาน ผสานเข้ากับจุดหมายปลายทางใหม่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกโมเมนต์ของการใช้ชีวิต รวมทั้งในส่วน Façade ด้านหน้าอาคารที่ยังคงโครงสร้างอันเป็นเอกลักษณ์เดิม เพิ่มเติมด้วยวัสดุที่ทันสมัยและสีสันที่ดูสดใสมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังยกระดับการช้อปปิ้งด้วยพื้นที่ Common Area พื้นที่ที่สร้างความอบอุ่นและเชื่อมโยงทุกคน (New Community Spirit) ที่เปี่ยมไปด้วยดีไซน์และความหมาย เริ่มจากโทนสีเอิร์ธโทน ที่มอบบรรยากาศอบอุ่นผ่อนคลาย ดึงดูดความรู้สึกเหมือนได้“กลับบ้าน” โดยโซนต่างๆ ภายในห้างถูกแบ่งออกเป็น “Room Concept” ที่จัดสรรพื้นที่ให้เหมือนสำรวจบ้านที่มีหลายมิติเต็มไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวในทุกย่างก้าว อีกหนึ่งไฮไลท์คือ Platinum Lounge ที่พร้อมให้สัมผัสความหรูหราเหนือระดับ Baby Room ที่งดงามด้วยแรงบันดาลใจจาก “ลูกหงษ์หยก” สัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ ความสง่างาม และโชคลาภ

ที่โดดเด่นคือ จัดสรรให้มี “พื้นที่ของชุมชน” กับกิจกรรมสร้างสรรค์ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น นิทรรศการศิลปะ กิจกรรม Workshop รวมถึงการสนับสนุนสินค้าจากชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งมุ่งเน้นความยั่งยืนที่สวยงาม เพราะ “ห้างเซ็นทรัลบางรัก” เชื่อว่าการพัฒนาที่ดีควรสร้างความยั่งยืนแก่ธุรกิจและสังคมในทุกๆ ด้าน อย่างในด้านสิ่งแวดล้อม ห้างได้เลือกใช้วัสดุรีไซเคิลและของตกแต่งจากสาขาเดิม เช่น โคมจีนที่เคยใช้ในเทศกาลตรุษจีน ถูกนำมาปรับโฉมใหม่โดยหุ้มด้วยผ้าทอมือจากชุมชนที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเพิ่มคุณค่าและเอกลักษณ์ให้กับพื้นที่ และสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน

และยิ่งไปกว่านั้น ห้างเซ็นทรัลบางรัก ยังเป็นศูนย์รวมของแบรนด์พรีเมียมและสินค้าที่หลากหลาย (All – In One Destination) จากทั้งไทยและต่างประเทศ ตั้งแต่สินค้าแฟชั่นเครื่องสำอาง นาฬิกา ไปจนถึงสินค้าเด็กและของตกแต่งบ้านที่มีมากกว่า 173 แบรนด์ชั้นนำ ครบทุกหมวดหมู่ในที่เดียว บนพื้นที่ 26,966 ตร.ม.

งานฉลองเปิด “ห้างเซ็นทรัลบางรัก” โฉมใหม่ ได้รับเกียรติจาก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานภายในงาน
ร่วมด้วยบุคคลสำคัญจากทางหน่วยงานราชการและเอกชนต่างๆ อาทิ วิพุธศรีวะอุไร รองประธานสภากรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเขตบางรัก พรพัน วัฒนสินธุ์ ผู้อำนวยการเขตบางรัก พันตำรวจเอกรัฐธนนท์เอกฐิติกุลพัทธ์ ผู้กำกับการ สถานีตำรวจนครบาลยานนาวา ฯลฯ โดยมีทีมผู้บริหารกลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลในเครือเซ็นทรัล รีเทล นำโดย ณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวิศรา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริหารกลุ่มการตลาด และ ฟิลิป โรสเซติผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มออกแบบ ต้อนรับ เริ่มความพิเศษที่การแสดงโชว์สุดพิเศษพร้อมเปิดตัวนักแสดงหนุ่มสุดฮอต “ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร” ที่นอกจากจะมาร่วมสร้างโมเม้นต์แห่งความสุขแล้ว ยังขอรับอาสาเป็นไกด์พาทัวร์ความพิเศษของ “ห้างเซ็นทรัลบางรัก” โฉมใหม่ ด้วย

มาตกหลุมรักครั้งใหม่ที่ ห้างเซ็นทรัลบางรัก พร้อมติดตามข้อมูลข่าวสารหรือกิจกรรมดีๆ ได้ที่ Facebook Fanpage : Central Department Store และ Central Department Store Bangrak

Versace เปิดตัวแคมเปญภาพถ่ายคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน 2025

Versace เปิดตัวแคมเปญภาพถ่ายคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน 2025

Versace เปิดตัวแคมเปญภาพถ่ายคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน 2025

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Versace เปิดตัวแคมเปญภาพถ่ายของคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน 2025 ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองให้กับกลุ่มคนที่มีความมั่นใจในตัวเองและแสดงความเป็นเอกลักษณ์ผ่านทัศนคติของพวกเขา โดยต้องการนำความสมจริงและความเกี่ยวข้องมาสู่แคมเปญ ผ่านการสร้างสรรค์ภาพถ่ายที่เต็มไปด้วยอารมณ์และจิตวิญญาณ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดอย่างงดงามโดย Mert & Marcus ด้วยการจัดแสงแบบภาพยนตร์ที่ทรงพลัง ภาพยนตร์แคมเปญเป็นเสี้ยวหนึ่งของบทสนทนาที่คาดไม่ถึงระหว่าง Donatella กับแต่ละตัวละครแต่ละตัว เปี่ยมไปด้วยไหวพริบและอารมณ์ขัน

Versace คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน 2025 เต็มไปด้วยพลังแห่งความสนุกความมีชีวิตชีวา และความเป็นอิสระที่หลอมรวมเข้ากับความประณีตซึ่งเป็นหัวใจของแบรนด์ ความปรารถนาในอิสรภาพก่อให้เกิดสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเองโดยสัญชาตญาณ-ดูไร้กฎเกณฑ์ ผสมผสานอย่างลงตัว และเปี่ยมไปด้วยความสนุกในการแต่งตัว ถ่ายทอดความมั่นใจเชิงบวกอย่างเต็มที่และสะท้อนตัวตนของ Versace อย่างแท้จริง

เสื้อผ้าประกอบไปด้วย เดรสและกระโปรงที่มาในวัสดุ Metal Mesh อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ครั้งนี้มาพร้อมลายพิมพ์ดอกไม้ ขณะที่ แจ๊กเกต คาร์ดิแกน และเสื้อเชิ้ตถูกนำมาสวมใส่ด้วยลายพิมพ์ที่ตัดกันพร้อมสัดส่วนที่ตั้งใจให้ดูแปลกตา ส่วนเสื้อเชิ้ตผ้าไหมพิมพ์ลายสำหรับผู้ชายมาในลวดลายบาโรกหรูหรา ซึ่งเป็นดีไซน์สุดไอคอนิกของ Versace

สำหรับกระเป๋าของซีซั่นนี้อย่างกระเป๋ารุ่น Tag และ Kleio มาในหลากหลายเฉดสีและวัสดุ กระเป๋า Kleio รุ่นใหม่โดดเด่นด้วยด้วยงานหนังแพทช์เวิร์กที่ให้สัมผัสหรูหรา และลวดลายดอกป๊อปปี้ที่ปักประดับทั่วทั้งใบ สำหรับกระเป๋ารุ่น Tag มาในเฉดสีลูกกวาดบนหนังสุดพรีเมียม พร้อมเครื่องประดับเสริมที่เพิ่มเสน่ห์ให้กับดีไซน์

โรคไข้หวัดใหญ่ น่ากลัวกว่าที่คิด อาจเสียชีวิตหากเกิดภาวะแทรกซ้อน

โรคไข้หวัดใหญ่ น่ากลัวกว่าที่คิด อาจเสียชีวิตหากเกิดภาวะแทรกซ้อน

โรคไข้หวัดใหญ่ น่ากลัวกว่าที่คิด อาจเสียชีวิตหากเกิดภาวะแทรกซ้อน

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรคไข้หวัดใหญ่ น่ากลัวกว่าที่คิด อาจเสียชีวิตหากเกิดภาวะแทรกซ้อน

โรคไข้หวัดใหญ่ กลับมาระบาดอีกระลอก เนื่องจากปีนี้มีฤดูหนาวยาวนานกว่าทุกปี แพทย์เตือนอย่ามองข้าม เพราะเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่มีความรุนแรงมากกว่าไวรัสทางเดินหายใจอื่นๆ แพร่กระจายได้ง่ายผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจาม หากอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย อาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตหรือเสียชีวิตได้โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัว

พญ.วรินทิพย์ มหาพสุธานนท์

แพทย์หญิงวรินทิพย์มหาพสุธานนท์ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เกิดขึ้นได้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล ไข้หวัดใหญ่ต่างจากไข้หวัดทั่วไป เพราะมีอาการรุนแรงกว่าและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และโรคปอดเรื้อรัง ไข้หวัดใหญ่สามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยขนาดเล็กจากการไอหรือจาม และสามารถติดต่อได้ทางการสัมผัสพื้นผิวหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส เช่น ลูกบิดประตู โทรศัพท์มือถือ หรือโต๊ะทำงาน แล้วนำมือไปสัมผัสใบหน้า (ตา, จมูก, ปาก) ระยะฟักตัวของไข้หวัดใหญ่อยู่ที่ 1-4 วัน โดยผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนแสดงอาการ ไปจนถึง 5-7 วันหลังจากมีอาการแรกเริ่ม สำหรับเด็กและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจแพร่เชื้อได้นานกว่านี้

ไข้หวัดใหญ่มักมีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดทั่วไป และเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีอาการหลัก ดังนี้ ไข้สูง(38-40°C) เกิดขึ้นอย่างฉับพลันปวดเมื่อยตามตัว ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณหลัง แขน ขา ปวดศีรษะรุนแรง รู้สึกหนักศีรษะหรือหรือเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง อาการอาจคงอยู่นานหลายวัน ไอแห้ง หรือไอมีเสมหะ อาจมีอาการเจ็บคอร่วมด้วยน้ำมูกไหล คัดจมูก แต่ไม่เด่นชัดเท่ากับไข้หวัดทั่วไป หนาวสั่น เหงื่อออก เนื่องจากไข้ขึ้นสูง เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน พบได้บ่อยในเด็ก

อาการส่วนใหญ่มักดีขึ้นภายใน 7-10 วัน แต่ในบางกรณีอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โดยมีกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
ได้ง่าย คือ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ,ผู้สูงอายุ, หญิงตั้งครรภ์, ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง (เบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรังโรคไตเรื้อรัง โรคตับ) และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ติดเชื้อ HIV

ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ควรระวังมีดังนี้ ปอดอักเสบ (Pneumonia) : เชื้อไวรัสสามารถลุกลามเข้าสู่ปอด ทำให้หายใจลำบาก อาจเกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่เอง หรือจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ(Myocarditis) : ทำให้หัวใจอ่อนแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

สมองอักเสบ (Encephalitis) : ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง ชัก หรือหมดสติ

ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว (Sepsis) : ทำให้ความดันโลหิตต่ำจนเป็นอันตรายถึงชีวิต

กล้ามเนื้ออักเสบและไตวาย :บางรายอาจมีอาการปวดกล้ามเนื้อรุนแรง (Rhabdomyolysis) และเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน

ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน(Acute Respiratory Distress Syndrome -ARDS) เป็นภาวะที่อาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยวิกฤต

ไวรัสไข้หวัดใหญ่แบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ สายพันธุ์ Aเป็นสายพันธุ์ที่รุนแรงและเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก พบเป็นสายพันธุ์ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประเทศไทย,สายพันธุ์ B มักระบาดตามฤดูกาลและอาการไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์ A,สายพันธุ์ C มีอาการไม่รุนแรงและไม่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ และสายพันธุ์ D พบการระบาดในสัตว์เท่านั้น และยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดโรคในมนุษย์

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ จะช่วยลดโอกาสป่วย ลดอัตราการติดเชื้อ ลดความรุนแรงของโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อน นอกจากนี้ยังแนะนำให้ดูแลตัวเองเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ได้แก่ หมั่นล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย งดใช้ของส่วนตัวร่วมกัน รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

JOHN HENRY JEANS จบทุกปัญหายีนส์กวนใจ ชวนหนุ่มๆ #ใส่แล้วเล่า #ยีนส์ดีที่แตกต่าง

JOHN HENRY JEANS จบทุกปัญหายีนส์กวนใจ  ชวนหนุ่มๆ #ใส่แล้วเล่า #ยีนส์ดีที่แตกต่าง

JOHN HENRY JEANS จบทุกปัญหายีนส์กวนใจ ชวนหนุ่มๆ #ใส่แล้วเล่า #ยีนส์ดีที่แตกต่าง

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดตัว JOHN HENRY JEANS กับคอลเลคชั่นแรกที่ได้รับการพัฒนาและออกแบบสร้างสรรค์เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เสริมลุคให้หนุ่มๆ มั่นใจ รองรับทุกการเคลื่อนไหว แก้ไขจุดบกพร่องของการสวมใส่ยีนส์ได้เป็นอย่างดี กับยีนส์ 4 ทรงคัตติ้งเนี้ยบ ให้เป็นไอเทมประจำตัวหนุ่มๆ ครีเอทลุคได้ไม่ซ้ำ พร้อมชวนหนุ่มๆ แชร์ประสบการณ์ดีๆ จากสวมใส่ JOHN HENRY JEANS ไปกับแคมเปญ “ใส่แล้วเล่า” (Wear and Share Campaign) ลุ้นรับ JOHN HENRY JEANS 1 ตัว พร้อมส่วนลด 50% สำหรับการซื้อครั้งต่อไป ตั้งแต่วันนี้-31 มีนาคม 2568

จากการเก็บข้อมูลฝ่ายวิจัยและพัฒนาของ JOHN HENRY พบว่าหนุ่มๆ มักพบกับปัญหาเหล่านี้จากการสวมใส่กางเกงยีนส์ ไม่ว่าจะเป็นกางเกงไม่พอดีตัวหลวมเกินไป รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัวเมื่อสวมใส่เป็นเวลานาน เคลื่อนไหวไม่สะดวก ปัญหาหลุดก้นหรือหลุดสะโพกจนเห็นอันเดอร์แวร์หรือร่องก้น เป้ากางเกงฉีกขาดง่าย กระเป๋ากางเกงไม่รับกับองศาของมือเมื่อล้วงกระเป๋า ที่สำคัญการแมทช์กางเกงยีนส์กับเครื่องแต่งกายชิ้นอื่นๆ JOHN HENRY JEANS จึงถูกพัฒนาออกแบบ เพื่อให้ปัญหากวนใจหนุ่มๆ หมดไป

JOHN HENRY JEANS เปิดตัวด้วยคอลเลคชั่นแรกที่มาพร้อมกับการเย็บตะเข็บคู่บริเวณจุดสำคัญเสริมความแข็งแรง ที่บริเวณตะเข็บขาด้านในเย็บแบบสามชั้นยากต่อการฉีกขาดในบริเวณเป้ากางเกง ห่วงเข็มขัดเย็บใต้ขอบเอวเพิ่มความแน่นหนาป้องกันการหลุดขาดเมื่อใช้งานเทคนิคการเย็บตะเข็บย้อนกลับช่วยซ่อนขอบผ้า เพิ่มความเรียบเนียน สวยงาม และลดการเสียดสี โลหะทั้งหมดไม่ว่าจะ หมุด กระดุม เรียบแบน เพื่อไม่ให้เกะกะหรือเกี่ยวพันกับสิ่งอื่นๆ มาพร้อมดีไซน์อันโดดเด่นที่บริเวณกระเป๋าหลังด้านซ้ายเดินตะเย็บเป็นอักษรตัว “J” สื่อถึง Journey หรือการเดินทาง ส่วนกระเป๋าด้านขวาเดินตะเข็บเป็นอักษรตัว “H” สื่อถึง Home หรือ จุดหมาย ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกว่าไม่ว่าพวกเขาจะเดินทางไปที่ไหน กางเกงยีนส์นี้จะเป็นทั้งเพื่อนร่วมทางและที่พักใจ ส่วนขอบเอวแบบบิดกลับเพิ่มดีไซน์ให้โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ กระเป๋ากางเกงทั้งด้านหน้าและด้านหลังออกแบบความลึกมาเพื่อรองรับกับองศาของมือสะดวกยิ่งขึ้น ห่วงเข็มขัดคู่ที่บริเวณกลางขอบเอวด้านหลังช่วยพยุงไม่ให้กางเกงหลุดสะโพก หนุ่มๆ จึงสวมใส่ได้อย่างมั่นใจ

JOHN HENRY JEANS เปิดตัวด้วยกางเกงยีนส์ 4 รุ่น ได้แก่ Regular Fit, Straight Leg Fit, Slim Fit และ Skinny Fit ให้หนุ่มๆ เลือกแมทช์ได้กับเสื้อหรือเครื่องประดับได้ง่ายและสนุกยิ่งขึ้นเพราะมีให้เลือกถึง 7 เฉดสี ได้แก่ Black, Raw Indigo, Mid Indigo, Light Indigo, Dark Indigo, Off White Indigo และ Grey

เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมกัน JOHN HENRY เชิญชวนหนุ่มๆ ที่เลือก JOHN HENRY JEANS เป็นไอเทมประจำกายมาร่วมแคมเปญ “ใส่แล้วเล่า” (Wear and Share Campaign) เพียงโพสต์ประสบการณ์การสวมใส่ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะใส่ไปทำงาน ใส่ไปเที่ยว หรือทำกิจกรรมต่างๆ หนุ่มๆ มีความประทับใจอย่างไร โพสต์ลงช่องทาง Facebook, Instagram และ TikTok พร้อม @JOHNHENRYOFFICIAL ติดแฮชแท็ก #ใส่แล้วเล่า #ยีนส์ดีที่แตกต่าง ตั้งค่าโพสต์เป็นสาธารณะ เราจะเลือกผู้ที่มียอดไลค์สูงสุด 10 คน โดยพิจารณาจากโพสต์ที่ใช้แฮชแท็ก และโพสต์ที่มียอดไลค์สูงสุดภายในวันที่ 31 มีนาคม 2568 จะได้รับรางวัล! กางเกงยีนส์ฟรี 1 ตัวพร้อมรับส่วนลด 50% ให้กลับมาใช้ที่แบรนด์ ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์-31 มีนาคม 2568

JOHN HENRY JEANS พร้อมให้หนุ่มๆ ค้นหาไอเทมที่ใช่ สร้างลุคอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ พร้อมกันทั่วประเทศที่เคาน์เตอร์ JOHN HENRY ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และโรบินสัน ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือทางออนไลน์ central.co.th, Shopee, Lazada และ TikTok : JOHNHENRYOFFICIAL

‘มาดามแป้ง’ร่วมเสวนา‘Future Thailand : Soft Power’ เผย‘อาวุธ’สำคัญที่สุดที่เป็น Soft Power คือ‘คนไทย’

‘มาดามแป้ง’ร่วมเสวนา‘Future Thailand : Soft Power’  เผย‘อาวุธ’สำคัญที่สุดที่เป็น Soft Power คือ‘คนไทย’

‘มาดามแป้ง’ร่วมเสวนา‘Future Thailand : Soft Power’ เผย‘อาวุธ’สำคัญที่สุดที่เป็น Soft Power คือ‘คนไทย’

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางนวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ MTI ร่วมเสวนา Future Thailand : Soft Power ร่วมกับ นายรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศรีจันทร์สหโอสถ และ นางสาวมณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Sea (ประเทศไทย) ในงาน Chula Thailand Presidents Summit 2025 จัดโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดสัมมนา เวที “Chula Thailand Presidents Summit 2025” เปิดวิสัยทัศน์ผู้นำองค์กรชั้นนำของประเทศทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์อันมีค่า พร้อมนำเสนอกลยุทธ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในปี 2568

นางนวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันภัย เสวนาในหัวข้อ “Future Thailand : Soft Power” ว่า ประเทศไทยมีอาวุธที่สำคัญที่สุดที่เป็น Soft Power คือ “คนไทย” โดยปีพ.ศ. 2567 กรุงเทพฯ ถูกจัดให้เป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของโลก นั่นก็เพราะคนไทยมีเอกลักษณ์และอุปนิสัยที่ดี มีความน่ารัก ความใจดี และรอยยิ้ม และที่สำคัญคือเรื่องของ Service mind ความมีใจให้บริการ

“โอกาสและความท้าทายของ Soft Power จะถูกพัฒนาจากคนในประเทศเป็นหลัก ซึ่งไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุ และขาดแคลนแรงงาน ดังนั้น Soft Power จึงถือว่าเป็นความท้าทายที่ต้องทำไปพร้อมกับการพัฒนาคนรุ่นใหม่ แน่นอนว่า Soft Power จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีองค์กร ภาครัฐ/เอกชน ผลักดันให้การสนับสนุน แป้งขอเรียกว่าเป็น “Smart Power” นั่นคือ Soft บวกกับกำลังของภาครัฐ ลงทุนได้ถูกจุดถูกเวลา” นางนวลพรรณ กล่าว

ส่วนสำคัญที่ลืมไม่ได้เลยนั่นคือ กีฬา นางนวลพรรณ กล่าวว่ากีฬาฟุตบอล คือ Soft Power ที่จะขยับเป็น Super Soft Powerจนสามารถปลุกกระแสท้องถิ่นนิยมได้ นำไปสู่การเชื่อมโยงทุกมิติของสังคม ผู้คน เกิดการสร้างอาชีพ มีผลทางตรงกับเศรษฐกิจประเทศ ทั้งนี้ต้องเชื่อมโยงทุกภาคส่วนตั้งแต่จุดที่เล็กที่สุดไปใหญ่สุดด้วย

ด้านความท้าทายของ Soft Power ของไทยในวันนี้ นางนวลพรรณมองว่า ขณะนี้ได้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติเกิดขึ้นแล้ว ความท้าทายคือทำอย่างไรให้คณะทำงานนี้ยังคงอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติและสามารถทำงานตามแผนต่อไปได้เรื่อยๆ แม้ว่าในอนาคตจะมีการเปลี่ยนรัฐบาล แต่แผนยุทธศาสตร์ Soft Power จะยังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเราปักหมุดหมายแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป หมุดหมายที่เรามั่นใจว่าถูกต้องจะต้องเดินต่อไปให้ได้อย่างยั่งยืน

อีกทั้ง ประเทศไทย ถือเป็นประเทศพรั่งพร้อมไปด้วยวัฒนธรรมทั้ง อาหาร ประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ตลอดจนศิลปะไทย นี่คือข้อได้เปรียบของคนไทย แน่นอนว่าเราต้องดำรงความเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยไว้ให้ได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

“เงื่อนไขสำคัญของการขับเคลื่อน Soft Power คือ ความต่อเนื่อง ความเชื่อมโยง และการดูแลพัฒนาคน” นางนวลพรรณ กล่าวทิ้งท้าย

การเสวนา Future Thailand : Soft Power ในงาน Chula Thailand Presidents Summit 2025 โดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้นเป็นครั้งแรก และเป็นเวทีรวมผู้นำองค์กรระดับประเทศจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงนักวิชาการหลากหลายสาขาถือเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมความคิดเห็นและวิสัยทัศน์ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

งานนี้ได้รับเกียรติจากศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยนายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยนางนวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวมณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Sea (ประเทศไทย) และนายรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศรีจันทร์สหโอสถร่วมเสวนา ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ

‘Khao Yai Art Forest’ ผสาน ‘ศิลปะ’ กับ ‘ผืนป่า’ ให้ธรรมชาติช่วยเยียวยากายและใจ

‘Khao Yai Art Forest’  ผสาน‘ศิลปะ’กับ‘ผืนป่า’  ให้ธรรมชาติช่วยเยียวยากายและใจ

‘Khao Yai Art Forest’ ผสาน‘ศิลปะ’กับ‘ผืนป่า’ ให้ธรรมชาติช่วยเยียวยากายและใจ

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“เราจะ Reforestation (ฟื้นฟูป่า)กับต้นไม้ที่เป็น Original Species (สายพันธุ์ดั้งเดิม) ให้คืนกลับมา ก็แปลว่าเป็นHealing (การเยียวยา) มนุษย์เราบางทีธรรมชาติก็ไม่ได้ดูแลมาก เราก็คิดว่าจะดูแลสิ่งแวดล้อมดูแลธรรมชาติของเรา เวลาทำคอนเซ็ปต์แบบนี้ขึ้นมาแล้ว หลังจากนั้น เราสนใจอะไรเราสนใจเรื่องศิลปะ สนใจอาหาร สนใจการศึกษา และสนใจนวัตกรรม”

มาริษา เจียรวนนท์ 

มาริษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้ง Bangkok Kunsthalle เล่าถึงที่มาของโครงการ “Khao Yai Art Forest” หรือ“ศิลป่าเขาใหญ่” สถานที่ที่ผู้มาเยือนจะได้ดื่มด่ำกับผลงานศิลปะท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ จากประสบการณ์การเดินป่า มองดูต้นไม้นานาชนิดแล้วรู้สึกถึงธรรมชาติซึ่งช่วยเติมพลังให้กับชีวิตของมนุษย์ บวกกับการที่เธอเป็นนักสะสมผลงานศิลปะและเป็นกรรมการสถาบันศิลปะระดับโลกหลายแห่ง เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อม มีศิลปินที่มีความสามารถหลายท่าน เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจยังไม่ค่อยมีเวทีจัดแสดงผลงานมากนัก

สเตฟาโน ราโบลลี แพนเซรา

ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก ใช้เวลาเดินทางเพียง 3 ชั่วโมงจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ “พักกาย-พักใจ” หลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองใหญ่มาสัมผัสกับบรรยากาศที่ผสานระหว่างธรรมชาติของ “เขาใหญ่” จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็น “อุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย” กับผลงานศิลปะหลากหลายประเภทของบรรดาศิลปินที่รังสรรค์ขึ้นและจัดวางไว้ ณ พื้นที่แห่งนี้อย่างลงตัว

หนึ่งในผลงานที่จัดแสดง ซึ่งเป็น“จุดบรรจบ” ระหว่าง “ธรรมชาติ” กับ“นวัตกรรม” คือผลงาน “Fog Land#48435” เป็นผลงานประติมากรรมหมอก โดยศิลปินชาวญี่ปุ่น ฟูจิโกะ นากายะ(Fujiko Nakaya) ที่สถาปนิกและภัณฑารักษ์ผู้มากประสบการณ์ สเตฟาโน ราโบลลี แพนเซรา (Stefano Rabolli Pansera) บรรยายไว้ว่า ผลงาน Fog Land #48435 ต่างจากแลนด์อาร์ทแบบดั้งเดิม เนื่องจากแลนด์อาร์ทโดยทั่วไปมักถูกสร้างสรรค์ให้อยู่ในรูปทรงเรขาคณิตภายใต้บริบทของธรรมชาติ แต่ประติมากรรมหมอกของนากายะแสดงให้เห็นถึงพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในธรรมชาติ ซึ่งหมอกทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเพื่อให้ผู้ชมรับรู้ถึงการผันแปรของสภาพแวดล้อม

Madrid Circle

“ประติมากรรมหมอกไม่ได้ครอบครองพื้นที่เท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างลม อุณหภูมิ ความชื้นและความกดอากาศ ภายใต้บริบทนี้ หมอกกลายเป็นผังภาพของกระบวนการเชิงสิ่งแวดล้อมที่ไม่อาจมองเห็น และเผยพลังธรรมชาติให้ปรากฏสู่สายตา” คุณสเตฟาโน กล่าว

เบื้องหลังภาพของทะเลหมอกที่สวยงามในศิลป่าเขาใหญ่ มาจากนวัตกรรมของ Aquaria บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีสภาพอากาศในสหรัฐอเมริกาซึ่งใช้เทคโนโลยีเก็บเกี่ยวความชื้นในอากาศด้วยพลังงานหมุนเวียน เปลี่ยนงานศิลปะที่เหนือจริงนี้ให้เป็นผลงานที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งคุณมาริษา กล่าวว่า ที่นี่เราพยายามใช้นวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)

Fogland-จารึก

อีกผลงานที่ผู้มาเยือนศิลป่าเขาใหญ่จะพบเห็นได้ทันทีหลังผ่านอุโมงค์ทางเข้าคือ “Maman” ประติมากรรมแมงมุมขนาดยักษ์ ผลงานของ ลูอิซ บูร์ชัวส์ (Louise Bourgeois) ศิลปินชาวฝรั่งเศส-อเมริกันผู้ล่วงลับ ซึ่งศิลปินท่านนี้เคยอธิบายไว้ว่า Maman เป็นผลงานที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงมารดาของตนเองซึ่งมีอาชีพเป็นช่างทอผ้าและเป็นนักอนุรักษ์ผ้าทอโดย บูร์ชัวส์ กล่าวถึงมารดาว่าเป็นคนฉลาดรอบคอบ อดทน อ่อนโยน มีเหตุผล งดงาม นุ่มนวล สำคัญ ประณีต และมีประโยชน์เหมือนกับแมงมุม (ซึ่งกินพาหะนำโรคอย่างยุงเป็นอาหาร)

ที่ผ่านมา ประติมากรรม Maman มักถูกนำไปจัดแสดงในพื้นที่เมือง แต่ ณ ศิลป่าเขาใหญ่ ได้นำ Maman มาจัดแสดงไว้ท่ามกลางบรรยากาศของธรรมชาติ อีกทั้งความพิเศษคือการจัดวางไว้กับ “แปลงนาข้าว” ซึ่งสอดคล้องกับหนึ่งในวิถีชีวิตของคนไทยอย่างการทำนา และในแง่ของการเยียวยาฟื้นฟู เช่นเดียวกับแมงมุม มนุษย์ต้องถักทอความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติขึ้นมาอีกครั้ง เพราะธรรมชาติเป็นทั้งผู้ให้กำเนิดและบ้านของเรา

GOD

ณ ยอดเขาลูกหนึ่งที่สูงและสามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบของศิลป่าเขาใหญ่ที่นั่นมีการจัดแสดงผลงาน “MadridCircle” ของศิลปินชาวอังกฤษ ริชาร์ด ลอง (Richard Long) แผ่นหินชนวนที่ถูกจัดเรียงไว้เป็นวงกลม สะท้อนถึงปรัชญาที่ผสานพลังแห่งธรรมชาติเข้ากับความสงบทางจิตวิญญาณ เพื่อนิยามศิลปะใหม่ผ่านการกระทำอันเรียบง่ายของการเดินซึ่งศิลปินท่านนี้ได้เชิญชวนให้เรามองว่า “การเดินไม่ใช่เพียงการเคลื่อนที่…แต่เป็นศิลปะในตัวของมันเองด้วย” เป็นการเชื่อมต่อที่กลมกลืนกับโลก

“ศิลปินที่เราคัดสรรมา พร้อมกับผลงานอันน่าทึ่งของพวกเขา สะท้อนถึงหัวใจสำคัญของศิลป่าเขาใหญ่ นั่นคือการกลับคืนสู่ธรรมชาติ ค้นหาพลังแห่งการเยียวยาที่ธรรมชาติมอบให้และย้อนสู่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่ขาดหายไปเพราะความเจริญ” คุณมาริษา กล่าว

Maman

ขณะที่คุณสเตฟาโน ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการของศิลป่าเขาใหญ่ กล่าวเสริมว่า ในยุคที่เทคโนโลยีและการพัฒนาเมืองทำให้เราห่างไกลจากธรรมชาติ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นตัวแทนของการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติเราหวังว่าศิลป่าเขาใหญ่จะสร้างแรงบันดาลใจและเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ค้นพบความสงบสุขผ่านศิลปะและธรรมชาติ

นอกจากศิลปะแล้ว “อาหาร”ยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ Khao Yai Art Forest หรือศิลป่าเขาใหญ่ ตั้งใจนำเสนอกับผู้มาเยือน โดยคุณมาริษา กล่าวถึงการก่อตั้งมูลนิธิ “Chef Cares (เชฟแคร์ส)” ว่า Chef Cares มีพันธกิจอย่างหนึ่งคือการอนุรักษ์อาหารไทยซึ่งวัตถุดิบหลายอย่างที่บรรยายไว้ในตำรับโบราณ เช่น อาหารชาววัง ปัจจุบันวัตถุดิบหายากมาก หากไม่อนุรักษ์ไว้อาจสูญหายไปได้ในอนาคตอันใกล้ โดยผัก-ผลไม้ต่างๆ ที่ปรากฏในตำราแต่หาไม่เจอตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ตั้งใจจะให้มาปลูกที่นี่

Fogland

สำหรับ “Khao Yai Art Forest”หรือ “ศิลป่าเขาใหญ่” จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 ก.พ. 2568 โดยผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสาร และติดต่อสอบถามได้ที่เว็บไซต์ https://www.khaoyaiart.com/ หรือที่อินสตาแกรมhttps://www.instagram.com/khaoyai_art_forest/

วาเลนไทน์สุดโรแมนติกที่ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ

วาเลนไทน์สุดโรแมนติกที่ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ

วาเลนไทน์สุดโรแมนติกที่ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงแรม เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ เฉลิมฉลองเดือนแห่งความรัก มอบประสบการณ์หวานฉ่ำสุดโรแมนติกให้กับทุกคู่รัก ไม่ว่าจะเป็นชุดน้ำชายามบ่ายที่ Caleō ดินเนอร์สุดพิเศษที่ Lily’s หรือมื้อค่ำสุดหรูที่ Duet by David Toutain

Caleō เพลิดเพลินกับชุดน้ำชายามบ่าย “Petals of Love” ระหว่างวันที่ 12-18 กุมภาพันธ์ ซึ่งออกแบบมาเพื่อเฉลิมฉลองความรักที่เบ่งบานโดยมีของว่างรูปทรงหัวใจและดอกไม้ รวมถึงบริการ Dessert Trolley พร้อมกับของหวานแสนอร่อย เช่น Peach Elderflower, Raspberry Rose และ Matcha Passion Jasmine พิเศษ! สำหรับในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะมีบริการวาดภาพเหมือนเป็นที่ระลึกสุดพิเศษ ราคา 3,200++ บาท สำหรับ 2 ท่าน พร้อมตัวเลือกเพิ่มเติม เช่น แชมเปญหรือช่อดอกกุหลาบเพื่อเพิ่มบรรยากาศโรแมนติก

Lily’s ในคืนวันลาเลนไทน์14 กุมภาพันธ์ นำเสนอประสบการณ์ดินเนอร์ “Love in Bloom” แบบ5 คอร์ส ผสมผสานวัตถุดิบหรูหรา เช่น คาเวียร์ Oscietra และหอยเชลล์พร้อมเมนูตัวเลือกระหว่างเนื้อวากิวหรือกุ้งล็อบสเตอร์ เพื่อเติมเต็มค่ำคืนสุดพิเศษด้วยดนตรีแจ๊สของหวาน และช็อกโกแลตพราลีนแฮนด์เมดจากโรงแรมให้คู่รักนำกลับบ้าน ราคา 7,800++ บาทสำหรับ2 ท่าน พร้อมตัวเลือกไวน์แพร์ริ่งเพิ่มในราคา 1,600++ บาท

ด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นในการรังสรรค์อาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยภายใต้เรือนกระจกสุดหรู Duet by David Toutain นำเสนอคอร์สดินเนอร์สุดพิเศษ “Duet of Hearts” นำเสนอเรื่องราวแห่งความรัก 8 เมนู สร้างสรรค์โดยเชฟมิชลินสตาร์และเชฟเดอคูซีนของร้าน อาทิ ทรัฟเฟิลดำจากแคว้นเพรีกอร์กับหอยเชลล์,เจอราเนียมกับปลาหมึกและพริกแดงรวมทั้งส้มเนื้อแดงกับเนื้อวากิวและบีทรูท โดยหลังจบมื้ออาหาร ยังสามารถเพลิดเพลินกับค็อกเทลซิกเนเจอร์จากบาร์หรูอย่าง Caleō ให้ได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศแห่งความสุขอันน่าจดจำ ดินเนอร์สุดพิเศษนี้ราคา 8,200++ บาทต่อท่าน พร้อมตัวเลือกแพร์ริ่งกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในราคา 3,700++ บาท หรือแบบไม่มีแอลกอฮอล์ในราคา 1,900++ บาท โดยสามารถเลือกโต๊ะบริเวณระเบียงด้านนอกได้ เพื่อเพิ่มความโรแมนติกด้วยทิวทัศน์ของท้องฟ้าใต้แสงดาวเนื่องจากที่นั่งมีจำกัด แนะนำให้สำรองที่นั่งล่วงหน้า หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.02-1807777

ยลสยาม สมัย ร.5 ผ่านหนังสือ Temples and Elephants

ยลสยาม สมัย ร.5 ผ่านหนังสือ Temples and Elephants

ยลสยาม สมัย ร.5 ผ่านหนังสือ Temples and Elephants

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมศิลปากร โดยสำนักหอสมุดแห่งชาติขอเชิญผู้สนใจชมนิทรรศการ เรื่อง “ยลสยามผ่านหนังสือ Temples and Elephants” ณ ห้องวชิรญาณ 2-3 อาคาร 2 ชั้น 1 สำนักหอสมุดแห่งชาติ เขตดุสิต กรุงเทพฯ

นิทรรศการ เรื่อง “ยลสยามผ่านหนังสือ Temples and Elephants” จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่พระอัจฉริยภาพด้านการต่างประเทศในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับยุโรปในขณะนั้น และให้ความรู้เกี่ยวกับประเพณี วัฒนธรรม สภาพสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวสยาม ตลอดจนการติดต่อกับชาวต่างชาติ ผ่านหนังสือ Temples and Elephants: The narrative of a journey of exploration through upper Siam and Lao เขียนโดย คาร์ล บ็อค นักชาติพันธุ์วิทยาชาวนอร์เวย์ เมื่อครั้งเดินทางมาสำรวจประเทศสยามในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและได้ถูกตีพิมพ์เป็นภาษาต่างประเทศ ได้แก่ ภาษานอร์เวย์ ภาษาอังกฤษภาษาเยอรมัน ภาษาสวีเดน และภาษาฝรั่งเศสทำให้นานาประเทศได้รู้จักสยาม ผ่านเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5จะเสด็จฯ ประพาสยุโรปอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี พ.ศ.2440

ภายในนิทรรศการฯ มีการจัดแสดงภาพสเก็ตช์ที่ นายคาร์ล บ็อค วาดขึ้นประกอบการบันทึกช่วยอธิบายเรื่องราวที่บันทึกไว้ให้เข้าใจได้ดีขึ้น ทั้งภาพวัดวาอาราม เจดีย์ ทิวทัศน์ สัตว์ แมลง ผู้คน เครื่องแต่งกาย และเครื่องใช้ที่สะท้อนให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ สภาพสังคม ลักษณะทางชาติพันธุ์ของผู้คนในสถานที่ต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีการนำภาพถ่ายจากฟิล์มกระจกของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ที่ใกล้เคียงกับเรื่องราวและเหตุการณ์อันทรงคุณค่าที่บันทึกไว้ในหนังสือ Temples and Elephants มาจัดแสดง รวมถึงสื่อวีดิทัศน์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับยุโรป ในสมัยรัชกาลที่ 5 ตัวอย่างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Temples and elephant 5 ภาษา และแนะนำหนังสือที่เกี่ยวข้อง พร้อมบรรณานิทัศน์และภาพตัวอย่างประกอบ จำนวน 32 เล่ม

นิทรรศการ “ยลสยามผ่านหนังสือ Temples and Elephants” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 09.00-16.00 น. วันเสาร์ อาทิตย์ เวลา 09.00-17.00 น. (ปิดวันหยุดนักขัตฤกษ์และวันหยุดพิเศษ)

คุณแหน : 10 กุมภพันธ์ 2568

คุณแหน : 10 กุมภพันธ์ 2568

คุณแหน : 10 กุมภพันธ์ 2568

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

●● ตลอดปี 2568 สภากาชาดไทยเชิญชวนคนไทยทั้งประเทศ ร่วมบริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วย ในโครงการ 70 พรรษา 70 ล้านซีซี เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกา ผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 70 พรรษา 2 เมษายน 2568…

●● ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยราชภัฏภาคเหนือ ครั้งที่ 34 “นครสวรรค์เกมส์” อย่างยิ่งใหญ่ โดยมี ชุติพร เสชัง ผวจ.นครสวรรค์ และ ผศ.ดร.ไชยรัตน์ ปราณีต้อนรับ…

●● ยินดีกับคณะผู้บริหารแพทยสภาวาระที่ 26 พ.ศ. 2568-2570 นำโดย ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ เป็นนายกแพทยสภา, ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา และ ศ.คลินิก นพ.วิศิษฎ์วามวาณิชย์ เป็นอุปนายกฯ พล.อ.อ.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เป็นเลขาธิการ และรศ.นพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ เป็นรองเลขาธิการ รศ.นพ.ชนเมธ เตชะแสนศิริเป็นเหรัญญิก…

●● รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผอ.ศูนย์คุณธรรม และ นฤมล พูลทรัพย์ ที่ปรึกษาสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพร่วมงานประชุมถอดบทเรียนโครงการ “พัฒนาและทดลองดำเนินการรับรององค์กรส่งเสริมคุณธรรม” และมอบประกาศนียบัตรชื่นชมยกย่ององค์กรคุณธรรมต้นแบบในระบบคุณวุฒิวิชาชีพ จัดโดย ศูนย์คุณธรรม และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ…

●● ชาว Digital CEO#7 ร่วมยินดีกับ ไพศาล หงษ์ทอง ที่ได้รับรางวัลนิสิตเก่าดีเด่น ประจำปี 2568 ประเภทนักบริหารภาครัฐวิสาหกิจ สมาคมนิสิตเก่า ม.เกษตรศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์…

●● เพื่อนๆ ยินดีกับ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่ได้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารจัดการและทรัพยากรบุคคล) ในคณะกรรมการ สนง.พัฒนารัฐบาลดิจิทัล…●● สวด สมบัติ เพ็ชรตระกูล บิดา สรยุทธ เพ็ชรตระกูล ศาลาสีห์โสภณ (5) วัดเทพศิรินทราวาส9-14 ก.พ. 18.30 น.15 ก.พ. 09.00 น.พิธีกงเต๊ก…

●● วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร เปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพติสฺสเทวมหาเถร) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์และสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นหอจดหมายเหตุเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ ของสมเด็จพระสังฆราชแพรวมทั้งการจัดแสดงของโบราณล้ำค่าหาชมยากมากมาย กว่า 1 หมื่นรายการ อาทิ เครื่องถ้วย เครื่องมุก ที่ชา เอกสารโบราณตาลปัตร พระพุทธรูป เปิดให้เข้าชมทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ตั้งแต่เวลา 09.30-16.30 น. …●●

คุณแหน