ปลัดฯแก้ปัญหาฝุ่น เร่งรัดบริหารจัดการ เพิ่มแรงจูงใจไม่เผา ให้ตระหนักถึงโทษ

ลัดฯแก้ปัญหาฝุ่น  เร่งรัดบริหารจัดการ  เพิ่มแรงจูงใจไม่เผา  ให้ตระหนักถึงโทษ

ปลัดฯแก้ปัญหาฝุ่น เร่งรัดบริหารจัดการ เพิ่มแรงจูงใจไม่เผา ให้ตระหนักถึงโทษ

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ว่าได้เตรียมขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ภาคการเกษตร ในระดับพื้นที่ รวมทั้งมาตรการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรที่ไม่เผา จะได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ จากทางภาครัฐ นอกจากนี้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานในระดับภูมิภาค เร่งสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรได้ตระหนักถึงโทษของการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม และเตรียมความพร้อมในการปรับตัวเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ด้วย

ส่วนผลการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล พบว่าภายหลังปฏิบัติการฝนหลวง
ค่าความเข้มข้นฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) มีแนวโน้มลดลง ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และจากการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษมากที่สุด พบว่าอันดับของ กทม.จากเดิมที่มีค่าคุณภาพอากาศ (AQI) เท่ากับ 168 (อันดับที่ 14) เปลี่ยนเป็นค่าคุณภาพอากาศ (AQI) เท่ากับ 134 (อันดับที่ 21) แสดงว่า กทม.เป็นเมืองที่มีค่ามลพิษทางอากาศลดลง เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแนวโน้มคุณภาพอากาศภาพรวมในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล จะดีขึ้นตามลำดับก็ตาม แต่ยังต้องขอความร่วมมือจากประชาชนและเกษตรกร ร่วมกันลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลภาวะและฝุ่นละอองในอากาศรวมทั้งลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง

‘นฤมล’ประกาศในที่ประชุมฯ ไทยทำนาลดการปล่อยก๊าซมีเทน

‘นฤมล’ประกาศในที่ประชุมฯ  ไทยทำนาลดการปล่อยก๊าซมีเทน

‘นฤมล’ประกาศในที่ประชุมฯ ไทยทำนาลดการปล่อยก๊าซมีเทน

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ร่วมถก : ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมและเสวนา Meeting of the First Movers Coalition Leaders ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ โดยเสนอถึงความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ซึ่งไทยได้ทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ลดการปล่อยก๊าซมีเทน ต่อยอดเป็นคาร์บอนเครดิต

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมและเสวนา Meeting of the First Movers Coalition Leaders ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ ในระหว่างผู้นำของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนความสำเร็จและแนวทางในการผลักดันให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว

ศ.ดร.นฤมล ได้นำเสนอในที่ประชุม ว่าประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทาย ทั้งจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน รวมถึงเกษตรกรไทยที่สูงวัย
มากขึ้น ทำให้ต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในภาคการเกษตร เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบกับเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศมีอาชีพทำนา ดังนั้น ประเทศไทยจึงได้นำรูปแบบการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง มาทดลองโดยเลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสม โดยพบว่าสามารถเพิ่มผลผลิตได้ร้อยละ 25-40ลดการใช้น้ำได้ถึงร้อยละ 50 และช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งจะสามารถต่อยอดเป็นคาร์บอนเครดิต และยังเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

“สิ่งสำคัญคือการสร้างการรับรู้ของเกษตรกรถึงประโยชน์ของการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้น จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ลดผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ ลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งสอดรับกับนโยบายของนานาประเทศที่ต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับที่ประเทศไทยได้ให้คำมั่นไว้ในการประชุม COP 26 การถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องให้กับเครือข่ายเกษตรกร
รุ่นใหม่ เช่น Smart Farmers/ Young Smart Farmers/ Agricultural Village Volunteer เพื่อขยายผลองค์ความรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมลกล่าวต่อว่า สิ่งที่ภาครัฐต้องสนับสนุน คือโครงสร้างพื้นฐานในการปรับเปลี่ยนการทำนาแบบดั้งเดิมมาเป็นแบบเปียกสลับแห้ง ทั้งในเรื่องของชลประทาน ตลอดจนการปรับหน้าดินของแปลงนา โดยปัจจุบัน เรามีกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งความท้าทายสำคัญของประเทศไทย ประการแรก คือ การสร้างโอกาสให้กับเกษตรกร ให้สามารถปรับเปลี่ยนการผลิตแบบดั้งเดิมให้เป็นการผลิตที่ตรงกับความต้องการของตลาด เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร

นอกจากนี้การยกระดับภาคเกษตรไทยให้เป็นเกษตรมูลค่าสูง และส่งเสริมทำเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของโลก ผลักดันแนวคิด ตลาดนำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยภาครัฐ นำเทคโนโลยีทางการเกษตร (Agri-Tech) มาใช้ เพื่อให้คนในภาคการเกษตรสามารถเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทย

พด.เน้นทำเกษตรลดเผาตอซังฟื้นฟูดิน

พด.เน้นทำเกษตรลดเผาตอซังฟื้นฟูดิน

พด.เน้นทำเกษตรลดเผาตอซังฟื้นฟูดิน

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า ได้ตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 และเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ เร่งแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่การเกษตร มีเป้าหมายสำคัญในการบริหารจัดการ คำนึงถึงการรองรับการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมอบนโยบายให้กรมพัฒนาที่ดิน ประชาสัมพันธ์และสร้างการตระหนักรู้ให้เกษตรกร หยุดเผาในพื้นที่เกษตรอย่างเข้มข้น รณรงค์การไถกลบตอซัง ร่วมกับการใช้น้ำหมักชีวภาพที่ผลิตจากนวัตกรรมจุลินทรีย์ พด.2 และรณรงค์การผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุทางการเกษตรโดยใช้นวัตกรรมจุลินทรีย์ พด.1 เพื่อช่วยให้ดินดีคงความอุดมสมบูรณ์ ไม่ถูกทำลาย และยังช่วยบำรุงดินให้มีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น เกิดความสมดุลของระบบนิเวศดินแล้ว ยังช่วยลดปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น และช่วยลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนด้วย

“กรมพัฒนาที่ดิน จัดงาน “Kick off ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ที่บ้านเตาไหหมู่ 6 ต.ทุ่งรวงทอง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ร่วมกับ 71 จังหวัด ที่มีความเสี่ยงต่อการเผา (Hot Spot) ทั่วประเทศ โดยถ่ายทอดสดพร้อมกันผ่านระบบ Zoom Conference Meeting และ Facebook Live ผ่านเพจเฟซบุ๊กกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อรณรงค์และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกร ทำการเกษตรโดยไม่เผา หันมาไถกลบตอซังเป็นปุ๋ยปรับปรุงบำรุงดิน และสาธิตวิธีการไถกลบตอซังที่ถูกต้องและเหมาะสมให้แก่เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ลดหมอกควัน ฝุ่นละออง PM2.5 ภาวะโลกร้อน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เกิดจากการเผาตอซังพืช ตามเป้าหมายของประเทศที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2608” นายทวีศักดิ์ กล่าว

ไทยมุ่งขับเคลื่อนต้นแบบ รับความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ไทยมุ่งขับเคลื่อนต้นแบบ  รับความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ไทยมุ่งขับเคลื่อนต้นแบบ รับความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในฐานะประธานเครือข่าย ASEAN Climate Resilience Network (ASEAN-CRN) กล่าวในการประชุมวิชาการนานาชาติ ภายใต้หัวข้อ “การเฉลิมฉลองทศวรรษแห่งความร่วมมือ ในระดับภูมิภาคเพื่ออนาคตเกษตรกรรมที่ยั่งยืน” และงาน 10th Anniversary of ASEAN Climate Resilience Network (ASEAN-CRN) ว่านอกจากความร่วมมือในระดับภูมิภาคกับสมาชิกเครือข่าย ยังขับเคลื่อนต้นแบบในระดับประเทศ ด้านการรองรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพภูมิอากาศของไทย อาทิ การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีในภาคเกษตรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งการปรับปรุงพันธุ์ที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เทคโนโลยีการผลิตที่รองรับสภาวะอากาศวิกฤติ หรือการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ขยายผลเทคโนโลยีงานวิจัยเกี่ยวกับชีวภัณฑ์ และปุ๋ยชีวภาพ ในนาข้าว

ก่อตั้งกองวิจัยพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่ และการจัดการก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคเกษตร ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการเกษตร พร้อมทั้งเตรียมเจ้าหน้าที่เพื่อรับรองคาร์บอนเครดิต ภายใต้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งกรมวิชาการเกษตรมีเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมเป็น (Validation and Verification Body) VVB แล้วจำนวน 31 ราย รวมถึงจัดทำ platform เพื่อขอรับรองคาร์บอนเครดิตจากการผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญ ตามกรอบโครงการ T-VER ของ อบก.

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนของไทย จะขยายผลจากพื้นที่นำร่องไปยังพื้นที่อื่นๆ ให้ครอบคลุมเพิ่มขึ้น และผลักดันให้มีผลครอบคลุมในระดับภูมิภาค เช่น การลดการเผาตามมาตรฐานการผลิตพืช หรือ GAP Zero burning ซึ่งจะเป็นแนวทางสำหรับมาตรการกำหนดการนำเข้าผลผลิตจากประเทศคู่ค้าต่างๆ เป็นต้น

‘อธิบดีทวีศักดิ์’เตรียมจัดยิ่งใหญ่’งานวันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดินปี 2568’

'อธิบดีทวีศักดิ์'เตรียมจัดยิ่งใหญ่'งานวันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดินปี 2568'

‘อธิบดีทวีศักดิ์’เตรียมจัดยิ่งใหญ่’งานวันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดินปี 2568’

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 21.26 น.

เมื่อวัน 9 กุมภาพันธ์ 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมพิธีเปิดงานวันหมอดินอาสากรมพัฒนาที่ดิน ปี 2568 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “หมอดินอาสา พัฒนาดินดี ตามวิถีเกษตรพอเพียง” ในด้านต่างๆ อาทิ สถานที่และพิธีการ นิทรรศการ ระบบการถ่ายทอดสด ฯลฯ ณ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมวันหมอดินอาสากรมพัฒนาที่ดินในครั้งนี้ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหมอดินอาสาและเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน สร้างขวัญกำลังใจในการช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันของหมอดินอาสา  รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายหมอดินอาสา ซึ่งภายในงานมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการพัฒนาดินและการส่งเสริมวิถีเกษตรพอเพียง การแสดงสินค้าของหมอดินอาสาที่โดดเด่น เน้นการสร้างแบรนสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ การมอบรางวัลให้แก่หมอดินอาสาที่มีผลงานดีเด่น และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมรับชมถ่ายทอดสด (Live) ผ่านเพจกรมพัฒนาที่ดิน ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 ตั้งแต่เวลา 09.45 น.เป็นต้นไป

– 006

‘นฤมล’นำทีมกระทรวงเกษตรฯ หารือ CAWA มั่นใจ ตลาดจีนต้องการสินค้าคุณภาพจากไทย

'นฤมล'นำทีมกระทรวงเกษตรฯ หารือ CAWA มั่นใจ ตลาดจีนต้องการสินค้าคุณภาพจากไทย

‘นฤมล’นำทีมกระทรวงเกษตรฯ หารือ CAWA มั่นใจ ตลาดจีนต้องการสินค้าคุณภาพจากไทย

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.47 น.

‘นฤมล’นำทีมกระทรวงเกษตรฯ หารือ CAWA มั่นใจ ตลาดจีนต้องการสินค้าคุณภาพจากไทย ลุยขยายตลาดสร้างโอกาสสินค้าเกษตร เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และนายชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ พบนายหม่าเจิงจวิน ประธานสมาคมตลาดค้าส่งสาธารณรัฐประชาชนจีน  (China Agriculture Wholesale Market Association : CAWA) เพื่อแสวงหาโอกาสในการค้าสินค้าเกษตรของไทย

โดย นางนฤมล เปิดเผยว่า บริษัท CAWA ได้นำเข้าสินค้าเกษตรต่าง ๆ จากไทย เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย โดยมีการนำเข้าทุเรียนมากที่สุด รวมมูลค่า 83 ล้านหยวน ซึ่งทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในตลาดจีน โดยมีปริมาณการนำเข้าทุเรียนสดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงกุ้งขาวแวนนาไมจากไทย 177.3 ตัน คิดเป็นมูลค่า 10.61 ล้านหยวน และตั้งแต่จีนระงับการนำเข้าสินค้าประมงจากญี่ปุ่น CAWA เห็นว่า ไทยจะมีโอกาสในการส่งออกสินค้าประมงเพิ่มมากขึ้น บริษัท CAWA ขอให้ภาครัฐส่งเสริมและสนับสนุนการส่งรังนกที่มีคุณภาพดีของไทยมายังจีน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคชาวจีน 

ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยี เช่น รหัสติดตาม (traceability code) เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในจีน ซึ่งสามารถสแกนรหัสและรู้ได้ทันทีว่า สินค้านี้มาจากประเทศไหน การสร้างระบบแหล่งที่มาของสินค้าให้เป็นมาตรฐาน เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ในอนาคต และเพื่อให้สามารถสร้างความได้เปรียบด้านแบรนด์ที่สำคัญในรสชาติและความประทับใจของผู้บริโภคชาวจีน

นางนฤมล กล่าวว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีนโยบายตลาดเชิงรุก เพื่อให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งประเทศจีนเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย โดยสินค้าเกษตรไทยส่งออกจีนมากเป็นอันดับ 1 และมีแนวโน้มส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสินค้าจีนก็ส่งออกไปยังไทยมากเช่นกัน ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีไทย ได้อนุมัติโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เพื่อให้ไทยสามารถขนส่งสินค้าเกษตรไปจีนได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น 

และเมื่อวันที่ 6 ก.พ.ไทยและจีนได้มีการลงนามพิธีสารว่าด้วยหลักเกณฑ์การตรวจสอบกักกันโรค และสุขอนามัยทางสัตวแพทย์ของกรมประมงที่มาจากการเพาะเลี้ยงส่งออกมายังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย และสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และหวังว่าจะมีการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำคุณภาพของไทยมายังจีนเพิ่มมากขึ้น 

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายขับเคลื่อนการส่งออกโคมีชีวิตและผลิตภัณฑ์จากไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้มีการเดินหน้าเจรจายกระดับเปิดตลาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) และจะมีความร่วมมือในระยะอันใกล้นี้  ทั้งนี้ ตลาดจีนยังมีความต้องการสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพจากไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการสามารถขยายตลาดไปยังจีนได้

เกษตรกรสงขลา ฟื้นแปลงผักอายุสั้นหลังน้ำท่วม สร้างรายได้

เกษตรกรสงขลา ฟื้นแปลงผักอายุสั้นหลังน้ำท่วม สร้างรายได้

เกษตรกรสงขลา ฟื้นแปลงผักอายุสั้นหลังน้ำท่วม สร้างรายได้

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.07 น.

9 กุมภาพันธ์ 2568 นาย ขุนทิศ วัย 60 ปี เกษตรกรบ้านเกาะแต้ว หมู่ 6 ต.เกาะแต้ว อ.เมือง จ.สงขลา เป็นเกษตรกรอีกรายหนึ่ง ซึ่งทำสวนยางพาราเป็นอาชีพหลัก และปลูกผักเสริมรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยจะใช้พื้นที่ประมาณ 1.5 ไร่ ปลูกพืชผักอายุสั้นผสมผสานหลากหลายชนิดหมุนเวียนกันไป และหลังจากที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงปลายเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม ที่ผ่านมา ก็ไม่สามารถปลูกพืชผักได้ เนื่องจากแปลงที่ปลูกเป็นที่ลุ่ม ต้องพักแปลง และขณะนี้ก็ได้เริ่มทยอยปลูกพืชผักอายุสั้นได้แล้ว โดยได้ทำการปลูกไปแล้วประมาณ 1 ไร่  ประกอบด้วย บวบช่อ มะระขี้นก กระเจี๊ยบเขียว ถั่วพู แตงกวา พริกขี้หนู  ผลผลิตที่สามารถเริ่มเก็บเกี่ยวได้แล้ว คือ บวบช่อ มะระขี้นก กระเจี๊ยบเขียว และถั่วพู ส่วนแตงกวา และพริกขี้หนู ยังไม่ให้ผลผลิต

พืชที่ปลูก เน้นพืชอายุสั้นและให้ผลผลิตเร็ว ปัญหาศัตรูพืชน้อย เหมาะกับการปลูกในช่วงหน้าแล้ง  ทั้ง มะระขี้นก  บวบช่อ และกระเจี๊ยบเขียว ปลูกเพียง 1 เดือน เริ่มให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวบริโภคและจำหน่ายได้แล้ว

นางพิรญาณ์ฯ กล่าวว่า “สำหรับการปลูกพืชผักของตน จะปลูกโดยใช้ปุ๋ยคอกรองก้นหลุม และหยอดเมล็ดปลูก ขณะที่ต้นพืชยังเล็กให้น้ำวันละครั้ง พอต้นโตขึ้นจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ใส่ปุ๋ยเคมีบ้างเล็กน้อย ให้น้ำ วันเว้นวัน พืชก็สามารถเจริญเติบโตได้ดี วันนี้เก็บผลผลิตมะระขี้นก บวบช่อ ถั่วพู และกระเจี๊ยบเขียว ได้ประมาณ 10 กิโลกรัม โดยจะเก็บวัน เว้น วัน และนำไปจำหน่ายในตลาดนัดชุมชน ราคาขายส่งให้แม่ค้ากิโลกรัมละ 80 บาท แต่ถ้าแบ่งขายปลีกจะได้ราคากิโลกรัมละ 100 บาท ราคาผลผลิตการเกษตรดีต่อเนื่อง จึงทำให้ครอบครัวมีรายได้จากการขายผักครั้งละไม่น้อยกว่า 800 บาท อีกทั้งผลผลิตเป็นที่ต้องการของแม่ค้าที่รับไปจำหน่ายและผู้บริโภคโดยตรง เนื่องจากเป็นพืชผักปลอดภัยจากสารพิษ ที่ผลิตเน้นการใช้ปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมัก ใช้ปุ๋ยเคมีเพียงเล็กน้อย ใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทำให้ผลผลิตปลอดภัย ตามความต้องการของตลาด หากพี่น้องเกษตรกรสนใจพืชผักปลอดภัยไว้บริโภค มาเยี่ยมชมและนำไปบริโภคได้ สอบถามเพิ่มเติม 08 -7397- 1088

.025

มอบ 14 รางวัล เชิดชู ‘ผู้นำสตรี’ และ ‘นักธุรกิจระดับนานาชาติ’

มอบ 14 รางวัล เชิดชู ‘ผู้นำสตรี’ และ ‘นักธุรกิจระดับนานาชาติ’

มอบ 14 รางวัล เชิดชู ‘ผู้นำสตรี’ และ ‘นักธุรกิจระดับนานาชาติ’

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.34 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ อีเอสซี พาร์ค ฮอลล์ รังสิต  “Proud Academy Thailand” ร่วมกับ “I Am Model Search International” จัดงานประกวดนายแบบนางแบบนานาชาติ ครั้งที่ 3 และเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งในงานนี้ มีนายแบบนางแบบเข้าร่วมกว่า 42 คน จาก 13 ประเทศ และได้มีการมอบ “รางวัล Women of the Year Awards 2025” ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติ ให้กับ ผู้นำสตรีและนักธุรกิจที่โดดเด่นในแถบอาเซียน ภายใต้แนวคิด “เชิดชูความสำเร็จ สร้างแรงบันดาลใจสู่การเปลี่ยนแปลง”  โดย พี่หนุ่ม – นันท์นภัทร เจิมจุติธรรม กูรูนางงาม 

และได้รับเกียรติจาก อรอนงค์ ปัญญาวงค์ นางสาวไทยประจำปี 1992 เป็นผู้มอบถ้วยรางวัล และ ภัคนันท์ ธนาศรม มิสซิส อินเตอร์เนชั่นแนล คลาสสิค 2024 ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษและมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี ให้แก่ สตรีผู้มีผลงานโดดเด่นใน 10 สาขา จำนวน 14 ท่าน  โดยมีเป้าหมายเพื่อเชิดชูสตรีที่ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในสายงานของตน แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคม

” นี่จะเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์ม ที่จะเฉลิมฉลองความทุ่มเท ทำงานอย่างหนักของผู้หญิงในทุกสาขาอาชีพ เพราะเราเชื่อว่า หากผู้หญิงทุกคน อนุญาตให้ตัวเองส่องแสง เราจะสามารถจุดประกายโลกทั้งใบให้สว่างไสวร่วมกัน เพราะทุกความฝันมีความหมาย ทุกพรสวรรค์มีคุณค่า และทุกคนมีความสำคัญ’ เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งลุกขึ้น เธอจะช่วยยกระดับผู้อื่นขึ้นมาด้วย” กล่าวโดย ภัคนันท์ ธนาศรม มิสซิส อินเตอร์เนชั่นแนล คลาสสิค 2024

รางวัล Women of the Year 2025 ปีนี้ มอบให้แก่ผู้ที่มีความเป็นเลิศในหลากหลายด้าน ดังมีผู้ได้รับรางวัลในสาขาต่างๆดังนี้   1.ไอรีล ไตรสารศรี THE SOCIAL ENTERPRISE AWARD  สาขานักธุรกิจเพื่อสังคม สร้างธุรกิจที่ขับเคลื่อนสังคม 2. ธัญยธรณ์ ปวีร์หิรัญไกร THE ROLE MODEL EXCELLENCE AWARD  สาขาบุคคลต้นแบบ ผู้สร้างแรงบันดาลใจ 3. ดร. รัตนาภรณ์ แซ่หลี THE EDUCATION EXCELLENCE AWARD สาขาการศึกษา ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา 4.  มนฤดี สรรค์วนิชพัฒนา THE EDUCATION EXCELLENCE AWARD สาขาการศึกษา ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา 5.ปณิตตา วัชรนพวิภา THE EDUCATION EXCELLENCE AWARD  สาขาการศึกษา ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา 6. ฤชาภร จันทร์ศรี THE SOCIAL MEDIA AWARD สาขาโซเชียลมีเดีย ผู้ทรงอิทธิพลในโลกดิจิทัล 7. ดาราวรรณ โพธิครูประเสริฐ  THE SOCIAL MEDIA AWARD สาขาโซเชียลมีเดีย ผู้ทรงอิทธิพลในโลกดิจิทัล 8.  รุจิรัตน์ ปาลีพัฒน์สกุล THE FINANCIAL WISDOM AWARD สาขาการเงินการบัญชี ผู้นำด้านการเงินและการบัญชี 9.เคธี่ มาลี อัลโตเนน จากประเทศฟินแลนด์ THE ENTERTAINMENT &  ART AWARD สาขาศิลปะการบันเทิง และผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ 10.   ดร. ธัญธิดา นวมทอง The Beauty & Wellness Award สาขาสุขภาพความงาม ผู้นำด้านความงามและสุขภาพ 11. กรกช พูนผล  THE DIGITAL CREATOR AWARD สาขาอินฟลูเอนเซอร์ ผู้สร้างคอนเทนต์ทรงอิทธิพล 12. ศราณี วิสุทธิผล THE SOCIAL ENTERPRISE AWARD สาขานักธุรกิจเพื่อสังคม สร้างธุรกิจที่ขับเคลื่อนสังคม 13. Miss HELCA CERBO จากประเทศฟิลิปปินส์ THE INSPIRATION ICON AWARD สาขาสร้างแรงบันดาลใจ ผู้จุดประกายความหวังและพลังบวก และ 14. Miss ANGELA  JUNE จากประเทศมาเลเซีย THE INSPIRATION ICON AWARD สาขาสร้างแรงบันดาลใจ ผู้จุดประกายความหวังและพลังบวก

ทั้งนี้ ผู้รับรางวัลทุกท่านยังได้ร่วมกันส่งต่อพลังบวก ด้วยการสมทบทุนเข้าโครงการ  Arts for Cancer  by Ireal ศิลปะเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง และการทำเต้านมเทียมร่วมกับ TBCC อีกด้วย

-(016)

AWC คว้ารางวัล ‘Thailand’s Top Corporate Brands 2024’ ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน มุ่งสร้างการเติบโตให้อสังหาฯ-การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

AWC คว้ารางวัล 'Thailand’s Top Corporate Brands 2024' ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน มุ่งสร้างการเติบโตให้อสังหาฯ-การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

AWC คว้ารางวัล ‘Thailand’s Top Corporate Brands 2024’ ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน มุ่งสร้างการเติบโตให้อสังหาฯ-การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.56 น.

AWC คว้ารางวัล “Thailand’s Top Corporate Brands 2024” ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน มุ่งมั่นสร้างการเติบโตให้อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร คว้ารางวัล “Thailand’s Top Corporate Brands 2024” จากงาน ASEAN and Thailand’s Top Corporate Brands 2024 ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 โดยหลักสูตรปริญญาโทสาขาการจัดการแบรนด์และการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย AWC ถือเป็นบริษัทที่มีมูลค่าแบรนด์องค์กรสูงสุดของประเทศไทย ประจำปี 2567 หมวดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ด้วยมูลค่าแบรนด์องค์กรโดดเด่นกว่า 53,084 ล้านบาท ผ่านความสำเร็จในการเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่โดดเด่นหลากหลายแห่งตลอดปี 2567 ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการที่สร้างแรงบันดาลใจและตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างครบวงจร พร้อมทั้งแสดงถึงศักยภาพในการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จํากัด (มหาชน) (AWC) กล่าวว่า “AWC ภูมิใจที่ได้ร่วมสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทยและภูมิภาค ผ่านการพัฒนาโครงการระดับแลนด์มาร์กที่โดดเด่นในรูปแบบของ AWC’s Lifestyle Destination มากมาย พร้อมนำความเป็นเอกลักษณ์หรือ Brand DNA ของ AWC ถ่ายทอดผ่านโครงการคุณภาพที่ได้เปิดตัวตลอดปี 2567 ที่ผ่านมา ร่วมสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้า พร้อมสร้างความยั่งยืนให้กับคู่ค้า พันธมิตร ชุมชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย การได้รับรางวัล Thailand’s Top Corporate Brands ต่อเนื่องอีกครั้งในปีนี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเราในการให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าและส่งต่อความสุขให้นักท่องเที่ยวทั้งในไทยและทั่วโลก พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์ของ AWC ในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และการท่องเที่ยว เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับทุกคน”

ความสำเร็จของ AWC ตลอดปี 2567 เกิดขึ้นจากการให้ความสำคัญในการสร้างสรรค์โครงการระดับแลนด์มาร์กอันมีเอกลักษณ์ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ที่มุ่งเน้นตอบสนองทั้งไลฟ์สไตล์ของคนเมืองและนักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงการเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ของไทย อาทิ การเปิดตัว ‘เอ-ญ่า รูฟทอป แอท ดิ เอ็มไพร์’ จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์รูฟทอปที่ใหญ่และสูงที่สุดใจกลางเมืองที่รวบรวม Top-Cuisine หลากหลายประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่ม การร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง NEON และ Universal Live Events & Location Based Entertainment ในการนำประสบการณ์ ‘Jurassic World: The Experience’ มาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีกำหนดเปิดตัวที่โครงการ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ในไตรมาส 2 ปี 2568 การเปิดตัว ‘โอกุระ ครุซ’ เรือไคเซกิและเทปันยากิสุดหรูลำแรกของโลก ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อโครงการในแผนงานกว่า 10 โครงการของ AWC ภายใต้แนวคิด ‘AWC River Journey Project’ เสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวและการบริการระดับพรีเมียมผสานบรรยากาศงดงามเป็นเอกลักษณ์ของแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งการสร้างสรรค์สร้างโมเดลใหม่ให้กับอุตสาหกรรมด้านอาหารกับการเปิดตัวโครงการ Phenix (ฟีนิกซ์) แหล่งรวมอาหารและสุดยอดความอร่อยใจกลางเมืองบนพื้นที่ยุทธศาสตร์ย่านประตูน้ำ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางและจุดหมายปลายทางด้านอาหารระดับโลก และการเปิดร้านอาหารอีกหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่

รางวัล “ASEAN and Thailand’s Top Corporate Brands 2024” จัดขึ้นติดต่อกันมาเป็นปีที่ 15 เพื่อมอบให้แก่องค์กรที่มีมูลค่าแบรนด์องค์กรสูงสุดของประเทศไทยและในอาเซียน จัดขึ้นโดยหลักสูตรปริญญาโทสาขาการจัดการแบรนด์และการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งร่วมกันวิจัยและพัฒนาเครื่องมือการวัดมูลค่าแบรนด์องค์กร “CBS Valuation” (Corporate Brand Success Valuation) ที่ใช้หลักเกณฑ์การวัดมูลค่าแบรนด์จากงบการเงินของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในการคำนวณค่าเฉลี่ยติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อชี้วัดความสำเร็จในการพัฒนาแบรนด์ขององค์กรของประเทศไทยและในอาเซียน

นอกจากรางวัล “ASEAN and Thailand’s Top Corporate Brands 2024” ที่ได้รับในครั้งนี้ AWC ยังได้รับรางวัลแห่งความภูมิใจอื่นๆ ซึ่งตอกย้ำถึงแบรนด์องค์กรที่แข็งแกร่งและความมุ่งมั่นในการดำเนินงานเพื่อส่งมอบคุณค่าและสร้างความยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยในปี 2567 AWC ได้คะแนนการประเมินความยั่งยืนจาก S&P Global เป็นอันดับ 1 ของโลกในอุตสาหกรรมโรงแรม รีสอร์ทและเรือสำราญ และยังติดอันดับ Top 1% จากการประเมินและจัดอันดับของ S&P Global ใน The Sustainability Yearbook 2024 ทั้งยังได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกของดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (DJSI) ในกลุ่มดัชนีตลาดเกิดใหม่ (DJSI Emerging Markets Indices) ติดต่อกันเป็นปีที่สอง และได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกของ FTSE4Good Index Series ซึ่งถูกจัดอันดับโดย FTSE Russell ครอบคลุมการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านธรรมาภิบาล ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 นอกจากนี้ AWC ยังได้รับการประกาศผลประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ประจำปี 2567 ที่ระดับ ‘AA’ ในกลุ่มของอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในขณะที่โครงการด้านการท่องเที่ยวของบริษัทได้รับประกาศนียบัตร STAR “ดาวแห่งความยั่งยืน” จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กว่า 25 แห่ง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ AWC ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมดำเนินธุรกิจตามแผนกลยุทธ์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อร่วม ‘สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า’ ให้กับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

สคล.ระดมความคิดขับเคลื่อน ‘ความสุขที่มีสติ’ สร้างภูมิคุ้มกันเยาวชนพ้นเหล้า บุหรี่ไฟฟ้า พนันออนไลน์

สคล.ระดมความคิดขับเคลื่อน ‘ความสุขที่มีสติ’  สร้างภูมิคุ้มกันเยาวชนพ้นเหล้า บุหรี่ไฟฟ้า พนันออนไลน์

สคล.ระดมความคิดขับเคลื่อน ‘ความสุขที่มีสติ’ สร้างภูมิคุ้มกันเยาวชนพ้นเหล้า บุหรี่ไฟฟ้า พนันออนไลน์

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.44 น.

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผจก. สสส.

สำนักงานเครือข่ายงดเหล้า (สคล.)ระดมความคิดขับเคลื่อน “ความสุขที่มีสติ”หวั่นสถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงสุขภาพทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชากระท่อม การพนันออนไลน์ ยาเสพติดส่งผลกระทบต่อเด็กเยาวชนอาจด้อยคุณภาพเร่งบูรณาการเน้นสร้างภูมิคุ้มกัน และย้ำความรับผิดชอบของผู้ก่อปัญหา

สำนักงานเครือข่ายงดเหล้า (สคล.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมใหญ่เครือข่ายจาก
ทั่วประเทศ เนื่องในโอกาสครบรอบ 22 ปี ณ ห้องประชุมอุบลฮอล์ โรงแรมเซนทาราจังหวัดอุบลราชธานี กับแนวคิด “ความสุขที่มีสติ” ในสถานการณ์สังคมแบบเสรีนิยม พร้อมประเมินสถานการณ์การดื่มแอลกอฮอล์ในภาคอีสานในภาพรวมสถิตินักดื่มเปรียบเทียบปี 2560
กับปี 2564 พบว่าจังหวัดมุกดาหาร เป็นจังหวัดที่ดื่มสูงในภาคกว่าร้อยละ 38.6 เป็นอันดับ 5 ของประเทศ ซึ่งคงต้องเจาะลึกสถานการณ์ปัญหาของแต่ละจังหวัด

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผจก. สสส. กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงสุขภาพทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา กระท่อม การพนันออนไลน์ ยาเสพติด เป็นปัญหาที่ซับซ้อนบนเงื่อนไขทางสังคมเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะสังคมดิจิทัลดังนั้น สสส. และภาคีจึงต้องปรับตัวเน้นการทำงานที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เน้นการทำงานให้เกิดผลลัพธ์ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเยาวชน ตลอดจนเด็กปฐมวัยเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่วัยเด็ก และเน้นกลุ่มที่มีการดื่มแบบเสี่ยงสูง เพื่อยืดอายุและเพิ่มอัตราอายุยืนเฉลี่ยรายจังหวัด โดยจะเน้น 4 หลักการ DOPA คือ Data Driven,Outcome Driven, Partner Driven และ AI Driven โดยใช้พื้นที่จังหวัดเป็นตัวตั้ง โดยพัฒนาชุมชนที่เข้มแข็งมีส่วนร่วมแบบบ้านวัดโรงเรียนราชการให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งเครือข่ายงดเหล้าเป็นหนึ่งในภาคีที่ทำงานเคียงคู่ สสส.มาต่อเนื่อง มีการทำงานในทุกกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งเน้นการเปลี่ยนแปลงชุมชนให้ปลอดภัยจากอบายมุขต่างๆ โดยปีนี้พิเศษที่มาเน้นเรื่อง “สติ” ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ที่มีปัญหาเรื่องโรคซึมเศร้าอีกด้วย เรียกว่ารุมเร้าสังคมไทยทั้งด้านกาย ใจ สังคมและปัญญา จึงต้องกลับมาที่ฐานรากวางเป้าหมายบูรณาการพื้นที่จังหวัด ซึ่งเครือข่ายงดเหล้าจะต้องเร่งขับเคลื่อนจังหวัดให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนใน 2-3 ปีจากนี้

ว่าที่ พ.ต.อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ

ว่าที่ พ.ต.อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวในพิธีเปิดว่า จังหวัดอุบลราชธานีมีแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพประชาชน เพื่อให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะโรคที่มีสาเหตุมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งโรคมะเร็งตับ ถือเป็นโรคร้ายแรงที่สำคัญในจังหวัดอุบลราชธานีต้องรีบแก้ไข และการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตประชากรให้มีความอยู่ดี มีสุข ลดปัญหาหนี้สินค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังสนับสนุนแนวทางการป้องกันนักดื่มนักสูบหน้าใหม่ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลใจ มีการแพร่ระบาดอย่างแพร่หลาย จังหวัดอุบลราชธานีจึงดำเนินการนโยบายปราบปราม ป้องกันการใช้บุหรี่ไฟฟ้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเด็กเยาวชนอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ เครือข่ายงดเหล้าในจังหวัดอุบลราชธานี มีพื้นที่ดำเนินงาน ได้แก่ ชุมชนต้นแบบสู้เหล้า บ้านโนนมะเขือ อำเภอกุดข้าวปุ้น ชุมชนบ้านแก้ง อำเภอเดชอุดม บ้านหนองคู อำเภอน้ำยืน และการขับเคลื่อนนโยบายระดับอำเภอได้แก่ อำเภอม่วงสามสิบ อำเภอสำโรง อำเภอน้ำยืน และอำเภอเดชอุดม ตลอดจนงานแห่เทียนพรรษาที่เป็นจุดเด่นของจังหวัด งานประเพณีสงกรานต์ “ถนนดอกไม้และสายน้ำ” โดยเทศบาลนครอุบลราชธานี โดยมีการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง และได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกฝ่าย

ธีระ วัชรปราณี

นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 22 ปี ของการก่อตั้งเครือข่ายงดเหล้า นอกจากจะเป็นช่วงเวลาทบทวนและพบปะเพิ่มพลังเครือข่ายแล้ว ยังต้องมองอนาคตใน 2-3 ปีจากนี้ไป โดยข้อมูลปี 2564 ความชุกนักดื่มโดยรวมประเทศ ร้อยละ 28 ซึ่งเชื่อว่าสถานการณ์ปัญหาจากปัจจัยเสี่ยงสุขภาพจะเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากรัฐบาลที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ มีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การแก้ไขกฎกระทรวงของกรมสรรพสามิตให้การผลิตสุราทำได้ง่ายขึ้น กรณีปัญหากัญชากระท่อมที่เริ่มส่งผลต่อเด็กเยาวชน รวมทั้งบุหรี่ไฟฟ้า พนันออนไลน์ ที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะทำให้ถูกกฎหมายมากขึ้น

ในโซนภาคอีสาน ซึ่งกำลังถูกส่งเสริมให้มีการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นสุราท้องถิ่น วิถีชีวิตที่ชอบสนุกสนานม่วนหน้าฮ่านรถแห่ ประเพณียิ่งใหญ่บุญบั้งไฟ บุญแข่งเรือ รวมทั้งวิถีกินเหล้าหลังเสร็จงาน การเลี้ยงแขกด้วยเหล้า เป็นบรรทัดฐานและกิจกรรมการส่งเสริมตลาดของธุรกิจที่มาพร้อมกับการเป็นสปอนเซอร์จัดงานแบบ CSR ปลอม ซึ่งในความเป็นจริงผู้ที่ผลิตนำเข้าหรือขายสินค้าต้องรับผิดชอบต่อการขายสินค้าที่ไม่ธรรมดา เช่น ต้องจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ อีกทั้ง ต้องควบคุมผู้ขายให้ทำตามกฎหมาย การไม่ขายคนเมา ไม่ขายให้เด็ก รวมทั้งการปฏิบัติตามการควบคุมโฆษณาอย่างเคร่งครัด เป็นต้น